รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450214

x

รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การทำปุ๋ยคอกหมัก จากปุ๋ยคอกมูลวัว มีวิธีทำอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สายชล ละองทอง

อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอกมูลวัวเป็นปุ๋ยคอกที่หาง่ายและมีปริมาณมากมูลวัวที่ยังเปียกหรือสดอยู่ กว่าจะย่อยสลายเป็นปุ๋ยคอกต้องใช้เวลานาน จึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้
ใบเหลือง วิธีการที่เร็วที่สุดที่จะทำปุ๋ยคอกสดให้ย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วคือ การทำปุ๋ยคอกหมัก

การทำปุ๋ยคอกหมัก

1. เตรียมวัสดุส่วนประกอบ ปุ๋ยคอก 1 กระสอบ แกลบ 1 กระสอบ รำข้าว 1 กระสอบ น้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง1 ลิตรกากน้ำตาล 1 ลิตรและน้ำสะอาด 25 ลิตรหรือมากกว่า

2. ขั้นตอนการทำมีดังนี้

1) ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว สามารถใช้ได้เลย จากนั้นให้เตรียม
ส่วนผสมให้พร้อม ได้แก่ ปุ๋ยคอก รำข้าวแกลบอัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2) ขั้นที่สอง ให้นำน้ำสะอาดน้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง และกากน้ำตาล มาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปราดรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีก แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อยๆจากนั้นตักใส่กระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรก ให้เปิดปากถุงดู จะพบว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก จึงต้องเปิดปากกระสอบไว้ ให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไป

3) ขั้นตอนที่สาม ให้สังเกตว่า

-เมื่อผ่านไป 2 วัน ตัวปุ๋ยเริ่มหายร้อน และเริ่มย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาวเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป

-ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว

-ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือกำบีบดูสังเกตดูว่าจะเป็นขุยเกิดขึ้น

-ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาบีบดูสังเกตดูว่า ตัวปุ๋ยมีลักษณะแห้งเป็นฝุ่นเกิดขึ้น

3. ขั้นการนำไปใช้หลังจากนั้นไปประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถนำไปใช้กับพืชได้แล้ว

ประโยชน์ของปุ๋ยคอกหมักทำให้ดินมีความร่วนซุย จากองค์ประกอบของดินที่มีดิน อินทรียวัตถุ น้ำและอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยปรับสภาพ pH ของดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแร่ธาตุอาหารทำให้ธาตุอาหารถูกพืชนำไปใช้ได้รวดเร็วขึ้น ช่วยในการย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ในดิน ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินทั้งยังช่วยต้านการแพร่ของจุลินทรีย์ที่ก่อโรคพืชชนิดต่างๆในดินและช่วยดูดซับความชื้นไว้ในดินให้นานขึ้น ทำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/448763

news_default

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ถึงเวลาหรือยังครับที่เกษตรกรต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันอย่างจริงจังครับขอความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมด้วยครับ

เกรียงศักดิ์ อมรชัยการ

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

จากมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอไฟริฟอสและไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีความเห็นชอบ เมื่อเดือนเม.ย.2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้พิจารณาออกประกาศเกี่ยวกับข้อบังคับในการใช้สารทั้ง 3 ชนิดต่อไป การปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงนั้น เกษตรกร จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำการเกษตรของตนเอง มาเป็นเกษตรอินทรีย์ มาทำเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศน้อยที่สุด

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตสูง ทั้งยังอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่การผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

เกษตรกร ที่ต้องการทำการเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้มากพอที่จะหาปัจจัยการผลิตเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อทำการผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพทัดเทียมกับการผลิตในระบบเกษตรเคมี การผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่สำคัญมาก ได้แก่ การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช และจัดการศัตรูพืช โดยไม่พึ่งพาสารเคมี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในผลผลิตที่ดี

แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของเกษตรอินทรีย์มีดังนี้

1. เกษตรอินทรีย์เป็นการทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างจากระบบเกษตรเคมีที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์แบบองค์รวม จะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินการรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพโดยยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต

2. เกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใช้พันธุ์พืชที่มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา และยากำจัดวัชพืช รวมถึงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงทางพันธุกรรม

3.เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการจัดการปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมและยั่งยืนจะต้องนำไปสู่ระบบการผลิตและปฏิบัติได้จริง มุ่งเน้นใน 3 เรื่องคือ การจัดการดินและน้ำการจัดการปุ๋ย และการกำจัดศัตรูพืช

4. เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลย์ของวงจรของธาตุอาหารการประหยัดพลังงานการอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

เกษตรอินทรีย์จึงเป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำไร่นาเชิงสร้างสรรค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นาเกษตรกรอินทรีย์ จึงมีการพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการไร่นาของตน ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริงโดยอาจเริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบปลอดสารพิษไปก่อน จนเกิดความชำนาญ แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติที่มุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ต่อไป

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : โลกร้อน ผลกระทบกับการแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447191

news_default

รักษ์เกษตร : โลกร้อน ผลกระทบกับการแก้ไข

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ปัจจุบันมีคนพูดถึงภาวะโลกร้อนอย่างมาก มันเป็นอย่างไรบ้างครับ และจะมีแนวทางแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร

สมบัติ สุขสม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

คำตอบ

จากเวทีการสัมมนาต่างๆ ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาโลกร้อน โดยให้ยึดหลักการแก้ไขปัญหาให้คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่ชัดเจน ในการควบคุมภาวะโลกร้อน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่เป็นตัวการสำคัญ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยให้ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาวะโลกร้อน คืออะไร ภาวะโลกร้อน เป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ก่อขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือกิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเป็นต้น

ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อประเทศไทยอย่างมาก จากความผันแปรของภูมิอากาศมีผลต่อลักษณะอากาศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น นั่นคือความรุนแรงของภัยธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เช่นในปี 2549 อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในรอบ 56 ปี ของประเทศ และได้มีการคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในปีต่อๆ ไป จะสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1 องศาเซลเซียส

ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ การเพิ่มขึ้นของก๊าชเรือนกระจกทำให้บรรยากาศโลกกักเก็บพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสมดุลของพลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไปอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศบริเวณผิวโลกสูงขึ้น คลื่นความร้อนเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ฤดูกาลเปลี่ยน ปริมาณและการกระจายของน้ำฝนเปลี่ยนแปลงไประดับน้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลขยายตัว เกิดพายุและภัยพิบัติรุนแรงและถี่ขึ้น

แนวทางการปรับปรุงแก้ไขในเบื้องต้น

1. รักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินแหล่งนํ้า และทรัพยากรอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น

2. พัฒนา และปรับพฤติกรรมการบริโภคสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต

3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาคการผลิตและบริการ นำไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4. เพิ่มขีดความสามารถของคนไทยโดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ และระบบข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

5. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม สนับสนุนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนของสังคม อันประกอบด้วยภาครัฐ เอกชนวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน
ในการพัฒนาและแก้ปัญหา

แนวทางการปรับปรุงภาวะโลกร้อนของภาครัฐควรเอื้อต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการเข้าถึงการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอีกทั้งให้มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎการบังคับต่างๆ ด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ใช้จุลินทรีย์ EMอย่างรู้คุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445672

news_default

รักษ์เกษตร : ใช้จุลินทรีย์ EMอย่างรู้คุณค่า

วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สดคืออะไรครับ และมีวิธีใช้อย่างไรบ้างครับ

สุนทร อาจสุวรรณ อ.นาดี

จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สด คือการใช้จุลินทรีย์ (EM) จากโรงงานผลิต หรือผู้จำหน่ายที่ยังไม่ได้ทำการแปรสภาพ

วิธีใช้ EM สดมีดังนี้

1) เพื่อใช้กับพืช ทำเป็นปุ๋ยน้ำโดยให้ผสมน้ำในอัตรา 1:1,000 ให้ใช้ EM 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ: น้ำ 10 ลิตร ใช้ฉีดพ่นรดราด พืชต่างๆให้ทั่วจากดิน ลำต้น กิ่ง ใบ และนอกทรงพุ่ม สำหรับพืชผัก ให้ฉีดพ่นรดราดทุก 3 วัน ส่วนไม้ดอกไม้ประดับ เดือนละ1 ครั้ง การใช้จุลินทรีย์สดในดิน ควรมีอินทรียวัตถุปกคลุมด้วย เช่น ฟางแห้ง หรือใบไม้แห้ง เพื่อรักษาความชื้น และเป็นอาหารของจุลินทรีย์ต่อไป

