เพื่อนก็คือเพื่อน”สุรนันทน์ เวชชาชีวะ”คนที่โชคดีกว่า”บุญทรง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293536

เพื่อนก็คือเพื่อน”สุรนันทน์ เวชชาชีวะ”คนที่โชคดีกว่า”บุญทรง”

คนในข่าว  :  28 ส.ค. 2560
บุญทรงติดคุก, ยิ่งลักษณ์หนี, ตัดสินคดีจำนำข้าว 25, โกงจำนำข้าว, บุญทรง อดีตรมวพาณิชย, บุญทรง เตริยาภิรมย์, บุญทรงและพวก, ยิ่งลักษณ์-บุญทรง-ภู, สุรนันทน์เขียนถึงเพื่อน, คดีจำนำข้าว, สุรนันทน์ เวชชาชีวะ, เพื่อนก็คือเพื่อน, เวชชาชีวะ, คนที่โชคดีกว่า, ทักษิณ ชินวัตร เป็นห, สุรนันทน์, บุญทรง, ฮุก, กูพูดไ

ทำไม “สุรนันทน์” ออกมาเขียนถึงเพื่อนชือ “บุญทรง” อย่างมีนัยสำคัญ เหมือนรู้แล้วว่า เส้นทางสุดท้ายของเรื่องจำนำข้าวนี้ เพื่อนจะลงเอยแบบไหน?

               อย่างที่รู้กันว่า หลังจบวันตัดสินคดีจำนำข้าวทั้งหมด ทุกคนเทความสนใจไปที่การไม่มาตามนัดของ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และข่าวการหนีออกนอกประเทศ

               หลังจากนั้น ในส่วนการตัดสินคดีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวก ที่สรุปว่าโดนกันไปคนละหลายสิบปี โดยเฉพาะบุญทรงที่โดนไปถึง 42 ปี จากนั้นทุกคนก็มิได้มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีก

               นอกจาก “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” ที่ออกมาเขียนถึงเพื่อน ที่ชื่อ “บุญทรง” หรือ “ฮุก” คนนี้ อย่างมีนัยสำคัญในท่วงทำนองเหมือนรู้แล้วว่า เส้นทางสุดท้ายของเรื่องจำนำข้าวนี้ เพื่อนจะหนีไม่พ้นอะไรเช่นนี้ !

               “เป็นห่วงเพื่อนตั้งแต่ไปเป็นเลขาฯ สามีเจ๊แดง ตอนเป็น รมว.พาณิชย์ แอบพลิกแฟ้มเพื่อนดูพบแต่ละเรื่องน่ากลัว และสังเกตเห็นแววตาเพื่อนกังวล-ไม่สบายใจ เคยเตือนมีอะไรรีบจัดการ เราเป็นเพียง “เสมียน” ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด หลังรัฐประหารล่าสุด เคยนั่งจิบไวน์คุยกัน ถามเรื่องราวเป็นยังไง แต่เพื่อนตอบว่า “กูพูดไม่ได้”

               และยังเล่าความหลังว่า ตนและบุญทรงเป็นเพื่อนกัน เข้ามาร่วมทำงานพรรคไทยรักไทย (ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค) ด้วยกันตั้งแต่ปี 2542-2543 แต่ได้แยกย้ายกันไปหลังเกิดรัฐประหารปี 2549

               ถามว่า สุรนันทน์ ออกมาเขียนเช่นนี้ในเฟซบุ๊ก Suranand Vejjajiva จะมีผลอะไรต่อตัวเขาหรือไม่ คงไม่ต้องสงสัย เพราะสถานการณ์แบบนี้ ต่างฝ่ายต่างกำลังซุ่มเงียบเก็บอาการ

               แต่ถ้าอ่านเนื้อความทั้งหมดแล้ว ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เช่นเดียวกับความเป็นสุรนันทน์ ที่ต้องบอกว่า ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

               อย่างที่รู้กันว่า สุรนันทน์ หรือ “ปุ้ม” นั้น อยู่พรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่เริ่มต้น ปี 2544 หรือตั้งแต่ยุคพี่ชายหญิงปู หรือในรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร

               โดยเคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคไทยรักไทย และเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี หรือเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นั่นเอง

               อย่างไรก็ดี หลังทักษิณ ส่งน้องสาวมาทำงานต่อ ปุ้มก็ “คัมแบ๊ก” มาตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2555 เข้ารับตำแหน่งโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

               ถ้าจำได้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มคุกรุ่นมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการเข้ามารับหน้าที่คนที่จะจ้อแทนยิ่งลักษณ์ได้อย่างลื่นไหลมากกว่าเจ้าตัว มีลีลาวาทะในการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ เพราะตอนที่ว่างเว้นจากงานการเมือง ปุ้มยังเคยไปเป็นพิธีกรทางโทรทัศน์ เช่น รายการ The Commentator รายการ Brain Wake ทางสถานีโทรทัศน์ Voice TV, รายการ “คุยกันวันเสาร์” (TNN 24) ฯลฯ

               นอกจากนี้ ถ้าถามเรื่องความชำนาญทางการเมือง มองเกมได้อย่างเข้าใจ ทั้งหมดนี้จึงเป็นคุณสมบัติของ ปุ้ม สุรนันทน์ อย่างไม่มีใครเถียง

               เวลานั้น “ปุ้ม” ยังออกมาระบุอย่างหล่อ ว่างานนี้ไม่มีเงินเดือน แต่ส่วนตัวยินดีที่จะเข้ามาช่วยทำงาน เพราะถือว่ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ

               ผลประโยชน์หนึ่งของบ้านเมือง เช่นช่วงปี 2556 ปุ้ม สุรนันทน์ ขณะเป็นเลขาธิการนายกฯ ต้องคอยออกมาแจงเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า หลังจากที่มีกระแสคัดค้านต่อต้าน ทั้งจากฝ่ายค้าน และกลุ่มมวลชน

               ตามมาด้วยกระแสการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เขายังให้สัมภาษณ์วิเคราะห์เกมการเมืองว่า “ช่วงรอยต่อนี้ หากฝั่งตรงข้ามจะล้มรัฐบาล ในช่วงปีนี้เป็นไทมิ่งที่เหมาะสมที่สุด”

               แต่แล้วเมื่อการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 จบลง โดยตอนนั้น “ปุ้ม” ได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ด้วยเหตุที่มีการขัดขวางจากกลุ่มมวลชน ส่งผลให้ไม่สามารถแล้วเสร็จทั่วประเทศภายในวันดังกล่าวได้ การเลือกตั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

               ผ่านไม่นาน รัฐประหารก็เกิดขึ้น สุรนันทน์ หายเงียบไปจนปี 2558 มามีข่าวว่า ไปเปิดร้านอาหารชื่อเดียวกับรายการที่เขาเคยทำ คือ เบรนด์เวคคาเฟ่ (Brainwake Cafe) เป็นร้านกาแฟและร้านอาหาร ตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 33

               เขาบอกว่าที่มาของชื่อร้านคือ อยากให้ร้านแห่งนี้ เป็นตัวแทนของการมอบสิ่งดีๆ ให้แก่ลูกค้า สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของร้านที่ว่า สมองตื่นเพราะได้ดื่มกาแฟดีๆ กินอาหารดีๆ กับที่ดีๆ

               ดูเส้นทางแล้ว คนชื่อปุ้มคนนี้ “อยู่เป็น” ในทุกช่วงเวลาทั้ง “วิกฤติ” และ “โอกาส”

               จนถึงในห้วงปัจจุบัน หากใครเข้าไปดูในเฟซบุ๊กของเขา ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของอาหาร มากกว่าเรื่องการเมืองที่นานๆ จะเห็นสักครั้ง

               กระทั่งมาเจอเรื่องคำตัดสินคดีจำนำข้าวของเพื่อนเก่าชื่อบุญทรง เลยทำให้เขาต้องแตะแป้นพิมพ์เปิดหัวในหมวด “การเมือง” ที่ไม่แรงจนน่าเป็นห่วง และไม่แอ๊บแบ๊วจนน่ารำคาญ

               “ทางการเมือง บางเรื่อง “ต้องตายไปกับเรา” พูดไม่ได้ ผมเข้าใจดี และผม “เห็นใจ” เพื่อน ที่ต้องเข้าไปติดกับ “เงื่อนไข” นั้น ผมอาจจะ “โชคดี” กว่า ที่ยังรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้ และ “เพื่อน” ไม่ “โชคดี” เท่า”

               ถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่า เห็นด้วยว่าโชคดีจริงๆ ที่ปุ้มเป็น “ปุ้ม” อย่างที่เป็นมา

สู้หรือถอย!! ไม่มี “ปู” ก็ยังมี “แป๋ว” “ทักษิณ” คิดอะไรอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293283

สู้หรือถอย!! ไม่มี “ปู” ก็ยังมี “แป๋ว” “ทักษิณ” คิดอะไรอยู่

คนในข่าว  :  25 ส.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์เบี้ยว, ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล, ยิ่งลักษณ์หนี, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, แป๋ว มณฑาทิพย์ โกวิท, แป๋ว มณฑาทิพย์, พี่สาวปู, พี่สาวอดีตนายกฯ ปู, มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญ, ตัดสินคดีจำนำข้าว, ปูเบี้ยวไม่มาฟังคำตัดสิน, ปูถูกออกหมายจับ, ทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกฯ ปู, อดีตนายกฯทักษิณ

วันนี้ “น้องปู” ไปแล้ว แต่ “พี่แป๋ว” กลับปรากฏตัวออกสื่ออย่างเซอร์ไพรส์ เพราะที่แล้วมา โลว์โพรไฟล์อย่าบอกใคร! หรือข่าวลือเรื่อง “อะไหล่ตัวแทน” จะเป็นจริง!!!

               เป็นไปตามคาดของใครหลายคน ที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่ปรากฏตัวในวันสำคัญ 25 สิงหาคม วันตัดสินคดีจำนำข้าว

               โดยขอเลื่อนฟังคำพิพากษา และอ้างว่ามีอาการ “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ซึ่งศาลไม่รับฟัง โดยแม้จะนัดให้มาฟังคำพิพากษาใหม่ในวนที่ 27 กันยายน แต่ก็ได้ตัดสินใจออกหมายจับทันที จนต้องสูญเงินประกัน 30 ล้านบาท!

               สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ถึงขนาดมีข่าวระบุพาดหัวกันเรียบร้อยแล้วว่า “สาวปู” ของเราได้หนีออกนอกประเทศไปแล้วสองสามวันก่อนหน้านี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามคาดเช่นเดียวกัน

               แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เหนือความคาดหมายในวันนี้ คือ การปรากฏตัวของบรรดาคนใกล้ชิดอดีตนายกฯ ปูแบบมากันคับคั่ง ตั้งแต่คนในครอบครัว คนในพรรค คนนอกพรรค และคนที่รักกัน

               ที่น่าจับตามอง คือ พี่สาวอดีตนายกฯ ที่แต่เดิมมา เธอไม่เคยปรากฏตัวกับสื่อมวลชนในลักษณะนี้ที่ไหนมาก่อน

               นั่นคือ แป๋ว มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล ซึ่งวันนี้เธอก็มาพร้อม พายัพ ชินวัตร พี่ชาย ในช่วงเช้าหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง ท่ามกลางฝูงชนที่มารอให้กำลังใจน้องสาว และกองทัพสื่อมวลชนที่มาทำข่าว

               โดยระหว่างที่ทางอดีตนายกฯ ซึ่งขณะนั้น หลายคนเชื่อว่ากำลังอยู่ในช่วงของการเดินทางมาศาล ผู้สื่อข่าวก็พากันไปสัมภาษณ์ พี่แป๋วของน้องปูกันมะรุมมะตุ้ม!! เพราะที่ผ่านมาเธอเป็นคนที่โลว์โพรไฟล์คนหนึ่ง

               เว้นแต่ช่วงหลัง ที่มีข่าวลือว่า แป๋ว มณฑาทิพย์ อาจจะเป็นอะไหล่คนต่อไปของพรรคเพื่อไทย สื่อจึงมีการพูดถึงมาก่อนบ้าง ทำนองว่างานนี้ ตัวจริงหรือตัวหลอกกันแน่?

               แต่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายน้องสาวก็ได้ออกมาปฏิเสธรัวๆ แทนพี่สาวไปแล้ว ทำนองว่า “อย่าอึงไป มันดูไม่ดี”

               ตอนนั้นบางคนก็คิดว่า เป็นการปฏิเสธสไตล์นักการเมือง เพราะตอนที่มีข่าวว่าตัวเองจะลงเลือกตั้ง แรกๆ ก็โบกมือไหวๆ ว่าไม่ใช่ พอมาตอนนี้ ก็กรำการเมืองซะจนต้องโบกมือบายๆ ไทยแลนด์ไปแล้ว

               มาถึงคิวของ “แป๋ว” หลายคนจึงเริ่มตั้งวงเสวนาวิเคราะห์กันเบาๆ ว่า ผลสุดท้ายหากศาลอ่านคำพิพากษาว่าน้องปูมีความผิด มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิ์ลงสมัครส.ส.! ก็คงต้องหาตัวแทนไว้

               แต่ท้ายสุด ศาลยังไม่ทันเอ่ยปาก ปรากฏว่าสาวปูแจ้นออกนอกประเทศไปเสียก่อน ทำเอาทุกคนอ้าปากค้าง แม้แต่คนในพรรคหลายคน ซึ่งเป็นไปได้ว่า ไม่มีใครรู้มาก่อน!

               ก็ไม่รู้ว่าเป็นการสับขาหลอกนักข่าวหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ สาวแป๋วให้สัมภาษณ์เสียงดังฟังชัด เรื่องผลของการตัดสินว่า

               “ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษ จะอุทธรณ์หรือไม่จะต่อสู้ทางการเมื่องอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องของทีมการเมือง ตนไม่ทราบ”

               พร้อมบอกในท่วงทำนองที่ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าน้องสาวจะไม่มา

               “อะไรที่มันเป็นความสุขของเขา พี่ก็พร้อมที่จะให้ เราต้องมีสติ ทุกอย่างเมื่อมาถึงตรงนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก็ต้องยอมรับทุกอย่างเมื่อท่านเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ทุกคนในครอบครอบเป็นกำลังใจให้”

               ที่สุด นักข่าวก็เลี้ยวเข้าเป้าประเด็นที่ว่า เธอจะเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองแทนน้องสาวหรือไม่ สาวแป๋วก็ตอบอย่างนางงามเข้ารอบสุดท้ายว่า

               “อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ไม่ได้สนใจ เพราะว่าเป็นคนรักสงบ อยากให้พี่น้องทุกคนมีความสุข เท่านั้นคือความพอใจ แต่วันนี้มา เพื่อให้กำลังใจน้อง”

               แต่ก็ยังยืนยันว่า ไม่เล่นการเมือง เพราะไม่มีความสามารถขนาดนั้น!!

               ก็ไม่รู้ว่าซ้อมตอบหน้ากระจกมาจากบ้านหรือเปล่า แต่อย่างที่รู้กันดีว่า ปู ยิ่งลักษณ์ และ แป๋ว มณฑาทิพย์ สองคนนี้สนิทสนมกันสุดๆ ในบรรดาพี่น้อง

               โดยนอกจาก เพราะอายุไม่ห่างกันมากนัก แต่ทั้งคู่ยังปลูกบ้านติดกันในซอยโยธิพัฒนา 3 เขตลาดพร้าว โดยบ้านฝ่ายพี่สาวก็อยู่ทางด้านหลัง เรียกว่ามีอะไรก็เดินไปมาหาสู่กันได้ทันที

               ยิ่งหากถามโพรไฟล์ทางการศึกษา และการทำงาน แป๋ว มณฑาทิพย์ มิได้น้อยหน้า ปู ยิ่งลักษณ์ ก่อนจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเลยแม้แต่น้อย

               เพราะเธอจบปริญญาโทมา 3 ใบ ทั้งทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และบริหารธุรกิจ

               ยิ่งการทำงาน ก็เคยบริหารค่ายมือถือ “เอ็มลิงค์” ขึ้นหม้อ ฮอตกระฉูด ประสบความสำเร็จจนบรรดานิตยสารธุรกิจ คอลัมน์ต่างๆ พากันสัมภาษณ์ ลงเรื่องราวของ “มาดามเอ็มลิงค์” คนนี้กันพรึ่บ!

               งานนี้ หากว่านายใหญ่ ยังฮึดสู้ต่อ การที่จะดันคนในครอบครัวมาเป็นทายาททางการเมืองคนใหม่ คงคอนเซปท์ให้สายเลือดเดียวกันทำงานต่อไป! ก็ไม่แปลก!

               แต่ทั้งหมดนี้ อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเรื่องภายในพรรค ยังมีคนอื่นๆ อีก ที่จะต้องมีการจับเข่าคุยกัน ทั้งเสือทั้งสิงห์ ต่างก็กำลังลับเขี้ยว ฝนเล็บ รอจังหวะกันอยู่

               ทิศทางจากนี้ของพลพรรคเพื่อไทย จึงนับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง!!

เปิดกรุรัก!! “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์” นิยายชีวิตไม่รู้จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293220

เปิดกรุรัก!! “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์” นิยายชีวิตไม่รู้จบ

คนในข่าว  :  25 ส.ค. 2560
เจนี่โพธิ์สุวรรณ์, เจนี่อกหัก, ความรักเจนี่, อดีตแฟนเจนี่, เฉลิมชัย มหากิจศิริ, เลิกกึ้ง, เปิดปากเลิกกึ้งแล้ว, กึ้ง เฉลิมชัย มหาก, ทายาทเนสกาแฟ, วุ้นเส้น วิริฒิพา, แก๊งค์นางฟ้า, แก๊งค์นางฟ้าแตก, เจนี่ วุ้นเส้น คริส, เจนี่เลิกกึ้ง, เจนี่กึ้ง คมชัดลึก, เม้าท์เจนี่เลิกกึ้ง, เจนี่ เทียนโพธ์สุวรร, เปิดกร

ไปไม่รอด จบตำนานรักเนสกาแฟแบบเจ้าตัวยังงงๆ ว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อหันไปมองข้างฝ่ายชายก็ใช่แมวที่ไหน เมื่อเสือเจอสิงห์ ลิสต์อดีตแฟนก็ยาวพอกัน!!

               กว่าฟ้าจะเหวี่ยง “คนที่ใช่” มาให้ บางคนก็ต้องเหนื่อยอยู่หน่อยๆ อย่างซุปตาร์สาวสวย ดีกรีม่ายสาวพราวเสน่ห์ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ เข้าตำราความเชื่อฝรั่ง “ลักกี้อินเกม อันลักกี้อินเลิฟ”!!

               เพราะอย่างที่รู้ว่า ถ้าถามเรื่องงานแล้วสาวคนนี้รุ่งสุดๆ แต่พอถามเรื่องรัก ต้องบอกว่ารุ่งริ่ง!!

               ยิ่งหากไปดูรายชื่อหนุ่มที่วนเข้ามาในชีวิตของเธอแล้วจะพบว่า มากหน้าหลายตา จนบางคนเรายังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าไปคบกันตอนไหน!! มารู้ตัวอีกที หนูก็เลิกกับเขาแล้วค่า!!!

               อย่างกับคนล่าสุดทายาทเนสกาแฟ นี่ต้องบอกว่าทำสาวเจนี่รุ่งริ่งไม่พอ ยังต้องมาร่ำลาตัดขาดกับเพื่อนสาวหนึ่งในแก๊งนางฟ้า ซึ่งทางนั้นก็ดีกรีม่ายสาวเหมือนกัน เพราะเคยเป็นภรรยาพระเอกไม้เลื้อยอีกด้วย เรื่องของเรื่องมีอยู่ในเพจดังที่เป็นคนออกมาแฉ แต่ที่แน่ๆ งานนี้ฉาวกว่าที่คิด!

               ยังไงก็ตามเชื่อว่าผ่านไปไม่นานสาวเจนี่จะกลับมาเดินต่อได้ดังเดิมเพราะตลอดเส้นทางความรักที่ผ่านมาของเธอกับบรรดาหนุ่มๆ ถ้าเป็นเกมก็ต้องบอกว่าขึ้น “เลเวลสูง” ผ่านมาหลายด่าน จนทำให้เธอสตรองมาถึงวันนี้!!

