รมว.ซาบีดา ร่วมเปิดตัวกิจกรรม “Thai Local Food to World Food” และตราสัญลักษณ์ “Thailand Best Local Food”

รมว.ซาบีดา ร่วมเปิดตัวกิจกรรม “Thai Local Food to World Food” และตราสัญลักษณ์ “Thailand Best Local Food”

รมว.ซาบีดา ร่วมเปิดตัวกิจกรรม “Thai Local Food to World Food” และตราสัญลักษณ์ “Thailand Best Local Food”

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมการยกระดับอาหารไทยพื้นถิ่นสู่อาหารโลก “Thai Local Food to World Food” พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Thailand Best Local Food” (TBLF) ภายใต้แนวคิด “The Lost Taste : The Living Heritage” เพื่อยกระดับอาหารไทยพื้นถิ่นที่ทรงคุณค่าให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านการเชื่อมโยงมิติด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน จนสามารถรวบรวมองค์ความรู้อาหารไทยพื้นถิ่นจากทั้ง 77 จังหวัด รวมกว่า 231 เมนู ในปี 2569 นี้ จึงได้จัดกิจกรรมการยกระดับอาหารไทยพื้นถิ่นสู่อาหารโลก “Thai Local Food to World Food” โดยพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในระดับสากล ภายใต้ชื่อ “Thailand Best Local Food” ผ่าน เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพและอัตลักษณ์ของอาหารไทยที่ทั่วโลกยอมรับ พร้อมจัดกิจกรรมสำคัญคือการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศเพื่อเข้ารับการคัดเลือก โดยมีร้านอาหารสมัครเข้าร่วมกว่า 170 ร้าน ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นจนได้ “5 ร้านอาหารต้นแบบ” ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Best Local Food โดยมีความเป็นเลิศใน 3 ด้าน ได้แก่ คุณค่าความเป็นมรดกของอาหารไทย (Heritage Value) การต่อยอดอาหารไทย (Culinary Interpretation) และมาตรฐานการดำเนินงานเป็นเลิศ (Restaurant Excellence) ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ฯ แบ่งเป็น 2 สาขา ได้แก่ ด้านการรักษารากวัฒนธรรมสูตรดั้งเดิม หรือ Classic Selection ประกอบด้วย ร้านข้าวสารเสก กทม. เมนูแกงรัญจวน, ร้านโต๊ะแดง จ.ภูเก็ต เมนูยำย่าหนัด,  ร้านบูชาแกลเลอรี่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จ.ภูเก็ต เมนูข้าวเหนียวเหลือง, ร้านหมก จ.อุบลราชธานี เมนูวุ้นตาลน้ำกะทิ และ ด้านการสร้างสรรค์ร่วมสมัยที่คงแก่นแท้ของเมนู หรือ Creative & Innovative Selection คือ ร้าน Bo.lan กทม. เมนูหลนปลาส้ม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “กระทรวงวัฒนธรรมมุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด ‘Ministry of Culture New Era : กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล’ โดยใช้วัฒนธรรมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก โครงการ ‘Thai Local Food to World Food’ จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการสืบสานภูมิปัญญาอาหารไทย สร้างโอกาสให้ชุมชนและผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันอัตลักษณ์อาหารไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ เพราะการอนุรักษ์วัฒนธรรมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาอดีตไว้ แต่คือการทำให้วัฒนธรรมยังคงมีชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่ผู้คนได้อย่างยั่งยืน”

ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากภาคเอกชนและภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดช่วง เดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “The Lost Taste Restaurant Month” ตลอดเดือนกันยายน ซึ่งร้านอาหารต้นแบบทั้ง 5 ร้านจะร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากสูตรอาหารไทยพื้นถิ่นที่หาชิมได้ยาก พร้อมมอบโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อชวนนักชิมกลุ่มเป้าหมายและประชาชนออกเดินทางตามรอยอาหารไทยพื้นถิ่น เพื่อเปลี่ยน “รสชาติที่กำลังหายไป” ให้เป็น “ปลายทางยอดนิยม” กระตุ้นยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเห็นผลจริง โดยภายในงาน ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารของหน่วยงานและองค์กรพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ เข้าร่วมงานแถลงข่าวและแสดงพลังความร่วมมือในการผลักดันอาหารไทยพื้นถิ่นสู่เวทีสากล ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์, KTC, SC, Grab Thailand, Gother, Centara Hotels & Resorts, TAGTHAi, Silver Voyage Club, Lifestyle and Travel Media และ Chic Car Rent

ด้าน นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า “กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเชื่อมั่นว่า กิจกรรม “Thai Local Food to World Food” จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอาหารไทยพื้นถิ่นจากมรดกภูมิปัญญาของชุมชน สู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมออกเดินทางไปสัมผัสเมนูอาหารไทยพื้นถิ่นผ่านร้านอาหารต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ ติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2569 และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกภูมิปัญญาด้านอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่เวทีโลก” ติดตามกิจกรรมและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ  ของโครงการได้ที่ Facebook Page : https://www.facebook.com/thelosttaste และ www.thelosttaste.com

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ SAFE Fertility Clinic

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ  SAFE Fertility Clinic

บทพิสูจน์ 20 ปี แห่งการเดินทางของ SAFE Fertility Clinic

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นิยามคำว่า “ครอบครัว” ของคนไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากยุคที่การมีลูกคือโซ่ทองคล้องใจ มาสู่ยุคที่หลายคนเลือกจะยังไม่มีลูก หรือมีลูกเมื่อพร้อมที่สุดเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงนี้คือเส้นเรื่องที่ SAFE Fertility Clinic หรือที่รู้จักกันในนาม SAFE Fertility Group PCL. เดินเคียงข้างหลากหลายความหวังในการมีครอบครัวมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ ในฐานะหนึ่งในคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากชั้นนำของประเทศไทยและในระดับเอเชีย หากนับตามเส้นทางการก่อตั้งโดย นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์    (ว.14960) SAFE Fertility Clinic มีบทบาทสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการคนมีลูกยากเป็นอย่างมาก

ยิ่งเมื่อบริบทระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อัตราการเกิดที่ลดลง การมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นในการมีลูกที่แข็งแรงสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเกิด คู่สมรสจำนวนมากจึงเลือกมีบุตรในช่วงอายุมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพ ความมั่นคงทางการเงิน รวมถึงความพร้อมในชีวิตมากกว่า 

นิยามครอบครัวที่เปลี่ยนผ่านตาม Generation กับความมุ่งมั่นของ SAFE Fertility Clinic

เมื่อรูปแบบและบริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป การนิยามคำว่าครอบครัว และการมีทายาทของผู้คนแต่ละเจเนอเรชั่นก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน เนื่องจากถูกหล่อหลอมจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ในแต่ละยุคที่เติบโตมา

