วิถีสายแรง “แอน อลิชา” บนถนนชีวิต-ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294452

วิถีสายแรง “แอน อลิชา” บนถนนชีวิต-ธุรกิจ

คนในข่าว  :  5 ก.ย. 2560
แอน อลิชาให้สัมภาษณ์, แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์, แอน อลิชา ขอโทษกึ้ง, แอนยอมขอโทษกึ้ง, แอนด่ากึ้ง, แก๊งค์นางฟ้า, แก๊งค์นางฟ้าแตก, แก๊งนางฟ้า เจนี่-วุ้, เม้าท์เจนี่เลิกกึ้ง, อลิชา ไล่ศัตรูไกล, แอน ภูริ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, ภูริปาย, ภูริปายวิลล่า, กึ้ง เฉลิมชัย มหาก, แอนกึ้ง, แอน อลิชา, หนุ่มโอ๊ค, กึ้ง

จำได้มั้ย หลายปีก่อน สาวแอนเคยสร้างตำนาน “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” หักอก “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ เพื่อนซี้ของ “กึ้ง” มาแล้ว มาวันนี้คู่นี้ยังเหมือนมีไรคาใจกันอยู่?

               สวนมาสวนกลับแบบ “ตาใส” ระหว่างสองไฮโซ เซเลบ คนดัง ‘กึ้ง’ เฉลิมชัย มหากิจศิริ และ “แอน” อลิชา หิรัญพฤกษ์

               อันเนื่องจากฝ่ายหญิงออกมาซัดฝ่ายชายผ่านสื่อ ด้วยถ้อยคำที่ “แรงหนักมาก” ถึงกรณีที่ทำเพื่อนซี้ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ อกหักรักคุดอีกรอบหนนี้

               และแน่นอนงานนี้ ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายชาย จนต้องออกมาร้องผ่านสื่อ ว่าให้ฝ่ายหญิงออกมาขอโทษหน้าจอด้วย

               เพราะถึงจะทำไปแล้วหลังไมค์เงียบๆ แบบรู้กันสองคนวงใน แต่ฝ่ายชายยังไม่พอใจอยู่ดี

               ล่าสุดฝ่ายหญิงก็จัดให้ แท็กทีมสามีสุดรัก “ภูริ หิรัญพฤกษ์” มาในงานอีเวนท์สินค้าตัวหนึ่ง ก็เลยถือโอกาสแถลงกับสื่อมวลชนแบบรวดเดียวจบ !

               สรุปเอาพอให้เห็นภาพสั้นๆ ว่า “ขอโทษถ้าทำพูดอะไร แล้วตะเตือนใจ แต่ถ้าไม่หายโกรธก็ไม่เป็นไร เพราะที่พูดไป มันมาจากความรู้สึกเบื้องลึกของเพื่อนที่รักเพื่อน !”

               เป็นไงล่ะ เจอดอกนี้ของสาวแอนเข้าไป หัวใจชายอกสามศอกของกึ้งจะว่ากระไร ไม่รู้ได้

               แต่ที่แน่ๆ ขึ้นชื่อว่า แอน อลิชา คุณแม่ลูกอ่อน หวานใจพ่อภูริ ทำไมจะต้องแคร์อะไรมากมาย

               เพราะหากใครตามไอจีของเธอ ก็จะพบว่าหลังเกิดเรื่อง เธอกับครอบครัว ก็เพิ่งหลบความวุ่นวายไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อยู่ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน แบบหันหลังให้ปัญหาชิลๆ

               ซึ่งพอถึงตรงนี้ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า บ้านนี้เขามีธุรกิจรีสอร์ทสุดหรูอยู่ที่นั่น โดยข้างฝ่ายชายยังบอกว่า ก็ถือโอกาสพาลูกสาว ริชา หิรัญพฤกษ์ ไปดูธรรมชาติ

               แต่หลักๆ คือไปดูงาน และไปประชุม เพราะใกล้จะถึงช่วงไฮซีซั่นแล้ว !

               สำหรับธุรกิจรีสอร์ทที่ปายของสองสามีภรรยาคู่รักดาราเงินล้านคู่นี้ ภูริเคยเล่าช่วงสองปีก่อนว่า ที่หันมาสนใจทำธุรกิจรีสอร์ทและอสังหาริมทรัพย์ เพราะเกิดจากความเป็นคนชอบท่องเที่ยว ชอบพักผ่อนไกลๆ

               พอมาที่ปาย ก็รู้สึกชอบอากาศที่นี่มาก จึงเป็นที่มาของ ภูริปายวิลล่ารีสอร์ท ชื่อจำง่ายและบ่งบอกตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ อยู่ห่างจากตัวเมืองปายประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนทำเลที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองปายได้ไกลสุดสายตา

               ในการลงทุนนั้น เป็นการร่วมกันกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่มีความฝันเหมือนกัน ซึ่งฝ่ายเพื่อนลงทุนปลูกบ้าน แล้วเจ้าตัวกับภรรยาก็มาบริหารให้

               ครั้งนั้นเขายังฟุ้งความฝันว่า ยังเล็งที่จะเปิดเฟสใหม่สร้างเป็นซูเปอร์วิลล่าขึ้นมา แล้วตนเองก็จะบริหารให้ตามสูตรเดิม

               ว่ากันว่าครั้งนั้น เบ็ดเสร็จรวมแล้วก็ลงทุนไปหลักสองร้อยล้าน จากที่ดิน 32 ไร่ที่มีอยู่ ใช้ไปแล้ว 14 ไร่

               พร้อมกับตบท้ายว่า งานนี้ได้ศรีภรรยาช่วยเยอะมาก ถึงขนาดพูดเลยว่าไม่มีภรรยาคนนี้ ไม่มีวันนี้แน่นอน

               อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแต่ ภูริปายวิลล่า แต่ธุรกิจของผู้เป็นสามีสาวแอน ยังมีอีกมากมายนัก

               ทั้งรีสอร์ทที่ภูเก็ต ร้านอาหาร ร้านพิซซ่า ฯลฯ จากความร่ำรวยมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ที่มาจากตระกูลเก่าแก่แห่ง จ.ภูเก็ต

               และอย่างที่เรารู้กันตามสื่อว่า ภูรินั้นเป็นเจ้าของเกาะนาคาน้อย เกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ในเขต ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภูเก็ต มีพื้นที่ราว 50 ไร่

               แต่จริงๆ แล้ว ครอบครัวหิรัญพฤกษ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งเกาะ เป็นเพียงเจ้าของที่ดินอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวเคยเล่าว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ปู่ของเขาได้มาทำธุรกิจฟาร์มไข่มุกทางใต้ จึงซื้อเกาะสำหรับทำฟาร์มเอาไว้

               พอมารุ่นตน จึงเข้ามาปรับปรุงให้เป็นบ้านพักบนเกาะส่วนตัวของครอบครัวไว้ต้อนรับเพื่อนๆ

               เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่า สาวแอน อลิชา จะไม่ใช่คนธรรมดาที่ตรงไหน !

               แต่บางคนอาจจะบอกว่า นี่มันงานของสามี แต่ที่อยากรู้ คือ แอน อลิชา ทำอะไรที่เป็นของตัวเองบ้าง

               ถ้าไม่นับความเป็นดาราที่โลดแล่นอยู่บนถนนบันเทิงยาวนาน มาตั้งแต่ปี 2538 หรือตอนที่อายุเพียง 16 หยกๆ โดยเริ่มจากสังกัด อาร์เอส โปรโมชั่น จนถึงปี 2547

               จากนั้น มาอยู่ค่าย “เอ็กแซ็กท์” จนถึงปี 2558 แม้ปัจจุบันหลังแต่งงานแล้วในปี 2555 ก็ยังคงรับงานละครอยู่บ้างประปราย ซึ่งถือว่าทำรายได้อย่างมหาศาลให้แก่ตนเองแล้ว

               แต่ในทางธุรกิจ เธอยังเปิดร้านขายข้าวหมกไก่ อยู่แถวทางเข้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และยังมีร้านค็อกเทลชื่อ “แซงเกรีย” อยู่ที่ปากซอยเอกมัย 10

               พูดง่ายๆ ว่าทำไว้เป็นหลักเป็นฐาน ตามประสาคนเงินถุงเงินถัง ที่ต้องมีธุรกิจเล็กๆ ในย่านคนมีตังค์ ไว้ประดับบารมี และรองรับเพื่อนฝูงอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเอง

               ทิ้งท้ายสำหรับใครที่ยังสงสัยในสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกลุ่มแก๊งนางฟ้า ต้องบอกว่าค่อยๆ ลุ้นกันไป เพราะสาวๆ มักโกรธง่ายหายเร็ว

               แต่สายสัมพันธ์กับบุตรชายคนเดียวใน “ตระกูลมหากิจศิริ” นี่ไม่กล้าทำนาย

               เพราะก่อนหน้านี้ราว 10 ปีก่อน สาวแอนก็เคยอยู่ในตำนาน “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” จากการหักอก “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร เพื่อนซี้ของ “กึ้ง” มาแล้ว

               จากนั้นก็หันไปซบอกหนุ่มภูริ ซึ่งก็เป็นเพื่อนในก๊วนเดียวกันกับโอ๊คนั่นแหละ

               แต่ถ้าใครจะโยงไปว่าเป็นการเอาคืนให้เพื่อนของ “กึ้ง” อันนี้มันจะดราม่า ละครหลังข่าวไปหน่อยมั้ง !

ตัวเลือกที่รอได้ “คุณหญิงหน่อย” ในวันที่ “นารี” ขี่ม้าหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294313

ตัวเลือกที่รอได้ “คุณหญิงหน่อย” ในวันที่ “นารี” ขี่ม้าหาย

คนในข่าว  :  4 ก.ย. 2560
เจ๊หน่อย สุดารัตน์, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, สุดารัตน์, คุณหญิงหน่อย สุดารัต, คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, พรรคเพื่อไทย, เก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ยิ่งลักษณ์ หนี, ยิ่งลักษณ์ คดีจำนำข้าว, ตัดสินคดีจำนำข้าว, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, ว่าที่ผู้นำพรรค, คุณหญิงหน่อย, นารี

ใครจะบอกว่า คุณหญิงหน่อยจะมากุมบังเหียนพรรคคนต่อไป ก็ว่ากันไป แต่ระหว่างนี้เจ๊ขอทำแต้มแบบเงียบๆ สวยๆ ดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ!!