               คนแรกที่เป็นข่าวกับสาวเจนี่ในวัยผลิบาน เพิ่งเข้าวงการมาสดๆ คือพระเอกสุดฮอต พูดไทยไม่ค่อยชัด แพท พัสสน แต่ภายหลังก็เลิกไปด้วยข่าวเม้าท์ว่าแม่ฝ่ายหญิงไม่ปลื้ม!

               ภายหลังเปิดตัวคบ “บั๊ด” ลวรรณ แสงสนิท แฟนหนุ่มไฮโซ คนนี้แม่น่าจะปลื้มมากเพราะรักกันยาวนาน แต่สุดท้าย ก็สังเวยอาถรรพณ์ปีที่ 7 เลิกรากันไป แต่ที่มากกว่าอกหัก คือ หลังจากนั้นเจนี่ได้ฉายาจากสื่อบันเทิงว่า “นางเอกจอมฉก!!” เพราะแต่ละหนุ่มที่เข้ามานั้นล้วนแล้วแต่มีเจ้าของอยู่ก่อนทั้งสิ้น!

               อย่างหนุ่ม “บอย ภาณุศักดิ์” ที่เป็นคู่หมั้นนักแสดงสาวคนหนึ่ง ว่ากันว่าถึงขนาดฝ่ายหญิงงกลายเป็นม่ายขันหมากไปเลย

               นอกจากนี้ยังมีประปราย ความหมายคือคบไม่นาน ผ่านมาแซบ แล้วก็แวบหาย เช่น “ฮิม อิทธิพัทธ์” หวานใจของสาวไฮโซคนหนึ่ง ตามมาด้วย “หมูตั้ง” ม.ล.อรรถดิศ ดิศกุล หวานใจดาราสาวช่องเดียวกัน แต่เจนี่ยืนยันว่าเป็นแค่เพื่อน!

               ที่สุดก็ถึงคิวหนุ่มใหญ่พ่อม่ายผู้บริหารบริษัทใหญ่ กพ. หรือ กฤษณ์ ณรงค์เดช ทายาทเคพีเอ็น งานนี้ออกสื่อปังมาก!! จนหลายคนว่าใช่แล้ว!! ควงกันไปสวีทถึงยุโรปอยู่นานหลายวัน แต่เพียง 2 เดือนความเลือนรางก็บังเกิด

               กระทั่งมาเล่นละครกับพระเอก ฟิล์ม รัฐภูมิ จากคู่จิ้นก็เลยกลายเป็นคู่จริง เพียงแต่ภายหลังอยู่ๆ ฝ่ายหญิงบอกแค่เพื่อนเท่านั้น! พร้อมๆ กับที่ฝ่ายชายเกิดไปมีเรื่องฉาวกับสาวแอนนี่ บรู๊คพอดี อะไรๆ เลยไม่ได้สานต่อ

               คนต่อมาเป็นไฮโซตั้ม สิริเกียรติ คนนี้เม้าท์สนั่นว่าเจนี่เลิฟมาก ออกงานกันบ่อยจนคนไทยเตรียมจองร้านเช่าชุด ปรากฏว่าครอบครัวฝ่ายชายไม่ปลื้ม ต้องเลิกรากันไป แถมยังเม้าท์กันว่าฝ่ายชายส่งข้อความมาบอกเลิกซะด้วย แรง!!!

               แต่คนสวยมักว่างไม่นาน ตอนหลังมามีข่าวว่าไฮโซรุ่นน้อง บอย พลาวุธ ทายาทห้างแพลตทินั่ม มาส่งขนมจีบ แต่ด้วยอายุที่ห่างกัน เจนี่ก็ถอยสิคะ รออะไร!

               นอกจากนี้ยังมีข่าวลือกับคนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น “ก้อง” กรุณ ซอโสตถิกุล ไฮโซหนุ่มร็อกสตาร์ ทายาทซีคอนสแควร์ อดีตหวานใจ “แตงโม” ภัทรธิดา หรือ โน้ต วิเศษ อดีตแฟนซุปตาร์ตัวแม่ อั้ม พัชราภา ก็เคยวนเวียนเข้ามาเป็นข่าว

               จนสุดท้ายมาสิ้นลาย “นักฉก” ตามฉายาจากสื่อเพราะไปตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานเป็นฝั่งกับ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นักการเมืองคนดังแห่ง จ.สมุทรปราการ และต้องบอกเลยว่าทั้งหมดที่ว่ามาคนนี้ทั้ง “ร้อน” และ “แรง” ที่สุดในบรรดาชายงามที่กล่าวมาข้างต้นเพราะอะไรเราคงรู้กันดี!

               แต่มาดามเจนี่เป็นหงส์เหนือมังกรอยู่ได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะเป็นฝา “355 วันแห่งรัก” ก็จบลงแบบไม่สวยหนักมาก!! ต้องหย่าขาดจากคนดังย่านปากน้ำไปในปี 2557 ช้ำรักหนีไปเมืองนอกแบบในละครไม่นาน กลับมาอีกครั้งปังกว่าเดิม! เพราะมามีข่าวว่าเธอได้เริ่มปลูกต้นรักต้นใหม่กับทายาทธุรกิจหมื่นล้าน “เนสกาแฟ” “กึ้ง” เฉลิมชัย มหากิจศิริ

               โดยแม้แรกๆ จะยังแอ๊บ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่สุดท้ายก็หนีโลกในยุคโซเชียลไปไม่พ้น และแม้ว่าความรักของทั้งคู่หลังเปิดตัวจะร้อนแรงและหวานฉ่ำแบบกาแฟใส่นมคาราเมลและวิปครีม จนหลายคนแอบลุ้นว่า “แต่งแน่” แต่อีกหลายคนก็รู้ว่ายังไงก็ไม่เวิร์ก!!

               ปรากฏว่า ฝ่ายหลังทายถูก!!! เพราะสุดท้ายก็ไปกันไม่รอด จบตำนานรักเนสกาแฟแบบเจ้าตัวยังงงๆ ว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

               แต่คำตอบไม่ยากจะอธิบายเพราะเมื่อหันไปมองข้างฝ่ายชายก็ใช่แมวที่ไหน ที่ผ่านมาสาวๆ ในชีวิต “กึ้ง” เฉลิมชัย ก็น้อยซะเมื่อไหร่

               สุดท้ายต่างฝ่ายเลยต่างตกเป็นหนึ่งในรายชื่อของ “อดีตคนเคยรัก” ที่ยาวเป็นหางว่าว แบบสูสีพอฟัดพอเหวี่ยงกันเลยทีเดียว

               เพียงแต่ฝ่ายเจนี่แสบทรวงกว่าตรงที่ว่านอกจากจะต้องเสียแฟนให้คนอื่นมาดูแลแทน ยังต้องมาเสียเพื่อนรักไปด้วย

               นี่ก็แว่วๆ มาว่าจะไม่ใช่แค่หนึ่งคน แต่อาจเป็นทั้งหมดในแก๊งนางฟ้าก็เป็นได้ ให้จับตาดู!

97 ปี ยังยืนยง “ป๋าเปรม” บ้านสี่เสา ตำนานคนบนแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/293089

97 ปี ยังยืนยง “ป๋าเปรม” บ้านสี่เสา ตำนานคนบนแผ่นดิน

คนในข่าว  :  24 ส.ค. 2560
97 ปี ป๋าเปรม, พลอประวิตร วงษ์สุว, พลอประยุทธ์จันทร์โ, บ้านสี่เสาฯ, บ้านสี่เสาเทเวศร์, เปิดบ้านสี่เสาฯ, อวยพรวันเกิดป๋าเปรม, อวยพรวันเกิดป๋า, วันเกิดพลอเปรม, วันเกิดป๋าเปรม, พลอเปรม ติณสูลานนท, พลอเปรม, พลเอกเปรม, พลเอกเปรม ติณสูลานนท, เปรม ติณสูลานนท์, ยังยืนยง, ป๋าเปรม, บ้านสี่เสา, ตำนานคนบนแผ่นดิ

ไม่ว่าจะมีข่าวปล่อยว่ามีการวัดรอยเท้าจากคนรุ่นหลัง แตพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคอนเฟิร์มว่า “ป๋า” เป็นปูชนียบุคคลที่ให้ความเคารพ ก็น่าจะยืนยันความเก๋ารับวัย 97!!!

              ก่อนและหลังวันตัดสินคดีจำนำข้าว 25 สิงหาคม ก็เป็นอีกสองวันที่สำคัญมากของการเมืองไทย

              คือวันที่ 24 สิงหาคม จะเป็นวันที่ประตูบ้านสี่เสาฯ เปิดต้อนรับ ‘นายกฯ และ เหล่าทัพ’ เข้าร่วมอวยพรวันเกิด (ล่วงหน้า) แด่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

              เชื่อว่าวันนั้นสื่อและสังคมไทยจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ขณะที่วันที่ 26 สิงหาคม คือวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 16 คนนี้ ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นวันที่ไม่มีใครลืมไปได้

              ต้องนับว่าปีนี้อายุครบ 97 แล้ว สำหรับบุคคลที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของประเทศไทย ถ้าไม่นับฉายาที่เคยได้รับ ว่าเป็น “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายและกบฏ 9 กันยา

              แต่ถ้าพูดถึงบทบาทฐานะ “นายกรัฐมนตรี” หลังจากนั้น ต้องนับว่ามีล้นเหลือ เพราะ คนบ่อยาง เมืองสงขลา คนนี้ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 สมัย ระหว่างปี 2523 ถึง 2531 และเป็นนายกฯ ตามคำเชิญของรัฐสภาที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด

              นั่นเพราะกฎหมายไทยในสมัยนั้นไม่ได้กำหนดให้รัฐสภาต้องเลือกนายกรัฐมนตรีจาก ส.ส.

              ในห้วงยามที่อยูในอำนาจ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ที่คนไทยยุคสังคมออนไลน์อาจไม่เคยทราบมาก่อน !

