รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464480

news_default

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความรู้เรื่องระบบเกษตรผสมผสาน ว่ามีการดำเนินการกันอย่างไรบ้างครับ

อนุมัติ เสียงพิณ

อ.แว้ง จ.นราธิวาส

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช  พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าวการเลี้ยงสัตว์บนบ่อปลา  การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้นจึงเป็นระบบที่ช่วยตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอน

รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสานการกำหนดวิธีการทำเกษตรผสมผสานมีหลายแบบ หากพิจารณาการแบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลักมีดังนี้

1) ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลักเป็นระบบป่าไม้-ไร่นา มีพืชเป็นรายได้หลัก

2) ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงเป็นรายได้หลัก

3) ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำมีสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก

4) ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตรทุกแขนง ประกอบด้วย การปลูกพืชเกษตรในสวนป่า และการปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไป โดยทั้งโดยหมดนี้ ต้องคำนึงถึงสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ระบบเกษตรผสมผสานที่ดีในแง่ของทรัพยากร ควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญเสียดิน ดังนั้น ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่นบังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่จะสามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อพืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านรายได้ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดระบบเกษตรผสมผสาน ควรเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกพืชได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรมีอยู่ใน 4 ระบบใหญ่ คือระบบป่าไม้-ไร่นา ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์ด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ทางเลือกการปฏิบัติการเกษตรหน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463483

news_default

รักษ์เกษตร : ทางเลือกการปฏิบัติการเกษตรหน้าแล้ง

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมจะแก้ปัญหาการเกษตรในหน้าแล้งได้อย่างไรบ้างครับ

แสงทอง ทองอุทัยวรรณ

อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

คำตอบ

ในช่วงหน้าแล้ง และต้องใช้น้ำที่มีอย่างจำกัด เป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องพบและวนกันไปอย่างนี้อยู่ทุกปี แม้ว่าจะวางแผนกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผ่านหน้าแล้งนี้ ไปได้รัฐบาลได้ประกาศให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวออกไปก่อน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้ำน้อย มีเพียงพอสำหรับอุปโภคและบริโภคเท่านั้น ทางจังหวัดและเกษตรกร ที่มีการปลูกข้าวมาก จึงต้องมีการวางแผนการใช้น้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้ผ่านพ้นหน้าแล้งนี้ไปได้ ในขณะที่ยังสามารถทำการเกษตรปลูกพืชผัก มีอาหารและสร้างรายได้ระหว่างที่ปลูกข้าวที่ต้องใช้น้ำมากไม่ได้

เกษตรกร ต้องมีการวางแผนเตรียมตัวปลูกพืชหลังทำนา หากภาครัฐต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนในฤดูน้ำน้อยว่างนา อาจจะต้องมีการวางแผนให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันในการเลือกชนิดพืช ระยะเวลาการให้ผลผลิต การใช้น้ำ การตลาด และราคาผลผลิต หากผลผลิตชนิดใดมีจำนวนมาก ก็สามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ หากทำได้อย่างนี้แล้ว การปลูกพืชทดแทนช่วงพักนา (น้ำน้อย) จะเป็นแนวทางการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

แนวทางเลือกการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดีคือ

1. ปลูกผักอินทรีย์ สร้างรายได้ช่วงพักนาน้ำน้อยงดปลูกข้าว หันมาปลูกผักอินทรีย์แม้ว่าช่วงว่างจากการทำนาจะมีเพียงไม่กี่เดือน การแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว ให้หันมาปลูกผักอินทรีย์ โดยแบ่งเนื้อที่หลังบ้านมาปลูกผัก มีอาหาร สร้างรายได้ระหว่างฤดูฝนที่จะมาถึงแต่ผลผลิตจากแปลงผักหลังบ้านนี้ ก็มีผลผลิตออกให้เก็บเกี่ยวหมุนเวียนจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เมื่อผักใบเริ่มหมดรุ่น พืชที่ให้ผลผลิตเป็นผล เช่น พริก มะเขือพวง มะเขือเปราะ มะเขือเทศ และถั่วพู ก็จะเริ่มออกผลผลิตให้เก็บรุ่นต่อไปได้เลย เมื่อจำหน่ายผลสดไม่หมด มะเขือเทศก็นำมาแปรรูปเป็นมะเขือเทศเชื่อม สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการขายผลสด

2.ปลูกพืชหลากหลายชนิดเป็นวนเกษตร โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังบ้าน ทำเป็นแปลงปลูกผักหลายชนิด อย่างละน้อย แต่ให้มีผักขายได้ทุกวัน เช่น ปลูกพริกพันธุ์ต่างๆ ปลูกพริกหนุ่ม พริกพื้นบ้านสายพันธุ์โบราณ พริกจินดา ซึ่งเป็นพริกที่มีภูมิต้านทานโรคได้ดี และสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกครั้งต่อไปได้ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก และยังมีรายได้จากการนำพริกมาแปรรูปเป็นน้ำพริกขายได้อีก

