มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข ผ่านการจัดทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล ชุด “Sirisilapin : The Fantasia” เพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงช่วยเหลือผู้ป่วยขาดแคลนและผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศลในครั้งนี้ มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ  ได้ร่วมพัฒนากับ บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก ในการจัดทำ “Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager” รุ่นพิเศษ โดยอัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์ “Pegasus” อันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความก้าวหน้า และอิสรภาพ ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มาประดับบนผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศลเพื่อมอบแก่ผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนกับมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ

Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager  มาพร้อมระบบนวดผ่อนคลายด้วยหัวนวด 2 ทิศทาง ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกทั้งที่บ้าน และระหว่างการเดินทาง เพื่อส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพและการพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กฤติมา เบ็ญจวรรณ ผู้จัดการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ 

กฤติมา เบ็ญจวรรณ ผู้จัดการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า “มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ ดำเนินงานตามพระนโยบายจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานคณะกรรมการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ในการระดมทุนและจัดหารายได้เพื่อสนับสนุนด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ช่วยเหลือผู้ป่วยขาดแคลนและด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป  รายได้จากการบริจาคในโครงการนี้จะนำไปเพื่อใช้ในการดำเนินภารกิจของมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ อันเป็นการสนองพระนโยบายและสืบสานพระปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มูลนิธิ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาส และความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่ยังต้องการ  ความช่วยเหลือ”

มุทิตา ปดิวรดาพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน มุทิตา ปดิวรดาพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “OSIM รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับโครงการ ‘Sirisilapin : The Fantasia’ ของมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา OSIM มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้คน เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนสามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน และรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ยังขาดแคลน”

ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนจำนวน 3,200 บาท พร้อมเลือกรับผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager ชุดนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผ่าน LineMyShop : @srisavangavadhana หรือที่มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ทั้ง 4 สาขา ได้แก่  ชั้น 1 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
 ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
 ชั้น 1 สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 7
 ชั้น 1 หอศิลป์ทิพย์พิมาน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมชมคอลเลกชันพิเศษดังกล่าวได้ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ OSIM Pop-up Store ชั้น 4 เซ็นทรัล ชิดลม บริเวณใกล้โซนเครื่องครัว

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

MEDEZE ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงจัดตั้งบริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 105 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิต Cell Culture Media และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ตามมาตรฐาน GMP ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ สนับสนุนการวิจัยและการผลิตชีวเวชภัณฑ์ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Biopharma และ Medical Innovation Hub ของเอเชีย นอกจากนี้ บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ยังมีเป้าหมายต่อยอดสู่การเป็น Contract Development and Manufacturing Organization (CDMO) สำหรับผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ เพื่อรองรับการพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและการรักษาด้วยเซลล์บำบัดลงประมาณ 30–50% เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือการจัดตั้ง “บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย

ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ด้วยศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ คุณภาพของสถานพยาบาล และความเชื่อมั่นจากผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศอย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือ การยกระดับจากการเป็นประเทศที่มีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ สู่การเป็นประเทศที่สามารถสร้างองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ของตนเอง หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของอนาคต คือ Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMPs ซึ่งเป็นการแพทย์ขั้นสูง ครอบคลุมทั้งเซลล์บำบัด ยีนบำบัด และเทคโนโลยีชีวภาพ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแนวทางการดูแลรักษาโรคทั่วโลก

ATMPs ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงในวันนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เป็นการสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Medical Innovation Hub อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ได้แสดงความยินดีและชื่นชมคณะผู้บริหารและทีมงานทุกภาคส่วนได้แก่ องค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงทางยาและระบบสุขภาพของประเทศ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) องค์กรไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านเซลล์และชีวภาพ จนสามารถสร้างมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ที่เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงและต่อยอดศักยภาพของนวัตกรรมไทย ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนรวมพลังกัน จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ ที่ไม่เพียงเกิดประโยชน์ต่อองค์กร แต่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศ

ขณะที่แพทย์หญิงมิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวเพิ่มเติมว่าองค์การเภสัชกรรมมีภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยา เวชภัณฑ์ และระบบสาธารณสุขของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีสุขภาพได้ในระยะยาว

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพและผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของการรักษาโรค ความร่วมมือระหว่างองค์การเภสัชกรรม MEDEZE และ Cretan Associates ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อยอดขีดความสามารถของประเทศไทย จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตยา ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

เราเชื่อว่าการผสานจุดแข็งของภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้าน Biotechnology ของประเทศ ตั้งแต่การพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือนี้ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินและรับรองมาตรฐานขององค์การเภสัชกรรมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ก่อนส่งต่อสู่การใช้ประโยชน์ในระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้าได้มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์กรใหม่ แต่คือการวางรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ในระดับภูมิภาค”

ขณะเดียวกันนายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงจัดตั้งบริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 105 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิต Cell Culture Media หรือ น้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ ตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) อันเป็นรากฐานสำคัญของการรักษาด้วยเซลล์และการแพทย์แม่นยำแห่งอนาคต โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตชีวเวชภัณฑ์ของภูมิภาคเอเชีย

โดยโรงงานของ บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด จะมุ่งเน้นการผลิต Cell Culture Media แบบ Liquid Media ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการเพาะเลี้ยงเซลล์ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP โดยมีกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ 10,000 ลิตรต่อปี รองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออกสู่ภูมิภาคเอเชีย ช่วยลดต้นทุนการผลิตและการรักษาด้วยเซลล์บำบัดลงประมาณ 30-50% โดยมีเป้าหมายลดการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์ และสนับสนุนการวิจัย การพัฒนา และการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ในประเทศ

นายแพทย์วีรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า กว่า 16 ปีที่ผ่านมา MEDEZE มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐานระดับสากล เพื่อวางรากฐานด้านเทคโนโลยีเซลล์และการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย การจัดตั้ง บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยศักยภาพของคนไทย MEDEZE เชื่อว่าอนาคตของการแพทย์คือการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่แม่นยำ ปลอดภัย และมีคุณภาพ พร้อมมุ่งร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค และพิสูจน์ว่านวัตกรรมการแพทย์ระดับโลกสามารถเกิดขึ้นได้จากประเทศไทย

“ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์ของตนเอง” นายแพทย์วีรพลกล่าว

ทั้งนี้ MEDEZE ยืนหยัดในฐานะ ธนาคารสเต็มเซลล์รายเดียวในไทยที่ถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน ให้บริการฝากเก็บสเต็มเซลล์และเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จนก้าวขึ้นเป็น ผู้นำด้านการฝากเก็บสเต็มเซลล์เฉพาะบุคคลที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2015 และการรับรอง AABB พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ทั้ง AXP AutoXpress® Platform และ Cryopreservation ซึ่งรับประกันความแม่นยำและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการคัดแยกและจัดเก็บเซลล์ ครอบคลุมทั้งเลือดสายสะดือ เนื้อเยื่อสายสะดือ ไขมัน รากผม และ NK Cells เพื่อรองรับแผนดูแลสุขภาพระยะยาวที่หลากหลาย

ด้านนายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการพัฒนาโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครตาน แอสโซซิเอท การเข้าร่วมของ Cretan Associates ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของ Heracle Capital กองทุน Private Equity ที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจด้าน Healthcare และ Longevity ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตและขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของอนาคต ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความร่วมมือในการจัดตั้ง บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ครั้งนี้ เป็นการผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กร ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน และเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

Heracle Capital พร้อมสนับสนุนการเติบโตของโครงการนี้อย่างเต็มศักยภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Biotechnology และ Medical Innovation Hub ของภูมิภาคในอนาคต”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.medezegroup.com/th/