Gen X: ครอบครัวคือความมั่นคง จุดเริ่มต้นของ SAFE Fertility Clinic

Gen X  ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่น และหน้าที่รับผิดชอบ นิยามของครอบครัว จึงหมายถึงความสำเร็จตามเส้นทางชีวิตที่สังคมวางไว้และเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคง รูปแบบชีวิตส่วนใหญ่ จึงเป็นไปตามแพทเทิร์นเดิม ๆ อย่าง การแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีลูก และทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียนสูง ๆ เพื่อให้ลูกมีอนาคตที่ดี โดยมุมมองต่อการมีลูก คือ “โซ่ทองคล้องใจ” และเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบในชีวิตครอบครัว ครอบครัวมักเป็นขนาดกลางถึงใหญ่ โดยคนในเจเนอเรชั่น X นี้ เดิมมีความเชื่อว่า แต่งงานแล้วต้องมีลูก และคนจะมาหมอเมื่อมีปัญหาจริง ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการวางแผนล่วงหน้า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ SAFE Fertility Clinic ได้เปิดตัวขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหาการมีบุตรยาก พร้อมการวาง DNA ของคลินิกที่จะเริ่มต้นด้วยการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเข้ามาพัฒนาวงการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ในประเทศไทย

Gen Y (Millennials): ครอบครัวคือ “Partnership” ที่ต้องพร้อมทั้งกาย ใจ และการเงิน

Gen Y หรือ Millennials ให้ความสำคัญกับเรื่องความพร้อมและความสุขที่สมดุล ทำให้การสร้างครอบครัวของกลุ่มนี้ เปลี่ยนจากหน้าที่ที่จำเป็นต้องแต่งงาน หรือมีครอบครัวตามแพทเทิร์นของสังคมมาสู่การเลือกและวางแผนร่วมกัน เพราะครอบครัวคือ “Partnership” ที่ต้องมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้านก่อนที่จะก้าวไปอีกขั้น จึงมีการคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งด้านการเงิน การงาน และคุณภาพชีวิตทำให้หลายคู่เลือกที่จะไม่มีลูก หรือหากจะมีลูก ก็มักจะมีเมื่อพร้อมมาก ๆ และพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยเพื่อความสมบูรณ์แบบ เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ลูก

แม้ว่าในช่วงเวลานั้นการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ที่หลายท่านรู้จักกันในชื่อของการทำเด็กหลอดแก้ว, GIFT, IVF หรือ ICSI ยังคงถูกสังคมตั้งคำถามในแง่ของความปลอดภัยและผลลัพธ์ SAFE Fertility Clinic จึงเลือกเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และเพิ่มอัตราความสำเร็จให้คนไข้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากการนำตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนระบบปิด (Embryoscope Plus) เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นเครื่องแรกเพราะเราเชื่อว่าองค์ประกอบความสำเร็จของการทำ IVF/ICSI มาจากความชำนาญของแพทย์ 40% ผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยถึง 60% และเพื่อตอกย้ำความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ในระดับสาธารณะ SAFE จึงก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

Gen Z: ครอบครัวคือ “Safe Zone” ที่เน้นความอิสระและการวางแผนเฉพาะบุคคล

กลุ่ม Gen Z มีความหลากหลาย อิสระ เป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ที่ได้นิยามคำว่าครอบครัวไว้ใหม่ จนแทบไม่เหลือกรอบเดิม ครอบครัวของคนรุ่นใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องผูกพันด้วยสายเลือดหรือทะเบียนสมรสอีกต่อไป แต่คือ Safe Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มเพื่อน คนรักเพศเดียวกัน หรือการอยู่คนเดียว เพราะการมีลูกไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิตอีกต่อไป หลายคนมองว่าการเลี้ยงสัตว์ (Pet Parent) เช่น สุนัขหรือแมว คือรูปแบบครอบครัวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอิสระของพวกเขามากกว่า และหากจะมีลูก ก็ให้ความสำคัญกับความพร้อมของโลกและสภาพสังคมที่ลูกต้องเติบโตมาเป็นอันดับแรก

จากนิยามคำว่าครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายของธุรกิจการแพทย์เพื่อการเจริญพันธุ์ คลินิกFertility ต่าง ๆ ไม่อาจรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาเพื่อแค่ปรึกษาเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เหมือนยุคก่อนอีกต่อไป การบริการของ SAFE Fertility Clinic จึงครอบคลุมให้มากขึ้น ตั้งแต่การตรวจร่างกายและคัดกรองความเสี่ยงก่อนมีบุตร การฝากไข่ในช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรง จนกลายเป็นเทรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังลังเลกับอนาคต แต่ไม่อยากเสียโอกาสในการสร้างครอบครัวเมื่อมีความพร้อมทางด้านการงาน การเงิน และคู่ชีวิต รวมถึงในแง่มุมของการตอบโจทย์แนวคิดการสร้างความพร้อมที่ดีให้กับลูกที่กำลังเกิดมา  จึงได้นำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น การสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติกับ JUNO Genetics สหรัฐอเมริกาด้วยการนำ PGTseq เทคโนโลยีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแบบใหม่มาใช้เป็นครั้งแรกในเอเชีย เพื่อช่วยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ด้วยการอ่านผลที่ละเอียดมากขึ้นของเทคโนโลยีนี้จะเป็นข้อมูลช่วยให้ทีมแพทย์วางแผนเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ให้กับคู่รักที่วางแผนมีบุตรได้สำเร็จมากขึ้นและลดความเสี่ยงการเป็นโรคที่ผิดปกติจากโครโมโซมหรือพันธุกรรมบางโรค

ตลอดการเดินทางเกือบ20 ปีของ SAFE Fertility Clinic ที่เข้าใจและพร้อมเคียงข้างคนอยากมีลูกในทุกเจเนอเรชั่นมาโดยตลอด จึงได้มีการขยับจากการเป็นเพียง “คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก” สู่การเป็น “คลินิกเพื่อการมีบุตร โดยขยายฐานการดูแลที่ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนไข้ที่มีลูกยากเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนสุขภาพเพื่อสร้างครอบครัวที่แข็งแรง สอดรับกับแนวคิด ไลฟ์สไตล์ ความพร้อม และความหลากหลายของคู่รักรุ่นใหม่ให้ทุกคนสามารถเดินเข้ามาปรึกษาได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่คิดอยากมีลูก เพื่อเตรียมความพร้อมทางสุขภาพและสร้างทางเลือกที่หลากหลายเอาไว้ในวันที่มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แต่วิสัยทัศน์ของ SAFE Fertility Group PCL. ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการส่งมอบความหวังในการมีครอบครัว ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาตรฐานที่เชื่อถือได้ เพราะเราไม่ได้แค่ช่วยให้คนมีลูก แต่เราพร้อมช่วยวางแผนการเริ่มต้นครอบครัวให้กับครอบครัวในทุกรูปแบบ เราเชื่อว่าทุกความหวังในการสร้างครอบครัว… เริ่มต้นได้ที่ SAFE Fertility Clinic”

– นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL.สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาแนวทางการวางแผนมีบุตร ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานหรือก่อนมีลูก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) การฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) รวมถึงการฝากไข่ กับทีมแพทย์ SAFE Fertility Clinic สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.safefertilitygroup.com

ชวนสัมผัสไอหมอก ‘ผาซ่อนแก้ว’ ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน – นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

ชวนสัมผัสไอหมอก 'ผาซ่อนแก้ว' ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน - นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

ชวนสัมผัสไอหมอก ‘ผาซ่อนแก้ว’ ชมศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน – นวัตกรรม ‘เกษตรติดแกลม’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

