ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บางคูเวียง-ปลายบาง’ ภูมิวิถีชุมชนคนนนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398853

เรือนเก่าริมคลอง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บางคูเวียง-ปลายบาง’ ภูมิวิถีชุมชนคนนนทบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คลองบางคูเวียง

จากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหน้าตลาดนนทบุรีนั้น มีคลองเก่าหลายสายอยู่ทางด้านตะวันตกที่สามารถเดินทางเรือเชื่อมต่อถึงกันได้ ริมฝั่งคลองนั้นมีวัดสำคัญอยู่หลายวัดที่มีอายุอยู่ในสมัยอยุธยา เช่น วัดตะเคียน วัดโบสถ์บน ที่ต่างมีตลาดของชุมชนอยู่ริมคลอง อาทิตย์นี้ได้เดินทางไปตามเส้นทางน้ำโบราณโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีกำนัน ผู้ใหญ่ในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ช่วยกันทำให้ทุกคนได้ร่วมกันสร้างเส้นทางวิถีชุมชนคนนนทบุรีให้เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีถนนหนทางและสะพานคร่อมคลองอยู่ก็ตาม

จุดเริ่มต้นการตามรอยวิถีชุมชนตามลำคลองครั้งนี้ ใช้ตลาดวิถีชุมชนที่วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.เมือง จ.นนทบุรี เป็นจุดเริ่มต้น หลังจากวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรีมีพิธีเปิดเถิดเทิงตามวิถีชุมชนแล้ว จึงออกเดินทางทางเรือหาความสำคัญของพื้นที่ กล่าวคือวัดโบสถ์บนแห่งนี้เป็นวัดสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระเถระผู้มีคุณวิเศษและพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺสโร) พระเถระผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ได้เคยพำนักบำเพ็ญสมณธรรม ณ วัดเก่าแก่ครั้งอยุธยาตอนปลายแห่งนี้ ปัจจุบันวัดโบสถ์บนได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จนมีภูมิสถานมั่นคงถาวรและงดงาม ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยบูรณะก่อนแล้วเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปประธานและพระบริวาร ๒๘ องค์ และพระอัครสาวก ๒ องค์ประดิษฐาน และยังมีใบเสมาศิลปะอยุธยาเหลืออยู่ให้เห็น

กลองยาวจากเยาวชนในชุมชน

เส้นทางตามลำคลอง จากคลองบางคูเวียงผ่านวัดตะเคียน ซึ่งด้านบนมีชุมชนตลาดริมน้ำที่ชาวสวนมาจอดเรือซื้อขายอาหาร ผลไม้กันครึกครื้น เรือนั้นได้ล่องผ่านบ้านเรือนหลังเก่าริมคลองและเรือกสวนที่เหลืออยู่ ลัดเลาะผ่านคลองแยกเข้าคลองบางกอกน้อย คลองขื่อขวาง ของอ.บางกรวย ไปจนถึงชุมชนปลายบาง อ.บางกรวยทิวทัศน์บางช่วงนั้นทำให้นึกถึงคลองในอดีตที่ครั้งหนึ่งนั้นเป็นเส้นทางน้ำสายหลักของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่ล่องเรือเดินทางคดเคี้ยวไปตามแม่น้ำ

ครั้นเมื่อมีการขุดตัดให้แม่น้ำไหลตรง แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมบางส่วนได้แคบลงกลายเป็นคลอง คลองต่างๆ นี้ผ่านวัดใหม่หลายวัด ซึ่งในอดีตนั้นวัดนี้เคยเป็นวัดเก่าอยู่ในสมัยอยุธยา บางวัดมีอายุเก่าถึงสมัยอยุธยาตอนต้น คือ วัดปรางค์หลวง ที่มีปรางค์เก่าเหลืออยู่ สำหรับเส้นทางเที่ยวชุมชนปลายบางนั้นมีจุดเยี่ยมชมหลายแห่งที่มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี เช่น บ้านช่างชุน ที่มีอายุกว่าร้อยปี เป็นช่างไม้สมัยรัชกาลที่ ๔ที่มีงานแกะสลักไม้จากช่างในตระกูล “ช่างชุน” ศาลเจ้าแม่ทับทิม อยู่ต้นคลองมหาสวัสดิ์ สร้างโดยชาวจีนที่เป็นคนงานขุดคลองมหาสวัสดิ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อใช้คลองมหาสวัสดิ์ส่งน้ำเพื่อทำนาและเป็นเส้นทางเดินเรือบรรทุกข้าว โดยจัดพื้นที่ให้เจ้านายสมัยนั้นทำนาปลูกข้าวส่งออกตามสนธิสัญญาเซอร์ จอห์น บาวริ่ง วัดศรีเรืองบุญ วัดเก่าที่มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือหลวงพ่อบุญธรรม และวัดยังได้จัดรวบรวมสิ่งของสำคัญของวัดและชุมชนเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และสวนเกษตรลัดดาวัลย์ ที่ยังทำสวนอยู่ริมคลองตามวิถีดั้งเดิม โดยนำการเลี้ยงผึ้งชันโรงมาช่วยในการเกษตรจนไม้ผลมีผลผลิตสู่ชุมชน อีกทั้งยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับสร้างรายได้ด้วย

คลองบางคูเวียงในอดีต

นอกจากนี้แหล่งเที่ยวตามเส้นทางแล้วยังมีวัดเก่าสมัยอยุธยาและแหล่งที่น่าสนใจอยู่ในเส้นทางอีกหลายแห่ง เช่น วัดส้มเกลี้ยงวัดเก่าในสมัยอยุธยา วัดบางไกรในซึ่งเป็นถิ่นของขุนไกรในวรรณคดีเรื่องไกรทอง สวนสมุนไพรเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาที่มีสมุนไพรกว่า ๓๐๐ ชนิด และร้านชมเฌยซึ่งเป็นร้านค้าโบราณย้อนยุคที่ใช้เป็นสตูดิโอถ่ายทำละคร แต่ละจุดเยี่ยมชมชุมชนคนนนทบุรีแต่ละแห่งนั้นมีอาหารและผลิตภัณฑ์ของชุมชนฝีมือบ้านๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้จากผู้รู้ท้องถิ่นมาการสอนทำอาหาร การตัดพวงมะโหด การทำดอกไม้ การนวด อีกทั้งยังเปิดบ้านให้ใช้พักผ่อนเพื่อซึมซับบรรยากาศริมคลองได้ตามต้องการเหมือนการเที่ยวเยี่ยมญาติพี่น้องที่อยู่ริมคลองหรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าเส้นทางนี้สามารถเที่ยวได้ทั้งทางรถจักรยาน และทางเรือโดยการติดต่อประสานงานได้ที่ศูนย์บริการท่องเที่ยว ๐๙๕-๘๕๑๓๔๘๓ ซึ่งเป็นวิถีชุมชนคนนนทบุรีที่น่าสนใจอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร

เรือนเก่าริมคลอง

เรือนเก่าริมคลอง

สะพานข้ามคลอง

สะพานข้ามคลอง

ตลาดน้ำวังตะเคียน

ตลาดน้ำวังตะเคียน

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนฯ

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนฯ

ศาลเจ้าแม่ทับทิม

ศาลเจ้าแม่ทับทิม

พิพิธภัณฑ์วัดศรีเรืองบุญ

พิพิธภัณฑ์วัดศรีเรืองบุญ

ใบเสมาสมัยอยุธยา

ใบเสมาสมัยอยุธยา

ตู้กับข้าวไม้ไผ่อายุ ๑๐๐ ปี

ตู้กับข้าวไม้ไผ่อายุ ๑๐๐ ปี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397313

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสรวงสองแคว’ ภูมิสถานการสร้างชาติบ้านเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระพุทธชินราช ศิลปะสุโขทัย