              โดยหลังจากที่บ้านเมืองผ่านช่วงวิกฤติการเมืองหลายอย่าง มาจนวันที่ 3 มีนาคม 2523 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

              หลังจากนั้น ด้วยความที่เคยทำงานสู้ภัยคอมมิวนิสต์มาก่อน ป๋าเปรมจึงออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 ยุติสงครามกลางเมืองลงไปได้ นักศึกษาที่เข้าป่าก็ได้กลับบ้าน

              ตลอดห้วงเวลานับแต่อดีตมาจนปัจจุบัน บทบาทของป๋าเปรมในการเมืองไทย ไม่สามารถแยกจากกันได้ จนหลายคนเรียกถึงขนาดว่าเป็น “เสาหลักการเมืองไทย”

              ช่วงที่รัฐบาลเปรม 1 สิ้นสุดลงจากการยุบสภา วันที่ 19 มีนาคม 2526 เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับการเสนอให้ยืดอายุการใช้บทเฉพาะกาลของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521

              กฎหมายนี้เองที่หลายคนเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่นักวิชาการพูดตรงกันว่า เป็นการร่างบนพื้นฐานที่ต้องการสืบทอดอำนาจของทหาร เพราะบทเฉพาะกาลยังให้อำนาจวุฒิสภาเหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎร

              ที่สุดก็มีการเลือกตั้งในวันที่ 18 เมษายน 2526 ป๋าเปรมยังขึ้นเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 แต่เกิดความวุ่นวายจนต้องยุบสภาอีกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เนื่องจากรัฐบาลแพ้เสียงในสภา ในการออกพระราชกำหนดการขนส่งทางบก

              จากนั้นป๋าเปรมคนเดิมก็ยังคงได้นั่งเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 3 แต่ก็ต้องสิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภาในวันที่ 29 เมษายน 2531

              เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ เกิดกลุ่ม 10 มกรา ลงมติไม่สนับสนุน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

              จนมาถึงการเลือกตั้งวันที่ 27 กรกฎาคม 2531 ได้เกิดกระแสการคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 จากกลุ่มนักวิชาการ

              แม้มีกระแสต้านป๋า แต่บรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลยังไปเชิญป๋าเปรมให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นสมัยที่ 4 แต่เจ้าตัวปฏิเสธ

              กระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม 2531 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17

              อย่างไรก็ดี พล.อ.เปรม หลังพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 3 สิงหาคม 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ตามมาด้วยการประกาศยกย่องเป็น “รัฐบุรุษ” เมื่อ 29 สิงหาคม 2531 กระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

              และถึงแม้ว่า จะพ้นจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว หรือแม้ด้วยบุคลิกเป็นคนพูดน้อย จนนักข่าวเคยให้ฉายาว่า “เตมีย์ใบ้” แต่ชื่อของป๋าเปรมไม่เคยห่างหายไปจากการเมืองไทย !

              อย่างช่วง พฤษภา 2535 ป๋าเปรม ยังได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม แกนนำมวลชน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเจรจาปรับความเข้าใจ จนสามารถยุติความวุ่นวายได้

              หรือหลังรัฐประหาร 2549 หลายคนก็พูดตรงกันว่า ป๋าเปรมอยู่เบื้องหลัง กระทั่งยังอาจมีบทบาทสำคัญในการเชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นคนใกล้ชิด มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

              ถึงขนาดที่นักวิจารณ์กล่าวว่า สภาฯ ชุดนี้ เต็มไปด้วย “ลูกป๋า!!”

              หลับตาตัดภาพมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน พบว่าเมืองไทยยังคงมีรัฐบาลที่มาจากทหาร คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็ยังมีเสียงจากป๋าเปรมออกมาการันตีอยู่บ่อยครั้งว่า “รัฐบาลเสียสละ มั่นใจทำประเทศไทยสงบ”

              และไม่ว่าจะมีข่าวปล่อย ว่ามีการวัดรอยเท้าจากคนรุ่นหลังออกมาอย่างไร แต่ที่ผ่านมาในวันสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็มักเข้าไปกราบและไต่ถามสารทุกข์สุกดิบถึงบ้านสี่เสาฯ ไม่ได้ขาด

              หรือภาพที่ ทั้งข้าราชการ เหล่าทัพ และบุคคลสำคัญต่างตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในโอกาสต่างๆ ทั้งวันปีใหม่ วันคล้ายวันเกิด วันสำคัญของทางเหล่าทัพ ฯลฯ ก็เป็นภาพชินตาของคนไทย

              แถมทุกครั้งที่มีการปาฐกถาพิเศษของ พล.อ.เปรม ซึ่งเกิดขึ้นทุกปี สื่อมวลชนก็มักจะให้ความสนใจเสมอ

              ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคอนเฟิร์มว่า “ป๋า” เป็นปูชนียบุคคลที่ตนเองให้ความเคารพ ก็น่าจะยืนยันอะไรได้เยอะอยู่

วันที่เมฆบังจันทร์ ชยันต์ วรรธนะภูติ นักวิชาการเพื่อคนชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292957

วันที่เมฆบังจันทร์ ชยันต์ วรรธนะภูติ นักวิชาการเพื่อคนชายขอบ

คนในข่าว  :  23 ส.ค. 2560
การประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13, อประจักษ์ ก้องกีรติ, ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อชยันต์โดนหมายเรียก, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มช, ดรชยันต์ วรรธนภูติ, อชยันต์ วรรธนภูติ, อชยันต์, วันที่เมฆบังจันทร์, ชยันต์, วรรธนะภูติ, ยูทูบ

อ.ชยันต์ วรรธนะภูติ คนนี้ต้องนับว่าไม่ธรรมดา และยังถือเป็นคนหนึ่งที่ทางการไทยจับตามองความเคลื่อนไหวของเขามาโดยตลอด

               ต่อเนื่องมาหลายวัน กรณี ชยันต์ วรรธนะภูติ นักวิชาการชื่อดัง พร้อมพวกรวม 5 คน ที่ไปโดนข้อกล่าวหาคดีชุมนุมเกิน 5 คน เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.โดยไม่ได้รับอนุญาต

               เรื่องนี้ เกิดขึ้นจากการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพที่เชียงใหม่ เมื่อ15-18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

               ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม พวกเขาก็เพิ่งเดินทางไปที่ สถานีตำรวจภูธรช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

               โดย ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพวก แสดงจุดยืนว่า ข้อกล่าวหานั้นไม่มีความชัดเจน หรือไม่เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับความเป็นจริงเป็นคนละเรื่อง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการเท่านั้น !

               และงานนี้ยังระบุว่า หลังรับทราบข้อกล่าวหาผ่านพนักงานสอบสวนแล้วจะทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไปในวันที่ 1 กันยายนที่จะถึง

               อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นการปฏิเสธ แต่ตามข่าวยังระบุว่า ช่วงวันที่ 18 กรกฎาคม ที่จัดการประชุมวิชาการดังกล่าว เกิดมีผู้ติดป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ส่งผลตามที่เห็นกันนั่นเอง

               ดูแววแล้ว น่าจะไม่จบลงง่ายๆ โดยเฉพาะ อ.ชยันต์ วรรธนะภูติ คนนี้ต้องนับว่าไม่ธรรมดา และยังถือเป็นคนหนึ่งที่ทางการไทยจับตามองความเคลื่อนไหวของเขามาโดยตลอด

               ดร.ชยันต์ ปัจจุบันอายุ 74 ปี เป็นคนเชียงใหม่ เป็นที่รู้จักกันดีว่า เขาคือนักวิชาการที่ทำงานอยู่กับคนจน คนด้อยโอกาส หรือคนชายขอบของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

               ทั้งยังเป็นที่ยอมรับนับถือว่า เป็นคนจุดประกายให้แสงสว่างกับขบวนการประชาชน ใส่ใจในปัญหาสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

               “ชยันต์” ใช้ชีวิตในเส้นทางงานวิชาการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มายาวนาน นับแต่ปี 2513 เริ่มต้นจาก ตำแหน่งเลขานุการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

               ระหว่างนั้น ก็ยังเป็น อาจารย์ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มช. จนปี 2528 มีตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มช.

               จากนั้นปี 2532 เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม มช. จนถึงปี 2540 และตั้งแต่ช่วงปี 2522-2546 ยังเป็นอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มช. อีกด้วย

               ช่วงปี 2542–2547 เป็นกรรมการบริหารโครงการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน

               ปัจจุบัน เป็น หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มช. และหัวหน้าศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มช.

               ความเป็นนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาที่เอาจริงเอาจัง ทำให้ อ.ชยันต์ ไปปรากฏตัวตามเวทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ เรื่องนี้ ทั้งเรื่องชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อย

               หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จนเกษียณอายุ อ.ชยันต์ ไม่เคยขอรับตำแหน่งทางวิชาการ หลายคนบอกตรงกันว่า ถ้าได้รับการแต่งตั้ง ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับรองศาสตราจารย์ และอาจถึงศาตราจารย์ด้วยซ้ำ !

               ซึ่งเรื่องนี้ แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยบอกถึงเหตุผล

               อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวเพื่อภาคประชาชน ย่อมหนีไม่พ้นกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัย และต้องไปเกี่ยวข้องกับปัญหาระดับชาติ หรือเรื่องการเมือง

               ถ้าจะว่ากันใกล้ๆ ช่วงเมษายนที่ผ่านมา อ.ชยันต์ พร้อมคณาจารย์ มช. อีกจำนวนหนึ่ง ถึงกับเปิดหน้า ยิงคำถามใส่ทางการไทยในนาม “เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ ป่าแส” ในหลากหลายคำถาม

               หรือกับงานวิชาการล่าสุด ที่เกิดประเด็นจน อ.ชยันต์ ต้องขึ้นโรงพัก ถ้าดูตามเนื้องานแล้ว คือ การประชุมวิชาการนานาชาติ ที่มีนักวิชาการทั้งในและจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมกว่า 600 คน

               แต่ปัญหาของเรื่องที่ทำให้ทางการไทยไม่ค่อยโอ…มันไปเกิดเอาตรง ไม่ใช่แค่ การติดป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”

               เพราะช่วงวันที่ 17 กรกฎาคม ได้มีแถลงการณ์ เรื่อง “ขอคืนพื้นที่ความรู้และสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในสังคมไทย” ในงานที่จัดขึ้นนั่นเอง

               เรื่องนี้ปรากฏทาง “ยูทูบ” โดยเป็นคลิปที่นักวิชาการจำนวนมากยืนรวมตัวกันฟังการอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยนักวิชาการหญิงคนหนึ่ง และตบท้ายการอ่านเวอร์ชั่นไทยจาก อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

               ระบุถึงข้อเรียกร้อง 4 ข้อ โดยสรุปคือ การทั้งการขอคืนพื้นที่ความรู้ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยไม่ถูกปิดกั้น ครอบงำ หรือบิดเบือน และยังมีอย่างอื่นซึ่งคงต้องไปหาอ่านกันดู

               แต่ที่สุดแล้ว หมายเรียกก็มาถึงหน้าบ้าน อ.ชยันต์ ในฐานะรองประธานจัดงาน และพวกอีก 4 คน ในข้อหาว่าชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

               จน 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา พวกเขาได้มารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว และน่าจะยังคงต่อสู้ต่อไป

               เพราะแรงใจจากแนวร่วมที่ล้นหลาม โดยเฉพาะจากผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากทั่วโลกรวม 291 คน ที่ลงชื่อในแถลงการณ์ขอให้ยกเลิกหมายเรียกและการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว

               น่าแปลกที่ถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ยินเสียงคนจากรัฐทางการไทยจะว่าเช่นไร แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้น่าจะว่ากันยาว !!