รายการ”หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์นี้“เต้ย พงศกร”ชวนเพื่อนซี้สายลุย “ปั้นจั่น ปรมะ” เดินทางเช็กอินรับลมหนาวท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ รับไอหมอกฟิน ๆ ที่ “จุดชมวิววัดผาซ่อนแก้ว” แลนด์มาร์กเด่นที่ตั้งสง่าท่ามกลางเทือกเขา ก่อนจะพาไปเติมพลังที่ร้านในตํานานกว่า60 ปีอย่าง “ร้านขนมจีนหน้าวัง”(หล่มเก่า) สัมผัสเสน่ห์ขนมจีนแป้งสด ที่ใช้กระบอกทองเหลืองบีบมือแบบจานต่อจานจนได้เส้นที่เหนียวนุ่ม    พร้อมลิ้มรสเมนูซิกเนเจอร์หาทานยากอย่าง “ขนมจีนไก่โอก” รสนํ้าปลาร้านัวจัดจ้าน ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาวิวหลักล้าน ที่ทําเอาพิธีกรและแขกรับเชิญฟินระเบิด!

ชมไฮไลท์ที่ห้ามพลาด!!   กับความมหัศจรรย์ของนวัตกรรม ” เกษตรติดแกลม ” (Agri-Glam)ที่  “ Outletสมุนไพร ชญานิน ” เพื่อพิสูจน์ว่า ” มะขามหวานเพชรบูรณ์ ” ถูกยกระดับสู่สกินแคร์พรีเมียม สกัดสารสําคัญจากมะขามมาสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับรางวัล OTOP ดีเด่นระดับประเทศ นอกจากนี้พาไปเจาะลึกต้นนํ้าความสําเร็จที่ “ศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยมูลไส้เดือน บ้านวังร่อง” แหล่งผลิตผักอินทรีย์ 100% ที่ช่วยลดหนี้และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี ธ.ก.ส. เป็นพาร์ทเนอร์สําคัญที่คอย “เติมทุน เติมความรู้ และเติมตลาด” จนสามารถส่งออกผลผลิตสู่เลมอนฟาร์มทั่วประเทศ

มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนมรดกภูมิปัญญาให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดทันสมัยได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ในวันเสาร์ที่ 25กรกฎาคมนี้ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 MCOT HD

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้เดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวแห่งมรดกอันทรงคุณค่าของโรงแรมผ่าน Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล เฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์ที่เปรียบเสมือนหัวใจของการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ โดยเชื่อมโยงผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การเผยโฉมอาคาร Garden Wing หลังการปรับโฉมใหม่ คอลเลกชั่นกระเป๋าเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก Globe-Trotter ไปจนถึงกลิ่นหอม Eternal Bloom ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษร่วมกับ PAÑPURI ซึ่งแต่ละผลงานล้วนสะท้อนปรัชญาอันยาวนานของโรงแรมที่ให้คุณค่าแก่งานดีไซน์ งานฝีมือชั้นสูง และศิลปะแห่งการบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ

Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล ได้รับแรงบันดาลใจจากเฉดสีเคลือบอันละเอียดอ่อนของเครื่องศิลาดลโบราณแห่งเอเชีย สะท้อนภาพความหรูหรา เรียบสงบ และสง่างามตามแบบฉบับของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งทำหน้าที่เป็นภาษาแห่งการออกแบบที่เชื่อมโยงโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ลทั่วโลกเข้าด้วยกัน และในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้แต่ละจุดหมายปลายทางได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะของตนเอง สำหรับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง 150 ปี ที่เชื่อมโยงโลกแห่งการออกแบบ การเดินทาง และศาสตร์แห่งกลิ่นหอม สู่บทเฉลิมฉลองแห่งความประณีต ความสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณแห่งการบริการที่ยั่งยืนเหนือกาลเวลา

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี คือการเผยโฉม Garden Wing หลังการปรับโฉมใหม่ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยเป็นผลงานการออกแบบของ เจฟฟรีย์ วิลค์ส (Jeffrey Wilkes) มัณฑนากรระดับโลกจากดีไซน์วิลค์ส (DESIGNWILKES) ผู้สานต่อความร่วมมืออันยาวนานกับเครือโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ด้วยการนำเสนอมุมมองร่วมสมัยให้กับหนึ่งในอาคารห้องพักอันเป็นที่จดจำที่สุดของโรงแรม โดยยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และมรดกดั้งเดิมอันงดงาม

โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบครั้งนี้มาจากสวนอันร่มรื่นที่รายล้อม Authors’ Wing อาคารประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรม โดย เจฟฟรีย์ วิลค์ส (Jeffrey Wilkes) ตั้งใจเชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย และให้ความรู้สึกเสมือนการพักผ่อนในบ้านพักส่วนตัวที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติของริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ภายใต้การออกแบบใหม่ Celadon Green ถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Chao Phraya Room, Chao Phraya Suite, Ambassador Suite และ Royal Suite ผ่านวอลล์เปเปอร์ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน สิ่งทอฝีมือประณีต และพรมสั่งทำพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพรรณไม้นานาชนิดของไทย พร้อมแต่งแต้มมิติของพื้นที่ด้วยเฉดสีเขียวมรกต สีคอรัล และสีทองอบอุ่นที่ผสานกันอย่างกลมกลืน

เจฟฟรีย์ วิลค์ส (Jeffrey Wilkes) กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบครั้งนี้ว่า “ความตั้งใจของเราคือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง Garden Wing กับหัวใจดั้งเดิมของโรงแรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สวนอันร่มรื่น แสงธรรมชาติ และความสง่างามอย่างผ่อนคลายของ Authors’ Wing เป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์พื้นที่ภายในที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนบ้าน งดงามเหนือกาลเวลา และสะท้อนความเป็นแมนดาริน โอเรียนเต็ลได้อย่างแท้จริง”

การเฉลิมฉลองครั้งนี้ยังต่อยอดไปสู่ความร่วมมือกับ Globe-Trotter แบรนด์กระเป๋าเดินทางระดับลักชัวรีจากประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านงานฝีมือการผลิตกระเป๋าเดินทางแฮนด์เมดมายาวนานกว่าศตวรรษ ผ่านการเปิดตัวคอลเลกชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปีของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ประกอบด้วยกระเป๋าเดินทาง Carry-On Case และกระเป๋าถือ London Square ในเฉดสี Celadon Green อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกระเป๋าทุกใบผลิตด้วยมือจากไฟเบอร์บอร์ดวัลคาไนซ์ (Vulcanised Fibreboard) วัสดุซิกเนเจอร์ของ Globe-Trotter พร้อมตกแต่งรายละเอียดด้วยหนังธรรมชาติ ที่สะท้อนถึงความประณีตและคุณค่าของงานฝีมือที่ทั้งสองแบรนด์ยึดมั่นร่วมกันมาอย่างยาวนาน

