สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง

นางสาวนิรมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1. พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2. พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3. ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2. การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3. กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4. การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการยกระดับการตรวจสอบสื่อดิจิทัลในไทย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามินบี 6 อยู่มาก ซึ่งหากปราศจากความเข้าใจเรื่องปริมาณที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพอาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย วิตามินบี 6 ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพราะการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ที่ได้รับ ซึ่งการอัพเดทกฎระเบียบล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ถือเป็นสัญญาณของการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าปริมาณแค่ไหนที่อาจมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 6 คืออะไร และจำเป็นอย่างไร?

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร  ให้ข้อมูลว่า วิตามินบี 6 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แม้ว่าเราจะสามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ทั่วไปในอาหารประจำวัน แต่ข้อมูลจากทั่วโลกกลับระบุว่าผู้คนจำนวนมากยังคงได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 6 ซึ่งมักแสดงอาการในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงปัญหาทางระบบประสาท เช่น อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายมือปลายเท้า และความเจ็บปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท

ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทราก

ประโยชน์ของการเสริมวิตามินบี 6 นอกเหนือจากมื้ออาหาร

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินบี 6 ประมาณ 1.3 – 2.0 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งร่างกายมักจะได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล โดยแหล่งวิตามินที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา (เช่น ทูน่าและแมคเคอเรล) ไข่ มันฝรั่ง กล้วย ถั่วลูกไก่ และรำข้าว สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเมล็ดงา ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ ในขณะที่เอเชียใต้จะเน้นการได้รับจากถั่วเลนทิลและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มคน โดยเฉพาะในช่วงวัยหรือสถานการณ์ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ รวมถึงผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

เมื่อสารอาหารจากมื้ออาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยเติมเต็มความต้องการในแต่ละวัน หากใช้อย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 จะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวม

ความกังวลเกี่ยวกับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

จากรายงานล่าสุดที่เน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ในบางประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องปริมาณการใช้งาน และความปลอดภัยของวิตามินบี 6

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิตามินบี 6 เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และภาวะทางสุขภาพที่หลากหลายอาจมีความเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 6 ที่ไม่เพียงพอ ด้วยจำนวนผู้คนนับล้านที่ยังไม่ได้รับวิตามินบี 6 เพียงพอตามความต้องการพื้นฐาน ประกอบกับความชุกของภาวะขาดวิตามินบี 6 ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะติดสุรา) การสนับสนุนให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษาด้วยวิตามินบี 6 อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการใช้วิตามินอย่างปลอดภัยคือ “ความสมดุล” เพราะในตอนนี้ภูมิภาคของเรามีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนจากการบริโภคตามกระแส ไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์โดยมี “คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องนำทาง

คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาชีพจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมประชุมเพื่อประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 อย่างปลอดภัย ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนาน พวกเขาได้จัดทำ ‘แนวทางปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของปริมาณยา ระยะเวลาที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงประโยชน์ในการรักษาของวิตามินบี 6 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินและการได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้และผู้ป่วยที่ได้รับวิตามินบี 6

อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการทานวิตามินบีหลายชนิดซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากไม่มั่นใจเรื่องขนาดการใช้ หรือต้องการทานต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งหยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกซ่าเหมือนเข็มจิ้ม หรือมีอาการชาตามร่างกาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร

หากใช้อย่างเหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 สามารถมอบประโยชน์ทางคลินิกที่ชัดเจน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเสริมวิตามินอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและผู้บริโภคที่มีความจำเป็น ดังนี้ 1.ประเมินปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โรคประจำตัว และปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น 2.กำหนดระยะเวลาการใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูง โดยคนปกติทั่วไปไม่ควรได้รับวิตามินบี 6 เกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่การใช้เพื่อการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์สามารถเพิ่มสูงได้ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ต้องมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 3.สนับสนุนให้ผู้ป่วยสังเกตอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูงในระยะสั้น 4.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส โดยให้ข้อมูลทั้งในด้านคุณประโยชน์ทางคลินิกและควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 5.ตรวจพบไว แก้ไขได้เร็ว การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและติดตามผลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่หายไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการปรับปริมาณการใช้หรือหยุดวิตามินเสริม

ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุข เภสัชกร และผู้บริโภค สำหรับวิตามินบี 6 มาตรการต่างๆ เช่น การแสดงฉลากที่ชัดเจน การเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการชี้นำการใช้งานอย่างปลอดภัย ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด และป้องกันอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้วิตามินบี 6 อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์และได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

NT เปิดบ้านเสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NT หนุนองค์ความรู้ Next-Gen SOC, Sovereign Cloud และ AI ให้กับคณะผู้บริหารระดับสูงในหลักสูตรอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ “Executive CISO” รุ่นที่ 3 ของ สกมช. เสริมศักยภาพผู้นำรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ขับเคลื่อนความมั่นคงดิจิทัลของประเทศ

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดย พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ต้อนรับ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานรุ่นหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 หรือ Executive CISO#3 พร้อมด้วยคณะผู้เข้ารับการอบรม ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ อาคาร NT บางรัก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนแนวทางการประยุกต์ใช้นวัตกรรมรองรับความพร้อมด้านภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนในยุคดิจิทัล

พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กล่าวว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้าน Cybersecurity ที่เข้มแข็ง จะช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่า NT ในฐานะองค์กรโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล บริการโทรคมนาคม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ กล่าวว่า การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญของหลักสูตร ที่เปิดโอกาสให้คณะผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงขององค์กรชั้นนำ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหาร Cybersecurity และต่อยอดองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้าน Cybersecurity ของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

นับเป็นความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ การยกระดับศูนย์เฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ในยุค AI-Driven การพัฒนาและให้บริการ AI บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนบทบาทของระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการเสริมสร้าง Cyber Resilience และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการภาครัฐและภาคธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการสะบักจมปวดร้าวลงแขนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนทำงานจะมองข้าม หากลองทานยาหรือนวดแล้วไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด ช่วยให้คุณหายจากอาการปวด กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือ “เครื่องมือ” ที่สำคัญที่สุดของคนทำงานทุกคน

รู้จักสาเหตุหลัก “สะบักจม” ใครอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข หรือ kdms จะพาไปรู้จักสาเหตุหลักและวิธีการรักษาที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ก่อนที่ร่างกายจะพัง!

สะบัก (Scapula) คือ กระดูกรูปสามเหลี่ยมบริเวณช่วงอกทางด้านหลังที่เชื่อมติดกับบ่า ไหล่ และหลัง ดังนั้น เมื่อปวดสะบักมักจะเป็นการเหมารวมอาการปวดคอ บ่า ไหล่รวมไปด้วย หรือเป็นอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบัก ซึ่งขอเตือนว่าอาการปวดสะบักร้าวลงแขนไม่ได้มาเล่น ๆ แต่คือ “เสียงเตือน” จากระบบเส้นประสาทที่กำลังถูกกดทับ หากปล่อยไว้วันแรงงานปีหน้าคุณอาจต้องจบที่เตียงผ่าตัดแทนหยุดพัก โดยมักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก

1.ออฟฟิศซินโดรม (Myofascial Pain Syndrome-MPS): จำเลยอันดับหนึ่ง! เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ท่าเดิมนาน ๆ ก้มหน้าเล่นมือถือ หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวจนเกิด “จุดกดเจ็บ” (Trigger Point) ส่งความปวดร้าวลามไปที่สะบักและแขน

2.ปัญหากระดูกคอ (Cervical Spine Issues): อันนี้ร้ายแรงกว่า เพราะอาจเกิดจากภาวะ กระดูกคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เนื่องจากเส้นประสาทจากคอคือ “สายเมน” ที่ทอดผ่านสะบักลงไปถึงแขน หากสายนี้ถูกกดทับจะทำให้ปวดร้าว ชา หรือแขนอ่อนแรงได้

3.ปัญหาข้อไหล่ (Shoulder Joint): บางครั้งปัญหาเกิดจากเอ็นข้อไหล่อักเสบหรือฉีกขาด ซึ่งนอกจากจะปวดไหล่แล้ว ยังลามมาถึงสะบักและข้อศอกได้เช่นกัน อาจทำให้เราสับสนว่าสรุปปวดตรงไหนกันแน่

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง? แน่นอนว่าคือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าคอมฯ หรือมือถือนานเกินไป รวมถึง “สายสปอร์ต” ที่โหมใช้งานหัวไหล่หนัก และ “กลุ่มผู้สูงวัย” ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมตามกาลเวลา หากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ จากแค่รำคาญอาจกลายเป็น “ไหล่ติด” หรือแขนอ่อนแรงจนใช้ชีวิตลำบาก

อย่าปล่อยให้ “ความปวด” กลายเป็นเรื่องปกติ

ในปัจจุบันการรักษา “สะบักจม” ก้าวหน้าไปมาก ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป หากพบสาเหตุที่แท้จริงได้ทันท่วงที โดยที่โรงพยาบาล kdms คุณจะได้พบทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ  พร้อมเครื่องมือทันสมัย ช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำ และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

วินิจฉัยให้ “ตรงจุด” (อย่าเดาสุ่มเอง): อาการปวดร้าวลงแขนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อไปพบแพทย์กระบวนการ “สืบสวน” จะเริ่มจากการซักประวัติ คลำหาจุดกดเจ็บ ไปจนถึงการทำ Special Test ตรวจสอบการเคลื่อนไหว หากอาการน่าสงสัย แพทย์จะสั่ง X-ray หรือ MRI จะช่วยให้รู้ชัดว่าปัญหามาจากกล้ามเนื้อ กระดูกคอ หรือเส้นเอ็นไหล่กันแน่

รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-Invasive): ด้วยเทคโนโลยี ฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling/Trigger point release): ฝังเข็มแบบตะวันตกโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เหมาะกับคนไข้ที่มีจุดกล้ามเนื้อเป็นพังพืดชัดเจน ช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้เร็ว มีระดับความเจ็บอยู่ที่ 3 ดาว ถ้าใครไม่กลัวเข็มและอาการเข้าเกณฑ์ก็เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ เรียกว่าเจ็บหน่อยดีกว่าปล่อยให้ทรมาน, คลื่นกระแทก (Shock wave therapy): เหมาะกับจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้าง โดยผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาซ้ำ ๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วแต่อาการของแต่ละคนเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความเจ็บน้อยหน่อยแค่ 2 ดาว ซึ่งการรักษากินระยะเวลาหลายสัปดาห์เหมือนกัน

