รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434339

x

รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกต้นไม้ในบ้านครับ ลองดูแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ต้นไม้เฉาและตายไปในที่สุด อีกทั้งเกิดเพลี้ยสีขาวขึ้นมามากมาย ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

ศรศักดิ์ จักรภพ

เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

การปลูกต้นไม้ในบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารที่ทำการต่างๆ กำลังได้รับความนิยม เกิดเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนอยากทำตาม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องเข้าใจการเลือกใช้ต้นไม้ให้เหมาะสม โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นไม้ในบ้าน หรือในอาคาร มักจะได้รับแสงน้อย จึงต้องเลือกพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม ลองเลือกหยิบมาปลูกในบ้านกันดู นะครับ

หลักการง่ายๆ ของการปลูกต้นไม้ในบ้าน คือ

1) ให้เลือกต้นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มได้ดี มาปลูกในบ้าน เช่น ประเภทพลูต่างๆ พลูด่าง พลูงาช้าง พลูฉลุ ฟิโลเดนดรอน มอนสเตอรา
ไทร กวักมรกต ยางอินเดีย เป็นต้น แต่ถ้าบริเวณนั้น อยู่ใกล้ประตู หรือหน้าต่างที่ได้รับแสงเต็ม ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถเลือกต้นไม้ที่ชอบแดดมาวางไว้ได้ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นไม้ที่งามทางใบทางต้น

2) ต้องตรวจสอบต้นไม้ก่อนนำเข้ามาในบ้านว่า มีโรค แมลง เพลี้ย หรือไข่แมลงติดเข้ามาหรือไม่ ไม่ควรนำต้นไม้ที่มีโรคมาปลูกในอาคาร เพราะจะทำให้บ้านเรือนไม่สะอาด อาจเป็นอันตรายกับคนและสัตว์ ทั้งอาจจะระบาดไปยังต้นอื่นได้ หากพบแมลงระบาดให้แยกเฉพาะต้นนั้น ออกมาไว้ด้านนอก ทำลายทิ้ง หรือนำมาล้างแมลงที่ติดอยู่ออกให้หมด หรือตัดส่วนที่ถูกทำลาย หรือรังที่อยู่ของแมลง กำจัดตัดทิ้งไป หรือใช้สารกำจัดแมลงที่ปลอดภัยร่วมด้วย เช่น สมุนไพรสกัดต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายกับคนและสัตว์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

3) อย่ารดน้ำบ่อยเกินไป สาเหตุหลักที่ต้นไม้ในบ้านตาย เพราะเกิดจากการรดน้ำมากเกินไปมากกว่าขาดน้ำ ทำให้ต้นไม้เกิดอาการเน่า ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านจะมีการคายน้ำน้อย และสูญเสียน้ำน้อยกว่าต้นไม้ที่ปลูกด้านนอก การรดน้ำต้นไม้ จึงควรรดเมื่อวัสดุปลูกเริ่มแห้ง ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

4) ให้นำออกไปรับแสงแดดบ่อยๆ แม้ว่าต้นไม้ที่เราปลูกจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม แต่หากบริเวณที่ปลูกอับแสงนานๆ ควรนำต้นออกไปรับแสงแดดอ่อนด้านนอกบ้าง โดยค่อยๆ ให้ต้นได้รับแสงทีละน้อย อย่านำไปไว้บริเวณที่แดดจัด จะเกิดอาการใบไหม้ได้ ถ้าหากอยู่ในคอนโดมิเนียม ก็ต้องเอาต้นไม้ไปไว้บริเวณระเบียงบ้าง หรืออาจทำต้นไม้ไว้เป็น 2 ชุด เพื่อสลับหมุนเวียนกันไป

5) ให้ดูแลใส่ปุ๋ยและวัสดุปลูกกับต้นไม้ ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านมาระยะเวลาหนึ่ง มักจะไม่สวยสดใสเท่าเดิม เนื่องจากธาตุอาหารในดินถูกใช้ไป วัสดุปลูกบางส่วน ได้ย่อยสลายไป ทำให้ดินในกระถางยุบตัว จึงควรสังเกตว่า หากวัสดุปลูกเริ่มพร่องลง ให้เติมวัสดุปลูกใหม่ๆ และใส่ปุ๋ยคอกเก่าลงไป เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช รวมทั้งควรใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม ทั้งทางดินและทางใบ อาจจะใช้ปุ๋ยละลายช้า หรือปุ๋ย 3 เดือน โดยให้ใส่ 2 เดือนครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติของปุ๋ยที่ค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาทีละน้อยอย่างช้าๆ จะทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เป็นอันตรายต่อพืช และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลต้นไม้บ่อยๆ ด้วย