               พอ “ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดวาร์ป! หายไปก่อนที่คนไทยจะตั้งตัวติด เพื่อชิ่งฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว

               เรื่องนี้นอกจากจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วพรรคเพื่อไทยที่นอกจากเหลียวซ้ายแลขวาแล้ว ยังวังเวงใจอยู่ อีกด้านหนึ่ง เสียงจากหลายฝ่ายก็เริ่มถามหาคนถือธงนำพรรคคนใหม่

               แต่เดี๋ยวก่อน ใช่ว่าจะไม่มีคนดีศรีเพื่อไทย เพราะที่อย่างที่รู้ที่เห็นกันว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เดินสายทำแต้มแบบเงียบๆ แต่ได้คะแนนจากกองเชียร์เพียบอยู่พอตัว

               ดังนั้นพอหันมาดูที่ “คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์” เรื่องโพรไฟล์ทางการเมือง บอกเลยทั้งเก๋าเกมและผ่านมาเยอะ โดยเป็นถึงเป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย

               และในลีลาการทำงานแล้วคนไทยหลายคนก็ยอมรับในความนุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง ดังดอกไม้เหล็ก ที่คนไทยก็น่าจะพอจะยอมรับได้ ถ้าจะมาแทนที่เก้าอี้ใหญ่ในพรรค

               แต่ที่เด็ดจนต้องแอบกระซิบคือ รายนี้มีสายสัมพันธ์อันดีกับทางกองทัพสีเขียวอยู่ ถือว่าเป็นคุณแก่พลพรรคไทยรักไทยแน่นอน

               อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของหญิงหน่อย มองผิวเผินแล้วราบเรียบ ดีงามตามท้องเรื่อง ไม่ได้มีทีท่าว่าจะออกตัวแรงจนน่าเกลียด

               ที่เห็นก่อนหน้านี้ก็มีทั้งเวอร์ชั่น “สายลมแสงแดด” ออกเยี่ยมชาวบ้านในโครงการข้าวสานธรรมที่บ้านหนองแก ต.ลานสะแก อ.พยัคฆภูมิสัย จ.มหาสารคาม

               อันเป็นข้าวที่ผลิตโดยชาวนาที่ตั้งใจรักษาศีล 5 หรือหมู่บ้านศีล 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่เจ้าตัวได้ทำระหว่างการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

               และเวอร์ชั่น “เวิร์กกิ้งเกิร์ล” โกอินเตอร์ไปจีนเป็นเวลา 5 วันตามคำเชิญของกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ (IDCPC) พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในรอยต่อแห่งความสัมพันธ์อันดี “หนักมาก” กับรัฐบาลไทย

               หรืออย่างที่เจ้าตัวโผล่หน้าศาลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวันตัดสินคดีของ “ปู ยิ่งลักษณ์” วันนั้นก็ยังมีคนอื่นๆ มากันอีกเพียบ!! ก็คือการมาให้กำลังใจกันตามปกติ

               บ้างวิเคราะห์กันว่าเพราะเจ้าตัวรู้ดีถึงธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ ที่คนจะอาสามานั่งผู้นำพรรค ต้องหนีไม่พ้นแรงเสียดทาน สกัดดาวรุ่ง ไม่ให้ได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้ง่ายๆ

               ดังนั้นความเคลื่อนไหวครั้งล่าของล่าสุดระหว่างเดินสายไปทำบุญที่วัดสามัคคีธรรม และเบื้องหลังทีมงานแจ้งว่าเจ้าตัววางแผนที่จะอยู่ต่อในช่วงบ่าย เพื่อร่วมงานเทกระจาด

               แต่ภาพที่ปรากฏออกสื่อคือ เธอตอบคำถามแล้วก็จัดการเทสื่อแทน ชิ่งหนีกลับทันที ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง งานนี้เจอคำถามอะไร น่าจะเดาออก

               เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ รีบชิงปฏิเสธทันทีในท่วงทำนองว่า ตนเองนั้นไม่มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ เพราะยังมีหัวหน้าพรรคอยู่ทั้งคน รวมทั้งเลี่ยงตอบคำถามที่เกี่ยวกับ “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ในช่วงนี้

               งานนี้นักวิเคราะห์การเมืองอ่านเกมว่า คุณหญิงหน่อยกำลังเล่นบทเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ให้เว่อร์จนไปขัดหูขัดตาคนในพรรค

               ยิ่งเวลานี้หลังจากหัวหน้าใหญ่เพิ่งทวีตวาทะของ “มงแต็สกีเยอ” เจ๊หน่อยอาจจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ซึ่งถ้าเกิด “แหลม” ออกมามากผิดที่ผิดเวลา จะเสียรูปเกมไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

               นอกจากนี้ปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรให้มีคนอื่นเข้ามามีชื่ออยู่ในโผแคนดิเดตหัวหน้าพรรค ก็ยังมีอยู่มาก

               เพราะเก้าอี้นี้ ที่นี่! ที่พรรคเพื่อไทย จะเก้าอี้บนสุด เก้าอี้ข้างเคียง หรือรองลงมา ใครขึ้นนั่งก็ต้องมีร้อนอาสน์

               ไม่วาใคร ไล่มาจนถึง “อดีตนายกฯ ปู” ล้วนแล้วแต่หนีไม่พ้นของจริงจาก คสช. ที่เล่นบทสำเร็จโทษใครก็ต้องเด็ดขาด ชัดเจนและรุนแรง คือไม่ติดคุกยาว ก็ต้องเผ่นออกนอกประเทศ

               แต่ที่ต้องบอกว่าจริงแท้แน่นอนที่สุดก็คือ “คำตัดสิน” จากหัวหน้าใหญ่ ที่จะเป็นคนฟันธง ทุบโต๊ะ! ในคำตอบสุดท้าย! เชื่อว่าเวลานี้นอกจากนั่งปลอบใจน้องสาวอยู่ แต่ก็คงกำลังนั่งเล่นหมากรุกคนเดียว ดีดลูกคิดรางแก้ว ลองเชิงลองใจในหลายๆ ทางเลือกอยู่ตลอด

               ยิ่งถ้าดูกระแสสังคมไทยแล้วก็ไม่ค่อยจะหือจะอือ กับการที่ฝ่ายสีเขียวขอต่ออายุใบขับขี่แบบเนียนๆ นัยว่า เอ้า! ถ้าจะทำเพื่อบ้านเมือง จะต่อสัญญาต่อไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูปประเทศก็พอจะหยวนๆ

               แปลว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ของพรรคเพื่อไทย ในยุคที่ คสช. ป๊อปปูลาร์! มันจะไม่ง่ายเหมือนส่งเสาไฟฟ้ามานั่งก็ได้อีกแล้ว!!

               ดังนั้นเมื่อหันมาข้างคุณหญิงหน่อย ที่รายนี้ก็คงกำลังคิดคำนวณถึงวิธีเดินเกมอยู่ไม่แพ้นายใหญ่เหมือนกัน จึงหันมาขยันทำแต้มแบบสวยๆ ดีกว่า

               อย่างล่าสุดนอกจากโพสต์ธรรมมะ ซึ่งถือเป็นงานอดิเรกที่ต้องทำในเฟซบุ๊ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เสมอ โดยล่าสุดโพสต์ว่า

               “สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ สิ่งนั้นกำลังสอนให้คุณรู้จัก…ปล่อยวาง…”

               จากนั้นก็ออกมาเชิญชวนชาวลาดปลาเค้า ย่านที่ตนเองพักอาศัย มาปลูกต้นดาวเรืองแทนดวงใจ 99,999 ต้น เพื่อน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และนำไปจัดซุ้ม แนวถนนลาดปลาเค้า วันที่ 13-15 ตุลาคมนี้ ดูแล้วก็เป็นก้าวย่างที่สงบเงียบ เรียบง่าย สบายๆ

               เรื่องเกมการเมืองคนที่ตามจริงจะพอมองออกว่า ก็ไม่ถือว่าหยุดชะงักปิดประตูลงกลอนแน่น แต่คาดว่าจะรอวันและจังหวะเวลาที่เหมาะสม “หมักบ่ม” ให้ได้ที่อยู่มากกว่า!

พายุชะตากรรม “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” 29 ปี บนวิถีที่พลิกผัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294129

พายุชะตากรรม “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”  29 ปี บนวิถีที่พลิกผัน

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
ไร่ส้ม, คดีไร่ส้ม, อสมท, ไร่ส้มโกงค่าโฆษณา, บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด, บริษัท ไร่ส้ม จำกัด, จับเข่าคุย, เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, เรื่องเด่นเย็นนี้, รายการคุยคุ้ยข่าว, ถึงลูกถึงคน, เรื่องเล่าเช้านี้, กนก รัตน์วงศ์สกุล, สรยุทธ กนก, ตัดสินจำคุกสรยุทธ, จำคุกสรยุทธ, สรยุทธเข้าเรือนจำ, สรยุทธนอนคุก, จุดสิ้

เส้นทางชีวิตหลังจากวันที่กรรมกรข่าวคนนี้บอกว่ามันคือ “จุดสิ้นสุด!” วันนั้นคือเมื่อไหร่? จะเป็นอย่างไรต่อไป? น่าติดตามยิ่ง

               ข่าวคนดังตบเท้าเข้าคุกช่วงนี้ที่สะดุดใจคนไทยมากกว่าใครทั้งหมดก็คงเป็นกรณีของ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ที่พอเอาเข้าจริง ก็ใจหายเหมือนกัน

               ยิ่งล่าสุดมีเรื่องเล่าจากน้องไบรท์ หรือ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พิธีกรข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่เคยนั่งเคียงข้างยามเช้ามาด้วยกันทางช่อง 3 เปิดเผยว่า พี่ชายคนนี้มีกำลังใจดี แต่คืนแรกยังนอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากแปลกที่ พร้อมบอกว่า

               “ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ต้องอยู่ให้ได้ ถ้ามองในแง่ดี การเข้ามาใช้ชีวิตในนี้ถือว่าเข้าไปหาบทเรียนชีวิต ได้คุยกับคนหลายคน มีหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน มีหนังสือให้อ่าน เริ่มปรับตัวได้บ้าง”

               และที่ต้องขีดเส้นใต้เลยกับวรรคทองว่า “ในเรือนจำยังมีจุดสิ้นสุด”

               “ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะหนี เพราะถ้าจะหนีต้องหนีตลอดชีวิต การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา ถ้าหนีไป หนีอยู่ในเมืองไทย คนก็จำหน้าพี่ได้หมด ถ้าหนีไปอยู่เมืองนอก คนไทยที่เมืองนอกก็รู้จักพี่อยู่ดี ก็จับตัวพี่ส่งกลับมาที่ประเทศไทยอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าหนีเท่ากับว่าชีวิตที่หนีต้องซ่อนตัวตลอดทั้งชีวิต ถ้าอยู่ในเรือนจำยังมีจุดสิ้นสุด อยู่ลำบาก แต่ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวไป”

               และที่ค่อนข้างสะเทือนใจแฟนคลับก็ตอนที่เจ้าตัวพูดถึงแม่ คือ วิชชุดา สุทัศนะจินดา ที่มีอาการป่วยและอายุมากแล้ว

               “พี่คิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้วว่าจุดที่เลวร้ายที่สุดมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้สิ่งที่กังวลมากที่สุดเรื่องนึงก็คือเรื่องสุขภาพคุณแม่ เพราะคุณแม่ป่วยหนักอยู่ กลัว…กลัวว่าจะออกมาไม่ทันได้ดูคุณแม่”

               ถึงตรงนี้อาจทำให้หลายคนอดเห็นใจอดีตนักเล่าข่าวคนดังคนนี้ไม่ได้ กับเส้นทางเกือบ 3 ทศวรรษในการทำงาน ที่ต้องบอกว่าเขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทางอาชีพก็ว่าได้!