ลิขิตชีวิตคน “ภูมิ สาระผล” ค่ำวันนั้น..จะนอนไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292823

ลิขิตชีวิตคน “ภูมิ สาระผล” ค่ำวันนั้น..จะนอนไหน?

คนในข่าว  :  22 ส.ค. 2560
โครงการรับจำนำข้าว, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, คดีขายข้าวจีทูจี, คดีข้าวจีทูจี, จีทูจีเก๊, โกงขายข้าวจีทูจี, ทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี, บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมวพาณิชย์, บุญทรง เตริยาภิรมย์, นัดอ่านคำพิพากษา 25 สิงหาคม, อ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง,

ตำแหน่งเสนาบดีเป็นทัั้งโชคและเคราะห์ เมื่อ ภูมิ สาระผล ต้องมารับผลจากโครงการจำนำข้าว จนต้องปิดบ้าน ปิดสำนักงานเพื่อทำใจรับคำพิพากษา!!

               ใครกัน! มาปล่อยข่าวว่า บ้านที่ขอนแก่นของรัฐมนตรีหนึ่งในจำเลยจีทูจี “ภูมิ สาระผล” ปิดเงียบ ไร้เงาเจ้าของบ้าน!!

               แถมมาพูดเอาตอนวันพิพากษาคดีนี้ใกล้เข้ามา ยิ่งน่าคิดว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะบางทีคนเราเวลาเครียดๆ ก็ปิดบ้านไปพักผ่อนหย่อนใจกันบ้าง คงไม่เสียหาย

               ไม่เจอเองไม่รู้ว่า การตกเป็นจำเลยคดีใหญ่ๆ อย่างทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่กำลังจะโดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา ร่วมกันกับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 26 คน ในวันที่ 25 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก็อาจทำให้กินข้าวไม่ลงได้เหมือนกัน

               ก็ตาม หากย้อนไปดูความเคลื่อนไหวล่าสุด ช่วงวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวกับอดีตรัฐมนตรีคู่ใจ “บุญทรง” ก็เพิ่งโผล่ไปที่ศาลปกครอง เพื่อไต่สวนขอทุเลาอายัดทรัพย์ครั้งที่ 3 อยู่หยกๆ!!

               โดยอดีตผู้แทนของคนขอนแก่นยังเพิ่งบอกว่าตนจะไปฟังคำพิพากษาตามวันดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะหอบหิ้วเอากระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย!

               งานนี้เข้าใจว่าจะเลียนแบบคนที่รอดไปแล้วอย่าง สุชาติ เหมือนแก้ว ที่เตรียมกระเป๋ามา 2 ใบ ไม่ขออุทธรณ์ต่อ ในการตัดสินคดีสลายม็อบเหลือง เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผานมา ประมาณนั้น!

               แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักคนขอนแก่นคนนี้กันก่อน!

               ภูมิ สาระผล เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2498 เป็นคนขอนแก่น บิดาคือ “คำดี” มารดาคือ “ไสว” จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน

               จากนั้นจบปริญญาตรีนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามมาด้วยปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้า”

               ภูมิสมรสกับอรอนงค์ (สกุลเดิม วงศ์ก่อ) อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น หรือคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนอีกต่างหาก ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ภณิดา และภพพล สาระผล

               ก่อนจะเป็นนักการเมือง “ภูมิ” ประกอบอาชีพเป็นทนายความ แต่ที่สุดก็ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น ได้ครองเก้าอี้ ส.ส.เขต จังหวัดขอนแก่น ถึง 7 สมัย

               และถ้าจะพูดแบบไม่อวยจนเกินไป ครองเก้าอี้ยาวนานขนาดนี้ แถมยังเปลี่ยนมาหลายพรรค แต่คนก็ยังตามมารักไม่จืดจาง ก็ต้องถือว่าเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจโขอยู่!!

               เจาะดูเส้นทางการเมืองของเขา เริ่มจากช่วง 2/2535 เขาเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 ในนามพรรคพลังธรรม ในสมัยของนายกฯ ชวน 1 จนภายหลังยุบสภาไปในปี 2538

               โดยระหว่างนั้น ส.ส.ภูมิคนนี้ก็ยังมีตำแหน่งต่างๆ เช่น เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย

               ต่อมาในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2538 คนไทยได้ บรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ ภูมิก็ยังคงนั่ง ส.ส.ขอนแก่น แถมยังได้นั่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

               ภายหลังย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ ขึ้นแท่นกรรมการบริหารพรรค และยังคงเป็น ส.ส.ขอนแก่น ในรัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ

               โดยในปี 2539 เขาได้นั่งเก้าอี้ทั้งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรรมาธิการการสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

               ผ่านมาจนการเลือกตั้งปี 2544 เข้าย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย และได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 5 พร้อมได้เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (สุวรรณ วลัยเสถียร)

               มาปี 2545 ได้เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นปี 2546 เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (โภคิน พลกุล)

               จนปีการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 เขายังคงได้เป็น ส.ส. ขอนแก่น เขต 5 พรรคไทยรักไทย

               แต่หลังเลือกตั้งไม่นาน นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 เขาก็ยังคงได้นั่งเก้าอี้ ส.ส. ขอนแก่น เขต 5 พรรคไทยรักไทย ดังเดิม

               และก็ตามที่รู้กันว่ายังไปไม่ถึงไหน รัฐบาลทักษิณ ก็จบไปด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ปี 2550 ภูมิ สาระผล คนนี้ ก็ยังคงได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคพลังประชาชน

               ในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 คนไทยได้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนขอนแก่นก็ยังคงรัก ส.ส.ภูมิ คนนี้ไม่เสื่อมคลาย แถมต่อมายังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกด้วย

               นัยว่าเวลานั้น ภูมิเป็นส.ส.อาวุโสที่สุด และทำงานหนักเพื่อพรรคมาตลอด ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย จึงได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

               ตำแหน่งเสนาบดีเป็นทัั้งโชคและเคราะห์ เมื่อเขาต้องมารับผลจากโครงการจำนำข้าว เจอ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดพร้อมกับ รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 ราย เมื่อ 21 มกราคม 2558 กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในโครงการรับจำนำข้าว

               จากคดีความดังกล่าวได้ส่งผลให้เขาถูกสนช. ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี!!

               ก็เลยอาจเป็นเหตุให้เขาต้องปิดบ้าน ปิดสำนักงาน ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะอยู่กับครอบครัว ช่วยกันแพ็กกระเป๋ามาเอาเคล็ดที่ศาลฎีกา ในวันชี้ะตา อย่างที่ลั่นวาจาไว้นั่นเอง

ครูอ้อยเจอแล้ว “ครูเงาะ” สายแข็ง ยิ่งกว่าอภิดราม่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292668

ครูอ้อยเจอแล้ว “ครูเงาะ” สายแข็ง ยิ่งกว่าอภิดราม่า?

คนในข่าว  :  20 ส.ค. 2560
คอร์สเข็, เข็มทิศชิวิค, ครูอ้อย ฐิตินาถ, ครูอ้อยเข็มทิศชีวิต, คอร์สครูอ้อย, เข็มทิศชีวิตค่าเรียน, คอร์สเข็มทิศชีวิต, ฐิตินาถ ณ พัทลุง, รสสุคนธ์ กองเกตุ, ครูเงาะ-รสสุคนธ์, ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กอง, ครูอ้อยเจอแล้ว, ครูเงาะ, สายแข็ง, ยิ่งกว่าอภิดราม่า, ครูอ้อย, โค้ชนักกีฬา, ผู้ฝึกสอนการแสดง, แพงหนักมาก

มาถึงจุดนี้เราคงต้องปกป้องสิทธิ์ของตัวเองก็คงดำเนินการไปถึงที่สุด คงจะต้องมีการแจ้งความกลับเพราะมันทำให้เสียชื่อเสียงมาก!!

               เมื่อ “เบอร์ใหญ่” มาเจอ “สายแข็ง” ความแรงจึงบังเกิดกับกรณีข่าวดังของ “ครูอ้อย” ฐิตินาถ ณ พัทลุง ช่วงหลายเดือนก่อน จนเจ้าตัวต้องออกมาเต้นและร่ำไห้ผ่านสื่อถึงขนาดมีการแจ้งความกัน

               ล่าสุด “ครูเงาะ” รสสุคนธ์ กองเกตุ คนที่เหมือนๆ จะเป็นคู่กรณี ขอออกสื่อจ้อบ้าง

               งานนี้เธอบอกว่าเพื่อแจงและเคลียร์ปมปัญหาที่สังคมยังคาใจ หลังจากที่ปล่อยให้ฝ่ายเบอร์ใหญ่พร่ำอยู่ข้างเดียวมานาน จึงจัดโต๊ะแถลงข่าวขึ้น

               “มาถึงจุดนี้เราคงต้องปกป้องสิทธิ์ของตัวเองก็คงดำเนินการไปถึงที่สุด คงจะต้องมีการแจ้งความกลับเพราะมันทำให้เสียชื่อเสียงมาก”

               ส่วนว่ารายละเอียดเรื่องคดีจะเป็นอย่างไร คงต้องไปหาอ่านเอาจากคำแถลงของครูเงาะ ซึ่งก็ละเอียดยิบ!! ตามวิสัยนักพูด

               แต่ถ้าจะสังเกตดีๆ จากข่าวนี้ สังคมค่อนข้างให้ความสนใจมากและกองทัพนักข่าวก็ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ย่อมชัดเจนว่า คนชื่อครูเงาะนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดาคนหนึ่ง

               โดยหลังจากใช้ชีวิตเป็นนักเรียนและนิสิต จนจบปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเธอก็เหมือนค้นพบตัวเองว่าต้องมาสายแอ็กติ้ง

               ทั้งยังเป็นอาจารย์พิเศษคณะนิเทศศาสตร์ในอีกหลายสถาบัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ฯลฯ และเป็นวิทยากรพิเศษให้สถาบันและองค์กรชั้นนำต่างๆ มากมาย

               จึงนับได้ว่าครูเงาะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจนเปิดโรงเรียนการแสดงดราม่า อคาเดมี จนได้ชื่อว่าเป็นครูสอนการแสดงที่เก่ง สอนตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ด้วยสไตล์แซบ สวย ดุ ในคลาส แต่จะเป็นคนตลกอารมณ์ดีนอกห้องเรียน และช่วงปี 2558 เพิ่งทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาทขยายโรงเรียนสอนการแสดงไปทั่วประเทศ!