การปลูกต้นไม้ในบ้านให้งาม ไม่ยากอย่างที่คิด ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีเวลาดูแล (บ้าง) ตามความจำเป็น แค่นี้ ก็จะได้ต้นไม้ที่สวยๆ ไว้เชยชม และได้ความสุขทั้งกายและใจ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432807

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากเรียนถามว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรบ้างครับ

สุรินทร์ วิเชียรชัย

อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ ตามนิยามของวิกิพีเดีย (สาราณุกรมเสรี) ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ ของเสียจากโรงงาน (บางประเภท) มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด เติมจุลินทรีย์ บ่มหมัก กลับกอง จนย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีลักษณะทางกายภาพได้หลายแบบ เช่น ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง และปุ๋ยน้ำ แต่ที่นิยมจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากสะดวกกับเกษตรกรในการนำไปใช้ ทั้งจากการหว่านด้วยมือ หรือใช้กับเครื่องพ่นเม็ดปุ๋ย

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมที่ปุ๋ยเคมีไม่มี และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ธาตุทั้งสองกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าพืชจะมีความต้องการน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้อย่างเด็ดขาด

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพื้นดินให้มากขึ้นจากเดิม

4) ปุ๋ยอินทรีย์ มีแร่ธาตุที่หลากหลายดีต่อต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ของพืช อาจจะมองไม่เห็นชัดนักในระยะแรกที่ใช้งาน แต่มีผลในระยะยาวอย่างมาก พืชจะค่อยๆ แข็งแรง และเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ทำร้ายผิวหน้าดิน ช่วยทำให้ดินมีสภาพเป็นกลางและเสถียรอยู่เสมอ ช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช ทั้งยังปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ดินในขณะที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน เช่น อาจมีมีการละลายแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็น และเป็นโรคง่าย

6) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินเสียใหม่ ด้วยการทำให้เม็ดดินร่วนซุย ช่วยปรับให้หน้าดินร่วนซุย โดยไม่ต้องไถพรวนกันมากนัก ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่ง ร่วนซุย อ่อนนุ่ม อุ้มน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อพืชที่ปลูกอย่างมาก

ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารหลักในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยเคมีนั้น ผลิตจากการผสมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกัน เพราะปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มปริมาณระดับแร่ธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า เพราะต้องใช้ในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอต่อความต้องการของพืช

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่สามารถบังคับได้ชัดเจนและทันกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ เช่น จะเร่งใบ เร่งดอก หรือเร่งผลผลิต

แต่อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้นั้น ไม่อาจนำมาใช้เพียงอย่างเดียวได้ตลอด จำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งยังลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงอย่างเดียว นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน พืชน้ำมันที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431174

x

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน พืชน้ำมันที่ทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมขอคำแนะนำในการปลูกทานตะวันด้วยครับ ขอบคุณครับ

คำอินทร์ มีศรี

อ.เมือง จ.มหาสารคาม

คำตอบ

ทานตะวัน เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจรองจากถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ทานตะวันค่อนข้างทนแล้งได้ดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง น้ำมันทานตะวัน มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีสาร antioxidants กันหืนได้ดี สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีคุณค่าสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาด

การเตรียมดินการเตรียมดินก่อนปลูก ควรไถดินให้ลึกในระดับ 30 เซนติเมตร หรือลึกกว่านั้น การไถดินลึก จะช่วยทำลายการอัดแน่นของดินในชั้นไถพรวน ทำให้น้ำซึมลงในดินชั้นล่างได้มากขึ้น และไถย่อยดินครั้งสุดท้ายให้ร่วนซุย ควรมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปพร้อมกับการย่อยดินครั้งสุดท้าย

การปลูกหลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ควรทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด โดยให้แต่ละร่องห่างกัน 70-75 เซนติเมตร และให้หลุมปลูกในร่องห่างกัน 25-30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 2 เมล็ด แล้วกลบดินโดยให้เมล็ดอยู่ลึก 5-8 เซนติเมตร เมื่อพืชงอกได้ 10 วัน หรือมีใบจริง 2-4 คู่ ให้ถอนแยกเหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงหลุมละ 1 ต้น การยกร่องนี้ เพื่อเป็นการสะดวกในการให้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในฤดูแล้งที่ต้องการน้ำมาก ส่วนการปลูกในฤดูฝน ถ้าเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ก็ไม่จำเป็นต้องยกร่อง และใช้ระยะปลูกเช่นเดียวกับยกร่องให้ใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม จำนวน 0.7 กิโลกรัมต่อไร่