การรักษาด้วยคลื่นแสงกำลังสูง (High intensity laser therapy): เหมาะกับคนที่มีจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้างและกลัวการฝังเข็ม เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการรักษาทางการแพทย์ มีความเจ็บแค่ 0.5 ดาว ผู้ป่วยอาจรู้สึกอุ่น ๆ นิดหน่อยตรงจุดที่ยิงแสงเท่านั้น สามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้ทุกระดับอาการ และเห็นผลได้ทันทีหลังเข้ารับการรักษา,  การผ่าตัด: จะเป็นทางเลือกสุดท้ายต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง จนรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดแบบเปิด อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและการนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

ปรับไลฟ์สไตล์ “กันไว้ดีกว่าแก้”

เลิกพฤติกรรมเสี่ยง บอกลาก้มคอแช่หรือสะบัดคอแรงๆ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และเปลี่ยนอิริยบท ลุกขึ้นมายืดเหยียดทุก ๆ 1 ชั่วโมง

อย่าจมอยู่กับกองงานจนปล่อยให้ “สะบักจม” รีบดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่วันนี้ โรงพยาบาล kdms มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรักษาแบบองค์รวม พร้อมวินิจฉัยอย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน ช่วยให้อาการปวดหายดี ไม่กลับมาเป็นซ้ำ และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่:https://kdmshospital.com  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  และโทร. 02-080-8999

เชื้อ H. pylori ติดได้โดยไม่รู้ตัว รู้ทันก่อนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

เชื้อ H. pylori ติดได้โดยไม่รู้ตัว รู้ทันก่อนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

เชื้อ H. pylori ติดได้โดยไม่รู้ตัว รู้ทันก่อนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

H. pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และอาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังโดยไม่แสดงอาการชัดเจน หากปล่อยไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร การตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมจึงช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้

พญ. ศศิพิมพ์ จามิกร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร แม้กระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง หากเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหารได้

พญ. ศศิพิมพ์ จามิกร

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้การติดเชื้อดำเนินไปอย่างเงียบๆ นานหลายปีโดยไม่รู้ตัว

เชื้อ H. pylori ติดต่อได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุช่องทางการติดต่อของเชื้อ H. pylori ได้ชัดเจนทั้งหมด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับเชื้อผ่านทางปาก เช่น การรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน การล้างมือไม่สะอาดก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ การใช้ภาชนะร่วมกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือมีสุขอนามัยไม่เหมาะสม

อาการที่ไม่ควรมองข้าม

ในระยะแรก การติดเชื้อ H. pylori อาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ รุนแรงขึ้น หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจหาสาเหตุ

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ ท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอบ่อย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร  อิ่มเร็วกว่าปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของเลือดออกในทางเดินอาหาร

ภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ H. pylori ที่ควรระวัง

หากเชื้อ H. pylori อยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ได้แก่ 1.โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องเรื้อรัง 2.แผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย อาจทำให้ปวดหรือแสบท้อง โดยเฉพาะขณะท้องว่าง , แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้ปวดท้องเรื้อรัง หรือมีอาการเป็นๆ หายๆ  3.เลือดออกในทางเดินอาหาร อาจพบอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ซึ่งควรรีบพบแพทย์

4.กระเพาะอาหารฝ่อ การอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุและต่อมภายในกระเพาะอาหารค่อยๆ เสื่อมสภาพลง จนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคตได้ 5.มะเร็งกระเพาะอาหาร เชื้อ H. pylori มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็งเสมอไป 6.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma เป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ H. pylori เรื้อรังบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) เป็นวิธีที่ใช้บ่อยในการตรวจหาเชื้อ เนื่องจากไม่เจ็บ ไม่ต้องส่องกล้อง และให้ผลที่น่าเชื่อถือ หลักการคือให้ผู้รับการตรวจดื่มสารทดสอบที่มียูเรีย จากนั้นเก็บตัวอย่างลมหายใจก่อนและหลังดื่ม เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่ามีการทำงานของเอนไซม์ที่พบในเชื้ออยู่หรือไม่ วิธีนี้ใช้เวลา30 นาที และยังสามารถใช้ตรวจติดตามหลังการรักษา เพื่อยืนยันว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จแล้วหรือไม่

การตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Test) เป็นการตรวจหาสารแอนติเจนของเชื้อจากตัวอย่างอุจจาระ สามารถใช้ได้ทั้งในการวินิจฉัยและติดตามผลหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องส่องกล้อง

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy) การส่องกล้องช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้โดยตรง รวมถึงสามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจหาเชื้อและประเมินความผิดปกติของเซลล์เพิ่มเติมได้

พญ. ศศิพิมพ์ จามิกร  อธิบายเพิ่มเติมว่า อาการอย่างท้องอืด เรอบ่อย แน่นท้อง หรือปวดแสบบริเวณลิ้นปี่ แม้ดูไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นๆ หายๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่ต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม การตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุ วางแผนการรักษา และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

