คุณแหน : 24 สิงหาคม 2569

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

๐๐ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประจำปี พ.ศ.2569..๐๐

๐๐ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เผยความคืบหน้าการกระจายยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าพระราชทาน “IMCRANIB” จัดส่งให้หน่วยบริการแล้ว 2,880 กล่อง มีผู้ป่วยได้รับยา 215 ราย เตรียมส่งมอบเพิ่มอีก 3 งวด ให้ รพ.ต่าง ๆ ครบ 23,000 กล่อง ภายในสิ้น ตค. เพิ่มโอกาสให้ “ผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง” เข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ..๐๐

๐๐วาปี-ท่านผู้หญิงเหมือนจิต ภิรมย์ภักดี บริจาคสมทบศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐

๐๐ อนุสรา จิตต์มิตรภาพ มอบเงินจากงานสวดพระอภิธรรมศพของสามี เศวต สันตานนท์ อดีตรองผู้ว่า กสท. ให้กับ รศ.ดร.นพ. จีรุตน์ ศรีรัตนบัลล์ และ ขรรค์ ประจวบเหมาะ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย รพ.จุฬาลงกรณ์ งานนี้มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น ธนะชัย สันติชัยกูล, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, พรสมจิตร วิโนทัย, รัตนา ภาสเวคิน, ธวัชชัย คูภิรมย์, พรรณทิพย์ เทอดพิทักษ์พงษ์, สุวรรณี ปวุฒิยาพงศ์, ชาตรี วรวณิชชานนท์, รัตนา เกษชุมพล ร่วมไปด้วย..๐๐

๐๐แม้มีภารกิจมากแต่ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ CTO บมจ.เรียล สมาร์ท ยังรับเป็นวิทยากรในงาน BDI Seminar 2026: Human AI Synergy – ค้นหาสมดุลของมนุษย์และ AI จัดโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)..๐๐

๐๐ดร.ภก.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ต้อนรับเพื่อนๆชาว Digital CEO# 9 กว่า 40 คนที่มาเยี่ยมชมการใช้เทคโนโลยีของโรงงานยา บมจ.อินเตอร์ ฟาร์มา อย่างอบอุ่น พร้อมจัดพาไปล่องเรือทานกุ้งเผาเมืองอยุธยา ก่อนกลับไปทำบุญไหว้พระ ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร อีกด้วย งานนี้ นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์, พญ.ชุติมา ดุลย์มณี, วงศ์วิวัฒน์ ศิริทัศนกุล, ยุทธพร จิตตเกษม, มารีย์ โอภาสเสถียร, อนุกูล เย็นใจ, จิตติมา ใสบริสุทธิ์, วรพล วีระวงศ์, วิไลหงษ์ แช่เจีย, เข็มชาติ สังฆะคาม, ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์, สัณห์ อุทยารัตน์, เจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ, อรณิชา ศรีชัยธำรง, ธีรานนท์ ศิริกุลพิริยะ ไม่พลาด..๐๐

๐๐ชื่นชม ดร.ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ซีอีโอ บจ.คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล ที่บริจาคบรรจุภัณฑ์ถุงขยะคุณภาพสูง ตราฮีโร่ (HERO) ให้กับ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนผู้พิการ โดยมี ชิด สุขหนู ผอ. รับมอบ..๐๐

๐๐ ยินดีกับ บมจ.ไทยออยล์ คว้า 2 รางวัลระดับโลก Energy Financing Deal of the Year Thailand 2026 และ Corporate Finance CFO of the Year Thailand 2026 จาก Global Banking and Finance Awards 2026..๐๐

๐๐ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ วันเกิดปีนี้ควงภรรยาและลูกสาว ไปทำบุญบริจาคหลุมศพ โลงศพ ผ้าดิบ ข้าวสาร ณ มูลนิธิปอเต็กตึ้ง และถวายสังฆทาน ปล่อยปลาหน้าเขียง ณ วัดเทวราชกุญชร..๐๐

๐๐สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยแจ้งบริษัทที่มีแคมเปญที่สร้างผลลัพธ์โดดเด่น เชิญส่งผลงานเข้าประกวดงาน Marketing Award of Thailand 2026 เวทีค้นหาและยกย่องสุดยอดแคมเปญการตลาดของไทย เปิดรับผลงานครอบคลุม 5 หมวดทั้งด้านกลยุทธ์ การสื่อสาร นวัตกรรม ความยั่งยืน และพลังของชุมชนและภูมิภาค ส่งได้ถึง 7 กย. รายละเอียดที่ https://www.marketingthai.or.th/marketing-award-of-thailand-2026/..๐๐

สกู๊ปพิเศษ : เปิดประชุม ‘ASPAC Conference 2026’ เชื่อม ‘วิทย์ – สังคม’ จุดประกายคนรุ่นใหม่ เดินหน้าสู่อนาคตที่เติบโตอย่างเท่าเทียม

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:03 น.