การให้ปุ๋ยทานตะวัน เป็นพืชที่ให้โปรตีน และแร่ธาตุสูง จึงควรใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พืชต้องการตามสภาพดินที่ปลูกด้วย สำหรับปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม ให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้น พร้อมปลูก และใช้ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อทานตะวันอายุได้ 30 วัน หรือมีใบจริง 6-7 คู่ ซึ่งเป็นระยะกำลังจะออกดอก หากมีการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก จะช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและในกรณีที่เป็นดินทรายและขาดธาตุโบรอนควรใส่ผงบอแร็กซ์ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากและทำให้คุณภาพของเมล็ดทานตะวันดีขึ้น

การให้น้ำ น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อผลผลิตของทานตะวัน หากความชื้นในดินมีน้อยก็จะทำให้ผลผลิตลดลงด้วย การให้น้ำที่เหมาะสมแก่ทานตะวันจึงจะทำให้ได้รับผลผลิตดีด้วย การให้น้ำควรทำทุกระยะของการปลูก อย่างสม่ำเสมอ คือ ระยะหลังจากปลูกเสร็จแล้วรีบให้น้ำทันที หรือควรทำการปลูกทันที หลังฝนตกเพื่อใช้ความชื้นในดินให้เต็มที่โดยไม่ต้องรดน้ำ จากนั้น ควรให้น้ำทึกระยะ คือ ในระยะมีใบจริง 2 คู่ ระยะเริ่มมีตาดอก ระยะดอกเริ่มบาน ระยะกำลังติดเมล็ด ควรให้น้ำอย่างเพียงพอให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะและน้ำขังการให้น้ำควรคำนึงถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย

การเก็บเกี่ยวให้เก็บเกี่ยวทานตะวันในช่วงอายุประมาณ 90-120 วัน หรือหลังจากจานดอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ประมาณ 7-14 วัน โดยใช้กรรไกรตัดจานดอก โดยเลือกเฉพาะดอกที่สมบูรณ์

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวให้นำจานดอกที่เก็บเกี่ยวแล้วตากแดด 1-2 แดด และคลุมกองจานดอกทานตะวันด้วยผืนผ้าใบในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันน้ำค้าง การกะเทาะเมล็ดจากจานดอก โดยใส่จานดอกในถุงผ้า หรือกระสอบแล้ว ใช้ท่อนไม้ทุบ หรือใช้เครื่องนวดถั่วเหลืองจากนั่นนำเมล็ดที่กะเทาะแล้ว ไปตากแดด 1-2 แดด เพื่อลดความชื้นในเมล็ด แล้วทำความสะอาดเมล็ดแล้วบรรจุในกระสอบป่าน ควรวางกระสอบที่บรรจุเมล็ดทานตะวันในที่ร่ม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควรเป็นพื้นที่ดอน หรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง มีความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร ลักษณะดินควรเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว มีการระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศดี มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรีย์วัตถุพอเพียง มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 6.0-7.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 18-35 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429542

x

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามผมมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า จะทำอย่างไรได้บ้างที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ขอบคุณครับ

คมกฤษ สรสิน

อ.เมือง จ.มุกดาหาร

คำตอบ

พื้นที่ว่าง ที่มีวัชพืชปกคลุมรกรุงรัง สามารถปรับเปลี่ยน และเพิ่มคุณค่าของดิน ได้อย่างไม่ยากนัก จากแนวทางที่นักวิชาการการเกษตรได้เคยเสนอแนวทางในที่ต่างๆ พอสรุปเป็นแนวทางเลือก ได้แก่การเลือกปลูกพืชต่างๆ เบื้องต้น ได้ดังนี้

1) ใบต่างเหรียญ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะนอนทอดไปตามพื้นดิน มีรากตามข้อ กิ่งมีขนยาวหยาบ ใบเป็นใบเดี่ยวทรงกลม เป็นรูปรีโคนหรือรูปหัวใจ เรียงสลับกันในระนาบเดียว ดอกรูปถ้วย เป็นช่อดอกสีขาวแบบช่อกระจุก ช่อดอกมี 1-2 ดอก ก้านช่อสั้น ก้านดอกยาวประมาณ 3 มม. ออกเป็นดอกตามซอกใบ ใบต่างเหรียญ จะต่างกว่าการปลูกหญ้าในสนาม ใบต่างเหรียญนั้น เป็นพืชคลุมดินที่ปลูกแล้วปลูกเลยค่ะ ลำต้นจะราบเตี้ยไปกับพื้นดิน ไม่เป็นภาระที่จะต้องตัดไม่ต้องดูแลตัดแต่งความสูงให้สวยงามเหมือนการปลูกหญ้า สามารถลดภาระในการที่ต้องตัดหญ้า เนื่องจากลำต้นมันจะราบไปกับพื้น เดินแล้วนุ่มเท้า ทนต่อการเหยียบย่ำ ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ปลูกได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เป็นต้นไม้ที่มีดอกสีขาวน่ารักมาก จะบานในตอนเช้า พอแดดแรงก็จะหุบ มีใบเขียวเข้มที่ให้ความสดชื่นอย่างมาก เมื่อใช้ปลูกคลุมหน้าดินแทนหญ้าใบจะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำฝนปะทะผิวดินโดยตรง และป้องกันการชะล้างดินได้ดี