การเรียนรู้จากแหล่งความรู้นั้นมีความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยเหตุที่เรียนรู้มีบทบาทในสังคมน้อยกว่าการท่องเที่ยวที่เป็นธุรกิจการเที่ยว กิน ซื้อของ ถ่ายภาพ จึงทำให้ขาดความใส่ใจในสาระข้อมูลที่ต่อยอดปัญญาทั้งๆ ที่ทุกแห่งล้วนมีสาระข้อมูลน่าสนใจมากมาย โชคดีที่กรมศิลปากรมีโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นประจำทุกปี จึงเห็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีอรรถสาระมากกว่าหน่วยงานผู้รับผิดชอบการศึกษาจะบากหน้าทำ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยไปโครงการนี้กับวิทยากรคนสำคัญ คือ คุณเด่นดาวศิลปานนท์, คุณวงศ์ฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา และคุณนาตยา ภูศรี ซึ่งเป็นผู้รู้และเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญคือ เมืองพิษณุโลก เดิมเรียกเมืองสรวงสองแคว เป็นเมืองที่น่าสนใจมากกว่าไปไหว้พระพุทธชินราช หรือชมพระราชวังจันทน์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสถานที่จริงจึงคลี่คลายข้อเท็จจริงตามหลักฐานด้วยกัน เพราะตลอดเวลานั้นข้อมูลต่างๆ ได้หลั่งไหลจากผู้รู้ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างน่าสนใจใคร่รู้จนทำให้อยากรู้อะไรๆ มากขึ้น

คณะวิทยากร เด่นดาว และ วงศ์ฉัตร

สำหรับเมืองพิษณุโลกแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมีชื่อเรียกชื่อเมืองต่างกันจากหลักฐานในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดารนั้นมีการเรียกชื่อเมืองคือ สองแคว, สรวงสองแคว, ทวิสาขะ, ไทยวนที พระพิษณุโลก เป็นต้น  เดิมเมืองพิษณุโลกนี้เป็นเมืองเก่าเกิดขึ้นสมัยขอมมีอำนาจที่ตั้งเมืองเก่าลงไปทางทิศใต้ประมาณ ๕ กิโลเมตร เรียกว่า “เมืองสองแคว” ด้วยเหตุตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อยซึ่งปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดินไปแล้ว เมืองเก่านี้ คือ บริเวณวัดจุฬามณี หากสำรวจโดยรอบก็คงได้พบอะไรมาเติมข้อมูลกัน ในสมัยราชวงศ์ศรีนาวนำถม โดยพ่อขุนศรีนาวนำถม เสวยราชเมืองเชลียง ตั้งแต่ราว พ.ศ.๑๗๖๒ ได้มีอำนาจปกครองมาถึงบริเวณนี้ พระองค์ทรงให้โอรสทั้งสองพระองค์ คือ พ่อขุนผาเมืองครองเมืองราด และพระยาคำแหงพระราม ครองเมืองสรวงสองแคว (พิษณุโลก) เมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์ ขอมสบาดโขลญลำพงได้เข้ายึดเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยไว้ได้ พ่อขุนผาเมืองและพระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาว ได้ร่วมกันปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุนผาเมืองจึงยกเมืองสุโขทัยให้ขุนบางกลางหาวตั้งราชวงศ์พระร่วงครองเมืองสุโขทัยและได้เฉลิมพระนามเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แทน

เจดีย์วัดยอดทอง

ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสุโขทัย จนพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสองแควที่ย้ายจากที่เดิมมาตั้งใหม่ พระองค์ได้ทำนุบำรุงเมืองให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ จึงสร้างเหมือง ฝาย ขยายพื้นที่ทำนาเพาะปลูก สร้างทางถนนจากเมืองสองแควไปแคว้นสุโขทัย โดยเฉพาะได้สร้าง พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา เพื่อประดิษฐานไว้ในพระวิหารพระศรีรัตนมหาธาตุ แต่ยังเรียกว่าเมืองสองแควตามเดิม หลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางที่มีการติดต่อทางลุ่มน้ำน่าน และโบราณสถานทั้งสมัยสุโขทัย-อยุธยา เช่น วัดเจดีย์ยอดทอง วัดใหญ่ หรือวัดศรีรัตนมหาธาตุวัดราชบูรณะ และแนวกำแพงเมืองอยู่ หลังสมัยพระเจ้าศรีสุริยวงศ์บรมปาลแล้วไม่พบว่าเมืองนี้มีบทบาทอะไร นอกจากช่วงพ.ศ.๑๙๘๑-๑๙๙๔ ผู้คนเอาใจออกห่างพาราษฎรไปร่วมกับพระเจ้าเชียงใหม่จนทางกรุงศรีอยุธยาต้องส่งทัพมาปราบและให้เจ้านายขึ้นมาปกครองเมืองพิษณุโลก แล้วผนวกเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา จนสมัยถึงพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่พ.ศ.๒๐๐๖-๒๐๓๑รวม ๒๕ ปี เมืองพิษณุโลกได้กลับเจริญรุ่งเรืองด้วยมีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมือง การปกครองที่สร้างระบบจตุสดมภ์ขึ้น เศรษฐกิจ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เสมือนเป็นราชธานีทีเดียว ดังปรากฏว่าสมัยพระนเรศวรมหาราช ครั้งเป็นพระมหาอุปราชณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๓๓ พระองค์ทรงปลุกสำนึกให้เกิดทหารหนุ่มเป็นกำลังรบที่ต่อสู้เพื่อชาติ ทรงสถาปนาพิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน วันนี้เมืองพิษณุโลกมีศูนย์การเรียนรู้พระราชวังจันทน์ สรุปเรื่องราวให้เข้าใจก่อนจะตระเวนชมและเรียนรู้จากบริเวณพระราชวังจันทน์ทั้งหมด ที่ขาดไม่ได้คือ วัดเจดีย์ยอดทอง วัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดจุฬามณี เพื่อเรียนรู้สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมร่วมสมัยที่ยังเหลือให้ภาคภูมิใจไม่จบสิ้น ก่อนไปหาก๋วยเตี๋ยวห้อยขาอร่อยๆ กินกัน

รูปสิงห์และยักษ์แบก

รูปสิงห์และยักษ์แบก

ปูนปั้้นรูปครุฑที่ปรางค์จุฬามณี

ปูนปั้้นรูปครุฑที่ปรางค์จุฬามณี

ศูนย์การเรียนรู้ฯ

ศูนย์การเรียนรู้ฯ

วัดจุฬามณี

วัดจุฬามณี

นาตยา ภูศรี

นาตยา ภูศรี

วิทยากรให้ความรู้ตามสถานที่สำคัญ

วิทยากรให้ความรู้ตามสถานที่สำคัญ

วิทยากร นาตยา ภูศรี

วิทยากร นาตยา ภูศรี

พระราชวังจันทน์ที่ขุดแต่งแล้ว

พระราชวังจันทน์ที่ขุดแต่งแล้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395920

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปิ๊กภูมิบ้าน ภูมิเมือง’ ภูมิเรียนรู้จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เสวนาเชียงแสน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

มนุษย์นั้นมีวิถีหลักอยู่กับสังคมการเกษตรกรรมและสังคมการล่าสัตว์ แต่ด้วยที่ทุกพื้นที่นั้นมีกลุ่มชาติพันธ์ุอาศัยอยู่ร่วมกัน สังคมพหุวัฒนธรรมจึงถูกให้ความสำคัญขึ้น โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยการนำของ นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการนั้นได้ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือ โดยจัดงานมหกรรมเมืองพิพิธภัณฑ์ “ปาเจียงแสนปิ๊กบ้าน” ณ วัดเจดีย์หลวง ในเมืองโบราณเชียงแสนจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับนักเรียนและคนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเครือข่ายพิพิธภัณฑ์นั้นต่างนำเสนอข้อมูลความรู้และผลการปฏิบัติงานที่ต่างทำงานมาตลอด ๑ ปี ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยมีการออกแบบการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นบทบาทหนึ่งที่สร้างสังคมการเรียนรู้ด้วยความหลากหลายข้อมูลและความสนใจ ในวันที่ ๘-๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