         “พิพิธภัณฑ์ร่วมสร้างอนาคต : การสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมทางวิทยาศาสตร์ในยุคแห่งความไม่แน่นอน (Museums Empowering Futures: Science Engagement in the Age of Uncertainty)” คือแนวคิดหลักของประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ที่มีผู้แทนพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

         การประชุม ASPAC Conference 2026 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 19 – 22 สิงหาคม 2569 ควบคู่กับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว.ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM, น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), คณะผู้บริหารเครือข่าย ASPAC และผู้แทนศูนย์วิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วม

         ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. กล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวง อว. มีนโยบายมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดงาน ASPAC 2026 ร่วมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ จึงสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย ในการเป็นศูนย์กลางด้านการจัดการแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับสากล

         “สำหรับแนวคิดหลักของการประชุมในปีนี้คือ “Museums Empowering Futures: Science Engagement in the Age of Uncertainty” ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทโลกปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องปรับบทบาทเป็นพื้นที่เชิงรุกที่สร้างความผูกพันและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคม เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมและจุดประกายความคิดให้แก่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่เติบโตอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน” ปลัด อว. กล่าว

         ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสากลในครั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยเสริมพลังให้ผู้คนก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมตัวของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำเสนอนวัตกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ และสานสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

         ขณะที่ น.ส.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยขั้นหน้าสู่สาธารณชน ช่วยเปลี่ยนความรู้ที่ซับซ้อนให้เป็นแรงบันดาลใจ ดังนั้น การประชุม ASPAC 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายเครือข่ายงานวิจัย เชื่อมโยงภาควิชาการเข้ากับการสร้างความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

         ในโอกาสนี้ Mr. Lee Song Choon ผู้อำนวยการบริหารเครือข่าย ASPAC ได้ขึ้นกล่าวรายงานผลการดำเนินงานและกิจกรรมของ ASPAC ในช่วงปี 2024–2026 พร้อมอัปเดตข้อมูลสมาชิกใหม่ และการมอบทุนพัฒนาบุคลากร (ASPAC Fellows 2026) เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของบุคลากรในสายงานพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง 

         ขณะที่ Ms. Maria Isabel Garcia ประธานเครือข่าย ASPAC กล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อ Overview of ASPAC Conference 2026: The Reimagined ASPAC Conference 2026″ โดยระบุว่า การประชุมในครั้งนี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่เพื่อตอบรับกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเชิงรุกที่ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วภูมิภาคสามารถปรับตัวและส่งมอบประสบการณ์เรียนรู้ที่มีความหมายต่อชุมชนและสังคมได้อย่างแท้จริง

         สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASPAC Conference 2026 ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพและความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ทั้งด้านการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับองค์กรระดับสากล อันจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือใหม่ๆ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการขยายโอกาสด้านวิชาการ นวัตกรรม และเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ASPACConference2026สกู๊ปพิเศษอพวช.อว.

ตะลอนเที่ยว : งานศิลปะนานาชาติริมทะเลหัวหิน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:02 น.

         เมื่อพูดถึงหัวหิน หลายคนที่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะนึกถึงหัวหินในแง่มุมต่างๆ เช่น แหล่งพักผ่อนชายทะเลสำหรับชนชั้นสูงในอดีต หรือบางคนก็จะนึกถึงนวนิยายของไทยที่สุดแสนโรแมนติก อาทิ ปริศนา ของ ว.ณ.ประมวลมารค ราตรีประดับดาว ของ ว.วินิจฉัยกุล และบางคนก็จะนึกถึงวังไกลกังวล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เจ็ด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ในขณะที่อีกหลายคนก็จะนึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จไปประทับ ณ วังไกลกังวล ในช่วงปลายรัชสมัย 

         ต้องยอมรับว่าหัวหินในความทรงจำของคนหลากหลาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนยอมรับตรงกันก็คือหัวหินเป็นถิ่นของงานศิลปะหลากหลาย ทั้งในแง่ของดนตรี และงานศิลปะในรูปแบบภาพถ่าย ภาพวาด และงานเซรามิก และรวมถึงงานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น งานศิลป์ร่วมสมัย เป็นต้น

         งานศิลป์ที่หัวหินงานล่าสุดที่เพิ่งจบไปเมื่อกลางเดือนสิงหาคม คือ Hua Hin International Contemporary Art 2026 ซึ่งจะที่เนินชเล เขาตะเกียบ หัวหิน โดยงานนี้รวบรวมศิลปิน 12 คนจากนานาชาติ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น ตุรกี หรือตุรเคีย ออสเตรเลีย และไทย 

         งานศิลป์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีทั้งภาพจิตรกรรม งานเซรามิก งานดินปั้น ทั้งดินเหนียวและดินขาว รวมถึงงานศิลปะผสมที่ต้องใช้ภาพและเสียงธรรมชาติเป็นองค์ประกอบร่วมของงาน โดยเฉพาะงานที่ชื่อว่า Pink Sound ที่เป็นการเสพงานศิลปะโดยผ่านการมองไปบนจุดต่าง ๆ ที่กำหนดแล้วติดตั้งไว้บนแผ่นพลาสติกแข็งสีชมพู โดยมีคลื่นเสียงประกอบ เพื่อให้เกิดจินตนาการในการมองและรับรู้ภาพที่เห็นในแต่ละจุด ซึ่งถือเป็นงานศิลป์แบบใหม่อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะมุมมองที่ต่างออกไป จะมีผลต่อการรับรู้ของผู้เสพงานศิลปะ 