               จากที่เคยเป็นเด็กเกเร มีประวัติเข้าไปอยู่ในกลุ่มทะเลาะวิวาท จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ส่งผลให้ต้องไปใช้ชีวิตในบ้านเมตตา 15 วันสมัยมัธยม

               ภายหลังตั้งตัวใหม่จนมาเรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาการันตีให้ได้เข้าทำงานในองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ย่านบางนา เครือเนชั่น

               และยิ่งเมื่อย้อนไปดูไทม์ไลน์ชีวิตของเขาก็พบได้ถึงความก้าวหน้าขึ้นไปอย่างไม่มีหยุดพัก

               นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2531 ที่สรยุทธเข้าทำงานเป็นนักข่าวสายการเมืองที่หนังสือพิมพ์ The Nation โดยได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 4,000 บาท จากนั้นทำข่าวสายรัฐสภาเป็นเวลา 2 ปี และทำข่าวสายทำเนียบรัฐบาลอีก 2 ปี จนปี 2535 ก็ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าข่าวการเมือง และเลื่อนเป็นหัวหน้าข่าวในปี 2537

               กระทั่งปี 2540 ได้เลื่อนเป็นบก.ข่าว และจัดรายการวิเคราะห์ข่าว เป็นจุดเริ่มต้นงานด้านจอโทรทัศน์ของเจ้าตัว โดยจัดรายการวิเคราะห์ข่าวให้สถานีไอทีวี เช่น รายการเวทีไอทีวี ฟังความรอบข้าง และไอทีวีทอล์ค

               จนมาปี 2543 ที่สถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนลเปิดตัว เขาก็กลายคนข่าวรุ่นบุกเบิกของที่นี่ และครองอันดับหนึ่งของช่อง มีทั้งรายการเก็บตกจากเนชั่น คม ชัด ลึก ทั้งยังจัดรายการกับสุทธิชัย หยุ่น, กนก รัตน์วงศ์สกุล

               ภายหลังลาออกจากความเป็นลูกหม้อเนชั่นช่วงปี 2546 ตำแหน่งสุดท้ายคือรองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ The Nation

               แล้วมาทำรายการถึงลูกถึงคนทางช่อง 9 หรือโมเดิร์นไนน์ทีวี กระทั่งย้ายมาช่อง 3 อย่างเป็นทางการ เพื่อมาทำรายการเรื่องเล่าเช้านี้

               ที่สุดเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนข่าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยลีลาการสัมภาษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนำข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์มาอ่านในรายการโทรทัศน์ หรือที่เรียกว่า “เล่าข่าว” (News Talk)

               และยังมีบุคลิกการเล่าข่าวที่กระชับ รวดเร็ว ใช้ภาษาเข้าใจง่าย มีลีลายิงตรง ทำให้ทุกรายการที่จัดโกยเรตติ้งและสปอนเซอร์เพียบ! จนถือเปฺ็นอันดับหนึ่งของคนข่าวไทยในเวลานั้น

               ต่อมาตัดสินใจเป็นผู้จัดรายการเองโดยเปิดบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (รายการโทรทัศน์) และบริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด (รับจัดงานและกิจกรรม) ตั้งแต่ราวเดือนกุมภาพันธ์ 2547 พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คนที่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อน โดยในส่วนของไร่ส้ม ก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท

               จนมาปี 2548 ไร่ส้มได้ทำสัญญากับ อสมท และได้รับโอกาสจากช่องให้ทำรายการใหม่ “คุยคุ้ยข่าว” ขึ้น โดยจัดร่วมกับอดีตคู่หูที่เคยจัดรายการร่วมกันที่เนชั่นแชนแนลอย่าง “กนก รัตน์วงศ์สกุล”

               โดยเงื่อนไขกับช่องมีว่า วันจันทร์ถึงศุกร์ โฆษณาได้วันละ 2.30 นาทีเท่านั้น แต่หากเกินจะต้องชดเชยให้ อสมท นาทีละ 240,000 บาท ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ โฆษณาได้วันละ 5 นาที หากเกินจะต้องชดเชยให้ อสมท 200,000 บาท!

               หลายคนพูดตรงกันว่า ช่วงนั้น หรือราวปี 2548 เป็นช่วงที่พีกสุดๆ ของชีวิตเฮียสอ เป็นคนดังที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย และยังมีรายการอีกมากมายในมือ (พอๆ กับที่มีคนข่าว วนเวียนมานั่งเล่าข่าวร่วมกับเขาแบบไม่ซ้ำหน้าหลายคนด้วยกัน) เช่น รายการคุยคุ้ยข่าว ถึงลูกถึงคน ทางช่อง 9 และเรื่องเล่าเช้านี้, เรื่องเด่นเย็นนี้, เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, จับเข่าคุย ทางช่อง 3

               พูดง่ายๆ ว่าคนไทยได้เห็นหน้าตี๋ๆ เสียงดังๆ ของเขาทั้งเช้า บ่าย เย็น ทุกวัน รับค่าเหนื่อยและค่าโฆษณายิ่งกว่าซูเปอร์สตาร์คิวทอง! เพราะร่ำลือกันทั่ววงการสื่อแบบไม่รู้ว่าอิจฉา ชื่นชม หรือ หมั่นไส้ ว่ารายได้ของเขาปีหนึ่งในช่วงนั้นไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท!

               แถมว่ากันว่ารายการ “ถึงลูกถึงคน” ก็เป็นรายการเดียวที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชิณวัตร ยอมที่จะให้สัมภาษณ์ ก่อนที่จะมีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

               ครั้งหนึ่งสรยุทธเคยพูดถึงวิธีการทำงานว่า หลักในการ Contact ให้ถึงผู้ชมคือนอกจากจะต้องมีความน่าเชื่อถือ โดยต้องใช้เวลา ต้องสร้างสม ไม่มีทางลัด ทำให้การเล่าข่าวมาจากความเข้าใจ เนื้อหาอยู่ในหัวแล้วยังต้องมีความเป็นมนุษย์ พิธีกรข่าวไม่ใช่ผู้วิเศษ ผิดพลาดได้ เก่งและไม่รู้ได้ แต่ให้เป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์ แต่ก็ต้องไม่จืด

               ความน่าเชื่อถือนี้ “สรยุทธ” บอกว่า “แรง” เพราะ “ถ้าคุณน่าเชื่อถือ บางอย่างพูดผิดคนยังเชื่อ ถ้าไม่น่าเชื่อ พูดถูกคนยังไม่เชื่อเลย เพราะฉะนั้นถ้าผมพูดผิด พยายามแก้ทันที ปล่อยไปไม่ได้ และผมอยากให้คนรุ่นใหม่ทำให้ถึงจุดนั้น” (http://positioningmag.com/11753)

               โดยกว่าจะมี “วันนี้” ใน “วันนั้น” ของสรยุทธ ว่ากันว่าตอนช่วงพีกสุดๆ เขาต้องเดินทางมาถึงช่อง 3 ตั้งแต่ตี 4 กว่า เตรียมข้อมูลเพื่อออกอากาศ 6 โมงเช้า ช่วงบ่ายไปหาที่งีบหลับในตึกของช่อง พอบ่าย 2 โมงเริ่มเตรียมเนื้อหาข่าวเข้ารายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้ วันหนึ่งเขานอนประมาณ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น

               นอกจากนี้ยังมีผลงานการเขียนหนังสือ เช่น คมชัดลึก, กรรมกรข่าว, กรรมกรข่าว 2 งานรับเหมา, คุยนอกสนาม และได้รับรางวัลอีกมากมาย

               จนมาสิ้นปี 2549 ก็เกิดคดีความเรื่องบริษัท ไร่ส้ม ยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” จึงเป็นจุดที่ทำให้เพื่อนซี้ต้องขอบาย และนำมาสู่เรื่องราวในวันนี้ ที่คงไม่ต้องทวนซ้ำ!!

               แต่ระหว่างที่คดียังดำเนินอยู่และรอวันสิ้นสุดร่วมๆ 10 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ สรยุทธยังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เก็บเงินโกยเรตติ้งไปเรื่อยๆ

               อย่างการลุยพื้นที่น้ำท่วมหนักช่วงปี 2554 เขาก็แท็กทีมเพื่อนในแวดวงจนสามารถหาเงินบริจาคให้ชาวบ้านที่ทุกข์ร้อนได้มากมาย โดยไม่เคยมีนักข่าวคนไหนทำมาก่อน จนตอนนั้นวีรกรรมของเขาโด่งดังป๊อปปูลาร์ขนาดที่คนนึกถึงและเรียกหาชื่อเขาก่อนนายกรัฐมนตรีเสียอีก!

               จนมาถึงวันที่คดีของเขาร้อนแรงขึ้นและมีการตัดสินไปในศาลชั้นต้น เขาก็ได้เจอแรงกดดันจนต้องอำลาจากจอวิก 3 ไปในวันที่ 3 เดือน 3 ปี 2559 อย่างไม่เต็มใจ

               แต่บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด และบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ยังคงดำเนินการธุรกิจและมีรายได้ แม้จะมีแนวโน้มลดลงตามอุตสาหกรรมสื่อ แต่ก็ยังมีบันทึกว่าผลประกอบการยังเป็น “กำไร” แต่ 2 บริษัทของเขายังคงทำงานต่อไป คือยังคงผลิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ต่อไป

               จนมีรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ตัวเลขปี 2559 สองบริษัทของเขามีกำไรสุทธิรวม 2,928.4 ล้านบาท จากรายได้ 5,572.8 ล้านบาท แปลว่ายังไปได้อยู่!

               ซึ่งก็คงพอๆ กับที่คนชื่อสรยุทธ ยังได้รับความนิยมจากแฟนคลับอย่างล้นหลาม ทั้งยังรอคอยการกลับมาของเขา อย่างตอนน้ำท่วมไม่นานมานี้ หลายคนถึงและบ่นผ่านสังคมออนไลน์ว่า น้ำท่วมแล้วคิดถึงเฮียสอขึ้นมาจับใจ

               ก็ไม่รู้เพราะอย่างนี้หรือไม่ ที่ต่อมาสรยุทธตัดสินเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” ขึ้นเมื่อเดือน ธันวาคม 2559 และมีการรายงานข่าวช่วงน้ำท่วมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์

               ถึงตอนนี้ก็มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน และมียอดไลค์มากกว่า 8.4 แสนไลค์แล้ว ก่อนจะหยุดความเคลื่อนไหวหลังวันแม่ 12 สิงหาคม แล้วมาเจอคำตัดสินคดีไร่ส้มในชั้นอุทธรณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

               อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าต่อจากนี้ไปชะตากรรมของพี่ยุทธของน้องๆ จะเป็นอย่างไร

               ไม่ใช่เรื่องชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เราต่างรู้ว่าคนอย่างเขาต้องปรับตัวได้อยู่แล้ว และไม่ใช่ผลการตัดสินในชั้นสูงสุดที่หลายคนพอจะรู้คำตอบ!

               แต่เป็นเส้นทางชีวิตหลังจากวันที่กรรมกรข่าวคนนี้บอกว่ามันคือ “จุดสิ้นสุด!” วันนั้นคือเมื่อไหร่? จะเป็นอย่างไรต่อไป? น่าติดตามยิ่ง!

บ้านเราต้องไม่เป็นอย่างนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294126

บ้านเราต้องไม่เป็นอย่างนี้

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
คดีจำนำข้าว, ปูน้ำในหูไม่เท่ากัน, น้ำในหูไม่เท่ากัน, ปูไม่มาศาล, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู ยิ่งลักษณ์, การผวนคำ, นักเขียนรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ, กวีการเมือง, กวีหู, จี้ปลดไพฑูรย์, จี้ปลดซีไรต์, นักเขียนซีไรต์, ไพฑูรย์ ธัญญา, ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ ไพทูรย์ ธัญญา, ธัญญา สังขพันธานนท์, จำลอง ฝั่ง

กรณี บทกวีคำผวน ที่ฝากถึงปู ยิ่งลักษณ์ กำลังทำให้เกิดความยุ่งยากในหลายฝ่าย เรื่องนี้ จำลอง ฝั่งชลจิตร ขอพูดบ้าง!!!