2)ถั่วบราซิลหรือถั่วลิสงเถา เป็นพืชเลื้อยคลุมดินตระกูลถั่ว ลำต้นเตี้ย สูงเพียงแค่ 5 นิ้ว ออกดอกเป็นสีเหลืองสวยตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกง่าย โตได้ดีและเร็วในดินแทบทุกชนิดและทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะมีน้ำท่วมขัง หรืออากาศแห้งแล้งก็ปลูกได้ มีความทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี จึงนิยมปลูกเป็นพืชคลุมดินแทนหญ้ากันมาก และให้ความสวยอย่างมาก นอกจากนี้ ถั่วบราซิลยังช่วยตรึงไนโตรเจน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น คงความชุ่มชื้น และป้องกันวัชพืชไปได้ในตัวอีกด้วย

3) หญ้าซีรูเลียม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดินตระกูลถั่ว อายุข้ามปีและเป็นพืชวันสั้น รากจะมีปมตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยแข็งแรง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายใบโพธิ์ ใบค่อนข้างหนา ดอกเป็นช่อสีม่วง จะออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นพืชที่สามารถควบคุมวัชพืชได้ดีนิยมใช้ปลูกในสวนยางและสวนผลไม้ เมื่อซีรูเลียมเจริญเติบโตเต็มที่ จะคลุมดินได้หนาแน่นจนวัชพืชอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จะควบคุมวัชพืชในระหว่างแถวยาง และไม้ผลได้อย่างถาวรมีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง และร่มเงา มีอายุยืนยาว และการที่ปมรากจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และช่วยย่อยสลายตัวของเศษซากพืชอีกด้วย

4) กนกนารีเลื้อย หรือกนกนารีสีฟ้าเป็นหญ้าที่เลื้อยไปตามหน้าดิน โดยเลื้อยทับกันไปมา จะหนา และนุ่มมาก ถ้าได้รับแสงแดดจัดยอดจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ถ้าอยู่ในที่ร่มยอดจะเป็นสีฟ้า

5) หญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพรรณไม้ หรือวัชพืชล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไต โคนใบเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก บริเวณที่สัมผัสดิน หรือข้อต่อจะออกราก มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียวยาว ผิวลำต้นเรียบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้ในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ของประเทศไทย ชอบสภาพชุ่มชื้นในไร่ชา กาแฟ และสวนผลไม้

การปลูกหญ้าสนาม อาจจะทำให้ดูแลรักษายุ่งยากนัก ดังนั้น ทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งคือ การปลูกพืชคลุมดิน แทนการปลูกหญ้าทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับดิน เพราะพืชเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยบำรุงดิน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ดิน…ทำให้ยั่งยืนนาน…ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427977

x

รักษ์เกษตร : ดิน…ทำให้ยั่งยืนนาน…ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้ความเข้าใจเรื่อง การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินในเบื้องต้น ควรทำอย่างไร ขอบคุณครับ

สรศักดิ์ สวนหลวง

อ.ละแมจ.ชุมพร

คำตอบ

การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน มีเป้าหมายให้ผลผลิตพืชของเกษตรกรมีความยั่งยืน ดังนั้น ในเบื้องต้นที่จะกระทำกับดิน ให้ทำโดยการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ส่วนใหญ่ดินจะสูญเสียอินทรียวัตถุไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็ง ไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อยนานเข้าความอุดมสมบูรณ์สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การปลูกพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เป็นวิธีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดีที่สุด มีวิธีการพอสรุปได้ดังนี้

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินแต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ หาได้ไม่เพียงพอ และไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้นวิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ผุพังเน่าเปื่อย และย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูก พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทืองอัญชัน ไมยราพไร้หนาม และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช ทำให้ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่มีประโยชน์ ที่เกิดจากการผุพังของพืชสด ช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น ทั้งยังลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย ระบบรากแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือประมาณ 30-60 วัน เป็นพืชที่ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมล็ดงอกง่าย และมีอัตราการงอกสูง เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง และให้น้ำหนักพืชสดสูงอีกด้วย

วิธีการปลูกพืชปุ๋ยสด

1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว ควรปรับสภาพดิน ด้วยการใส่ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือหินปูนบด ทั้งนี้ ควรสอบถามความเข้าใจถึงวิธีการใช้กับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน เสียก่อน