แนวทางการรักษาและการติดตามผล

แนวทางการรักษาหลัก คือการใช้ยา โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดเชื้อ ลดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร

โดยทั่วไป การรักษามักใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เช่น ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ร่วมกับยาที่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ แผนการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติสุขภาพ โรคร่วม และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างเคร่งครัด และรับประทานยาให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากการหยุดยาเองหรือรับประทานยาไม่ครบ อาจทำให้การกำจัดเชื้อไม่สำเร็จ และเพิ่มโอกาสเกิดการดื้อต่อยาได้

หลังสิ้นสุดการรักษา อาจมีการตรวจติดตามผลเพิ่มเติม เช่น การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) หรือการตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Test) เพื่อยืนยันว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จแล้ว การติดตามผลมีความสำคัญ เพราะช่วยประเมินผลการรักษา และลดความเสี่ยงของการอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

หากตรวจติดตามแล้วยังพบเชื้ออยู่ แพทย์จะประเมินหาสาเหตุและวางแผนการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเกิดอันตรายรุนแรงทันที แต่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะภาวะดังกล่าวอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

วิธีป้องกันการติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด ดื่มน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ

อย่างไรก็ตาม H. Pylori กับมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากแบคทีเรียชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายประการ ตั้งแต่โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร ไปจนถึงมะเร็งกระเพาะอาหารในบางราย แม้ว่าผู้ที่มีเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่การตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพ

คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • หน่วยงาน องค์กรภาครัฐเอกชน ที่ต้องการดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙  สามารถเข้าที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ : https://drive.google.com/…/1AGq5N4-coWW4V5gHFsEg…
  • เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ร้าน ฬ.จุฬา เชิญร่วมสั่งซื้อกระเป๋าผ้าแคนวาส Collection พิเศษ “พรรณไม้ในพระนาม” จากพรรณไม้ในพระนามาภิไธย สู่ของที่ระลึกอันงดงามและเปี่ยมความหมาย พิมพ์ลายภาพวาดผลงานโดย อ.อดิศร พรศิริกาญจน์ ถ่ายทอดความงดงามของพรรณไม้งามศิลป์อันประณีต ราคาใบละ 390 บาท สั่งซื้อได้ที่ ร้าน ฬ.จุฬา อาคาร ภปร.ชั้น 1 ..
  • ยาจิตร ยุวบูรณ์ ส่งข่าวถึงเพื่อนๆ เตรียมตัวเตรียมใจไปดูหนังสมิงเขาขวาง หนึ่งในจักรวาลธี่หยด ฝีมือลูกชายคนเก่งโปรดิวเซอร์มือทอง แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ โดยนักแสดงนำ ณเดชน์ กับ โบว์ เมลดา รอคอยอีกไม่นานได้ชมแน่..
  • ยินดีกับ บมจ. ไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ในสาขา Responsible Digital Practice จากความสำเร็จของโครงการ Core Insurance Process Transformation Leading to Sustainable Tomorrow สะท้อนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสีย สำหรับองค์กรที่มีความโดดเด่น ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (ESG) ที่โดดเด่นและมีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย โดย ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผอ.ฝ่าย กลุ่มสื่อสารและความยั่งยืนองค์กร รับมอบ.. 
  • ขอแสดงความเสียใจกับ รศ.ดร.สิริ ชัยเสรี และ ดร.ปิยวัชร ชัยเสรี ที่สูญเสียคุณพ่อ ศ.กิตติคุณอรุณ ชัยเสรี ได้ไปอยู่เคียงคู่ในภพภูมิสวยงามเดียวกันแล้วกับคุณแม่ ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี มีพิธีสวดพระอภิธรรม ณ ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ถึง 10 ก.ค.18.00 น.แล้วบรรจุ (เจ้าภาพของดพวงหรีด)..
  • ดร.ลาลีวรรณ-พรเสก กาญจนจารี เป็นเจ้าภาพเลี้ยงส่ง พืชภพ มงคลนาวิน ไปรับหน้าที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ สาธารณรัฐโรมาเนียพร้อมด้วย มาดามพันธุมา มงคลนาวิน เมื่อปลายเดือนที่ผ่าน..
  • ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์ ประธานมูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เชิญ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่ารุ่น 92 เป็นประธานในพิธีจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล Share Love for Charity ครั้งที่ 10 โดยมี ดร.กริษฐา อึ๊งภากรณ์ เป็นประธานจัดงาน  เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน ผู้ปกครองและครู พร้อมหาทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่จบการศึกษา วันเสาร์ 18 ก.ค.09.00-14.00 น. ณ Blu-O Rhythm & Bowl ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5  ..

น้อง

THAICID เปิดเวที ‘THAICID-NWIKS 2026’ ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

THAICID เปิดเวที 'THAICID-NWIKS 2026' ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

THAICID เปิดเวที ‘THAICID-NWIKS 2026’ ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.41 น.

ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการน้ำด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เมื่อคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เปิดงาน “สัปดาห์เครือข่าย THAICID เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2569 (THAICID-NWIKS 2026)” ภายใต้แนวคิด “Smarter Water for a Stronger Future : สายน้ำอัจฉริยะ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงเครือข่ายด้านน้ำของไทยและนานาชาติ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ

8 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ดร.วัชระ เสือดี ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน รองประธานคณะกรรมาธิการ ICID ที่ปรึกษาคณะกรรมการ THAICID และประธานคณะอนุกรรมการ INWEPF-Thailand เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดสัญลักษณ์ “Key of Knowledge” หรือ “กุญแจแห่งความรู้” สื่อถึงการเปิดประตูสู่การบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมี ดร.นพดล โค้วสุวรรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย วิศวกร เกษตรกร และเครือข่ายจากต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 โดยวันที่ 8 กรกฎาคม เป็นการประชุมวิชาการการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 19 (19th THAICID National Symposium 2026) ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้ำแห่งอนาคต ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้ง Smart Irrigation, IoT, Remote Sensing เทคโนโลยีดิจิทัลด้านน้ำ การบริหารจัดการน้ำเชิงธรรมาภิบาล เมืองที่ยืดหยุ่นต่ออุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและภาคการเกษตร

วันที่ 9 กรกฎาคม จัดกิจกรรม Dongtan Software Day ถ่ายทอดเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ได้แก่ U.S. Army Corps of Engineers, Deltares มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด ครอบคลุมการบริหารจัดการตะกอนในอ่างเก็บน้ำ การพยากรณ์น้ำ การบริหารความเสี่ยงอุทกภัย การวางแผนกรณีฉุกเฉินเขื่อนแตก การคาดการณ์ความเค็มล่วงหน้า และการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตร

ส่วนวันที่ 10 กรกฎาคม เป็นเวที INWEPF-Thailand ภายใต้หัวข้อ “อนาคตชาวนากับการทำนาแบบใช้น้ำน้อย Chapter 7 ตอน สุขเต็มนา ต้นแบบการพัฒนาเปียกสลับแห้ง” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักวิชาการ ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และเกษตรกรต้นแบบ

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมด้านน้ำ การสาธิตเทคโนโลยี กิจกรรมสำหรับ Young Professionals และนิสิตนักศึกษา รวมถึงการออกร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และผลักดันการพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

THAICID เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ วิศวกร เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่ความมั่นคงและความยั่งยืนในอนาคต

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ซัมเมอร์นี้ เวียดนามพร้อมแล้วที่จะยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนของครอบครัวชาวไทย สู่จุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ น่าจดจำ และเดินทางง่าย กับขั้นตอนการเตรียมตัวที่ไม่ยุ่งยาก พบกับการผสมผสานที่ลงตัวของท้องทะเลสีคราม กิจกรรมความบันเทิงระดับโลก และอากาศอันเย็นสบายบนยอดเขาสูง ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการและความสุขของสมาชิกในครอบครัวได้ครบทุกเจเนอเรชันอย่างแท้จริง

เริ่มต้นทริปแห่งความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุดด้วยการเดินทางจากอ่าวมรดกโลกสู่เกาะสวรรค์แห่งซัมเมอร์ ณ เมืองฮาลอง (Ha Long) พื้นที่ที่รวบรวมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและความบันเทิงไว้ด้วยกัน โดยเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้สัมผัสความโรแมนติกแบบตระการตาผ่านการนั่งกระเช้าลอยฟ้าQueen Cable Car ข้ามอ่าวเกื๋อลุก สู่อาณาจักรบาเดโอ เพื่อชมวิวพาโนรามายามพระอาทิตย์ตกดินบนชิงช้าสวรรค์ซันวีล (Sun Wheel) ที่ความสูง 215 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเมื่อถึงเวลาค่ำคืน  พบกัลเทศกาลความบันเทิง VUI-Fest Ha Long คึกคักด้วยแสงสี การแสดง 3D Mapping ชุด Long Van Khanh Hoi ตลอดจนการแสดงพลุไฟสุดอลังการเหนือท้องทะเล ก่อนจะปิดท้ายความสนุกสนานอย่างเต็มอิ่มที่สวนน้ำและสวนสนุกดราก้อนปาร์คภายใน Sun World Ha Long

ในขณะเดียวกัน เกาะฟูก๊วก (Phu Quoc) ก็พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม โดยตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป สายการบิน Sun PhuQuoc Airways จะเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทาง กรุงเทพฯ–ฟูก๊วก โดยใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงเศษ ช่วยให้การพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณได้ไปเช็กอินสัมผัสผืนทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีมรกตที่ Kem Beach ท่องเที่ยวสู่เกาะ Hon Thom ด้วยกระเช้าลอยฟ้า 3 สายที่ยาวที่สุดในโลก สนุกไปกับสวนน้ำ Aquatopia และสไลเดอร์รุ่นใหม่ล่าสุด Wavy Whirl Tropical Twister จากดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกดินอันเลื่องชื่อ ณ Sunset Town เมืองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และปิดท้ายค่ำคืนอันมีชีวิตชีวาด้วยการแสดงระดับโลก Symphony of the Sea และ Kiss of the Sea ที่เต็มไปด้วย แสง สี เสียงอย่างยิ่งใหญ่