ภายในกระเป๋าโดดเด่นด้วยลวดลายพัดที่เป็นอัตลักษณ์ของ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในเฉดสี Celadon Green ซึ่งสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และความงดงามของกระบวนพยุหยาตราชลมารคเหนือสายน้ำเจ้าพระยา รายล้อมด้วยลวดลายใบไม้และดอกไม้มงคล อันสะท้อนคติความเชื่อดั้งเดิม ความสง่างาม และสิริมงคล โดยคอลเลกชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่นดังกล่าวจะวางจำหน่าย ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ รวมถึง ช่องทางออนไลน์ https://bangkok.mandarinorientalshop.com/ พร้อมเปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัสคอลเลกชั่นสุดพิเศษนี้ผ่านแพ็กเกจ The 150th Collector ซึ่งจัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปีของโรงแรม

แพ็กเกจ The 150th Collector เชิญชวนแขกผู้เข้าพักร่วมสัมผัสการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญ ผ่านประสบการณ์การเข้าพักที่ถ่ายทอดคุณค่าของงานฝีมือ ศิลปะแห่งการเดินทาง และการบริการอันเปี่ยมด้วยความใส่ใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโรงแรมมาโดยตลอด

โดยผู้เข้าพักห้อง Authors’ Suite จะได้รับกระเป๋า Carry-On Case รุ่นสั่งทำพิเศษจาก Globe-Trotter ขณะที่ผู้เข้าพักห้อง Chao Phraya Suite จะได้รับกระเป๋า London Square พร้อมอาหารเช้าที่ห้องอาหาร The Verandah และบริการดูแลแบบเฉพาะบุคคล ณ Globe-Trotter สาขาเกษรวิลเลจ

The 150th Collector เปิดให้เข้าพักระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2569 – 31 มีนาคม 2570 โดยสามารถจองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม ได้ที่ https://www.mandarinoriental.com/en/bangkok/chao-phraya-river/offers

นอกเหนือจากประสบการณ์แห่งการเดินทางและการเข้าพักแล้ว เรื่องราวของ Celadon Green ยังได้รับการถ่ายทอดต่อไปในอีกหนึ่งมิติ ผ่าน Eternal Bloom กลิ่นหอมซิกเนเจอร์ที่รังสรรค์ขึ้นร่วมกับ PAÑPURI แบรนด์ลักชัวรีเวลเนสสัญชาติไทย เพื่อเติมเต็มการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยนำเสนอคอลเลกชั่นในเฉดสี Celadon Green อันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองครั้งนี้ พร้อมบอกเล่าจิตวิญญาณของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล  กรุงเทพฯ ผ่านมิติแห่งกลิ่นหอม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา สวนอันเขียวชอุ่ม และการต้อนรับด้วยหัวใจที่สืบทอดมายาวนาน เปิดสัมผัสกลิ่นหอมด้วยความสดชื่นของตะไคร้ ส้มแมนดาริน และเบอร์กามอต ก่อนเผยความละมุนของดอกมะลิ ดอกกระดังงา และดอกส้ม ก่อนปิดท้ายด้วยกลิ่นไม้ซีดาร์ พริกไทย และมัสก์อ่อนละมุน มอบความอบอุ่นที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอันน่าประทับใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับคอลเลกชั่น Eternal Bloom ได้ถ่ายทอดผ่านผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ประกอบด้วย ก้านไม้หอม (Ambience Diffuser), สเปรย์ปรับอากาศ (Room Spray), ถุงหอม (Ambience Sachet) และ พัดหอม (Scented Fan) วางจำหน่าย ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ รวมถึง ช่องทางออนไลน์ https://bangkok.mandarinorientalshop.com/ และ สาขาของ PAÑPURI ในประเทศไทย และฮ่องกง เพื่อให้แขกผู้เข้าพักสามารถนำความทรงจำและกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กลับไปเติมเต็มบรรยากาศภายในบ้าน และหวนระลึกถึงประสบการณ์แห่งการเข้าพักได้ในทุกครั้งที่สัมผัส

ตลอดวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ยังคงเชิดชูมรดกอันน่าภาคภูมิ ควบคู่ไปกับการก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง จากการปรับโฉมพื้นที่อย่างพิถีพิถัน สู่ความร่วมมือกับพันธมิตรและช่างฝีมือผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน ทุกก้าวย่างล้วนสะท้อนจิตวิญญาณอันยั่งยืนของโรงแรมที่มุ่งมั่นมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ผู้ เข้าพัก จากทั่วทุกมุมโลกรุ่นสู่รุ่น ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลอง และร่วมแบ่งปันความประทับใจที่มีต่อโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เริ่มจากสาวสวยผู้หลงใหลในสไตล์ลักชัวรี ซอนญ่า สิงหะ ได้เล่าถึงความประทับใจว่า “สำหรับเราโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่ทุกครั้งที่ได้มาพักจะรู้สึกถึงความสงบและความอบอุ่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา การบริการที่ใส่ใจ หรือเสน่ห์ของโรงแรมที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างงดงาม ทำให้ทุกครั้งที่มาพักรู้สึกเหมือนได้ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ การได้มาร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปีในครั้งนี้ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจ เพราะได้เห็นอีกหนึ่งบทใหม่ของโรงแรมผ่านการปรับโฉม Garden Wing แต่ยังคงรักษาเสน่ห์และมรดกอันทรงคุณค่าไว้  โดยเฉพาะการนำสี

เขียวศิลาดล มาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบ ซึ่งเป็นเฉดสีที่ช่วยสะท้อนความเป็นโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจน  ทำให้ทุกครั้งที่ได้เข้าพักรู้สึกถึงประสบการณ์ที่พิเศษและมีความหมายมากยิ่งขึ้น”

ถัดมาที่นักธุรกิจสาว อรชุมา ดุรงค์เดช เล่าว่า “ส่วนตัวเราคุ้นเคยกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นอย่างดี เพราะได้มีโอกาสมาใช้เวลาที่นี่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการมารับประทานอาหาร หรือการมาพักผ่อนสเตย์เคชั่น ที่ทุกครั้งที่มาก็ได้รับความประทับใจกลับไปเสมอ สำหรับเราแล้วเดินทางไม่ได้มีเพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำระหว่างทาง จึงรู้สึกประทับใจกับคอลเลกชั่นกระเป๋า Globe-Trotter รุ่นพิเศษในเฉดสีเขียวศิลาดลมากๆ ทั้งกระเป๋าเดินทาง Carry-On Case และ London Square ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมและความหมายอันลึกซึ้ง นอกจากจะสะท้อนความประณีตของงานฝีมือแล้ว ยังเป็นเหมือนตัวแทนของช่วงเวลาพิเศษที่สามารถพกพาความทรงจำไปได้ในทุกการเดินทาง”

ปิดท้ายด้วยเซเลบริตี้สาวนักเดินทาง สาริศา ล่ำซำ เผยว่า “เราเป็นคนที่ชื่นชอบการเดินทางไปเยือนที่ต่างๆทั่วโลกมากมาย แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมาพักที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยเสมือนการได้กลับมาบ้าน สิ่งที่เราประทับใจคือความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆและการบริการ ที่สามารถสร้างความรู้สึกและความทรงจำที่แตกต่างจากที่อื่นๆ แม้แต่กลิ่นหอมภายในห้องอย่าง Eternal Bloom กลิ่นหอมซิกเนเจอร์จาก PAÑPURI ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ประทับใจ เพราะเวลาได้กลิ่นนี้ก็จะทำให้เหมือนเราได้ย้อนกลับไปสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขและบรรยากาศของการเดินทางครั้งนั้นอีกครั้ง เหมือนเป็นความประทับใจที่ยังคงอยู่กับเราเสมอ”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้ทางเว็บไซต์ https://www.mandarinoriental.com/en/bangkok/chao-phraya-river/150-anniversary

TIPCO Food ยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก พา 3 แบรนด์หลักคว้ารางวัล Superior Taste Award 2026

TIPCO Food ยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก พา 3 แบรนด์หลักคว้ารางวัล Superior Taste Award 2026

TIPCO Food ยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก พา 3 แบรนด์หลักคว้ารางวัล Superior Taste Award 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.10 น.