3. เลือกปลูกผักตามที่ตลาดต้องการโดยเน้นการขายได้ และนำมาแปรรูปได้ การปลูกให้ทำการยกร่องทำแปลงลักษณะเป็นหลังเต่า แต่ละแปลงมีขนาดสั้นยาวไม่เท่ากันตามพื้นที่ที่มีอยู่ ออกแบบให้ง่ายต่อการทำงานในแปลง ให้ปลูกพริกพันธุ์ต่างๆ ปลูกผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกาดหอม ผักสลัด กวางตุ้ง คะน้า ซึ่งเป็นผักที่สามารถขายได้ทั้งปี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกต้นหอม หอมแดง หอมแบ่งไว้ทำพันธุ์ ปลูกผักสวนครัว เช่น มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว มะเขือพวงชมจันทร์ กะเพรา โหระพา และมะเขือเทศ ที่สามารถนำมาแปรรูปขายได้อีก จากนั้นให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้เองอีกต่อไป

4. ให้เพาะเมล็ดในถาด ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็นปกติการปลูกพืชผักสวนครัวจะใช้น้ำมาก ให้มีการคำนวณการใช้น้ำอย่างคร่าวๆ ตลอดฤดูกาล ในช่วงวิกฤติน้ำน้อยต้องใช้น้ำอย่างประหยัด โดยวิธีการเพาะเมล็ดพันธุ์ในถาด จะช่วยประหยัดน้ำได้มาก เนื่องจากระยะแรกของการเจริญเติบโตของกล้าผักจะต้องการน้ำสูง และต้องมีอย่างเพียงพอแก่ความต้องการ หากปลูกโดยหว่านเมล็ดลงดินเลยและรดน้ำลงดินโดยตรงจะไม่สามารถควบคุมการใช้น้ำได้ และสิ้นเปลืองน้ำเกินความจำเป็น

5. ใส่ปุ๋ยตามระยะการโตของพืชการยกร่องแปลงปลูก จะสะดวกต่อการทำงานใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน เช่น แกลบดิบ แกลบดำ ใช้มูลสัตว์ที่มีอยู่มากในพื้นที่ เช่น มูลแพะมูลวัว และมูลหมู เพื่อเพิ่มแร่ธาตุในดินและช่วยในการปรับปรุงบำรุงดินอีกด้วย

6. การนำกล้าลงดิน เมื่อเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว ให้เอากล้าลงดิน โดยต้องรดน้ำในแปลงให้ชื้นก่อน กล้าที่ใช้อายุประมาณ 10 วัน จากนั้นใช้ฟางข้าวคลุมหน้าดิน และรดน้ำแค่พอชื้น

7. การให้น้ำ ควรให้น้ำแบบระบบสปริงเกอร์เพื่อความสะดวกและประหยัดน้ำที่สุด โดยเดินระบบทุกแปลงผ่านหัวจ่ายน้ำหลักผ่านท่อส่งน้ำไปตามร่องผัก โดยจะให้น้ำร่วมกับการให้น้ำหมักชีวภาพในระบบเดียวกันเลย รดน้ำผักวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 9 โมง และอีกครั้ง ประมาณ 4 โมงเย็น

8. การดูแลปราบวัชพืชให้ใช้วิธีการถอนหญ้าออกจากแปลง แล้วทำเป็นปุ๋ยพืชสดในร่องเลย เมื่อรดน้ำหมักในแปลงหญ้าที่ถูกถอนทิ้งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 15 วัน ก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยในแปลงได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ประหยัดทั้งน้ำในการหมักปุ๋ยและรดผักได้พร้อมๆ กัน นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462044

news_default

รักษ์เกษตร : รู้จัก แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน…ตัวสร้างสมดุลตามธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากขอทราบความรู้เกี่ยวกับแมลงตัวห้ำ ตัวเบียนว่ามีลักษณะและประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สมชัย สุทธิวาทิน

อ.สวี จ.ชุมพร

คำตอบ

การทำเกษตรสมดุลตามธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ ก็จะสมดุลตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยใส่ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด แต่การทำการเกษตรที่ฝืนธรรมชาติทำการถางป่าจนหมดเพื่อทำไร่ไถนา การถอนหญ้าออกจากแปลงจนหมดเป็นเหตุให้แมลงศัตรูพืชเข้ามารบกวน ต้องพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าแมลงศัตรูพืช และยาฆ่าแมลงก็ฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเช่นกัน หญ้าเป็นแหล่งที่อยู่ของแมลงทั้งที่เป็นศัตรูพืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น แมลงตัวห้ำ และแมลงตัวเบียน

