รักษ์เกษตร : การทำน้ำส้มควันไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417543

x

รักษ์เกษตร : การทำน้ำส้มควันไม้

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่สวนผมมีเศษไม้มากมายอยากจะทำน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้ ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

แสงศร มณีรัตน์

อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

น้ำส้มควันไม้ เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน เป็นของเหลวที่ได้จากการควบแน่นของควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่นแล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดอะซิติกซึ่งมีสีน้ำตาลแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ใส่ภาชนะพลาสติก ทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน เก็บไว้ในที่ร่ม และนำมาสั่นสะเทือน เพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอน และแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ จากนั้น แยกน้ำส้มไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป

วิธีทำน้ำส้มควันไม้ มีขั้นตอนดังนี้

1. ให้เตรียมเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่มีอยู่ในเตา ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน เรียกว่ากระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อยและผลพลอยได้จากการเผาถ่านคือ น้ำส้มควันไม้

2. ขั้นตอนการเผา ให้จุดไฟเตา ใส่เชื้อเพลิงให้ที่บริเวณหน้าเตา จะเกิดความร้อนกระจายเข้าสู่เตา เพื่อไล่อากาศเย็น ไล่ความชื้นที่อยู่ในเตา และในเนื้อไม้ ควันที่ออกมาจากปล่องควัน จะมีสีขาว มีกลิ่นเหม็นฉุนซึ่งเป็นกลิ่นของกรดประเภทเมธานอลที่อยู่ในเนื้อไม้ อุณหภูมิปากปล่องควันจะประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในเตาประมาณ 150 องศาเซลเซียส ให้ใส่เชื้อเพลิงต่อไปเรื่อยๆ ควันสีขาวตรงปล่องควันจะเพิ่มขึ้น อุณหภูมิในเตาช่วงนี้ ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส

3. ขั้นต่อไป ให้เผาไปอีกระยะหนึ่ง เป็นระยะที่ไม้กลายเป็นถ่าน ควันสีขาวจะเริ่มบางลง และเปลี่ยนเป็นสีเทา อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตา ประมาณ 300-400 องศาเซลเซียส ไม้ที่อยู่ในเตาจะคลายความร้อนที่สะสมเอาไว้เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิในเตาเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้ ให้ลดการป้อนเชื้อเพลิงลงจนถึงหยุดป้อนเชื้อเพลิง
และจะเริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ หลังจากหยุดการป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา จะต้องควบคุมอากาศ โดยการหรี่หน้าเตา เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด เป็นช่วงที่เหมาะสม
กับการเก็บน้ำส้มควันไม้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ควรมีประมาณ 85-120 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงสารในเนื้อไม้ถูกขับออกมา และเมื่อควันเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำเงิน ให้หยุดเก็บน้ำส้มควันไม้ในช่วงนี้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ100-200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในเตาประมาณ400-450 องศาเซลเซียส

4. จากนั้น ให้ทำการเพิ่มอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เพื่อทำถ่านให้บริสุทธิ์ ขั้นตอนนี้ เป็นช่วงที่ไม้จะเปลี่ยนเป็นถ่าน ให้เปิดหน้าเตา ประมาณ 1 ใน 3 ของหน้าเตา ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จะเห็นควันสีน้ำเงินเป็นสีฟ้า แสดงว่าไม้เริ่มเป็นถ่านใกล้หมด จากนั้นควันสีฟ้าอ่อนลง และจะกลายเป็นควันใสแทน ให้ปิดหน้าเตา โดยใช้ดินเหนียวปิดรอยรั่วทั้งหมด ปิดปล่องควันให้สนิท เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกผ่านเข้าได้

5. ขั้นสุดท้าย ให้เกลี่ยดินบนเตาออก ให้เห็นหลังเตา เพื่อทำให้ถ่านในเตาเย็นลง โดยระบายความร้อนในเตา ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน  หรือ 8 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย จนถ่านในเตาดับสนิท แล้วจึงเริ่มการเปิดเตา นำถ่านออกจากเตา และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ที่สำคัญ การทำน้ำส้มควันไม้ ไม่ควรกระทำในพื้นที่ชุมชม หรือใกล้เคียง ควรทำให้ห่างจากชุมชน เพื่อรักษาสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน และตัวท่านเองนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416190

x

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมเคยปลูกบัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มักตายและมีปัญหามาก ขอทราบข้อมูลการจัดการด้วยครับ ขอบคุณครับ

มงคล นวรัตน์ศิริ อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

บัว เป็นพืชล้มลุก ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้า ไหล หรือหัว ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว เจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำ หรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลม มีหลายแบบ บางชนิดมีก้านใบบัว

การปลูกเลี้ยงบัว และดูแลรักษาบัวทุกชนิด ไม่ยากและไม่ง่าย หากแต่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ใช้เวลามาก และต้องคอยดูแลเรื่องต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ คือ

1. ชนิดของบัว แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1) บัวหลวง หรือดอกบัวที่ใช้บูชาพระ มีดอกและใบชูขึ้นเหนือน้ำ ใบสีเขียวนวลค่อนข้างกลม ขอบใบเรียบ ผิวด้านบนมีขนอ่อนๆ ดอกมี 4 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง สีชมพู และสีเหลือง ติดผลเป็นฝัก การขยายพันธุ์ บัวหลวงมีไหล ชอนไชไปตามหน้าดิน ต้นใหญ่จะเกิดมาจากไหลเหล่านั้น ปลูกต้นเดียวถ้าไม่ตายในหนึ่งปี สามารถขยายออกไปได้มาก จนกระทั่งเต็มบึง

2) บัวสาย เป็นบัวที่อยู่ตามหนองบึงที่มีระดับน้ำลึก เป็นบัวที่ชาวบ้านมักนิยมเก็บก้านดอกมาทำอาหาร หรือที่เรียกว่า สายบัว แม้ปัจจุบันนี้ ยังนิยมนำมาปรุงอาหาร บัวสายมีใบที่ใหญ่ ขอบใบหยัก มีดอกสีบานเย็น สีขาว และสีชมพู ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน การขยายพันธุ์ บัวสาย
มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เมื่อน้ำแห้ง ต้นเก่าโทรมไป ครั้นถึงฤดูน้ำท่วมหัวเหล่านั้นก็จะแตกต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ และอีกแบบคือการเพาะเมล็ด