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา  ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับแพทยสภา สถาบันมหิตลาธิเบศร นักศึกษาหลักสูตร ปธพ. รุ่นที่ 1-12 และ ปนพ. รุ่นที่ 1-3 พร้อมด้วยกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดราชบุรี และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดพิธีเปิด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา โดยนำบริการทางการแพทย์เฉพาะทางลงสู่พื้นที่เพื่อดูแลพระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุน ขณะที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต้อนรับและยืนยันการสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ด้าน ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมแสดงความภาคภูมิใจที่จังหวัดราชบุรีได้รับเกียรติเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ

พญ.ปาจรีย์ อารีย์รบ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี รายงานว่า โครงการตั้งเป้าให้บริการตรวจสุขภาพแก่พระภิกษุสงฆ์ และผู้สูงอายุประมาณ ๓๐๐ ราย ผ่านคลินิกเฉพาะทาง ๑๐ คลินิก ได้แก่ คลินิกตรวจสุขภาพทั่วไป หัวใจ ผิวหนัง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด กระดูกและข้อ เวชศาสตร์ฟื้นฟู คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทันตกรรม และจักษุ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเดินทาง ทั้งยังสอดคล้องกับธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ภายใต้เป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

พล.ต.ท. นพ.วิฑูรย์ นิติวรางกูร ประธานนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ ๙ ได้กล่าวในนามนักศึกษาว่า โครงการครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายของผู้บริหารจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ มาบูรณาการเพื่อสร้างประโยชน์แก่พระภิกษุสงฆ์ ประชาชน และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ของนักศึกษาที่จะสืบสานกิจกรรมจิตอาสาเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม และการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการกล่าวขอบคุณและชื่นชมจากผู้แทนหลายฝ่าย อาทิ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา และพล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และเลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ซึ่งต่างย้ำถึงความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานร่วมกันบนหลักธรรมาภิบาล พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสืบสานเจตนารมณ์ของการแพทย์จิตอาสา

นอกจากนี้ยังมีการมอบสิ่งสนับสนุนเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น รถกอล์ฟจาก มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ร่วมกับ Deepal Phuket บจก. ภูเก็ตออโตโมบิล โดย ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานกรรมการบริหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยและประชาชนในโรงพยาบาล รวมถึงอุปกรณ์เฝือกกระดาษฉุกเฉินจาก มูลนิธิเอสซีจี และ SCGP โดย สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการมูลนิธิเอสซีจี และชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในภาคสนาม ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำและภาวะแทรกซ้อน

ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวอนุโมทนาบุญแก่คณะผู้จัดงาน โดยย้ำว่าการถวายการตรวจสุขภาพแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นการอุปัฏฐากพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๔๒ ของการถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาและการเสียสละเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาและสังคมไทย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “ธรรมชาติเชิงบวกสร้างได้จากทุกคน (All Actions for Nature Positive)” ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงฯ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรชีวภาพควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศให้คงความอุดมสมบูรณ์

ปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า แนวคิด Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว เป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน ตามแนวคิด All Actions for Nature Positive

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการอนุรักษ์ อาทิ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credits) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจนำมิติด้านธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ BEDO ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินงาน โดยมุ่งยกระดับการขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้สอดคล้องกับทิศทางของประชาคมโลก ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการ ACT-D Pathway to Nature Positive เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ งาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026 นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง อันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมที่เติบโตบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างเศรษฐกิจชีวภาพที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อน โครงการ “ICC Green Legacy : มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร นำทีมพนักงานบริษัทฯ ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งมี พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธาน ในกิจกรรมเก็บขยะชายหาด เพื่อร่วมฟื้นฟูและดูแลสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ณ ชายหาดหน้าหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และประชาชนในพื้นที่

ภายในกิจกรรมยังมีการบรรยายให้ความรู้ด้านการคัดแยกขยะ โดยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 (เพชรบุรี) แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตเทศบาลหัวหิน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการดูแล และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กล่าวว่า “สำหรับการร่วมมือกับทัพเรือภาคที่ 1 ในกิจกรรมเก็บขยะชายหาดครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของโครงการ ICC Green Legacy : มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนและชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กับคนรุ่นต่อไปค่ะ”