               เป็นคนธรรมดาๆ ผิดพลาดได้เสมอ เมื่อเขาพลาดหรือเลือกแสดงความคิดเห็นผิดจังหวะ ผู้มีปัญญาควรซ้ำเติมหรือให้อภัย เขาไม่ใช่ฆาตกรฆ่าข่มขืนหรือโจรปล้นฆ่าเป็นนิสัย

               กรณี ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ ไพทูรย์ ธัญญา นักเขียนรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ เขียนบทกวีใช้กลวิธีคำผวนวิจารณ์การกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลดังที่ทราบกันดี

               ในชีวิตจริงเขาเป็นข้าราชการที่ดี เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิชาการวรรณกรรมแก่นักศึกษามาจนเกษียณราชการ นอกจากสร้างงานวรรณกรรมเขายังเขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์ เช่นเดียวกับ เจ.เอ็ม. คูสต์เซียหรือ อุมแบร์โต้ เอโก ศาสตราจารย์วิชาวรรณคดีที่มีชื่อเสียงระดับโลก

               ทั้งเป็นอาจารย์จัดค่ายวรรณกรรมฝึกทักษะการอ่านเขียนให้ศิษย์ติดต่อกันมา 20 ปี ค่ายวรรณกรรมสร้างนักอ่าน คนรักการอ่าน นักเขียนและนักสื่อสารมวลชนนับร้อยคน

               การวิจารณ์การเมืองผิดจังหวะหรือผิดพลาดเพียงครั้งเดียว สื่อออนไลน์ถล่มเสียจนไม่มีที่ยืน โดยเฉพาะฝ่ายอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตยและชิงชังเผด็จการ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิที่ควรได้รับความเคารพ แม้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม กรณีของธัญญาผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีนที่พวกเรดการ์ดคอยไล่สำรวจและกำจัดคนคิดต่าง

               การวิพากษ์วิจารณ์ของหมู่ปัญญาชนจะหยิบยกทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิสตรี เพศสภาพหรือกติกาสากลมากล่าวอ้างได้มากมาย แต่ลืมสำรวจกฎธรรมชาติคือไม่ว่าทางการเมืองหรือไม่การเมืองก็ตาม เราทุกคนสามารถผิดพลาดได้เสมอ

               ความแตกแยกและการแบ่งฝ่ายต่างหากที่ทำให้เรารีบขย้ำเหยื่อจนลืมความเมตตา ผมคิดย้อนกลับไปว่าถ้าการปฏิวัติของเราสำเร็จเมื่อสามสิบห้าปีที่แล้ว เราอาจมีสุสานหัวกะโหลกให้รำลึกเหมือนเพื่อนบ้าน หรือมีผู้คนล่องเรือหนีตายไปประเทศที่สาม โบราณสถานและศิลปะเก่าๆ อาจถูกทุบทำลายหรือเผาด้วยความเคียดแค้นชิงชังก็ได้ แล้วค่อยมานั่งเสียใจกันภายหลัง ดูประเทศจีนหลังยุคเหมาเจ๋อตง เป็นตัวอย่าง เราสามารถดูความน่าขยะแขยงจากภาพยนตร์ของจางอี้โหมว หรือ เฉินไก่เกอ อ่านงานเขียนเสียดเย้ยยุคสมัยอันอัปลักษณ์ของเกาสิงเจียนหรือม่อเหยียน

               การเผาหนังสือ ‘ก่อกองทราย’ และงานเล่มอื่นๆ ของธัญญาสะท้อนหน่ออ่อนสิ่งที่ิเกิดในการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน เผาทำลายโดยไม่แยกแยะ เผาด้วยความเกลียดชัง

               บทความชิ้นนี้อาจนำความยุ่งยากมาสู่ผมก็ได้ ในฐานะคนธรรมดาผมอาจผิดจังหวะก็ได้ เผลอ ๆ ถูกเรียกไปอบรมปรับทัศนคติอย่าง คสช. เขาทำ แต่ถ้าผิดจากเวลานี้ ผมควรเขียนเรื่องความเป็นมนุษย์เวลาไหน นอกจากเวลาที่ประชาชนปัญญาชนหันหน้ามาใช้สติปัญญาเล่นงานกันเอง ในกลุ่มปัญญาชนที่กำลังเอาโทษธัญญาหลายคนเป็นเพื่อนที่ดีของผม อีกหลายคนผมอ่านและให้ความเคารพงานเขียนงานแปลของเขา

               มาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงถ้อยคำของเปาโล แฟร์ นักการศึกษาชาวบราซิลที่ปัญญาชนหัวก้าวหน้าให้ความนับถือ “จะเป็นอย่างไรถ้าเราค้นพบว่า วิถีชีวิตแห่งปัจจุบัน เป็นศัตรูต่อภารกิจ ในการเป็นมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิของเรา”—

               ผมตระหนักดีว่าบ้านเมืองเรากำลังน่าสิ้นหวัง คำว่า ‘ปรองดอง’ กลายเป็นเครื่องมือยื้อเวลาของผู้กุมอำนาจ พวกเขานั่งกระหยิ่มมองความแตกแยก มองเห็นจุดอ่อนและความอ่อนเปลี้ยเสียขวัญในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะปัญญาชนที่เป็นกลไกสื่อความคิดไปสู่สังคมได้

               ไม่ต้องยกทฤษฎีใด ๆ มาอ้างก็เห็นเต็มตาว่าสังคมเราอ่อนแอลงไปทุกวัน จะยินยอมให้เป็นอย่างนั้นก็เอาเถิด

…………………………………………………………

จำลอง ฝั่งชลจิตร : นสพ.คมชัดลึก วันที่ 31 สิงหาคม 2560

ส่องความมั่งคั่ง “กึ้ง” มหากิจศิริ ในอาณาจักรธุรกิจพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294067

ส่องความมั่งคั่ง “กึ้ง” มหากิจศิริ ในอาณาจักรธุรกิจพันล้าน

คนในข่าว  :  1 ก.ย. 2560
บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริ, แก๊งค์นางฟ้าแตก, แก๊งค์นางฟ้า, วุ้นเส้น วิริฒิพา, เจนี่ เทียน, เจนี่ เทียนโพธ์สุวรร, ประยุทธ มหากิจศิริ, ตระกูลมหากิจศิริ, กึ้งเลิกเจนี่, เจนี่เลิกกึ้ง, เม้าท์เจนี่เลิกกึ้ง, แก๊งนางฟ้า เจนี่-วุ้, กึ้ง เจนี่, เฉลิมชัย มหากิจศิริ, กึ้ง ทายาทเนสกาแฟ, กึ้

มาดูกันว่า พระเอกบุตรชายมหาเศรษฐี “กึ้ง” จะเลือกนางเอกคนไหนมาขึ้นแท่นสะใภ้ไฮโซ ก็อย่างว่า สมบัติมหาศาลทานไม่หมดแบบนี้ มันก็จะ “เยอะ” หน่อยๆ! อ่ะนะ

               ปล่อยให้สาวๆ ฟาดงวง ฟาดงาจนวงแตก ตามด้วยการสาดน้ำลายผ่านสื่ออยู่พักหนึ่ง

               ก็ได้เวลาพระเอกออกโรง เมื่อ “กึ้ง” เฉลิมชัย มหากิจศิริ ตัดสินใจเปิดปากถึงเรื่องราวของอดีตสาวคนสนิท เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ รวมถึงผลกระทบที่ได้รับ ในท่วงทำนองว่า เป็นเรื่องของคนสองคน กับฝ่ายหญิงก็ถือว่าจบลงด้วยดีและให้เกียรติกันและกันมาตลอด

               แต่ที่น่าจะถือเป็นจั่วหัวของวัน คือ การที่เขาเอ่ยชื่อสาวหนึ่งในแก๊งนางฟ้า ที่ออกหน้ามาปกป้องเพื่อนสาวเจนี่ จนถึงขนาดทำให้สังคมร่วมประณามตัวเขาและครอบครัว “มหากิจศิริ” ไปด้วย

               ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน อย่างไร แต่ที่แน่ๆ หัวใจของชายหนุ่มสายอ่อนไหวอย่าง “กึ้ง” ค่อนข้างรับไม่ได้

               ถามว่าทำไมเจ้าตัวถึงออกมาพูดอะไรเอาป่านนี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะความอัดอั้นตันใจตามข้างต้น

               แต่อีกด้านหนึ่ง คือพอดีว่าเจ้าตัวเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงาน คอนเสิร์ต “2017 : โฟร์วันวัน แฟนดอม ปาร์ตี้ อิน แบงคอก” ที่รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนในฐานะซีอีโอ บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ก็หนีไม่พ้นจะต้องเจอะหน้ากับสื่อมวลชน แน่นอนเขาต้องพูด !!

               อีกทางหนึ่ง ยังทำให้คนไทยได้รู้กันเป็นวงกว้างมากขึ้นว่า อ้าว! กึ้งก็ทำงานเหมือนกัน

               โดยจากที่จำได้หมายรู้แค่ว่า เป็นทายาทเนสกาแฟ บุตรชายคนกลางของ “เสี่ยเป้า” ประยุทธ และสุวิมล มหากิจศิริ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ผู้ถือหุ้น 50% โรงงานผลิตเนสกาแฟ และยังมีพี่สาว คือ อุษณีย์ เจ้าของคริสปี้ครีมเมืองไทย และน้องสาวคือ อุษณา โดยหนุ่มกึ้งเป็นลูกคนกลาง

               แต่ที่จริงแล้ว ผู้ชายคนนี้มีประสบการณ์ในการทำงาน และพอจะผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งสายการเมือง ธุรกิจ หรือแม้แต่สายบันเทิง

               สำหรับสายบันเทิง กึ้งเคยเป็นพิธีกรรายการไอสไตล์ ทางไอทีวี รายการเบื้องหลัง ทาง ททบ.5 เป็นนักแสดงละครโทรทัศน์หลายเรื่อง

               ส่วนการเมือง จากที่พ่อเป้าเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นก็ได้ส่งลูกชาย มาชิมลางงานสายนี้ โดยการให้ไปเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ต่อมา กึ้งยังไปเป็นคณะทำงานของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนของพรรคนี้อีกด้วย

               ส่วนด้านธุรกิจ ดูเหมือนว่า กึ้งจะต้องเดินตามรอยเท้า และรับมอบหมายงานจากผู้พ่อมาตลอด

               โดยนอกจากที่ผ่านมาจะต้องดูแล ทั้งสนามกอล์ฟ เลควูด คันทรี คลับ, บมจ.ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส, บมจ.ไทยฟิล์ม อินดัสตรี่ แล้ว

               หลังจากที่บิดาของเขา หันไปนั่งเบื้องหลัง ก็ยกหน้าที่ผู้นำองค์กรให้ลูกชายคนเดียวคนนี้ดูแล ในส่วนของ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ หรือ TAA หลังจากที่เสี่ยเป้าผู้พ่อ ขายหุ้น โพสโค-ไทยน๊อคซ์ มาได้กว่าหมื่นล้านบาท ช่วงปี 2554 แล้วไปซื้อหุ้นใน TTA ราว 2 พันล้านบาท จนได้ถือหุ้นใหญ่

               จากนั้นก็วางตัวให้ลูกชายดูแลแทน ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และซีอีโอ โดยได้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มืออาชีพผู้เป็นอดีตซีอีโอของ ปตท. มานั่งเป็นประธานกรรมการเคียงข้าง

               งานใหญ่ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ช่วงต้นปี บ้านนี้เพิ่งซื้อกิจการพิซซ่าฮัทในประเทศไทยจากเจ้าของเดิม ยัม เรสเทอรองตส์ จากอเมริกา โดยซื้อในนามบริษัท พีเอชแคปปิตอล อันเป็นบริษัทในเครือ TAA นั่นเอง

               ดังนั้นต่อไปนี้ ใครกดสั่งพิซซ่า 1150 ขอให้รู้ว่า เงินจะไหลไปเข้ากระเป๋า กึ้ง เฉลิมชัย นะจะบอกให้

               สำหรับการเป็นซีอีโอ บริษัท โฟร์วันวัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด น่าจะถือเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของกึ้ง ที่จะปลุกปั้นขึ้นมาให้เติบโตยิ่งใหญ่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด

               ตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ 29 พฤษภาคม 2550 ด้วยทุนจดทะเบียนสองล้านบาท ประกอบกิจการโทรทัศน์และรายการบันเทิง

               แต่ถ้าถามเรื่องการนำศิลปินเกาหลีมาพบแฟนไทย ถือว่าเป็นงานถนัด !