3) บัวผัน บัวเผื่อน  เป็นบัวพื้นเมืองที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งนา ตามหนองน้ำ และคูน้ำริมถนน ที่พบเห็นได้ทั่วไป ตามชนบทที่มีน้ำท่วมขัง ดอกจะบานตอนเช้าและหุบในตอนเย็น ใบรูปไข่จนถึงกลม ดอกมีหลายกลีบ มีกลิ่นหอม และการขยายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะเมล็ด

4) บัวลูกผสมกลุ่มบัวผัน บัวผันมีดอกเล็ก และมีกลีบดอกน้อย ปัจจุบันได้มีการผสมพันธุ์บัวผันเกิดเป็นบัวลูกผสมที่กลีบดอกซ้อน สีสันสวยงาม และเป็นที่นิยมปลูกประดับกันทั่วไป บัวประดับที่พบเห็นส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัวลูกผสมของกลุ่มบัวผันเกือบทั้งหมด สำหรับชื่อของพันธุ์ลูกผสมนั้น มีชื่อเรียกกันมากมาย แล้วแต่ผู้คิดค้นพันธุ์จะตั้งชื่อ ตามเจ้าของบ้าง ตั้งชื่อใหม่ตามจินตนาการบ้าง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

2. ดิน ที่เหมาะในการใช้ปลูกบัวคือ ดินเหนียว ดินท้องร่องที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง  ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรียวัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมด เพราะจะทำให้น้ำเสีย และทำให้ต้นเน่า

3. น้ำ ต้องเป็นน้ำที่สะอาด ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-8.0 อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 15-35 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 50 องศาเซลเซียส ระดับความลึกของน้ำที่บัวต้องการ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

-น้ำตื้น  เป็นบัวที่ต้องการน้ำตื้น ระหว่าง 15-30 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบ ประมาณ 50X50 ซม.

-น้ำลึกปานกลาง เป็นบัวที่ต้องการความลึก ระหว่าง 30-60 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบ ประมาณ 1X1 เมตร

-น้ำลึกมาก เป็นบัวที่ต้องการความลึกของน้ำ ระหว่าง 60-120 ซม. ระดับน้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของบัว สังเกตได้จาก ก้านดอกจะส่งดอกตั้งตรงในแนวดิ่ง  ก้านใบไม่ควรแผ่กว้างกว่า 45 องศา

4. แสงแดด บัว เป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด  จึงควรให้บัวได้รับแสงแดดเต็มที่ วันละ 4 ซม. เป็นอย่างน้อย ถ้าปลูกบัวในที่ร่มเกินไป บัวจะออกดอกน้อย หรือไม่ออกดอกเลย

5. การให้ปุ๋ย เมื่อเห็นว่าบัวที่ปลูกผิดปกติ ไม่เจริญเติบโต ใบเล็กลง ใบเหลือง และใบแก่เร็วขึ้น แสดงว่า บัวเริ่มขาดธาตุอาหาร วิธีการให้ปุ๋ยบัว จะแตกต่างกันกับการให้ปุ๋ยพืชชนิดอื่นต้องทำปุ๋ยให้เป็นลูกกลมๆ เพื่อฝังลงไปในดินโคลนใต้รากของบัว โดยนำปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 1 ช้อนชา ห่อด้วยดินเหนียว แล้วปั้นเป็นลูกกลม ผึ่งลมให้แห้ง ถ้าปลูกบัวไม่มาก อาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อแทนก็ได้ วิธีใส่ปุ๋ยทั้งสองแบบ ให้ฝังห่างจากโคนต้น ประมาณ 5-8 ซม.

บัว ราชินีแห่งไม้น้ำ เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี ถ้าจะปลูกให้ได้ดี ก็สามารถทำได้ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ใบไม้ วัสดุการทำปุ๋ยหมักแบบง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414728

x

รักษ์เกษตร : ใบไม้ วัสดุการทำปุ๋ยหมักแบบง่าย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ใบไม้ที่ร่วงมากมาย จะนำไปใช้ทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอื่นๆ ได้หรือไม่ครับ ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

อินทรีย์ นครชัย

อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

การทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ ความคิดความเชื่อที่ผิดๆ การกวาดใบไม้แห้งร่วงลงดินตามฤดูกาลทิ้งไป เอาไปเผาทิ้ง และคิดว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์ร้ายมีพิษต่างๆ อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ในหน้าหนาวได้อีกด้วย แต่หารู้ไม่ว่าสามารถเก็บเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ความจริงแล้ว เศษใบไม้ใบหญ้าที่แห้งและกองรวมกันอยู่ที่พื้น เมื่อเวลาผ่านไป จะเกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ จนกลายเป็นฮิวมัสที่มีประโยชน์มากต่อต้นไม้ในบริเวณนั้น แต่การจะรอให้ใบไม้ทั้งหมดย่อยสลายไปเองนั้น ใช้เวลามาก ดังนั้น จะต้องรวบรวมเอาใบไม้มาผ่านกระบวนการ เพื่อให้ได้ฮิวมัสในเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น

แนวทางการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ มีดังนี้

1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์

1) เศษใบไม้แห้ง จำนวน 100 ส่วน โดยเก็บรวบรวมเอาในพื้นที่นั่นเอง สามารถใช้ได้ทั้งแบบที่แห้ง และแบบที่ยังมีความเปียกชื้นอยู่

2) ปุ๋ยคอกมูลวัว จำนวน 10 ส่วน หาได้ง่าย ราคาถูก และกลิ่นไม่ฉุน

3) น้ำสะอาด

4) ภาชนะที่จะใช้ทำปุ๋ยหมัก ถัง กระสอบ กะละมัง ภาชนะที่ใหญ่เพียงพอ หรือทำบนพื้นดินก็ได้ ถ้าทำบนดิน ต้องทำคอกกั้น และใช้แสลนหรือผ้าตาข่ายทำเป็นกำแพงกั้นโดยรอบ

