พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง 'ระบบนิเวศอ่อนหวาน' ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

พัทลุงรุกสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’ ส่งต่อสุขภาพดีจาก รพ.สู่ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เมื่อมองผ่านสายตาหมอฟัน หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านทันตกรรม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ภาพที่มักจะคุ้นตา นั่นก็คือคิวผู้ป่วยที่มารอรับการรักษาโรคในช่องปาก ทั้งการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน หรือผ่าฟันคุด ฯลฯ ต่อแถวยาวเหยียด…

“จังหวัดพัทลุงมีทันตแพทย์เพียง 82 คน เมื่อคิดเฉลี่ยแล้วโรงพยาบาลหนึ่งแห่งต้องดูแลคนทั้งอำเภอด้วยหมอฟันเพียง 4-5 คนเท่านั้น” ภก.ณัษฐพงษ์ พัฒนพงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง สะท้อนภาพปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในวิชาชีพนี้ออกมาในวันที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานของเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ที่สามารถสร้างโรงพยาบาลต้นแบบอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน สำเร็จทั้ง 11 แห่งในจังหวัด  เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)    

“ยิ่งคนไข้ต้องสูญเสียฟันแท้ไป ยิ่งมีต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย แม้จะมีสิทธิเบิกฟันปลอมจาก สปสช. ได้ 4,400 บาท แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนการทำฟันปลอมหนึ่งเคสนั้นสูงกว่ามาก จนสถานพยาบาลต้องแบกรับภาระส่วนเกินกว่า 2,000 บาทต่อคน”

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ สอนสังข์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง  ผู้ดำเนินงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูล พร้อมให้ความเห็นว่า ฟันปลอมถือเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันแท้ไปแล้วเท่านั้น การรักษา ‘ฟันธรรมชาติ’ ให้คงอยู่ให้นานที่สุด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

พัทลุง เด็ก 3 ขวบ ฟันผุเกือบ 40% 

สำหรับสถานการณ์โรคฟันผุในเด็กอายุ 3 ปี ในพื้นที่ภาคใต้  ปัจจุบันถือว่า ยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญและมีความรุนแรงสูง ซึ่งหากเปรียบเทียบเชิงพื้นที่ พบว่า เขตสุขภาพที่ 11   (ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นไป) มีความรุนแรงของปัญหาน้อยกว่ากลุ่ม 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งในกลุ่มนี้ มีเพียงจังหวัดตรังที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยพบสุขภาพช่องปากดีครอบคลุมทุกกลุ่มวัย

ส่วนจังหวัดพัทลุง อัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็ก 3 ขวบเกือบ 40%  ขณะที่ค่าเฉลี่ยของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง  ปราศจากฟันผุ (caries free)   65%  (ค่าเป้าหมายของชาติสูง   75%)  ซึ่งยังต่ำกว่าอยู่ถึง 10% 

ด้วย “น้ำตาล” เป็นอาหารของแบคทีเรียในช่องปาก เกิดกรดทำลายเคลือบฟัน จนนำไปสู่โรคฟันผุ เหงือกอักเสบ ซึ่งทั้งหมดส่งผลถึงโรค NCDs ในระยะยาว  จากเรื่องของฟันในช่องปาก นำมาสู่ Food Environment 

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ เล่าถึงโครงการบูรณาการเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง ที่มีเป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัยในทุกช่วงวัย ที่ผ่านมามีการทำงานกับโรงพยาบาล 11 แห่งด้านอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน เพื่อสุขภาวะในอนาคต, ร้านกาแฟทางเลือกเพื่อสุขภาพ หวานน้อยสั่งได้   และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมให้กับผู้ประกอบการรายใหม่

นอกจากนี้ โครงการฯ ยังทำงานร่วมกับโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเสี่ยงอ้วน (นักสืบจิ๋ว) และทำงานกับชุมชน นำโดยอสม.นักวิทย์ สำรวจสิ่งแวดล้อม มีจุดเด่น อยู่ที่โรงพยาบาลพัทลุง  

ทพญ.ชนิฎา ยังชี้ให้เห็นความจริง ที่มีบางชุมชนติดหวานมาก เช่น  ชุมชนอำเภอกงหรา ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมอาหารการกินที่ติดหวานอยู่แล้ว และจากการลงพื้นที่  พบร้านขายเครื่องดื่มในชุมชนของพัทลุง อยู่ในระดับหวานมากๆ (ระดับ 15-28 Brix )

แม้ผลการสำรวจบนชั้นวางสินค้า จะพบความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางก็ตาม แต่ด้วยกลยุทธ์การขายที่กระตุ้นให้คนบริโภคน้ำตาลโดยไม่รู้ตัวนั้น ผลสำรวจนี้ก็ได้สะท้อน จุดเสี่ยง ที่อาจเป็น “กับดัก” ทำให้คนติดหวาน  ได้แก่ มีการน้ำอัดลมวางจำหน่ายระดับสายตา ขนมหวานวางจุดจ่ายเงิน และสินค้าที่มีฉลากโภชนาการ หรือมีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ยังมีน้อยในแต่ละร้าน

สร้างระบบนิเวศลดหวานเต็มพื้นที่

ด้านภญ.พรชนก  เจนศิริศักดิ์ เภสัชกรชำนาญการ สสจ.พัทลุง เสริมถึงการทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดบริโภคน้ำตาลและอาหารปลอดภัย ในโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย อ่อนหวาน ที่เน้นความยั่งยืนและการสร้างความรอบรู้ (Health Literacy) ให้บุคลากรและเครือข่าย ว่า  จากการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่า โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง มีพัฒนาการและความสำเร็จตามลำดับ ทั้งเรื่องการทำให้โรงพยาบาลปลอดน้ำอัดลม 100% มีเมนูผู้ป่วยลดหวาน พัฒนาเมนูชูสุขภาพ อาหารเป็นยาต้านโรคสำหรับผู้ป่วย อาหารว่างเพื่อสุขภาพในที่ประชุม การสร้างความรอบรู้สู่ชุมชน ตลาดเขียว (Green Market) การรณรงค์ร้านกาแฟ ร้านชารอบรั่วโรงพยาบาลอ่อนหวาน  

จากปี 2565: เริ่มต้นโครงการฯ โดยมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 5 แห่ง ล่าสุด ปี 2568: ประสบความสำเร็จ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 11 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานครบ 100% แล้ว

“กฎ เกณฑ์ต่างๆ ไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่ทุกโรงพยาบาลทำได้  ดังนั้น ปี 2569  ประธานคณะดำเนินงานโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ มีข้อสั่งการ ขอให้นมที่ให้บริการกับผู้ป่วย เป็นนมพัทลุงรสจืดเท่านั้น หรือผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) 100% ส่วนสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ต้องมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ นม เครื่องดื่ม ไม่น้อยกว่า 20%” ภญ.พรชนก  ชี้ให้เห็นพัฒนาการของโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยฯ  รวมถึงการจัดซื้อวัตถุดิบที่ปลอดภัยเป็นระบบจากคนในท้องถิ่น พร้อมกับระบบสุ่มตรวจที่รัดกุม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับอาหาร

นี่คือการสร้างระบบนิเวศลดหวาน เพื่อให้คนเมืองลุงมาโรงพยาบาลน้อยลง….      