นอกจากนี้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยังได้นำผลิตภัณฑ์ในเครือฯ ได้แก่ กุ๊งกิ๊ง ยำวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ข้าวต้มชามกึ่งสำเร็จรูป ตราซื่อสัตย์ และขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง ตรา เพนนีโอ (Penny-O) รวมถึง น้ำแร่ธรรมชาติ มองต์เฟลอ (Mont Fleur) มอบให้แก่เด็ก ๆ เจ้าหน้าที่ทหารเรือ และประชาชนจิตอาสา พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารเพื่อเติมพลังหลังเสร็จสิ้นภารกิจ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่สร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

LIFE & HEALTH : ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติ ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานาน

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นโรคที่เกิดจากไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการซีด เหนื่อยง่าย มีไข้ เลือดออกง่าย หรือมีการติดเชื้อบ่อย

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ รวมถึงอาจมีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ได้ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

 ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มุ่งมั่นพัฒนาการรักษาผู้ป่วยด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มดำเนิน โครงการปลูกถ่ายไขกระดูก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยาและโรคซับซ้อนที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีทั่วไปได้ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคไขกระดูกฝ่อ รวมถึง โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากความสำเร็จในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากพี่น้องสายเลือดเดียวกัน สู่การพัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และในปัจจุบันสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันที่ได้จากญาติสายตรงได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็น แห่งแรกของประเทศไทย จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 1,800 ราย ในช่วงอายุตั้งแต่ แรกเกิด จนถึง 65 ปี ที่ได้รับการรักษาและมีชีวิตใหม่จากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

เดิมทีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นแนวทางการรักษาใหม่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังไม่ครอบคลุมการเบิกจ่ายตามสิทธิการรักษาต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตและโรคเรื้อรังรุนแรง ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ จึงได้มีการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือค่ารักษามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพลังของการให้ที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันได้พัฒนาการรักษาที่สามารถใช้ผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ และยังสามารถใช้ผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันได้แก่ จากบิดาหรือมารดาให้ลูก หรือจากลูกให้บิดาหรือมารดาสำเร็จดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นยังต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกมาก เนื่องจากการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อไม่ตรงกันนี้ไม่สามารถเบิกจ่ายจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

ท่ามกลางวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดงานวิจัยด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด จนสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่เคยถูกมองว่า “รักษาไม่ได้” หรือมีทางเลือกจำกัด หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญคือ CAR CD19 T-cell ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดดื้อต่อการรักษา มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง และผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง การรักษานี้เป็นการนำเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเองหรือผู้บริจาคมาตัดต่อพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงเป้าหมายและเป็นการรักษาเฉพาะบุคคลอีกด้วย

แม้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ในต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 15 ล้านบาทต่อรายสำหรับ CAR CD19 T-cell แต่ด้วยศักยภาพของบุคลากรการแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถพัฒนาการรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล และลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10–20 เท่า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายนี้ก็ยังคงเกินกำลังของผู้ป่วยจำนวนมาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนการเบิกจ่ายจากภาครัฐในปัจจุบัน โดยปัจจุบันได้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR CD19 T cell ไปแล้ว 40 ราย ได้ผลโดยรวมถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคสงบปลอดโรคอย่างน้อย 2 ปี โดยผู้ป่วยเหล่านี้ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้ามาหลายขนานแล้ว

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพระบบการรักษาของประเทศ พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ต่อยอดงานวิจัย และวางรากฐานสำคัญในการผลักดันให้การรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัดได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในอนาคต

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า และนวัตกรรมทางการแพทย์ จะเกิดความหมายสูงสุดได้ เมื่อถูกส่งต่อถึงผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

โดยกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ได้ให้ความช่วยเหลือมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี สนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งประเทศที่ได้มีการส่งต่อมารับการรักษาด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยดังกล่าว

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคม นี้ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. เภสัชกร อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • คอนเสิร์ต “มหาราชินี” สิริกิติ์เปียโนคอนแชร์โต เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แสดงวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วาทยากร สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ เดี่ยวเปียโน โดย ทฤษฎี ณ พัทลุง บรรเลงโดย สยามซินโฟนิเอตตา จองบัตรทางออนไลน์ได้ที่ ticketmelon.com/operasiam/maharajini
  • สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หน้าพระโกศ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ได้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้เข้ากราบถวายสักการะต้องไปที่จุดคัดกรอง ภายในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วย โปรดแต่งกายตามระเบียบโดยเคร่งครัด ห้ามสวมกางเกงยีนส์โดยเด็ดขาด และต้องสวมเครื่องแต่งกายสีดำ ยกเว้นผู้ชายที่สวมสูท สามารถสวมเสื้อเชิร์ตขาวแขนยาวข้างใน เข้าถวายสักการะทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-21.00 น. ต้องไปถึงจุดคัดกรองก่อน 20.00 น.
  • แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายาใน เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงเสร็จสิ้นพระภารกิจระดมทุนช่วยผู้ป่วยมะเร็ง โดยทรงพิชิตยอดเขาสูงในสกอตแลนด์ อังกฤษ และเวลส์ ความสูงเฉลี่ยประมาณ 1 พันเมตร ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ทรงย้ำว่าทำเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตหลังการรักษาและส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้สังคม
  • การแสดง piano recital, A Musical Legacy by Leo Wheeler บุตร ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศาลาสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 โปรดรีบจองบัตรด่วนที่ 063 358 4005 ยังมีบัตรเหลืออีกเพียงประมาณ 10 ที่เท่านั้น บัตรราคา 2,500 บาท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ มูลนิธิชัยพัฒนา
  • คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ วีระพงษ์ สุดาวงษ์ รับตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52 มีผลเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประวัติการศึกษาสำเร็จนิติศาสตรบัณฑิตจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ทั้งนี้สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไป

Victor Lee

Mommy Booster จับมือ Papa Paper เปลี่ยน กากหัวปลี เป็นกันกระแทกรักษ์โลก

Mommy Booster จับมือ Papa Paper เปลี่ยน กากหัวปลี เป็นกันกระแทกรักษ์โลก

Mommy Booster จับมือ Papa Paper เปลี่ยน กากหัวปลี เป็นกันกระแทกรักษ์โลก

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

Mommy Booster อันดับ 1 แบรนด์เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพสำหรับคุณแม่ และผู้หญิง ภายใต้บริษัท อินโนดีว่า จำกัด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Papa Paper ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม กระดาษคราฟต์รักษ์โลก ปฏิวัติวงการแพคเกจจิ้งด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เปิดตัวโปรเจกต์อัปไซเคิล (Upcycled) เปลี่ยน “กากหัวปลี” ปริมาณมหาศาลที่เหลือทิ้ง จากกระบวนการผลิต ให้กลายเป็นวัสดุกันกระแทกเพื่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ภายในองค์กร แต่ยังมุ่งแก้ปัญหาระดับชาติด้วยการรับซื้อวัสดุการเกษตรที่รอการกำจัด เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและลดวงจรการเผาพืชผล ซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของโปรเจกต์นำร่องนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของ คุณวริษา เนื้อนุ้ย บารโรด์ CEO Mommy Booster และ คุณธนากร สุภาษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระดาษสาและผลิตภัณฑ์จากเยื่อธรรมชาติทำมือ 100% ภายใต้แบรนด์ PAPA PAPER®  ร่วมด้วยการสนับสนุนทางด้านนโยบายและวิชาการจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) และ อาจารย์พิชชากานต์ พิทยกรพิสุทธิ์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ การสร้างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีแผนระยะยาว ในการผนึกกำลังกับ “วิสาหกิจชุมชน” เพื่อนำวัสดุจากภาคเกษตรกรรมมาเปลี่ยนเป็นวัสดุ กันกระแทกชีวภาพ ซึ่งจะช่วย กระจายรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