5) สารเร่งเชื้อจุลินทรีย์ พด.1 จากกรมพัฒนาที่ดิน (ขอรับฟรี) หรือเชื้ออีเอ็ม ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

2. ขั้นตอนการทำ

1) คลุกเคล้าใบไม้แห้ง ปุ๋ยคอก และสารเร่งเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้ออีเอ็ม ให้เข้าด้วยกันเสียก่อน (ก่อนใช้ควรปรึกษานักวิชาการเกษตร หรือผู้รู้ในท้องถิ่นเสียก่อน)

2) รดน้ำให้มีความชื้นในระดับที่พอดี ไม่เปียกโชกไป ไม่แห้งเกินไป เพื่อสร้างสภาวะที่ดีให้กับจุลินทรีย์

3) บรรจุลงในภาชนะที่ใช้หมัก หรือนำไปกองรวมบริเวณที่จัดเอาไว้

4) ต้องทำการพลิกกลับกองปุ๋ยในทุกๆ สัปดาห์ เพื่อเติมออกซิเจนให้กับจุลินทรีย์ เป็นการเร่งให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น

5) เมื่อพลิกกลับกองปุ๋ยหมักแล้ว ให้รดน้ำเพิ่มเติม โดยรดที่ผิวด้านนอกให้ทั่ว และสังเกตว่า กองปุ๋ยมีความชื้นที่เหมาะสมอยู่เสมอ ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 30 วัน ปุ๋ยก็จะพร้อมใช้งาน

3. ขั้นตอนการสังเกตสภาพปุ๋ย

ปุ๋ยหมักที่พร้อมใช้งาน จะมีลักษณะร่วนซุย สีน้ำตาลเข้มหรือดำ มีอุณหภูมิของปุ๋ยใกล้เคียงกันในทุกส่วนของเนื้อปุ๋ย และกลิ่นไม่ฉุนมาก ก็ให้ถือว่าพร้อมใช้งานแล้ว

4. ขั้นตอนการนำปุ๋ยหมักจากใบไม้ไปใช้งาน

ปุ๋ยจะมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะนำไปใช้งาน ต้องเอาไปตากแดด หรือผึ่งลมให้แห้งสนิทเสียก่อน โดยปูผ้าใบแล้ว เทปุ๋ยลงไป ใช้จอบเกลี่ยให้ปุ๋ยกระจายตัวออกเป็นชั้นบางๆ หมั่นมาพลิกกลับให้โดนแดดโดยทั่วกัน ทำแบบนี้ 2 วัน ปุ๋ยจะแห้งสนิท และนำไปใช้งานได้

การใส่ปุ๋ยหมัก จะให้ได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ควรโรยปุ๋ยไว้ที่หน้าดิน ให้โรยปุ๋ย แล้วพรวนดินซ้ำจนปุ๋ยคลุกลงไปในชั้นดิน ธาตุอาหารที่สำคัญจะได้ไม่ระเหยไป การปลูกพืชจะให้ได้ผลดี ควรมีการผสมผสานทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ตามคำแนะนำของทางราชการ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากแหนแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413384

x

รักษ์เกษตร : ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากแหนแดง

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมต้องการเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

สายทอง หนุนศรีไทย

อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

คำตอบ

แหนแดง เป็นพืชน้ำขนาดเล็ก จำพวกเฟิร์นชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและอบอุ่น โดยลอยอยู่ผิวน้ำในที่มีน้ำขัง แหนแดงประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ และมีกิ่งแยกจากลำต้น และมีใบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัย ซึงกันและกัน สาหร่ายชนิดนี้ สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ แล้วเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียให้แหนแดงเอาไปใช้ได้ ทำให้แหนแดงมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบการสูง

การเลี้ยงแหนแดง การขยายปริมาณแหนแดงสำหรับใช้เป็นเชื้อพันธุ์ การที่จะขยายปริมาณของเชื้อพันธุ์แหนแดงตามต้องการ และภายในระยะเวลาที่กำหนด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ ปริมาณของเชื้อพันธุ์ที่ใช้เริ่มต้น ขนาดพื้นที่เลี้ยงเชื้อพันธุ์ และระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยงขยายเชื้อพันธุ์ ปริมาณแหนแดงจะกระจายบนที่ผิวน้ำ และสามารถเจริญเติบโตได้เต็มพื้นที่ได้ ภายในเวลา 4-6 วัน แหนแดงที่ขยายเต็มพื้นที่ จะได้น้ำหนักแหนแดงสด ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม/ตารางเมตร

แนวทางการเพาะเลี้ยงแหนแดง มีดังนี้

1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดง โดยใช้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 25-50 ตารางเมตร ต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่

2. ให้รักษาระดับน้ำในนาข้าวให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร

3. ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง โดยใช้แหนแดงที่ได้เตรียมขยายไว้แล้ว อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่

4. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต ในอัตราส่วน 3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในวันใส่เชื้อพันธุ์แหนแดงเลย

5. หลังจากนั้น 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตในปริมาณเท่าเดิม

6. ต้องหมั่นดูแล และสังเกตปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนด้วย

การเลี้ยงและขยายแหนแดง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว

เมื่อแหนแดงได้เจริญเต็มพื้นที่นาในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแล้ว จะให้น้ำหนักสด 2-3 ตันต่อไร่ ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ในการเลี้ยงและขยายแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ต้องเลี้ยงในระยะก่อนปักดำ 3 สัปดาห์ แล้วทำการไถกลบพร้อมกับการเตรียมแปลงปักดำข้าว หรือเริ่มเลี้ยงพร้อมปักดำ เมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่แล้ว ก็ปล่อยให้ตายเองตามธรรมชาติ หน่วยงานทางการเกษตร ได้ให้แนะนำว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนปักดำแล้วไถกลบในระยะปักดำ จะดีกว่าวิธีไม่ไถกลบ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เพาะผัก ไว้ทานเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411991

x

รักษ์เกษตร : เพาะผัก ไว้ทานเอง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม เมล็ดพันธุ์ผักเพาะยาก และมักจะเน่าตายหมด ผมอยากทราบวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก ขอบคุณครับ