โชว์ 4 รพ.ต้นแบบอ่อนหวาน

พญ.เสริมศรี ปฐมพาณิชรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลพัทลุง ระบุว่า พัทลุง เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว 26% ฉะนั้นการดูแลสุขภาพเรื่องเบาหวาน ความดัน ไขมัน หากดูแลไม่ดีแล้วก็จะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ ฉะนั้นการลดบริโภคหวาน ลดเค็ม จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องควบคุม

“โรงพยาบาลเป็นสถานบริการที่ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน การรณรงค์ให้ความรู้ลดการบริโภคหวานอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ทางผู้บริหารโรงพยาบาล มีนโยบายสร้างแรงจูงใจลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการ  โดยมีคูปองให้กับร้านค้าที่มีการดำเนินการลดบริโภคหวาน หากทำได้ตามตัวชี้วัดเป็นเวลา 6 เดือน ทางโรงพยาบาลจะลดค่าเช่าเดือนละ 500 บาท”

นอกจากนี้  การณรงค์ลดการบริโภคหวาน ถือเป็นความร่วมมือของร้านค้าที่มีความตระหนักในเรื่องนี้  ทั้งร้านกาแฟในโรงพยาบาล จัดแคมเปญ “หวานน้อยลด 2 บาท” โรงครัว สหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง และตู้กดน้ำอัตโนมัติที่ตั้งในรั้วโรงพยาบาล ต่างก็ให้ความร่วมมือไม่ขายน้ำอัดลม 100%  

เขาชัยสนโมเดล ต้นแบบตลาดเขียวเพื่อสุขภาพ

โรงพยาบาลเขาชัยสน  โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาล แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสุขภาพคนในชุมชนผ่าน “โครงการโรงพยาบาลอาหารอ่อนหวาน”  โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนค่านิยมการกิน โดยปรับเมนูขนมหวานให้เป็นผลไม้สดตามฤดูกาล และให้บริการน้ำสมุนไพรสูตรหวานน้อยเป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

ผลงานที่มีความโดดเด่น  คือการเป็น Green Market Leader ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนเข้ากับสุขภาพ สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ด้วยการรับซื้อพืชผักปลอดภัยมาปรุงอาหาร และต่อยอดสู่โลกดิจิทัลผ่าน ไลน์ “เขาชัยสนพลาซ่า” ตลาดนัดสุขภาพออนไลน์ที่ใครก็เข้าถึงได้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเขาชันสน ยังขยายพลังสีเขียว หวานน้อย ออกสู่ภายนอกรั้วโรงพยาบาล   “หลาดแบกะดิน”  ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นที่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีการค้าขายเดิมอยู่ในอำเภอเขาชัยสนหรือใกล้เคียงได้มาวางจำหน่ายสินค้า ผักปลอดสารพิษ เครื่องดื่มสมุนไพรหวานน้อย ภายใต้แนวคิดรักษ์โลก  ใช้ภาชนะต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ  ถือเป็นจุดนัดพบของคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

ด้านผู้ประกอบการร้านขายของฝากจากกลุ่มน้ำทะเลสาบของไทย หนึ่งในทีมงานหลาดแบกะดิน ดร.คนึงนิจต์ หนูเช็ก แนะนำว่า ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน อยากชวนนักท่องเที่ยว มาเดินเล่น กินของอร่อย ลดหวาน อาหารปลอดภัยสัมผัสวิถีชุมชนกลางอ้อมกอดขุนเขา ”หลาดแบกะดิน“  ของพัทลุง

“เมื่อมาถึงที่นี่ต้องมาลองดื่มน้ำแร่ 100%  ยี่ห้อโนราแคร์ (Nora Care) จากเขาชัยสน ที่ผลิตโดยกลุ่มผลิตน้ำแร่เขาชัยสน เพราะที่นี่มีน้ำแร่ใต้ภูเขา ซึ่งมีแร่ธาตุทั้งหมด 8 ชนิด ไม่มีกำมะถัน มีความเป็นด่างๆ อ่อนๆ 8.3 ค่า PH) และ ล่าสุดมหาวิทยาลัยทักษิณ  ส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้คะแนน 8 เต็ม 10”

ส่วน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (ปัญญานันทภิกขุ) และโรงพยาบาลปากพยูน ผลการประเมินจากโครงการฯ  พบความเด่น เรื่องการสื่อสารยอดเยี่ยม มีนวัตกรรมการสื่อสารลดความหวานต่อเนื่อง ขณะที่ โรงพยาบาลตะโหมด และโรงพยาบาลบางแก้ว ถือเป็นโรงพยาบาลต้นแบบเข้มข้น ที่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการ เน้นอาหารเป็นยา และสมุนไพร

 จากความสำเร็จของเครือข่ายจังหวัดพัทลุงที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยอ่อนหวาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เนื่องจากต้องจัดการกับระบบสวัสดิการและร้านค้าจำนวนมาก

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวชื่นชมที่เครือข่ายสามารถสร้างความเชื่อมั่นจนผู้บริหารโรงพยาบาลให้ความสำคัญ นำไปสู่การปรับปรุงเมนูอาหารกลางวันและอาหารว่างที่เน้นการลดหวาน มัน และเค็ม อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางแห่งยังยกระดับสู่การเป็นเขตปลอดน้ำอัดลม 100% ทั้งในส่วนของสหกรณ์และตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลปริมาณน้ำตาลเพื่อสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ

“การมีป้ายเตือนในสถานพยาบาลถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรและผู้รับบริการเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหวานลงได้อย่างยั่งยืน”