               และอีกทั้งเป็นแอ็กติ้งโค้ชให้นักแสดงทั้งละครและภาพยนตร์อีกมากมายนับไม่ถ้วน ก็แปลว่า ดารานับร้อยในวงการจะเป็นศิษย์ครูเงาะ!!!

               ไล่รายชื่อต้องร้องว้าว!! นุ่น ศิรพันธ์, หนูนา หนึ่งธิดา, ณเดชน์ คูกิมิยะ, ญาญ่า อุรัสยา, เจมส์ จิรายุ, เจมส์ มาร์, อั้ม พัชราภา, พลอย เฌอมาลย์, ใหม่ ดาวิกา, บี้ สุกฤษฎิ์, คิมเบอรี่, หมาก ปริญ, มาร์กี้ ราศรี, บอย ปกรณ์ ฯลฯ

               ครูเงาะเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผู้ฝึกสอนการแสดง” ก็เหมือน “โค้ชนักกีฬา” และคนไทยควรเรียนการแสดงไว้

               “การแสดงจริงๆ แล้วเหมาะกับคนไทยนะ ควรเรียนมากๆ เลยแหละครูว่า เพราะคนไทยถูกสอนให้เก็บอารมณ์ อารมณ์ในหลักของพระพุทธศาสนาคือให้รู้ ไม่ใช่ให้กด ทันทีที่อารมณ์เกิดเมื่อไหร่ควรให้รู้ เมื่อรู้อารมณ์มันจะหายของมันไปเอง ช้าเร็วแล้วแต่ก้อนอารมณ์ แต่คนไทยมักถูกสั่งให้เงียบ”

               ประสบการณ์ในวัยต้นๆ เธอเล่าว่า ตนเองนั้นทำกิจกรรมมาตั้งแต่ชั้นประถม รู้ตัวก็อยู่บนเวทีแล้ว จนพอมาเรียนที่จุฬาฯ ก็เล่นละครเวทีทุกปี

               ตอนอยู่ปี 4 ได้ไปช่วยผู้กำกับภาพยนตร์กำกับละครเวทีปีนั้น แล้วพบว่าชอบการสอน เลยเริ่มศึกษาและได้มารู้จักกับอาชีพ แอ็กติ้งโค้ช (ผู้ฝึกสอนการแสดง)

               แต่ถึงจุดหนึ่งเริ่มมองว่ายังไม่พอ

               “ก็ถามตัวเองอีกทีว่า “เป็นแค่แอ็กติ้งโค้ชเนี่ยนะ เรียกว่าประสบความสำเร็จแล้วเหรอ” จุดนั้นทำให้เราอยากไปเรียนรู้สิ่งที่รักอย่างจริงจัง แล้วกลับมาพัฒนาประเทศ”

               นั่นเพราะทั้งหมดนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เธอจึงต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น จึงไปลงเรียนหลักสูตรต่างๆ มากมายในต่างประเทศ

               มีอันหนึ่งที่เป็นความสนใจของครูเงาะ คือ หลักสูตรนักจิตใต้สำนึก NLP รับอนุญาต Licensed Master Practitioner of Neuro-Linguistic Programming

               ตรงนี้เองกระมังที่ทำให้ชีวิตของเธอเข้ามาเกี่ยวข้องกับเบอร์ใหญ่อย่าง ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่เปิดคอร์สนี้นั่นเอง โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่เป็นข่าวราวสองเดือนก่อนว่า

               “ตอนแรกดิฉันไปจ่ายเงินเรียนในคลาสเข็มทิศชีวิตเพื่อได้ประกาศนียบัตร NLP และ Hypnotherapy ซึ่งเป็นหลักสูตรที่รับลิขสิทธิ์จากต่างชาติ โดยเรียนเพื่อนำไปใช้สอนนักเรียน เราจะไปสอนใครได้ก็ต้องถูกทำทุกกระบวนการเสียก่อน”

               ซึ่งที่จริงคอร์ส “เข็มทิศชีวิต” ของครูอ้อย ก็มิได้มีแต่ครูเงาะ แต่ยังมีเหล่าดารา เซเลบ ที่โด่งดังที่มาเรียนกันคับคั่ง ถึงขนาดไปร่วมทริปเดินทางไปต่างประเทศก็มี

               แต่ภายหลังเมื่อต่างคนต่างแยกย้าย จนเวลาผ่านมาข่าวการแสดงความไม่พอใจของดาราสาวคนหนึ่งที่ต้องการให้ทางทีมงานครูอ้อย หยุดนำภาพของตนไปใช้ในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร

               และครูเงาะก็เป็นอีกคนที่ถูกใช้ภาพของตนเช่นกัน เธอจึงออกมาแถลงเรื่องนี้ช่วงมิถุนายนที่ผ่านมาว่า

               ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักสูตรนี้และครูอ้อยมานานมากแล้ว และมีการออกมาพูดเรื่องค่าเรียนในหลักสูตรที่ต้องเรียกว่า “แพงหนักมาก” จนข่าวได้มีการขุดคุ้ยกันครึกโครม!

               ที่สุดเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุให้เธอและเพื่อนดาราต้องออกมาเรียกร้องความถูกต้อง และเป็นที่มาของการที่ครูอ้อย เข็มทิศ ต้องเปิดตำรากฎหมายสู้ จนทำให้อีกฝ่ายเดินหน้าสู้กลับ

               และก็อย่างที่บอกเมื่อเบอร์ใหญ่เจอสายแข็ง เพราะครูเงาะแม้จะอายุเพียงเลขสาม แต่เรื่องวาทะและลูกล่อลูกชนก็ไม่เป็นรองใคร

               แต่คนเคยสนิทชิดเชื้อกันมาก่อน น่าจะหาทางเคลียร์กันง่ายๆ แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นดีกว่ามั้ย?

เด็กพี่ใหญ่!! “วีรชัย อินทุโศภน” บูรพาพยัคฆ์…สายตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292590

เด็กพี่ใหญ่!! “วีรชัย อินทุโศภน” บูรพาพยัคฆ์…สายตรง

คนในข่าว  :  19 ส.ค. 2560
พลอธีรชัย นาควานิช, บิ๊กแกละ พลอพิสิทธิ์ สิทธิสาร, พรรคบูรพาพยัคฆ์, พี่น้องบูรพาพยัคฆ์, บูรพาพยัคฆ์, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม, บิ๊กแช พลทวิชัย แชจอหอ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

โผทหารครานี้ วงในบอกว่า “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่ซ่อนไว้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถึงขนาดอาจได้เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในตุลาคมนี้!!!

               โผย้ายทหารมาอีกแล้ว!

               การจัดทำบัญชีโยกย้ายกองทัพบก ยังเป็นที่สนใจของนักข่าวสายทหาร และโผล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อใน “5 เสือ ทบ.” เล็กน้อย

               เมื่อมีชื่อ “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) จะขยับเข้าไลน์ 5 เสือ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก  (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.)

               ส่วน “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีข่าวว่าจะขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.ในโผย้ายทหารครั้งก่อน ก็ไปกินตำแหน่งรองเสนาธิการ หรือที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก อัตราพลเอก

               นักข่าวสายทหารบางคนบอกว่า “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน เป็นบูรพาพยัคฆ์ที่ซ่อนไว้ของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม

               ว่ากันตามจริง ไม่ได้ซ่อนหรอก หากแต่เป็น “เด็กปั้น” ของ “บิ๊กป้อม” โดยวางแผนจะดัน พล.ท.วีรชัย เข้าไลน์ 5 เสือ ตั้งแต่ฤดูกาลโยกย้ายทหารปีที่แล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ

               ย้อนไปเดือน ส.ค.2559 มีการปล่อยโผย้ายทหารออกมาจาก “บ้านป่ารอยต่อ” (มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก) ที่นักข่าวเรียกขานว่า “ทำเนียบแห่งที่สอง”

               โผย้ายทหารครั้งนั้น มีชื่อ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แถมมีชื่อ “พล.ท.วีรชัย”ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ทบ. สุดท้ายก็เป็นแค่ “โผ” และน้องรักของบิ๊กป้อม วืดจากตำแหน่งสำคัญใน 5 เสือ ทบ.

               “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย เตรียมทหารรุ่นที่ 18 (ตท.18) เติบโตในพื้นที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จากเป็นทหารเด็กๆ ในค่ายบูรพาพยัคฆ์ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.) ก่อนจะไปอยู่กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 รอ.)

               เรียกว่า “บิ๊กอ้อม” ได้ทำงานใกล้ชิดทัั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช องคมนตรี

               แต่ดูห้วงระยะเวลาการเติบโตในไลน์เหล่าทหารราบ “บิ๊กอ้อม” เป็นมือทำงานให้ “บิ๊กหมู” มากกว่า ทั้งที่ค่ายบูรพาพยัคฆ์ ร.2 รอ. และ ร.12 รอ.