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยบนเวทีโลก ด้วยการคว้ารางวัล “Superior Taste Award 2026” ระดับ 3 ดาว (3 Stars) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดด้านรสชาติ จาก International Taste Institute ประเทศเบลเยียม สถาบันชั้นนำระดับโลกด้านการประเมินรสชาติอาหารและเครื่องดื่ม โดยผ่านการตัดสินจากผู้เชี่ยวชาญระดับเชฟมิชลินสตาร์และซอมเมอลิเยร์จากสมาคมวิชาชีพชั้นนำของยุโรป ซึ่งสะท้อนมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ โดยในปีนี้ผลิตภัณฑ์หลักของ TIPCO Food ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ น้ำผลไม้ 100% TIPCO น้ำแร่ธรรมชาติ Aura Natural Mineral Water และสับปะรดหอมสุวรรณ ต่างได้รับการรับรองด้านรสชาติในระดับสูงสุด ตอกย้ำคุณภาพและรสชาติที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ

และในปีแห่งการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 50 ปีของ TIPCO ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ  การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างประสบการณ์รสชาติที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ

ความสำเร็จของ “น้ำแร่ออรา (Aura 100% Natural Mineral Water)” ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านน้ำแร่ธรรมชาติระดับพรีเมียมของไทย หลังคว้ารางวัล Superior Taste Award 2026 ระดับ 3 ดาว (3 Stars) จาก International Taste Institute เป็นครั้งที่ 7 ในรอบ 10 ปี สะท้อนมาตรฐานรสชาติและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

น้ำแร่ออราเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ ผ่านกระบวนการกรองตามธรรมชาติจากแหล่งกำเนิดใต้ผืนป่าธรรมชาติ ทำให้คงคุณภาพและเอกลักษณ์ของรสชาติที่นุ่ม ดื่มง่าย และสดชื่นในทุกครั้งที่ดื่ม จนได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านรสชาติในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ TIPCO คือ น้ำส้มสายน้ำผึ้ง 100% ที่ได้รับรางวัล Superior Taste Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนถึงความโดดเด่นด้านรสชาติและคุณภาพที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ TIPCO ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมของประเทศไทย

ความโดดเด่นของน้ำส้มทิปโก้เกิดจากความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรส้มสายพันธุ์คุณภาพจากแหล่งเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติที่หวานหอม กลมกล่อม และสมดุลในทุกฤดูกาล ผสานกับกระบวนการผลิตภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อคงไว้ซึ่งรสชาติและคุณค่าจากผลไม้แท้ด้วยนวัตกรรมการผลิตแบบ 100% NFC Juice (Not From Concentrate) แสดงถึงกระบวนผลิตที่โปร่งใส ทุกกล่องที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำส้มเข้มข้น คงรสชาติ กลิ่น และประสบการณ์ใกล้เคียงผลไม้สดพร้อมเป็นแหล่งของวิตามินซีจากธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาน้ำผลไม้ระดับพรีเมียมจากผลไม้แท้ 100% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสดใหม่ และคุณค่าจากธรรมชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงมาตรฐานด้านรสชาติของน้ำส้มทิปโก้ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ TIPCO ในการยกระดับอุตสาหกรรมน้ำผลไม้ไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมส่งมอบรสชาติและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสู่ผู้บริโภคทุกกล่อง

ปิดท้ายความสำเร็จของทั้ง 3 แบรนด์ด้วย  สับปะรดหอมสุวรรณ ที่ร่วมคว้ารางวัล Superior Taste Award 2026 ระดับ 3 ดาว (3 Stars) ตอกย้ำความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านสับปะรดของ TIPCO ซึ่งสั่งสมมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงความสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ การคัดเลือกแหล่งเพาะปลูก การดูแลคุณภาพในทุกขั้นตอนไปจนถึงการควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบประสบการณ์รสชาติระดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความโดดเด่นของ สับปะรดหอมสุวรรณ ไม่ได้อยู่เพียงที่รสชาติหวานหอมและรับประทานง่าย แต่คือประสบการณ์แห่งความประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่คำแรก ด้วยเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสีเหลืองทอง เนื้อสัมผัสแน่นฉ่ำกำลังดี และมีความเป็นกรดต่ำ ไม่กัดลิ้น ให้รสชาติที่กลมกล่อม สดชื่น ละมุน และเพลิดเพลินในทุกช่วงเวลา

ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับพรีเมียม สับปะรดหอมสุวรรณจึงก้าวข้ามบทบาทของผลไม้รับประทานเล่น สู่การเป็น Premium Lifestyle Fruit ที่ได้รับความไว้วางใจจากร้านอาหาร คาเฟ่ และโรงแรมชั้นนำ ให้นำไปสร้างสรรค์เมนูพิเศษเพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านอาหาร รวมถึงได้รับให้เป็นผลไม้คุณภาพสำหรับครอบครัว เป็นของฝาก และโอกาสพิเศษต่าง ๆ สะท้อนภาพลักษณ์ของผลไม้พรีเมียมที่เติมเต็มคุณค่าและความประทับใจในทุกมื้ออาหาร

คุณจักรภพ ฉิมอำพันธ์ (Consumer & Market Strategy Director) กล่าวถึงความสำเร็จบนเวทีระดับโลกครั้งนี้ว่า “ขอขอบคุณ International Taste Institute และคณะผู้เชี่ยวชาญที่ให้การยอมรับในคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์ภายใต้ TIPCO Food รางวัล Superior Taste Award 2026 ที่เราได้รับในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจขององค์กร แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญ ความมุ่งมั่น และมาตรฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เรายึดมั่นมาตลอด 50 ปี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพและประสบการณ์รสชาติที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค

 และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ เราเตรียมเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาดครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด ‘World-Class Taste’ ผ่านสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ทั่วประเทศ เพื่อประกาศความภาคภูมิใจของแบรนด์ไทยที่ก้าวสู่เวทีรสชาติระดับโลก พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์รสชาติระดับสากลสู่ผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติสำหรับความสำเร็จของทั้ง 3 แบรนด์ ไม่เพียงสะท้อนถึงความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ในแต่ละกลุ่ม แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานอาหารและเครื่องดื่มไทย ผ่านคุณภาพ รสชาติ และนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ผู้บริโภคไว้วางใจ และร่วมสร้างความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์ไทยผ่านทุกผลิตภัณฑ์ของ TIPCO Food ครับ”