กิติคุณ ชมนก

อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก สามารถทำได้หลายวิธี อาจจะเพาะในถาดก่อน หรือหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะปลูกเลยก็ได้ การหว่านเมล็ดพันธุ์ลงแปลงเลยนั้น อัตราการงอกอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร และอาจสิ้นเปลืองกับเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งต้นกล้างอกแล้ว อาจตายได้ง่าย เมื่อเจอกับสภาพอากาศร้อน อากาศหนาว หรือฝนตก จึงขอแนะนำให้เริ่มเพาะในถาดก่อน ทั้งยังสามารถคัดต้นที่อ่อนแอออก และเลือกต้นที่แข็งแรงไว้ แล้วจึงนำมาปลูกในแปลงปลูกต่อไปได้

ข้อควรคำนึงถึงในการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักให้ได้ดี ควรเริ่มจาก

1. เตรียมเมล็ดพันธุ์ และถาดเพาะ เมล็ดพันธ์หาซื้อได้ตามร้านเกษตรภัณฑ์ จะต้องศึกษาก่อนว่า เป็นชนิดที่ต้องแช่น้ำก่อนหรือเพาะได้เลย และใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวนานเท่าใด ถาดที่ใช้ อาจเป็นภาชนะที่มีอยู่เหลือใช้เก่าพัง อาจเป็นถาดหลุม กะละมัง ถาดปลูก หรือถาดกระดาษที่ใส่ไข่ ก็ได้ แต่ควรระบายน้ำได้ดี

2. การเตรียมดิน ดิน เพื่อความสะดวกควรจะซื้อจากร้านขายต้นไม้ หรือผสมดินสำหรับเพาะเองก็ได้ โดยมีส่วนผสมโดยประมาณคือ ดิน 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน และขุยมะพร้าวละเอียด 1 ส่วน ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน และจัดใส่ถาดให้เตรียมไว้

3. เลือกสถานที่ในการเพาะปลูก ควรเป็นโรงเรือนที่มีแสงแดดส่องถึงในตอนเช้า เป็นที่อากาศถ่ายเทสะดวก และเป็นที่ที่ให้ไกลจากสัตว์เลี้ยง หรือหาตาข่ายมาล้อมสถานที่เพาะไว้ก็ได้

4. การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงที่เพาะ ให้โรยเมล็ดลงในถาดปลูก โดยไม่ให้กระจุก หรือกระจายตัวมากเกินไป แล้วใช้ดินกลบบางๆ ใช้ฝักบัวรดน้ำให้เป็นฝอยพอชุ่ม ไม่แฉะจนเกินไป แล้ววางไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก วางไว้ในที่ร่มมีแสงสว่างส่องถึง ควรเขียนป้ายวันที่เริ่มเพาะกำกับไว้ด้วย เพื่อจะได้นับเวลาเก็บเกี่ยว

5. การดูแล การดูแลเรื่องน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ ให้รดน้ำเช้า-เย็น พอชุ่ม แต่ไม่เปียกโชกเกินไปประมาณ 20-24 ชั่วโมง เมล็ดจะเริ่มงอกบ้างแล้ว บางชนิดอาจใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง จึงจะงอก ปล่อยให้โดนแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า ช่วง 06.00-10.00 น. ซึ่งแสงในตอนเช้านี้ จะเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช และจะต้องตรวจสอบดินให้มีความชื้นสม่ำเสมอ

6. การย้ายกล้าลงถาดหลุม ในสัปดาห์ที่ 2 การงอกของเมล็ด จะเห็นว่า ต้นกล้าจะเริ่มงอกแล้ว เมื่อผ่านไป 4-5 วัน และพอถึงวันที่ 6-7 ให้ทำการย้ายกล้าลงถาดหลุม โดยคัดต้นที่อ่อนแอออก เหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรง นำดินใส่ถาดหลุมให้เรียบร้อย ใช้ที่ตักเล็กๆ มาขุดดินส่วนรากขึ้นมา แล้วใช้มือเกลี่ยดินให้เหลือแต่ราก การจับต้นกล้าควรทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นและรากขาดออกจากกัน วางรากไว้กลางหลุม แล้วกดดินรอบบริเวณต้นและรากลงไปในหลุมให้ต้นตั้งตรง รดน้ำพอชุ่มทิ้งไว้ 1 คืน และรดน้ำเช้าเย็นพอชุ่ม

8. การย้ายออกรับแสง เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 จะเริ่มมีใบจริงออก ให้นำออกมารับแดดได้ทั้งวันโดยมีผ้าสแลนคลุมด้านบนให้น้ำหมักชีวภาพรดวันเว้นวัน สลับกับการให้น้ำเปล่า ปลายสัปดาห์ที่ 3 สามารถนำกล้าผักลงสู่แปลงปลูก หรืออาจนำลงกระถางได้แล้ว

9. การย้ายลงแปลงปลูก เมื่อเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ 3 ทำการย้ายกล้าลงแปลงที่เตรียมไว้ ทำเป็นแถวขุดหลุมไว้กว้างพอสำหรับต้นกล้า ใช้หางช้อนจิ้มต้นกล้าออกจากหลุมนำไปลงในแปลง ใช้ดินกลบพอประมาณ เพื่อพยุงต้นกล้าไม่ให้ล้ม ควรจับต้นกล้าอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นและรากขาดออกจากกัน รดน้ำเช้าเย็นพอชุ่ม

ที่สำคัญ ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ปุ๋ย 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ทำการกำจัดวัชพืชให้หมด และดูแลเรื่องแมลงรบกวน โดยใช้น้ำหมักชีวภาพไล่แมลงได้ด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : บัว ปลูกให้งามไม่ยากเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410790

x

รักษ์เกษตร : บัว ปลูกให้งามไม่ยากเลย

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากปลูกบัวครับ แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องของศัตรูของบัว ว่ามีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้างครับ