จากวิกฤตความขาดแคลน  กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ สสจ.พัทลุง ลุกขึ้นมาปรับยุทธศาสตร์ทำงานเชิงรุกด้วยการสร้าง ‘ระบบนิเวศอ่อนหวาน’  เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้คนให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยเริ่มปูพรมสร้างโมเดลอาหารปลอดภัยที่เชื่อมโยงจากรั้วโรงพยาบาลขยายผลสู่หัวใจของชุมชน เพราะเชื่อว่า ถ้าต้นทางของอาหารนั้นปลอดภัยและ ‘อ่อนหวาน’ อย่างแท้จริง คนเมืองลุงก็จะมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ต้องให้ถึงมือหมอ…

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน  ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

ส่องไฮไลต์ JGAB 2026 ปรากฏการณ์เหนือระดับแห่งอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน ใจกลางกรุงเทพฯ 22-25 เมษายน ศกนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

วงการอัญมณีและเครื่องประดับเตรียมพบกับความยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติอีกครั้ง ในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG พร้อมปักหมุดเป็น ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแหล่งผลิตและจัดหาอัญมณีและเครื่องประดับของอาเซียน และเป็นประตูที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบสำคัญภายใต้แนวคิด “The Ultimate ASEAN Jewellery and Gemstone Sourcing Hub”

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การจัดหาวัตถุดิบและสินค้าที่ครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ โดยมีการออกแบบพื้นที่เป็นสัดส่วนเพื่อยกระดับบรรยากาศการเจรจาธุรกิจ และตอบสนองทุกโจทย์การลงทุนและการสร้างสรรค์คอลเลกชันใหม่ ประกอบด้วย

– Fine Jewellery & Silver พื้นที่รวมเครื่องประดับสำเร็จรูปและเครื่องประดับเงินที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซ สะท้อนความประณีตและรสนิยมเหนือระดับ

– Gemstone & Diamond แหล่งค้นพบพลอยสีและอัญมณีหายาก รวมถึงเพชรแท้คุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ชั้นนำที่เชื่อถือได้
Lab-Grown Diamond โซนนวัตกรรมทางเลือกใหม่ที่กำลังพลิกโฉมเทรนด์ตลาดโลก ตอบโจทย์ทั้งแง่ของความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโต

-Tools & Equipment ศูนย์รวมเทคโนโลยี เครื่องมือ และอุปกรณ์ล้ำสมัย ที่ช่วยปลดล็อกขีดจำกัดและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ก้าวไปอีกขั้น

งานในปีนี้ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับงานศิลป์และงานฝีมือผ่านสองเวทีไฮไลต์ เริ่มต้นด้วย The Next Gem Contest 2026 พื้นที่ประลองไอเดียของนักออกแบบรุ่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Quiet Luxury Jewellery” ที่นำเสนอความหรูหราอันสงบนิ่งและเปี่ยมรสนิยม ต่อด้วยเวทีแข่งขัน Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 รวมช่างฝีมือชั้นนำของไทยมาถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปะไทยผ่านแนวคิด “The Secret of Thai Legacy” นำเสนอมรดกอันล้ำค่าในภาษาของเครื่องประดับร่วมสมัย

ในงานยังถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจโดยเฉพาะ ตลอดทั้ง 4 วัน ไม่ว่าจะเป็น อัปเดตเทรนด์ผ่าน Seminar & Workshop โดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ การแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำอุตสาหกรรมจากอาเซียน ใน ASEAN JEWELLERY AND GEM SUMMIT ตลอดจนบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงานพบปะผู้ประกอบการและผู้ซื้อชั้นนำอย่าง Business Networking Night ปิดท้ายด้วยความตระการตาของ JGAB Runway แฟชั่นโชว์อัญมณีแห่งเอเชียที่จะสะกดทุกสายตา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เหนือระดับและค้นหาโอกาสทางธุรกิจในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

โดยเปิดให้เข้าชมในเวลา 10:00 – 18:00 น. (สำหรับวันที่ 22-24 เมษายน 2569) และเวลา 10:00 – 17:00 น. (สำหรับวันที่ 25 เมษายน 2569) ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com และลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า ได้แล้ววันนี้ผ่านทาง https://ers-th.informa-info.com/jgb26?cid=PR

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.33 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach (CSC-2030) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากลไก “ที่ปรึกษาวัฒนธรรม” ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และกรอบแนวคิด Culture 2030 ของ UNESCO

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงลึกที่ผสมผสานทั้งองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้จริงในบริบทของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) การวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง การออกแบบแผนพัฒนา และการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดโอกาสและการสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการรับสมัครในรุ่นที่ 2 เปิดรับถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดผ่านกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติและการสัมภาษณ์ เพื่อเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าร่วมหลักสูตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 และ 28–30 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทั้งองค์ความรู้ด้าน Culture × Sustainability ทักษะการเป็นโค้ชและที่ปรึกษาเมือง รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง พร้อมได้รับ ใบรับรองการเป็นที่ปรึกษาวัฒนธรรมระดับประเทศ และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายที่ปรึกษาเมืองระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการทำงาน การพัฒนาโครงการ และการเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต

“คิดถึงวันนี้ยังสนุกอยู่เลยครับ ได้ความรู้ ได้เพื่อนที่แชร์ passion และแรงบันดาลในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคุณค่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้คิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อโลกอนาคตและคนรุ่นใหม่ที่จะภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง” จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จิรทักษ์ จำกัด และ วิลล่าเสนีวงศ์ พื้นที่เชิงสุนทรียะ ธนบุรี หนึ่งในโค้ชรุ่นที่ 1 กล่าวถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ ปรมา ทิพย์ธนทรัพย์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็บ อีกหนึ่งผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนมุมมองว่า “CSC-2030 คือพลังตัวคูณ ที่ช่วยขยายศักยภาพของโค้ชทุกคนให้เพิ่มขึ้นสิบเท่า และโค้ชรุ่นที่ 1 ของเราก็จะเป็นพลังตัวคูณ ที่ทำให้เมืองที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม เติบโตได้อีกสิบเท่าเช่นกัน”

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักสร้างสรรค์ นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง สมัครเข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach รุ่นที่ 2 เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมืองไทย

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 เมษายน 2569 ที่ >> https://forms.gle/G1YGBi72AGWSGLs79 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Thai Culture for SDGs

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

'ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด' รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