2) เพื่อใช้กับสัตว์ โดยไม่ต้องผสมกากน้ำตาล ให้ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ :น้ำ 200 ลิตร ให้สัตว์กินทำให้แข็งแรง ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตร ใช้พ่นคอกให้สะอาดกำจัดกลิ่น หากสัตว์เป็นโรคทางเดินอาหารให้กิน EM สด1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารให้สัตว์กิน

3)เพื่อใช้กับสิ่งแวดล้อมให้ใส่ห้องน้ำ ห้องส้วมและในโถส้วมทุกวัน วันละ1 ช้อนโต๊ะ หรือสัปดาห์ละ 1/2 แก้ว จะช่วยให้เกิดการย่อยสลาย ไม่มีกาก ทำให้ส้วมไม่เต็ม ช่วยกำจัดกลิ่นได้ โดยการผสมน้ำและกากน้ำตาลในอัตราส่วน 1 :1 : 1,000 (EM 1 ช้อนโต๊ะ : กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 1 ลิตร) ฉีดพ่นทุก 3 วันส่วนการบำบัดน้ำเสีย 1: 1,000 หรือ EM 2 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 200 ลิตร

4) เพื่อใช้กำจัดเศษอาหาร หรือทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร นำมาแก้ไขท่ออุดตัน ให้ใช้EM 1 ช้อนโต๊ะใส่ 5-7 วัน/ครั้ง และใช้วิธีฉีดพ่นเพื่อปรับสภาพอากาศในครัวเรือน

5) เพื่อใช้กำจัดกลิ่นในแหล่งน้ำให้ใช้ฉีดพ่นหรือราดรดลงไปในแหล่งน้ำ ให้ใช้ EM1 ลิตร:น้ำ 10 ลบ.ม.

6) เพื่อใช้กำจัดกลิ่นจากของแห้ง แข็ง มีความชื้นต่ำ แล้วแต่สภาพความแห้ง หรือความเหม็น โดย ผสมน้ำ1 : 100 หรือ 200 หรือ 500 ส่วนฉีดพ่น หรือราดรด

7) ใช้กำจัดกลิ่นขยะแห้งประเภทกระดาษ ใบตอง เศษอาหาร ให้ใช้ อัตรา EM 1 ส่วนผสมน้ำ 500 ส่วน หรือ EM 1 ลิตร : น้ำ 500 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดรดในขยะ

จุลินทรีย์EM มีประโยชน์มากมาย เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และมุ่งเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การขยายการใช้ EM ไปสู่เกษตรกรอย่างปลอดภัย และได้ผลจริง เกษตรกรและผู้ที่สนใจ สามารถนำ EM ไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการ สามารถใช้กับพืชทุกชนิดใช้กับการปศุสัตว์ใช้กับการประมงใช้กับสิ่งแวดล้อมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตผลผลิตที่ได้ปลอดสารพิษและสารเคมี และมีผลผลิตที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444167

news_default

รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชผักผลไม้ที่วางขายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมี เราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อให้บริโภคได้อย่างปลอดภัยครับ

สรรเสริญ จัตุรัส

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การทำความสะอาดพืชผักผลไม้ เพื่อลดและขจัดสารเคมีและสิ่งที่เจือปนออกไปก่อนการบริโภค จะมีวิธีที่ผู้บริโภคควรพิจารณา ตามความเหมาะสมของพืชผลชนิดนั้นๆ มีดังนี้

1. การปอกเปลือกหรือการลอกชั้นนอกของผักออก การลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด เช่นผักต่างๆ แอปเปิ้ล แครอทกะหล่ำปลี อาจช่วยลดและกำจัดสารตกค้างที่พื้นผิวด้านนอกของพืชผลออกไป ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้สูญเสียสารอาหารหรือแร่ธาตุที่สำคัญบางส่วนที่อยู่ในบริเวณนั้นไปด้วย