แมลงตัวห้ำเป็นสัตว์ที่จะเข้าไปกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า มวน แมลงช้าง แมลงหางหนีบ แมงมุม ไรและนก แมลงตัวห้ำ เป็นแมลงที่ปกติแล้ว หากินเหยื่อที่เป็นแมลงด้วยกันเป็นอาหาร บางชนิดเป็นแมลงตัวห้ำทั้งในระยะที่เป็นตัวอ่อนและตัวเต็มวัย บางชนิดเป็นตัวห้ำเฉพาะระยะตัวอ่อน บางชนิดก็เป็นตัวห้ำตอนเป็นตัวเต็มวัย จะออกหากินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ หรือการดูดกินของเหลวในตัวเหยื่อ เกษตรกรจะใช้ประโยชน์จากแมลงตัวห้ำ โดยนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูทางการเกษตร แมลงตัวห้ำจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อที่ใช้เป็นอาหารส่วนมากกินเหยื่อโดยการกัดกินตัวเหยื่อ ทำให้เหยื่อตายทันที โดยจะกินเหยื่อได้ครั้งละหลายตัว จะอาศัยอยู่คนละที่กับแมลงที่เป็นเหยื่อ และเที่ยวออกหาอาหารในที่ต่างๆ กัน

แมลงตัวห้ำ แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ

1.ตัวห้ำพวกที่แบ่งตามลักษณะการออกหากิน มี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่ออกล่าเหยื่อที่เคลื่อนที่ ปกติแล้วแมลงตัวห้ำในกลุ่มนี้ มีความว่องไวในการออกหาเหยื่อ จะมีอวัยวะที่ดัดแปลงไปเพื่อช่วยในการจับเหยื่อ
มีขายื่นยาวสำหรับจับเหยื่อ เช่น ตั๊กแตนตำข้าว ที่มีตาใหญ่เพื่อจะได้เห็นเหยื่อได้ชัดเจน เช่น แมลงปอ เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่กินเหยื่ออยู่กับที่ เช่น ด้วงเต่าลาย ชอบกินเพลี้ยอ่อน คอยดักกินเหยื่ออยู่นิ่งๆ

2. ตัวห้ำที่แบ่งโดยอาศัยประเภทของปากมี 2 ประเภทคือ 1) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบกัดกิน จะกัดเหยื่อเป็นชิ้นๆ  เช่น ด้วงเต่า ด้วงดิน แมลงปอ มด แมลงหางหนีบ และตั๊กแตนตำข้าว เป็นต้น 2) ตัวห้ำพวกที่มีปากแบบแทงดูด จะแทงปากเข้าไปดูดกินของเหลวในตัวแมลงจนหมด  เช่น มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต และตัวอ่อนแมลงช้าง เป็นต้น

แมลงตัวเบียน เป็นสัตว์ที่จะเข้าไปเกาะ เพื่อเข้าไปกัดกินแมลงศัตรูพืช หรือเข้าไปวางไข่ในตัวแมลงศัตรูพืชจนทำให้ศัตรูพืชอ่อนแอและตายไปในที่สุด เป็นแมลงที่มีช่วงระยะตัวอ่อน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการอาศัยและหากินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ เพื่อเจริญเติบโตอยู่จนครบวงจรชีวิตของพวกมัน ทำให้เหยื่ออ่อนแอและตายในที่สุดแมลงตัวเบียนตัวเมีย จะวางไข่อยู่บน หรือใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปใน ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ หรือตัวเหยื่อที่โตเต็มวัย ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเบียนนั้นๆ  หลังจากนั้นเมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน เช่น เป็นตัวหนอน ซึ่งจะใช้ร่างกายของเหยื่อเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นอาหารไปพร้อมกัน เหยื่อของแมลงตัวเบียน มีทั้งที่เป็นแมลงด้วยกันเอง หรือ สัตว์ชนิดอื่นๆ ตัวเบียนมีความสำคัญในการควบคุมปริมาณศัตรูพืชเป็นโดยธรรมชาติ แมลงตัวเบียน จะอาศัยกินอยู่ภายนอกหรือภายในตัวเหยื่อ ตลอดวงจรชีวิต หรืออย่างน้อยก็ระยะหนึ่งของวงจรชีวิตตัวเบียน จะมีขนาดเล็กกว่าเหยื่อมาก ส่วนใหญ่เหยื่อหนึ่งตัวจะมีตัวเบียนอาศัยอยู่จำนวนมาก ตัวเบียนจะค่อยๆ ดูดกินอาหารจากเหยื่ออย่างช้าๆ และทำให้เหยื่อตายเมื่อตัวเบียนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็ใช้เหยื่อเพียงตัวเดียวตลอดระยะการเจริญเติบโตของตัวเบียน

แมลงตัวเบียน อาจแบ่งโดยอาศัยระยะต่างๆของแมลงที่เป็นเหยื่อ ได้ดังนี้ 1) ตัวเบียนไข่ หมายถึง แมลงเบียนที่อาศัยหากินภายในไข่ของแมลงที่เป็นเหยื่อ และเข้าดักแด้อยู่ภายในไข่นั้น 2) ตัวเบียนหนอน หรือแมลงเบียนตัวอ่อน ซึ่งตัวเต็มวัยตัวเมียของแมลงเบียนจะวางไข่ไว้บนหรือในตัวหนอน แมลงตัวเบียน จะเข้าสู่ระยะดักแด้ ในขณะที่ตัวเหยื่อตายก่อนเข้าระยะดักแด้ 3) ตัวเบียนดักแด้ เป็นพวกที่อาศัยและหากินในตัวเหยื่อระยะดักแด้ 4) ตัวเบียนตัวเต็มวัย เป็นแมลงตัวเบียนที่ออกไข่ และตัวอ่อนอาศัยแมลงที่เป็นเหยื่อในระยะตัวเต็มวัย 5) ตัวเบียนหนอนดักแด้ จะอาศัยหากินอยู่กับตัวอ่อนของเหยื่อ และจะเจริญเติบโตครบวงจรชีวิตเข้าระยะดักแด้ไปพร้อมกับเหยื่อ และแมลงตัวเบียน เมื่อเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็จะออกจากดักแด้ของตัวเหยื่อโดยที่เหยื่อจะตายไป