               ที่ผ่านมา มีอีเวนท์ใหญ่ๆ เช่นช่วงปี 2554 ได้ลิขสิทธิ์จาก CJes เกาหลีใต้ จัดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทยของศิลปินเกาหลี “เจวายเจ” (JYJ)

               หรือช่วงปีที่แล้ว ก็ยังไปคว้าลิขสิทธิ์จากต้นสังกัดเกาหลี บลอสซัม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ พา “ซง จุงกิ” พระเอกอันดับหนึ่งจากซีรีส์ Descendants of The Sun มาพบติ่งคนไทยในงาน “ซง จุงกิ เอเชีย ทัวร์ แฟน มีตติ้ง อิน แบงคอก”

               เมษายนที่ผ่านมา ยังจับมือกับ เจวายพี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จัดคอนเสิร์ต “ทไวซ์ เฟิร์ส ทัวร์ ทไวซ์ แลนด์ ดิ โอเพนนิ่งอินแบงคอก” ของ 9 สาว วง “ทไวซ์” มาให้แฟนๆ ชาวไทยได้ฟินกันถึงบ้าน

               ดูทรงแล้ว ดูจะเป็นงานถนัดของกึ้งมากกว่าอะไรทั้งหมด กับการที่ต้องใช้คุณสมบัติ “ช่างเอาอกเอาใจผู้คน” มาใช้ในการทำงานหาเงินเข้ากระเป๋า

               แต่พอพูดอย่างนี้ หลายคนจะถามว่าจะเอาอะไรอีก เพราะลำพังธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว เขาก็กินใช้ไม่หมด

               อย่างช่วงต้นปี “เสี่ยเป้า” ประยุทธ ก็เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊ก “Prayudh Mahagitsiri” อวดว่าตัวเองกำลังสร้างบ้านใหม่ในที่ดิน 6 ไร่ ใกล้ถนนสาทร จะเสร็จราวกลางๆ ปีหน้า

               แถมยังหยอดเลยว่า ตั้งใจจะสร้างเป็นเรือนหอให้ลูกกึ้ง ตามดวงซินแสแม่นๆ ที่ทำนายว่า กึ้งจะพบคนผู้หญิงที่เหมาะสมและแต่งงานในปี 2561

               หลังจากนี้ ต้องรอดูกันว่า พระเอกบุตรชายมหาเศรษฐี จะเลือกนางเอกคนไหนมาขึ้นแท่นสะใภ้ไฮโซ

               ดูแววแล้ว คงต้องให้บิดาใช้สายตาอันยาวไกล สแกนทั้งข้างนอกข้างใน เหมือนกับที่คอยวางที่-ทางในถนนธุรกิจไว้ให้ลูกๆ !!

อิทธิฤทธิ์เงินทอน”พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์”ฤาพระผู้ใหญ่ไม่เสน่หา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293942

อิทธิฤทธิ์เงินทอน”พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์”ฤาพระผู้ใหญ่ไม่เสน่หา

คนในข่าว  :  31 ส.ค. 2560
บิ๊กตู่เงินทอนวัด, คดีเงินทอนวัด, คดีโกงเงินทอนวัด, ปปชเงินทอนวัด, เงินทอนวัด, โกงเงินทอน, ผอพศ, ออมสินเรียกผอพศแจง, เด้งผอพศ, พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พตทพงศ์พร พราหมณ์, พตทพงศ์พร พราหมณ์เสน, ย้าย  พงศ์พร เข้ากรุ, ย้าย  พงศ์พร เข้าก

เรื่องของเรื่องก็เป็นจริงจนได้ เมื่อมีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ไปเข้ากรุ! จนเจ้าตัวต้องโอดว่าตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นงานหนักที่สุดแล้วในชีวิต!

              ตอนแรกเห็นเงียบๆ ไป จากที่เคยเจอหน้าออกสื่อแทบทุกต้นชั่วโมง สำหรับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

               มารู้อีกทีกำลังเจองานเข้า เมื่อมติสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ. !!

               และแน่นอน เรื่องนี้ไม่เกินที่จะคาดเดาว่า มีสาเหตุจากกรณีที่เขาออกมาให้ข่าว “เงินทอนวัด” จนเกิดเป็นกระแสในสังคม ให้ต้องถกเถียงกันเป็นวงกว้างอยู่ก่อนหน้านี้

               ที่สุดวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เรื่องของเรื่องก็เป็นจริงจนได้ เมื่อข่าวระบุว่า มีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อผลประโยชน์ต่อทางราชการ

               งานนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะมีข่าวลือหนักขึ้นในช่วงหลัง ท่ามกลางความเป็นห่วงจากฝ่ายกองเชียร์ที่เห็นผลงานการสร้างความโปร่งใสให้แก่วัดในพุทธศาสนา อย่างที่รู้กันว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่งในประเทศไทย ถูกมองว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน จากช่องว่างของกฎระเบียบที่มีอยู่

               ฝั่งไม่โอเค ก็อย่าง “สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย” ที่ออกมาโวยวายว่าคือการสร้างความเสื่อมเสีย ความเสียหายในคณะสงฆ์อย่างร้ายแรงอีกด้วย

               ลำพังสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย คงไม่เท่าไหร่ หากแต่บรรดา “พระชั้นผู้ใหญ่” ที่มีชื่อเสียง ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวและต่างยืนยันในความบริสุทธิ์ นี่สิเป็นเรื่อง “เครียด” ไปถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

               ที่โด่งดังคือ พระเทพปฏิภาณวาที หรือ เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ตัดพ้อต่อว่าทั้งร้อยแก้วร้อยกรองสัมผัสนอกสัมผัสใน แถมบอกว่า เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยขอคว่ำบาตรต่อกันกับ ผอ.พศ.คนนี้ !!

               ที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ผอ.สำนักพุทธฯ คนนี้ โดนถล่มอย่างหนักหน่วงในท่ามกลางสงฆ์สองฝ่าย ที่ก็รู้กันอยู่ว่า ด้าน เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยก็อิงกับสายของธรรมกายมาโดยตลอด ขณะที่สำนักพุทธฯ ส่วนใหญ่แล้วต้องสนองงานต่อมหาเถรสมาคม

               โดยเฉพาะเรื่องต้นเหตุ คือ พศ. และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ (ปปป.ตร.) เข้าไปสอบปากคำ “พระชั้นผู้ใหญ่” ในวัดพิชยญาติการามวรวิหาร และวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรณีการใช้จ่ายงบฯ หลวง ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัด

               ดังที่ทราบกัน วัดพิชยญาติการามวรวิหาร หรือ “วัดพิชัยญาติ” ฝั่งธนบุรี เจ้าอาวาสคือ “สมเด็จสมศักดิ์” สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกายและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

               มาถึงตรงนี้ หลายคนอดถามอีกทีไม่ได้ว่าเจ้าตัวจะรู้สึกเช่นไร จากที่เคยตอบมาแล้วว่า ได้หมดถ้าสดชื่น “ใครใคร่ย้าย…ย้าย ใครอยากทำอะไร…ทำ ส่วนตัวจะได้พักผ่อนเสียที !

               จนมาวันนี้เจ้าตัวยังคงตอบเช่นเดิมโดยเอาความนิ่งเข้าสยบตามสไตล์เป็นคนธรรมะธัมโม ตัดผมทรง “มหาจำลอง” ว่า

               “ไม่รู้สึกแปลกใจ หากต้องถูกโยกย้าย เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว ในฐานะข้าราชการ ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่มีการโต้แย้ง ต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”

               “ตั้งแต่รับราชการมา ตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นงานหนักที่สุดในชีวิต”

               หนักไม่หนัก ก็อย่างที่รู้กันว่า พ.ต.ท.พงศ์พร เข้ามานั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

               โดยหากดูจากผลงานที่เคยดูแลคดีรถเบนซ์ของวัดปากน้ำ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมาก่อน ก็น่าจะเข้าใจได้ว่า มีการมอบหมายงานในวาระอื่นๆ นอกเหนือจากในกระดาษได้บันทึกไว้

               อย่างตอนที่เข้ามารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็อยู่ในช่วงที่กำลังมีการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายอยู่พอดี ก็ชัดเจนว่า รับงานนี้มาโดยเฉพาะด้วย

               แต่เมื่องานนี้ คือ การตรวจสอบ แรงกระเพื่อมย่อมสะท้อนมาถึงตัวเขา โดยช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พรออกมายอมรับเองว่า ถูกคว่ำบาตรจากคณะสงฆ์จริง โดยถูกแจกใบปลิวตำหนิการทำงาน

               ตอนนั้นเจ้าตัวก็ลั่นว่า “จะเดินหน้าต่อไป” เพียงแต่การทำงานของ พศ. ทำได้เพียงเรื่องที่เกี่ยวกับวินัยเท่านั้น ส่วนคดีอาญาเป็นหน้าที่ของตำรวจ และทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยไม่มีการกลั่นแกล้งและปฏิบัติเท่าเทียมกันกับคนทุกคนในสังคม

               ที่สุดนอกจากจะมีการย้าย รอง ผอ.พศ. เซ่นกรณีเงินทอนวัดไปแล้ว ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ได้พิจารณากรณีการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด 12 คดี ตามที่ ปปป.ตร.ส่งสำนวนมาแล้วอีกด้วย

               เวลานั้น หลายคนเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว ผอ.สำนักพุทธฯ คนนี้ อาจจะยังอุ่นใจว่า ยังไงๆ คนที่มองเห็นคุณค่าและผลงานก็คือ นายกฯ ประยุทธ์ ของเรานี่เอง ดังนั้นอะไรจะมาฉุดก็คงทำอะไรไม่ได้

               แต่แล้ว พอมีเรื่องราวกดดันหนักเข้า คำตอบสุดท้ายของ “บิ๊กตู่” จึงกลับกลายออกมาอย่างที่เห็น นัยว่าเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่นกันในพระพุทธศาสนา

               ขนาด ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังอ้ำอึ้ง และย้ำว่า

               “การโยกย้ายครั้งนี้เป็นแนวคิดของใคร ของนายกฯ และรองนายกฯ ที่รับผิดชอบ และยืนยันไม่มีการบีบจากพระชั้นผู้ใหญ่”

               ดังนั้น จากการที่เจ้าตัวพูดว่า “งานนี้หนักสุดแล้ว” ก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก !!