คุณวริษา เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของโครงการว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เติบโตขึ้นมาก ทำให้ปริมาณขยะจากวัสดุกันกระแทกพลาสติกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรก เราตั้งใจพัฒนานวัตกรรมจากกากหัวปลีเพื่อแก้ปัญหาขยะภายในธุรกิจของเราเอง แต่เมื่อได้หารือ และบูรณาการแนวคิดร่วมกับ สสว. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอย่าง Papa Paper ทำให้เราเห็นศักยภาพ ในการต่อยอดวัสดุกันกระแทกรักษ์โลกนี้ให้ถูกนำไปใช้ในวงกว้างขึ้น ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การ ลดขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก แต่ยังเป็นการช่วยลดการเผาพืชผล ทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบต่อปอดและสุขภาพของทุกคน พร้อมๆกับการเข้าไปสร้างรายได้ ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยด้วย”

การนำวัสดุกันกระแทกจากธรรมชาติมาใช้ทดแทนพลาสติกบับเบิ้ล จึงไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ของ Mommy Booster ในฐานะแบรนด์ที่ห่วงใยผู้บริโภคแบบองค์รวม แต่ยังเป็นมิติใหม่ของความร่วมมือ ระหว่างผู้ประกอบการยุคใหม่และภาครัฐ ในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการสินค้าแม่และเด็ก ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังเตรียมต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าว สู่การผลิตวัสดุกันกระแทกเกรดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ด้านความหรูหราและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าราคาสูง ได้ในอนาคต

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าโครงการ AXTRA Circular Impacts เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นเสื้อนักเรียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าโครงการ AXTRA Circular Impacts เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นเสื้อนักเรียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าโครงการ AXTRA Circular Impacts เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นเสื้อนักเรียน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “AXTRA Circular Impacts: รวมพลัง ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน” ด้วยการเปลี่ยนขวดพลาสติกใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่เป็นเสื้อนักเรียนรีไซเคิล จำนวน 10,000 ตัว ส่งมอบให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงเรียนในมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ทั่วประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม ผ่านการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนไทย เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตลอดปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ส่งเสริมการคัดแยกและรีไซเคิลขวดพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจร ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการจัดตั้งจุดรับคืนขวดพลาสติก (Drop Point) การติดตั้งเครื่องรับคืนบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ (Reverse Vending Machine: RVM) มากกว่า 140 จุด ในสาขาแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดกิจกรรม Recycle Market ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ ณ แม็คโคร–โลตัส 9 สาขา รวมถึงการจัดจุดรับคืนขวดพลาสติกในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

จากความร่วมมือดังกล่าว บริษัทสามารถรวบรวมขวดพลาสติกใสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วกว่า 2.5 ล้านขวด ก่อนนำไปแปรรูปเป็นเสื้อนักเรียนรีไซเคิล และส่งมอบให้แก่นักเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนในมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รวม 10,000 คน ทั่วประเทศ สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ในการเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “โอกาส” พร้อมสร้างผลลัพธ์เชิงบวกทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในปี 2569 นี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตั้งเป้ารวบรวมขวดพลาสติกใสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 10.5 ล้านขวด ผ่านโครงการ “AXTRA Circular Impacts: รวมพลัง ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน” ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน รวมถึงสถาบันการศึกษากว่า 500 โรงเรียน ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมขวดพลาสติกใสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาสร้างประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