การต้อนรับจากเครือข่ายฯ

ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้จึงมีการสร้างชุดคู่มือการนำสู่เรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน ที่ศึกษาจากตำนาน เอกสารโบราณ จารึก ภาพถ่ายเก่าบันทึก และคำบอกเล่าของคนในเชียงแสน โดยเฉพาะเรื่องราวของไทยยวนเมืองเชียงแสน ที่ต่างแยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งไทยและลาว สะท้อนให้เห็นถึงวิถีในสังคมพาหุวัฒนธรรมที่ผ่านอดีตจนถึงปัจจุบัน  ประเด็นสำคัญคือให้เกิดการทำงานในระบบเครือข่ายที่สร้างนวัตกรรมร่วมกันให้เกิดประโยชน์ในการนำสู่สถานศึกษาในพื้นที่ ซึ่งการพบปะและเปิดโอกาสให้มีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันซึ่งมีตัวแทนของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และภาคใต้ มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อใช้เป็นแนวทางการทำงานในอนาคตซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรูปแบบให้พื้นที่อื่นๆ นั้นนำไปจัดกิจกรรมอย่างนี้ต่อไป

กิจกรรมงานตัดกระดาษ

การเปิดพื้นที่เมืองโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเมืองเชียงแสน โดยมีวิทยากรท้องถิ่นนั้นทำให้เกิดความรู้ใหม่และคลี่คลายปัญหาให้มีความชัดเจนขึ้นในครั้งนี้มีการนำเสนอจารึกเมืองเชียงแสน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย-วิหารสกุล ช่างเชียงแสน ในจังหวัดลำปางโดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฏ จังหวัดลำปาง-อุปกรณ์เครื่องตีเงิน ลวดลายสลุงเงินของชาวเชียงแสน โดยพิพิธภัณฑ์วัดม่อนคีรีชัย-ปั๊บสาพื้นเมืองเชียงแสนและพระทองคำเชียงแสนจิ๋ว โดยพิพิธภัณฑ์เมืองขุนควรพะเยา วัตถุโบราณศิลปเชียงแสน จากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น กู่เชียงแสน จากวัดพระแก้ว, ปูนปั้นเชียงแสน จากไร่แม่ฟ้าหลวง เป็นต้นซึ่งมีการสาธิตองค์ความรู้ให้เกิดความตระหนักถึงงานศิลปวัฒนธรรมและมนุษยวิทยา เช่น สาธิตการทอผ้าห่อคัมภีร์ และการทำสวยกาบแบบเชียงแสน โดยพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านปงสนุก-สาธิตการจารคัมภีร์ใบลานเรื่อง “เชียงแสนแตก”โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฏจังหวัดลำปาง-กิจกรรมเรียนรู้ตั๋วเมือง, การตัดกระดาษ, การทำสวยดอก โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย-สาธิตงานปั้นปูนลายเชียงแสน โดย สล่าเสาร์แก้ว-สาธิตการทอผ้าลายเชียงแสน จักสาน ตอกลายผ้าจาก โรงเรียน ๓ วัย วัดพระธาตุผาเงา-สาธิตการปักผ้าบนเสื้อชุดไทยยวน จากโรงเรียนสูงวัยวัดผ้าขาวป้าน-สาธิตการประดิษฐ์ซึง และเล่นซึง จากบ้านร้อยซึง-สาธิตการทอตุงเชียงแสน โดยเฮือนตุง ศรีดอนมูล เชียงแสน เป็นต้น

ขันโตกต้อนรับผู้ปิ๊กบ้าน

โดยเฉพาะการจูงแขนปิ๊กบ้าน เป็นการร่วมจัดนิทรรศการของชาวไทยยวนเชื้อสายเชียงแสนที่ไปตั้งถิ่นฐานในจังหวัดต่างๆ ๑๐ จังหวัด เช่น ราชบุรี สีคิ้ว แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ฯลฯ และหลวงพระบาง ในลาว มาเป็นตลาดนัดไทยยวน และกิจกรรมสร้างสรรค์ความรู้ที่มีการสร้างชุดความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ในเชียงแสน ซึ่งถือว่าเชียงแสนนั้นเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์โดยแท้ มีนิทรรศการภาพเก่าเล่าความหลังของเมืองเชียงแสน ที่ชุมชนมีส่วนร่วมค้นหามาถ่ายทอดความทรงจำในอดีต และการเสด็จฯเมืองเชียงแสน ในรัชกาลที่ ๙ ภาพสเกตช์จารเรื่องเล่าเชียงแสนในอดีตเรื่องปลาบึกเชียงแสน ตลอดจนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในรูปของคลินิกพิพิธภัณฑ์ที่ถอดบทเรียนจาก งานซ่อม :ซ่อมภาพ ซ่อมผ้า และซ่อมวัตถุต่างๆ งานสร้าง : สร้างผลิตภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ต่างๆ และ งานเสริม : เสริมสร้างศักยภาพพิพิธภัณฑ์โดยการปรับปรุงและออกแบบนิทรรศการใหม่ โดยมีเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ถ่ายทอดให้กับนักเรียนและผู้สนใจหมุนเวียนตลอดวัน เช่นเดียวกับการเที่ยวชมโบราณสถาน ซึ่งเป็นต้นแบบหนึ่งของการถอดบทเรียนที่น่าสนใจใฝ่รู้ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่เห็นผลสำเร็จได้จริง

ผอ.พีรพน พิสณุพงศ์

ผอ.พีรพน พิสณุพงศ์

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ภาคเหนือ

คุณยายในภาพ

คุณยายในภาพ

ลานสนุกกับการเล่นของเด็ก

ลานสนุกกับการเล่นของเด็ก

เรียนรู้จากโบราณสถาน

เรียนรู้จากโบราณสถาน

ภาพเก่าวัดเจดีย์หลวง

ภาพเก่าวัดเจดีย์หลวง

ฟ้อนของชาวไทยยวน

ฟ้อนของชาวไทยยวน

พิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน

พิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน

ตลาดนัดไทยยวน

ตลาดนัดไทยยวน

ชุดการเรียนรู้

ชุดการเรียนรู้

ชาวไทยยวนในอดีต

ชาวไทยยวนในอดีต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394397′

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชนเผ่ามอแกน’ ภูมิชาวเลผู้ชำนาญท้องทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมชาวเล

ข่าวไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนที่หมู่เกาะสุรินทร์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นึกถึงกลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวเล” กลุ่มนี้ขึ้นมาทันที อาทิตย์นี้ขอตามรอยชาวเล ผู้ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ในท้องทะเล จนมีนามเรียกขานว่า เป็น“ยิปซีแห่งทะเลไทย” ภูมิกลุ่มชาติพันธุ์นี้เดิมเรียกกันว่า “ชาวเล” หลังจากเกิดคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๔๗ เรื่องราวของชาวเลจึงมีการรับรู้กันมากขึ้น ด้วยวิถีชีวิตที่น่าสนใจนั้นได้ทำให้นักท่องเที่ยวพากันล่องเรือเที่ยวทะเลกันจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวเลในทะเลไทยนั้นมีอยู่ ๓ กลุ่ม เรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย  ซึ่งต่างมีปัญหาร่วมกันกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบอีกหลายกลุ่ม จนทำให้ขาดความมั่นใจและภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน เมื่อการสืบทอดความรู้พื้นบ้านนั้นถูกกีดกัน ไปพร้อมกับสิทธิในการใช้และอาศัยทรัพยากรธรรมชาติแล้ว กลุ่มชาติพันธุ์นี้จึงเหมือนคนนอกที่ได้รับการดูแคลนจากบุคคลที่ไม่เข้าใจในวิถีวัฒนธรรมแบบ “ชาวเล” ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีการยอมรับมากขึ้น นั้นเรื่อง “พหุวัฒนธรรม” จึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการดูแลและให้ความสำคัญจนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ขาดแคลนด้านสาธารณูปโภค ขาดพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว ของชุมชน การขยายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ทำให้หลายแห่งปลูกบ้านเรือนอย่างไร้ทิศทาง แออัดมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคการลงทุนของกลุ่มนายทุนที่เอาประโยชน์