ณรงค์ชัย อภิษฎากุล

อ.เมือง จ.ราชบุรี

คำตอบ

การปลูกบัวให้งาม และให้ได้ดีคงทน ต้องเริ่มจากการตรวจดูน้ำ สาหร่าย ตะไคร่น้ำ อย่างสม่ำเสมอ น้ำต้องใสสะอาด ไม่มีสีคล้ำ กรณีน้ำเสียเกิดจากการเน่าของใบและดอกที่แก่ จะต้องเด็ดก้านใบและก้านดอกทิ้ง โดยเด็ดที่โคนต้น หากน้ำไม่ใสให้เปลี่ยนถ่ายน้ำออกแล้วเติมใหม่ ส่วนสาหร่ายและตะไคร่น้ำนั้น ให้เก็บหรือใช้ภาชนะตักออกทิ้ง และที่สำคัญอย่าปล่อยให้น้ำในภาชนะแห้ง

วัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ของการปลูกบัวในบ่อดิน วัชพืชที่สำคัญของบัว ได้แก่

-หญ้า วิธีแก้ กำจัดง่าย เพียงถอนทิ้งให้หมดไป ในภาชนะที่ใส่น้ำลึกพอสมควร

-สาหร่าย เป็นปัญหาหลัก และปราบยากที่สุด เช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายวุ้น สาหร่ายฝอย และสาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายเหล่านี้ จะเปราะขาดเมื่อถูกถอน และลอยไปขยายพันธุ์ต่อที่อื่น สาหร่ายวุ้น เป็นสาหร่ายที่ลื่นและหลุดขาดออกจากกันง่าย สาหร่ายเส้น หรือสาหร่ายฝอย จะเก็บปราบง่ายที่สุด เพราะถอนไม่ค่อยขาด สามารถเก็บได้ทั้งกระจุก แต่มักจะไปพันบัวเสียจนยอดบัวและลูกบัวเสียหาย
ได้ สำหรับการปลูกบัวในบ่อดิน ต้องเก็บกำจัดสาหร่ายทิ้งเป็นประจำทุกๆ 2-3 สัปดาห์ สาหร่ายเหล่านี้ ทำให้บ่อบัวรก ไม่สวยงามแล้ว และยังแย่งแร่ธาตุอาหารจากบัวที่ปลูกอีกด้วย วิธีแก้คือ ต้องหมั่นเก็บทิ้ง เก็บดอกบัวแก่ที่เน่าทิ้ง ส่วนดอกบัวแก่และลูกบัว ให้เก็บไปเพาะปลูกในบ่อใหม่

-โรค ที่พบเป็นประจำ คือ โรคใบจุด และโรครากเน่า โรคใบจุดเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงนัก เพราะใบบัวมีพื้นที่ปรุงอาหารมาก ให้เด็ดใบที่เป็นโรคทิ้งไป ส่วนโรครากเน่า เป็นโรคที่ร้ายแรงสำหรับบัวกระด้งและอุบลชาติ เพราะยังไม่มีวิธีแก้ที่ชัดเจน ให้เก็บดินบริเวณที่เป็นโรคทิ้งไป และใส่ดินใหม่เข้ามาทดแทน

-แมลง ที่พบคือ เพลี้ย และหนอนบัวหลวง จะเข้าทำลายเมื่อบัวชูใบขึ้นมา เพลี้ยจะเข้าทำลายเกาะกิน แก้ปัญหาโดย ทำให้น้ำกระเพื่อม จะช่วยซัดเอาเพลี้ยหลุดลอยไปได้ เช่น ตอนที่ฝนตกจะช่วยได้มาก ผู้ปลูกจะช่วยกระเพื่อมน้ำที่ใบบัวให้เพลี้ยหลุดลอยไป หรืออาจจะเด็ดใบที่มีเพลี้ยทิ้งไป ส่วนหนอนกระทู้ เป็นหนอนที่ผีเสื้อกลางคืน มาวางไข่บนใบ เมื่อฟักเป็นตัวหนอนจะกัดกินดูดน้ำเลี้ยงใบจนโต แล้วกัดใบพับทับตัวเอง เพื่อป้องกันศัตรู เช่น นก การป้องกันกำจัดโดยการบี้ทำลาย หนอนกระทู้และเพลี้ยไฟ จะเป็นศัตรูของบัวหลวง ในช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว จะเข้าชอนใบและกินใบหมดทั้งต้น ผู้ปลูกบัวหลวงเป็นการค้า จะตัดใบทิ้งและทำลายหมด รอให้ใบแตกใหม่ และออกดอกใหม่

-หอยและปู ส่วนใหญ่เป็นหอยขม หอยโข่ง หอยทาก และหอยเชอรี่ หอยและปูจะเป็นทั้งมิตรและศัตรู จะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงจากต้นอ่อน ราก และใบอ่อนที่เกิดใหม่ๆ บัวที่มีหนาม เช่น อุบลชาติ และบัวหลวง จะไม่ค่อยถูกทำลายนัก หอยขมและหอยโข่ง เมื่อโตขึ้นจะเดินทางจากโคนก้านใบขึ้นมาใต้ใบ เกาะดูดน้ำเลี้ยงของต้นบัวและน้ำเลี้ยงของใบกิน การป้องกันกำจัดโดยการเก็บทิ้ง ถ้าปลูกในภาชนะจำกัด จะเก็บทิ้งง่าย หอยจะเป็นตัวบอกว่า น้ำเสียหรือไม่ ถ้าน้ำเสียหอยจะลอยมาเกาะตามผนังภาชนะมาที่จุดผิวน้ำ เพื่อหาอากาศหายใจ แสดงว่าออกซิเจนในน้ำไม่มี น้ำเสียแล้วควรรีบแก้ไข