         ศิลปินชาวตุรเคีย บอกเล่าถึงความรู้สึกครั้งแรกที่มาถึงเมืองไทยแล้วได้ไปทำงานศิลปะที่หัวหิน โดยเน้นย้ำว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าหัวหินเป็นเมืองที่มีมีเสน่ห์ น่าอยู่ มีความสงบ และที่สำคัญคือมีทะเลที่ใสสะอาด มีหาดทรายที่งดงาม และมีชุมชนที่น่ารัก เขาเล่าให้ฟังว่างานศิลป์ที่สร้างขึ้นมานั้นมาจากมนต์เสน่ห์ของเมืองหัวหินเป็นสำคัญ และเมื่อได้เห็นความงามของเมืองหัวหินแล้วก็ทำให้ตระหนักมากยิ่งขึ้นว่าจำเป็นต้องขอเชิญชวนให้มนุษยโลกร่วมกันดูแลและรักษาโลกของเรา เพราะหากเราปล่อยให้โลกถูกทำร้าย ก็หมายถึงเราก็ถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเราร่วมดูแลรักษาโลก และรักษาสิ่งแวดล้อม เราก็จะได้ระบบชีวิตอยู่ในโลกที่น่าอยู่และเกื้อกูลชีวิตของเราทุกคน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

งานศิลปะนานาชาติตะลอนเที่ยวทะเลหัวหินประจวบคีรีขันธ์หัวหิน

Around W. By หมูอ้วน : เปิดนิทรรศการ ‘ผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาค’ ต่อยอดทุนวัฒนธรรมชุมชนสู่ศิลปะร่วมสมัย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดนิทรรศการโครงการ “พัฒนาศักยภาพครูศิลปะสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจากทุนทางวัฒนธรรมชุมชน 6 ภูมิภาคกับศิลปินแห่งชาติ” โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ ณ ห้องสุมน อมรวิวัฒน์ อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ของครูศิลปะที่ผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพและนำทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนของตนเองมาต่อยอดเป็นผลงานศิลปะร่วม ภายในงานมีศิลปินแห่งชาติ 3 ท่าน ได้แก่ ศ.เดชา วราชุน ศ. (เกียรติคุณ) ปรีชา เถาทอง และอาจารย์สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์ พร้อมด้วยวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และครูผู้เข้าร่วมโครงการร่วมงาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาความรู้ความสามารถด้านศิลปะ การออกแบบ กระบวนการจัดเรียนการสอน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากงานศิลปกรรม ผ่านการเชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัยเข้ากับทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสรรค์องค์ความรู้และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การศึกษาทุนทางวัฒนธรรมจากบริบทของชุมชนไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ด้านศิลปะในมิติต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

“ในยุคปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากมาย แต่งานศิลปะคือสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะศิลปะต้องการความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ความรู้สึก และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จึงขอชมเชยคณะผู้จัดโครงการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิลปินแห่งชาติ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการอันทรงคุณค่านี้ รวมถึงขอแสดงความยินดีกับครูผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนที่ได้ทุ่มเทเวลาและความตั้งใจในการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการจัดการเรียนการสอนทัศนศิลป์ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

อนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกอง กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ทุนในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดศิลปะในการขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม และทำให้เกิดการสร้างรายได้เพื่อตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาคน พัฒนางาน การสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ซึ่งปีนี้มีทั้งหมด 25 โครงการ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น 1 ใน 3 หน่วยงานส่วนกลางร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้รับทุนสนับสนุนดังกล่าว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งใช้เวลารวม 4 เดือน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกครูทั้ง 30 คน การเปิดโอกาสให้ได้พบกับศิลปินแห่งชาติ และเกิดการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนเห็นพฤฒิพัฒนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และผลงานที่เป็นรูปธรรมประจักษ์ชัดเจน

“จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือเป็นโมเดลที่เห็นผลจริงและต่อยอดได้ ตั้งแต่การคัดเลือกครูศิลปะทั่วประเทศ แล้วนำมาเพิ่มศักยภาพร่วมกับศิลปินแห่งชาติ จากนั้นครูนำความรู้ไปต่อยอดร่วมกับเยาวชนและชุมชนในพื้นที่ ทำให้เกิดกระบวนการที่ครอบคลุม ครบถ้วน และขยายโอกาสสู่ภูมิภาค ที่สำคัญคือสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ นำไปจำหน่ายและสร้างรายได้จริงในราคาที่เข้าถึงง่าย (40-50 บาท) กระบวนการนี้จึงช่วยให้ครูได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชน ได้สร้างสรรค์งานศิลปะที่รัก และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นว่าอาชีพครูศิลปะสามารถสร้างสุนทรียะและสร้างรายได้ได้จริง อันเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งต่อความรู้และทำให้วงการศิลปะของประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน” คุณอนุกูล กล่าวเพิ่มเติม

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับศักยภาพครูศิลปะทั้งด้านองค์ความรู้ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ และการต่อยอดการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมและศูนย์พันธกิจเพื่อสังคม จุฬาฯ ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่ชุมชน รวมถึงการมอบ “ทุนชีวิต” ตามที่ อธิการบดีจุฬาฯ ได้เน้นย้ำไว้ ในการมุ่งบ่มเพาะศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถนำองค์ความรู้และแรงบันดาลใจไปต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลปะ ยกระดับการเรียนรู้ของเยาวชน และขับเคลื่อนวงการการศึกษาและศิลปวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ผศ.ดร.โสมฉาย บุญญานันต์ หัวหน้าภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวว่า ภาควิชาฯ เชื่อมั่นว่าครูศิลปะคือกำลังสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน โดยการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง พร้อมกันนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ศิลปินแห่งชาติ วิทยากร และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจนประสบความสำเร็จ เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูผู้เข้าร่วมจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้เรียน ชุมชน และสังคมต่อไป

ผศ.ดร.ธีรวดี ถังคบุตร รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพครูศิลปะ ผ่านการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนควบคู่กับการตระหนักถึงคุณค่ามรดกท้องถิ่น พร้อมขอชื่นชมผู้ดำเนินโครงการ ศิลปินแห่งชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และยินดีกับครูทุกคน โดยหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายวิชาชีพเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางศิลปศึกษาอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วนนิทรรศการผลงานครูศิลปะ 6 ภูมิภาคศิลปะร่วมสมัย

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ’ และ ‘บุปผาบรมราชินีนาถ’

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:38 น.