2. การล้างผักด้วยน้ำเปล่า โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่งแล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผัก หรือผลไม้ ทำให้นานนานประมาณ 2 นาที วิธีนี้ มีข้อเสียอยู่บ้างคือ ใช้เวลานานในการล้าง ใช้น้ำในปริมาณมาก และอาจยังมีสารเคมีบางอย่างตกค้างอยู่

3. การล้างด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักผลไม้นาน 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้อาจมีเกลือและรสเค็มเข้าไปอยู่ในผักหรือผลไม้ได้เช่นกัน

4. การใช้น้ำส้มสายชู ที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5% ของกรดน้ำส้ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่ผักหรือผลไม้นาน 10-15 นาที โดยภาชนะที่ใส่ผักล้างไม่ควรเป็นพลาสติก จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ผักอาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมา และผักบางชนิด เช่น ผักกาดเขียว ผักกาดขาว อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูทำให้รสชาติเปลี่ยนไปบ้างได้

5. การใช้ด่างทับทิม ด่างทับทิมมีลักษณะเป็นเกล็ดแข็ง สีม่วง สามารถละลายในน้ำได้ ทำให้เกิดสีชมพูหรือม่วง เป็นสารประกอบประเภทเกลือ โดยใช้ปริมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ถ้าหากใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารได้ และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากก็อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้ รวมถึงหากสารนี้เข้าตา อาจเสี่ยงทำให้ตาบอดได้

6. การใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา ให้ใช้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง หรือประมาณ 20 ลิตร แช่พืชผักนาน 15 นาที แล้วนำไปล้างออกด้วยน้ำสะอาด แม้ช่วยลดปริมาณสารพิษได้มาก แต่ข้อจำกัดของการใช้เบกกิ้งโซดา คือ มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่จึงอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ผักหรือผลไม้ และการได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

7. การแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายตามท้องตลาด โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาประมาณ 0.3% ผสมลงในน้ำ 4 ลิตร แช่ผักนานประมาณ 15 นาที แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และศึกษาผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วนก่อนว่าน้ำยาล้างผักชนิดนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เพราะบางส่วนผสมในน้ำยาล้างผักอาจแทรกซึมเข้าไปในผักและอาจเป็นอันตรายทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้

8. การต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน แม้อาจช่วยลดปริมาณสารพิษได้ เป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย แต่จะทำให้ผักหรือผลไม้เสียคุณค่าทางโภชนาการไปกับน้ำและความร้อน เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1ไนอะซิน เป็นต้น

วิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจช่วยลดปริมาณสารพิษ และลดความเสี่ยงในการเผชิญปัญหาสุขภาพจากสารตกค้างในพืชผลทางการเกษตรได้ แต่ผู้บริโภคก็ควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคอาหารแต่ละชนิดอยู่เสมอ ใส่ใจและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการยินยอมเลือกซื้อผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ แต่มีราคาแพงกว่า และปรุงอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเภทอาหารทั้งหมุนเวียนรับประทานอาหาร จะปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่า

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442500

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม จากปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อม อยากทราบว่า ระบบเกษตรแบบผสมผสาน มีส่วนช่วยแก้ไขอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อะไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

สายฟ้า ทองสนาน

อ.ท่าวังผา จ.น่าน

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรม ตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้ จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นระบบที่นำไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งยังก่อให้เกิดผลดีและประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

1.ลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ในการทำการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว และมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง การแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่บางส่วนมาทำระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกปลูกชนิดของพืชได้เอง และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยก่อให้เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆการทำระบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งจะมีกิจกรรมหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ มีความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากชนิดจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบนิเวศน์วิทยาในพื้นที่ดีขึ้น

3.ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงจากการเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้นอย่างมาก เช่น การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคใบหงิกอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ได้รับความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบความสูญเสียโดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัวได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากผลิตผลอย่างอื่นอีกทางหนึ่ง

4.ช่วยกระจายการใช้แรงงาน ทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกภาคการเกษตร แก้ปัญหาคนว่างงาน เพราะระบบเกษตรผสมผสานจะรองรับแรงงานเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพราะระบบเกษตรผสมผสาน มีกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีการใช้แรงงานแตกต่างกันไป เมื่อรวมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
ไว้ด้วยกันในระบบเกษตรผสมผสานจึงมีการใช้แรงงานมากขึ้น และช่วยให้มีการกระจายแรงงานไปตามกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี

5.ช่วยก่อให้เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมต่างๆ ในไร่นา เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นา ไม่ให้เสื่อมสลายหรือถูกใช้ไปหมดอย่างรวดเร็ว เพราะระบบเกษตรผสมผสาน จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน ระบบเกษตรผสมผสานที่มีการปลูกพืชที่มีความหลากหลายผสมผสานกันและมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันในลักษณะของการปลูกต่างระดับ โดยเลียนแบบลักษณะป่าธรรมชาติ จะทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศวิทยาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบการควบคุมโรคและแมลงเป็นไปตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี และช่วยเพิ่มความยั่งยืนในการให้ผลผลิต เป็นต้น

6.ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี ระบบเกษตรผสมผสานที่มีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน จะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นรายได้รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล โดยมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผัก รายได้ประจำสัปดาห์จาการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย ฝรั่ง และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วลิสง เป็นต้น

7.ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น การทำการเกษตรผสมผสานช่วยทำให้มีการกระจายการใช้แรงงาน ทำให้มีงานทำตลอดทั้งปี และมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมต่างๆ เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขายบริการต่างๆ

8.ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน ในการดำเนินระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายกิจกรรมช่วยทำให้เกษตรกรสามารถมีอาหารไว้บริโภคในครอบครัวครบทุกหมู่ โดยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะได้จากข้าว ข้าวโพด อาหารประเภทโปรตีน จะได้จากไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทวิตามิน เส้นใยจากพืชผักผลไม้และเห็ดฟาง ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายค่าในการดำเนินชีวิตและมีการปรับปรุงยกระดับคุณภาพโภชนาการและสุขภาพของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440892

x

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความรู้เรื่องระบบเกษตรผสมผสาน ว่ามีการดำเนินการกันอย่างไรบ้างครับ

อนุมัติ เสียงพิณ

อ.แว้ง จ.นราธิวาส

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงสัตว์บนบ่อปลา  การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้น จึงเป็นระบบที่ช่วยตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอน

รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสานการกำหนดวิธีการทำเกษตรผสมผสานมีหลายแบบ หากพิจารณาการแบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลักมีดังนี้

1) ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลักเป็นระบบป่าไม้-ไร่นา มีพืชเป็นรายได้หลัก

2) ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงเป็นรายได้หลัก

3) ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำมีสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก

4) ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตรทุกแขนง ประกอบด้วย การปลูกพืชเกษตรในสวนป่า และการปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไป โดยทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ระบบเกษตรผสมผสานที่ดีในแง่ของทรัพยากร ควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญเสียดิน ดังนั้น ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่น บังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่จะสามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อพืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษาโรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านรายได้ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดระบบเกษตรผสมผสาน ควรเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกพืชได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรมีอยู่ใน 4 ระบบใหญ่คือระบบป่าไม้-ไร่นา ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์ด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : EM ที่รู้จักเบื้องต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439221

x

รักษ์เกษตร : EM ที่รู้จักเบื้องต้น

วันอังคาร ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำตอบ

อีเอ็ม-EMเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม โดยกลุ่มจุลินทรีย์นี้ได้รับการคัดและเลือกสรรเป็นอย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมารวมกันEM คือ อะไร EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms จากการค้นคว้าของเกษตรกร และผู้สนใจทางการเกษตร พบว่า จุลินทรีย์มีอยู่3 กลุ่มใหญ่ๆเท่าที่ทราบยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าเป็นจุลินทรีย์ตัวใด มีดังนี้

1)กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10%

2)กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10%

3)กลุ่มกลางจุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือเข้าร่วมด้วยมีประมาณ 80%

การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมามีพลังขึ้นมาอีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป จุลินทรีย์มี 2 ประเภทคือ 1) ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)และ 2) ประเภทไม่ต้องการอากาศ (AnaerobicBacteria)จุลินทรีย์ ทั้งสองกลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้

คุณลักษณะของ EMเป็นสิ่งมีชีวิต

1)จะต้องการที่อยู่ที่เหมาะสมไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป ให้อยู่ในอุณหภูมิปกติจะทำงานในที่มืดได้ดี จึงควรใช้ช่วงเย็นของวัน