               “บิ๊กอ้อม” ไม่ได้ขึ้นคุมกำลังระดับกรม ใน พล.ร.2 รอ. แต่ข้ามห้วยไปอยู่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

               2553 พล.ท.วีรชัย เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร และปี 2554 รองเจ้ากรมสรรพกำลังทหาร

               ปี 2555  “บิ๊กอ้อม” เป็นเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ซึ่งตอนนี้แหละ ที่มีข่าวว่า “บิ๊กป้อม” ดึงตัวน้องรักกลับมาอยู่กองทัพบก

               ปี 2557 “บิ๊กอ้อม” เป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

               ปี 2558 พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้บัญชาการทหารบก และน้องรัก “บิ๊กอ้อม” ก็เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

               ก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “บิ๊กหมู” ในฐานะ ผบ.ทบ. ได้มอบนโยบายให้น้องรักเลือดบูรพาพยัคฆ์ ระดมเหล่านักศึกษาวิชาทหาร มาร่วมกิจกรรมการสร้างการเรียนรู้ร่างรัฐธรรมนูญ จึงเกิดโครงการ “รด.จิตอาสา” สร้างเครือข่ายทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชนทั่วประเทศ ก่อนที่มีการทำประชามติ

               นี่ถือว่าเป็นผลงานโบแดงที่เข้าตา “พี่ใหญ่” ถึงกับจะดันน้องรักเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ.ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่วืดเสียก่อน

               หากบุญพาวาสนาส่ง “บิ๊กอ้อม” อาจได้เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในตุลาคมปีนี้

               เมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เกษียณอายุราชการปลายปี 2561 ก็มีการวิเคราะห์กันว่า คู่ชิง ผบ.ทบ.คนใหม่ น่าจะมีอยู่ 2 คน คือ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จะเกษียณปี 2563 และ พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน จะเกษียณอายุปี 2562

               คนหนึ่งน้องรัก “บิ๊กตู่” และอีกคนหนึ่งก็น้องรัก “บิ๊กป้อม” วัดกำลังภายในกันดูว่า ใครทำบุญมาเยอะกว่ากัน

นางฟ้าขาบอล “คุณเดียร์” ไหวมั้ย? กองเชียร์ถาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292469

นางฟ้าขาบอล “คุณเดียร์” ไหวมั้ย? กองเชียร์ถาม

คนในข่าว  :  18 ส.ค. 2560
พลตอสมยศ, สมยศพุ่มพันธุ์ม่วง, พลตอสมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย, เนชั่นส์คัพ 2016, ศึกซีเกมส์ 2017, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย, ผู้จัดการสาวสวยฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์, ฉาย บุนนาค, วทันยา วงษ์โอภาสี, มาดามเดียร์, กองเชียร, นางฟ้าขาบอล, คุณเดียร์, ไหวมั้ย

หยุดเม้าท์ได้ยังว่า “ยังใหม่” บ้าง “เส้นสาย” บ้าง คนที่ไม่เชื่อมือ จงเงิบ!! เพราะวันนี้ “คุณเดียร์” ได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่า เห็นสวยๆ อย่างนี้ ไม่ได้มาเล่นๆ นะคะ!

               คนสวยทำไรบางทีก็ลำบาก แต่บางที ก็ผ่านฉลุยได้เหมือนกัน..นะเอ้า

               อย่างมาดามเดียร์ หรือคุณเดียร์ วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้จัดการสาวสวยฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ที่ล่าสุด พาทีมไปฟาดแข้งในศึกซีเกมส์ 2017 ครั้งที่ 29 นัดที่ 2 ของกลุ่มบี ที่สนามเซลายาง สเตเดียม ประเทศมาเลเซีย จนสามารถเอาชนะ ติมอร์เลสเต ได้ตั้ง 1-0 (หืดจับ)

               ปฏิกิริยาหลังเกม มีเสียงวิจารณ์เชิงลบมากกว่าเชียร์

               ประมาณว่า “สวยอย่างเดียวหรือเปล่าเนี่ย?”

               แต่ก็นะ พอเห็นรอยยิ้มของเธอ ที่สื่อกีฬาพากันประทับไว้บนหน้าข่าว หลังการแข่งขันจบลง หลายคนก็แอบเอาใจช่วยไม่ได้ เพราะช่างเป็นยิ้มพิมพ์ใจ จนแอบอิจฉาบรรดานักเตะช้างศึกที่มีโอกาสใด้ใกล้ชิดมาดามเดียร์แบบแค่คืบ!!

               ยิ่งลีลาล่าสุด ที่ “คุณเดียร์” ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการเล่นครั้งนี้ แม้จะชนะมาด้วยการทำงานอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่พอใจนัก!!!

               กล่าวคือแม้จะได้ประตูชัยจากการโหม่งของ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ส่งผลให้ทัพช้างศึกสามารถเก็บสามแต้มแรกได้สำเร็จ…แต่เธอยังบอกว่า

               “เรามีโอกาสจบสกอร์หลายครั้ง แต่น้องๆ ยังมีความผิดพลาด ซึ่งมันอาจยังไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้”

               “ถ้าถามความพยายามของน้องๆ ทุกคนมีเต็มเปี่ยม ก็พยายามจะทำให้น้องๆ ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป อย่างเกมกับอินโดฯ คิดว่าน้องๆ มีความกดดันค่อนข้างมาก เลยอาจทำให้ฟอร์มที่ออกมามันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น”

               “ทุกคนมาด้วยใจ ทุกคนมาด้วยความหวัง และพยายามที่จะสร้างความสุขให้กับคนไทย อยากจะคว้าเหรียญทองกลับไป ในฐานะตัวแทนของคนไทยให้ได้จริงๆ ถ้าถามความพยายามของน้องๆ ทุกคนมีเต็มเปี่ยม ก็พยายามจะทำให้น้องๆ ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป”

               เชื่อว่าน่าจะสร้างกำลังใจให้กับลูกทีมได้มากโขอยู่

               ถึงตรงนี้ หลายคนอยากรู้แล้วว่าสาวสวยคนนี้ มาเดินทางนี้ได้อย่างไร ด้วยอายุเพียงแค่ 32

               แต่จากนี้ไปต้องบอกเลยว่า อ่อนแค่ใบหน้า แต่ไม่อ่อนในสนามการทำงาน เพราะมาดามเดียร์ วทันยาเคยทำงานในวงการโบรกเกอร์มาก่อน 2 ปี ราวช่วงปี 2550

               จากนั้น ย้ายสายมาทำด้านมีเดีย ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับสัมปทานเวลาจากช่อง 5 และเติบโตจนมามีตำแหน่งถึง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และ ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

               สำหรับการก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอล เธอเคยเล่าว่า ทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต่อสายเข้ามาทาบทาม เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และบริหารงาน ของทัพช้างศึกไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่ง ตนเองก็ตอบตกลงเลย เพราะคิดว่าเป็นความท้าทายใหม่ และที่สำคัญคืออยากมีส่วนร่วมในทีมชาติไทย

               ที่สุดเธอจึงก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลไทยครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2559 ในท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ยังใหม่นัก” และมาด้วยเส้นสาย พูดง่ายๆ ว่า “ไม่เชื่อมือ”

               เพราะก็ต้องยอมรับว่า สายสัมพันธ์ไม่น่าจะอื่นไกล เพราะนายกฯ สมาคมฟุตบอลคนนี้ ก็สนิทชิดเชื้อกันดีจากความเป็นนักลงทุน จึงรู้จักกับ ฉาย บุนนาค สามีของคุณเดียร์ของเรานี่แหละ

               แอบเม้าท์ว่า “ฉาย” คนนี้ก็ตาแหลมพอๆ กับ ตอนเล่นหุ้น ที่เอาชนะใจอดีตเชียร์ลีดเดอร์ลูกแม่โดมในงานบอลประเพณี ครั้งที่ 61 อย่างคุณเดียร์มาได้

               และท่ามกลางคำดูแคลนว่า ทำไมต้องมีเธอ? โดยยังไม่เข้าใจภาพรวมว่า การดูแลทีม กับ สปอนเซอร์ทีม และจัดการต่างๆ จะไม่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมและวางแผน ที่จะเป็นงานของ “เฮดโค้ช” แต่คนดูแลทีม จัดการเรื่องต่างๆ และเป็นกระเป๋าเงินทีม ต้องอีกคนหนึ่ง

               อย่างบทบาทตรงนี้ คุณเดียร์ก็ยอมรับว่ากดดัน แต่มากกว่า “คำวิจารณ์” คือ…

               “สำหรับฟุตบอล ถึงแม้เราจะเตรียมตัวได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้เป็นคำตอบของทั้งหมด ทุกอย่างมันตัดสินกันใน 90 นาที บนสนาม ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า ณ ตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น”

               “เราก็อยากจะใช้เวลาให้มันผ่านไปอย่างคุ้มค่าที่สุด ถ้าเราสามารถช่วยให้ทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ได้ในฐานะผู้จัดการทีมผู้หญิงคนแรก แน่นอนว่ามันคือความภาคภูมิใจ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้หญิงก็สามารถทำได้เหมือนกันไม่ต่างกับผู้ชายเลย” (www.fourfourtwo.com/9 สิงหาคม 2560)

               แน่นอนแม้นางฟ้า จะทำงานโดยมีอัศวินเคียงข้าง คือ บรรดาหัวกะทิของวงการลูกหนังไทยอย่าง วิทยา เลาหกุล, วรวุฒิ ศรีมะฆะ และทีมงานสต๊าฟฟโค้ช คอยให้คำปรึกษา

               แต่ถ้าจะให้ใจเป็นกลาง ผลงานของเธอชิ้นแรก ก็ทำได้ดีอยู่ ตอนที่ร่วมกับ โค้ชโย่ง วรวุธ ศรีมะฆะ พานักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดยู-21 ปี ไปคว้าแชมป์ฟุตบอล 4 เส้า เนชั่นส์คัพ 2016 ถึงถิ่น “เสือเหลือง” เจ้าภาพมาเลเซีย

               ก่อนจะมางานนี้ ที่คนไทยหลายคนถึงกับอ่อนใจให้กับรอยยิ้มของเธอเมื่อคืนวาน และอดส่งใจต่อไปไม่ได้ ในการพบทีมชาติ กัมพูชา ในวันที่ 20 สิงหาคม นี้ที่สนามเซลายาง สเตเดี้ยม เวลา 19.45 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยไทยอยู่อันดับ 3 ของสาย ตามหลังเวียดนาม และอินโดนีเซีย

               คุณเดียร์ก็ประกาศออกมาแล้วว่า อันดับไม่สำคัญ แต่เป้าหมายคือรักษาแชมป์ไว้ให้ได้

               อีกแค่ 2 วัน เท่านั้นเราจะได้เห็นรอยยิ้มของคนสวยพร้อมๆ กับคนไทยทั้งประเทศไหมน้า!!!

หมอมาแล้ว! “บุญ วนาสิน” ปักธง “ปฏิรูปรถเมล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/292394

หมอมาแล้ว! “บุญ วนาสิน” ปักธง “ปฏิรูปรถเมล์”

คนในข่าว  :  18 ส.ค. 2560
มือท, นพบุญ วนาสิน, รพธนบุรี, นพบุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป, โครงการปฏิรูประบบรถเมล์ 269 เส้นทางของรัฐบาล, รถร่วม, ผู้ประกอบการรถร่วมฯ, นายแพทย์บุญ วนาสิน, หมอมาแล้ว, บุญ, วนาสิน, ปักธง, ปฏิรูปรถเมล์, บุญ วนาสิน, หมอบุญ, ที่มา, Wealthy man, Trading, มหาชน, หมอทางธุรกิจ, ธุรกิจ

มาแล้วครับ “หมอบุญ”มาเพื่อรักษาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ “ธุรกิจรถร่วมฯ” ในโครงการปฏิรูปรถเมล์ของรัฐบาล ลองหมอบุญทุ่มมาแบบนี้ คาดว่าจะรุ่งสุดๆ!!

               เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง คนรวยยังอยู่ได้เรื่อยๆ เพราะไม่ยอมหยุดนิ่ง มีแต่จะคิดหาทางทำให้มันงอกเงย

               ล่าสุด นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ประกาศร่วมลงขันกับผู้ประกอบการรถร่วม 34 บริษัท ตั้งบริษัทเพื่อเข้าร่วมประมูลเดินรถเส้นทางใหม่ในโครงการปฏิรูประบบรถเมล์ 269 เส้นทางของรัฐบาล

               งานนี้เจ้าตัวบอกประสา “คนเงินถุงเงินถัง” ว่า พอดีเห็นว่ารถร่วมเอกชน เขาขาดทุนสะสมกว่าหมื่นล้านบาท ก็เลยอยากช่วยให้กลับมามีกำไร !

               แต่หลักคิดคนรวย จะทำอะไรต้องรู้ “ที่มา” ของเงิน นพ.บุญบอกว่า ก็จะขอกู้เงินจากเอ็กซิมแบงก์จีน ราว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อรถเมล์ใหม่ระบบไฟฟ้าจากประเทศจีน 2,000 คัน ราคาเฉลี่ยคันละ 10 ล้านบาท วิ่งแทนรถเก่า

               แถมยังสำทับว่าจะลงทุนติดตั้งระบบไอทีอีก 1,000 ล้านบาท ให้บริการที่ทันสมัย เหมือนต่างประเทศ !!!

               ว่าแล้วคิดตัวเลขเสร็จสรรพ คาดว่าจะคืนทุนได้ใน 7 ปี กำไร 12-15% หากเก็บค่าโดยสาร 30 บาท มีผู้ใช้บริการ 1.5 ล้านคนต่อวัน จะมีรายได้ 60 ล้านบาทต่อวัน เมื่อหักค่าใช้จ่าย 50 ล้านบาท จะมีกำไรวันละ 10 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจะเปิดบริการก่อนปีใหม่นี้ !!!

               นี่เกริ่นแค่บางส่วน เพราะในรายละเอียดยังมียิบย่อยอีกเยอะ แต่ก็ทำให้เรารู้แล้วว่า งานนี้หมอบุญเอาแน่ !!

               ยิ่งเมื่อย้อนไปดูเส้นทางที่ผ่านมา จะพบว่า แม้คนไทยจะรู้จักเขาจากความเป็นเจ้าของโรงพยาบาลธนบุรี แต่ในเรื่องความเป็นนักธุรกิจแล้ว หมอคนนี้จัดหนัก กล้าได้กล้าเสีย

               ไม่งั้นก็ไม่ใช่ นพ.บุญ วนาสิน หนึ่งใน “Wealthy man” คนหนึ่งของเมืองไทย ผู้เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ มากมายเกินจะนับถ้วน ทั้ง โรงแรม, ธุรกิจท่องเที่ยว, ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป, การสื่อสารและคอมพิวเตอร์, การบิน รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

               จนภายหลัง ภาพติตตาคนไทยคือ เขาคนนี้เป็นนักเทกโอเวอร์กิจการ ชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว

               นพ.บุญ วนาสิน เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2481 เขาเติบโตมากับครอบครัวทำธุรกิจค้าข้าว ซื้อขาย (Trading) สินค้าเกษตรตั้งแต่รุ่นปู่

               วัยเรียนเริ่มต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ช่วงปี 2507 จากนั้นไปจบแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะเหินฟ้าไปต่อด้านอายุรศาสตร์ และด้านโรคทางเดินอาหาร ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น สหรัฐอเมริกา

               หลังเรียนจบ เขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่สถาบันนี้ต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้เองที่หมอบุญเกิดแนวคิดอยากรวยๆๆ จึงเดินเข้าสู่เส้นทางธุรกิจที่ดินมาก่อนแล้วที่สุดทำอยู่ 5 ปี ก็มีเงินกลับบ้านมาถึง 40 ล้านบาท !!

               ครั้นพอกลับมาบ้านเกิดช่วงปี 2517 เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ปีเดียว ก็หันไปร่วมกับกลุ่ม “จางเม่งเทียน” นายทุนจากฮ่องกง ทำหมู่บ้านทวีมิตร ที่สี่แยก อสมท ช่วงปี 2518

               จากนั้นปี 2519 ร่วมกับกลุ่มเพื่อนหมอ ก่อตั้งโรงพยาบาลธนบุรี ในนามบริษัท โรงพยาบาลธนบุรี จำกัด จนรุ่งเรืองขยายขนาดออกไปเรื่อยๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ โรงพยาบาลธนบุรี 2, โรงพยาบาลราชธานี, โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี และโรงพยาบาลธนกาญจน์ กระทั่งเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน มาเป็น บริษัทโรงพยาบาลธนบุรี จำกัด (มหาชน) ในปี 2537

               นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลปิยะเวท ที่เทกโอเวอร์มาในราคา 600 ล้านบาท ช่วงปี 2543 และลงทุนเพิ่มไปอีก 600 ล้านบาท (ก่อนจะขายให้เครือกระทิงแดง และกระทิงแดงขายต่อให้บางปะกอก ในปี 2559)

               กระทั่งยังมี บริษัท อัลไพน์ เรียลเอส เตท จำกัด, บริษัท ราชธานีบ้านและที่ดิน จำกัด, บริษัท ทันตสยาม จำกัด, บริษัท แอสซิส อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิสเซส จำกัด บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ ฯลฯ

               เวลานั้นเรียกได้ว่า ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ก็รุ่งไปหมด ช่วงปี 2549 ยังผุดบิ๊กโปรเจกท์มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ทำโรงแรม 3-5 ดาว, คอนโดมิเนียม, ศูนย์การค้าน และศูนย์วินิจฉัยโรคครบวงจร บริเวณหลังโรงพยาบาลปิยะเวทพระราม 9 และอื่นๆ อีกมากมายอีกด้วย

               ต่อด้วยช่วงปี 2550 เขาประกาศที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายในระยะ 5 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย เน้นลูกค้าต่างชาติกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ

               ว่ากันว่าโครงสร้างรายได้ทางธุรกิจของหมอบุญ จะมาจากต่างประเทศสูงถึง 60% และในธุรกิจในไทยประมาณ 30-40% !!

               วันนั้น เขายังบอกว่า งานถนัดของเขาคือการซื้อๆๆ คือ อย่างในเมืองไทย ถ้ากิจการโรงพยาบาลที่ไหนไม่ไหว จะเข้าไปรับช่วงบริหารต่อ หากที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ก็จะทำต่อให้ฟื้น !

               แต่ถ้าที่ต่างประเทศ ซึ่งเขาไปลงทุนอยู่ เช่น จีน เวียดนาม พม่า และ ตะวันออกกลาง เขาจะเข้าไปในลักษณะรับจ้างบริหาร นั่นคือ การเข้าไปช่วยลดต้นทุน ส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปช่วย และก็พัฒนาระบบไอที ในการบริหารจัดการเพื่อดูแลต้นทุน

               และตรงนี้เองที่ยิ่งฉายภาพ “หมอทางธุรกิจ” ของหมอบุญ แต่เป็นรักษาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ “ธุรกิจ” นั่นเอง

               เฉกเช่นกับธุรกิจรถร่วมตามที่เกริ่นไว้ข้างต้น หลังจากที่กระทรวงคมนาคมจะให้ใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางเดิมเป็นเวลา 7 ปี ตามที่สมาคมรถร่วมฯ เรียกร้อง

               โดยตามแผนระยะแรก ผู้ประกอบการรถร่วมฯ 34 ราย ซึ่ง มีรถเมล์รวม 1,500 คัน มีใบอนุญาตร่วม 60 เส้นทาง และมีหนี้สินที่ติดค้างกับ ขสมก. ประมาณ 500 ล้านบาท จะได้ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้ามาดูแล โดยจัดตั้งบริษัทประกอบกิจการเดินรถเมล์ ขึ้นมาโดยเฉพาะ

               จากนั้นบริษัทใหม่จะต้องกู้เงินอีก 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้ถือหุ้นและจัดซื้อรถเมล์ใหม่อีก 2,000 คัน

               ซึ่งตามแผนจะเริ่มให้บริการ 100 คันแรกภายในปีใหม่ 2561 และจะจัดซื้อให้ครบทั้งหมดภายใน 1 ปี

               ทั้งนี้ รถร่วมฯ ทั้ง 34 รายจะนำใบอนุญาตเข้ามาเป็นหุ้น แล้วแบ่งกันไปว่าจะถือหุ้นเท่าไหร่

               งานนี้ หมอบุญของเรา ที่ทำคือหาเงินมาลงทุนก่อน โดยไปเจรจาว่าจะซื้อรถเท่าไหร่ และผู้ถือหุ้นแต่ละรายเอาเงินไปใช้หนี้เท่าไหร่นั่นเอง

               ดูแล้ว น่าจะสบายแบบเบิร์ดๆ คึกคัก คักคึก ทำให้เลือดของนักลงทุน “มือทอง” สูบฉีดไปทั้งตัวเลยทีเดียว