2. เวลาและฤดูกาลที่ปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชแล้ว ซึ่งยังคงมีความชื้นในดินอยู่ หรืออาจปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดตามแต่ชนิดของพืช ดังนี้

-ปอเทือง โสนอินเดีย โสนคางคก โสนไต้หวัน ถั่วพร้า และถั่วเขียว ให้ใช้ 5 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วนา ให้ใช้ 8 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า คาโลโปโกเนียมให้ใช้ 2 กิโลกรัม/ไร่

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด มีวิธีใช้ได้ 3 วิธี คือ

1. ถ้าปลูกพืชสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มแล้ว ให้ทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นได้เลย

2. ถ้าปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องของพืชหลักที่ทำการปลูก ให้ปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

3. ถ้าปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มที่แล้ว ให้ทำการตัดสับเอาส่วนของพืชปุ๋ยสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลักแล้วไถกลบลงไปในดิน

การตัดสับและไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชปุ๋ยสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการตัดสับ และไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นพืชปุ๋ยสด เริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้เป็นช่วงเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426610

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำตอบ

ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่ว มีลักษณะลำต้นเป็นเถา สามารถเลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้แข็งเป็นแกน จึงสามารถปลูกในลักษณะไม้พุ่ม ลักษณะของใบ มีรูปร่างมนค่อนข้างกลมคล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่ม มีสองชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดขาว และถั่วพร้าเมล็ดแดง เมื่อฝักสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว เมล็ดถั่วพร้าจะยาว มีขนาดฝักกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร เมล็ดมีสีขาวคล้ายงาช้าง มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร

วิธีการเพาะปลูก มี 3 วิธี คือ

1.ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลา และแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

2.ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ได้ผลช้า และสิ้นเปลืองแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถว แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

3.ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด ใช้วิธีนี้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำโดยการขุดหลุดเล็กๆ ลึกประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45-60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษา การปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษามากนัก แต่หากไม่มีฝน ก็ควรให้น้ำ เพื่อช่วยให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บผลผลิต สามารถเก็บฝักอ่อนไปใช้เป็นอาหารได้ เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 3-4 เดือน และเก็บเกี่ยวเมล็ดที่โตเต็มที่ เพื่อนำไปทำเป็นเมล็ดแห้ง เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 5-10 เดือน

การใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยการไถกลบ กระทำเมื่อถั่วพร้าอายุได้ 65 วัน ให้ทำการไถกลบ ในขณะที่ไถกลบดิน ควรมีความชื้นพอเพียง เพื่อลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน ซึ่งในช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ถั่วพร้ากำลังออกดอก ต้นจะมีความสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารสูงสุด หลังจากไถกลบไปแล้ว ควรทิ้งให้ถั่วพร้าย่อยสลายประมาณ 10-14 วัน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ ในการไถกลบถั่วพร้าพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5-4 ตัน ซึ่งจะได้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10-20 กิโลกรัม

ถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ดินดำ และปลูกพืชงามดี ถั่วพร้าให้น้ำหนักสดที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ถึง 2-3 ตันต่อไร่ เท่ากับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากให้แก่พืช โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก และยังให้ปุ๋ยไนโตรเจน คิดเทียบเป็นปุ๋ยยูเรียได้ถึง 30-39 กิโลกรัมต่อไร่ จึงทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนลงได้มาก และทำให้พืชมีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อขอความรู้ และเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น จากหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425016

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกไม้ดอกไม้ประดับให้ได้ดี ทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

รังสิต อุทัยธรรม

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

ไม้ดอกไม้ประดับ สามารถนำมาปลูกได้หลากหลายรูปแบบ อาจปลูกลงดินเป็นต้นเดียว เป็นกอ เป็นแถว ปลูกลงในแปลง หรืออาจจะการปลูกลงในกระถาง เพื่อตกแต่งอาคาร โดยต้องพิจารณาดูว่า ควรจะใช้กระถางรูปทรงแบบใด ขนาดใด จึงจะสวยงาม เหมาะสมกับต้นไม้และอาคารสถานที่นั้นๆ ในการปลูกต้นไม้ประดับชนิดไม้ใบ อาจจะปลูกรวมกันหลายชนิด ในกระถางเดียวกันก็ได้ โดยเลือกความสูงของต้น สีของต้น และใบให้ต่างกัน ก็จะแลดูสวยงามยิ่งขึ้น ถ้าเป็นต้นไม้สำหรับตกแต่งอาคาร เช่น นำมาปลูกไว้ภายในบ้าน ต้องเลือกกระถาง ที่สวยงามพอสมควร หรือนำต้นไม้ที่ปลูกไว้ ในกระถางแล้วมารวมลงในกระถางที่สวยงามนั้นก็ได้ การวางกระถาง ต้องมีจานสำหรับรองน้ำ เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลออกมาภายนอกเมื่อเวลารดน้ำ สำหรับต้นไม้ที่นำมาไว้ในอาคาร บางชนิดจะต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ต้องนำมารับแดดไว้สัก 1 สัปดาห์ แล้วต้องเปลี่ยนออกเอาต้นอื่นมาแทน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ต้นไม้ทรุดโทรม

การปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงกระถาง  มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มีขนาดพอเหมาะกับต้นไม้ จากนั้น นำกระเบื้องแตก ประมาณ 2-3 ชิ้น มาวางปิดรูก้นกระถาง และทุบอิฐมอญเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงก้นกระถางสูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีขึ้น

2) การเตรียมดิน ให้ผสมดินสำหรับปลูกต้นไม้ ในอัตรา ดินร่วน 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปประมาณครึ่งกระถาง จากนั้น นำเอาต้นไม้วางลง ใส่ดินที่ผสมไว้ใส่ลงเกือบเต็มกระถาง เหลือไว้ประมาณ 1 นิ้ว แล้วกดดินให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม รดน้ำให้ชุ่มแล้วยกวางในที่ร่ม หรือที่ร่มรำไร หรือพักไว้ในเรือนต้นไม้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าต้นไม้จะแข็งแรงและทรงตัวได้ แล้วจึงออกวางเป็นไม้ประดับได้ตามความต้องการ

การปลูกต้นไม้ลงในหลุม มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ลงในหลุม จะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่า ต้นไม้ที่จะนำมาปลูก เป็นเป็นต้นไม้ที่ชอบดินลักษณะอย่างไร เช่น ต้นไม้ที่ชอบที่ลุ่มมีน้ำขัง ถ้าเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำชื้นแฉะมาปลูกแล้ว ต้นไม้นั้นก็ไม่เจริญเติบโต หรืออาจตายได้ และถ้าเป็นพื้นที่ดินเลนน้ำกร่อย หากเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำเค็มไปปลูกแล้ว ต้นไม้ก็อาจตาย หรือไม่เจริญเติบโต ไม่ออกดอกออกผล เป็นต้น หากพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ลุ่ม ควรมีการพูนโคนไว้ด้วย

2) การเตรียมดิน ให้ขุดหลุมตามขนาดของต้นไม้ ถ้าเป็นต้นไม้เล็กก็ขุดหลุมขนาดเล็ก ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ ควรขุดหลุมกว้างและลึก ไม่ต่ำกว่า 50 ซม. หรือลึกเท่ากับความยาวของรากแก้ว เมื่อขุดดินแล้ว ต้องตากดินนั้นไว้ที่ปากหลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าวัชพืชที่ไม่ต้องการ จากนั้น นำผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ปูนขาวที่ทำจากเปลือกหอย 1 ส่วน ผสมกับดินให้เข้ากัน หากบริเวณที่ปลูกเป็นที่จัดสรร ดินบริเวณนั้น อาจเป็นดินที่ผสมวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้าง ควรขุดทิ้งไปถมเป็นทางเดิน เพราะเป็นดินที่ไม่เหมาะสมแก่การปลูกพืช

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ใส่ก้นหลุม วางต้นไม้ที่เตรียมไว้ลงบนดิน ต้องปักหลักแล้วผูกต้นไม้ไม่ให้ล้ม ถ้าเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นแข็งแรง อาจจะไม่ต้องปักหลักก็ได้ ต้องกดดินให้แน่น เพื่อมิให้ต้นไม้เอนไปมา หาวัสดุพวกหญ้าแห้ง ฟาง แกลบ มาคลุมดิน เพื่อรักษาความชิ้นไว้ เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกต้นไม้ในแปลง มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ แต่ความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกว้างเกิน 1 เมตร ทำให้ดูแลรักษายาก เก็บวัชพืชที่อยู่ในดินออก แล้วตากไว้ให้ดินแห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องพิจารณาดูว่า จะทำเป็นรูปแปลงปลูกอย่างไร ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้น จะปลูกเป็นแถวติดกัน หรือห่างกัน ถ้าจะปลูกห่างกัน ต้องขุดดินเป็นหลุมเล็กๆ ตามระยะที่เห็นสมควร ถ้าจะปลูกเป็นแถว ก็ต้องทำแนวดินให้เป็นรางติดต่อกัน เพื่อเตรียมที่จะปลูกต้นไม้ต่อไป