คุณแหน: 23 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 23 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 23 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 01.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ศ.เกียรติยศ สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นปูชนียแพทย์ และ คุณหญิงสุมนา ทรัพย์เจริญ วันพุธ 5 ส.ค. 17.00 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส…

ll ขอแสดงความยินดีกับ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ประธาน ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ที่รับการสรรหาจากสภามหาวิทยาลัยมหิดลให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่ม 1 ต.ค. 2569 ลูกศิษย์และกัลยาณมิตรดีใจมากเพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงร่วมสนับสนุนกันถ้วนหน้า…

ll รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผอ.รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น มอบพระหลวงปู่แหวนเพื่อความเป็นสิริมงคลและสมปรารถนาแก่ นิภาดา กองแก้ว Biker ชื่อดัง ซึ่งขับมอเตอร์ไซค์ตั้งใจไปให้ถึงรัสเซีย แต่ไปประสบอุบัติเหตุหัวเข่าแตกที่มองโกเลีย จึงต้องแยกทางจากกลุ่มเพื่อนบินกลับไทยมาผ่าตัดดามกระดูกที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ผลการผ่าตัดเรียบร้อยดีและออกจากโรงพยาบาลไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว…

ll งานฉลองหมั้นระหว่าง ดร.ชัญญณัท ธนะวัฒนกรณ์ บุตรี สิริอนงค์ ธนะวัฒนกรณ์ กับ นรพรรษ เพ็ชรตระกูล บุตร ปวีณา เพ็ชรตระกูล 23 ก.ค. 08.00 น. ที่ Andaz Ballroom, Andaz One Bangkok ส่วนงานฉลองสมรสกำหนดจัดงาน 15 ส.ค.18.00 น. ห้องนภาลัยบอลรูม รร.ดุสิตธานี กรุงเทพฯ…

ll ยามนี้นักเรียนของสถานสอนภาษาเอยูเอจะรื่นรมย์กับบทเพลงเป็นพิเศษ เพราะสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) โดย รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ ผนึกกำลังกับ ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดการแสดงมิวสิคัล “Bridge Across Time : Celebrating 200 Years of Thai-American Friendship” ฉลอง 200 ปี มิตรภาพไทย-สหรัฐอเมริกา วันอาทิตย์ 26 ก.ค. 14.00 น. ณ หอประชุมสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา อาคาร AUA ถ.ราชดำริ โดยมีศิลปิน, กก., สมาชิกเสียงดี อาทิ ดลชัย บุณยะรัตเวช, มาริสา สุโกศล หนุนภักดี, วิทูร ศิลาอ่อน, เสาวนิตย์ นวพันธ์, วง VieTrio, หวาย-กามิกาเซ่ ฯลฯ เพื่อหารายได้สนับสนุนมูลนิธิมหิดลอดุลยเดช…

ll อ.จินตนา ธรรมวานิช ผจก.และผอ.โรงเรียนสมาคมสตรีไทย ดีใจและตื่นเต้นมากเมื่อได้รับโทรศัพท์จาก ฉายภมร วัฒนโชติ อดีตนายกสมาคมสตรีไทยฯ อายุ 101 ปี ชัดเจนที่ความจำยังแม่นยำเหมือนเดิม มีแต่สุขภาพเท่านั้นที่ต้องนั่งรถเข็นไปทุกที่ตามสภาพร่างกายที่อายุเกินร้อยมาเพียง 1 ปี…

ll เพิ่งกลับจากสหรัฐอเมริกา สุมนา-ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ ไปต้อนรับคณะ “เข้าค่ายจับไมค์ใกล้ชิดธรรมชาติ” ที่จันทน์งาม เมาท์เท่น วิว รีสอร์ท สีคิ้ว ในฐานะเจ้าบ้าน เมื่อ 19 ก.ค. …

การกลับมาของ HYROX Bangkok การแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดผู้สมัครพุ่งทะลุ 20,000 คน

การกลับมาของ HYROX Bangkok การแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดผู้สมัครพุ่งทะลุ 20,000 คน

การกลับมาของ HYROX Bangkok การแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดผู้สมัครพุ่งทะลุ 20,000 คน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

HYROX การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลก ประกาศการกลับมาจัดการแข่งขันในประเทศไทยอีกครั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับการแข่งขันสู่รูปแบบ 4 วันเต็มเป็นครั้งแรก ภายใต้รายการ BYD HYROX Bangkok ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยจะรวบรวมนักกีฬาจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคมาร่วมพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ท้าทายขีดจำกัด และสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกในรูปแบบเฉพาะของ HYROX

การกลับมาจัดการแข่งขันที่กรุงเทพฯ อีกครั้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากการแข่งขันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สะท้อนถึงกระแสความนิยมของ HYROX ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาค โดยการแข่งขันครั้งก่อนมีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 17,500 คน ขณะที่การแข่งขันในเดือนสิงหาคมนี้ได้สร้างสถิติครั้งใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ด้วยจำนวนนักกีฬาที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 20,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 14% จากการแข่งขันครั้งก่อน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัคร ภายใต้การสนับสนุนของ BYD ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ในฐานะพันธมิตรด้านยานยนต์ระดับภูมิภาคของ HYROX APAC และผู้สนับสนุนหลักของ HYROX Bangkok การขยายการแข่งขันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย และสะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ HYROX ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า: “กระแสตอบรับจากประเทศไทยนับว่าน่าประทับใจอย่างยิ่ง จากเสียงตอบรับอันล้นหลามในครั้งที่ผ่านมา เราจึงตัดสินใจขยายการแข่งขันเป็น 4 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ HYROX มากยิ่งขึ้น ขณะที่การแข่งขัน BYD HYROX Bangkok ครั้งนี้กำลังจะสร้างสถิติใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในเอเชีย เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การแข่งขันระดับเวิลด์คลาส พร้อมร่วมเฉลิมฉลองอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการฟิตเนสในภูมิภาค”

กำหนดการแข่งขัน HYROX APAC ฤดูกาล 2026/27 ที่กำลังจะมาถึง

  • AirAsia HYROX Chiba – 6-9 สิงหาคม 2026
  • BYD HYROX Bangkok – 13-16 สิงหาคม 2026
  • AirAsia HYROX Perth – 21-23 สิงหาคม 2026
  • AirAsia HYROX Seoul – 14-15 พฤศจิกายน 2026
  • AIA HYROX Singapore – 26-29 พฤศจิกายน 2026
  • BYD HYROX Melbourne – 9-13 ธันวาคม 2026
  • AirAsia HYROX Kuala Lumpur – 11-13 ธันวาคม 2026
  • AIA HYROX Hong Kong – 7-10 มกราคม 2027
  • BYD HYROX Osaka – 21-24 มกราคม 2027
  • BYD HYROX Auckland – 4-7 กุมภาพันธ์ 2027
  • BYD HYROX Bangkok – 11-14 กุมภาพันธ์ 2027
  • HYROX Taipei – 12-14 มีนาคม 2027
  • BYD HYROX Brisbane – 31 มีนาคม-4 เมษายน 2027
  • HYROX Nagoya – 16-18 เมษายน 2027
  • BYD HYROX Incheon – 13-16 พฤษภาคม 2027