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460579

news_default

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมมีที่รกร้างว่างเปล่ามากครับ และเป็นดินที่ไม่มีคุณภาพ อยากจะขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้คุณภาพขึ้น ด้วยครับ ขอบคุณครับ

แสงนิล วิเชียรฉาย

อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

คำตอบ

ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างมาก มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร การป่าไม้ และการปศุสัตว์ การใช้ดินเป็นระยะเวลานาน ทำให้ดินเสื่อมโทรมลง จากการที่พืชนำธาตุอาหารไปใช้ และไม่ได้รับคืนความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ดิน รวมทั้งดินถูกชะล้างพังทลายอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องทำการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการใช้ดินอย่างถูกวิธี มีการบำรุงดินและมีการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นดินได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์  เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การถางพืชที่ปกคลุมหน้าดินออกไปจนหมด ทำให้น้ำฝนชะเอาผิวหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไหลไปด้วย การเผาหญ้าที่ขึ้นในไร่นา ทำให้แร่ธาตุและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชถูกทำลายไปการทำไร่บนเนินที่มีความลาดเอียงมาก โดยการไถพื้นดินให้เป็นร่องจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจะทำให้น้ำฝนชะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย การปลูกพืชชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้แร่ธาตุในดินบางชนิดหมดไป ผลผลิตของพืชจึงลดลง และการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินความต้องการของพืช จะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงเป็นต้น

การบำรุง ป้องกันรักษาดินให้มีคุณภาพมีหลายวิธี ได้แก่

1. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดิน ในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืช ไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่าควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้ วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้า และฟาง จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

2. การปลูกพืชคลุมดินเพื่อเป็นการป้องกันการชะล้างของน้ำฝน พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไป พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบเกาะไปตามผิวดินได้ดี และมีรากยาวและแผ่กว้าง จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลาย ของหน้าดินได้ดี

3. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชหลัก เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต จะช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น

4. การปลูกพืชแซม การปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพื้นที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก ช่วยป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้นพังทลายลงและช่วยป้องการเจริญชองวัชพืชได้อีกด้วย

5. การปลูกพืชแบบขั้นบันได เป็นเป็นการปลูกพืชบนพื้นที่เนิน หรือไหล่เขาทำได้โดยการสร้างคันดินหรือแนวหินขวางความลาดเอียงของพื้นที่ แล้วปลูกบนขั้นบันได

6. การเติมปุ๋ย อาจจะปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด หรือใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ ทำการหว่านให้ทั่ว จะช่วยให้ดินมีแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

7. การปลูกป่า จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี ป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย และช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน และไม่เกิดน้ำท่วมอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459155

news_default

รักษ์เกษตร : ผลดี…ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ตอนนี้ผมต้องการจะเลือกบริโภคผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นอยากขอทราบผลดีที่จะเกิดขึ้นในมุมกว้างๆ ด้วยครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจแก่คนทั่วไปด้วยครับ

วิบูลย์ นาคจันทรา

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การใช้สารเคมีการเกษตรอาจเป็นอันตราย อันได้แก่ ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรายาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี (บางอย่าง)และการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรจากแปลงข้างเคียง เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตเกษตรที่ได้มีสารพิษตกค้างปนเปื้อนอย่างมากผลผลิตไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้อัตราการป่วยไข้และเสียชีวิตของประชาชนทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นผลผลิตจากกระบวนทำแบบเกษตรอินทรีย์ จึงมีความปลอดภัยกว่าอาหารที่ปลูกตามแบบเกษตรที่ใช้สารเคมี โดยมีผลดีดังนี้

ปลอดภัยจากสารปรุงแต่งอาหารในการผลิตอาหารแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ มีข้อกำหนดไม่ให้มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูด สารให้สี สารแต่งกลิ่นและรส รวมทั้งกรรมวิธีแปรรูป จะต้องไม่ใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การหมักโดยใช้สารเร่งเนื้อแดง และการฟอกสีให้ขาวเป็นต้น

วิตามินและคุณค่าทางโภชนาการมีการเพาะปลูกที่เป็นธรรมชาติ และเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพที่ดี มีวิตามินและสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางโภชนาการและต่อสุขภาพสูง มีรสชาติที่ดี เพื่อให้คงคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เป็นธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไปที่มีการใช้สารต่างๆ ในการเร่งการเจริญเติบโต ทั้งในพืชและสัตว์