นอกจากความสุขริมชายหาดแล้ว เวียดนามยังพร้อมพาทุกครอบครัวปักหมุดยอดเขาสุดฟินเพื่อหลบร้อนไปอินกับบรรยากาศสุดคูล โดยที่บานาฮิลล์ (Ba Na Hills) จุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งเมืองดานัง จะนำพาทุกคนไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนความสูงกว่า 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เพลิดเพลินไปกับหมู่บ้านฝรั่งเศสและสถาปัตยกรรมราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย ตื่นตาตื่นใจกับการเดินชม Golden Bridge ท่ามกลางทะเลหมอก และทุ่งทานตะวันสีทองรับซัมเมอร์ พร้อมเพลิดเพลินไปกับเทศกาล Sun Fest 2026 และ Lumiere Light Art พื้นที่ศิลปะดิจิทัลอินเทอร์แอกทีฟขนาดใหญ่เกือบ 800 ตารางเมตร โดยมี Fantasy Park เป็นพื้นที่ปล่อยพลังสำหรับเด็กๆได้ตลอดทั้งวัน

สำหรับครอบครัวที่มองหาความเย็นสบายอย่างแท้จริง ฟานซิปัน (Fansipan) หรือหลังคาแห่งอินโดจีน ณ เมืองซาปา คือคำตอบสุดท้ายด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 18–22 องศาเซลเซียสตลอดปี โดยซัมเมอร์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด เนื่องจากดอกกุหลาบซาปาโบราณนับล้านดอกและทุ่งไฮเดรนเยียจะพากันบานสะพรั่งทั่วฐานเขา มอบฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายภาพครอบครัว ทั้งยังสามารถร่วมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ณ May Village และนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามหุบเขาเมือง ฮวาเพื่อชมทัศนียภาพนาขั้นบันไดอันเขียวขจี ยิ่งไปกว่านั้น ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ของ Sun World Fansipan Legend คุณจะได้พบกับจุดเช็กอินใหม่ๆไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วทั้งบริเวณ

 เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ขึ้นไปสักการะมหาพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางม่านหมอก แวะเช็กอินที่ร้าน Starbucks Fansipan ซึ่งเป็นสาขาที่อยู่สูงที่สุดในเอเชีย และลิ้มลองเมนูพื้นเมืองรสเลิศที่ Van Sam Restaurant เป็นการปิดท้ายวันอย่างน่าประทับใจ

ไม่ว่าจะเป็นอ่าวมรดกโลก เกาะสวรรค์เขตร้อน เมืองสไตล์ยุโรปบนยอดเขา หรือทะเลหมอกแห่งอินโดจีน เวียดนามในซัมเมอร์นี้มีความหลากหลายที่พร้อมจะยกระดับให้ทริปเดินทางระยะสั้น กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าตลอดไป

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน ‘โครงการแทนความห่วงใย’ รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน 'โครงการแทนความห่วงใย' รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน ‘โครงการแทนความห่วงใย’ รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับมูลนิธิดั่งพ่อสอน ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้า “แทนความห่วงใย” ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์เพื่อสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งในสตรี  โดยจัดกิจกรรม Workshop ให้ความรู้สุขภาพกับกลุ่มคนเมืองร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ พร้อมเปิดตัวภารกิจสร้าง 7,700 “อาสาแทนใจ” เป็นกลุ่มจิตอาสาเพื่อเป็นแกนนำในการคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นและช่วยรณรงค์เชิงป้องกันในรูปแบบต่างๆ

มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับมูลนิธิดั่งพ่อสอน จัดงานแถลงข่าว “รวมพลังเครือข่าย ส่งต่อความห่วงใย ให้ไกลกว่าที่คิด” ณ ห้องประชุม ศ.ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร อาคารสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมรวมพลัง 4 ภาคีเครือข่ายหลัก และเปิดตัวภารกิจ 7,700 “อาสาแทนใจ” ให้ความรู้ด้านสุขภาวะเชิงป้องกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์และส่งต่อความรู้สุขภาพกับกลุ่มคนเมือง

คุณไทย สุพานิชวรภาชน์ รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมี กล่าวถึงความเป็นมาของมูลนิธิฯ ว่า เกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรและผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรอรับการรักษา จึงมีพระราชดำริให้จัดสร้างศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี” และดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิกาญจนบารมีขึ้น ในปี พ.ศ. 2540

กิจกรรมสำคัญของมูลนิธิฯ คือ การออกหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมประสิทธิภาพสูงและคัดกรองมะเร็งทางนรีเวช สำหรับสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสทั่วประเทศ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ทำให้ผู้หญิงไทยป่วยและเสียชีวิตในอัตราสูง โรคนี้หากได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และรีบส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษา จะมีโอกาสรักษาให้หายได้ในอัตราที่สูง พระราชกรณียกิจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงให้ความสำคัญด้านสุขภาพของประชาชน

 “ตอนที่ผมเข้ามา ตอนนั้นรถคัดกรองมะเร็งเต้านมมีแค่ขบวนเดียว พระองค์ท่านก็มีพระราชประสงค์ให้มีการออกหน่วยคัดกรองมะเร็งเคลื่อนที่ไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่มาก ก็พยายามทำกันจนสุดท้ายก็สำเร็จ ตอนนี้เรามีรถเคลื่อนที่ทั้งหมด 20 กว่าคัน” รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมีกล่าว