2) การเตรียมดิน ผสมดินปลูกในอัตรา ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ปูนขาว 1 ส่วน และปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี จากนั้น ทำการถอนกล้ามาปลูก ให้ใช้ที่ขุด โดยขุดให้มีดินติดมาด้วย อย่าให้รากขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า เมื่อถอนกล้ามาแล้ว ก็นำมาปลูกลงในแปลงนั้น การถอนย้ายกล้ามาปลูก ให้ตั้งต้นกล้าลงในหลุมให้ต้นตรง เอาดินกลบ แล้วกดดินให้แน่น เพื่อให้รากเกาะกับดิน หาหญ้าหรือฟางคลุมดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ที่สำคัญ ถ้าต้นไม้นั้น ยังเล็ก ไม่แข็งแรง ต้องทำร่มให้ต้นไม้จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวได้ ถ้าหากต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ที่ถอนกล้าต้นเล็กมาปลูก ก็ต้องทำที่กำบังแดด จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวดีแล้ว จึงเอาออกได้ การปลูกควรจะปลูกในตอนเย็น นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421943

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากเรียนถามว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรบ้างครับ

สุรินทร์ วิเชียรชัย

อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ตามนิยามของวิกิพีเดีย (สารานุกรมเสรี) ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ ของเสียจากโรงงาน(บางประเภท) มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด เติมจุลินทรีย์ บ่มหมัก กลับกอง จนย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์มีลักษณะทางกายภาพได้หลายแบบ เช่น ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง และปุ๋ยน้ำ แต่ที่นิยมจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากสะดวกกับเกษตรกรในการนำไปใช้ ทั้งจากการหว่านด้วยมือ หรือใช้กับเครื่องพ่นเม็ดปุ๋ย

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมที่ปุ๋ยเคมีไม่มี และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ธาตุทั้งสองกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าพืชจะมีความต้องการน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้อย่างเด็ดขาด

3) ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพื้นดินให้มากขึ้นจากเดิม

4) ปุ๋ยอินทรีย์ มีแร่ธาตุที่หลากหลายดีต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ของพืช อาจจะมองไม่เห็นชัดนักในระยะแรกที่ใช้งาน แต่มีผลในระยะยาวอย่างมาก พืชจะค่อยๆ แข็งแรง และเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ทำร้ายผิวหน้าดิน ช่วยทำให้ดินมีสภาพเป็นกลางและเสถียรอยู่เสมอช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช ทั้งยังปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ดินในขณะที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน เช่น อาจมีการละลายแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็นและเป็นโรคง่าย

6) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินเสียใหม่ ด้วยการทำให้เม็ดดินร่วนซุย ช่วยปรับให้หน้าดินร่วนซุย โดยไม่ต้องไถพรวนกันมากนัก ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่ง ร่วนซุย อ่อนนุ่ม อุ้มน้ำซึ่งจะส่งผลดีต่อพืชที่ปลูกอย่างมาก

ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารหลักในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยเคมีนั้น ผลิตจากการผสมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกัน เพราะปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มปริมาณระดับแร่ธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเพราะต้องใช้ในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอต่อความต้องการของพืช

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่สามารถบังคับได้ชัดเจนและทันกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ เช่น จะเร่งใบ เร่งดอก หรือเร่งผลผลิต

แต่อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้นั้น ไม่อาจนำมาใช้เพียงอย่างเดียวได้ตลอด จำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งยังลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงอย่างเดียว นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้าปุ๋ยพืชสดชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420489

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้าปุ๋ยพืชสดชั้นดี

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกถั่วพร้า เพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดด้วยครับขอบคุณมากนะครับ

ทรงพล ทรงทองดี

อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

คำตอบ

ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่ว มีลักษณะลำต้นเป็นเถา สามารถเลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้แข็งเป็นแกน จึงสามารถปลูกในลักษณะไม้พุ่มลักษณะของใบมีรูปร่างมนค่อนข้างกลมคล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ7-12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่ม มีสองชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดขาวและถั่วพร้าเมล็ดแดง เมื่อฝักสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว เมล็ดถั่วพร้าจะยาวมีขนาดฝักกว้างประมาณ3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ15-35 เซนติเมตร เมล็ดมีสีขาวคล้ายงาช้าง มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร

วิธีการเพาะปลูกมี 3 วิธี คือ

1. ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลาและแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

2. ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ได้ผลช้าและสิ้นเปลืองแรงงานเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถว แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

3. ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด ใช้วิธีนี้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำโดยการขุดหลุดเล็กๆ ลึกประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45-60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุมแล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษาการปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษามากนัก แต่หากไม่มีฝน ก็ควรให้น้ำ เพื่อช่วยให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บผลผลิต สามารถเก็บฝักอ่อนไปใช้เป็นอาหารได้ เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 3-4 เดือน และเก็บเกี่ยวเมล็ดที่โตเต็มที่เพื่อนำไปทำเป็นเมล็ดแห้ง เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 5-10 เดือน

การใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยการไถกลบกระทำเมื่อถั่วพร้าอายุได้ 65 วัน ให้ทำการไถกลบ ในขณะที่ไถกลบดิน ควรมีความชื้นพอเพียง เพื่อลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน ซึ่งในช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ถั่วพร้ากำลังออกดอก ต้นจะมีความสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารสูงสุด หลังจากไถกลบไปแล้ว ควรทิ้งให้ถั่วพร้าย่อยสลายประมาณ 10-14 วัน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ ในการไถกลบถั่วพร้าพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5-4 ตัน ซึ่งจะได้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10-20 กิโลกรัม

ถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ดินดำและปลูกพืชงามดี ถั่วพร้าให้น้ำหนักสด ที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ถึง 2-3 ตันต่อไร่ เท่ากับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากให้แก่พืช โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก และยังให้ปุ๋ยไนโตรเจน คิดเทียบเป็นปุ๋ยยูเรียได้ถึง 30-39 กิโลกรัมต่อไร่ จึงทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนลงได้มาก และทำให้พืชมีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อขอความรู้ และเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น จากหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่านนะครับ

ประชุม : นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค คณะที่ 6 ภาคใต้ชายแดน ชี้แจงกรอบแนวทางทำแผนบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคกระทรวงเกษตรฯ เพื่อรับทราบนโยบายและดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายตามอำนาจหน้าที่ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ณ ห้องประชุมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : คุณประโยชน์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418998

x

รักษ์เกษตร : คุณประโยชน์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สมควร กิจเสรีนนท์

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เป็นจลินทรีย์ที่พบกระจายทั่วไปในธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม สระน้ำบ่อน้ำ ทะเลสาบ ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด และยังพบตามแหล่งน้ำเสีย และบ่อบำบัดน้ำเสีย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงนี้ สามารถใช้บำบัดน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน การเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ

การนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้ในนาข้าวสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากถึงไร่ละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใส่ลงในดิน จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้อยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟอร์ในรูปซัลเฟตที่ไม่เป็นพิษต่อราก จึงมีผลให้รากของต้นข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นและลักษณะของต้นข้าวมีความแข็งแรงมากขึ้น

การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในอาหารเสริมของสัตว์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60-65

ประโยชน์ของการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง โดยรวมมีดังนี้

1. ช่วยย่อยสลายของเสียในแปลงนา โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซไข่เน่า หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปทำลายกำจัดก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเป็นก๊าซหลักของก๊าซไข่เน่าโดยนำของเสียนั้นมาเป็นพลังงานใช้ในการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปขับของเสียออกมาให้อยู่ในรูปกลุ่มโกสฮอร์โมน ที่มีประโยชน์ต่อพืช

2. ช่วยลดสภาวะโลกร้อน จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปทำลายและย่อยสลายกลุ่มก๊าซมีเทนที่มีอยู่ในแปลงไร่นาทำให้โครงสร้างของก๊าซมีเทนเสียไป ให้เหลือแต่ธาตุคาร์บอนซึ่งสามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ

3. ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคพืชได้ดีและมีระบบรากฝอยที่ดี การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ทำให้เปลือกหรือลำต้นแข็งแรง ทนต่อการกัดกินของแมลงและช่วยกระตุ้นเซลล์เจริญบริเวณปลายรากพืชให้ขยายตัวและแตกแขนงได้ดีทำให้เกิดรากฝอยที่หากินเก่งจำนวนมากจึงทำให้พืชมีการสะสมอาหารได้ดี ส่งผลให้เพิ่มผลผลิตมากขึ้น

4. สามารถใช้แทนปุ๋ยยูเรียโดยใช้หลักการย่อยสลายกลุ่มก๊าซของเสียให้เป็นธาตุอาหารหลักของพืชได้และเมื่อใช้เป็นประจำและต่อเนื่อง สามารถลดการใช้อาหารเสริม หรือปุ๋ยสูตรต่างๆ ลงได้ ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง และมีกำไรเพิ่มมากขึ้นทั้งยังสามารถใช้ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยสูตรต่างๆ จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และคุณภาพผลผลิตดีขึ้นด้วย

คุณประโยชน์มหาศาลนี้ เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคทั้งหลาย สามารถร่วมมือกันนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงไปให้กันอย่างทั่วถึง จะได้ช่วยกันบำบัดน้ำเสียที่อยู่ทั่วไปในท่อรางน้ำ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือน้ำเสียที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ นะครับ

นาย รัตวิ