อนุรักษ์ดินและน้ำหลักการสำคัญประการหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของดินและน้ำ เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องปรับปรุงบำรุงดิน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การไม่เผาตอซัง การป้องกันการชะล้างหน้าดิน การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินเค็มทำให้ทรัพยากรดินได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะต้องใช้ทรัพยากรน้ำอย่างประหยัด ไม่ใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น และต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำที่อยู่ใต้ดิน หรือบริเวณใกล้เคียงปนเปื้อน หรือเสื่อมคุณภาพลง

คืนความหลากหลายทางชีวภาพการไม่ใช้สารเคมีการเกษตร เกษตรอินทรีย์ จึงมีพืชและสัตว์ต่างๆ หลากหลายชนิดมากกว่า มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพืชพรรณพื้นบ้านที่เป็นทั้งอาหาร ยา และไม้ใช้สอย หรือสัตว์ต่างๆ ทั้งที่อยู่ใต้ดิน และบนดิน หรือตามต้นไม้ความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์มีความแน่นอน จากการรบกวนของโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะธรรมชาติควบคุมกันเองอนุรักษ์ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายไปโดยสารเคมีกลับฟื้นคืนดี ทำให้ประชาชนมีอาหารที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียด นก เป็นต้น

ราคายุติธรรมการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น เกษตรกรที่ยากจนสามารถปลดเปลื้องหนี้สินให้ลดลงและหมดไปได้ผลผลิตขายได้ราคาสูงกว่าผลผลิตจากการผลิต โดยใช้สารเคมี ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศประสิทธิภาพการผลิตต่อพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว เพราะดินได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรที่ผลผลิตอินทรีย์ จะได้รับการประกันราคาผลผลิต ซึ่งราคาประกันนี้ พิจารณาจากต้นทุนในการผลิตต่างๆ ที่รวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร  ราคาผลผลิตที่ยุติธรรมนี้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการเกษตรทั่วไป  ที่เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ต่ำ เกิดปัญหาหนี้สิน และยากจน สำหรับผู้บริโภค อาหารจากเกษตรอินทรีย์มีราคาที่ยุติธรรม เพราะเป็นอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูง และดีต่อสิ่งแวดล้อม

แก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าการเกษตร ที่มีสารเคมีที่เป็นพิษเจือปน และถูกประเทศผู้นำเข้าตั้งข้อขีดกั้นที่จะนำเข้าสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย หากปรับเปลี่ยนมาใช้การผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ จะทำให้ประเทศส่งออกสินค้าการเกษตรได้มากขึ้น ทั้งปริมาณและมูลค่า

ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลง ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลงได้มาก ประหยัดเงินตราต่างประเทศ และสามารถสร้างงาน และรายได้ในส่วนนี้ให้กับคนไทยที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพ และสารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืชขึ้นทดแทนได้อีกด้วย

ลดภาระงบประมาณของรัฐ ในการดำเนินการควบคุมตามกฎหมาย และตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผลผลิตการเกษตรลงได้ คิดเป็นมูลค่าปีละมหาศาล

ลดโลกร้อนการผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมีการเกษตร ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน  ระบบเกษตรอินทรีย์ปฏิเสธการ ใช้สารเคมีเหล่านี้จึงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า วิธีการจัดการฟาร์มของเกษตรอินทรีย์ ก็ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังช่วยตรึงและเก็บกักคาร์บอน ในรูปของอินทรียวัตถุใต้ดินและบนดิน รวมทั้งในชีวมวลต่างๆ ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกลดลง

ระบบเกษตรอินทรีย์ มีผลดีที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสูตรสำเร็จทางเดียวที่ใช้แก้ไขปัญหาการเกษตรของประเทศเกษตรอินทรีย์เหมาะสมกับบางพื้นที่ของประเทศเท่านั้น ซึ่งต้องมีการสำรวจและทำโซนนิ่งออกมาให้ชัดเจน และส่งเสริมกันอย่างจริงจัง

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ทางเลือกการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457738

news_default

รักษ์เกษตร : ปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ทางเลือกการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้ามีคุณประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

ศศินทร์ แสงสุรียา

อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

คำตอบ

การปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นปกคลุมรกรุงรัง เป็นการปล่อยให้พื้นที่เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ทางเลือกหนึ่งในการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้คุ้มค่าได้แก่ การปลูกพืชคลุมดินแทนหญ้า ประโยชน์คือ ไม่ต้องคอยตัดเหมือนหญ้าสนาม โดยจะปลูกเต็มพื้นที่หรือปลูกแทรกระหว่างทางเดิน หรือปลูกแซมในสวนหย่อมก็ดูสวยดี พืชคลุมดิน เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก มียอดอ่อนนุ่ม และมีน้ำมาก เป็นพืชที่ขึ้นง่าย ขึ้นได้ทั้งในดินดี และดินไม่ดีทั้งยังเป็นพืชที่สามารถยึดเหนี่ยวผิวดินกันดิน ไม่ให้พังทลายในเวลามีฝนตกหนัก หรือเกิดน้ำบ่าเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น หรืออาจจะทำการไถกลบลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดก็ได้