การปลูกบัวที่จะให้ได้ดีนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการดูแลรักษาบัว เพราะบัวจะมีศัตรูและโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้มากมาย ถ้าไม่มีการดูแลรักษาที่ดี บัวก็จะไม่มีความสวยงามสมบูรณ์แบบ การเลี้ยงสัตว์น้ำในอ่างบัวก็เป็นเรื่องที่ดี เราสามารถที่จะเลี้ยงสัตว์น้ำที่กินเนื้อลงในอ่างบัวได้ เพราะจะช่วยกำจัดศัตรูพืชของบัวได้เป็นอย่างดี เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลานิล ปลาหมอสี ปลากระดี่ หรือปลากัด เป็นต้น และที่สำคัญ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชของบัว ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีผลต่อนิเวศวิทยาทางน้ำ และเป็นภัยต่อผู้ปลูกโดยตรง

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ใช้สมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409350

x

รักษ์เกษตร : ใช้สมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืช โดยใช้สมุนไพร ว่าจะใช้อะไรได้บ้างครับ

เรืองฤทธิ์ คมสรศาสตร์

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

วิธีทำน้ำสกัดสมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช เป็นวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมาจากพื้นที่ต่างๆ พอจะรวบรวมเป็นแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้น ได้ดังนี้

1. การทำสารจับใบที่ได้จากน้ำสบู่ ทำได้โดยใช้สบู่ซันไลท์ 1 ก้อน หั่นเป็นฝอย เติมน้ำอุ่น 1 ลิตร คนให้ละลาย น้ำสบู่นี้ เป็นสารจับใบ จะใช้เติมในน้ำสมุนไพรได้ทุกสูตร เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น อัตราที่ใช้คือ ใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำสมุนไพรที่ผสมแล้ว 20 ลิตร

2. การทำน้ำสกัดจากสะเดา ข่า และตะไคร้หอม ซึ่งทำได้โดยใช้ เมล็ดสะเดา ข่าแก่ ใบตะไคร้หอม อย่างละ 2 กิโลกรัม นำมาโขลกหรือตำ แล้วแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง ทิ้งไว้ในที่ร่ม กรองเอากากออก น้ำยาที่ได้จะเข้มข้น เวลาใช้ควรเจือจางด้วยน้ำประมาณ 8 เท่า และผสมน้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ เป็นสารจับใบ เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น สูตรนี้ ใช้ฉีดป้องกันและกำจัดหนอนและแมลงต่างๆ แต่ก็ใช้ไม่ได้กับแมลงปีกแข็ง พวกด้วง และเต่าทอง

3. การทำน้ำสกัดจาก ขมิ้น โล่ติ๊น พริกขี้หนู สาบเสือ ยาสูบ ให้นำมาโขลก หรือตำให้ละเอียด แล้วคั้นน้ำ และผสมน้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ โดยนำไปฉีดพ่นจำพวกหนอน ให้ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน ควรตรวจดูแมลงทุกวัน ถ้าพบให้ใช้มือจับตัวไปกำจัดบ้างก็ได้

4. การทำน้ำว่านหางจระเข้ และกระเทียม ให้ใช้อย่างละ 200 กรัม ให้นำมาโขลกหรือตำให้ละเอียด แล้วกรองเอากากออก เติมน้ำ 20 ลิตร เติมน้ำส้มสายชู 100 มิลลิลิตร และเติมน้ำสบู่สารจับใบ ใช้ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน เพื่อป้องกันโรคราแป้งของพืชตระกูลแตงได้ และพบว่า กระเทียมมีผลต่อการป้องกันโรคราแป้งบนใบแคนตาลูปได้ดีมาก

5. การใช้วัสดุเปลือกไข่ โดยนำเปลือกไข่มาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเผา และนำมาทุบให้พอละเอียด นำไปโรยรอบๆ ต้นพืช ช่วยป้องกันหนอนกระทู้ได้

6. การใช้กับดักกาวเหนียวดักแมลง โดยการใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่มีขายตามท้องตลาด จะช่วยลดแมลงศัตรูพืชได้มากในระยะแรกของการทำเกษตรธรรมชาติ สามารถปลูกพืชได้ผลดี

การฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่นา ในรูปแบบที่ไม่ใช้สารเคมี ในระยะแรกๆ นั้น อาจจะประสบปัญหาโรคและแมลงรบกวนบ้าง เนื่องจากดินที่เริ่มถูกปรับปรุง ยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ และมีสารปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้พืชยังไม่สามารถเติบโตและแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้อ่อนแอต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชก็ยังน้อยอยู่ จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถ้ามีการจัดการที่ดี จะทำให้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชลดลงพร้อมทั้งผลผลิตก็จะสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชก็ง่ายขึ้น นั่นหมายถึง ต้นทุนการผลิตลดลง แต่ผลผลิตสูงขึ้น ซึ่งเป็นการทำการเกษตรที่ยั่งยืน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408125

x

รักษ์เกษตร : ทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง เป็นแบบไหนครับ มีวิธีทำอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

นิลรัตน์ แก้วสันโท

อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

คำตอบ

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง เป็นวิธีที่มีความสะดวกสบาย ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และไม่ยุ่งยากมากนัก ไม่ต้องมีการขุดหลุม แต่สำคัญที่การดูแลเอาใจใส่ระหว่างการหมักปุ๋ยเท่านั้น ทั้งยังได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารครบถ้วนทุกชนิดตามที่พืชต้องการด้วย สามารถช่วยปรับสภาพดินที่ถูกทำลายเสื่อมโทรมให้มีคุณภาพดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต กระบวนการ และผลลัพธ์ที่ได้โดยรวมแล้ว การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองนี้ ถือว่าตอบโจทย์เกษตรกรที่ต้องการทำการเกษตรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง

1. ทำความสะอาดพื้นที่ภายในคอกให้เรียบร้อย เก็บเศษขยะและวัชพืชออกทิ้งไปให้หมด อย่าให้มีน้ำท่วมขัง หากมีน้ำท่วมขัง ให้จัดการถมดินให้เรียบร้อย

2. จัดเตรียมวัสดุที่ใช้ ฟาง อัตราส่วน 4 ส่วน ต่อมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน หรืออาจจะใช้ใบไม้แห้ง 3 ส่วน ต่อมูลสัตว์ 1 ส่วน ให้ตวงในเข่งหรือถังก็ได้