ท้องทะเลอันดามัน

“ชาวเล” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิต ภาษา วิถีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับทะเล มีชื่อเรียกเฉพาะแต่ละพื้นที่ เช่น “มอแกน” นั้นเป็นชาวเลที่อยู่แถบเกาะเหลา เกาะพยาม และเกาะสินไห ในจังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ ในจังหวัดพังงา และหาดราไวย์ ในจังหวัดภูเก็ต“มอแกลน” เป็นที่อยู่แถบเกาะพระทอง และหมู่บ้านชายฝั่งทะเลกว่ายี่สิบหมู่บ้านในจังหวัดพังงา และภูเก็ต และ “อูรักลาโว้ย” เป็นชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ชาวเลนั้นเป็นคนพื้นเมืองที่อาศัยในบริเวณชายฝั่งทะเลแถบนี้มาแต่เดิม จนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางทะเลที่ยึดการเก็บหาสัตว์ทะเลและพืชผักต่างๆ ในป่าเพื่อการยังชีพชาวเลเป็นคนที่รักพวกพ้อง อ่อนน้อมถ่อมตัว และไม่ละโมบโลภมาก ชาวเลมักจะไม่เกี่ยงงานหนัก โดยเฉพาะงานที่ต้องลงแรงกาย ตรากตรำกรำแดดฝน เป็นต้น ชาวเลทุกกลุ่มนั้นมีความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับทะเล มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเดินเรือ การสร้างเรือ การเก็บหาสัตว์ทะเล ความรู้นี้ทำให้ชาวเลมีชีวิตอยู่กับทะเลมาอย่างสมดุลนับร้อยๆ ปี ชนเผ่ามอแกน เป็นชาวเลที่สืบเชื้อสายมาจากโปโตมาเล ชนเผ่าผู้ร่อนเร่อยู่ในทะเลอันดามัน มากว่า ๑๐๐ ปี โดยอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะ และชายฝั่งทะเลตั้งแต่หมู่เกาะมะริดในเมียนมา ลงไปทางใต้และทางตะวันออกในหมู่เกาะของทะเลซูลู ในประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย ในหมู่เกาะมะริดในเมียนมานั้นมีชนเผ่ามอแกน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ซลัง เซลัง หรือ ซาเลา (Selon) ซึ่งมาจากคำว่า ซีลอน (CELON) แปลว่า เกาะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่าชาวเลนี้

เรือของชาวเล

ชนเผ่ามอแกน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเกาะแถบภาคใต้ของไทย มีรูปแบบของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ มีค่านิยมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่น ทำมาหากินอยู่ในทะเลอันดามัน วิถีชีวิตส่วนใหญ่นั้น นิยมอาศัยอยู่บนเรือที่เรียกว่า “กำบาง” เที่ยวหากินในทะเล งมหอย ตกปลา จับปูและสัตว์ทะเลต่างๆ อาหารหลัก คือเผือกมัน มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาลที่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ (เดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน) นั้นมีคลื่นลมจัด ชาวมอแกนนั้นจะอพยพมาสร้างบ้านเรือนตามเกาะ หรือบริเวณชายหาดที่มีอ่าวกำบังคลื่นลมเพื่อหลบลมพายุ ชนเผ่ามอแกนมีความเชื่อในเรื่องของภูตผีและวิญญาณบรรพบุรุษ ดังนั้นเดือนเมษายนของทุกปี กลุ่มชาวเลที่อยู่กระจัดกระจายตามเกาะต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงและในเมียนมาจะมารวมตัวกันที่หมู่เกาะสุรินทร์ เพื่อทำพิธี “ลอยเรือ” บวงสรวงผีและวิญญาณบรรพบุรุษ และเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง อันเป็นประเพณีดั้งเดิมที่ยังสืบทอดจากอดีตมาจนถึงวันนี้

เรือมอแกนชาวเล

เรือมอแกนชาวเล

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเล

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเล

สาวชาวเล

สาวชาวเล

หมู่บ้านชาวเล หรือมอแกน

หมู่บ้านชาวเล หรือมอแกน

หมู่บ้านชาวเลที่ชายหาด

หมู่บ้านชาวเลที่ชายหาด

หมู่บ้านชาวเลตามเกาะทะเลไทย

หมู่บ้านชาวเลตามเกาะทะเลไทย

หมู่บ้านชาวมอแกน เกาะสุรินทร์

หมู่บ้านชาวมอแกน เกาะสุรินทร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392917

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นกหัสดีลิงค์’ ภูมิพิธีส่งสการผู้มีบุญแห่งลุ่มน้ำโขง

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลวงพ่อคูณ บริสุทฺโธ

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ หลวงพ่อคูณ บริสุทฺโธ ที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้หลายคนรู้จักนกหัสดีลิงค์ และพิธีเผาศพในคตินิยมโบราณของเจ้านายและพระเถราจารย์ผู้ใหญ่ ผู้ที่อยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขงในล้านนาและอีสาน นกหัสดีลิงค์เป็นชื่อนกใหญ่ที่เล่ากันว่าเป็นนกที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มีตัวเป็นนกเว้นแต่จงอยปากเป็นงวงเหมือนงวงช้าง ชื่อของนกหัสดีลิงค์ไม่ค่อยปรากฏในเทวนิยายนักนกขนาดใหญ่ในเทวนิยายที่รู้จักกันนั้นคือ หงส์ พญาครุฑและนกหัสดิน ซึ่งมีชื่อใกล้เคียงกับชื่อหัสดีลิงค์นกหัสดินนั้นมีตัวใหญ่โตมากขนาดโฉบเฉี่ยวเอาช้างในป่าไปกินเป็นอาหารได้สบายๆ “นกหัสดิน” นั้นมีชื่อว่าหัตดีลิงค์สกุโณ (ภาษาบาลี) และ หัสดินลิงคะ (ภาษาสันสกฤต) เป็นนกคนละอย่างกับนกหัสดีลิงค์ที่มีจงอยงวงช้าง การใช้ชื่อนกหัสดีลิงค์นั้นน่าจะนิยมใช้กันในไทย แถบล้านนาเรียกสั้นๆ ว่า “นกหัส” แถบอีสานเรียกนกหัสดีลิงค์ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ” แปลความหมายว่า นกมีเพศเหมือนช้าง

นกหัสดีลิงค์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ

เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์นี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่เมื่อจับความจากนิทานชาดก จากตำราสัตว์หิมพานต์แล้วพอสรุปได้ว่า นกหัสดีลิงค์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีลำตัวเป็นนก มีปีก มีหางอย่างนก มีหัวเป็นช้าง มีลำตัวใหญ่และมีกำลังเทียบเท่าช้าง ๕ เชือก มารวมกัน นกหัสดีลิงค์นี้น่าจะถือกำเนิดในอินเดียมาก่อนแล้วแพร่เข้ามาในดินแดนล้านนา ด้วยมีเรื่องเล่าถึงนกหัสดีลิงค์เป็นนกจินตนาการที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑,๔๐๐ ปี ในตำนานสร้างนครหริภุญไชย ว่าเหล่าฤๅษีทั้งสามคือ วาสุเทพฤๅษี สุกทันตฤๅษี และอนุสิสฤๅษี ได้ร่วมกันวางรากฐานเมืองลำพูนนั้นได้เรียก “นกหัสดีลิงค์” ออกจากป่าหิมพานต์ให้ทำหน้าที่บินไปคาบ “หอยสังข์” หนึ่งในสี่สวัสดิมงคลของพระนารายณ์ หรือวิษณุเทพของฮินดู ประกอบด้วยดอกบัว สังข์ จักร คทา ซึ่งถือว่าแทน ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากห้วงมหาสมุทร เพื่อนำสังข์มาเป็นต้นแบบในการสร้างเมืองนี้

