โจมตีทางอากาศถล่มเมืองในซีเรีย โดนพลเรือนดับ 44 ศพ เจ็บอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608089

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2559 02:45

 

(ภาพ: AFP)

ฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียกล่าวหารัฐบาลว่าเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เมืองที่ฝ่ายกบฏควบคุม 2 แห่งในภาคเหนือของประเทศจนมีผู้เสียชีวิต 44 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดการโจมตีทางอากาศจู่โจมเมืองที่กลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียควบคุม 2 แห่งในภาคเหนือของประเทศ เป็นเหตุให้มีพลเรือนเสียชีวิตถึง 44 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 80 คน ขณะที่ฝ่ายกบฏออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลซีเรียเป็นฝ่ายโจมตี

ข่าวระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 37 คนในการโจมตีที่ตลาดสดแห่งหนึ่งในเมือง มารัต อัล-นูมาน ในจังหวัดอิดลิบ และมีผู้เสียชีวิตอีก 7 คนในการโจมตีที่ตลาดค้าปลาในเมือง คาฟรานเบล ซึ่งอยู่ใกล้กัน โดยกลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรียระบุว่า มีเด็ก 3 คนอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

คณะกรรมการเจรจาสูงสุดของฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ระบุในแถลงการณ์ว่า การโจมตีซึ่งส่งสัยว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลแสดงให้เห็นความอันตรายที่เพิ่มสูงของวิกฤติครั้งนี้ และยังสนับสนุนการตัดสินใจของพวกเขาที่จะเลื่อนการเจรจาสันติภาพออกไป.

ชาวนิวเดลีอดกินหมากใส่ยาเส้น! ทางการเฉียบ ห้ามซื้อขายยาเส้นแบบเคี้ยวแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607749

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2559 13:05

 

ชาวอินเดียในเมืองหลวงอดเคี้ยว‘หมากเมา’ใส่ยาเส้นนับแต่นี้…ทางการกรุงนิวเดลี ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนในกรุงนิวเดลีจำหน่าย ซื้อหา หรือครอบครองยาเส้นแบบเคี้ยวทุกชนิด หากใครฝ่าฝืนเจอโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือนและปรับเงินกว่าแสนบาท

เมื่อ 19 เม.ย.59 สื่อต่างประเทศรายงาน ทางการกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดียเอาจริงเอาจังกับความพยายามหยุดยั้งประชาชนเคี้ยวหมากที่ใส่เส้นยาสูบซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคมะเร็งในช่องปากอัตราสูงมากในประเทศ ถึงขั้นออกคำสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนในกรุงนิวเดลี จำหน่าย, ซื้อหา และครอบครอง ยาเส้นแบบเคี้ยวทุกรูปแบบและทุกชนิด หากใครฝ่าฝืนจะเผชิญกับการรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 เดือน และโดนปรับเงิน 3 แสนรูปี (4,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 157,500 บาท) ขณะที่ทางการจะส่งทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจสอบร้านค้าและพ่อค้าแม่ค้าขายหมากทั้งหลายว่าแอบละเมิดคำสั่งหรือไม่

ข่าวแจ้งว่า คำประกาศห้ามดังกล่าวของทางการกรุงนิวเดลีที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างความยินดีให้แก่แพทย์ นักรณรงค์ด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก หลังจากก่อนหน้านี้ บรรดาโรงงานผลิตยาสูบได้เป็นฝ่ายชนะคดีในศาล หลังยื่นคัดค้านการออกคำสั่งห้ามประชาชนในกรุงนิวเดลีจำหน่าย ซื้อและครอบครองยาเส้น แต่ด้วยความที่สังคมในอินเดียเร่ิมตื่นตัวและตระหนักถึงอันตรายจากยาเส้นที่เสี่ยงต่อการเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในปาก จึงทำให้ทางการนิวเดลีเดินหน้าผลักดันในเรื่องนี้จนสำเร็จ

ยาเส้นแบบเคี้ยว

ทั้งนี้ ยาเส้น คือยาสูบชนิดหนึ่งที่หั่นใบยาเป็นเส้นๆ หรือชิ้นเล็กสำหรับมวนสูบหรือใส่กล้องสูบ โดยอินเดีย เป็นหนึ่งในประเทศแถบอุษาคเนย์ที่ประชาชนนิยมเคี้ยวหมากที่ใส่ยาเส้นเป็นอย่างมาก โดยที่อินเดียนั้น ผู้คนนิยมเคี้ยวหมากกันมาก และผู้ชายเคี้ยวหมากมากกว่าผู้หญิง โดยหมากในอินเดีย มีทั้งหมากเมา หรือหมากแบบใส่ยาเส้น กับหมากหวาน ซึ่งจะมีส่วนผสมอย่างอื่นเพิ่มเข้าไปอีก เช่นเม็ดยี่หร่า ชะเอม และหากเป็นหมากหวานก็จะใส่พวกมะพร้าวอบแห้ง ผลไม้อบแห้งด้วย

ยาเส้นบรรจุซอง ในร้านขายของชำริมถนนในกรุงนิวเดลี

ซาอุฯขู่เทขายทรัพย์ในสหรัฐฯหลักแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607104

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 เม.ย. 2559 05:01

 

Adel al-Jubeir (ภาพ : AP)

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ของสหรัฐฯรายงานรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ทำการข่มขู่รัฐบาลสหรัฐฯว่าจะขายทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐฯรวมมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ หากรัฐบาลสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้รัฐบาลยึดทรัพย์สินของรัฐบาลต่างประเทศได้ หากพบหลักฐานการพัวพันก่อการร้ายที่ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเสียชีวิต และกฎหมายฉบับนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ซาอุฯต้องรับผิดชอบกรณีเหตุการณ์ก่อการร้ายเวิลด์เทรด 9/11 ปี 2544 ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวอ้างการเปิดเผยของนายอาเดล อัล จูแบร์ รมว.ต่างประเทศซาอุฯ ที่ได้หารือกับ ส.ส.สหรัฐฯ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลซาอุฯอาจจำเป็นต้องขายประกันหลักทรัพย์รวมถึงทรัพย์สินอื่นในสหรัฐฯมูลค่ากว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ หากมีความเสี่ยงที่จะถูกศาลสหรัฐฯสั่งอายัด ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลและที่ปรึกษาสภาคองเกรส เผยว่า กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมอยู่ระหว่างการหารืออย่างเคร่งเครียดต่อคำข่มขู่ดังกล่าวตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯอยู่ระหว่างการล็อบบี้สภาคองเกรส หวังสกัดกั้นการโหวตผ่านกฎหมาย.