แกะรอย ทวิตเตอร์ “ทักษิณ” สงครามความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293907

แกะรอย ทวิตเตอร์ “ทักษิณ” สงครามความคิด

คนในข่าว  :  30 ส.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกป, ปิดคดีจำนำข้าว, คดีจำนำข้าว, ตัดสินคดีจำนำข้าว, ทักษิณถามหาความยุติธรรม, มงแต็สกีเยอ, ทักษิณอ้าง, ยิง่ลักษณ์ ชินวัตร, คสช, ทักษิณทวีต, อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ, พตททักษิณ ชินวัตร, ทักษิณ ชินวัตร, @ThaksinLive, ทวิตเตอร์ ทักษิณ, ทักษิณ

หน้าโซเชียลของไทยร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่หลายคนพูดกันว่า หญิงปูน่าจะไปซบอก หลั่งน้ำตากับพี่ชายแล้ว พี่แม้วเลยจัดชุดใหญ่ทางทวิตเตอร์ทันที

            บางคนบอกความเคลื่อนไหวทาง ทวิตเตอร์ของทักษิณรอบล่าสุดนี้ คือการโผล่ครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังจากที่นิ่งเงียบมา จนมาเจอกับน้องสาวที่รัก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ที่ต้องปีกหักหลบหนีการเข้ารับฟังคำตัดสินของศาล ในคดีจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

            สำหรับความเคลื่อนไหวของพี่ชาย คือ การโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์แอคเคาท์ @ThaksinLive โดยระบุข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า…

            Montesquieu once said “There is no crueler tyranny than that which is perpetuated under the shield of law and in the name of the justice.”

            มงแต็สกีเยอ เคยกล่าว “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

            ก็ชัดเจนว่า อดีตนายกฯ ขวัญใจคนรากหญ้าคนนี้หมายถึงอะไร และหมายถึงใคร

            อย่างไรก็ดี ถ้าเอากันตามจริงแล้ว ความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ คนที่ 23 คนนี้ทางสังคมออนไลน์มีมาอย่างต่อเนื่อง

            ทั้ง เฟซบุคและทวิตเตอร์ ตลอดจนบรรดาคลิป วิดีโอ และภาพต่างๆ ของเขา แม้จะไม่บ่อย แต่ก็พอทำให้หลายคนไม่ลืมเขาไปได้

            อย่างสื่อ “ทวิตเตอร์” ของทักษิณ @ThaksinLive ก็ใช้มาเนิ่นนาน ตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ที่เขาต้องลี้ภัยไปก่อนหน้านี้

            อย่างไรก็ดี นับจากรัฐประหารรอบต่อมา ที่น้องสาวของเขาถูกโค่นบัลลังก์ โดย คสช. เมื่อปี 2557ทักษิณต้องเรียกว่า ทวีตออกมาน้อยมาก จนหลายคนคิดว่า เขาลบแอคเคาท์ทิ้งไปแล้ว

            แต่หากกลับไปค้นดูดีๆ เขายังคงอยู่ และจะโผล่มาตามวาระสำคัญเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าแม้จะไม่บ่อยแต่ ปล่อยมาแต่ละทีก็หนักหนาอยู่

            โดยหากนับตั้งแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ทักษิณทวีตข้อความว่า

            “การประกาศกฏอัยการศึกถือเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ สำหรับผู้ติดตามสภานการณ์การเมืองไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา”

            “อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าจะไม่มีฝ่ายใดก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และบ่อนทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตยมากยิ่งไปกว่านี้”

            “ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยถูกบ่อนทำลายในสายตาของชาวโลก”

            ก็ชัดจนว่าเป็นการกล่าวโจมตีผู้ทำการรัฐประหารอย่างละมุ่นละม่อม แล้วซ้ำต่อในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 คราวนี้ยาวกว่าครังก่อน แต่ขอตัดตอนเอาโดยสรุปว่า

            “ผมในฐานะที่เคยทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมเศร้าสลดกับเหตุการณ์ในประเทศไทยอันเกิดจากการปฎิวัติรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง”

            “ผมขอให้ คสช.ได้คืนความสุขให้คนไทย ให้คนไทยได้หันหน้าเข้าหากัน ยิ้มให้กันได้เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อให้คนไทยได้มีความหวังกับอนาคตตนเองและอนาคตของประเทศไทยด้วยการ ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มองทุกฝ่ายไม่ว่าจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ว่าเป็นคนไทยเหมือนกันเกิดในแผ่นดินไทยด้วยกัน”

            “ขอให้ปฎิบัติต่อทุกฝ่าย โดยหลักสากลที่ยึดหลักนิติธรรม เคารพในสิทธิมนุษยชนใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ไทยยังเป็นที่เคารพในสายตาอารยประเทศต่อไปครับ”

            จบแค่นั้นแล้วผ่านมาเกือบปี ทักษิณโผล่อีกครั้ง ในวันสงกรานต์ 14 เมษายน 2558 โดยคราวนี้กล่าวถึง ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งขณะนั้นครองผ้าเหลืองอยู่ แถวสวนโมกข์ เป็นพระสุเทพ ปภากโร

            “ถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด ท่านบอกท่านบวชแล้ว 9 เดือน อย่าบวชแต่กาย เพียงนุ่งผ้าเหลืองและโกนหัวเท่านั้น (ต่อ)

            “ควรเอาใจไปบวชด้วย เพราะท่านมุสาเป็นประจำ นึกว่านุ่งผ้าเหลืองแล้วจะเลิกมุสา เรารู้จักกันดีพอนะ”

            นั่นเพราะพระสุเทพเกิดออกมาระบุว่า เหตุระเบิดส่วนหนึ่งมาจากการที่กลุ่มอำนาจเก่าสูญเสียอำนาจ”

            ทั้งนี้ เหตุระเบิดครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2558เป็นระเบิดคาร์บอมบ์ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นั่นเอง

            ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ทักษิณ ยังจ้อต่อด้วยตัวอักษร แต่ทีนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการเล่าถึงบทบาทของตนเองที่ได้ไปร่วมประชุม Asian Leadership Conference ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

            ทั้งยังฟุ้งว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย และ แจ๊ค หม่า เจ้าพ่ออาลีบาบากรุ๊ป ที่ทักทายกันอย่างเป็นกันเองเรื่องใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน

            ที่เด็ดคือ ยังสะกิดใจคนไทย ว่าตนนั้นได้พูดคุยรื้อฟื้นความหลังงครั้งใช้หนี้ IMF หมด กับอดีตประธานาธิบดีเยอรมัน ที่เคยเป็นผู้จัดการ IMF สมัยที่ตนเองยังเป็นนายกฯ ไทยอีกด้วย

            ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ทักษิณทวีตเรื่อง เหตุระเบิดที่ กทม. และติดแฮชแท็ก #PrayForThailand

            พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ประสพเคราะห์กรรมในครั้งนั้น

            “ผมขอประณามผู้ที่กระทำฯ รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ด้วยคำที่รุนแรงที่สุด (condemn with the strongest words)”

            “ผมขอให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการสืบสวน ด้วยการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด (จบ)”

            จากนั้นเขาก็เงียบหายไปอีก จะมีโผล่บ้างตามเฟซบุคและสื่ออื่นๆ ประปราย

            กระทั่งมาทิ้งทุ่นอีกครั้ง หลังน้องสาวต้องบายบายไทยแลนด์ ด้วยถ้อยคำของ มงแต็สกีเยอ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้ให้กำเนิดแนวคิด การแบ่งแยกอำนาจปกครองสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ

            ทำให้หน้าโซเชียลของไทย ร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่หลายคนพูดตรงกันว่า คาดว่าหญิงปูจะไปถึงที่หมาย และได้หลั่งน้ำตาบนอกพี่ชายแล้ว

            และนี่คือสิ่งที่พี่ชายทำให้น้องสาวได้ในเวลานี้กระมัง

ชะตาพลิก! “สรยุทธ” คนเล่าข่าว เมื่อไร่ส้มเป็นพิษ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293817

ชะตาพลิก! “สรยุทธ” คนเล่าข่าว เมื่อไร่ส้มเป็นพิษ!

คนในข่าว  :  30 ส.ค. 2560
เรื่องเด่นเย็นนี้, เรื่องเล่าเช้านี้, ช่อง 3, สรยุทธยุติบทบาท, sorrayuth9111, สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว, พิพากษาคดี ไร่ส้ม, จำคุกสรยุทธ, พี่ยุทธ, จำคุกเฮียสอ, ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 13 ปี 4 เดือน, สรยุทธถูกจำคุก, คดีไร่ส้ม, บไร่ส้ม, บไร่ส้ม-สรยุทธ์, สรยุทธ์, สรยุทธ์ บไร่ส้ม, สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา

คดีนี้จะลงเอยในชั้นฎีกาอย่างไร เราคงต้องติดตามกันต่อไป ส่วนเส้นทาง “กรรมกรข่าว” ร่วม 29 ปี ในวัย 51 ของ “เฮียสอ” จะจบลงไปเลยหรือไม่ ก็ยิ่งน่าติดตามไม่แพ้กัน

               จัดหนัก ! ตามมาติดๆ กับ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษาคดี “ไร่ส้ม” ยืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก 13 ปี 4 เดือน สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง !!

               แถมสุดท้าย คำสั่งการขอประกันตัวจากศาลฎีกา ก็ถูกปฏิเสธ! แปลว่างานนี้อดีตผู้ประกาศคนดัง จึงต้องนอนคุกยาวไปตามระเบียบ !

               อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมเรื่องราวชีวิตคนถึงเหมือนนิยาย เพราะไม่กี่วันมานี้ เรายังได้เห็นภาพของเขาที่มีชีวิตสุดชิลในบ้านหลังงามย่านเขาใหญ่ แต่ผ่านมาวันนี้ต้องกลับกันคนละโลก

               ย้อนไปดูชีวิตของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ในห้วงวันเวลาที่หันหลังให้กับจอโทรทัศน์ หลังเจอคดีไร่ส้มเจ้าปัญหา จนถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 13 ปี 4 เดือน

               นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2559 ที่เขาประกาศยุติการทำหน้าที่ “พิธีกรข่าว” ผ่านทางอินสตาแกรม (IG) sorrayuth9111 ระบุว่า “ขอยุติการทำหน้าที่พิธีกร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับช่อง 3 และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย พร้อมทั้งขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้” ลงท้าย “จนกว่าจะพบกันใหม่”

               ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2559 ก็ดูเหมือนว่าชีวิตของเขาจะไม่หายไปจากแฟนคลับ เพราะเขายังอัพเดทชีวิตทางไอจีอยู่เสมอ เพียงแต่จะเห็นเฉพาะคนที่ติดตามเท่านั้น

               หลายคนคงยังจำภาพที่เขากำลังปั่นจักรยานสบายๆ ท่ามกลางภูเขาและต้นไม้อันเขียวขจี โดยมีแฟนคลับ หรือคนที่ติดตามอินสตาแกรมดังกล่าว ต่างโพสต์ให้กำลังใจ ถือว่าเป็นการพักผ่อน

               เพราะเราต่างรู้กันดีว่า ถ้าพูดถึงชื่อพิธีกรคนนี้ ภาพของคนที่โผล่มาหน้าจอให้เห็นหน้าเช้าเย็น หลายคนยังนึกไม่ออกว่าไปหลับไปนอนเอาตอนไหน

               ด้วยลีลาการเล่าข่าวที่เป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย มีวิธีการนำเสนอที่ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดติดตามเขาอย่างคับคั่ง

               และอีกบทบาทหนึ่งที่คนไทยยอมรับในความทุ่มเทคือ การรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านและลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ อย่างเมื่อครั้งน้ำท่วมหนักช่วงปี 2554 คนไทยเห็นหน้าสรยุทธบุกลุย “น้องน้ำ” ไปเกือบทุกที่ ที่ไปถึง แม้จะถูกวิจารณ์ว่า ทำเกินหน้าที่สื่อมวลชนก็ตาม

               อย่างไรก็ดี เวลานั้น ภาพของสรยุทธ หลังออกจากรายการ ก็ดูมีความสุขดี กับชีวิตในบ้านไร่ กับสุนัขเพื่อนคู่ใจ ที่มักจะปรากฏเป็นพระเอกใน IG ของเขาอยู่บ่อยครั้ง

               แถมยังมีการอัพเดทข่าวสารเป็นระยะ จนกระทั่งมาโผล่ในรายการโทรทัศน์รายการกีฬาฟุตบอลยูโร 2016 ช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ซึ่งสร้างความฮือฮาว่า หรือเขาจะกลับมาแล้ว !!