หอแก้วเมรุหลวงพ่อคูณ เป็นนกหัสดีลิงค์สีขาว

นกในนิยายของชาติต่างๆ ที่รู้จักกันคือ นกเฮาะของจีน นกร้อค ของอาหรับ และนกรุค (rukh) ของฝรั่ง ขุนวิจิตรมาตราได้เล่าถึง นกเฮาะ ว่า ในทะเลเหนือของจีนนั้นมีนกมหึมาเรียกว่า ไต้เฮาะ รูปร่างใหญ่โตมหึมาเหลือประมาณ ถึงเดือนหกฤดูมีคลื่นลม นกเฮาะจะกางปีกออกปกฟ้ามิด เริ่มวิ่งฝ่าระลอกคลื่นเป็นระยะไกล ๓,๐๐๐ ลี้ก่อน แล้วจึงโผทะยานขึ้นบินสู่อากาศเป็นระยะสูง ๙๐๐ ลี้ แล้วบินมาอาศัยอยู่ในเกาะมลายู นกเฮาะ นี้ ฝรั่งว่าคือ นกรุค (rukh) ซึ่งก็ตรงกับ นกร้อค (roc) ในอาหรับราตรี สรุปว่าเป็นนกชนิดเดียวกันที่เรียกแตกต่างตามสำเนียง ส่วนนกหัสดีลิงค์นั้นเกิดขึ้นเป็นความเชื่อโบราณในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่เมืองเชียงรุ้งแสนหวี แคว้นสิบสองปันนา ล้านนาเชียงใหม่ ล้านช้างหลวงพระบาง ดินแดนจําปาสัก มาจนถึงดินแดนแถบอีสาน ซึ่งมีผู้ครองนครครองบ้านเมืองอยู่นกหัสดีลิงค์ที่ปรากฏจึงรูปลักษณ์ไม่แตกต่างกันล้วนมีหัวเป็นช้าง มีตัวเป็นนก ตามจินตนาการโบราณ

เมรุหอแก้วสร้างเป็นนกหัสดีลิงค์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔

ด้วยความเชื่อนั้นจึงมีพิธีกรรมและตํานานมารองรับมากมายเพื่อคุมสังคมให้เกิดความสงบสุขและสามัคคีจนส่งผลให้สังคมอยู่ในกรอบประเพณีสืบทอดมาจนทุกวันนี้ โดยมีแบบแผนสําคัญต่อพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่การเกิด การเปลี่ยนแปลงฐานะทางสังคม จนถึงการตาย ส่วนพิธีปลงศพนั้น มีความละเอียดซับซ้อนขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคม ไพร่ ทาส สามัญชนปลงศพตามมีตามเกิด ส่วนเจ้านายชั้นปกครองพระเถระผู้ใหญ่นั้นใช้ความเชื่อทางศาสนามารองรับ กล่าวคือการเผาในเมรุนั้นยังมีความเชื่อของพราหมณ์เกี่ยวกับโลกและจักรวาล มีเขาพระสุเมรุอยู่กลางจักรวาล ดังนั้นการปลงศพโดยนกหัสดีลิงค์ จึงรองรับว่านกหัสดีลิงค์นั้น จะนําพาไปสู่ภพภูมิตามที่มีความเชื่ออยู่ การสร้างพิธีกรรมและศิลปะเทคนิคต่างๆ จึงเกิดขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างนก การเคลื่อนที่ของนก การติดประดับตกแต่ง จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของงวง การกะพริบตา เกิดขึ้นก็เพื่อเสริมให้เห็นความสมจริง หรือสะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพของคนโบราณ แม้แต่ขบวนแห่ก็มีการจัดแบ่งรูปขบวนและผู้คนเข้าร่วมงาน ที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อศพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หรือพระเถระผู้ใหญ่ ล้วนสะท้อนฐานะและแสดงความกลมเกลียวสมัครสมานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแทบทั้งสิ้น ชาวล้านนาเรียกพิธีศพนี้ว่า พิธีส่งสการ หรือ พิธีประกาศคุณความดีของผู้มีบุญญาธิการ ที่ได้สั่งสมไว้ชั่วชีวิต ให้กลับคืนไปเสวยสุขบนหล้าสรวง โดยใช้ “นกหัสดีลิงค์”ทำหน้าที่เป็นดั่ง “ทูตสวรรค์” อัญเชิญดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ปรโลก โดยมีนางสีดามาทำพิธีฆ่านกนี้เพื่อเผาทั้งนกหัสดีลิงค์และร่างของผู้ตายไปพร้อมกัน

นางสีดารำฆ่านกหัสดีลิงค์

นางสีดารำฆ่านกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์

ทับหลังที่มีนกหัสดินคาบช้าง

ทับหลังที่มีนกหัสดินคาบช้าง

ภาพเขียนนกหัสดีลิงค์

ภาพเขียนนกหัสดีลิงค์

นกหัสดินคาบช้าง

นกหัสดินคาบช้าง

นกหัสดีลิงค์ที่มีสีสัน

นกหัสดีลิงค์ที่มีสีสัน

นกหัสดีลิงค์สีขาว

นกหัสดีลิงค์สีขาว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหามณเฑียร’ ภูมิพระราชมณฑลบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391356

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหามณเฑียร’ ภูมิพระราชมณฑลบรมราชาภิเษก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหามณเฑียร’ ภูมิพระราชมณฑลบรมราชาภิเษก

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๙

ในวาระอันเป็นมหามงคลยิ่งของประเทศ ที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ ๔-๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ได้สร้างความปีติยินดีและถือเป็นบุญบารมีของพสกนิกรที่จะได้เห็นพระราชพิธีสำคัญอันสืบราชธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณ เพื่อรับรองฐานะความเป็นองค์พระประมุขของแผ่นดินอย่างเป็นทางการ และเป็นพระราชพิธีการเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยสมบูรณ์ ซึ่งต่อไปนั้นคำสั่งของพระองค์นั้นจะเป็น “พระบรมราชโองการ” ที่มีความสำคัญยิ่ง ด้วยเหตุที่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีที่น่าสนใจและไม่ได้มีบ่อยครั้ง ในช่วงนี้จึงขอนำสารัตถะถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระมหากษัตริย์ที่สืบต่อมาแต่อดีตตามลำดับ พระบรมมหาราชวัง กรุงรัตนโกสินทร์ นั้นมีหมู่พระมหามณเฑียร เป็นหมู่พระที่นั่งหรือกลุ่มเรือนหลวงที่ใช้เป็นที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการของพระมหากษัตริย์

ท้องพระโรงหน้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.๒๓๒๕ เพื่อทรงใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลในพระราชพิธีปราบดาภิเษกและประทับอยู่ตลอดรัชกาลหลังจากนั้นพระมหามณเฑียรได้ใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลสำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ สืบเนื่องกันมาทุกรัชกาลในราชวงศ์จักรี หมู่พระมหามณเฑียรนี้ เป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่หมู่แรกที่สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างเป็นแนวตรงและแนวขวางต่อเนื่องกัน โดยมีมุขแล่นถึงกันโดยตลอด ประกอบด้วย หมู่พระวิมานที่บรรทมและท้องพระโรงสำหรับเสด็จออก มีท้องพระโรงหลังพระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา หมู่พระมหามณเฑียรนี้สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย มี ช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ ตั้งอยู่ต่อเนื่องในเขตพระราชฐานชั้นในและชั้นกลาง เป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกัน ๓ องค์เดิมมีนามเรียกว่า “พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้พระราชทานนามพระที่นั่งแยกออกเป็นหลังๆ ให้มีนามคล้องจองกัน คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ซึ่งต่างมีความสำคัญตามแบบแผนของราชสำนัก ดังนี้

ผังหมู่พระมหามณเฑียร

๑.พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของพระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อสร้างในรูปลักษณะของสถาปัตยกรรมไทยองค์พระที่นั่งก่ออิฐถือปูน สร้างเป็น ๓ องค์แฝด ภายนอกเป็นระเบียงรายล้อมด้วยเสานางจรัลอยู่ทุกด้าน เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จประทับอยู่เป็นประจำ ๒.พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นพระที่นั่งต่อกับท้องพระโรงหน้าพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทางทิศเหนือ ทรงใช้เป็นที่ประทับทรงพระสำราญหรือให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลในการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกในทุกรัชกาล พระที่นั่งไพศาลทักษิณนั้น เป็นที่ประดิษฐานของปูชนียวัตถุสำคัญ ๓ อย่าง คือ

พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ในพระวิมานตอนกลางองค์พระที่นั่ง ตรงพระทวารเทวราชมเหศวร พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ เป็นที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชประทับรับน้ำอภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่เกือบสุดองค์พระที่นั่ง ด้านทิศตะวันออก พระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นที่ประทับรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมราชูปโภคอันเป็นโบราณมงคล รับพระแสงราชศัสตราวุธ และพระแสงอัษฎาวุธในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประดิษฐานอยู่ตอนหน้าสุดองค์พระที่นั่งด้านทิศตะวันตก ๓.พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน อยู่ติดกับพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทางทิศเหนือเป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกฝ่ายหน้า เช่น เสด็จออกขุนนาง ออกมหาสมาคม ออกทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลสำคัญ ซึ่งมีพระราชบัลลังก์ตั้งอยู่ ๒ องค์ คือ พระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน  และพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพระราชบัลลังก์ทองขนาดย่อม พระมหากษัตริย์จะเสด็จขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์นี้เพื่อเสด็จออกมหาสมาคมเป็นครั้งแรกในรัชกาลของพระองค์ และใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทุกรัชกาล

พระที่นั่งสำคัญในพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัยฯ

พระที่นั่งอัมรินทร์ฯองค์หน้า

พระบรมมหาราชวัง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันยุทธหัตถี’ ภูมิมหาสงครามกู้แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389940

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันยุทธหัตถี’ ภูมิมหาสงครามกู้แผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันยุทธหัตถี’ ภูมิมหาสงครามกู้แผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุทธหัตถี-อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

วันที่ ๑๘ มกราคม ที่ผ่านมาของทุกปีนั้น เป็นวันที่ระลึกถึงวันมหาสงครามที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา จากเมืองหงสาวดี  เมื่อวันแรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง เมื่อพุทธศักราช ๒๑๓๕ มีความสรุปว่า “สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเคลื่อนพยุหยาตราทางชลมารค ไปขึ้นบกที่ปากโมก บังเกิดศุภนิมิต ต่อจากนั้นทรงกรีธาทัพทางบกไปตั้งค่ายที่ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อทรงทราบว่าพม่าส่งทหารมาลาดตระเวน ทรงแน่พระทัยว่าพม่าจะต้องโจมตีกรุงศรีอยุธยาเป็นแน่ จึงรับสั่งให้ทัพหน้าเข้าปะทะข้าศึกแล้ว ล่าถอยเพื่อลวงข้าศึกให้ประมาท แล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงนำทัพหลวงออกมาช่วย ช้างพระที่นั่งสองเชือกตกมันกลับเข้าไปในหมู่ข้าศึกแม่ทัพนายกองตามไม่ทัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรัสท้าพระมหาอุปราชาทำยุทธหัตถีและทรงได้รับชัยชนะ โดยทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดคาคอช้าง”

ทรงบัญชาการทัพ

ด้วยเหตุกำลังไพร่หลวงหรือทหารนั้นได้สร้างนักรบทำการสู้รบพิทักษ์ ปกป้องรักษาแผ่นดิน และบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข และในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นนักรบเป็นจอมทัพ โดยมีเหล่าทหารกล้าออกไปสู้กับเหล่าข้าศึกศัตรูอย่างไม่กลัวเกรงและเสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แม้ว่าในปัจจุบันได้พัฒนากิจการเป็นกองทัพไทยได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ แล้วก็ยังทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศจากการรุกรานของข้าศึกและทำสงครามสู้รบ ดังปรากฏในสมรภูมิสงครามหลายยุคหลายสมัย ซึ่งมีการสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติให้ทุกคนได้ระลึกถึงการสงครามในอดีต และระลึกถึงวีรกษัตริย์มหาราชทุกพระองค์ จากวีรกรรมที่สุดแห่งพระมหากษัตริย์นักรบนั้น ได้นับถือวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงต่อสู้ตัวต่อตัวด้วยการกระทำยุทธหัตถีครั้งนั้น เป็นวันประวัติศาสตร์การรบในยุทธวิธีที่หาได้ยากยิ่งในสงครามและเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ด้วยเป็นมหาสงครามที่สืบเนื่องยาวนานในยุทธภูมิการกู้ของแผ่นดิน ด้วยการรบอยู่หลายครั้งและมีเหล่าทหารกล้าหลายนายอุทิศตนในสงครามหรือสมรภูมิรบเพื่อประเทศของตนเกิดขึ้นมากมาย จนถึงวาระการสู้รบที่ทำให้เห็นเป็นกฤษดาภินิหารในสงครามยุทธหัตถี จนเป็นวันสำคัญแห่งกองทัพไทยให้นำมาเป็นวันกองทัพไทย จากวันยุทธหัตถีกู้แผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕

ยุทธหัตถี-ขรัวอินโข่ง

สำหรับวันกองทัพไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับกล่าวคือเมื่อพ.ศ.๒๕๐๒ รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กำหนดให้วันที่ ๘ เมษายน เป็นวันกองทัพไทย โดยถือเอาวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นวันที่มีการปรับปรุงการทหาร จากการจัดอัตรา กำลังแบบโบราณมาเป็นการจัดอัตรากำลังแบบปัจจุบัน ต่อมาพ.ศ.๒๕๒๓ รัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่าวันกองทัพไทยควรเป็นวันที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงความกล้าหาญและเสียสละและมีความหมาย สำหรับการทหารทั้งสามเหล่าทัพ จึงได้กำหนดเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีได้รับชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาเป็นวันกองทัพไทย ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี ต่อมาวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๙ พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ได้มีหนังสือพร้อมข้อมูลของวันกองทัพไทยเสนอไปที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กราบเรียนนายกรัฐมนตรี ให้ทำการเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย ด้วยเหตุที่ว่าได้ทำการศึกษาเรื่องนี้แล้วพบว่าวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชานั้นเดิมกำหนดไว้คือวันที่ ๒๕ มกราคม ที่ถูกต้องนั้นคือวันที่ ๑๘ มกราคม ทำให้ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทยจากวันที่ ๒๕ มกราคม เป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปี โดยเริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นต้นไป และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม กิจกรรมที่กระทำในวันกองทัพไทยนั้นคือพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สำหรับทหารทุกคนในกองทัพแห่งชาติทุกเหล่า ส่วนประชาชนผู้ระลึกถึงมหาวีรกรรมแห่งกษัตริย์นักรบนั้นจะพากันถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

 

สมเด็จพระนเรศวร

สมเด็จพระนเรศวร

สมเด็จพระนเรศวร-พระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระนเรศวร-พระนครศรีอยุธยา

ยุทธหัตถี-วัดสุวรรณดาราราม

ยุทธหัตถี-วัดสุวรรณดาราราม

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ยุทธหัตถี-สนั่น ศิลากร

ยุทธหัตถี-สนั่น ศิลากร

ยุทธหัตถี-ดอนเจดีย์

ยุทธหัตถี-ดอนเจดีย์

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ อ.เกาะคา

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ อ.เกาะคา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมแทกู’ ภูมิเที่ยววัฒนธรรมเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/388443

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมแทกู’ ภูมิเที่ยววัฒนธรรมเกาหลี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมแทกู’ ภูมิเที่ยววัฒนธรรมเกาหลี

วันเสาร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562, 18.21 น.

ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น การท่องเที่ยวต่อกันนั้นเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างดีดังนั้นการพัฒนาเมืองจึงมีการสร้างสรรค์ให้มีความน่าสนใจใคร่รู้ใคร่เที่ยวมากขึ้น ในโอกาสที่ คุณจีออน จี อ๊ก ผู้อำนวยการการตลาดท่องเที่ยวในประเทศของนครหลวงแทกู ได้เดินทางมายังประเทศไทยนั้น จึงได้เชื้อชวนว่าเกาหลีนั้นไม่ได้มีเสน่ห์แค่เมืองโซลและปูซานเท่านั้น เมืองแทกูของเกาหลีเป็นเมืองที่น่าสนใจอีกเมืองหนึ่งของคนไทยเช่นเดียวกัน ด้วยเป็นเมืองที่มีแหล่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจถึง ๘ แห่งมีพิพิธภัณฑ์เรียนรู้ถึง ๓๘ แห่ง แหล่งสวยงามตามธรรมชาติและอุทยาน ๑๓ แห่ง และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกมากกว่า ๑๕ แห่ง จนรู้สึกได้ว่าเมืองนี้จะเป็นตัวแบบหนึ่งของเมืองน่าเที่ยวในยุคที่มีการพัฒนาประเทศเข้าสู่ ๔.๐