ข้อมูลกิจกรรม

  • HYROX คือการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกสำหรับทุกคน: ด้วยรูปแบบการแข่งขันที่หลากหลาย รองรับนักกีฬาทุกระดับความสามารถ
  1. ประเภทเดี่ยว (Singles) – การแข่งขัน HYROX รูปแบบมาตรฐาน ที่ผสมผสานความท้าทายและความสามารถในการเข้าถึงได้สำหรับนักกีฬาทุกระดับ 
  2. ประเภทเดี่ยวโปร (Singles Pro) – สำหรับนักกีฬาที่มีประสบการณ์ โดยเพิ่มระดับความท้าทายด้วยการใช้น้ำหนักที่มากขึ้นในการแข่งขัน 
  3. ประเภทคู่ (Doubles) – ร่วมแข่งขันกับคู่หู แบ่งปันภารกิจและความท้าทายตลอดการแข่งขัน เพื่อก้าวผ่านสนามไปด้วยกัน 
  4. ประเภทคู่โปร (Doubles Pro) – เปิดโอกาสให้นักกีฬาได้ท้าทายตัวเองด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น พร้อมแรงสนับสนุนจากคู่หูในการแบ่งภารกิจตลอดการแข่งขัน 
  5. ประเภททีมผลัด (Relay Teams) – เหมาะสำหรับยิม องค์กร และกลุ่มต่าง ๆ โดยสมาชิก 4 คนสามารถร่วมกันแบ่งภารกิจการแข่งขัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ HYROX ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและสนุกไปด้วยกัน 
  6. ประเภท Adaptive – ประเภทการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีความบกพร่องทางการทำงานของร่างกายอย่างถาวรสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม
  • นักกีฬาทั่วโลกแข่งขันภายใต้รูปแบบการแข่งขันเดียวกันในทุกสนาม: เริ่มต้นด้วยการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร สลับกับสถานีออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล 1 สถานี และทำซ้ำทั้งหมด 8 รอบ
  • ผู้เข้าร่วมสามารถเปรียบเทียบอันดับในระดับโลกได้: โดยนักกีฬาทุกคนจะได้รับชิปจับเวลาและเวลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถนำไปเปรียบเทียบผ่านระบบจัดอันดับโลกของ HYROX จากการแข่งขันทั่วโลก
  • การแข่งขันชิงแชมป์โลก: การแข่งขันชิงแชมป์โลกประจำฤดูกาล 2026/27 จะจัดขึ้นที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2027 โดยรวบรวมนักกีฬา HYROX ชั้นนำในแต่ละประเภทที่ผ่านการคัดเลือกจากการแข่งขันตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา พร้อมด้วยการแข่งขัน Elite 15 ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักกีฬาชายและหญิง 15 อันดับแรกของ HYROX ทั้งนี้ HYROX จัดการแข่งขันในกว่า 35+ ประเทศ และ 95 เมืองทั่วโลก
  • HYROX เข้ามาเติมเต็มรูปแบบการแข่งขันที่แตกต่างในวงการฟิตเนส: ด้วยการผสานการแข่งขันความทนทานแบบดั้งเดิมเข้ากับฟิตเนสแบบฟังก์ชันนัล สร้างประสบการณ์การแข่งขันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมแนวคิดที่สามารถวัดผล ฝึกซ้อม และพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ
  • HYROX เกิดจากความเชี่ยวชาญของผู้บุกเบิกวงการการแข่งขันระดับโลก: ก่อตั้งโดย Christian Toetzke หนึ่งในผู้จัดการแข่งขันแบบ Mass Participation ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ร่วมกับ Moritz Fürste นักกีฬาฮอกกี้สนามเจ้าของ 3 เหรียญโอลิมปิกและแชมป์โลก

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ เชิดชูความงาม ‘ผ้ามัดหมี่’ ตามรอยพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’  เชิดชูความงาม ‘ผ้ามัดหมี่’ ตามรอยพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ เชิดชูความงาม ‘ผ้ามัดหมี่’ ตามรอยพระราชปณิธาน ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

เอ็ม ดิสทริค (ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ระหว่างวันที่  27 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค

งานครั้งนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของชาติ โดยในปีนี้มุ่งเชิดชูความงดงามของ “ผ้ามัดหมี่”   อันเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตามรอยพระราชปณิธานตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงานด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และยกระดับงาน “ผ้าไทย” ให้เป็นทั้งรากเหง้าแห่งอัตลักษณ์ชาติ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ทรงมอบไว้ให้คนรุ่นหลังสืบสานอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการต่อยอดงานหัตถศิลป์ไทยให้มีความร่วมสมัยและก้าวไกลสู่เวทีแฟชั่นโลก จนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องสูงสุดจากองค์การยูเนสโก โดยถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรม การส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย

ไฮไลต์ในครั้งนี้เป็นการยกย่องมรดกหัตถศิลป์ไทยอย่าง “ผ้ามัดหมี่” ถือเป็นภูมิปัญญาการทอผ้าอันทรงคุณค่าของไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะที่บ้านนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของผ้าไหมมัดหมี่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ภายใต้พระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนในชนบท จากลวดลายอันประณีตที่เกิดจากการมัดเส้นไหมก่อนการย้อมสี สะท้อนเอกลักษณ์และความวิจิตรของงานฝีมือไทย จนได้รับการยอมรับในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และเป็นต้นแบบในการต่อยอดผ้าไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ

ร่วมดื่มด่ำไปกับเรื่องราวอันทรงคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย พร้อมภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย ผ่านกิจกรรมไฮไลต์หลากหลายภายในงาน อาทิ แฟชั่นโชว์สุดอลังการ ATELIER DE GRÂCE HAUTE COUTURE ยกระดับผ้าไทยสู่รันเวย์สากล โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดงานแฟชั่นโชว์ พบกับครั้งแรกของการนำ “ผ้ามัดหมี่” มารังสรรค์เป็นผลงานโอต์กูตูร์ โดย 7 แบรนด์ดีไซเนอร์ระดับตำนานของประเทศไทยได้แก่ TIRAPAN, THEATRE, ASAVA, ISSUE, CHAI GOLD LABEL, VATIT ITTHI และ KLOSET ที่ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของผ้ามัดหมี่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของทุกลุคด้วยผลงานเครื่องประดับชั้นสูงอันเลอค่า High Jewelry และ Fine Jewelry จากแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ Sphere Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

อีกทั้ง ร่วมชื่นชมความงดงามของผลงานอย่างใกล้ชิด จากการจัดแสดง ATELIER DE GRÂCE SHOW CASE โดยการนำผลงานการออกแบบชุดผ้ามัดหมี่จากแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมแฟชั่นโชว์ มาจัดแสดงให้ได้ชมอย่างใกล้ชิดในระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2569 บริเวณ ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าของผลงานหัตถศิลป์ไทยชั้นเลิศภายในโซน THAI CRAFT MARCHÉ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่รวบรวมผ้าไทยทอมือและงานคราฟต์ระดับพรีเมียมจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาไว้ในที่เดียว    โดยมี “ผ้ามัดหมี่” ซึ่งเป็นไฮไลต์ของปีนี้มาให้ได้เลือกชมและเป็นเจ้าของ, ผ้าไหมเกล็ดเต่าสลับลายหางกระรอก, ผ้าไหมราชวัตร, ผ้าชนเผ่า, จักสานย่านลิเภา,  ตุ๊กตาแฮนด์เมด จากผ้าไหมไทย รวมถึงดอกไม้ประดิษฐ์ และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2569 ณ EM MARKET HALL ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