3. การทำรองพื้นชั้นแรก ให้นำฟางหรือใบไม้แห้งมาวางเรียงบนพื้น โดยให้เรียงอยู่ในคอกอย่างเป็นระเบียบ ความหนา ประมาณ 10 เซนติเมตร นำมูลสัตว์ 1 ส่วน มาเททับลงไปบนชั้นฟางชั้นแรก โดยใช้จอบเกลี่ยกระจายให้ทั่วกัน ห้ามขึ้นไปเหยียบบนกองปุ๋ยเป็นอันขาด จากนั้น ใช้น้ำสะอาดรดลงไปบนกองปุ๋ยจนทั่ว ให้มูลสัตว์ซึมเข้าสู่ชั้นฟางด้านล่าง

4. การทำรองพื้นชั้นที่สอง ให้ใช้ฟางหรือใบไม้ในอัตราส่วนเท่าเดิม ปูทับลงไป สลับกับการวางมูลสัตว์ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด

5. ใช้วัสดุปิดคลุม โดยใช้กระสอบ หรือผ้ายางคลุมปิดด้านบนไว้ หรืออาจจะใช้เป็นท่อนไม้ไผ่ทับเอาไว้ก็ได้

6. การดูแลกองปุ๋ย ให้ดูแลกองปุ๋ยทุกวัน ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ 60 ให้รดน้ำกองปุ๋ยที่ผิวรอบนอกทั้งหมด ให้เปียกชื้น เป็นการสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการย่อยสลายให้กับจุลินทรีย์

และทุกๆ 10 วัน ให้อัดน้ำเข้าสู่ด้านในกองปุ๋ยด้วย โดยใช้สายยางสอดเข้าไปด้านในเป็นจุดๆ เพื่อปล่อยน้ำ แต่ละจุดควรห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ให้สอดสายยางลงไปที่ความลึกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของความสูงของกองปุ๋ย ถ้าวันที่มีฝนตก ก็ต้องรดน้ำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปสู่ด้านในของกองปุ๋ยได้

7. การนำปุ๋ยไปใช้ เมื่อเวลาผ่านไปครบ 60 วัน ให้งดการรดน้ำ และปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้งให้ปุ๋ยหมักแห้งสนิท จึงนำไปใช้งานได้

กระบวนการทั้งหมดนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน จะต้องรีบทำให้เสร็จก่อนที่ฝนจะชะล้างส่วนที่มีประโยชน์ของปุ๋ยทิ้งไป นะครับ

รักษ์เกษตร : กำจัดเพลี้ยแป้ง แบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406810

x

รักษ์เกษตร : กำจัดเพลี้ยแป้ง แบบง่ายๆ

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ต้นไม้ที่บ้านผมเกิดเพลี้ยแป้งเต็มต้นไปหมด และมีฝุ่นละอองขาวๆ ปลิวไปทั่ว ขอทราบวิธีกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมีด้วยครับ

สุนทร วงษ์สว่าง

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับเพลี้ยหอย แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ เพลี้ยแป้งหางสั้น และเพลี้ยแป้งหางยาว ลักษณะตัวเพลี้ย มีขนาดเล็ก และมีสีขาว เพราะถูกสารขี้ผึ้ง ซึ่งขับออกมาคลุมตัวเพลี้ยไว้ และมีขาอ่อนเจริญออกมารอบตัว ทำให้เคลื่อนที่ไปมาได้แต่ช้า อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชอบเกาะอยู่นิ่งๆ ตามส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ตั้งแต่ใบ กิ่งก้าน ลำต้น ไปจนถึงดอก ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงักลงไป

วิธีแก้ไขทำลาย ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน เพลี้ยแป้งจะเป็นมิตรกับมด จะพบรังหรือทางเดินของมดที่มากินน้ำหวานต่อจากเพลี้ยแป้ง และมดยังช่วยพาเพลี้ยแป้งย้ายไปทั่วต้นและทั่วสวนอีกด้วย ต้องลองขยับกระถางต้นไม้รอบๆ สวน เพื่อสำรวจดูมดและหาทางปราบมดด้วย วิธีการกำจัดเพลี้ยแป้ง มีแนวทางการทำ ดังนี้

1. สูตรแรก น้ำยาล้างจาน ให้ใช้น้ำยาล้างจานชนิดที่ไม่มีสารฟอกขาว ซึ่งมีฤทธิ์ลดแรงตึงผิว ทำให้ขี้ผึ้งที่เพลี้ยแป้งสร้างคลุมตัวเสียไป และหายใจไม่ได้ โดยใช้อัตราส่วนน้ำยาล้างจาน 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น จะทำให้ตัวเพลี้ยแป้งฝ่อแห้งไป

2. สูตรที่ 2 พริกสด กระเทียม และหอมแดง เพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการผสมน้ำยาล้างจานกับพริกสด ซึ่งมีสารรบกวนระบบการดูดซึมอาหารของเพลี้ยแป้ง ในอัตราส่วน พริกสดตำละเอียด 1- 2 ช้อนชา น้ำยาล้างจานชนิดไม่มีสารฟอกขาว 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม และหอมแดงสด อย่างละ 1 หัวใหญ่ นำไปปั่น โดยผสมน้ำเพื่อให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำอีก 2 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมากรอง แล้วฉีดพ่น ในกรณีที่เป็นต้นไม้ที่มีใบอ่อน ควรทำเฉพาะบางจุดก่อน อย่าให้โดนใบอ่อน เพราะจะทำให้ใบอ่อนไหม้และแห้งตายได้