สถานทูตฯ ช่วยผู้ประสบภัยชาวไทย 127 คน ออกจากโออิตะ-คูมาโมโต้โดยปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606962

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2559 15:45

 

จนท.สถานทูตไทยส่งคนไทยผู้ประสบภัยที่เดินทางจากเบปปุอารีน่า จังหวัดโออิตะ ไปยังท่าอากาศยานฟุกุโอกะ เครดิตภาพจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้ส่งรถไปรับคนไทยที่ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เกาะคิวชู มายังจุดพักพิง และ ท่าอากาศยานฟุกุโอกะ เรียบร้อยแล้ว ทั้ง 127 คนปลอดภัย ขณะที่นักเรียนไทยขออยู่ต่อ…

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รายงานสรุปผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เกาะคิวชู ในวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 ดังนี้

1. จากยูฟูอิน (จังหวัดโออิตะ) นักท่องเที่ยวไทย 24 คน
2. จากเบปปุ อารีนา (จังหวัดโออิตะ) 87 คน (ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนไทย)
3. จากมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้ นักเรียนและนักท่องเที่ยวไทย 16 คน
ทั้งหมด รวม 127 คน ปลอดภัย ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
ทั้งหมดกำลังเดินทางสู่จังหวัดฟุกุโอกะ (ท่าอากาศยานฟุกุโอกะ หรือจุดพักพิงที่สถานทูตฯ จัดไว้)

นักเรียนไทย 2 คน จากจังหวัดโออิตะ ถูกช่วยถึงโตเกียวแล้ว

เมื่อเวลา 10.30 น. (เวลาญี่ปุ่น) นักเรียนไทย 2 คน จากจังหวัดโออิตะ เดินทางถึงกรุงโตเกียวด้วยความปลอดภัยแล้ว และได้รับความช่วยเหลือ และดูแลจากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย สถานเอกอัครราชทูตฯ

ผู้ประสบภัยที่เดินทางจากเมืองยุฟุอิน จังหวัดโออิตะ เข้าที่พัก Global Arena จังหวัดฟุกุโอกะ

เมื่อเวลา 15.55 น. (เวลาญี่ปุ่น) สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้นำคนไทยผู้ประสบภัยที่เดินทางจากเมืองยุฟุอิน จังหวัดโออิตะ เข้าที่พัก Global Arena จังหวัดฟุกุโอกะ เรียบร้อยแล้ว

เมื่อเวลา 16.30 น. (เวลาญี่ปุ่น) สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งคนไทยผู้ประสบภัยที่เดินทางจากเบปปุอารีน่า จังหวัดโออิตะ ไปยังท่าอากาศยานฟุกุโอกะ ตามความประสงค์เรียบร้อยแล้ว โดยนักเรียนส่วนใหญ่ประสงค์ที่จะพำนักอยู่ในเมืองฟุกุโอกะเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ต่อไป

ผู้ประสบภัยที่เดินทางจากจังหวัดคุมาโมโตะส่วนหนึ่งไปยังท่าอากาศยานฟุกุโอกะ และอีกส่วนหนึ่งไปยัง Global Arena จังหวัดฟุกุโอกะ โดยนักเรียนไทยยังไม่กลับขอดูสถานการณ์ก่อน

17.10 น. (เวลาญี่ปุ่น) สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ส่งคนไทยผู้ประสบภัยที่เดินทางจากจังหวัดคูมาโมโต้ส่วนหนึ่ง ไปยังท่าอากาศยานฟุกุโอกะ และอีกส่วนหนึ่งไปยัง Global Arena จังหวัดฟุกุโอกะ ตามความประสงค์เรียบร้อยแล้ว.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น สะเทือนถึงขุนเขา’ฟูจิ’ ระเบิดรอวันปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606645

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2559 05:30

 

กลายเป็นข่าวระทึก ช่วงวันสงกรานต์ สำหรับ เหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ครั้งใหญ่ ขนาด 7.3 เขย่าเกาะคิวชู ทางภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 01.25 น. กลางดึกของคืนวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเพิ่งเกิดธรณีพิโรธรุนแรงขนาด 6.4 ที่เกาะคิวชูไปก่อนหน้านั้น 1 วัน

แผ่นดินไหวครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ราย เขื่อนที่หมู่บ้านนิชิฮารา แตก จนต้องรีบอพยพประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวออกมาอย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังมีการแจ้งเตือนภัยคลื่นยักษ์ สึนามิ แต่คำประกาศเตือนได้ยกเลิกไปในเวลาประมาณ 50 นาทีต่อมา ยังดีที่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้

ซากความเสียหาย
ธรณีพิโรธ เสียหายมาก เพราะจุดเกิดเหตุตื้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงไม่รอช้า ยกหูขอข้อมูลที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน กับ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งท่านก็ให้ข้อมูล และ ฝากเตือนมาดังนี้…

ดร.สมิทธ ฉายภาพให้คนอ่านไทยรัฐ เข้าใจง่าย ๆ ก่อนว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติเป็นประจำ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นตั้งทับอยู่บนรอยเลื่อนของมหาสมุทรแปซิฟิค ที่มีมากมาย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวบ่อย ๆ

อดีต ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวต่อว่า สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ที่ดูเสียหายมาก เพราะจุดที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่ไม่ลึกจากพื้นดินนัก ขณะเดียวกัน เชื่อว่า อาจจะมีการเกิดอาฟเตอร์ช็อกครั้งใหญ่ตามมาอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพราะที่ผ่านมาเพิ่งเกิดอาฟเตอร์ช็อกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่คาดว่าความรุนแรงจะลดน้อยลง

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช
ระวัง ภูเขาไฟ ระเบิด โดยเฉพาะ “ฟูจิ” 

“สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้ว ก็จะทำให้ไปกระทบกับรอยเลื่อนอีกหลายรอย อีกทั้งยังเป็นห่วงกลัวว่าภูเขาไฟจะปะทุขึ้นมาอีก โดยเฉพาะภูเขาไฟฟูจิ ถึงเวลาที่จะต้องปะทุแล้ว เพราะได้เก็บสะสมพลังงานไว้มาก เขาคำนวนไว้แล้ว ว่าสะสมพลังไว้พอสมควรแล้วมีโอกาสพร้อมปะทุ นอกจากนี้ ยังมีภูเขาไฟอีก 2 แห่ง ที่เขาคำนวนไว้แล้วว่าถึงเวลาปะทุ ซึ่งหากภูเขาไฟฟูจิ ระเบิด ความเสียหายจะมีมากมายมหาศาล รถไฟความเร็วสูงจะใช้ไม่ได้แน่นอน”

ดร.สมิทธ ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เขากลัวอีกอย่างคือ เรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ตอนนี้เขาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ​ เขาจึงมีการก่อสร้างให้สามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้ 7 แมกนิจูด แต่ถ้ามากกว่านั้น ก็อาจจะเอาไม่อยู่ แต่ประเทศเขา สร้างบ้านเรือนรองรับไว้ประมาณ 7.5 แมกนิจูด

จะมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีกหรือไม่ ดร.สมิทธ กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวอยู่ตลอด แต่มันเงียบไปหลายปีคงเป็นการสะสมพลังงาน แต่จากภาวะโลกร้อน ภาวะเอลนีโญ่ ซึ่งทำให้น้ำทะเลร้อนทำให้รอยเลื่อนในญี่ปุ่นส่งผลกระทบกับภูเขาไฟมากขึ้น ดังนั้น หากจะให้แนะนำ คิดว่า ช่วงนี้น่าจะงดเว้นไปเที่ยวญี่ปุ่นก่อน เพราะภูเขาไฟเยอะ น้ำทะเลร้อน ส่วนจะไปได้อีกครั้งเมื่อไหร่นั้น คงยังตอบไม่ได้…

ภูเขาไฟ คุมาโมโตะ
ถอดบทเรียนสุดเลวร้าย แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงในญี่ปุ่น 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ลองไล่ย้อนดูเก่า จากศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ พบว่า แผ่นดินไหวครั้งเลวร้ายที่สุดของญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2538 ครั้งนั้น จุดศูนย์กลางอยู่ที่เมือง โกเบ ซึ่งธรณีได้พิโรธ ขนาด 6.8 แมกนิจูด แม้จะดูตัวเลขไม่มาก แต่ครั้งนี้ชาวญี่ปุ่นต้องเสียชีวิต จำนวน 6,434 ราย และเมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะจัดรำลึกครบรอบ 20 ปี

ถนนพังยับ

บ้านเรือนพังเสียหาย

แผ่นดินไหวครั้งนั้น ทำให้ญี่ปุ่น ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มแข็ง จะสังเกตได้ว่า แม้ในช่วงหลังมาจะเกิดแผ่นดินไหวที่ร้ายแรงกว่า แต่จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ก็ไม่มากเท่าในอดีต เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น คือ “บทเรียน” สอนให้มนุษย์เราเรียนรู้

หลังจากนั้น ญี่ปุ่น ก็เผชิญแผ่นดินไหวเรื่อยมา ต่อเนื่องเกือบทุกปี ปีละ 2-3 ครั้ง บางปีก็มากกว่านั้น กระทั่งวันที่ 15 พ.ย.2549 ญี่ปุ่นต้องเผชิญแผ่นดินไหว ขนาด 8.1 ลึกประมาณ 27.7 กม. ศูนย์กลางในทะเล ห่างจากฮอกไกโด ราว 600 กม. ทีแรกคาดว่าจะต้องเผชิญคลื่นสึนามิ สูง 2 เมตร แต่เจอจริงๆ เพียง 40 ซม.

กระทั่งวันเลวร้ายที่สุด ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญ ตรงกับวันที่ 11 มี.ค.2554 ได้เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 8.9 เกิดขึ้นห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 382 กิโลเมตร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เสียชีวิตนับหมื่นคน บาดเจ็บจำนวนมาก แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้น คือ ญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์เตาปฏิกรณ์ปรมาณูโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ระเบิดด้วย

• สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ดินไหวญี่ปุ่น เสียชีวิตพุ่ง 41 ราย สถานทูตไทย เกาะติด เร่งช่วยคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606679

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2559 22:50

 

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รายงานความเคลื่อนไหวเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะคิวชูอย่างต่อเนื่อง แนะคนไทยติดตามข่าวสารและประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด ด้านคนไทยที่ยุฟุอิน ย้ายไปอยู่ศูนย์หลบภัย ร.ร.ยุฟุอินโชกักโค แล้ว…

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 59 กันติชา เลิศบัญชาดี คนไทยที่ประสบเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า สภาพตัวอาคารที่พักชื่อฮานะเซน ที่ยุฟุอิน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น เสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหว ทำให้คนไทยและญี่ปุ่นต้องไปอยู่ที่ศูนย์ผู้อพยพ โรงเรียนประถมยุฟุอินโชกักโค เป็นการชั่วคราว

ความเสียหายที่ อาคารที่พักชื่อฮานะเซน ที่ยุฟุอิน เครดิตภาพ โดย กันติชา เลิศบัญชาดี

ความเสียหายอาคารที่พักชื่อฮานะเซน ที่ยุฟุอิน ภาพที่ 2 เครดิตภาพ โดย กันติชา เลิศบัญชาดี

ความเสียหายอาคารที่พักชื่อฮานะเซน ที่ยุฟุอิน ภาพที่ 3 เครดิตภาพ โดย กันติชา เลิศบัญชาดี

ภายใน ศูนย์ผู้อพยพ โรงเรียนประถม ยุฟุอินโชกักโค เครดิตภาพ โดย กันติชา เลิศบัญชาดี

ผู้อพยพภายใน โรงเรียนประถม ยุฟุอินโชกักโค เครดิตภาพ โดย กันติชา เลิศบัญชาดี

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้แจ้งผ่านทาง เฟซบุ๊กแฟนเพจ เมื่อเวลา 19.40 น. ว่า สถานทูตฯ ได้ประสานกับจังหวัดคูมาโมโต้แล้ว ได้รับแจ้งว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถจัดรถเข้าไปรับคนไทยที่ยังอยู่ในจังหวัดคูมาโมโต้ได้ในวันพรุ่งนี้ แต่ต้องรอยืนยันสภาพถนนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) เวลา 09.00 น.

ชาวเมืองคูมาโมโต้ ย้ายมาหลบภัยในโรงยิมหลังเกิดแผ่นดินไหว

สำหรับความช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้น ขอให้ติดต่อคุณนานาเซะ ทาเคนากะ หมายเลขโทรศัพท์ 090-4980-9596 (พูดภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น) อาสาสมัครที่ปัจจุบันให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่ในมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้ สถานทูตฯ จะแจ้งยืนยันเวลา และสถานที่จุดรับให้ทราบพรุ่งนี้เช้าต่อไป

เฮลิคอปเตอร์มารับนักศึกษาออกจากหมู่บ้าน ที่มินามิโสะ ใน จ.คูมาโมโต้

รายงานความเคลื่อนไหวเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะคิวชูอย่างต่อเนื่อง วันที่ 16 เม.ย. ระบุว่า

เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ (16 เมษายน) มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะคิวชูต่อเนื่อง โดยไหวแรงสุดที่ระดับ 7.1 จึงขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินการดังนี้
1. ติดตามข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด โดยนอกจากเพจสถานทูตฯ สามารถติดตามได้ ที่นี่ 

2. ขอให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยสามารถไปหลบภัยได้ตามจุดที่ทางการญี่ปุ่นกำหนด ตรวจสอบจุดหลบภัย

ประชาชนออกมายืนหน้าบ้านที่พังเสียหาย ใน มาชิกิจ.คูมาโมโต้ หลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ถนนถูกตัดขาด ที่มินามิโสะ ใน จ.คูมาโมโต้

3. ปัจจุบัน ถนนสายใหญ่ที่เชื่อมเมืองและรถไฟชินกันเซ็นปิด ไม่สามารถใช้การได้

ติดตามเส้นทางที่ใช้การ ที่นี่
โดยเส้นสีเขียวคือเปิดใช้ปกติ
เส้นสีดำคือไม่สามารถใช้เดินทางได้
เส้นสีขาวคืออยู่ระหว่างการปรับปรุง

สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดเตรียมรถโดยสารเพื่อไปรับผู้ประสบภัยตามจุดต่างๆ ในวันที่ 17 เมษายน 2559 ดังนี้

จุดที่ 1 เบปปุอารีน่า เวลา 12.30 น. รถโดยสารบัส 4 คัน รับผู้โดยสารได้ทั้งสิ้น 200 คน
8-37 Aoyama-cho, Beppu-shi, Oita-ken
大分県別府市青山町8番37号
โทร. 0977-21-2323

จุดที่ 2 โรงเรียนประถมศึกษายุฟุอิน (ยุฟุอินโชกักโค) เวลา 12.30 น. รถโดยสารบัส 1 คัน รับผู้โดยสารได้ทั้งสิ้น 50 คน
3757-1 Kawakami, Yufuin-cho, Yufu-shi, Oita-ken
大分県由布市湯布院町川上3757-1
โทร. 0977-84-2031

เครื่องจักรหนักเข้ากู้คืนทางหลวงที่ ยุฟุ จ.โออิตะ หลังแผ่นดินไหว ทำดินสไลด์ปิดกันถนน

ขอให้ผู้ประสงค์ขึ้นรถโดยสารนำเฉพาะหนังสือเดินทางและสิ่งของมีค่าติดตัวมาที่จุดดังกล่าวตามเวลาข้างต้น เพื่อเดินทางมาที่ฟุกุโอกะเพื่อรับความช่วยเหลือในชั้นต่อไป ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลง สถานเอกอัครราชทูตฯ จะแจ้งให้ทราบทางเฟซบุ๊กต่อไป
หมายเหตุ – สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยในจังหวัดคูมาโมโต้ สถานเอกอัครราชทูตฯ กำลังรีบดำเนินการ จะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

การเดินทางทางอากาศ 

ขณะนี้มีเที่ยวบินจาก ฟุกุโอกะ-กรุงเทพ ดังนี้ (อัพเดต เวลา 20.45 น.)

1. การบินไทย เที่ยวบินที่ TG649
ออก 11.35 น. ถึง 14.55 น. (ทุกวัน)

การบินไทย แจ้งว่ายังคงให้บริการเที่ยวบินสู่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ตามปกติ และยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสาร สำหรับผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารการบินไทยที่ออกในประเทศไทย ก่อนวันที่ 15 เมษายน 2559 สำหรับการเดินทางด้วย เที่ยวบินของการบินไทย ในเส้นทาง กรุงเทพฯ–ฟุกุโอกะ–กรุงเทพฯ รวมถึงบัตรโดยสารเส้นทางในประเทศที่เป็นการเดินทางต่อเนื่องกับ เส้นทาง กรุงเทพฯ–ฟุกุโอกะ–กรุงเทพฯ ดังนี้

1. บัตรโดยสารที่ใช้เดินทางไปแล้ว และไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามกำหนด สามารถเปลี่ยนวันเดินทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ภายใต้ชั้นเดินทางเดิม ภายในอายุบัตรโดยสาร

2. บัตรโดยสารที่ยังไม่ได้ใช้เดินทางทั้งฉบับ และระบุวันเริ่มต้นเดินทาง ภายใน 30 เมษายน 2559 ให้เปลี่ยนวันเดินทาง ได้ 1 ครั้ง ไม่เสียค่าธรรมเนียม ภายใต้ชั้นเดินทางเดิม และต้องอยู่ภายในเงื่อนไขของราคาบัตรโดยสารนั้นๆ

3. หากต้องการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางเป็น โตเกียว หรือโอซาก้า หรือนาโกย่า ได้ 1 ครั้ง โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ต้องชำระส่วนต่างของราคาบัตรโดยสาร และภาษี เพิ่ม

ทั้งนี้ ขอความกรุณาผู้โดยสารติดต่อสำนักงานการบินไทย เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารก่อนวันหมดอายุ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ THAI Contact Center โทร. 02-356-1111 หรือ สำนักงานขายการบินไทยประจำเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โทร. +81 (0) 570-064-015 หรือ เว็บไซต์การบินไทย 

2. Jetstar เที่ยวบินที่ 3K510

ออก 10.35 น. ถึง 14.15 น. (จันทร์, อังคาร, เสาร์, อาทิตย์)
ออก 10.35 น. ถึง 14.10 น. (พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์)
หมายเลขโทรศัพท์สายการบิน 0570-550-538 หรือ 050-3163-8538
เว็บไซต์สายการบินเจ็ตสตาร์

3. Japan Airlines เที่ยวบินที่ JL5037
ออก 11.35 น. ถึง 14.55 น. (ทุกวัน)
หมายเลขโทรศัพท์สายการบิน 0570-025-121 หรือ 03-6733-3062
เว็บไซต์สายการบินแจแปนแอร์ไลน์

ผู้ที่ประสงค์จองตั๋วโดยสาร หรือเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน สามารถติดต่อสายการบินได้ตามหมายเลขโทรศัพท์ข้างต้น
หมายเหตุ – สอบถามข้อมูลเที่ยวบินเข้าและออกจากสนามบิน Fukuoka International Airport ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ +81(0)92-621-0303 ตั้งแต่เวลา 07.00-21.30 น.

รายงานสถานการณ์ การติดต่อสื่อสาร และการเดินทางบนบก

ถนนที่ จ.โออิตะถูกตัดขาดจากแผ่นดินไหว

1. ปัจจุบัน ถนนทางธรรมดาระหว่างท่าอากาศยานฟุกุโอกะ กับเมืองยุฟุอิงเปิดใช้แล้ว ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง โดยรถยนต์
1.1.Kyushu Shinkansen ทุกสายหยุดวิ่ง และยังไม่มีกำหนดจะกลับมาเริ่มวิ่งเมื่อใด / รถไฟสายธรรมดา มีบางส่วนที่หยุดวิ่งตั้งแต่ 14.30 น. ได้แก่ สาย Hohi เส้นทาง Kumamoto-Oita / สาย Nippo เส้นทาง Unoshima (จ.ฟุคุชิมะ)-Nobeoka (จ.มิยาซากิ) / สาย Kagoshima เส้นทาง Araoshi (จ.คูมาโมโต้)-Yashiro / สาย Hitahikosan เส้นทาง Soeda (จ.ฟุกุโอกะ)-Yoake (จ.โออิตะ) / สาย Kyudai เส้นทาง Kurume (จ.ฟุกุโอกะ)-Oita / สาย Misumi เส้นทาง Uto (จ.คูมาโมโต้)-Misumi / สาย Hisatsu เส้นทาง Yashiro (จ.คูมาโมโต้)-Yoshimatsu (จ.คาโกะชิมะ)

2. โทรศัพท์สาธารณะ NTT ในจังหวัดคูมาโมโต้ ใช้ได้ฟรี โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ แต่บางโทรศัพท์อาจต้องหยอดเหรียญเข้าไปก่อน และสามารถโทรศัพท์ต่างประเทศได้ เริ่มโดย 001-66-….

3. ผู้ใช้งานเครือข่ายเอไอเอส ที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น สามารถโทรสอบถาม หรือขอความช่วยจากสถานทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นได้ ฟรี! ที่เบอร์สายด่วน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว : +81 90 4435 7812, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา : +81 90 7488 5672 / +81 90 1895 0987 รวมถึงโทรติดต่อเบอร์ประเทศญี่ปุ่นได้ฟรีเช่นกัน และสามารถติดต่อเอไอเอสเพื่อสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ฟรี! ที่ AIS call center +66 2271 9000 ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559 เวลาเที่ยงคืน (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น)

4. ผู้ใช้งานเครือข่าย ดีแทค ที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ ณ ประเทศญี่ปุ่น และเมืองคูมาโมโต้ สามารถโทรสอบถาม หรือขอความช่วยจากสถานทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นได้ ฟรี! ที่เบอร์สายด่วน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว : +81 90 4435 7812 และ 81-90-1216-3168 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559 เวลาเที่ยงคืน (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น)

รายงานล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. ถึง 22.00 น. วันที่ 16 เม.ย. มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวคูมาโมโต้ทั้งหมด 41 คน โดยในชั้นนี้ ยังไม่มีรายงานว่า ในจำนวนดังกล่าวมีคนไทยหรือคนต่างชาติรวมอยู่ด้วย (1 ศพ ยังไม่สามารถยืนยันสัญชาติได้)

ปัจจุบัน มีคนไทยจำนวนมากโทรศัพท์ติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฮอตไลน์ของสถานทูตฯ จึงอาจทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความลำบาก สถานทูตฯ จึงได้เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์ฮอตไลน์สำหรับเหตุการแผ่นดินไหวคูมาโมโต้ คือ หมายเลขโทรศัพท์ 81-90-1216-3168 โดยขอเน้นให้เป็นเฉพาะกรณีฉุกเฉินสำหรับคนไทยที่อยู่ในญี่ปุ่นแล้วเท่านั้น

เบอร์ฉุกเฉิน Hotline สำหรับคนไทยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
+81 90 4435 7812
+81 90 1216 3168
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา
+81 90 7488 5672
+81 90 1895 0987
Call Center กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
0 2572 8442

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซับน้ำตาชาวญี่ปุ่น! แผ่นดินไหวใหญ่ซ้ำสอง เสียหายยับ ดินถล่ม ภูเขาไฟปะทุ

นร.ไทยที่คูมาโมโต้ปลอดภัย ต้องการความช่วยเหลือ-ติดต่อสถานทูตไทยไม่ได้

นร.ไทยที่คูมาโมโต้ปลอดภัย ต้องการความช่วยเหลือ-ติดต่อสถานทูตไทยไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606574

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2559 14:45

 

นักเรียนไทยในญี่ปุ่น เผย ล่าสุด ขณะนี้ทุกคนในเมืองอยู่ในบ้านไม่ได้ ผู้คนในเมืองคูมาโมโต้กระจายกันไปอยู่ตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยกลุ่มนักเรียนไทยรวมตัวอยู่ที่ศูนย์อพยพโรงยิม ม.คูมาโมโต้ ยืนยันสถานการณ์เลวร้าย ต้องการความช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ น.ส.รัตนาวลี บัญชาสิริกุล (ก้อย) นักเรียนแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้ จังหวัดคูมาโมโต้ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองคูมาโมโต้ว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันก่อน และมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาตลอด 2 วันที่ผ่านมา และเมื่อคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 01.30-02.00 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหวแรงมาก วัดแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.3 หรือระดับ 6 ชินโดะ ของญี่ปุ่น พร้อมกับมีประกาศเตือนภัยสึนามิ แต่ในเวลา 03.00 น. ก็ได้ประกาศยกเลิก

ผลพวงจากแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง

“สถานการณ์ล่าสุด ขณะนี้ ทุกคนในเมืองไม่สามารถอยู่ในบ้านได้แล้ว ต้องไปอยู่ตามศูนย์อพยพต่างๆ หอพักที่อยู่ตอนนี้มีรอยร้าวและมีน้ำรั่ว ไม่สามารถกลับเข้าไปได้แล้ว และถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเตรียมอาหารเพื่อตุนไว้สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่พอเกิดเหตุก็ไม่สามารถหยิบออกมาได้ทั้งหมด พกติดตัวได้คนละนิดหน่อยเท่านั้น จึงต้องออกมาซื้อตามร้านค้าที่ยังเปิดให้บริการ ส่วนเส้นทางคมนาคมตอนนี้ถูกปิดหมด เนื่องจากถนนพังและสะพานข้ามแม่น้ำได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ถ้าจะเข้ามาช่วยเหลือจะต้องมาทางเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น” ตัวแทนนักเรียนแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้ กล่าว

ศูนย์ผู้อพยพจากเหตุแผ่นดินไหวที่ ม.คูมาโมโต้

น.ส.รัตนาวลี กล่าวต่อว่า ในคืนนี้เวลาประมาณ 22.00 น. มีการพยากรณ์อากาศในเมืองคูมาโมโต้ ว่าจะมีฝนตกหนักมาก และคาดว่าจะตกยาวไปจนถึงประมาณวันที่ 18 เม.ย. 2559 และมีคำเตือนว่าห้ามผ่านเนินเพราะดินอาจถล่มทับได้ และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตนและญาติที่อยู่ในประเทศไทยได้พยายามติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ คาดว่าเป็นเพราะยังไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพจากทางการของญี่ปุ่น แต่ตนขอยืนยันว่าคนไทยที่นี่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เพราะสถานการณ์ในเวลานี้เลวร้ายมาก

ความเสียหายมีอยู่ทั่วพื้นที่

บ้านของชาวเมืองคูมาโมโต้เสียหายถูกไฟไหม้วอดหมดจากเหตุแผ่นดินไหว

ตัวแทนนักเรียนแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้ กล่าวด้วยว่า เวลานี้นักเรียนไทยทั้งหมดรวมตัวอยู่ที่ศูนย์อพยพ ภายในโรงยิมเนเซียม ของมหาวิทยาลัยคูมาโมโต้แห่งนี้ ทุกคนปลอดภัย แต่ถ้าได้รับความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วจะดีมาก.

ฮ่องกงจับสาวจีนฆ่าหั่นศพแฟนผู้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606376

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 เม.ย. 2559 05:45

 

เมื่อ 15 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงแถลงจับกุมแฟนสาวของนายฮิลารี เซนต์ จอห์น โบเวอร์ ชาวอังกฤษอายุ 60 ปี ครูสอนภาษาที่มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคบนเกาะฮ่องกง ซึ่งหายตัวไปนานกว่า 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ระหว่างด่านชายแดนฮ่องกงกับเมืองเสิ่นเจิ้น เขตเศรษฐกิจพิเศษของมณฑลกวางตุ้ง ตอนใต้ของจีน กระทั่งพบว่าเสียชีวิตวันต่อมาในสภาพศพถูกหั่น หลังแฟนสาวอายุ 38 ปี เผยแต่ชื่อสกุลว่า ซู่ พร้อมผู้ชายอีก 2 คน อายุ 28 ปี ชื่อสกุล ซุน และอายุ 23 ปี ชื่อสกุล หลิว ทั้งหมดเป็นชาวมณฑลหูเป่ย ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ซึ่งสื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า ตัวผู้ตายเป็นคนเจ้าชู้เกี่ยวข้องกับผู้หญิงจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ตำรวจฮ่องกงเผยว่า นายโบเวอร์ซึ่งเสียชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่นั้นมีความเป็นไปได้ว่าถูกฆาตกรรม กระทั่งตำรวจในเมืองเสิ่นเจิ้นออกมาแถลงยืนยันว่า ผู้ตายถูกฆาตกรรมหลังจากที่หายตัวไปเพียง 1 วัน ทั้งนี้ สำนักงานด้านความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะเมืองเสิ่นเจิ้นทวีตข้อความใน “เวยป๋อ” ของจีนว่า น.ส.ซู่ ซึ่งคบกับผู้ตายมานาน 17 ปี ร่วมกับผู้ชายอีก 2 คน ก่อเหตุฆาตกรรมจากความขัดแย้งด้านอารมณ์ หรือมีปากเสียงขั้นรุนแรง

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นในฮ่องกงอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า น.ส.ซู่ ตัดสินใจมอบตัวที่สถานีตำรวจในเมืองตงกวนของจีนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. พร้อมแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ฆ่าและชำแหละร่างนายโบเวอร์โดยได้รับการช่วยเหลือจากผู้ชาย
2 คน ซึ่งทางสำนักงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเมืองตงกวนไม่ยืนยันตามข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ นายโบเวอร์ยังคบหากับผู้หญิงอีกหลายคน หนึ่งในนั้นชื่อ น.ส.ชื่อ สิ่วเม่ย คนเดียวกับที่แจ้งตำรวจที่สถานีเกาะฮ่องกงเมื่อ 30 มี.ค. เรื่องที่นายโบเวอร์หายตัวไป และจากรายงานพบว่า นายโบเวอร์อยู่กินกับน.ส.ชื่อและมีลูกชายหนึ่งคนอายุ 6 ขวบ ที่เมืองหนานชาน เขตปกครองพิเศษเสิ่นเจิ้น แวะเวียนไปมาระหว่างฮ่องกงกับเมืองเสิ่นเจิ้น ซึ่ง นสพ. เดอะเทเลกราฟ ของอังกฤษรายงานว่า นายโบเวอร์ข้ามด่านหลัวหูจากฮ่องกงเพื่อเข้าไปยังเสิ่นเจิ้นช่วงเย็น 17.10 น. ของวันที่ 22 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่นฮ่องกง จากนั้นก็โทร.หา น.ส.ชื่อ ช่วง 21.00 น. และไม่ได้รับการติดต่ออีกเลย

สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตของนายโบเวอร์อาจเกี่ยวข้องกับการขัดผลประโยชน์เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินมูลค่านับล้านเหรียญสหรัฐฯครั้งล่าสุด โดยนายริชาร์ด ชาร์ลส์ เพื่อนของโบเวอร์ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาที่สถาบันเดียวกัน เผยกับ นสพ.เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ที่ฮ่องกงว่า ตนเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินในจีนเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งตัวโบเวอร์ได้รับเงินในการเจรจาติดต่อ 9 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 42 ล้านบาท อนึ่ง โบเวอร์เป็นครูสอนภาษาในหลายประเทศ ทั้งจีน เกาหลีใต้ สเปน คูเวตและไทย.

เจาะอารยธรรมพุทธเอเชีย EP.2 กังฟูสู้ศึก มีลูกสืบสกุล ซดสาเกบำรุงกำลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603085

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2559 05:30

 

หลังจากที่ได้นำเสนอความแตกต่างของพระแต่ละประเทศในตอนที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องราวของประเทศทิเบตและภูฏานไปแล้วนั้น วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอนำเสนอตอนที่ 2 โดยเป็นเรื่องราวของพระประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม จะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด โปรดติดตาม…

จีน ดินแดนอารยธรรมพันปี

ประเทศจีน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออก จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก กว่า 1.3 พันล้านคน

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา ม.พระพุทธศาสนาแห่งโลก เล่าเรื่องราวของพุทธศาสนาในประเทศจีนว่า จีน นับถือมหายาน โดยหลักๆ แล้ว มหายานมี 10 นิกายใหญ่ แต่นิกายที่สำคัญคือ นิกายฌาน หรือเซน เป็นพุทธศาสนาของปัญญาชน นิกายเซนจะไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ แต่จะเน้นในเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา ฝึกการใช้ปัญญา เพื่อให้เกิดพุทธิปัญญาจนเข้าใจหลักธรรมด้วยตัวเอง

พุทธศาสนาในจีนมี 2 นิกายหลัก คือ ฌาน และ สุขาวดี ขอบคุณภาพจาก http://www.en.people.cn

และนิกายสุขาวดี เป็นนิกายที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนับถือ ไม่เน้นให้พึ่งปัญญาของตนเองในการแสวงหาความหลุดพ้น แต่สอนให้พึ่งอำนาจภายนอก เป้าหมายหลักคือการได้ไปอยู่ในพุทธเกษตรสุขาวดี สวรรค์ทางทิศตะวันตก ของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่มีนามว่า ‘อมิตาภะ’ นิกายสุขาวดีจึงสอนให้คนมีศรัทธาหรือมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสวดมนต์อ้อนวอนส่งจิตไปขอให้พระอมิตาภะทรงช่วยให้หลุดพ้น คำว่า ‘ศรัทธา’ จึงเป็นเงื่อนไขที่พุทธศาสนิกชนนิกายสุขาวดีจำเป็นต้องมีเป็นอันดับแรก

และพระพุทธเจ้าจะมีสาวก 2 พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งเรียกว่า อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือ กวนอิม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมตตากรุณา และพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ เป็นสัญลักษณ์ของมุทิตา อุเบกขา ฉะนั้น วัดจีนส่วนใหญ่จะตั้งพระพุทธรูปพระอมิตาภะอยู่ตรงกลาง องค์ขวามือเป็นกวนอิม และองค์ซ้ายมือเป็นพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์

ดร.ทวีวัฒน์ เล่าต่อว่า พระจีนจะเคร่งครัดเหมือนกับพระไทย จะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์หรือมีครอบครัวได้ และพระจีนเมื่อบวชแล้วจะต้องบวชตลอดชีวิต หากลองสังเกตบนศีรษะพระจีนจะพบว่า มีรอยธูปจี้อยู่บนศีรษะ โดยรอยธูปเปรียบเสมือนคำสาบาน ว่าบวชแล้ว จะคงเป็นพระภิกษุไปตลอดชีวิต

ส่วนการแต่งกายของพระจีน ถ้าเป็นการประกอบพิธีกรรมหรือออกนอกวัดจะใส่ชุดสีเหลืองแขนทรงกระบอก แต่เวลาอยู่ในวัดโดยไม่เกี่ยวกับพิธีกรรม ทำความสะอาดวัด ผ่าฟืน ทำครัว จะใส่ชุดสบายๆ สีเทา นอกจากนี้ พระจีนยังฉันอาหาร 3 มื้อ แต่เคร่งครัดเรื่องกินเจ ไม่กินไข่ ไม่ดื่มนม

การสวดมนต์ของพระในประเทศจีน ขอบคุณภาพจาก http://www.en.people.cn
ตำนาน ‘หัวปลาไม้’ เคาะระหว่างสวดมนต์

หลายคนคงเคยเห็นพระจีนเวลาสวดมนต์จะต้องเคาะไม้อะไรบางอย่าง ดร.ทวีวัฒน์ อธิบายในเรื่องนี้ว่า “หัวปลาไม้ เป็นไม้ที่ถูกแกะสลักเป็นรูปหัวปลา พระจีนจะเคาะเพื่อทำให้ทุกคนสวดไปพร้อมๆ กัน โดยหัวปลาไม้มีประวัติที่ชาวจีนเล่ากันว่า ในสมัยพระถังซัมจั๋ง ท่านประสงค์จะเดินทางไปอินเดียไปอันเชิญพระไตรปิฎกกลับมาที่ประเทศจีน ผจญภัยเยอะ แต่หลักๆ พระถังซัมจั๋งมีตัวตนจริงๆ ในที่สุดก็อันเชิญพระไตรปิฎกมาได้สำเร็จ

และระหว่างทางที่นำพระไตรปิฎกกลับประเทศจีน มีอยู่ช่วงหนึ่งต้องข้ามแม่น้ำ เกิดเรือล่มขึ้นมา คำภีร์ที่อันเชิญก็ตกลงไปในน้ำ ตำนานเล่าว่า มีปลาตัวใหญ่ว่ายเข้ามาฮุบและกลืนเข้าไปในท้อง พระถังกับศิษย์ช่วยกันจับตัวปลา แต่ปลาไม่ยอมคายคัมภีร์ออกมา ก็เลยต้องหาอะไรทุบหัวเพื่อให้มันคายคัมภีร์ออกมา เป็นเพียงตำนานที่เขาเล่ากันในจีนก็เลยเป็นธรรมเนียมว่าเวลาสวดมนต์ต้องเคาะหัวปลาเพื่อให้คายคัมภีร์ออกมา”

เส้าหลินเป็นเพียงวัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงเรื่องการต่อสู้เนื่องจากประวัติศาสตร์สมัยก่อน
วัดเส้าหลิน เรียนรู้กังฟูสู้ศึกมองโกล

ดร.ทวีวัฒน์ เล่าถึงความเป็นมาของพระสงฆ์ที่เรียนศิลปะการป้องกันตัวว่า “พระจีนจะมีการเรียนกังฟูที่วัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ คล้ายๆ กับกรุงศรีอยุธยาในสมัยก่อน เมื่อพม่ามาบุกเผาทำลายก็มีพระฝางที่เป็นพระภิกษุแต่มีความรักชาติ ได้ตั้งตัวขึ้นมาเป็นก๊ก รวบรวมกำลังชาวบ้าน เมื่อพม่ามาเผาบ้านเมือง เผาวัด ก็ฮึดสู้ทำการต่อสู้กับพม่า แต่พอพม่าถอยทัพไปแล้ว ท่านก็วางอาวุธไปถือศีลภาวนาต่อ วัดเส้าหลินก็คล้ายๆ กัน

พระภิกษุในประเทศจีน แต่เดิมก็ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้การจับอาวุธ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน โดยกองทัพมองโกลเข้ามายึดครองประเทศจีน วัดก็กลายเป็นสถานที่ของคนรักชาติอยากขับไล่ข้าศึกแอบมาซ่องสุมกำลัง พระก็เลยสอนมวยจีน กังฟู การฟันดาบให้ จับอาวุธ ศิลปะการต่อสู้ ฝึกฝนในวัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการฝึก เพราะลับตาคน พอถึงเวลาก็ออกไปต่อสู้ ปัจจุบันยังมีอยู่ที่วัดเส้าหลิน พระก็ยังฝึกกังฟูอยู่”

อย่างไรก็ตาม เส้าหลินเป็นเพียงวัดแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงเรื่องการต่อสู้ เนื่องจากประวัติศาสตร์สมัยนั้น พระฝึกคนจีนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับข้าศึก พระที่วัดจึงสืบทอดศิลปะแบบมวยจีนเอาไว้ตราบเท่าทุกวันนี้ ขณะที่พระวัดอื่นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลิน

พระในวัดเส้าหลิน ขอบคุณภาพจาก http://www.topchinatravel.com
พระไทยเน้นบุญ พระจีนเน้นกุศล

ดร.ทวีวัฒน์ อธิบายความแตกต่างระหว่างพระจีนกับพระไทยว่า พระจีนส่วนใหญ่จะได้เงินมาจากการบริจาคของประชาชน และมักจะมีการตั้งมูลนิธิขึ้นมาทำเกี่ยวกับงานด้านสาธารณกุศล เมื่อประชาชนบริจาคเงินเข้าวัดนี้ วัดจะนำเงินนั้นมาเข้ามูลนิธิ เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ มูลนิธิเหล่านี้จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน เช่น ทำข้าวต้มไปให้ นำผ้าห่มไปแจก เป็นต้น ฉะนั้นคนที่เข้ามาบริจาคเงินกับวัดจะเห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรมว่า เงินที่พวกเขาได้บริจาคไปนั้น ทางวัดนำไปสร้างประโยชน์สาธารณะจริง ทำให้คนศรัทธาและบริจาคมากขึ้น

ขณะที่พระไทยนั้น จะเน้นเรื่องการทำบุญ ประชาชนเข้าไปทำบุญบริจาคให้แก่วัด แต่ไม่ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้น หรือมีก็ค่อนข้างน้อย และจะเห็นได้ชัดว่า วัดใดที่มีความมั่งคั่งสังเกตได้จากความสวยงาม ใหญ่โตอลังการของวัด แต่ชาวบ้านรอบๆ วัดก็ยังยากจนเช่นเคย จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทำให้ประเทศที่นับถือเถรวาทที่เน้นด้านการทำบุญก็ยังเป็นประเทศที่ยากจน ขณะที่ประเทศมหายานสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ ซึ่งส่วนหนึ่งคือเน้นเรื่องกุศลเอาเงินมาช่วยประชาชนผู้ประสบภัย

ก่อนฉันอาหารของพระในจีน ขอบคุณภาพจาก http://www.en.people.cn

ญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่ใครหลายคนรู้จักในบทบาท คอลัมนิสต์เว็บไซต์ Marumura ได้เล่าถึงพระในประเทศญี่ปุ่นว่า ในมหายาน จะไม่ถือศีลเคร่งครัด เนื่องจากมองว่าใครที่บรรลุแล้วนั้น คนที่บรรลุก็ไปช่วยเหลือคนอื่น โดยไม่ค่อยเอาศีลมาเป็นตัวบังคับ แต่จะเน้นการฝึกจิต ฝึกสติ ให้คนกวาดลานวัด สวดมนต์ เหมือนเรียนรู้การฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน

พุทธศาสนาในญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 5 นิกายสำคัญ ได้แก่ นิกายเทนได (Tendai) นิกายชินกอน (Shingon) นิกายโจโด (Jodo) นิกายเซน (Zen) นิกายนิชิเรน (Nichiren) สามารถทานอาหารได้ 3 มื้อ แต่บางนิกายจะทานเจ บางนิกายก็ทานเนื้อสัตว์​และสามารถดื่มเหล้าได้ คนญี่ปุ่นมองว่าสาเกเป็นเหมือนเครื่องดื่มที่บริสุทธิ์ จิบเพื่อบำรุงกำลัง โดยคนญี่ปุ่นจะมีสาเกที่ดื่มก่อนทานข้าว ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น และไม่ได้ดื่มจนถึงขั้นเมามาย

การบวชเป็นพระของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะต้องเป็นคนที่มุ่งมั่น เพราะการจะเป็นพระได้ต้องมีการสอบวุฒิบัตรก่อน และต้องมีวัดอยู่ ซึ่งคนที่จะเป็นพระได้ต้องไปขอวัด ขอฝึกวิชาจนทางวัดยอมรับ ถึงค่อยมาอยู่ในวัดได้ ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย ไม่สามารถเป็นพระแบบโดดๆ ได้ ต้องมีสังกัดอยู่

พระ = อาชีพ ชาวยุ่นเข้าวัดเพื่อดูสถาปัตยกรรม ชมธรรมชาติ

ดร.กฤตินี เล่าเรื่องราวต่อว่า ประเทศไทยจะมีเรียนพระพุทธศาสนา เรียนประวัติพระพุทธเจ้า เรียนหลักธรรมต่างๆ แต่ในญี่ปุ่นไม่มีเลย มีเรียนแค่วิชาศีลธรรม ซึ่งคนญี่ปุ่นจะไม่รู้เลยว่าศาสนาพุทธเกี่ยวข้องอะไรอย่างไรบ้าง จึงทำให้ไม่ค่อยผูกพันกับพระและศาสนาพุทธ ขณะที่การไปวัดของคนญี่ปุ่นเหมือนไปเที่ยว ไปดูสถาปัตยกรรม ชมธรรมชาติมากกว่า

“สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งคือ ทัศนคติของคนญี่ปุ่นจะมองพระเหมือนเป็นอาชีพ อาชีพหนึ่ง เหมือนเป็นคนประกอบพิธีกรรม ในเมืองไทยเวลามีปัญหาทุกข์ร้อนใจอะไร ก็จะไปวัดไปทำบุญ แต่ของญี่ปุ่นถ้ามีใครเสียชีวิตหรือครบรอบวันเสียชีวิตถึงนิมนต์พระมาสวดและทำบุญ ก็เลยไม่ได้มองว่าพระเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เขาจะไม่ค่อยเข้าใจ มองว่าเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำเท่านั้นเอง ฉะนั้นความผูกพันระหว่างพระกับคนในสังคมจะน้อยกว่าประเทศไทย” ดร.กฤตินี อธิบาย

การบวชเป็นพระของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะต้องเป็นคนที่มุ่งมั่น เพราะการจะเป็นพระได้ต้องมีการสอบวุฒิบัตรก่อน และต้องมีวัดอยู่อย่างชัดเจน
ว่ากันว่า…พระแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ถือเป็นอาชีพที่มั่งคั่งที่สุด

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา ม.พระพุทธศาสนาแห่งโลก อธิบายถึงความมั่งคั่งของพระญี่ปุ่นว่า แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศเล็กๆ บ้านเรือนหลังเล็กๆ แต่พระที่นี่จะอยู่ในวัดที่ใหญ่โต กว้างขวาง มีกุฏิ มีโบสถ์ อยู่สุขสบายกว่าชาวบ้านทั่วไป และวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะระบุไว้ว่า ประชาชนจะต้องไปลงทะเบียนที่กระทรวงมหาดไทยว่าสังกัดวัดไหน เจ้าอาวาสวัดนั้นก็จะมีรายชื่อประชาชนที่อยู่ในสังกัดนั้นอย่างชัดเจน

จากนั้น เมื่อมีคนในชุมชนตายก็มักจะทำพิธีที่วัดที่ตัวเองสังกัดอยู่ และมีพิธีเผาศพเหลืออัฐิเก็บใส่กล่องเล็กๆ เพื่อนำมาฝังและตั้งป้ายวิญญาณขึ้นมา ทำให้ทุกๆ วัดจะมีสุสานของคนที่อยู่ในชุมชนนั้น และกิจกรรมฌาปนกิจก็จะสร้างรายได้ให้แก่วัดมาก เนื่องจากครัวเรือนใดมีคนตายก็จะมาทำพิธีศพที่วัดนี้ โดยการทำพิธีศพจะต้องจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้ทางวัด และจะต้องซื้อที่ฝังอัฐิในวัดด้วย

นอกจากนี้ พระญี่ปุ่นจะทำพิธีอุทิศบุญกุศลให้คนตายทุกเดือน เดือนละครั้ง ญาติพี่น้องจึงต้องมารวมตัวกันทำบุญ และแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเงินค่าทำพิธีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พระญี่ปุ่นก็เหมือนเป็นอาชีพ มีรายได้สม่ำเสมอ ชัดเจน ทำให้พระที่นี่ดูมั่งคั่ง และคิดว่าเป็นพระที่สุขสบายที่สุดในโลกของพระพุทธศาสนา มีบ้านใหญ่โต มีลูกเมียได้ มีรายได้ชัดเจน

พระญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ มีลูกเพื่อสืบสกุลของพระ
ลูกชาย ถูกคาดหวังสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต่อจากพ่อ

ดร.ทวีวัฒน์ บอกเล่าถึงการสืบสกุลของพระญี่ปุ่นว่า พระญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ มีลูกเพื่อสืบสกุลของพระ เมื่อเจ้าอาวาสของวัดแต่งงานมีครอบครัวแล้ว จะอาศัยอยู่ในวัดด้วยกันในกุฏิส่วนตัวที่อยู่ด้านหลังของวัด และเมื่อมีลูกชายคนโตจะได้รับความคาดหวังให้ทำหน้าที่สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากพ่อ เมื่อลูกชายมีอายุครบบวชก็จะต้องไปบวช และไปศึกษาธรรมในวัดใหญ่ที่วัดของพ่อเป็นสมาชิกอยู่ เพื่อฝึกอบรมจนจบหลักสูตรและวัดที่เป็นสำนักงานใหญ่จะออกใบประกาศนียบัตรให้ เหมือนได้ใบปริญญามา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป

ส่วนพระลูกวัด ถ้าไม่มีเชื้อสายอะไร โอกาสจะเป็นเจ้าอาวาสย่อมเป็นไปได้ยาก และพระลูกวัดส่วนใหญ่จะเป็นโสด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโสดตลอดไป แต่ยังหาเนื้อคู่ไม่เจอ แต่เมื่อพระลูกวัดเจอเนื้อคู่ก็มีสิทธิ์ที่จะแต่งงานตามธรรมเนียมในญี่ปุ่น แต่เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วพระลูกวัดจะต้องออกจากวัดเดิม เพื่อไปหาวัดใหม่อยู่กับครอบครัว โดยอาจจะเป็นวัดร้างที่ไหนสักแห่ง ซึ่งญี่ปุ่นมีวัดร้างอยู่ค่อนข้างเยอะ เพราะเกิดจากการที่ไม่มีการสืบทอดเจ้าอาวาสวัดต่อ จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนั้นแทน

พระในเวียดนาม ขอบคุณภาพจาก http://www.hanoimoi.com.vn

ส่วนใหญ่แล้วความเชื่อของชาวเวียดนามมักจะยึดโยงกับบรรพบุรุษเป็นหลัก

เวียดนาม ที่ได้ชื่อว่าเป็นหลังคาอินโดจีน

อ.พิสิฐ อำนวยเงินตรา ผู้เชี่ยวชาญเวียดนามศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาตะวันออก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อธิบายถึงเรื่องราวของศาสนาพุทธในประเทศเวียดนามว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเวียดนามไม่นับถือศาสนา คิดเป็น 81.69% โดยที่พวกเขาจะบูชาบรรพบุรุษของตน บรรพบุรุษหมู่บ้าน วีรบุรุษสงคราม ผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน บรมครูงานฝีมือ บูชาเทพเจ้าเกี่ยวกับธรรมชาติ

ขณะที่ชาวเวียดนามอีกจำนวนหนึ่งที่นับถือศาสนา (ประมาณ 16 ล้านคน) ประกอบด้วย นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน 7.93% (ประมาณ 7 ล้านคน) นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก 6.62% (ประมาณ 6 ล้านคน) และอื่นๆ ประมาณ 2.6%

ส่วนนิกายเถรวาทจะมีคนส่วนน้อยที่นับถืออยู่ทางภาคใต้ของเวียดนามใกล้ๆ กับชายแดนกัมพูชา ก็จะได้รับอิทธิพลจากนิกายเถรวาทมา ซึ่งวัดทางภาคใต้นั้น จะมีรูปทรงคล้ายๆ กับวัดในประเทศไทย พระจะแต่งกายคล้ายๆ กัน

ขอบคุณภาพจาก http://www.hanoimoi.com.vn

ขอบคุณภาพจาก http://www.hanoimoi.com.vn
บรรพบุรุษ คือ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเหงียน

อ.พิสิฐ กล่าวถึงความเชื่อของชาวเหงียนว่า ส่วนใหญ่แล้วความเชื่อของชาวเวียดนามมักจะยึดโยงกับบรรพบุรุษเป็นหลัก หากเป็นชาวพุทธไทยเวลาไม่สบายใจก็จะหันหน้าเข้าวัดทำบุญ ตรงกันข้ามกับชาวเวียดนาม เพราะสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขา คือ บรรพบุรุษ ทำให้ทุกบ้านของชาวเวียดนามจะมีแท่นบูชาบรรพบุรุษอยู่ โดยจะวางในตำแหน่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบ้าน มีการไหว้บรรพบุรุษทุกปี คล้ายๆ กับตรุษจีน หรือที่เรียกกันว่า ตรุษเวียดนาม ซึ่งเมื่อเวลาที่คนเวียดนามไม่สบายใจ เตรียมทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ ลูกจะแต่งงาน หรือมีพิธีกรรมอะไรที่เป็นมงคล ชาวเวียดนามก็จะไปไหว้บรรพบุรุษของพวกเขา ขอปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้วช่วยปกปักษ์รักษา

และยังมีชาวเวียดนามบางกลุ่มที่ไปวัดเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เวลาที่จะไปวัดเขาจะบอกว่าไปเที่ยว ไปถ่ายรูป ไม่ได้ศรัทธาเหมือนกับคนไทย แตกต่างจากคนไทยที่มักจะไปวัดไหว้พระ ทำบุญ ขอพร

นอกจากนี้ สมัยสงครามเวียดนามที่มีประธานาธิบดีเป็นคริสต์ เมื่อถูกคอมมิวนิสต์ปกครองทำให้ไม่ได้ส่งเสริมศาสนามากนัก ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนับถือศาสนา แต่พอเปิดประเทศ พุทธศาสนาก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ สามารถเผยแผ่ศาสนา และฟื้นฟูวัดวาอารามขึ้นมาอีกครั้ง.

อานนท์! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามี
พระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้. อานนท์! พวกเธอ
อย่าคิดอย่างนั้น. อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว
แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดา
ของพวกเธอทั้งหลายโดยกาล
ล่วงไปแห่งเรา”

มหา.ที. ๑๐ / ๑๕๙ / ๑๒๘

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

อ่านเพิ่ม

เจาะอารยธรรมพุทธเอเชีย EP.1 ปางกอดสาว แร้งกินศพ เรื่องแปลกแดนพระธรรม

เจออีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606038

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2559 06:08

 

(ภาพ : REUTERS)

เศษก้อนหินและก้อนอิฐของกำแพงคอนกรีตที่ถล่มร่วงลงมาตามพื้นถนนจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงอีกครั้งที่เกิดที่เกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสามทุ่มเศษวันที่ 14 เม.ย. เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 40 คน.