               แต่ปรากฏว่า เป็นการออนแอร์เฉพาะทางเว็บไซต์ เรื่องเล่าเช้านี้.com และไลน์ “เรื่องเล่าเช้านี้” โดยมีชื่อรายการว่า “ยุทธ-หนุ่ย คุยยูโร 2016” ร่วมกับ เอกราช เก่งทุกทาง พิธีกร ผู้ประกาศข่าวกีฬาชื่อดัง โดยเป็นการพูดคุยเกาะติดเรื่องฟุตบอลยูโร 2016 ล้วนๆ ไม่มีการบ้านการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

               แต่ตอนนั้นหลายคนก็วิจารณ์ไปถึงช่อง 3 ถามหาความเหมาะสมตามระเบียบ !

               แน่นอนเพราะด้านหนึ่ง ก่อนหน้าที่เขาจำต้องยุติบทบาทในรายการทางช่อง 3 ก็เพราะจากคดีของเขา ส่งผลให้บริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐบางแห่งแสดงจุดยืนว่าจะไม่สนับสนุนรายการที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ไร่ส้ม และสรยุทธ โดยการไม่ซื้อเวลาโฆษณาหรือไม่ต่อสัญญาซื้อเวลาโฆษณา กับทางช่อง 3

               ครั้นพอจบฤดูกาลยูโร 2016 “เฮียสอ” หรือ “พี่ยุทธ” ของน้องๆ ก็ลาจอไปอีกรอบ

               แต่เพียงไม่นาน ที่สุดเขาก็อดไม่ได้ ตัดสินใจเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” นอกเหนือจาก IG sorrayuth9111 ที่มีคนติดตามนับล้าน !

               งานนี้ประเดิมด้วยจังหวะที่กำลังเกิดน้ำท่วมภาคใต้พอดี โดยวันแรกที่เปิดตัว คือ 29 ธันวาคม 2559 จนถึงวันที่ 8 มกราคม 2560 สรยุทธก็โผล่หน้าจอด้วยตัวเอง

               เป็นการเซอร์ไพรส์ด้วยการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กของเขา ขณะขับรถใน อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่ฝนตกอย่างหนักตลอดทาง ส่วนด้านล่างคอมเม้นท์ก็เต็มไปด้วยเสียงเฮ เสียงเชียร์ และบอกคิดถึง !

               หลังจากนั้น เฟซบุ๊กแฟนเพจของเขาก็เต็มไปด้วยเรื่องราวข่าวทุกข์ร้อนของชาวบ้าน ทั้งฝนตก รถติด พิษภัยธรรมชาติ หรือข่าวอาชญากรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และก็เป็นไปตามสไตล์ของพิธีกรข่าวคนนี้เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ จัดในโซเชียลเท่านั้น

               ก็จะมีไลฟ์สดออกมาอย่างน้อยเดือนละหนสองหน บางทีก็ไลฟ์แกะทุเรียนโชว์ก็มีมาแล้ว ซึ่งก็เป็นความเคลื่อนไหวของเซเลบทางออนไลน์ ทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ

               และจนถึงวันนี้ มีคนกดถูกใจแปดแสนกว่า และติดตามอยู่ล้านกว่า ซึ่งแม้จะดูเยอะในโลกออนไลน์ แต่เทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของช่วงเวลาหน้าจอของเขา ที่ล้นหลามไปด้วยแฟนข่าวทั่วประเทศ !!!

               จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เขาโพสต์คือวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อเทิดพระเกียรติวันแม่ หลังจากนั้นจนถึงวันที่ 29 สิงหาคม อันเป็นวันตัดสินคดีไร่ส้มที่ “ชั้นอุทธรณ์” ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวจากกรรมกรข่าวคนนี้อีก !

               คดีนี้จะลงเอยในชั้นฎีกาอย่างไร เราคงต้องติดตามกันต่อไป ส่วนเส้นทาง “กรรมกรข่าว” ร่วม 29 ปี ในวัย 51 ของ “เฮียสอ” จะจบลงไปเลยหรือไม่ ก็ยิ่งน่าติดตามไม่แพ้กัน

เด่นขอบสนาม”มาดามเดียร์”ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293815

เด่นขอบสนาม”มาดามเดียร์”ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

คนในข่าว  :  30 ส.ค. 2560
มาดามเดียร์, คมชัดลึก, วทันยา วงษ์โอภาสี, วทันยา, วงษ์โอภาสี, ซีเกมส์, ฟุตบอล

เด่นขอบสนาม”มาดามเดียร์”ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

หยุดเม้าท์ได้ยังว่า “ยังใหม่” บ้าง “เส้นสาย” บ้าง คนที่ไม่เชื่อมือ จงเงิบ!! เพราะวันนี้ “คุณเดียร์” ได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่า เห็นสวยๆ อย่างนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ!

กับผลงานล่าสุด ที่เธอได้มอบของขวัญให้กับคนไทย ด้วยการพาทีมไทยนักเตะช้างศึก คว้าแชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 29 ชนะเจ้าภาพมาเลเซียมาจนได้

หลังจากที่ “มาดามเดียร์” หรือ วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้จัดการสาวสวยฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ที่พาทีม ลุยฟาดแข้งในศึกซีเกมส์ 2017 ครั้งที่ 29 จนทำให้หญ้าในสนามเซลายาง สเตเดียม มาเลเซีย กระจุยกระจายไปด้วยแรงเตะของแข้งไทย แถมยังชนะทำคะแนนดีมาตลอด

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

จนทำให้คนไทยเริ่มเขินๆ ที่เคยสบประมาทเธอไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนัดที่ 2 ของกลุ่มบี ซึ่งช้างศึกของเราสามารถเอาชนะ ติมอร์เลสเต ได้ตั้ง 1-0 แบบหืดจับ

ส่งผลให้ปฏิกิริยาหลังเกม ก็ยังคงมีเสียงวิจารณ์เชิงลบมากกว่าเชียร์อยู่ดี ประมาณว่า “สวยอย่างเดียวหรือเปล่าเนี่ย?”

แต่ก็นะ พอเห็นรอยยิ้มของเธอ ที่สื่อกีฬาพากันประทับไว้บนหน้าข่าว หลังการแข่งขันจบลง หลายคนก็แอบเอาใจช่วยไม่ได้ เพราะช่างเป็นยิ้มพิมพ์ใจ จนแอบอิจฉาบรรดานักเตะช้างศึกที่มีโอกาสใด้ใกล้ชิดมาดามเดียร์แบบแค่คืบ!!

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น คุณเดียร์ยังไม่ยอมแพ้ สวยเริ่ดเชิดสู้ ให้กำลังใจทีม ปรนนิบัติพัดวีทีมกันต่อไป จนทีมชาติไทยฟอร์มเเกร่ง มาไล่ต้อนเวียดนามชนะไป 3-0 คว้าเเชมป์กลุ่มบี ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศ เตรียมมุ่งหน้าลุ้นเหรียญทอง ต่อไป

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

แต่ที่เด็ดพอกัน คือ วันนั้น พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล ผู้ทำประตูเเรกให้ช้างศึก ยังได้ของขวัญจากผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทยสาวสวย ที่ดีใจสุดขีดกระโดดเข้ากอดจนทำให้หนุ่มๆ แฟนบอลชาวไทย อิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน

คุณเดียร์ตอนนั้นให้สัมภาษณ์สื่อว่า “ดีใจมากจากการทำประตูของพิธิวัต เพราะเป็นนัดชี้ชะตาที่จะได้ผ่านเข้ารอบ จึงทำให้กดดันเป็นพิเศษ”

จากนั้นวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ยังพาไทยไปรบพม่า เอ๊ย ไปชนะเมียนม่าร์ในรอบรอง โดยเจนรบ สำเภาดี โขกบอลจนตุงตาข่ายให้ ชนะไป 1-0 ส่งพม่ากลับบ้าน แล้วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบเจ้าภาพ มาเลเซีย ที่ชนะอินโดนีเซียมาเจอกันในที่สุด

ตอนนั้นนอกจากความดีใจ คนไทยแอบถามแทนเจนรบ ถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ของมาดามเดียร์ แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเธอ เพราะคงกำลังวุ่นกับการดูแลทีมต่อไป เพื่อเตรียมตัวไปเตะเอาชัยในรอบชิง!

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

และแล้วค่ำคืนวันอังคารที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมช้างศึกของไทยเรา สามารถเอาชนะมาเลเซียมาได้ 1-0 ผงาดขึ้นคว้าเหรียญทองเป็นสมัยที่ 26 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ ฮาซิก นาซลี นายด่านเจ้าบ้านนาทีที่ 39

เรียกเสียงเฮให้กับคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงบรรดาแฟนเพจ ที่เริ่มติดตามคุณเดียร์ เพราะเธอถึงกับลงทุนเปิดเพจขึ้นมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา

มีทั้งเฟซบุ๊ก “Watanya Wongopasi” และ Twitter @New_Watanya ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวการทำศึกฟาดแข้งของทีมที่เธอดูแลอยู่

อย่างคืนที่เธอมีรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความปลื้มปริ่ม เธอก็โพสต์ข้อความว่า

“ช้างศึกทำได้!!”, “ ขอบคุณนักเตะ และสตาฟฟ์ทุกคน ที่สร้างความสุขให้คนไทยทั่วประเทศ เหรียญทองซีเกมส์ สมัยที่ 16 สุดยอดจริงๆ!”