ด้วยภารกิจของมูลนิธิกาญจนบารมีที่มุ่งเน้นกลุ่มประชาชนด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล หากแต่ยังมีกลุ่มคนเมืองที่มีความสามารถเป็นกระบอกเสียงของการรณรงค์ให้ความรู้สุขภาพเชิงป้องกันโรคมะเร็งได้ ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสในรอดชีวิตมีมากขึ้น รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมีจึงขอขอบคุณโครงการแทนความห่วงใย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิดั่งพ่อสอน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่มาพร้อมเพรียงกันในวันนี้เพื่อมาช่วยกันสืบสานพันธกิจสนับสนุนและส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็ง ตลอดจนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้และด้อยโอกาสให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตามพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 10

อาจารย์ณัฐวรรธน์ ภรนรา ประธานมูลนิธิดั่งพ่อสอน ในฐานะประธานโครงการแทนความห่วงใย กล่าวถึงการทำงานของโครงการฯ ว่า “โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เป็นแกนสำคัญของการดำเนินงาน เพราะมีสถานที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมเชื่อมกับโครงการฯ โดยเฉพาะการร่วมจัด Workshop สุขภาพเชิงป้องกันด้วยองค์ความรู้ทั้งด้านโภชนาการ การฝึกตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น และเรียนรู้กระบวนการดูแลจิตใจโดยนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธ เยียวยาและสร้างปัญญาการก้าวผ่านความทุกข์ ทั้งสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ตอนนี้เราได้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้ามาร่วมเป็นต้นแบบ และยังมีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะช่วยเราในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพออกไปสู่ประชาชนให้มากขึ้น” 

นอกจากนี้ ประธานโครงการแทนความห่วงใยยังได้พูดถึงบทบาทของกลุ่มคนเมืองในพื้นที่ซึ่งจะมาร่วม “อาสาแทนใจ” ว่าเป็นหัวใจหลักของการเป็นกระบอกเสียงเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการตรวจและการป้องกันโรคมะเร็ง “กลุ่มแรกเลยที่เราอยากจะให้ทุกท่านส่งความห่วงใย คือผู้หญิงรอบตัวท่าน ขอให้เขาได้เข้ามาร่วมคัดกรองมะเร็งเต้านม ครอบครัวไหนที่เคยมีผู้ป่วย มีญาติ เป็นโรคมะเร็ง ยิ่งต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ขอให้มาตรวจก่อน ผู้หญิงไทยมีจำนวนกว่า 33.8 ล้านคน วันนี้ได้เข้าสู่การคัดกรองเท่าไหร่  ผู้หญิงที่อยู่เฉพาะในเมืองมีเกือบ 10 ล้านคน มีความตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและตรวจคัดกรองไหม นี่จึงเป็นภารกิจที่เราออกไป 77 จังหวัด แล้วสร้างอาสาแทนใจในปีนี้ จังหวัดละ 100 คน ให้มีอาสาแทนใจ 7,700 คน ทำหน้าที่ให้ความรู้ให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองเบื้องต้น เมื่อพบกลุ่มเสี่ยง เราจะทำหน้าที่ประสานส่งต่อให้กับหน่วยตรวจเคลื่อนที่ของมูลนิธิกาญจนบารมี เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป การทำงานแบบนี้จะสามารถช่วยชีวิตคนในบ้านเราได้เร็วขึ้น”

ภายในงานแถลงข่าวเป็นการรวมพลังของ 4 แกนหลักภาคีเครือข่ายของโครงการแทนความห่วงใย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนตามบทบาทของตนเอง อาทิ

• ภาคีด้านสุขภาพ: โดย รศ. ดร.กัมปนาท บริบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. นพ.วรพล อร่ามรัศมีกุล รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร.บุหงา สัตโนภาส คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดร. พญ.สุวิณา รัตนชัยวงศ์ กรรมการสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในกลุ่มภาคีนี้เน้นเรื่ององค์ความรู้และการสื่อสารความรู้ด้านสุขภาวะเชิงป้องกันให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ

• ภาคีด้านสุขภาวะทางจิต: คุณเอื้อกานต์ วรไพฑูรย์ ตัวแทนกลุ่มอาสาคิลานธรรม จากคณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทบาทสำคัญคือดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและผู้ดูแล ให้เข้าใจความรู้สึกตนเอง ยอมรับ และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสงบ โดยใช้หลักธรรมชาติ

• ภาคีด้านโภชนาการ: คุณณภัค โกมินทร์รัชตะ ประธานโครงการก่อร่างสร้างครัว เน้นเรื่องการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีและการป้องกันโรค

• ภาคีด้านชุมชนและด้านเกษตร: คุณเบญจมาภรณ์ วิเศษสิงห์ Vice President of Distribution and E-Commerce บริษัท ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) คุณศุภโชค เพิ่มเจริญ ประธานโครงการ 770 ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ ประธานภาคีพันธมิตรเพื่อนดิน คุณสิรินาฏ กฤชภากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์อาหารและเกษตรปลอดภัยเพื่อการบริโภคที่ยั่งยืน (ศูนย์ FAIR) ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในชุมชนและการเกษตร เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็น “อาสาแทนใจ” สามารถสมัครผ่านไลน์แอปพลิเคชันชื่อ “แทนความห่วงใย”  (@tancare) โดยจะได้รับการอบรมความรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกันออนไลน์ 52 คลาสทุกสัปดาห์ จาก 4 ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ สุขภาวะทางจิต โภชนาการ และเกษตร โดยจะมีข้อมูลธรรมะบรรยาย ข้อความสร้างแรงบันดาลใจ และความรู้จากภาคีเครือข่าย

ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมสมัครเป็นเครือข่ายอาสาแทนใจ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงานป้องกันโรคมะเร็ง เปลี่ยนความห่วงใยให้เป็นการดูแลที่เกิดขึ้นได้จริง ส่งต่อความห่วงใยให้ผู้หญิงรอบตัวเข้ามาร่วมคัดกรองมะเร็งเต้านม เพื่อตัวคุณเอง เพื่อคนที่คุณรัก และเพื่อสังคมของเรา

ติดตามข่าวสารและร่วมสนับสนุนโครงการแทนความห่วงใย ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก FollowFatherFootstep และ http://www.followfatherfootstep.com Line OA: @tancare ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ  คุณโกวิท สุดเสียง 081-565-7924 /คุณจิราภรณ์ โคตรมิตร 092-264-7561

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

วงการศิลปะไทยกลับเข้าสู่สปอตไลท์อีกครั้ง เมื่อ Bangkok Art Auction บริษัทประมูลงานศิลปะชั้นนำของประเทศไทย ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการจัดงานประมูล The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026 โดยสามารถทำยอดรวมการประมูล และไพรเวทเซลล์ทะลุกว่า 57.8 ล้านบาท

นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น เปิดเผยว่า งานประมูลในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักสะสมในไทย และนักสะสมชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมเสนอราคาอย่างดุเดือด ในห้องประมูล และผ่านช่องทางประมูลทางโทรศัพท์ ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดศิลปะไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงรสนิยมและวิสัยทัศน์ของนักสะสมยุคใหม่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มองเห็นคุณค่าอันแท้จริงของผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ปัจจุบันงานศิลปะไทยไม่ได้เป็นเพียงสุนทรียภาพทางจิตใจเท่านั้น แต่ได้ก้าวสู่การเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ (Alternative Asset) ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างโดดเด่นสวนกระแสเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่งานประมูลครั้งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ ส่งต่อรายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลล็อตการกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศ

สำหรับไฮไลต์ผลงานชิ้นเอกที่สร้างประวัติศาสตร์และทุบสถิติมูลค่าการประมูลในครั้งนี้ ได้แก่

  • ผลงานจากชุดจักรวาล (ปี 1975) โดย ประเทือง เอมเจริญ สร้างสถิติตัวเลขสูงสุดในงาน โดยปิดประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 11,140,800 บาท
  • ผลงาน “The Fragment and the Sublime” (ปี 2006) โดย นที อุตฤทธิ์ งานศิลปะไทยร่วมสมัยชิ้นเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จบราคาประมูลที่ 5,222,250 บาท
  • ผลงานชิ้นสำคัญของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้เป็นตำนาน ถูกนักสะสมแย่งชิงเคาะราคาอย่างดุเดือด โดยปิดประมูลไปในราคาสูงถึง 4,874,100 บาท และ 4,642,000 บาท ตามลำดับ
  • ผลงาน “Autumn in Fontainbleau” (ปี 2018) โดย นที อุตฤทธิ์ ภาพวาดขนาดใหญ่พิเศษที่มีความยาวกว่า 2 เมตร ปิดประมูลที่มูลค่า 2,901,250 บาท
  • ผลงาน “ผ่องใสด้วยธรรม” (ปี 1999) โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นที่รักของนักสะสม ปิดประมูลอย่างงดงามที่ 2,088,900 บาท

ในงานครั้งนี้ยังเป็นการประมูลที่ก่อให้เกิดสถิติการประมูลราคาสูงสุดของ วราวุธ ชูแสงทอง กับชิ้นงาน ภาพเหมือนศิลปิน ซึ่งปิดยอดประมูลไปที่ 1,624,700 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่ที่ทำโดย Bangkok Art Auction

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือ “ล็อตการกุศล” (Charity Lots) ซึ่งได้รับความกรุณาจากศิลปินระดับประเทศ ได้แก่ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และอาจารย์วัชระ กล้าค้าขาย มาร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ สู่สังคม โดยทาง Bangkok Art Auction จะนำรายได้จากการประมูลในส่วนนี้จำนวนรวมทั้งสิ้น 880,000 บาท ส่งมอบต่อเพื่อสนับสนุนมูลนิธิทางการแพทย์ชั้นนำของไทย ได้แก่ มูลนิธิศิริราช, มูลนิธิรามาธิบดี และสภากาชาดไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในสาธารณกุศลต่อไป

 “สำหรับภาพรวมบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและมีสีสัน โดยมีกลุ่มนักสะสมคนไทยและนักสะสมต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาแย่งชิงผลงานชิ้นสำคัญ ดันราคาเคาะไม้ของผลงานหลายๆ ชิ้นทะยานสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำ (Estimate Price) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในงานศิลปะไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากตระหนักในคุณค่าและมูลค่าการเติบโตที่ยั่งยืนของงานศิลปะชั้นเยี่ยม” ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวทิ้งท้าย