ประโยชน์ของการปลูกพืชคลุมดินมีดังนี้

1. ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน จะผุพัง และรวมตัวกับดิน กลายเป็นอินทรียวัตถุ เป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป และช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้ธาตุอาหารพืชในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งยังเพิ่มจำนวนไส้เดือน และจุลินทรีย์ในดิน

2. ป้องกันการชะล้างของหน้าดินพืชคลุมดินจะมีการส่งรากลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกเซาะได้ง่าย เมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนัก การทำสวนบนเนินลาด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน เช่น ปลูกพืชคลุมดินไว้ตามขั้นบันไดดิน จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลง จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้แล้ว ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโต กระทบผิวดินโดยตรง เป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกด้วย

3. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมดินที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้น ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช

4. ช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อน อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะ สารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุ จะมาเคลือบเม็ดดินเหนียว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น นอกจากนี้ สารนี้ ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

5. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมดินคลุมตามผิวดิน โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้าย จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง

6. ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำ อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดิน จะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

นอกจากนี้แล้ว พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดินเมื่อเป็นเช่นนี้ วัชพืช ก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้ว เช่น หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุม เช่น ถั่วลาย ขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456228

x

รักษ์เกษตร : คิดและทำการเกษตรให้ได้ผลดี… ต้องปรับปรุงบํารุงดินเป็นอันดับแรก

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรกรสามารถจัดทำได้เองอย่างไม่ยุ่งยากนักด้วยครับ ขอบคุณครับ

ชีวิน แสงทองอร่าม

อ.เบตง จ.ยะลา

คำตอบ

ดินมีความเสื่อมโทรมลงจากสาเหตุตามธรรมชาติ และมนุษย์เร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว แต่จะเพราะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การใช้ทรัพยากรดินมากเกินไป การใช้ไม่ถูกวิธี และการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ทำให้ความสมดุลของธรรมชาติของดินถูกทำลายไปแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อันดับแรก ต้องให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ควรได้เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ซึ่งนักวิชาการเกษตร ได้แนะแนวทางการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้ผลดังนี้

วิธีการปรับปรุงบำรุงดินวิธีง่ายๆ ที่เกษตรจะช่วยกันปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชด้วย 2 วิธีคือ

1. การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก1)ปุ๋ยพืชสด ได้จากการไถกลบพืชปุ๋ยสดในขณะที่ยังเขียวสดอยู่ลงดิน นิยมไถกลบในช่วงออกดอกเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำหนักสดและธาตุอาหารสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ในระยะเวลา 7-14 วัน จะให้ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุแก่ดิน แล้วจึงทำการปลูกพืชหลักที่ต้องการ พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูก ได้แก่ พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และโสนอัฟริกัน

2) ปุ๋ยคอก ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น ช่วยเพิ่มความคงทนของการจับตัวเป็นเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน 3)ปุ๋ยหมักใช้เพื่อเพิ่มหรือยกระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากยิ่งขึ้น

2.การปรับปรุงบำรุงดินด้วยการไถกลบตอซัง เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินก่อให้เกิดผลดี ดังนี้ 1)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ง่ายต่อการเตรียมดิน การระบายอากาศในดินเพิ่มขึ้น การซึมผ่านของน้ำและการอุ้มน้ำของดินดีขึ้น2)ช่วยปรับปรุงสมบัติทางเคมีของดินช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุให้แก่ดิน ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะปลดปล่อยสู่ดินจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ในระยะยาว

3) ช่วยปรับปรุงสมบัติทางชีวภาพของดิน ช่วยทำให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

การปรับปรุงบำรุงดินให้ได้ผลผลิตที่ดีจะต้องคิดและทำเป็นอันดับแรกก่อนการเพาะปลูกในฤดูถัดไปเพราะถือว่าเป็นตัวกำหนดคุณภาพและจำนวนผลผลิตที่ได้ในฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจึงจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับดินอย่างมาก ก่อนนะครับเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรดิน และเพิ่มพูนความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรเองด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454734

x

รักษ์เกษตร : เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ โดยเกษตรแปรรูป

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การแปรรูปอาหารที่เป็นผักผลไม้ที่ดี ควรเป็นอย่างไรครับ มีประโยชน์และโทษอย่างไรบ้างครับ