พร้อมทั้งมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และเยาวชน ทั่วประเทศให้เกิดเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมสู่การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่ลงสู่ทะเล, ลำคลอง และหลุมฝังกลบอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนจากระดับองค์กรสู่ ระดับสังคม พร้อมร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับสิ่งแวดล้อมและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วว. สร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ คว้า 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน พร้อมรางวัลสูงสุด 1st Grand Prize และ NRCT Special Prize จากเวที JDIE 2026 ประเทศญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Inno Flora Hub) นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวน 6 ผลงาน เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ 2026 Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2026) ระหว่างวันที่ 3–4 กรกฎาคม 2569 ณ นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และสามารถสร้างผลงานโดดเด่น คว้ารางวัลรวม 5 เหรียญทอง (Gold Medal), 1 เหรียญเงิน (Silver Medal), 1 รางวัล NRCT Special Prize และรางวัลสูงสุดของงาน 1st Grand Prize สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล  โดยผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

  1. Bloomblock : วัสดุปลูกกล้วยไม้ยุคใหม่ สำหรับเกษตรกรและคนเมือง  (Bloomblock : Next-generation Orchid Growing Solution for Growers and Urban Green Living)  ได้รับรางวัล Gold Medal NRCT Special Prize  1st Grand Prize (รางวัลสูงสุดของงาน)  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. 2.รศ. ดร.ปรเมนทร์ พอใจ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) 3.ผศ.ดร.จักรพันธ์ วัฒนวิกย์กรรม์ (มทร.ธัญบุรี)  และ 4.ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  2. Eyemerry : นวัตกรรมเครื่องดื่มเข้มข้นจากสารสกัดดอกดาวเรืองผสมเบอร์รี่เพื่อบำรุงสายตา (Eyemerry : Innovative Concentrated Drink Formulated with Marigold Extract and Berry Blend for Eye Health Enhancement)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.วราภรณ์ ศรเดช ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) วว. และ 2.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา ศนก. วว.
  3. AMINOSA : นวัตกรรมกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช (AMINOSA: Innovative Plant Immune Booster)  ได้รับรางวัล Silver Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.ผศ.ดร. ณัฐพงค์ จันจุฬา  และ 2.ดร.กนกนิภา สุขอ้วน  ศนก. วว.
  4. Marigold OralPatch™ แผ่นยาสีฟันละลายในช่องปากจากดอกดาวเรืองแบบไม่ใช้น้ำ (Marigold OralPatch™ : A Waterless Toothpaste Film for Smart Gum Care)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย  1.ดร.สมกมล อินทวงศ์ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) วว.  2.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก.)  3.นางสาวมณีรัตน์ จัตตุลาภา (ศนส.)  4.ดร.ภัทราวีร์ ทองอ่อน (ศนส.)  และ 5. ดร.กัญญาณัฐ แก้วเอียด (ศนส.)
  5. Freshflo : นวัตกรรมน้ำยาปักแจกันสูตรเข้มข้น เพื่อยืดอายุความสดของไม้ตัดดอก (Freshflo : High-performance Concentrated Flower Food for Maximizing Vase Life and Display Quality Enhancement of Cut Flowers)  ได้รับรางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย คณะนักวิจัย ศนก. ได้แก่  1.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา  2.นางสาวมยุรา ล้านไชย  3.นางสาวธาดา ทองด้วง 4.นางสาววิมลณัฐ เต็มแป้น 5.นางสาวกัญญารัตน์ วันนา 6.นายสุรกานต์ โพธิ์แก้ว  7.นางสาววราภรณ์ ปทุมวัน และ8. ดร.นพรัตน์ ทัดมาลา (มทร.ธัญบุรี)
  6. Cold Plasma Innovation for Increasing the Bioactive Compounds in Jewel Orchids  (ผลงานความร่วมมือระหว่าง วว. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี)  ได้รับ รางวัล Gold Medal  คณะนักวิจัย ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.ปรเมนทร์ พอใจ (มทร.ธัญบุรี)  2.รศ.ดร.อทิพงศ์ บุตรชานนท์ (มทร.ธัญบุรี)  3.ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา (ศนก. วว.)  และผศ.ดร.กนกทิพย์ ปานสุขสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ วว. ในการผลักดันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยบนเวทีนวัตกรรมโลก