ญี่ปุ่นเศร้า เจ้าชายมิคาสะ พระปิตุลาในจักรพรรดิอากิฮิโตะ สิ้นพระชนม์แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766647

 

เจ้าชายมิคาสะ พระปิตุลาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น สิ้นพระชนแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะมีพระชนมายุ 100 พรรษา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของสำนักพระราชวังญี่ปุ่น ว่า เจ้าชายมิคาสะ พระปิตุลา (อา) ในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น สิ้นพระชนแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมายุได้ 100 พรรษา ถือเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีพระชนมายุมากที่สุดของญี่ปุ่น

เจ้าชายมิคาสะทรงรับการรักษาโรคพระปัปผาสะ (ปอด) บวมในโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อเดือนพ.ค. โดยพระองค์ทรงทุเลาจากโรคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พระหทัยของพระองค์กลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ นับจากนั้นเป็นต้นมา และเป็นสาเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยอาการพระหทัยหยุดเต้น ที่โรงพยาบาล เซนต์ ลุค อินเทอร์เนชันแนล ในแขวงชูโอ เมื่อเวลา 8:34น. วันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าชายมิคาสะทรงประชวรด้วยโรคเกี่ยวกับพระหทัยมาเป็นเวลานาน และเคยเข้ารับการผ่าตัดในปี 2012 ซึ่งพระองค์มีพระชนมายุ 96 พรรษา


สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

ทั้งนี้ เจ้าชายมิคาสะทรงเป็นพระโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระจักรพรรดิไทโช และสมเด็จพระจักรพรรดินีเทเม โดยพระองค์ทรงเป็นพระอนุชาของอดีตพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ พระราชบิดาของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ กษัตริย์องค์ปัจจุบันของญี่ปุ่น ทำให้ทรงมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ก่อนจะสิ้นพระชนม์

การสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายมิคาสะ ทำให้ตอนนี้ราชวงศ์ญี่ปุ่นเหลือองค์ชายรัชทายาทอีก 4 พระองค์คือ มกุฏราชกุมาร เจ้าชายนารุฮิโตะ พระชนมายุ 56 พรรษา, เจ้าชายอาคิชิโนะ พระชนมายุ 50 พรรษา, เจ้าชาย ฮิซาฮิโตะ พระชนมายุ 10 พรรษา และเจ้าชายฮิตาชิ พระชนมายุ 81 พรรษา ตามลำดับ

อนึ่ง ขณะนี้คณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังหารือเพื่อหาวิธีลดพระราชกรณียกิจสาธารณะของจักรพรรดิอากิอิโตะ ซึ่งมีพระชนมายุถึง 82 พรรษาแล้ว และกำลังหาความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะให้พระองค์สามารถสละราชสมบัติได้ เนื่องจากพระชนมายุที่มากขึ้น

 

อินเดียไล่ทูตปากีฯ ออกจากประเทศ ฐานจารกรรมข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ต.ค. 2559 23:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766517

 

ทางการอินเดียดำเนินการไล่ทูตปากีสถานออกจากประเทศ ในข้อหาจารกรรมข้อมูล หลังจากเจ้าหน้าที่นายนี้ถูกควบคุมตัวพร้อมเอกสารทางการทหารของอินเดีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกิจการต่างประเทศของอินเดีย เปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 ต.ค. ว่า รัฐบาลของประเทศกำลังดำเนินการเพื่อขับนักการทูตชาวปากีสถานประจำกรุงนิวเดลีคนหนึ่งออกจากประเทศ หลังจากเจ้าหน้าที่จับกุมเขาในข้อหาจารกรรมข้อมูล ซึ่งทางปากีสถานปฏิเสธว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงและไม่สามารถพิสูจน์ได้

แถลงการณ์ของกระทรวงกิจการต่างประเทศอินเดียระบุว่า รัฐบาลได้แจ้งต่อข้าหลวงใหญ่ปากีสถาน ซึ่งเป็นนักการตำแหน่งสูงสุดของปากีสถานในอินเดีย ว่านาย เมห์มูด อัคห์ตาร์ เจ้าหน้าที่สถานทูตปากีสถาน มีเวลาถึงวันที่ 29 ต.ค. ในการเดินทางออกจากอินเดีย ขณะที่นาย วิคาส สวารัป โฆษกกระทรวงกิจการต่างประเทศอินเดียยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ระบุว่า ทางการอินเดียตัดสินว่า นายอัคห์ตาร์ มีส่วนเกี่ยวข้องในการจารกรรมข้อมูล

ด้านนายราวิเดอร์ ยาดาฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงนิวเดลี ระบุในงานแถลงข่าวว่า นายอัคห์ตาร์ ถูกจับขณะถือเอกสารเกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพอินเดียตามแนวชายแดนอินเดีย-ปากีสถาน นายยาดาฟบอกอีกว่า สำนักงานความมั่นคงของอินเดียติดตามพฤติกรรมของนายอัคห์ตาร์มาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา “เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเขาไว้ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อสอบถาม และพบเอกสารดังกล่าวในตัวของเขา” อย่างไรก็ตาม นายอัคห์ตาร์ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากเขามีสิทธิคุ้มครองทางการทูต

นอกจากนายอัคห์ตาร์แล้ว นายยาดาฟระบุว่า มีชาวอินเดีย 2 คนจากรัฐราชสถาน ทางตะวันตกติดชายแดนปากีสถาน ถูกจับกุมตัวด้วย ฐานส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้นายอัคห์ตาร์

ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถานเพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาดินแดนพิพาท แคชเมียร์ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศแบ่งกันปกครองแต่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารบริเวณชายแดนของอินเดียและปากีสถานยิงปืนตอบโต้กันบ่อยครั้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย

 

ซัมซุง เจอมรสุม วิกฤติโน้ต 7 กำไรไตรมาส 3 หายวับ 30% ต่ำสุดในรอบ 2ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ต.ค. 2559 18:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765967

 

ซัมซุง เจอวิกฤติโน้ต 7 โหมกระหน่ำ ส่งผลกำไรในไตรมาสที่ 3 หายไปในพริบตา นับ 30% ลดลงมาเหลือ 1.6 แสนล้าน ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่บรรดาผู้ถือหุ้น ดัน ลี แจ ยง ลูกชายประธานบริษัทซัมซุงนั่งแท่นในคณะกรรมการบริหารของบริษัท

เมื่อ 27 ต.ค.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของโลก บริษัทซัมซุง เจอศึกหนักจากวิกฤติโน้ต 7 ส่งผลกำไรในช่วงไตรมาสที่ 3 ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ของปี 2559 ลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน โดยมีกำไรลดลงมาเหลืออยู่ที่ 5.2 ล้านล้านวอน หรือ 4,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นผลกำไรที่ต่ำสุดในรายไตรมาสของบริษัทซัมซุงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัทซัมซุง ได้สนับสนุนให้นาย ลี แจ ยง วัย 48 ปี ซึ่งเป็นหลานชายของนายลี บยอง ชอล ผู้ก่อตั้งบริษัทซัมซุงและเป็นบุตรชายของนายลี คุน ฮี ประธานบริษัทซัมซุง ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้บริหารของบริษัท แม้จะถูกมองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของการให้นายลี แจ ยงเข้ามาดูแลบริหารบริษัทซัมซุง ซึ่งถือเป็นบริษัทที่บริหารโดยคนในตระกูล แต่ขณะเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดคำถามขึ้นบางประการ เนื่องจากนายลี แจ ยง ไม่เคยมีตำแหน่งหรือบทบาทสำคัญในบริษัทมาก่อนเลย


ลี แจ ยง ลูกชายของประธาน ลี คุน ฮี และหลานชายของผู้ก่อตั้งซัมซุง ลี บยอง ซอล

ทั้งนี้ วิกฤติโน้ต 7 ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน อันเนื่องจากเกิดปัญหาเครื่องกาแลคซี่ โน้ต 7 เกิดระเบิดและไฟลุกไหม้ หลังจากซัมซุงเพิ่งเปิดตัวและวางจำหน่ายใน 10 ประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา จนทำให้ทางซัมซุงต้องประกาศเรียกคืน จนกระทั่งถึงขั้นประกาศหยุดผลิต หยุดจำหน่ายกาแลคซี่ โน้ต 7 ไปแล้วนั้น ถือเป็นพายุลูกใหญ่ที่โหมกระหน่ำทำลายชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และคุณภาพของสมาร์ทโฟนที่ผลิตโดยซัมซุงเป็นอย่างมาก

ตามความเห็นของนักวิเคราะห์มองว่า ที่ผ่านมา ซัมซุง ซึ่งมีบริษัทไอที ยักษ์ใหญ่อย่าง แอปเปิล เป็นคู่แข่ง ได้พยายามจะปรับปรุงพัฒนาคุณภาพของมือถือมาโดยตลอด แต่วิกฤติโน้ต 7 ซึ่งเป็นผลมาจากเครื่องร้อน และเกิดไฟลุกไหม้ ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ซัมซุง โดยนายเจค ซอนเดอร์ นักวิจัยของเอบีไอ ชี้ว่า มันเป็นความเจ็บปวด เพราะโน้ต 7 มีศักยภาพที่จะขายได้ถึง 15-17 ล้านเครื่อง แต่ตอนนี้ มันจากไปแล้ว ซึ่งขณะเดียวกัน ก็กลายเป็นโอกาสของบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นๆ ที่จะกระโดดขึ้นมาในขณะนี้.

 

หนุ่มสาวจีนยังนิยมงานจนท.รัฐ แห่สมัครเป็นหมื่น รับตำแหน่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 17:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765222

 

หนุ่มสาวจีนไม่สนงานตำแหน่งสูงๆ ในบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างอาลีบาบา..ยังนิยมอยากทำงานเป็นจนท.รัฐ ที่มีความมั่นคง เงินเดือนผลตอบแทนต่อเนื่อง ปีนี้ แห่สมัครตำแหน่งฝ่ายต้อนรับของพรรคการเมืองล้นหลามมากสุด นับหมื่นคน ทั้งที่เปิดรับแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้น

เมื่อ 26 ตุลาคม 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การสมัครงานในประเทศจีนสร้างความฮือฮาอีกแล้ว เมื่อมีคนหนุ่มคนสาวที่เพิ่งจบปริญญาตรีและวัยผู้ใหญ่ที่อยากจะหางานที่มั่นคงแห่สมัครสอบงานเป็นเจ้าหน้าที่ทางการกันเหมือนเดิม และปีนี้ มีผู้สมัครนับหมื่นคนแห่ไปสมัครงานที่เปิดรับสมัครแค่ตำแหน่งเดียวเท่านั้น นั่นคือตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับของพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งประเทศจีน ทั้งที่เป็นเพียงพรรคการเมืองเล็กๆพรรคหนึ่ง และมีอำนาจอย่างจำกัด

ซีเอ็นเอ็น เผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับลงทะเบียนสอบของสำนักงานเจ้าหน้าที่พลเรือนของจีน ซึ่งตามรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนสอบจำนวนกว่า 1 ล้านคน โดยผู้สมัครสอบจะต้องเลือกตำแหน่งงานที่พวกตนสนใจอยากทำงานด้วย


ที่ผ่านมา ตำแหน่งงานในรัฐบาลกลางของจีน ถือเป็นงานยอดนิยมของชาวจีน เนื่องจากมีรายได้ที่มั่นคงและได้รับเงินเดือนผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเรียกกันว่าเป็นงาน &lsquolsquo;ชามข้าวทองคำ’ รวมทั้งยังนำไปสู่การได้เป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ทว่าการเปิดรับสมัครสอบของสำนักงานเจ้าหน้าที่พลเรือนของจีนในปีนี้  ปรากฏว่า มีผู้สนใจเลือกงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับของพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยจีนกันมากที่สุด จำนวนถึง 9,837 คน ทั้งที่เปิดรับเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่มีคนแห่เลือกงานในตำแหน่งนี้กันมากในปีนี้ ทั้งที่พรรคสันนิบาตประชาธิปไตยจีนเป็นเพียงพรรคการเมืองเล็กๆนั้น คาดว่าเป็นเพราะไม่จำกัดสาขาวิชาของผู้สมัคร เพียงแค่จบระดับปริญญาตรี สาขาใดก็ได้ และขอให้มีประสบการณ์ทำงาน 2 ปีเท่านั้น โดยบีบีซี รายงานว่า ปกติแล้ว อัตราเฉลี่ยของผู้สมัครสอบงานเจ้าหน้าที่ทางการในจีน ต่อตำแหน่งงาน 1 ตำแหน่งอยู่ที่ 49.5 คนต่อ 1  ขณะที่ปัจจุบัน จีนมีอัตราว่างงานของประชากรอยู่ที่ประมาณ 4% ของจำนวนประชากรในประเทศ 1,400 ล้านคน

 

ชาวโสมรุมฟ้องซัมซุง เรียกค่าเสียหายโน้ต 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763431

 

(ภาพ : AP)

เหล่าลูกค้าโทรศัพท์มือถือซัมซุง รุ่นกาแลคซี โน้ต 7 ในเกาหลีใต้ จำนวน 527 ราย เตรียมยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทซัมซุงกรณีสินค้ามีปัญหาเสี่ยงเกิดไฟไหม้ โดยทนายความสำนักงานกฎหมายฮาร์เวสต์ ลอว์ อยู่ระหว่างดำเนินการแทนกลุ่มผู้เสียหาย อ้างว่าเหล่าลูกค้าต้องการค่าชดเชยหลายกรณี อาทิ เสียเวลา เสียทรัพย์สิน เสียความรู้สึกและเสี่ยงอันตรายจากการใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือรุ่นดังกล่าว

แม้บริษัทซัมซุงประกาศยุติสายการผลิตโทรศัพท์มือถือรุ่นกาแลคซี โน้ต 7 ทั้งประกาศให้ลูกค้าเปลี่ยนรุ่นโทรศัพท์เป็นรุ่นอื่นๆของซัมซุง หรือให้รอเปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นกาแลคซี โน้ต 8 ปีหน้า แต่ลูกค้าบางส่วนอ้างว่าต้องเสียทั้งเวลาและทรัพย์สิน ตลอดจนเสียความรู้สึกแล้วจากความบกพร่องที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทซัมซุงยื่นข้อเสนอมอบคูปองมูลค่าเกือบ 1,000 บาท ให้แก่ผู้ใช้โน้ต 7 เพื่อเปลี่ยนรุ่นมือถือ และหากเปลี่ยนใช้มือถือของซัมซุงก็จะได้ส่วนลดอีกจำนวนหนึ่ง.

 

เปชเมอร์การุกคืบใกล้โมซูลแค่ 5 ไมล์-ไอซิสประหารชาวเมืองแก้แค้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 04:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762542

 

กองกำลังเปชเมอร์การ์ของชาวเคิร์ดในประเทศอิรัก เคลื่อนกำลังเข้าประชิดเมืองโมซูลแล้ว โดยอยู่ห่างแค่ 5 ไมล์ ขณะที่กลุ่มไอซิสส่งนักรบไปสังหารผู้คนในเมืองที่กองทัพฝ่ายรัฐบาลสามารถยึดคืนได้แล้ว เพื่อแก้แค้นที่ฉลองความเป็นอิสระ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังเปชเมอร์กาของชาวเคิร์ดในประเทศอิรัก อยู่ห่างจากเมืองโมซูลเพียง 5 ไมล์แล้วเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากพวกเขาร่วมต่อสู้ในปฏิบัติการยึดเมืองโมซูล ที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) และสามารถยึดคืนพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน นักรบกลุ่มไอซิสก่อเหตุประหารชีวิตประชาชนกว่า 40 คน ในหมู่บ้านต่างๆ เพื่อแก้แค้นที่พวกเขาเฉลิมฉลองที่ได้รับการปลดปล่อยจากการปกครองของไอซิส


นักรบเปชเมอร์กาเล็งปืนไปยังเมืองนาเวอรัน ใกล้เมืองโมซูล

ทั้งนี้ กองกำลังร่วมฝ่ายรัฐบาลอิรักซึ่งมีกำลังพลเกือบ 1 แสนคน รุกประชิดเข้าใกล้เมืองโมซูลเข้าไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการบุกยึดคืนเมืองโมซูลเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. โดยสามารถปลดปล่อยหมู่บ้านต่างๆ รบเมืองแห่งนี้ได้เรื่อยๆ และเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

ล่าสุดในวันอาทิตย์ที่ 23 ต.ค. ผู้บัญชาการของเปชเมอร์กาเปิดเผยในแถลงการณ์ว่า กองกำลังของพวกเขา 2 กลุ่ม เดินทางมารวมตัวกันที่หลังจากปิดล้อมหมู่บ้านร้าง บาชิกา ซึ่งห่างจากเมืองโมซูล ไปทางตะวันออกประมาณ 8 ไมล์ โดยพวกเขาสามารถยึดคืนหมู่บ้านไปแล้ว 8 แห่ง รวมพื้นที่ประมาณ 100 ตร.กม. และคุ้มกันถนนสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านบาชิกาและเมืองโมซูล เพื่อจำกัดอิสระในการเคลื่อนไหวของไอซิส และสามารถสังหารนักรบไอซิสได้หลายสิบคนระหว่างการปะทะกันนานหลายชั่วโมง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของสภาปกครองเมืองโมซูลเปิดเผยว่า นักรบกลุ่มไอซิสดำเนินการประหารชีวิตชาวบ้านประมาณ 40 คนในหมู่บ้าน 4 แห่งคือ คาบิบา, ฮัมดานิยา, มูคาลัต และ อัล-จาเยฟ ฐานเฉลิมฉลองที่หมู่บ้านของพวกเขาหลุดพ้นจากการปกครองของกลุ่มไอซิส เจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า แม้กองทัพรัฐบาลอิรักจะเคลื่อนทัพผ่านหมู่บ้านเหล่านี้ไป แต่พวกเขาไม่ได้ที่ทหารไว้เพื่อรับประกันว่า ไอซิสจะไม่ย้อนกลับมา

 

ชี้ เหตุระเบิดในเมืองอุสึโนะมิยะ ดับ 1 เจ็บ 3 เป็นการฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762527

 

ตำรวจญี่ปุ่นเชื่อว่า เหตุระเบิด 2 จุดในเมืองอุสึโนะมิยะ ซึ่งทำใหัอดีตทหารผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 คน เป็นการฆ่าตัวตายของอดีตทหารนายนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของตำรวจญี่ปุ่น ว่า เหตุระเบิดที่ลานจอดรถจักรยานที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองอุสึโนะมิยะ จังหวัดโทชิงิ ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งทำให้นาย โทชิคาสึ คุริฮาระ อดีตเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น อายุ 72 ปี เสียชีวิต และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน อาจเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากตำรวจพบจดหมายลาตาย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมในสวนสาธารณะที่เกิดเหตุ ร่างของนายคุริฮาระได้รับความเสียหายอย่างหนักจากทั้งแรงระเบิดและไฟไหม้ แต่ตำรวจสามารถระบุตัวเขาได้จากใบขับขี่ที่พบในกระเป๋าเงินที่อยู่ในกางเกงของเขา นอกจากนี้ ตำรวจยังพบเศษโลหะตกอยู่ใกล้ศพของเขา, กระบอกสูบอยู่ห่างออกไป 50-60 ซม. และเชือกผูกปมอยู่ห่างออกไปหลายเมตร

เบื้องต้นตำรวจสันนิธฐานว่าเหตุระเบิดครั้งนี้เป็นการฆ่าตัวตายของนายคุริฮาระ ผู้เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาอุตุนิยมวิทยาให้แก่เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน เนื่องจากตำรวจพบจดหมายลาตายลงชื่อของเขา มีข้อความระบุว่า “ผมจะชดใช้ที่เอาชีวิตของตัวเอง” จดหมายยังอธิบายถึงปัญหาครอบครัวของเขาด้วย

นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นหลังจากเหตุระเบิดอีกจุดหนึ่ง ในลานจอดรถที่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ซึ่งไม่ทำให้มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้รถถูกไฟไหม้ 2 คัน และหนึ่งในนั้นเป็นรถยนต์ของนายคุริฮาระ ขณะที่มีรายงานว่า บ้านของนายคุริฮาระ ในเมืองฮุสึโนะมิยะถูกทำลายเพราะไฟไหม้เพียงไม่นานก่อนจะเกิดเหตุระเบิดที่คร่าชีวิตของเขา

 

ญี่ปุ่นระทึก! ระเบิด ตูมสนั่นหลายลูก ที่เมืองอุสึโนะมิยะ ตาย 1 เจ็บ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ต.ค. 2559 14:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762147

 

เกิดเหตุระเบิดหลายครั้ง ที่บริเวณลานจอดรถ ของเมืองอุสึโนะมิยะ จ.โทชิงิ ของญี่ปุ่น ดับสลด 1 บาดเจ็บ 3 ขณะที่มีรถยนต์ 2 คันโดนระเบิด ไฟไหม้ ควันดำทะมึน ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นเร่งสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุระเบิด

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. สำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่น และสำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เกิดเหตุระเบิดหลายครั้ง ในพื้นที่ 2 จุด บริเวณลานจอดรถใกล้สวนสาธารณะโจชิ ในเมืองอุสึโนะมิยะ จังหวัดโทชิงิ ของญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือกรุงโตเกียว เมื่อช่วงใกล้เที่ยงของวันที่ 23 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ความรุนแรงของระเบิด ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รถยนต์เกิดไฟไหม้ ควันดำทะมึนพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า เบื้องต้น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองอุสึโนะมิยะกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนสาเหตุระเบิดรุนแรงในครั้งนี้


จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเมืองอุสึโนะมิยะ ระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถใกล้สวนสาธารณะในเมืองอุสึโนะมิยะ ซึ่งเป็นเมืองเอกและเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดของจังหวัดโทชิจิ โดยได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรก เมื่อเวลา 11.31 น. และ 11.32 น. ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นอีก 15 นาทีต่อมา ได้ยินเสียงระเบิดครั้งที่ 3 ซึ่งดังกว่า 2 ครั้งแรก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบร่างผู้เสียชีวิตรายหนึ่งใกล้กับที่จอดรถจักรยานภายในลานจอดรถ และห่างออกไปประมาณ 200 เมตร บริเวณที่จอดรถแบบหยอดเหรียญ ได้มีรถยนต์คันหนึ่งเกิดไฟไหม้หลังเกิดเหตุระเบิด โดย จากภาพถ่ายทางอากาศจากเฮลิคอปเตอร์รายงานข่าวของสำนักข่าวเอ็นเอชเค แสดงให้เห็นภาพ รถยนต์ 2 คัน โดนไฟเผาวอดเสียหายหมด.


‘จุนโกะ ทาเบอิ’ หญิงคนแรกผู้พิชิต ‘เอเวอเรสต์’ เสียชีวิตในวัย 77 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ต.ค. 2559 02:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761776

 

จุนโกะ ทาเบอิ ผู้หญิงคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 77 ปี ที่โรงพยาบาลในจังหวัดไซตามะ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จุนโกะ ทาเบอิ นักปีนเขาชาวญี่ปุ่น เจ้าของสถิติเป็นผู้หญิงคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกบนภูเขาหิมาลัย เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี ที่โรงพยาบาลในจังหวัดไซตามะ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังเธอได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งในช่องท้องเมื่อ 4 ปีก่อน

นางทาเบอิ พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เมื่อเดือนพ.ค. ปีค.ศ. 1975 ขณะมีอายุ 35 ปี และเกิดขึ้นเพียง 12 วันหลังจากเธอได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากใต้หิมะในเหตุการหิมะถล่มบนเขาหิมาลัย จากนั้นเธอก็สามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดติด 7 อันดับแรกของโลกได้ครบในปี 1992 ขณะที่การปีนเขาครั้งสุดท้ายของเธอเกิดขึ้นเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา โดยเธอปีนภูเขาฟูจิ ร่วมกับนักเรียนมัธยมที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2011


จุนโกะ ทาเบอิ เดินทางถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อ 16 พ.ค. 1975