การเข้าถึงโภชนาการที่เพียงพอและเหมาะสม ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในวัยเรียน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังงานทางร่างกายและสมาธิในการศึกษาและพัฒนาทักษะในแต่ละช่วงวัย อย่างไรก็ตาม เยาวชนจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะความเป็นอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนควบคู่ไปกับการจัดการศึกษา

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดยคณะนักบวชซาเลเซียน ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษาโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพและการปลูกฝังคุณธรรม

ปัจจุบัน วิทยาลัยดูแลนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมาก ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวมถึงนักเรียนประจำจากต่างจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านฐานะ ทำให้การสนับสนุนด้านโภชนาการเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยในแต่ละปีการศึกษา วิทยาลัยมีความจำเป็นต้องใช้ข้าวสารมากกว่า 21,528 กิโลกรัม เพื่อจัดเตรียมอาหารให้เพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง

จากความจำเป็นดังกล่าว ภาคสังคมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสนับสนุน โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนอย่างยั่งยืน ล่าสุด ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 ได้ตอกย้ำบทบาทองค์กรจิตอาสาที่ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินโครงการ “มอบข้าวสารสำหรับนักเรียน” ผ่านการบริจาคเงินให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ เพื่อนำไปจัดซื้อข้าวสารสำหรับใช้ในการประกอบอาหารให้กับนักเรียน โดยมี นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ วีวี แชร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของชมรมฯ ในการส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม แต่ยังเป็นการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างตรงจุด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และเสริมสร้างความมั่นคงทางโภชนาการให้กับนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในฐานะ ประธานชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 กล่าวว่า “สมาชิกในชมรมของเรามุ่งมั่นในการทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

การสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและสถานศึกษา ที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังต้องการการสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน

วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ ยังคงเดินหน้าภารกิจในการเป็นสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนฟรีในระดับอาชีวศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในทุกมิติ

ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มโอกาสให้กับเยาวชน แต่ยังสะท้อนบทบาทขององค์กรภาคสังคมในการเป็นพลังสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไปในอนาคต

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน  จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่เยาวชน จึงได้จัดกิจกรรมการอบรมลดการเกิดอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาบรรเทาภัย (Emergency Response Team: ERT) และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยร่วมอบรมให้ความรู้การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างเหมาะสมให้แก่คณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) และโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อๆ เร็วนี้

ภายในกิจกรรมดังกล่าว พนักงานจิตอาสาและผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ลักษณะและสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงวิธีการป้องกันอุบัติเหตุในโรงเรียนเบื้องต้นเพื่อให้คณะครูและน้องๆ นักเรียนได้ร่วมฝึกปฏิบัติป้องกันเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล  เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อนิยามของความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่คือการหยิบยื่นโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงร่วมกับ HiSoParty สานต่อโครงการ “กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก (Leading Women Fund)” เป็นปีที่ 5 ผ่านงานน้ำชาการกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เนื่องในเดือนแห่งวันสตรีสากล พร้อมเชิญชวนเครือข่ายผู้หญิงแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ลี้ภัยกว่า 344 คน จาก 86 ครอบครัว และเมื่อรวมกับเงินสนับสนุนจากทั่วโลก UNHCR สามารถส่งต่อโอกาสและความหวังให้ผู้ลี้ภัยหญิงกว่า 4 ล้านคน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ ยูเครน เลบานอน จอร์แดน มอลโดวา และพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ

ไฮไลต์พิเศษสำหรับปีนี้ ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษจาก อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ในหัวข้อ “การทอผ้า สัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็ง และความหวัง จากประวัติศาสตร์ไทยสู่ ผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” และร่วมประมูลผ้าจากหลากหลายประเทศอันทรงคุณค่า จากอาจารย์เผ่าทอง, เสื้อแจ็กเก็ตสุดรักจาก ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR และกระเป๋า Judith Leiber จาก Beauty Gems รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก                                           

งานนี้ ได้รับเกียรติจาก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงาน พร้อมสมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก อาทิ ปรียามล ธนวิสุทธิ์, ดร.แคทลีน มาลีนนท์, ดร.ดาริณ พันธุศักดิ์,  อรวรรณ คราประยูร, พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ, สุภาภรณ์ ถวิลเติมทรัพย์, สิริญญา เหล่าจินดา, สุณี  หวังวณิชกุล, อนันดา  หวังวณิชกุล, วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์, พงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ และอีกหลายท่านที่มาร่วมเป็นกระบอกเสียงและพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกองทุนฯ โดยมี อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ จาก UNHCR ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ร้านอาหารบ้านสุริยาศัย One Bangkok

“Leading Women Fund” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการกุศล แต่ยังเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งงดงามทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงทั่วโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนและองค์กร UNHCR ประเทศไทย โทร 063-270-9334

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ  จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

เรื่องนี้มีประวัติ จากวังไม้ (วังริมถนนหลวง) ถึงวัง (ถนน) วิทยุ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงเรื่องราวแบบภาพรวมของวังวิทยุ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ หรือพลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยได้กล่าวถึงวังไม้ ของเสด็จในกรมชัยนาทฯ ไว้พอสังเขป

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต และหม่อมเจ้าวิภาวดี ทรงเป็นคู่เสกสมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ณ พระที่นั่งบรมพิมาน / ภาพล่าง: หม่อมเจ้าปิยะรังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ พระญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว

วันนี้จะมาเล่าถึงวังไม้ โดยได้ความกรุณาจาก หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ธิดาของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต รวมถึงการได้ข้อมูลจากหนังสือ เกิดวังไม้ ที่ทรงเขียนโดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับพระบิดา (เสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ) พระมารดา (หม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา)  และหม่อมน้อง (หม่อมเจ้าจารุลักษณ์กัลยาณี รังสิต)

ชีวิตในวัยเยาว์ของ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเกิดที่วังไม้ หรือวังริมถนนหลวง ด้วยความที่วังไม้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเทพศิรินทราวาสฯ เมื่อ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงมีชันษาครบกำหนดเข้าศึกษา จึงทรงเข้ารับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ทรงศึกษาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องทรงลาออกจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพราะต้องตามเสด็จพระบิดา (พลตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) ที่ต้องทรงตามเสด็จสมเด็จพระราชปิตุฉา เจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ไปทวีปยุโรป เพื่อทรงรักษาพระวรกาย ในช่วงต้นปี 2465 แต่หลังจากนั้นสองปี หม่อมเจ้าปิยะรังสิตทรงกลับมาศึกษาต่อในชั้นมัธยม 3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาปี 2468 เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงย้ายจากวังไม้ไปประทับที่วังถนนวิทยุ หรือวังวิทยุ ซึ่งวังใหม่นี้ เสด็จในกรมชัยนาทฯ ทรงเลือกซื้อที่ดินด้วยพระองค์เอง แล้วทรงให้นายชาร์ลส์ เบเกอร์แลง สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต

สัปดาห์ก่อนได้เขียนถึงวังวิทยุไว้มากพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้จึงขอเล่าถึงเรื่องวังไม้ แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่วังไม้ถูกรื้อออกไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่มีวังจริง ๆ ให้เห็นอีกต่อไป แต่ก็ยังดีที่มีรูปภาพเก่าจากหนังสือ “เกิดวังไม้” ให้ใช้ประกอบเรื่องราวได้

ในคำนำหนังสือเกิดวังไม้ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ดังนี้ ….”วังไม้” อันเป็นประทับของเจ้าของวัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เมื่อสมัยยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์  จนกระทั่งทรงเลื่อนพระยศขึ้นเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ในรัชกาลที่ 6……

วังไม้ และผังวังไม้

และในคำนำอีกตอนหนึ่งทรงเขียนไว้ว่า …กล่าวถึง “วังกรมขุนชัยนาทนเรนทร” ว่า “ได้พระราชทานที่สร้างวัง ที่ริมถนนหลวงฟากใต้ ตอนตรงกันวัดเทพศิรินทราวาส ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร”

“เรื่องชื่อนั้น หากพ้องกับชื่อเรื่องอื่นบ้างก็คือเรื่อง “เกิดวังปารุสก์” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเกิดวังปารุสก์ และเรื่องนี้มีอีกสิ่งเดียวที่พ้องกันคือการที่ผู้เขียนทั้งสองเกิดใน “วัง” หรือจะนับการที่ผู้เขียนทั้งสองเผอิญมีมารตาเชื้อชาติฝรั่งเช่นเดียวกันก็ได้ นอกจากนั้นแล้วทุก ๆ อย่างผิดกันอย่างกับฟ้าและดิน เพราะวังหนึ่งเป็นวังเจ้าฟ้าชั้นสูงสุด อีกวังหนึ่งเป็นวังพระองค์เจ้าราชโอรส ซึ่งอยู่สุดท้ายปลายแถว จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องแตกต่างกันมาก”

วังไม้ และผังวังไม้

“ในโอกาสนี้ จึงใคร่จะกล่าวเสียเลยว่า การที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนไว้ในตำนานวังเก่าว่า “…..ส่วนตำหนักนั้น เมื่อเสด็จกลับจากศึกษาในประเทศยุโรป ในรัชกาลที่ 6 ทรงสร้างพระราชทานเป็นตำหนักไม้ชั่วคราว ยังไม่ได้สร้างตำหนักเครื่องถาวร” นั้น เห็นจะเป็นการที่ทรงเข้าพระทัยผิด เพราะคงทรงเห็นว่า “วัง” ไม่ควรเป็นเรือนไม้ ควรเป็นตึก จึงเข้าพระทัยว่าคงจะเป็น “ตำหนักไม้ชั่วคราว” เรื่องนี้ถ้าพิจารณาแผนผังของวังแล้ว จะเห็นได้ว่าตำหนักไม้ที่สร้าวงพระราชทานนั้น นอกจากจะมีขนาดกว้างขวางใหญ่โตแล้ว ยังตั้งอยู่ในที่ ๆ ต้องเป็นตำแหน่งของตำหนักถาวรทีเดียว ไม่ใช่แอบไว้ข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อรอการสร้างตำหนักถาวร นอกจากนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ยินเสด็จพ่อรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวว่าเป็นตำหนักชั่วคราว ตรงกันข้ามได้ทรงดัดแปลงแก้ไขบางส่วนของตำหนักให้เป็นที่น่าอยู่ขึ้น ตามลักษณะของบ้านเรือนสมัยที่ได้รับอิทธิพลจกประเทศตะวันตกแล้ว แต่จะทรงแก้ไขอย่างไร ๆ ก็ยังเป็นตำหนักแบบเรือนไม้สองชั้นอยู่นั่นเอง จึงในที่สุดแล้วได้ทรงสร้างวังใหม่แบบฝรั่งเสียเลยที่ถนนวิทยุ วังใหม่นี้ทรงย้ายมาประทับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2468 ประทับจนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2494″

วังไม้ และผังวังไม้

วังไม้ใช้เงินก่อสร้างมูลค่ารวม 55,300 บาท 49 สตางค์ โดยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมฯ สร้าง เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ของแต่ละชั้นประมาณ 460 ตารางเมตร สองชั้นรวมมีพื้นที่ 920 ตารางเมตร ความสูงจากพิ้นถึงเพดานประมาณ 4 เมตร

ภาพบน : หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต

ภาพล่าง : สมาชิกครอบครัวรังสิต กับเพื่อนสนิท เจ้าสายเมือง เม็งราย ณ เชียงตุง (ขวาสุดในภาพ)

หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ทรงเขียนไว้ว่าเมื่อการก่อสร้างวังไม้แล้วเสร็จใหม่ ๆ ต้นไม้ต่าง ๆ ยังมีอยู่ ดูรูปเหล่านี้แล้วเห็นว่ากลางเมืองบางกอก เมื่อ พ.ศ. 2456 นั้นยังมีย่านคล้าย ๆ ป่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขณะนั้นพลเมืองกรุงเทพฯ มีอยู่สองหรือสามแสนคนเท่านั้น แต่สัตว์ต่าง ๆ เช่น งู ตุ๊กแก นาค ตะกวด ฯลฯ สัตว์ต่าง ๆ ยังชุกชุม ทั้งในน้ำยังอุดมสมบูรณ์ เสียงอีกาซึ่งในขณะนั้นรำคาญกันนัก แต่มาบัดนี้รู้สึกคิดถึงเสียจริง ๆ แม้แต่จิ้งจก หรือยุง ซึ่งเป็นเพื่อนคู่บ้านของคนไทย ก็หายไปเกือบหมดแล้ว สิ่งที่คนไทยเราอ้าแขนรับเข้ามาอยู่แทนคือคนที่หอบเงินเข้ามาจากฮ่องกง ไต้หวัน และที่ต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เลยเข้ามาเมืองไทย ทำให้ไทยพลอยรกไปหมดด้วยป่าคอนกรีต