เปิดตลาดการเที่ยวศิลปวัฒนธรรม

เมืองแทกูแห่งนี้ เป็นเมืองทันสมัยไม่ต่างกับโซล แต่ด้วยเหตุที่เป็นเมืองเงียบสงบมากกว่าโซลด้วยมีประชากรอยู่กว่าสองล้านห้าแสนคน จึงทำให้เมืองแทกูเป็นเมืองท่า ที่มีความสำคัญเป็นอันดับสามรองจากโซลและปูซานเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสี่ของประเทศ เมืองแทกูแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการทอผ้าของประเทศ และเป็นเมืองที่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี ค.ศ.๒๐๐๒โดยเฉพาะการเป็นศูนย์การค้าพืชสมุนไพรนานาชนิด ที่มีสถานพยาบาลแผนตะวันออกอยู่มากกว่า ๓๐๐ แห่งที่ใช้สมุนไพรเหล่านี้ในการรักษา ตลอดจนมีร้านขายยาสมุนไพร และร้านปรุงสมุนไพรรวมอยู่ด้วย เมืองแทกูมีหอคอยที่มีความสูงชื่อวูบัง ตั้งตระหง่านอยู่ ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภูเขาพัลกงซานที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือเต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามสุดสายตา

จีออน จี อ๊ก ผอ.การท่องเที่ยวฯ

ที่น่าสนใจนักท่องเที่ยวก็คือ เมืองแทกูนับเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่กว่าเมียงดงของโซลถึงสามเท่า และคิมกวังซอกสตีท (Kim Gwangseok-gil Street) สถานที่ยอดนิยมที่ทำให้นึกถึง “คิมกวังซอก” นักดนตรีโฟล์คซอง ผู้มีชื่อเสียงในยุค’80 และ’90 เรียกว่าเป็นนักร้องยอดนิยมของแฟนเพลงเกาหลี ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและศาสนาอีกด้วย ด้วยเหตุที่คิมกวังซอกเป็นคนแทกู ที่เกิดและเติบโตที่นี่ก่อนจะย้ายไปซูเปอร์สตาร์ที่โซล จึงทำให้ทางการได้สร้าง Kim Gwangseok-gil Streetแห่งนี้ให้เป็นถนนที่เต็มไปด้วยภาพเขียนบนกำแพง ที่มีเสียงเพลง คาเฟ่ในสไตล์ใหม่ๆ จนสร้างเป็นถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวาจากผู้คนในเมืองนี้ บนถนนเล็กๆ ในระยะทางประมาณ ๓๕๐ เมตรนั้น ทำให้เห็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับนักร้องคนนี้ รวมไปถึงภาพวิถีชีวิตของผู้คนผ่านงานรูปปั้นและภาพบนกำแพง ทำให้เป็นสตรีทอาร์ทที่น่าสนใจมีการถ่ายภาพจนเป็นสน่ห์ของเมือง

จำลองแบบกี่ทอผ้า

จากตัวเมืองที่ออกแบบงดงามและงานวัฒนธรรมที่หลากหลายนั้น ทำให้มีการสร้างระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของตัวเองคือ Daegu Metro ซึ่งมีรถไฟใต้ดินสองสายและรถไฟรางเบาหรือโมโนเรลอีกหนึ่งสายดำเนินงานโดยบริษัท Daegu Metropolitan Transit Corporation [DTRO] รัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อดูแลระบบรถไฟฟ้าในแทกูโดยเฉพาะ

ส่วนด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมนั้นถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยนับแต่เรื่อง ราชอาณาจักรทั้งสาม หมายถึง จักรวรรดิโคกูรยอ, แพ็กเจ และชิลลา ซึ่งปกครองแถบคาบสมุทรเกาหลี และบางส่วนของจีน มาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑ ก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ นั้น ในอดีตเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจสูงสุด ระหว่าง ๕๗ ปีก่อนคริสตกาล ถึงปี ค.ศ.๖๖๘ ต่อมาอาณาจักรชิลลา มีชัยชนะต่อแพ็กเจและโคกูรยอ จึงรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียวต่อมา ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้จากวัฒนธรรมและโบราณวัตถุของเมืองนี้

ดอกซากุระทั้งถนน

ดอกซากุระทั้งถนน

หอชมเมืองแทกู

หอชมเมืองแทกู

สถาปัตยกรรมในแทกู

สถาปัตยกรรมในแทกู

ภาพเขียนบนกำแพง

ภาพเขียนบนกำแพง

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอ

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอ

โบราณวัตถุ

โบราณวัตถุ

ในพิพิธภัณฑ์ผ้าทอ

ในพิพิธภัณฑ์ผ้าทอ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’ ภูมิความสัมพันธ์ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387004

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’ ภูมิความสัมพันธ์ของอาเซียน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พหุวัฒนธรรม’ ภูมิความสัมพันธ์ของอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักวิชาการไทย-เมียนมา-ฝรั่งเศส

ในวาระที่ประเทศไทยได้เป็นประธานอาเซียนปี ๒๕๖๒ นั้น การศึกษาเรื่องพหุวัฒนธรรมเพื่อให้มีการยอมรับความหลากหลายนั้นจึงเป็นการเปิดประตูอาเชียนไปสู่ความเป็นวัฒนธรรมหนึ่งเดียวกันในภูมิภาคนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดย นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการและคณะ ได้ร่วมกับกรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จัดสัมมนาวิชาการและการแสดงทางวัฒนธรรม ในโอกาส ๗๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เมียนมา เพื่อสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการของนักวิชาการทั้งสองประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความรู้ถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-พม่า : ช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ (คริสต์ศตวรรษที่ ๕-๙) โดย Mr.U Nyunt Han อดีตอธิบดีกรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ได้นำเสนอถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของยุคสมัยปยู (Pyu) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความใกล้เคียงกับยุคสมัยทวาราวดี ซึ่งมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑-๑๐ มีเมืองสำคัญ ๓ เมือง คือ Beikthano, Halin และ Sriksetraซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุด

Dr.Jacques P.Leider Head of the EFEO- ความสัมพันธ์ไทย-พม่า

การศึกษาและสืบค้นประวัติศาสตร์ปยู (Pyu) นั้นแบ่งออกเป็น ๒ ช่วงเวลาคือช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและช่วงที่ได้รับเอกราช ช่วงสมัยที่ตกอยู่ภายใต้ปกครองอังกฤษนั้นได้ค้นพบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีการผสมผสานศิลปะระหว่างอินเดียเหนือกับอินเดียใต้ และยังพบไห ๔ ใบที่มีจารึกใกล้ๆ กับเจดีย์ Paya-gyi ในปี ๑๙๒๖-๒๗ ได้มีขุดค้นเนิน Khin-Ba ซึ่งเป็นสถูปที่พังทลายลงแล้ว เมื่อขุดค้นและศึกษาวัตถุที่อยู่ในสถูปนั้น ทั้งพระพุทธรูป ลานทอง (gold-leaf manuscripts) ได้พบจารึกอภิธรรมภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ที่มีการค้นพบในปัจจุบัน ปี ๑๙๔๘ หลังจากพม่าได้ประกาศเอกราชจากอังกฤษแล้วในปี ๑๙๕๗ จึงได้ตั้งกรมโบราณคดีของพม่าขึ้นและได้เริ่มขุดค้นเมืองทั้งสามแห่งในสมัยปยู (pyu) ทำให้พบโครงสร้างของเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมือง ประตูเมือง เจดีย์ สถูปทางด้านพระพุทธศาสนา อาคารสำหรับการฝังศพ และอาคารพระราชวัง

Dr.U San-สัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ของรามเกียรติ์ระหว่างไทยกับพม่า