นรากร ทองอินทร์

อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา

คำตอบ

ผู้ที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป มีความจำเป็นต้องใช้สารหรือวัตถุเจือปนในการแปรรูปก็จริงอยู่ ทั้งนี้เพื่อสงวนคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บหรือช่วยให้อาหารนั้นมีคุณภาพคงที่ หรือช่วยปรับปรุงคุณภาพในด้านที่เกี่ยวกับ สี กลิ่น รส ลักษณะสัมผัสและลักษณะปรากฏ โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือคุณค่าอาหาร และอีกทั้งเพื่อประโยชน์ในด้านเกี่ยวกับเทคนิคในการแปรรูปกรรมวิธีการแปรรูปการเตรียมวัตถุดิบ การบรรจุ การขนส่ง และอายุของการเก็บของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่ผู้ผลิต จะต้องให้ความสำคัญต่อการใช้วัตถุเจือปนในอาหารเป็นอย่างมากด้วย

ประโยชน์ของการแปรรูปผลผลิตการเกษตรพอสรุปได้ดังนี้

-ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

-ช่วยยกระดับราคาผลิตผล ไม่ให้ตกต่ำ

-ช่วยป้องกันปัญหาการล้นตลาดของผลิตผลสด

-ช่วยผลิตอาหารให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

-ช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูป มาเป็นอาหารระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก

-ช่วยขยายตลาดการค้าออกไปสู่ต่างประเทศ

สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารแปรรูปจะต้องคำนึงถึงคือ

-ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและลูกค้า

-ต้องคำนึงถึงความสะอาดความปลอดภัยเสมอ

-ต้องมีความรู้ในสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้อย่างแม่นยำ

-ต้องคำนึง ถึงเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมวัตถุดิบ

-ต้องมีความสนใจ และตั้งใจต่อการทำผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของรสชาติและคุณภาพที่ดี

-ต้องมีการวางแผนผลิตสินค้าล่วงหน้า เช่น ในเรื่องความเหมาะสมกับฤดูกาล การคาดการได้ถูกต้องว่า สินค้านั้นๆ จะมีต้นทุนต่ำและสามารถขายได้ราคาสูง

-ต้องใส่ใจในการคัดเลือกวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปจะต้องมีลักษณะและคุณภาพตรงตามชนิดของอาหาร

การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรนั้นที่สำคัญ จะต้องมีแรงจูงใจให้สามารถทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า คุ้มราคา ผลิตภัณฑ์นั้น จะต้องมีความอร่อย ถูกปากผู้บริโภคส่วนมาก ติดใจในรสชาติ สามารถทำรายได้ให้มากมาย พอเริ่มมีคนรู้จัก คุ้นตา ชินต่อรสชาติ ก็จะเริ่มทำผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีผลกำไรมากขึ้น ให้ความสำคัญของรสชาติคงที่เสมอ ต้องมีการพัฒนาในตัวสิ้นค้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้

‘นาย รัตวิ’

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453206

x

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ผลิตใช้ได้เอง มีพิษน้อย ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ใช้

วิทยา แสงศิลป์

อ.เมือง จ.อ่างทอง

คำตอบ

เกษตรกร คุ้นเคยกับการใช้สารเคมีควบคุมแมลงศัตรูพืชมานาน ในขณะที่ทางภาครัฐได้กำลังพิจารณาสนับสนุนการยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส นั้น เกษตรกรเองจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชในไร่นาของตน ทางเลือกใหม่นั้นก็คือ การผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองโดยใช้สารเร่ง พด.7 ที่กรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้

การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากเกินความจำเป็น และส่งผลเสียหายเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศ ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน คือ สารเร่ง พด.7

สารเร่ง พด.7เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายพืชสมุนไพรต่างๆ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช สารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.7 เป็นน้ำหมักชีวภาพ ที่ได้จากการย่อยสลายพืชสมุนไพร โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน จะได้ของเหลวสีน้ำตาลใส ซึ่งประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดในปริมาณสูง รวมทั้งสารออกฤทธิ์ประเภทต่างๆ และสารไล่แมลงที่สกัดได้จากพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ ใช้ในการป้องกันศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง และแมลงหวี่ เป็นต้น
วิธีทำการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยสารเร่ง พด.7สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง ผลิตได้จำนวน 50 ลิตร ใช้เวลาหมัก 20 วันมีวิธีทำดังนี้

1. การเตรียมวัสดุ ได้แก่ 1) พืชสมุนไพร (ชนิดพืชสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้หอม หางไหล บอระเพ็ด ข่า ฟ้าทะลายโจรเปลือกแค หนอนตายหยาก เมล็ดสะเดา ใบว่านเศรษฐี หมาก เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดเงาะ ยาสูบ ขิง มะกรูด ตะไคร้ พริกไทย พญาไร้ใบ สาบเสือ ผลสบู่ดำ ใบโหระพาฯลฯ) จำนวน 30 กก. 2)กากน้ำตาล จำนวน 10 กก. 3)น้ำ จำนวน 50 ลิตรและ 4)สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง

2. ขั้นตอนการทำ

1) สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก ทุบหรือตำให้แตกนำพืชสมุนไพร และน้ำตาล ใส่ลงในถังหมัก ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2)ละลายสารเร่ง พด.7 ในน้ำ 50 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที เทลงในถังหมักผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมัก 20 วัน

3) สังเกตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ได้ จะมีลักษณะคือ การเจริญของจุลินทรีย์ลดลงกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง มีกลิ่นเปรี้ยวมากขึ้นไม่มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเหลวจะเป็นสีน้ำตาลใสและมีค่า pH ต่ำกว่าหลังจากนั้นนำไปขยายให้เจือจาง และนำไปฉีดพ่นต่อไป

เกษตรกร สามารถขอคำปรึกษาและรับสารเร่ง พด.7 ได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดิน ในจังหวัดของท่านได้นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451723

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมพบเห็นการเผาตอซังข้าว
เป็นประจำ อยากทราบว่ามีโทษอะไรบ้างครับ

ศรอินทร์ ธงธาราม

อ.ศรีประจันต์จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ฝุ่นควันพิษจากการทำการเกษตรไม่ใช่เกิดจากการเผาอ้อยแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในนายังมีการเผาตอซังด้วย โดยเฉพาะในภาคกลาง ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าว 2-3 ครั้ง/ปี ดังนั้น หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาบางส่วนจึงใช้วิธีเผาตอซัง เพราะเป็นวิธีกำจัดตอซังได้เร็วและใช้แรงงานน้อย เพื่อให้ได้ผลผลิตตามรอบที่ต้องการแต่การกระทำเช่นนั้น เป็นการทำลายดิน และทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

เกษตรกรที่เตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าว โดยทำการเผาตอซังข้าว เพื่อให้เกิดความสะดวกในการไถเตรียมดิน หรือเพื่อต้องการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชนั้น จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาตอซัง

ผลเสียจากการเผาตอซังนักวิชาการเกษตร ได้รายงานสรุปได้ ดังนี้

1)ปริมาณจุลินทรีย์ในดินหลายชนิดลดลงหลังการเผาตอซังไปทำลายจุลินทรีย์ และแมลงที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินลดลง เช่น กิจกรรมการเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนจากบรรยากาศให้อยู่ในรูปของสารประกอบไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ และการย่อยสลายอินทรียสารเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน นอกจากนั้นตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียนที่อาศัยอยู่ในดินหรือตอซังพืชรวมทั้งจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมโรคพืชถูกเผาทำลายไป ซึ่งหากระบบนิเวศน์ของดินไม่สมดุลจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคเกิดได้ง่ายขึ้น

2)ทำให้ดินแน่นทึบอัตราการซึมของน้ำช้าลง การไหลทางแนวราบสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องใช้น้ำมากกว่าปกติในการปลูกพืช ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป อนุภาคของดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำให้รากพืชแคระแกร็น ไม่สมบูรณ์และอ่อนแอ การหาอาหารลดลงรวมทั้งเชื้อโรคพืชสามารถเข้าทำลายได้ง่าย

3)การเผาตอซัง ภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นดินสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

4)ทำให้ปริมาณไนโตรเจนบนผิวดินลดลง ส่วนค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH)ของบริเวณผิวดินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อน้ำท่วมคราวต่อไปจะมีการปรับ pH ให้เข้าสู่สภาพเดิมอีก

5) สูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดิน คาร์บอนและอินทรียวัตถุในดินเมื่อถูกเผาจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูญเสียไปในบรรยากาศ ส่วนธาตุอาหารจะแปรสภาพให้อยู่ในรูปที่สามารถสูญเสียไปจากดินได้ง่าย

6) สูญเสียน้ำในดิน การเผาตอซังพืชทำให้ผิวดินมีอุณหภูมิสูงถึง 90 องศาเซลเซียส น้ำในดินจะระเหยสู่บรรยากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้ความชื้นของดินลดลง

มักมีคำถามว่า การไถกลบตอซังข้าวดีอย่างไร หน่วยงานทางด้านการเกษตรได้มีข้อสรุปไว้ดังนี้

1) ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ง่ายต่อการเตรียมดิน การปักดำกล้า และทำให้ระบบรากพืชสามารถแพร่กระจายในดินได้มากขึ้นทำให้การระบายอากาศของดินเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มการซึมผ่านของน้ำ และการอุ้มน้ำของดินให้ดีขึ้น

2) ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของดินเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินโดยตรง ถึงแม้ปริมาณธาตุอาหารจะมีไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่จะมีธาตุอาหารครบถ้วนตามที่พืชต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถันและจุลธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน โดยช่วยดูดและยึดธาตุอาหารจากการใส่ปุ๋ยเคมีไม่ให้สูญเสียไปจากดินซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและช่วยเพิ่มความต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดินทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วจนเป็นอันตรายต่อพืชช่วยลดความเป็นพิษของเหล็กและแมงกานีสในดินและช่วยลดความเป็นพิษจากดินเค็มอีกด้วย

3)ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางชีวภาพของดินอินทรียวัตถุเป็นแหล่งอาหารและแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ดินมีผลทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและช่วยการเพิ่มปริมาณหรือจำนวนของจุลินทรีย์ดินมีผลช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคพืชบางชนิดในดินลดน้อยลง

นาย รัตวิ