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 (ระดับภาคกลาง) โดยมี สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คณะกรรมการตัดสิน ผู้แทนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การประกวดผ้าลายพระราชทานฯ ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีจำนวนผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดฯ จากทั่วประเทศทั้งสิ้น 10,948 ชิ้นงาน แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า จำนวน 10,341 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 607 ชิ้น สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองระดับจังหวัดรวมทั้งสิ้น 573 ชิ้นงาน (ประเภทผ้า 466 ผืน และงานหัตถกรรม 107 ชิ้น) จากผู้ส่งเข้าประกวดทั่วทั้ง 26 จังหวัดภาคกลาง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion (แฟชั่นแห่งความยั่งยืน) ผ่านการส่งเสริมการใช้สีธรรมชาติ เส้นใยธรรมชาติ และเส้นใยรีไซเคิล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

ภายหลังพิธีเปิด ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมอันทรงคุณค่า ก่อนที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยจะเริ่มดำเนินการกลั่นกรองและตัดสินผลงานในภาคกลาง เพื่อคัดสรรสุดยอดผลงานผ้าและงานหัตถกรรมไทยของภาคกลาง เพื่อเข้าสู่รอบต่อไป ซึ่งจุดดำเนินการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะดำเนินการที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 7 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเป็นรอบตัดสินระดับภาค ในวันที่ 11 กันยายน 2569 และรอบรองชนะเลิศ ระดับประเทศ ในวันที่ 12 กันยายน 2569 เพื่อเข้าสู่รอบตัดสินระดับประเทศต่อไป

ททท. คิกออฟโครงการใหญ่ “Amazing Locations: From Scene to Scenic” เชื่อมพลังแห่งภาพยนตร์สู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางภาพยนตร์ระดับโลก

22 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศเปิดตัวโครงการเชิงรุกครั้งสำคัญ “Amazing Locations: From Scene to Scenic” มุ่งยกระดับศักยภาพประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experiences) อันดับหนึ่งในใจ (Top-of-Mind Destination) ของนักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก ควบคู่การขับเคลื่อนกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ เพื่อเปลี่ยนความประทับใจจากเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มสู่การเดินทางสัมผัสประสบการณ์จริง พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ททท. ต้องการยกระดับประเทศไทย สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experiences) โดยสะท้อนผ่านแคมเปญ Healing Is the New Luxury ซึ่งให้นิยามใหม่ของความหรูหรา ที่ไม่ได้วัดกันที่มูลค่าของวัตถุ แต่วัดจากคุณค่าทางอารมณ์และการฟื้นฟูจิตใจ ตั้งแต่วิถีชีวิตชุมชนที่อบอุ่น อรรถรสของอาหารไทย ธรรมชาติบริสุทธิ์ทั้งท้องทะเลและขุนเขา ความประณีตในงานช่างศิลป์ ไปจนถึงศาสตร์การนวดแผนไทยที่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 6,000–7,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่างทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการ Cash Rebate ที่จูงใจ และฝีมือทีมงานไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งที่ทำให้ไทยโดดเด่นและครองใจกองถ่ายระดับโลกเสมอมา คือ ‘จิตวิญญาณแห่งมิตรไมตรีและความพิถีพิถันของคนไทย’ ให้กับทีมงานกองถ่ายตลอดระยะเวลาการทำงาน สิ่งเหล่านี้สร้างความผูกพันอันลึกซึ้งและทำให้การมาเยือนเมืองไทยเป็นการเติมพลังชีวิตอย่างแท้จริง”

ด้าน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้เสริมว่า “โครงการ Amazing Locations ‘From Scene to Scenic’ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ โดย ในมิติของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film Industry) นั้น เป็นการนำเสนอให้เห็นว่าภูมิทัศน์และเรื่องราวของไทยพร้อมเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์บทและฉากภาพยนตร์ที่น่าจดจำ หรือ ‘Scenic to Scene’ ขณะเดียวกันในมิติของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางตามรอยภาพยนตร์ (Set-Jetting) ด้วยพลังของภาพยนตร์จะทำหน้าที่จุดประกายให้ผู้ชมทั่วโลกออกเดินทางมาสัมผัสสถานที่จริง หรือ ‘Scene to Scenic’ และเพื่อขยายแนวคิดนี้ ให้ชัดเจนมากขึ้น ททท. จึงได้จัดกิจกรรม Celebrity and Influencer FAM Trips ขึ้น จำนวน 10 เส้นทาง สุดพิเศษ โดยเชิญทั้งกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ชั้นนำ ควบคู่กับเหล่า Celebrities ระดับฮอลลีวูด และ Storytellers ระดับสากล ร่วมลงพื้นที่จริงเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของโลเคชันไทยที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว

“ทริปพิเศษทั้ง 10 เส้นทางนี้ครอบคลุมเสน่ห์ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเขาสามร้อยยอดที่เคยต้อนรับกองถ่าย Alien: Earth, ย้อนรอยเรื่องราวระดับโลก ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ก่อนเดินทางไปชื่นชมความงามของสวนหินหัวลิง จ.น่าน, มนต์เสน่ห์แห่งอีสานกับความมหัศจรรย์ของหินสามวาฬ จ.บึงกาฬ, อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทและถ้ำดินเพียง จ.อุดรธานี–หนองคาย, ความยิ่งใหญ่ระดับโลกของผืนน้ำกระบี่ที่เคยเป็นฉากหลังให้ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง James Bond, The Beach จนถึงบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ Jurassic World Rebirth, บรรยากาศสุดหรูของเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในซีรีส์ยอดฮิต The White Lotus Season 3, มนต์เสน่ห์ภาคตะวันออก จันทบุรี–ตราด กับแกรนด์แคนยอนและน้ำตกคลองพลู และที่ขาดไม่ได้คือ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี โลเคชันอันน่าทึ่งในภาพยนตร์ Sci-Fi ฟอร์มยักษ์ระดับ Blockbuster อย่าง The Creator ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าสถานที่ของไทยมีมิติทางอารมณ์และจิตวิญญาณ หรือ ‘Place as a Character’ ที่เป็นได้มากกว่าแค่ฉากหลัง “Beyond Backdrop” และพร้อมสร้างสรรค์เรื่องราวที่ทรงคุณค่าสู่สายตาชาวโลก” นายนิธีกล่าวสรุป

เพื่อเป็นการประกาศศักยภาพสู่เวทีระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม ททท. เตรียมนำแคมเปญดังกล่าวเปิดตัวสู่สายตาอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (TIFF 2026) ระหว่างวันที่ 10–16 กันยายน 2569 ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ และเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์ไทยกับผู้สร้างระดับสากล พร้อมจัดงาน Industry Networking Reception เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาว อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดโครงการ ได้ที่ Facebook: Amazing Location: From Scene to Scenic

สค. จับมือไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

22 สิงหาคม 2569 เวลา 13:54 น.

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัวระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับคุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารและความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึก ความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. แขกผู้เกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางจตุพร กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การทำงานเพียงลำพังไม่เพียงพออีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างกันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายนิกร โสมกลาง) ที่ได้มอบนโยบาย สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนเปลี่ยนจากการให้เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมที่มีคุณภาพ เตรียมพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

นางจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างกรม สค. กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือสำหรับการจัดฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการวางแผนร่วมกันในการต่อยอดเพื่อส่งมอบสิ่งดีดีสู่สังคม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากร ที่เกี่ยวข้อง นางจตุพร กล่าวต่อไปว่า ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ บริษัทไทย น้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ผสานกับความพร้อมของเรา จะสามารถสร้าง ความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่สตรีหรือครอบครัวที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือประสบปัญหาทางสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิไทยน้ำทิพย์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ขึ้น และขออวยพรให้การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ขอบคุณค่ะ

MOUสค.ไทยน้ำทิพย์

CNPC เดินหน้ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนในไทย ชูความร่วมมือสีเขียวไทย-จีน ร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท China National Petroleum Corporation (CNPC) จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ภายใต้โครงการ E-Light Global Green Public Welfare Initiative ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุรักษ์มหาสมุทร” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปู จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง พร้อมเป็นอีกหนึ่งเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและจีน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย China Petroleum Pipeline Engineering Co., Ltd. (CPP) โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ มีผู้แทนจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรีของไทย พนักงานของบริษัทในเครือ CNPC ที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย ตัวแทนชุมชนไทย ตลอดจนสื่อมวลชนไทยและจีนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ป่าชายเลนถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ชายฝั่ง” และ “ปอดสีเขียวแห่งท้องทะเล” มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยกรองและฟอกน้ำทะเล ลดแรงลมและคลื่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยกักเก็บคาร์บอน

CNPC จึงนำประเด็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม E-Light เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการพัฒนาสีเขียวให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของไทย เพื่อร่วมกันดูแลระบบนิเวศชายฝั่งและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปูได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของป่าชายเลน คุณค่าด้านระบบนิเวศ รวมถึงสาธิตขั้นตอนการปลูกต้นกล้าป่าชายเลน และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน

จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งชาวไทยและชาวจีนได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การขุดหลุม ปักต้นกล้า กลบดิน อัดดินให้แน่น ไปจนถึงการรดน้ำ โดยทุกคนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและลงมือทำจริงเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมครั้งนี้สามารถปลูกต้นกล้าป่าชายเลนคุณภาพดีได้ รวม 180 ต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว

ด้านประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และได้สัมผัสถึงความใส่ใจของ CNPC ที่มีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง พร้อมระบุว่าการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนของ CNPC

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีเปิด ศูนย์กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม CNPC E-Light (ประเทศไทย) โดยมี คุณ Xu Lan ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ คุณ Shen Zhong รองผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมองค์กรของ CNPC ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด

ศูนย์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงาน การเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรม ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีจีน เพื่อส่งเสริมความสนใจของเยาวชนในด้านพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมสร้างบุคลากรรุ่นใหม่สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ดูแลผืนทะเลหนึ่งผืน เชื่อมโยงหัวใจของสองประเทศ”

ต้นกล้าป่าชายเลนทั้ง 180 ต้นที่หยั่งรากลงบนพื้นที่ชายฝั่งบางปู จึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพไทย-จีน และสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ E-Light ที่มุ่งใช้การพัฒนาสีเขียวเพื่อร่วมกันดูแลโลก

CNPC ระบุว่า ในอนาคตจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ E-Light เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือ พร้อมทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยในการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ CNPC ดำเนินงานภายใต้แนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยโครงการด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและวัฒนธรรม

รากของต้นโกงกางที่แผ่ขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนมิตรภาพระหว่างไทยและจีนที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดย CNPC มุ่งหวังที่จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติ และการพัฒนาสีเขียวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

CNPCปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

‘Awakening Lion–Odes to Heroes’ เปิดม่านวัฒนธรรมหลิงหนานในไทย สานมิตรภาพจีน–ไทยผ่านศิลปะการแสดง

22 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.

เสียงกลองดังกังวานกึกก้อง พร้อมลีลาสิงโตที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ในงานแถลงข่าวการทัวร์แสดงประจำปี 2569 ในสิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ของสองนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (ปลุกพลังสิงโต) (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (บทเพลงสรรเสริญวีรบุรุษ) (英歌) จากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว (Guangzhou Song and Dance Theatre) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี หยาง เสี่ยวหลง (Yang Xiaolong) ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ผู้แทนนักธุรกิจชาวจีนในประเทศไทย ผู้แทนผู้จัดงานฝ่ายไทยจาก Starfuse และ Two Tigers ตลอดจนหัวหน้าผู้กำกับและออกแบบท่าเต้น รวมถึงตัวแทนนักแสดงจากคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว พร้อมด้วยสื่อมวลชนจากจีนและไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติงานแถลงข่าวเปิดฉากอย่างทรงพลังด้วยการแสดง “อิงเกอ” (英歌舞) ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ระบำศึกแห่งจีน” เสียงกระทบไม้ของการแสดงอิงเกอดังกึกก้อง ราวกับเดินทางข้ามมหาสมุทร นำสายธารวัฒนธรรมอันสืบทอดยาวนานนับพันปีและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งแห่งหลิงหนานมาสู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของคณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจว และหัวหน้าผู้กำกับของการแสดงทั้งสองเรื่อง ได้อธิบายถึงแก่นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างลึกซึ้ง โดยนาฏศิลป์เรื่อง “Awakening Lion” (醒·狮) มีรากฐานมาจาก ศิลปะเชิดสิงโตกวางตุ้ง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติชุดแรกของจีนในปี 2549 และนำเรื่องราวมาจากเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอังกฤษที่ซานหยวนหลี่ เมืองกว่างโจว ภายใต้แนวคิดหลัก “ปลุกจิตวิญญาณแห่งชาติด้วยสิงโตที่ตื่นขึ้น ปลุกพลังใจด้วยเสียงกลอง” ผลงานดังกล่าวเคยคว้ารางวัล Lotus Award (荷花奖) สาขานาฏศิลป์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของวงการนาฏศิลป์จีน และ Wenhua Award (文华剧目奖) รางวัลสูงสุดจากรัฐบาลจีนด้านศิลปะการแสดงบนเวทีระดับมืออาชีพ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “นาฏศิลป์แห่งชนชาติที่ปลุกพลังได้อย่างเร้าใจที่สุด”

ขณะที่นาฏศิลป์เรื่อง “Odes to Heroes” (英歌) ซึ่งเป็นผลงานคุณภาพที่ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนศิลปะแห่งชาติจีน (China National Arts Fund) ประจำปี 2568 ได้เจาะลึกวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในแต้จิ๋ว–ซัวเถา โดยใช้ไม้ตีอิงเกอเป็นสื่อเชื่อมโยงความรัก ความผูกพัน และความคิดถึงบ้านที่ข้ามผ่านมหาสมุทร พร้อมนำองค์ประกอบของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลากหลายแขนงมาถ่ายทอดบนเวที ไม่ว่าจะเป็น จดหมายและเอกสารจากชาวจีนโพ้นทะเล (侨批) งานปักแต้จิ๋ว และศิลปะประดับกระเบื้องเคลือบ

ผลงานทั้งสองเรื่องสะท้อนแนวคิด “สร้างความแข็งแกร่งให้คณะด้วยผลงานการแสดง” ที่คณะนาฏศิลป์และละครเพลงกว่างโจวยึดถือมาตลอด 61 ปี ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการนำวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาต่อยอดและสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่การทัวร์ครั้งนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริม การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างอารยธรรม ในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ในช่วงการพูดคุยกับนักแสดงนำ ผู้จัดงานและนักแสดงได้ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อเรื่องใน “Odes to Heroes” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชาวแต้จิ๋ว–ซัวเถาที่เดินทาง “ลงสู่ทะเลใต้” (下南洋) เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ จดหมายจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางข้ามมหาสมุทร และความคิดถึงบ้านเกิดของผู้ที่ยังคงผูกพันกับแผ่นดินมาตุภูมิ ล้วนสะท้อนความทรงจำร่วมที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของครอบครัวชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วหลายล้านคน

Devin โปรดิวเซอร์จาก Starfuse ผู้จัดงานฝ่ายไทย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและแผนกลยุทธ์ในการนำการแสดงครั้งนี้มาจัดที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่าจะใช้ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ (Muangthai Rachadalai Theatre) เป็นเวทีหลัก พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์อย่างรอบด้านสู่ผู้ชมชาวไทย เพื่อให้การแสดงพิเศษทั้ง 6 รอบ ได้รับการนำเสนอด้วยมาตรฐานและคุณภาพสูงสุด

ช่วงสำคัญของงานมุ่งเน้นไปที่ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองทางระหว่างจีนและไทย โดยในพิธีเปิดตัว หยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ และตัวแทนผู้จัดงาน ได้ร่วมกันประกอบพิธี แต้มตาเบิกเนตรสิงโตมงคล

“แต้มแรกที่หน้าผาก ให้ดาวแห่งโชคลาภส่องสว่าง แต้มที่สองที่ดวงตา ให้จิตใจแจ่มใสและเปี่ยมพลัง” เมื่อพิธีแต้มตาเสร็จสมบูรณ์ สิงโตมงคลได้ออกมาร่ายรำ สื่อความหมายถึง มิตรภาพระหว่างจีนและไทยที่ยั่งยืนสืบไป

จากนั้นบนเวทีได้นำเสนอการแสดง “กิเลน–สิงโต สองสัตว์มงคลเคียงคู่” (麟狮双璧) โดยสิงโตขาว–ทอง ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอันไม่ยอมแพ้แห่งวัฒนธรรมกวางตุ้ง ร่วมแสดงกับ กิเลน สัตว์มงคลที่เป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม ความเมตตา และความสงบสุข

ตามข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุว่า วัฒนธรรมกิเลนได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในภาษาไทยเรียกว่า “กิเลน” (Ghilen) และปรากฏในคติความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์หิมพานต์ การที่สัตว์มงคลทั้งสองมาปรากฏบนเวทีเดียวกันในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งนาฏศิลป์ทั้งสองเรื่อง แต่ยังเป็น บทสนทนาอันมีชีวิตชีวาระหว่างวัฒนธรรมมงคลของจีนและไทยที่มีสายสัมพันธ์ร่วมกัน

ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว ผู้จัดงานได้ประกาศกำหนดการแสดงอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย “Awakening Lion” (醒·狮) จะเปิดการแสดงในวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กรุงเทพฯ และ “Odes to Heroes” (英歌) จะขึ้นแสดงต่อเนื่องในวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569

ในฐานะกิจกรรมสำคัญของ “2026 Guangzhou Culture Week” นาฏศิลป์ทั้งสองเรื่องได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชมในประเทศจีนมาแล้ว ด้วยการนำศิลปะการต่อสู้สายใต้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านกวางตุ้ง และเทคโนโลยีเวทีสมัยใหม่มาผสมผสานกันอย่างสร้างสรรค์ จนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมว่าเป็นผลงานทางวัฒนธรรมที่สามารถ “ปลุกสายเลือดและจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้น”

การเดินทางมาเปิดการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ จะใช้ “นาฏศิลป์” เป็นสื่อกลาง เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนได้สัมผัสถึงความผูกพันทางจิตใจและมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกัน ผ่านมหกรรมศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่า

“จีน–ไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน สายธารวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันแม้อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้” เมื่อการแถลงข่าวสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ บทใหม่ของการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งหลิงหนานออกสู่เวทีนานาชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมนัดหมายผู้ชมอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วง เดือนตุลาคมนี้ ณ โรงละครใจกลางกรุงเทพฯ

ข้อมูลการจำหน่ายบัตร (เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว) สำหรับนาฏศิลป์ “Awakening Lion” (醒·狮) และ “Odes to Heroes” (英歌) สามารถสแกน QR Code เพื่อซื้อบัตรราคา: 5,000 / 4,000 / 3,000 / 2,000 / 1,500 บาท

ช่องทางจำหน่ายบัตร: สามารถเลือกที่นั่งและซื้อบัตรออนไลน์ผ่าน Thai Ticket Major หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ บัตรสำหรับหมู่คณะ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-207-7077

หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันอย่างเป็นทางการสำหรับการทัวร์ต่างประเทศ โดยการแสดงที่กรุงเทพฯ ทั้ง 6 รอบมีจำนวนที่นั่งจำกัด จึงแนะนำให้ผู้ชมสำรองบัตรล่วงหน้าเพื่อเลือกที่นั่งที่ต้องการ

Awakening Lion–Odes to Heroesมิตรภาพจีน–ไทยวัฒนธรรมหลิงหนาน

ฮิตต่อเนื่อง BE aLife : Move Out Loud สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

21 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

BE-aLife-Move-Out-Loud

ฮิตต่อเนื่อง “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) สัปดาห์ที่ 2 คึกคัก เปิดพลังคนทุกวัย เพิ่มรุ่นอายุ 50+

กระแสแรงไม่มีตก! “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สุดคึกคัก คนรักสุขภาพแห่เข้าร่วมงานคับคั่ง เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปี ขึ้นไป ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 เปิดพลังคนรุ่นใหม่ร่วมออกกำลังกายทุกรุ่นทุกวัย รับเทรนด์สุดร้อนแรง

กิจกรรม “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เดินหน้าสร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 2 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค)

แคมเปญ “BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) มีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง รวม 4 สัปดาห์ จากสัปดาห์แรก มาจนถึง สัปดาห์ที่ 2 ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง จากนักกีฬาเข้าแข่งขันกว่า 1,000 คนตลอดทั้งแคมเปญ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยพลังของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ภายใต้คอนเซปต์ “ไม่ต้องเป็นยอดมนุษย์ก็ร่วมสนุกได้”

สำหรับการแข่งขันในสัปดาห์แรก แบ่งเป็นรุ่นอายุ 16-29 ปี และ รุ่นอายุ 30-49 ปี แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ได้เพิ่มรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักสุขภาพทุกช่วงวัยได้ออกมาขยับร่างกาย ท้าทายขีดจำกัด และพิสูจน์ให้เห็นว่าอายุไม่ใช่อุปสรรคของการออกกำลังกาย โดยรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไปจะเปิดแข่งขันต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกและพลังจากผู้เข้าแข่งขันหลากหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานออฟฟิศ กลุ่มเพื่อน ผู้ที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพ และนักกีฬาที่ต้องการทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง พร้อมเสียงเชียร์และกำลังใจจากผู้ร่วมงานที่ช่วยสร้างสีสันตลอดการแข่งขัน

ความท้าทายแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ “The RUN” (เดอะ รัน) การวิ่งบน Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้าระยะทาง 540 เมตรต่อรอบ และ “The FIT CHALLENGE” (เดอะ ฟิต ชาเลนจ์) ซึ่งประกอบด้วย 5 ฐานทดสอบสมรรถภาพ ได้แก่ SkiErg (สกีเอิร์ก), Rowing (โรว์อิ่ง), Kettlebell Swing (เคทเทิลเบล สวิง), Sandbag Lunges (แซนด์แบ็ก ลันจ์) และ Dumbbell Thruster (ดัมเบล ทรัสเตอร์)

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งสลับกับการทำภารกิจในแต่ละฐานจนครบ 5 รอบ รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 2.7 กิโลเมตร ก่อนตัดสินผู้ชนะจากคะแนนรวม

โดยเปิดรับการแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยวและประเภททีม 2 คน ครอบคลุมทีมชาย ทีมหญิง ทีมผสม และทีม LGBTQ+ (แอลจีบีทีคิวพลัส) สะท้อนการเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้างและต้อนรับทุกความหลากหลาย

ดร.จิระพงศ์ พิพัฒนภิวงศ์ ประธานผู้อำนวยการ ผู้บริหาร True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) กล่าวว่า “ความตั้งใจหลักของเราคือการทำให้ True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เป็นมากกว่าพื้นที่ทำงาน แต่ต้องเป็นคอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เราจึงต่อยอดแคมเปญ BE aLife : Move Out Loud
(บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เพื่อเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือน ‘สนามเด็กเล่นของผู้ใหญ่’ ที่ทุกคนสามารถมาสนุกกับการออกกำลังกายในรูปแบบ Sportainment (สปอร์ตเทนเมนท์) ได้อย่างลงตัว”

“ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เราเตรียมความพร้อมไว้อย่างเต็มที่ ทั้ง Skytrack (สกายแทร็ก) ลู่วิ่งลอยฟ้า ทำให้เราสามารถรองรับการแข่งขันได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้ออกมาเคลื่อนไหว สนุก และท้าทายตัวเองไปด้วยกัน เราพร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกคน เพื่อร่วมสร้างสังคมของคนรักการออกกำลังกายที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป”

“ในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เพิ่มรุ่นการแข่งขันสำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่า Functional Fitness Racing (ฟังก์ชันนัล ฟิตเนส เรซซิง) ของเราไม่ได้เป็นกิจกรรมที่หักโหมจนเกินกำลัง ขอเพียงมีการฝึกซ้อมและมีความพร้อม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็สามารถร่วมสนุกและเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจกลับไปได้”

“นอกจากนี้ หลังจากออกกำลังกายกันอย่างเต็มที่แล้ว True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) ยังมีพื้นที่ Glass Pavilion (กลาส พาวิลเลียน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสวนด้านนอก ชั้น 4 ฝั่ง West (เวสต์) จัดเตรียมไว้เป็นพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ให้ทุกคนได้นั่งผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายหลังจบการแข่งขันอีกด้วย”

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) จัดการแข่งขันผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ และยังเหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมร่วมขยับร่างกาย ทลายทุกขีดจำกัด และสนุกไปกับการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้

เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS (บีทีเอส) สถานีปุณณวิถี ทางออก 6 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) และ Instagram (อินสตาแกรม): @truedigitalparklife

“BE aLife : Move Out Loud” (บี อะ ไลฟ์ : มูฟ เอาต์ ลาวด์) เหลืออีก 2 ครั้ง ในวันที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 ที่ Skytrack (สกายแทร็ก) ชั้น 4 True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) เตรียมพบกับความท้าทายครั้งใหม่ พร้อมปลดปล่อยพลังและส่งเสียงไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรืออยู่ในช่วงวัยใด ทุกคนก็สามารถออกมา “Move Out Loud” (มูฟ เอาต์ ลาวด์) ได้ในแบบของตัวเอง

BE aLife : Move Out Loud