นอกจากนี้ที่เมือง Beikthano ยังค้นพบสถูปมีศิลปะและการออกแบบคล้ายกับสถูปในอินเดียตอนใต้ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลทางศิลปะที่เมือง Beikthanoได้รับมาจากอินเดียใต้เช่นกัน นอกจากนี้ยังพบเหรียญที่มีลวดลายมงคลต่างๆ พบอิฐที่มีลวดลายโดยใช้นิ้วมือวาด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันกับศิลปะสมัยทวารวดี เป็นต้น ในด้านสถาปัตยกรรมของปยูนั้น ได้มีการค้นพบเจดีย์ทรงปราสาท (temples) ในเมือง Sriksetra หลายองค์ เช่น เจดีย์ Be Be ที่มีขนาดเล็ก ภายในบรรจุพระพุทธรูปไว้หลายองค์ ส่วนเจดีย์ Lemyet-Hnar มีทางเข้า ๔ ทาง มีพระพุทธรูปอยู่ ๔ ทิศ ถือเป็นต้นแบบเจดีย์ให้แก่เมืองพุกาม และหลายองค์ได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ช่วงสมัยพุกามตอนต้น ด้านประติมากรรมที่สำคัญคือ พระพุทธรูปมักจะเป็นปางสมาธิ ปางมารวิชัยจะมีลักษณะที่วางมือไว้ที่เข่า แตกต่างจากศิลปะสมัยพุกามที่เอามือวางไว้ที่หน้าแข้งนอกจากนี้ยังพบประติมากรรมที่ทำจากทองแดงและพระพุทธรูปทองคำเป็นจำนวนมาก

Mr.U Nyunt Han-ประวัติศาสตร์ปยู

เมื่อเปรียบเทียบศิลปะ สถาปัตยกรรมระหว่างปยูกับทวาราวดีได้พบว่าทวาราวดีมีการสร้างเมืองโดยกำหนดขอบเขตจากคูน้ำคล้ายกับปยู เหรียญปยูไม่มีจารึกแต่ทวาราวดีมีจารึก ด้านสถาปัตยกรรมมีความคล้ายกันมีการตกแต่งด้านล่างด้วยภาพดินเผา พระพุทธรูปนั้นมีศิลปะคล้ายกัน และพบว่าธรรมจักรนั้นพบเฉพาะทวาราวดีแต่ไม่พบที่ปยู จึงน่าสนใจว่าปยูกับทวาราวดีนั้นมีการติดต่อกันอย่างไร กรณีศิลปอินเดียส่งอิทธิพลต่อปยูและทวาราวดี ความสัมพันธ์ระหว่างปยูกับทวาราวดี ที่มีการค้าขายสมัยโบราณนั้นมีการค้าขายทางบก ทางทะเลถึงกันอย่างไร การศึกษาจะทำให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมปยูกับวัฒนธรรมทวาราวดีมากขึ้น

สุดท้ายเป็นการแสดงวัฒนธรรมเมียนมาที่ต่างมีการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การแสดงหุ่นสายนัตกะด่อหุ่นสายซอจี หุ่นสายมินตา มินตามี ระบำจีต้าตวาหยา ฮานกานป๊า ระบำหน้ากาก ระบำมินตา ระบำผางประทีป เป็นต้น อันเป็นบทบาทหนึ่งของงานทางวิชาการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

ดร.ธัญญารัตน์ อภิวงศ์-ชุมชนพม่าในภาคเหนือ

 

นักวิชาการด้านวัฒนธรรม

นักวิชาการด้านวัฒนธรรม

นักวิชาการและนักแสดง

นักวิชาการและนักแสดง

ระบำผางประทีป

ระบำผางประทีป

หุ่นสายนัดกะด่อ

หุ่นสายนัดกะด่อ

หุ่นสายมินตา

หุ่นสายมินตา

ระบำมินตา

ระบำมินตา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระพุทธรัตนชาติ’ ภูมิสิริมงคลในวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385928

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธรัตนชาติ’ ภูมิสิริมงคลในวันปีใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธรัตนชาติ’ ภูมิสิริมงคลในวันปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเริ่มต้นสู่ศักราชใหม่นั้นชาวไทยมีประเพณีนิยมในการรับสิ่งมงคลมาเป็นพลังแห่งชีวิต สิ่งมงคลที่เกิดจากธรรมชาตินั้นคือ “รัตนชาติ”ที่หาได้ยากยิ่ง ด้วยเหตุนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงนับเอาพระแก้วมรกตองค์งามนั้นเป็นพระคู่ประเทศด้วยเป็น “รัตนชาติชิ้นใหญ่” และสร้างด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม เช่นเดียวกับคตินิยมการสร้างพระพุทธรูปด้วยรัตนชาติจึงเป็นผลงานที่หาได้ยากยิ่ง ในสมัยโบราณเรียกรัตนชาตินั้นว่า “แก้ว” เปรียบประดุจ “พระรัตนตรัย” คือแก้วประการ เชื่อว่าเป็นอัญมณีสูงค่าดุจแก้วสารพัดนึกที่หาได้ยาก แม้จะเป็นรัตนชาติขนาดเล็กก็นับว่ามีค่ามากกว่าพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ รัตนชาติมีสีสันแตกต่างและมีคุณวิเศษจากธรรมชาติให้แก่ผู้ครอบครอง ดังปรากฏในเครื่องประดับอันเป็นมงคลนั้น

 

ปีนี้กรมศิลปากรโดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาที่สร้างด้วยรัตนชาติ มาให้สักการบูชาในวันปีใหม่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเจริญศรัทธาสักการะในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปรัตนชาติ เป็นพระหยกแก้วที่มีวรรณะแตกต่างกันในปางมารวิชัย โดยมี พระพุทธสิหิงค์  ปางสมาธิ อันเป็นศิลปะที่มีอายุร่วมสมัยสุโขทัย-ล้านนา อายุประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑  สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าในรัชกาลที่ ๑) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๘ ประดิษฐานพระประธาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญ และพระพุทธรูปรัตนชาติ ๙ องค์ ในแบบ ปางมารวิชัย, ปางชนะมาร หรือ ปางสะดุ้งมาร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางคว่ำลงที่พระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นธรณี ในคราวที่พระองค์ทรงเอาชนะมารได้อันเป็นภาวะที่มั่นคงไม่ไหวติงต่อภยันอันตรายทั้งปวง

 

พระพุทธรัตนชาตินี้เป็น “นพปฏิมารัตนมารวิชัย” คือ พระแก้วปางมารวิชัย ทั้ง ๙ องค์ได้แก่ ๑.พระแก้วน้ำค้าง ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ เจ้าพรหมสุรธาดาเจ้านครเมืองน่าน ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๒.พระแก้วกาบมรกตอ่อน ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๐๗ นอกนั้นเป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่แรก ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ อายุประมาณพุทธศตวรรตที่ ๒๔ คือ พระแก้วน้ำค้าง, พระแก้วกาบมรกต,พระแก้วน้ำหาย, พระแก้ววิฑูรย์น้ำผึ้ง, พระแก้วจันทรกานต์, พระแก้ววิฑูรย์สีน้ำผึ้ง ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญออกมาให้ประชาชนสักการบูชาเพื่อสร้างความเป็นสิริ-ความเป็นมงคล ไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข ปลอดภัยภยันตรายทั้งปวง ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ถึงวันอาทิตย์ที่๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นเวลาหนึ่งเดือน

 

ในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๒ รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมได้มีกิจกรรมที่เป็นมหามงคลในวันปีใหม่ ทุกปีนั้นมีประเพณีปฏิบัติกันเป็นประจำ คือ สักการะพระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญของประเทศ หลักเมือง และเทพารักษ์
ณ ศาลหลักเมือง สำหรับปีนี้ขอเชิญสักการะ พระพุทธรัตนชาติ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนกิจกรรมในวันปีใหม่ทุกคนสามารถร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี จัดโดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด
ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ เข้าร่วมชมและสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปสำคัญจาก ๑๓ ประเทศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง การไหว้พระพุทธรูปสำคัญ ๑๐ วัด สืบสิริสวัสดิ์ ๑๐ รัชกาล ซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในกรุงเทพมหานคร และรักษาประเพณีในการทำบุญตักบาตร ขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่เยี่ยมญาติผู้ใหญ่ บุพการี เป็นหลัก นอกนั้นก็สนุกสนานเถิดเทิงเอาตามใจชอบ…แต่อย่าลืมสิ่งที่ดีงามเสียจนหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งใหม่ที่เป็นเครื่องเย้ายวนให้ทำลายวัฒนธรรมของชาติ…ชวนทำบุญไม่ทำบาปกัน