2)ต้องการอาหารจากธรรมชาติเช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

3)เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ที่ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้

4)หาก EM เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า EM ตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ EM ที่เสียผสมน้ำ ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้

5)ถ้าเก็บ EM ไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า EM พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะฝ้าขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม สามารถนำไปใช้ได้อีก

6)เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอม และเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิท แสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล

หัวเชื้อ EM สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี โดยปิดฝาให้สนิทอย่าทิ้ง EM ไว้กลางแดด และอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิปกติทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษเข้าไปปะปนการนำ EM ไปขยายต่อ
ควรใช้ภาชนะที่สะอาดและใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสมนะครับ

‘นาย รัตวิ’

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437635

x

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงมานาน พอจะมีอะไรที่จะปลูกพืชเสริมรายได้บ้างครับ เอาแบบที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก

ชนะ จันทร์คง อ.เมือง

จ.สกลนคร

คำตอบ

ในหน้าแล้ง จะขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก ในขณะที่เกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืช เพื่อสร้างรายได้ พืชที่เหมาะสมสำหรับสภาวะอากาศแบบนี้ใคร่ขอแนะนำว่า น่าจะปลูกพืชจำพวกผักอายุสั้น เพราะสามารถจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และใช้พื้นที่น้อยกว่า รวมทั้งหาตลาดได้ง่ายกว่า ยิ่งถ้าปลูกเป็นผักอินทรีย์

โดยให้ศึกษาและฝึกฝนจากผักแต่ละประเภท ที่มีความแตกต่างดังนี้

1)ผักประเภทถั่ว ปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10-15 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวฝัก สามารถการเก็บเกี่ยวทุกๆ 1-2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-50 วัน ระยะเวลาปลูก 75-100 วัน

2) ผักประเภทพริก และมะเขือ ปลูกโดยเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก เมื่ออายุกล้า 25-40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3-5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขืออื่นๆ หลังย้ายปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75-90 วัน หลังย้ายปลูก ส่วนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกัน สำหรับมะเขือเทศมีอายุ 30-40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3-6 เดือน

3) ผักประเภทกะหล่ำ เช่น ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าและผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่านเมล็ด หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15-20 วัน จะมีใบ1-2 ใบ ให้ทำการถอนแยกแล้วนำไปปลูกใหม่ ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม ให้กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอเมื่ออายุเก็บเกี่ยว 35-60 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ40-60 วัน

4)ผักประเภทหอม ได้แก่

-หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูก 90-120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110-150 วัน

-หอมแดง และกระเทียม ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40-60 วัน ส่วนกระเทียม มีอายุเก็บเกี่ยว 75-150 วัน หลังปลูก

5)ผักประเภทแตง ปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือปลูกโดยการเพาะกล้า แล้วย้ายปลูกเมื่ออายุกล้าของผักประมาณ 7-12 วัน ได้แก่

-แตงกวา และแตงร้าน หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20-30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7-10 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลอ่อน เมื่ออายุ 30-40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-40 วัน จนถึง60-80 วัน

-บวบและมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15-20 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 55-60 วัน เก็บเกี่ยวได้ทุกวันในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีระยะปลูก 80-100 วัน

-แตงโม และฟักทอง ผลแตงโม และฟักทอง มีการเก็บเกี่ยวตอนผลแก่ ระยะเวลาปลูกจึงนานกว่า ดอกเริ่มบานหลังปลูก 50 วัน
และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40-60 วัน เก็บเกี่ยว 3-5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3-5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100-130 วัน

6. ผักประเภทอื่นๆ

-แครอท ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบปลูกโดยหยอดเมล็ด หลังปลูก 15-30 วัน เริ่มกำจัดวัชพืช และถอนแยกให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม แครอทมีอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วันหลังปลูก ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40-50 วัน ส่วนผักบุ้งจีน มีอายุเก็บเกี่ยว 25-30 วัน

-ผักกาดหอมห่อ หรือผักสลัดแก้ว ใช้วิธีการเพาะกล้า อายุกล้า 25 วัน หลังย้ายปลูก 50-60 วัน จึงเก็บเกี่ยว

การปลูกผักอายุสั้น ทนแล้ง และใช้น้ำน้อย ในช่วงนี้ นับว่าเป็นการปลูกพืชผักที่มีความเหมาะสมที่จะปลูกในหน้าแล้ง และจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาอีกด้วย

‘นาย รัตวิ’

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435977

x

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากรู้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เขานิยมกัน ว่ามันเป็นอย่างไรด้วยครับ จะได้นำไปทดลองปฏิบัติ ขอบคุณครับ

อนุสรณ์ เจษฎตรานนท์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต ได้จากการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ และบรรดาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวช่วย จากก้อนใหญ่กลายเป็นก้อนเล็ก จากก้อนเล็กก็ลดลงมาจนเป็นอณูเรียกว่า ฮิวมัส ซึ่งมีประโยชน์มากต่อพื้นดินและพืชอย่างมาก

ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จากใบไม้ที่ร่วงลงจากต้นมาถมไว้ที่โคนต้น พอเวลาผ่านไปใบไม้เหล่านี้ก็ย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัส และเป็นตัวเพิ่มสารอาหารให้กับต้นไม้ในลักษณะของปุ๋ยอินทรีย์ แต่ระยะเวลาเหล่านี้ ค่อนข้างนาน หากจะใช้วิธีนี้บนพื้นที่เกษตรคงไม่ได้ จึงมีกระบวนการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้ได้เอง ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การใช้มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากพืชซากสัตว์ และหรือขยะที่ย่อยสลายได้และไม่เป็นมลพิษจากครัวเรือน นำมาสับ บด หมัก บ่ม ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยให้ชิ้นส่วนขององค์ประกอบเล็กลงและย่อยสลายได้เร็วขึ้น ทั้งยังสามารถเติมธาตุอาหารต่างๆ ลงไปเพิ่มได้อีกด้วย

แร่ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุทั้งหมด 13 ธาตุ โดยแบ่งเป็นธาตุหลักธาตุรอง และธาตุเสริม มีหน้าที่การทำงาน ดังนี้

1) ธาตุหลัก เป็นธาตุอาหารที่เป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่พืชต้องการและจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน(N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)

2) ธาตุรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อย หากขาดพร่องไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่เสียหายแบบรุนแรงมากนัก ได้แก่ แคลเซียม (C) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S)

3) ธาตุเสริม เป็นธาตุที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ แต่ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B)โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl)

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ มี 3 ชนิดดังนี้

1) ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยที่ได้จากการหมักซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุต่างๆ ด้วยการนำส่วนประกอบทั้งหมดมารวมกันและรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นปิดให้มิดชิดเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ให้กับจุลินทรีย์

2) ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยจากมูลสัตว์ จะเป็นแบบของเหลวหรือของแข็งก็ได้โดยต้องนำไปตากแห้ง หรือหมักไว้ให้กลิ่นหายไป จึงสามารถนำไปใช้ได้

3) ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยที่ได้จากต้นพืชในพื้นที่ ต่างกับปุ๋ยหมักตรงที่เราไม่ได้เอาพืชไปหมักรวมกัน แต่ใช้วิธีไถกลบแล้วปล่อยให้พืชสดๆ นั้นย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ส่วนมากนิยมใช้พืชตระกูลถั่วทำเป็นปุ๋ยพืชสดเพราะให้ธาตุไนโตรเจนในระดับสูง

ปุ๋ยทั้งสามชนิดนี้ สามารถนำมาผสมผสานให้เข้าด้วยกันกลายเป็นปุ๋ยแบบใหม่ได้นะครับ เป็นการสร้างสรรค์จากวัตถุดิบใกล้ตัว หากต้องการใช้ปุ๋ยในปริมาณน้อย สามารถนำมาบ่มหรือหมักในถัง หากต้องการใช้มาก ก็สามารถนำไปหมักกองรวมกันในที่ที่หนึ่งหรือจะขุดเป็นหลุมบ่อเพื่อหมักปุ๋ยโดยเฉพาะเลยก็ได้ ข้อสำคัญในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี พืชจึงจะให้ผลผลิตมากและยั่งยืน นะครับ

นาย รัตวิ