ครอบครัวรังสิต เมืองเบอร์ลิน พ.ศ. 2471

เสด็จในกรมพระยาชัยนาทและหม่อมเอลิซาเบธ เมื่อครั้งทรงพาหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต และหม่อมเจ้าสนิธประยูรศักดิ์ ไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2469

แม้วันนี้จะไม่มีวังไม้ของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ อยู่อีกแล้ว แต่ความทรงจำดี ๆ ของคนที่เคยอยู่อาศัยในวังไม้ยังคงเด่นชัดไม่ลบเลือน แม้วังไม้จะไม่ปรากฏอยู่อีกต่อไป แต่เมื่อได้อ่านเรื่องราวของวังไม้ ก็ทำให้เกิดจินตนาการขึ้นมาโดยพลัน วังไม้ซึ่งเป็นวังแรกของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงเจิดจรัสอยู่ในความทรงจำและในจินตนาการ แต่วังวิทยุของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ยังคงดำรงอยู่ และยังคงบอกเล่าเรื่องราวของอดีตที่สามารถเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน พร้อมกับยังคงดำรงอยู่เพื่อให้คนที่สนใจใคร่รู้เรื่องราวของวังวิทยุ ได้เข้าไปศึกษาความเป็นมาของโบราณสถานอายุกว่า 100 ปี แต่ยังคงมีลมหายใจนิรันดร์

วันหน้าผู้เขียนจะขออนุญาต หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นำผู้อ่านแนวหน้าไปเยี่ยมชมวังวิทยุ และจะกราบขออนุญาตให้คุณหญิงปรียนันทนาช่วยกรุณาเล่าเรื่องราว และเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของวังวิทยุและพระประวัติของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ ให้คุณ ๆ ได้รับฟังด้วยกัน

ชีวิตวัยเยาว์ ณ วังวิทยุ

หมายเหตุ

วังไม้เสียหายทั้งวังเพราะเหตุอัคคีภัย เมื่อ 16 สิงหาคม 2482 แต่ก่อนที่วังไม้จะสูญสิ้นนั้น วังแห่งนี้ได้ถูกใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์หลายสถาน อาทิ สถานที่พยาบาลชั่วคราวในยามกรุงเทพฯ เกิดโรคอหิวาต์ระบาดหนัก 2469 และในปี 2473 วังไม้ได้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนสายปัญญา โดยใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นประถม ส่วนวังเดิมของพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ถูกใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นมัธยม 6-8

ภาคผนวก

พระกรณียกิจของเสด็จในกรมพระยาชัยนาทฯ เมื่อทรงรับราชการนั้นเกิดขึ้นเมื่อประทับ ณ วังไม้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยคนแรกของสยามประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายนพ.ศ. 2460  จึงทรงเป็นพระองค์แรกที่วางหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยาม ซึ่งก็คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วังวิทยุ ช่วง พ.ศ. 2468 และสมาชิกครอบครัวรังสิตกับญาติและเพื่อนสนิท

ครั้นต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนพ.ศ. 2461 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก (ต่อมายกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงสาธารณสุข) ทั้งนี้เสด็จในกรมพระยาชัยนาท ทรงเป็นผู้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์) ให้ทรงสนพระทัยในการแพทย์และการสาธารณสุขของสยามประเทศ

ภาพประกอบจากหนังสือ “เกิดวังไม้”  โดย หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เนื่องในโอกาสชันษา 100 ปี

เรื่อง…เฉลิมชัย ยอดมาลัย

ลฎาภา ทิวะสิงห์

ปาริชาติ ชำนิบรรณการ

ภาพ ชัยสิทธิ์ รอดทอง

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ชวนคนรักสุขภาพมาฟื้นฟูกายใจ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

 

หัวหิน – 16 เมษายน 2569: อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท (Avani+ Hua Hin Resort) กลับมาชวนเหล่าคนรักสุขภาพมาร่วมดูแลตัวเองไปกับ Wellness Wanderer Camp อีกครั้ง กับแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2569 ที่รวมกิจกรรมดูแลสุขภาพ ห้องพัก และมื้ออาหาร ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลหัวหินที่เงียบสงบ ภายใต้แคมเปญ Avani Tribes: Live Your Tribe ที่รวบรวมกลุ่มผู้เข้าพักที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ไปด้วยกัน โดยในปีนี้โปรแกรมยังพัฒนาให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมที่คัดสรรมาอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 8 ท่าน ให้ผู้เข้าร่วมได้ฟื้นฟูกายใจอย่างเต็มที่ ไปพร้อมกับโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ตลอดทริป

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าด้วยการวิ่งริมชายหาดร่วมกับโค้ชและผู้เข้าร่วมท่านอื่น ๆ ก่อนจะต่อเนื่องด้วยกิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงและการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึก Functional Training แอโรบิกในน้ำ การคลายพังผืด (Fascia Release) การจัดกระดูกแบบดั้งเดิม (Bone Setting Therapy) ไปจนถึงกิจกรรมคลื่นเสียงบำบัดแบบลอยน้ำ (Floating Sound Healing) และ การแช่น้ำแข็ง (Ice Bathing) เพื่อช่วยฟื้นฟู และลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ พร้อมปิดท้ายวันด้วยช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและความสนุก ผ่านมื้ออาหารที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าร่วมทุกคนเข้าด้วยกัน

โดยหัวใจหลักของโปรแกรมนี้รวมถึง AvaniWell ศูนย์สุขภาพประจำรีสอร์ท ที่ผสานศาสตร์การบำบัดแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ มอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลอย่างครอบคลุมตั้งแต่ ดริปวิตามิน (IV Drip) ทรีตเมนต์ดูแลผิวหน้า กายภาพบำบัด การยืดกล้ามเนื้อ ไปจนถึงศาสตร์อายุรเวทและการนวดไทย เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล

อีกหนึ่งไฮไลท์ตลอดรีทรีทนี้คือเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ที่รังสรรค์โดยเชฟกิ๊บ Executive Chef ของรีสอร์ท ที่ออกแบบโดยเน้นความสมดุลของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลในรูปแบบที่เบาสบายแต่ยังคงความอร่อย เมนูจะปรับเปลี่ยนตลอดการเข้าพัก ตั้งแต่อาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงมื้ออาหารที่เน้นการสังสรรค์และการใช้เวลาร่วมกัน