3.สูตรที่ 3 เหล้าขาว น้ำส้มสายชู และกากน้ำตาล เพิ่มความรุนแรงระดับสูงสุด ให้ใช้เหล้าขาว 2 ขวด น้ำส้มสายชู 5%  1 ลิตร สาร EM 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร และน้ำสะอาด 10 ลิตร นำทั้งหมดมาผสมกัน และหมักไว้นาน 10-15 วัน หมั่นคนไว้ ไม่ให้ส่วนผสมนอนก้น  และอย่าปิดฝาแน่นสนิท เพื่อให้ก๊าซที่เกิดขึ้นระบายออกได้ เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้ใช้ปริมาณ 1-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 5-10 ลิตร นำไปฉีดพ่นต้นไม้ทุก 3 วัน สลับกับพ่นน้ำหมักชีวภาพ หากเป็นพืชสวน พ่นทุก 3-7 วัน สลับกับการพ่นน้ำหมักชีวภาพ

ที่สำคัญการฉีดพ่น ต้องทำอย่างทั่วถึง เพราะจะมีเพลี้ยแป้งที่หลบอยู่ใต้ใบ หรือเกาะซ้อนกันแน่น รอดตาย และสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405342

x

รักษ์เกษตร : การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ และมีวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมอย่างไรบ้างครับ

จิรากร โพธิ์ทองคำ

อ.หนองแซง จ.สระบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยยูเรีย เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูงที่สุด ธาตุไนโตรเจน เป็นแก๊สที่มีปริมาณมากที่สุดในอากาศ เป็นแก๊สเฉื่อย มีโครงสร้างโมเลกุลยึดเกาะกันอย่างแข็งแรง พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง อีกทั้งไนโตรเจนไม่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีได้โดยง่าย ทำให้ในธรรมชาติและในดิน มีไนโตรเจนซึ่งอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงมีความจำเป็นต้องเติมธาตุอาหารไนโตรเจนกลับลงสู่ดินในรูปที่พืชดูดซึมไปใช้ได้ ในรูปของปุ๋ยยูเรีย

เมื่อเติมปุ๋ยยูเรียลงในดิน กระบวนการที่เกิดคือ เมื่อปุ๋ยยูเรียละลายน้ำ จะถูกแบคทีเรียในดินย่อยสลาย จะเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนีย เมื่อโดนความชื้น จะเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนียม จะจับกับอนุภาคดินที่เป็นประจุลบ เป็นธาตุอาหารไนโตรเจนที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้

วิธีใช้ปุ๋ยยูเรีย ให้พิจารณาจาก ลักษณะของดิน ปริมาณของสารอาหารในดิน และที่สำคัญขึ้นอยู่กับประเภท ชนิดของพืช และพันธุ์พืชที่ปลูก ปุ๋ยยูเรียที่ใช้ ใช้สูตร 46-0-0 เป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดีมาก และพืชสามารถดูดซึมธาตุไนโตรเจนไปใช้ได้ ทั้งจากทางรากและทางใบ และควรต้องใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินเปียกชื้นพอเหมาะ

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยยูเรีย เป็นผลจากการทดลองของนักวิชาการเกษตร อาจารย์ คณาจารย์จากสถาบันการเกษตรของประเทศ ได้ให้ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยยูเรียเบื้องต้น ดังนี้

การใช้ปุ๋ยยูเรียในนาข้าว สำหรับพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 5-10 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วแปลงก่อนข้าวออกดอก 30 วัน สำหรับพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 10-15 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วแปลงหลังปักดำข้าว 35-45 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับอ้อย ให้ใช้ยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง เท่าๆ กัน ครั้งแรก ใส่หลังปลูกประมาณ 1 เดือน ครั้งที่สอง ใส่หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 30-60 วัน สำหรับอ้อยตอ นอกเขตชลประทาน ให้ใส่ครั้งแรกต้นฤดูฝน ครั้งที่สอง หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 30-60 วัน โดยวิธีโรยข้างแถว และสำหรับอ้อยตอ ในเขตชลประทาน ใส่ครั้งแรกหลังตัดแต่งตอ ครั้งที่สองหลังจากใส่ครั้งแรก 30-60 วัน โดยวิธีโรยข้างแถว

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับสับปะรด ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 25 กิโลกรัม โรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบหลังจากปลูก 30 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 10-20 กิโลกรัม โรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบเมื่อมีอายุ 25-30 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับพืชผักต่างๆ ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 โดยแบ่งอัตราการใส่ปุ๋ยยูเรีย ออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อต้นพืชอายุประมาณ 10-15 วัน โดยหว่านปุ๋ยยูเรีย อัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม ครั้งที่สอง ใช้หลังหว่านปุ๋ยยูเรีย ครั้งแรกประมาณ 30-45 วัน อัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม

ข้อควรระวังของการใช้ปุ๋ยยูเรีย การใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณที่สูงเกินไป จะทำให้พืชมีใบสีเขียวเข้ม มีใบเพิ่มผิดปกติ อาจทำให้พืชเฉาและตายได้ ได้ผลผลิตต่ำ ต้นข้าว จะเมล็ดเล็กลีบ ทำให้ต้นพืชอ่อนแอไม่แข็งแรง และเป็นโรคได้ง่าย ทั้งยังทำให้มีปุ๋ยตกค้างในดิน ทำให้ดินเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพ ทำให้ดินแข็ง รากพืชไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ ทำให้ดินเค็ม และทำให้ดินเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี

ดังนั้น เกษตรกร ต้องศึกษาลักษณะของดิน ปริมาณแร่ธาตุอาหารในดิน ปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในดิน ก่อนการเพาะปลูกในแต่ละครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปเกษตรกรไม่สามารถคาดเดาได้ สามารถทำได้โดยส่งดินไปตรวจสอบที่หน่วยงานการเกษตร เพื่อจะได้รู้ปริมาณปุ๋ยและแร่ธาตุที่มีเหลืออยู่ในดินของท่าน เพื่อจะได้เลือกประเภทปุ๋ย และสัดส่วนการใส่ปุ๋ยได้ถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนช่วงเวลาที่ถูกต้องในการใส่ปุ๋ย เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้งานได้สูงสุด ไม่เหลือตกค้าง และยังเป็นการประหยัดค่าปุ๋ยอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมี เกษตรกรควรใช้ร่วมไปกับปุ๋ยอินทรีย์ด้วย จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต และรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ยั่งยืนตลอดไป ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

นาย รัตวิ