ปิดท้ายด้วย นิทรรศการ THE LEGACY OF THAI ROYAL ELEGANCE ที่จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มและพัฒนารูปแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ โดยนำ “ชุดไทยเรือนต้น” และ “ชุดไทยจิตรลดา”  จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดงนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งกายด้วยชุดไทยที่ถูกต้องและสง่างาม ซึ่งสอดรับกับวาระสำคัญระดับชาติที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เข้าสู่กระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากองค์การยูเนสโก ในปี 2569 นี้ อีกด้วย

‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริกษาปณศิลป์’ นิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

กรมธนารักษ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน และ สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระ เฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกที่ผลิตจากกรมธนารักษ์ มาผสมผสานงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความทรงจำร่วมสมัย และงานศิลปะชั้นสูงเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่ทรงคุณค่าและหาชมยาก ภายใต้ชื่องาน “สิริกษาปณศิลป์” ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานนิทรรศการ ประกอบด้วย การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของกรมธนารักษ์ในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งหาชมได้ยากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้บนเหรียญกว่า 40 รายการ การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซน “ภูมิสิริ” จัดแสดงเหรียญคู่พระบารมีในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โซน “สิริรัช” จัดแสดงเหรียญในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ โซน  “สิริกิจ” จัดแสดงเหรียญในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากนานาประเทศ

การจัดแสดงนิทรรศการผลงานประณีตศิลป์ชุด “จากบุปผาสู่อัญมณี: เข็มกลัดมงคล ‘สิริแห่งดวงใจสยาม’ ล้อมเหรียญกษาปณ์ไทย” โดย  สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากงานดอกไม้สดสู่ประติมากรรมอัญมณีลํ้าค่า บูรณาการศิลปะร่วมสมัยและนำเสนอเหรียญกษาปณ์ในรูปแบบ “ประติมากรรมเล็ก” (Jewelry Sculpture) เพื่อสร้างภาพลักษณ์
ที่ทันสมัยและเป็นสากล

การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญโดยกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจและนักสะสมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหรียญของกรมธนารักษ์ในวาระสำคัญต่างๆ สำหรับเป็นที่ระลึกหรือมอบเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า และการสาธิตเบื้องหลังการผลิตเหรียญผ่านกิจกรรม Live Demonstration ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสขั้นตอนการสร้างสรรค์เหรียญจากผู้เชี่ยวชาญ อันสะท้อนคุณค่าแห่งศิลปะและมรดกทางวัฒธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ในวันที่ 28 ก.ค.2569 และ วันที่ 12 ส.ค. 2569 (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.)

นิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน (เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ หรือ Facebook: SiamParagon และ www.siamparagon.co.th  

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์ “SEA THE CHANGE” ชวนคนไทยร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์

เจาะลึก 10 โซนไฮไลต์ “SEA THE CHANGE” ชวนคนไทยร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

เตรียมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้โลกใต้ทะเลครั้งยิ่งใหญ่ในงาน YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ด้วยมือเรา มหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี ที่รวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเรื่องราวการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยมาไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกวัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและฟื้นฟูทะเลไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการจะเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม–12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมพาผู้เข้าชมเดินทางผ่าน 10 โซนไฮไลต์ที่ออกแบบให้เกิดทั้งความรู้ ความตระหนัก และแรงบันดาลใจในการลงมือเปลี่ยนแปลงโลกทะเลไปด้วยกัน

เริ่มต้นที่ ZONE 1 : The Welcome จุดต้อนรับและลงทะเบียนที่จำลองบรรยากาศโลกใต้ทะเลแบบ Immersive สร้างความประทับใจแรกให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์และความมหัศจรรย์ของท้องทะเล พร้อมมุมถ่ายภาพเช็กอินสุดตระการตา ก่อนเข้าสู่ ZONE 2 : Under World (Symphony of the Blue) จุดถ่ายภาพไฮไลต์ท่ามกลางฝูงแมงกะพรุนเรืองแสงขนาดยักษ์ ที่สะท้อนความงดงาม อ่อนโยน และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติใต้ท้องทะเล

จากนั้นผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงผ่าน ZONE 3 : Surround Screen (The Silent Crisis) โรงภาพยนตร์ Immersive 360 องศา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตใต้ทะเล สู่ผลกระทบจากขยะและกิจกรรมของมนุษย์ ก่อนเชื่อมโยงกลับมาสู่ผลกระทบที่ทุกคนบนโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

อีกหนึ่งโซนสำคัญคือ ZONE 4 : สายใยแห่งความรัก ถักทอพระราชปณิธาน ถ่ายทอดเรื่องราวการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมนำเสนอความเป็นมาและความสำเร็จของโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน

สำหรับผู้สนใจนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ZONE 5 : HOPE จะนำเสนอความหวังผ่านโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย รวมถึงนวัตกรรม “Upcycling for Life” ที่เปลี่ยนขยะทะเล เศษอวน และพลาสติกใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่สร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม

ขณะที่ ZONE 6 : PEOPLE จะสะท้อนบทบาทของกองทัพเรือและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามในการดูแลทรัพยากรทางทะเล ผ่านโมเดลเรือหลวงขนาดใหญ่และเรื่องราวของผู้พิทักษ์ทะเลไทยที่ทำงานเบื้องหลังอย่างไม่ย่อท้อ

ต่อเนื่องสู่ ZONE 7 : LIFE ที่พาผู้เข้าชมเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลหายาก พร้อมเปิดเผยผลกระทบของขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่กำลังแทรกซึมอยู่ในห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตในทะเล

ส่วน ZONE 8 : THREAT หรือห้องจำลองมลพิษทางทะเล จะพาผู้เข้าชมสัมผัสสถานการณ์เสมือนจริงของท้องทะเลที่ปนเปื้อนสารเคมี ขยะ และมลพิษที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพื่อสะท้อนภัยคุกคามที่กำลังส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับลึก

ด้าน ZONE 9 : ACTION จะเปิดเบื้องหลังปฏิบัติการกู้ภัยและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลครั้งสำคัญของประเทศไทย อาทิ การกู้เรือ MV.AYAR LINN และภารกิจฟื้นฟูแนวปะการังในหมู่เกาะสุรินทร์ ผ่านอุปกรณ์จริง ภาพเหตุการณ์ และเรื่องราวของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ปิดท้ายด้วย ZONE 10 : EMOTION–Marine ER ห้องฉุกเฉินสัตว์ทะเล โซนที่สร้างความประทับใจและความตระหนักรู้ผ่านการจำลองห้องช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก พร้อมเสียงสัญญาณชีพจากหัวใจเต่าทะเลจริง และภาพปฏิบัติการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลและกิจกรรมของมนุษย์

“SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ไม่ใช่เพียงนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ชวนทุกคนตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงทะเลไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำของพวกเราทุกคน เพราะทุกการกระทำเล็ก ๆ ในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกทะเลใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน : https://forms.gle/2zkKCb7M94x7j2DX8