Wellness Wanderer Camp ออกแบบมาให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยสามารถปรับระดับกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าความเข้มข้นของการฝึก จึงเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเองในแบบของตนเอง

แพ็กเกจ Wellness Wanderer Camp 2026 ตลอด 3 วัน 2 คืน รวมห้องพัก กิจกรรมเวลเนส และอาหารครบทุกมื้อ ราคาเริ่มต้นที่ 23,850++ บาทต่อท่าน หรือ 46,700++ บาทต่อคู่ สำหรับห้อง Deluxe Room พร้อมตัวเลือกอัปเกรดห้องพักสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่พิเศษยิ่งขึ้น

สำรองห้องพักหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.avanihotels.com/en/hua-hin/offers/wellness-wander-camp
อีเมล: reserveavani@avanihotels.com
โทร: 032 898 989

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

ไอคอนคราฟต์ปลุกเทรนด์คราฟต์ไทยสีสันสดใส ผ่านแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ชวนทุกคนสัมผัสเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทยในมุมมองใหม่ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์หน้าร้อน กับแคมเปญพิเศษ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รวมไอเท็มสุดคราฟต์ที่โดดเด่นด้วยเฉดสีจัดจ้าน ลวดลายมีเอกลักษณ์ และดีไซน์ที่สะท้อนพลังความสนุก ถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สดใหม่และร่วมสมัย มาให้ผู้รักในงานฝีมือเลือกช็อปเลือกแมตช์กับสไตล์ที่ใช่ จุดประกายให้ซัมเมอร์นี้สดใสยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม 

สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า “ไอคอนคราฟต์ตั้งใจที่จะทำให้งานคราฟต์ไทยเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสนุกสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในฤดูร้อนปีนี้ เรามุ่งเน้นการนำเสนอ ‘Thai Craft Reimagined’ หรือการตีความงานฝีมือไทยในมุมมองใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสและความร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวเห็นว่า งานฝีมือจากภูมิปัญญาไทยสามารถหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ในบ้าน ซึ่งทุกชิ้นไม่เพียงดีไซน์เก๋ สีสันสดใส ยังมีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และมีความหมายอันเป็นสิริมงคล เหมาะเป็นของขวัญของฝากให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยและซัมเมอร์นี้”

แคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” เติมสีสันให้ซัมเมอร์นี้ด้วยงานฝีมือไทยดีไซน์ร่วมสมัย แฝงไปด้วยอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งแฟชั่นไอเท็ม เครื่องประดับ และของใช้ในบ้าน จากแบรนด์ไทยขวัญใจสายคราฟต์ อาทิ 


• PREM X BELLVE ความร่วมมือสุดพิเศษระหว่าง PREM.ARTISTIC ศิลปินผู้ชุบชีวิตวัสดุเหลือใช้ผ่านการเล่าเรื่องด้วยสีสัน และ BELLVE ดีไซเนอร์ผู้ใช้ภาษาแห่งสี เพื่อเยียวยาหัวใจและสะท้อนตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Forever In Bloom เผยโฉมคอลเลกชันแฟชั่นคราฟต์รับซัมเมอร์ ที่เด่นด้วยการนำเศษผ้าและเศษวัสดุเหลือใช้มาถักทอจนเปล่งประกายราวกับดอกไม้ ผสานสีสัน ลวดลาย และดีไซน์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เติมความสนุกและความเคลื่อนไหวให้ทุกลุคในฤดูร้อนนี้ 


• PATTERN.ERS การรวมตัวของ 4 แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากภาคเหนือ ทั้ง KANZ BY THAITOR จากจังหวัดแพร่ ที่มีเอกลักษณ์ในการนำเศษผ้าเหลือใช้มาปะติดปะต่อเป็นผ้าชิ้นใหม่เพื่อให้เกิดมิติของลาย จนเหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้, {JUN} แบรนด์ Men’s Wear ที่มักหยิบเอาดีเทลเครื่องแต่งกายผู้ชายจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาลดทอนให้เรียบง่าย ตัดเย็บด้วยผ้าทอคุณภาพของเชียงใหม่, LONGGOY แบรนด์แฟชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวล้านนาในรูปแบบใหม่ ใช้เทคนิคการกัดสี และวัตถุดิบจากเชียงใหม่ มาสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกลักษณ์, FEEL YOUTH ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสัน ศิลปะ และธรรมชาติรอบตัว มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าซึ่งสะท้อนความสนุก ความงาม และความเยาว์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา 


• MAMAWELL แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นสาย Sustainable ที่ปลุกชีวิตให้เศษผ้าเหลือใช้จากการตัดเย็บชุดว่ายน้ำ กลายมาเป็นกระเป๋าถักมือสีสันสุดจี๊ด สะท้อนเอกลักษณ์ความไม่ซ้ำใครในทุกใบ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความสดใส น้ำหนักเบา และแห้งไว จึงเป็น Must-Have Item สำหรับซัมเมอร์นี้
• HOROSCARF ผ้าพันคอแบรนด์ไทยที่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ให้กลายเป็นงานศิลปะบนผืนผ้าได้อย่างมีรสนิยม ด้วยภาพวาดสีน้ำอันอ่อนช้อยแฝงด้วยลวดลายมงคลเสริมพลังบวกและสิริมงคล ช่วยเสริมความเก๋และความโชคดีไปพร้อมกัน


• WISHULADA แบรนด์งานศิลปะสื่อผสมที่ทลายขีดจำกัดของคำว่าขยะ สู่ผลงานดีไซน์ที่โลกต้องจับตามอง ผ่านการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้รอบตัวให้กลายเป็นแฟชั่นไอเทมและของตกแต่งบ้านสุดคูล สะท้อนหัวใจสำคัญของงานคราฟต์ยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความทันสมัยและเปี่ยมด้วยจินตนาการ


• Suaydeee Studio แบรนด์เครื่องประดับแฮนด์เมดสายมูแสนเก๋จากเชียงใหม่ที่ มาพร้อมคอลเลกชันล่าสุด The Auspicious Takrud Collection สร้อยตะกรุดมงคล 5 แบบ 5 สไตล์ เครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเสริมความมั่นใจ ความสำเร็จ และโชคลาภให้กับทุกวันที่สวมใส่