นางทาเบอิ ซึ่งเกิดที่จังหวัดฟุกุชิมา เคยบอกกับสำนักข่าว เจแปน ไทมส์ ในปี 2012 ว่า เธอรู้สึกภูมิใจเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนมองการปีนเขาของเธอ “ญี่ปุ่นในยุคทศวรรษที่ 1970 คนส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมว่า ผู้ชายทำงานนอกบ้านส่วนผู้หญิงต้องอยู่กับบ้ายอยู่เลย แม้ผู้หญิงจะมีงานทำ พวกเธอก็ถูกขอให้ไปเสิร์ฟชา จงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า พวกเธอจะได้รับการเลื่อนขั้นในการทำงาน”

 

ไอซิสเผาโรงงานซัลเฟอร์ ทำสารพิษกระจาย หลังถอยร่นศึกยึดโมซูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ต.ค. 2559 00:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761711

 

กลุ่มไอซิสก่อเหตุจุดไฟเผาโรงงานผลิตสารซัลเฟอร์ หลังจากถูกกองทัพฝ่ายรัฐบาลอิรักโจมตีอย่างหนัก ในปฏิบัติการยึดคืนเมืองโมซูล ทำให้ควันพิษแพร่กระจาย ส่งผลให้มีล้มผู้ป่วยจำนวนมาก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้คนในอิรักจำนวนมากกำลังเข้ารับการรักษาผลกระทบจากแก๊สพิษ ที่เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม (ไอซิส) จุดไฟเผาโรงงานผลิตสารซัลเฟอร์ ขณะหลบหนีการรุกไล่ของกองกำลังร่วมฝ่ายรัฐบาลอิรัก ในศึกยึดคืนเมืองโมซูล ฐานที่มั่นสุดท้ายของไอซิสในอิรัก ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. ว่า นักรบของกลุ่มไอซิจุดไฟเผาโรงงานผลิตสารซัลเฟอร์ ‘อัล-มิชรัก’ ที่เมือง กายาราห์ เมื่อ 2 วันก่อน ขณะที่พวกไอซิสหลบหนีการโจมตีของกองทัพฝ่ายรัฐบาลอิรักที่บุกยึดคืนเมืองแห่งนี้

เหตุการณ์นี้ทำให้ทหารสหรัฐฯ ที่ฐานทัพใกล้เมืองโมซูลต้องสวมหน้ากากกันแก๊ส เนื่องจากลมพัดควันมาทางพวกเขา ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานด้วยว่า มีผู้ต้องเข้ารับการรักษาเพราะได้รับผลกระทบจกควันพิษนับพันคน ส่วนนาย คูเซย์ ฮามิด คาเดม ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกองทัพอิรัก บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มีพลเรือน 2 คนเสียชีวิตจากควันพิษ และอีกหลายคนล้มป่วย


กองทัพฝ่ายรัฐบาลอิรักหยุดขบวนอยู่ห่างจากกลุ่มควันที่เกิดขึ้นหลังกลุ่มไอซิสเผาโรงงานซัลเฟอร์ไม่ไกล

ด้านความคืบหน้าการบุกยึดคืนเมืองโมซูล กองกำลังร่วมฝ่ายรัฐบาลอิรักสามารถบุกเข้าไปในเมืง คาราคอช ซึ่งห่างจากเมืองโมซูลไปทางใต้ราว 32 กม.ได้แล้ว โดยเมืองแห่งนี้ถือเป็นเมืองชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในอิรัก แต่ปัจจุบันมีสภาพเกือบเป็นเมืองร้าง แต่เต็มไปด้วยกับระเบิดที่ไอซิสวางเอาไว้ เพื่อสกัดการรุกคืบของกองทัพอิรัก

ทั้งนี้ แก๊ส ซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ เป็นพิษเมื่อสูดดมหรือต้องผิวหนังหรือดวงตา โดยหากสูดดมเข้าไป มันจะทำให้เกิดการระคายเคืองในจมูกและลำคอ ถ้าสูดเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และสร้างความเสียหายแก่หลอดลม และปอด ส่วนผิวหนัง หากสัมผัสจะเกิดอาการเจ็บแสบ, ผิวแดงและมีแผลพุพอง หากสารเข้าตาจะทำให้น้ำตาไหล และอาจถึงขั้นทำให้ตาบอด