เชื่อว่าต้องสร้างกำลังใจให้กับลูกทีมได้มากโขอยู่

ถึงตรงนี้ หลายคนอยากรู้แล้วว่าสาวสวยคนนี้ มาเดินทางนี้ได้อย่างไร ด้วยอายุเพียงแค่ 32

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

แต่จากนี้ไปต้องบอกเลยว่า อ่อนแค่ใบหน้า แต่ไม่อ่อนในสนามการทำงาน เพราะมาดามเดียร์ วทันยาเคยทำงานในวงการโบรกเกอร์มาก่อน 2 ปี ราวช่วงปี 2550

จากนั้น ย้ายสายมาทำด้านมีเดีย ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับสัมปทานเวลาจากช่อง 5 และเติบโตจนมามีตำแหน่งถึง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และ ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

สำหรับการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล เธอเคยเล่าว่า ทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสายเข้ามาทาบทาม เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และบริหารงาน ของทัพช้างศึกไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่ง ตนเองก็ตอบตกลงเลย เพราะคิดว่าเป็นความท้าทายใหม่ และที่สำคัญคืออยากมีส่วนร่วมในทีมชาติไทย

ที่สุดเธอจึงก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลไทยครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2559 ในท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ยังใหม่นัก” และมาด้วยเส้นสาย พูดง่ายๆ ว่า “ไม่เชื่อมือ”

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

ที่อยู่ได้ เพราะมีอัศวินเคียงข้างเป็นบรรดาหัวกะทิของวงการลูกหนังไทยอย่าง วิทยา เลาหกุล, โค้ชโย่ง วรวุฒิ ศรีมะฆะ และทีมงานสต๊าฟฟโค้ช คอยให้คำปรึกษา

แถมการได้เข้ามาในแวดวง เพราะก็ต้องยอมรับว่า สายสัมพันธ์ไม่น่าจะอื่นไกล เพราะนายกฯ สมาคมฟุตบอลคนนี้ ก็สนิทชิดเชื้อกันดีจากความเป็นนักลงทุน จึงรู้จักกับ ฉาย บุนนาค สามีของคุณเดียร์นี่แหละ

แอบเม้าท์ว่า “ฉาย” คนนี้ก็ตาแหลมพอๆ กับ ตอนเล่นหุ้น ที่เอาชนะใจอดีตเชียร์ลีดเดอร์ลูกแม่โดมในงานบอลประเพณี ครั้งที่ 61 อย่างคุณเดียร์มาได้

แน่นอนท่ามกลางคำดูแคลนว่า ทำไมต้องมีเธอ? อาจเป็นเพราะหลายคนยังไม่เข้าใจภาพรวมว่า การดูแลทีม กับ สปอนเซอร์ทีม และจัดการต่างๆ จะไม่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมและวางแผน ที่จะเป็นงานของ “เฮดโค้ช” แต่คนดูแลทีม จัดการเรื่องต่างๆ และเป็นกระเป๋าเงินทีม ต้องอีกคนหนึ่ง

อย่างบทบาทตรงนี้ คุณเดียร์ก็ยอมรับว่ากดดัน แต่มากกว่า “คำวิจารณ์” คือ วันนี้หลังคว้าแชมป์ซีเเกมส์มาได้ เธอประกาศอย่างคนใจใหญ่เลยว่า

 

เด่นขอบสนาม"มาดามเดียร์"ผู้เล่นตัวจริงคนที่ 12?

 

“ความท้าทายต่อไปคือการคว้าแชมป์ AFC U23 และ ASIAN Games 2018”

แปลง่ายๆ ว่าต่อไปนี้เป้าหมายต้องแชมป์เท่านั้น!!!

แต่การทำงานใหญ่ ใจต้องนิ่ง โดยนอกจากต้องพาทีมฝ่าดงแข้งของคู่แข่งแล้ว ยังต้องฝ่าดงน้ำลายของคนชาติเดียวกัน ถึงขนาดชนะเจ้าภาพได้แชมป์มาแล้ว ยังมีหลายคนแซวแรงๆ ว่า “ต้องขอบคุณนายทวารฝั่งมาเลย์!!” มันก็น่าน้อยใจอยู่นิดๆ

ยังไง ให้คิดเสียว่า เป็นการฟาดก้นแรงๆ จะได้ควบเร็วๆ ก็แล้วกันนะ คุณเดียร์! นางฟ้าขาบอล!

พักจำนำข้าว “หมอวรงค์” ท่องโลก สู่ดินแดนสีรุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293666

พักจำนำข้าว “หมอวรงค์” ท่องโลก สู่ดินแดนสีรุ้ง

คนในข่าว  :  29 ส.ค. 2560
ไม่จบ, หมอวรงค์ ปูด รมว, หมอวรงค์ปูดโกงจำนำข้าว, จำนำข้าว, โครงการรับจำนำข้าว, โกงจำนำข้าว, หมอวรงค์จำนำข้าว, หมอวรงค์บอกจบแล้ว, จบแล้วจำนำข้าว, นายแพทย์วรงค์, นพวรงค์ เดชกิจวิกรม, วรงค์ เดชกิจวิกรม, นพวรงค์ เด, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล, ตัดสินคดีจำนำข้าว 25, หมอวรงค์, หมอข้าว

ยิ่งลักษณ์ถึงกับหนีหาย จากฝีมือขุดคุ้ยเปิดโปง โดย “หมอข้าว” นพ.วรงค์ มือทะลวงทุจริตจำนำข้าว ชนิดถวายหัว และหาตัวจับยาก แต่ทุกอย่างย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย?

              ยังมีตัวละครสำคัญในคดีจำนำข้าว ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ แต่คนนี้เป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถือเป็นคนแรกๆ ที่เปิดโปงเรื่องทุจริตดังกล่าว จนนำมาสู่มหากาพย์ที่ยัง “ไม่จบ” ในวันนี้ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “จบแล้ว” ก็ตาม

              นั่นคือ “หมอวรงค์” หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ล่าสุดออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “การไม่มาศาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือว่าทุกอย่างจบแล้ว”

              ก็ไม่รู้ว่า “จบแล้ว” ของหมอวรงค์ จะเกี่ยวกับการที่เขาจะได้กลับบ้าน หลังจากต้องไปท่องโลกอยู่นอกประเทศ ระหว่างที่คดีจำนำข้าวกำลังงวดเข้ามาก่อนถึงวันตัดสินหรือไม่

              อย่างที่เขาโพสต์เรื่องนี้ ก็เป็นการเขียนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ช่วงวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา หรือหลังจากรู้ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดี ไม่มาตามนัดศาลนั่นเอง

              หรือถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ราวสองสามวัน ก็มีข่าวระบุทั่วกันว่า อดีต ส.ส.พิษณุโลก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ คนนี้ เผยว่าตนเองได้รับจดหมายขู่ปองร้าย 3 ครั้ง จากสาเหตุเปิดโปงคดีโกงจำนำข้าว

              แถมยังยอมรับว่า การไปต่างประเทศ ก็ไปตามตามคำแนะนำ จึงได้เดินทางมาทวีปแอฟริกากับภรรยาและเพื่อนๆ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม และจะกลับประเทศไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม คือให้ผ่านช่วงวันอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าวไปก่อนนั่นเอง

              ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเพราะหากย้อนไปอีก ก็มีข่าวว่า หัวหน้ามาร์คเองก็ออกมาสั่งลูกพรรคว่าให้ระวังตัว เช่นเดียวกัน

              กล่าวสำหรับ นพ.วรงค์ นั้น ภายหลังลาออกจากราชการ ก็มาเล่นการเมือง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ในการเลือกตั้งปี 2548, 2550 และ 2554 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เขาเคยได้รับแต่งตั้งเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร

              แต่อีกด้าน ที่ฉายชัดตัวตนของหมอวรงค์คนนี้ คือ การเป็นหนึ่งบุคคลที่เกาะติดความไม่ชอบมาพากลในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตลอดช่วงที่ผ่านมา ชนิดงับไม่ปล่อย แม้ฟ้าจะผ่าเปรี้ยงลงตรงหน้า

              แถมยังออกมาเคลื่อนไหวเรื่องจำนำข้าวตั้งแต่ก่อนที่คนไทยจะได้ คสช. มาคืนความสุขแบบนันสต็อปให้ตอนนี้ด้วยซ้ำ

              ทั้งนี้ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ได้ออกมาปูดเบื้องต้นว่า โครงการจำนำข้าวมีการทุจริตในหลายขั้นตอน และคนใกล้ชิดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือคนดำเนินการทั้งหมด

              โดยราววันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2557 หมอวรงค์ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงในโครงการนี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ในการตั้งงบประมาณกว่าแสนล้านบาทในโครงการจำนำข้าว ที่พบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างมหาศาล พร้อมหลักฐานเอกสารต่างๆ มาแสดงแบบครบเครื่อง

              ว่ากันว่าในการประชุมวันนั้น ทำเอาหลายคนเสียวสันหลังวูบ เพราะมีการระบุถึงไอ้โม่งจอมบงการในกระทรวงพาณิชย์ แถมยังเป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวในทุกชุดของรัฐบาลอีกด้วย

              และยังระบุว่า แม้มีการปรับ ครม.ให้ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” มานั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ แต่ไอ้โม่งคนนี้ก็ยังไม่หยุด

              ที่สุดเขาจึงเดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน

              ทั้งยังมีการยื่น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีข้าวเน่าใน จ.พิษณุโลก ใน 2 ประเด็น คือ ข้าวที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นข้าวที่ขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการเวียนเทียน และมีการเผาข้าวเพื่อทำลายหลักฐานจากการเวียนเทียนใช่หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าฝั่งรัฐบาลสมัยนั้น แหกตาคนไทย เพราะมันคือ “จีทูจีเก๊” !!

              เรื่องราวดำเนินมาจนครบปี จนเมื่อ 8 พฤษภาคม 2557 อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ได้ถูกชี้มูลความผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าว ด้วยมติ 7 ต่อ 0

              ถึงตรงนี้ บางคนจะเรียกหมอวรงค์ว่า “หมอข้าว” ก็ไม่ผิด เพราะทุกคนทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า เขาคือมือทะลวงทุจริตจำนำข้าว ชนิดถวายหัว และหาตัวจับยาก

              ขนาดล่าสุด วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบสำนวนคดีปล่อยปละละเลยโครงการรับจำนำข้าว ยังเพิ่งระบุแก่สื่อเครือเนชั่น ว่าข้อมูลของ นพ.วรงค์ ถือเป็นคีย์แมนอีกคน ที่ทำให้เรารู้เรื่องเช็คว่าเขาจ่ายเงินกันอย่างไร

              ที่เด็ดคือ บรรดาข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่หมอวรงค์ได้มาจนทำให้มั่นใจ และเดินหน้าจนถึงที่สุด ถ้าไปอ่านในหนังสือ “มหากาพย์โกงข้าว” ของเขา จะพบว่าถึงขนาดต้องลงไปคลุกคลีกับชาวนารับฟังปัญหา ไปพูดคุยกับพวกโรงสีข้าว, กลุ่มส่งออก, เจ้าของโกดังข้าว

              รวมถึงร่วมวงกับสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งได้บทสรุปว่าโครงการมีผลประโยชน์ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งความผิดเรื่อง จำนำข้าว, ระบายข้าว-ปล่อยปละละเลย

              แต่ที่แน่ๆ ซึ่งติดตามได้ทันที คือ ในสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊กของเจ้าตัว Warong Dechgitvigrom ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ดูเหมือนว่า หมอวรงค์จะยังคงไม่หยุดที่จะบอกข่าวกล่าวแจ้งถึงคดีจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่่เขาบอกว่า จบแล้ว !

              และหันไปเก็บเกี่ยวความสุข จากการบอกเล่าถึงการเดินทางท่องเที่ยวใน “ดินแดนสีรุ้ง แอฟริกาใต้”

              ก่อนจะเดินทางกลับมาเมืองไทย ดินแดนแห่งความจริงที่กำลังรอเขาอยู่ !