• Hathai Herb แบรนด์สมุนไพรไทยร่วมสมัยที่ผสานธรรมชาติ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน กับผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ “ยาดมสมุนไพรรูปหัวใจ” ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันพร้อมสีสันโดนใจ ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงสมุนไพรไทยและสนุกกับการ Mix & Match กับสไตล์ที่ต้องการ
• Suchai Craft ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้หลากหลาย พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำของผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมลายไทย ให้เป็นของที่ใคร ๆ ก็หยิบมาใช้ได้อย่างร่วมสมัย 

พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM และลูกค้าชาวต่างชาติ ช็อปสนุกกับแคมเปญ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” รับส่วนลดสูงสุด 600 บาท โดยเมื่อสินค้าภายในร้านไอคอนคราฟต์ครบ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จทันที 100 บาท (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 200 บาท/ใบเสร็จ) และช็อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จไปเลย 500 บาท  (สำหรับการซื้อครั้งถัดไป ขั้นต่ำ 1,000 บาท/ใบเสร็จ) สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

ร้อนนี้ต้องเก๋กว่าใคร มาเติมสีสันรับซัมเมอร์ด้วยงานคราฟต์ไทยดีไซน์สุดชิคกับ “ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์ THAI CRAFT IN SUMMER” ได้ตลอดเดือนเมษายนนี้ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT 

#ICONCRAFT #ไอคอนคราฟต์ #ThaiCraftInSummer #ไอคอนซัมเมอร์คราฟต์

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

ไอคอนสยามประสบความสำเร็จสงกรานต์เกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวร่วมประเพณีไทย 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สงกรานต์ไอคอนสยามประสบความสำเร็จเกินคาด รวมยอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาล 6 วันกว่า 1.47 ล้านคน เติบโตทั้งกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริงสร้างไวรัลบนโซเชี่ยล มีผู้ชมคอนเทนต์สงกรานต์บนออนไลน์รวม 100 ล้านวิว เป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ตัวจริงที่ครบทุกมิติทั้งการเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย พร้อมปลุกเศรษฐกิจ กระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลให้เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ไอคอนสยามและพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026” ถือเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ และเผยแพร่เทศกาลสงกรานต์ไทยอันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่านี้ร่วมกัน การจัดงานในปีนี้ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายอย่างมาก กิจกรรมทั้งหมดได้รับความสนใจ มียอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาลทั้ง 6 วัน รวมกว่า 1.47 ล้านคน โดยจำนวนผู้ร่วมงานเติบโตทั้งในกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนั้น ยังสร้างปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ มีผู้ชมคอนเทนต์ตลอดเทศกาลสงกรานต์สูงมากถึง 100,000,000ครั้ง (views) ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

“งานสงกรานต์ไอคอนสยาม จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด สนุก สุข สิริมงคล สงกรานต์ไทย” นำเสนอประสบการณ์ครบมิติทั้งการสาดน้ำที่สนุกสนาน สะอาด ปลอดภัย มอบความบันเทิงจากศิลปินไทยมากความสามารถ พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรมไทยหลากหลายด้าน เช่น ขบวนแห่นางสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้าน พร้อมกิจกรรมเสริมความสิริมงคล ส่งเสริมการใช้ชีวิตตามวิถีไทยอย่างครบเครื่อง ทำให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับการร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้ามากกว่า 1,000 ร้านค้า ส่งมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่หลากหลายคุ้มค่า ทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มียอดจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 15% จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภายในศูนย์การค้าและธุรกิจโดยรอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างคึกคักตลอดเทศกาล” นายสุพจน์กล่าว

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเทศกาลไทยสู่สากล

โดยความสำเร็จในครั้งนี้ไอคอนสยาม ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้แก่กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปุริ จำกัด, บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ซิตี้ ไอซ์ จำกัด, Beverly Hills Polo Club, Sapporo Beer, โรงพยาบาลสมิติเวช, บริษัท นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, แบรนด์ Havaianas, น้ำแร่ 6ty degrees, บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด, DREAME THAILAND และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS), บริษัท แบรนด์ดีไลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ เมืองสุขสยาม ร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์งานสงกรานต์ ทำให้งานสงกรานต์ไอคอนสยามเป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ที่ครบมิติทั้งการละเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย ส่งเสริมให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กของการจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

ไฮไลต์กิจกรรมที่ผสานวัฒนธรรมและความบันเทิง สร้างประสบการณ์ “THAICONIC”

ไอคอนสยามได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญที่รวบรวมไอคอนแห่งความเป็นไทยในทุกมิติ มาบรรจบกันในเทศกาลฉลองปีใหม่ไทย ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของชาติ จนถึงตัวแทนแห่งยุค เพื่อร่วมเชิดชูและสืบสานความงดงามของวัฒนธรรม สู่เทศกาลสงกรานต์ที่เต็มไปด้วยสีสัน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หนึ่งในไฮไลต์ที่ได้รับการกล่าวถึงในโลกโซเชียลและกลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิต คือ Water Landmark ช้างไทยพ่นน้ำขนาดยักษ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการนำ “ช้างไทย” สัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของไทยมานำเสนอในรูปแบบผลงานประติมากรรมศิลปะขนาดใหญ่ สร้างสรรค์โดยศิลปิน Dee SweetDrug Studio และสามารถพ่นน้ำได้ถึง 6 งวง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเสริมสิริมงคลให้กับผู้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยน้ำมนต์ 9 วัด นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังได้นำมรดกทางวัฒนธรรมให้ปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลกผ่าน ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดวิจิตรตระการตา พร้อมไอคอนแห่งยุคอย่าง หลิง-ออม และ 4EVE ตลอดจนปรากฏการณ์ความบันเทิงที่รวบรวมศิลปินมากมายมามอบความสุขและความบันเทิงภายในงานกว่า 300 ชีวิตตลอด 6 วันเต็ม รวมถึงกิจกรรมที่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิม ทั้งการสรงน้ำพระเสริมสิริมงคล รับพลังบุญต้อนรับปีใหม่ไทย กิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู กิจกรรมการประกวดหนูน้อยสงกรานต์ และการประกวดร้องเพลงรุ่นเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมความกล้าแสดงออกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความรักความอบอุ่นภายในครอบครัวอีกด้วย ทุกกิจกรรมล้วนสร้างประสบการณ์แบบ “THAICONIC” อย่างแท้จริงในทุกมิติ

#ICONSIAMSongkran #สงกรานต์ที่ไอคอนสยาม #ICONSIAM