รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการให้ปุ๋ยทางใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403915

x

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการให้ปุ๋ยทางใบ

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า การให้ปุ๋ยทางใบ มีข้อควรคำนึงอย่างไร ที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

อภิเดช เดชานุการกิจ

อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

คำตอบ

การให้ปุ๋ยทางใบ มีต้นทุนเรื่องแรงงาน เวลา และต้นทุนเรื่องปุ๋ย การให้ปุ๋ยแต่ละครั้ง ควรคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพืช และวิธีการให้จะต้องให้อย่างไรด้วย เพื่อให้พืชสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำเกษตรอีกทางหนึ่ง

การให้ปุ๋ยทางใบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีแนวทางดังนี้

1. ให้ได้เฉพาะปุ๋ยทางใบ หรือสารอาหารที่สามารถให้ทางใบเท่านั้น เช่น ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกล็ด น้ำหมักชีวภาพ กรณีปุ๋ยเม็ด หรือปุ๋ยแข็ง ไม่สามารถนำมาละลายน้ำ เพื่อให้ทางใบได้

2. ศึกษาการใช้ปุ๋ยอย่างละเอียด เนื่องจากความเป็นกรดและด่าง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพืช การให้ปุ๋ยทางใบที่มีความเข้มข้นที่สูงเกินไป อาจทำให้เกิดอาการใบไหม้ตามขอบใบได้

3. ต้องให้น้ำพืชก่อนเสมอ เพื่อให้พืชไม่อยู่ในภาวะที่ขาดน้ำ

4. ควรผสมน้ำให้เข้ากันดีก่อน จึงสามารถนำมาฉีดพ่นให้กับพืช และไม่ควรผสมปุ๋ยทางใบในปริมาณที่เข้มข้นเกินกว่าคำแนะนำ

5. การแพร่ของปุ๋ยทางใบ จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาที่มีแสงแดด ต้องให้ปุ๋ยทางใบในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนในช่วงเช้า เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากเป็นช่วงที่แดดจัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการไหม้ของใบ ส่วนในเวลากลางคืนนั้น พืชก็สามารถดูดซึมปุ๋ย หรือสารอาหารทางใบได้ เพียงแต่ประสิทธิภาพจะลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิ ความเข้มของแสงที่ไม่สูงเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นในดินพอเหมาะ และใบพืชมีความเต่ง เพราะอัตราการดูดน้ำของรากสมดุลกับอัตราการคายน้ำ เมื่อใบพืชมีความเต่ง ไขและที่เคลือบผิวของใบจะมีลักษณะฟู ยอมให้ตัวสารละลายผ่านได้ง่าย ในขณะเดียวกัน ถ้าพืชขาดน้ำ จะทำให้ใบพืชสูญเสียความเต่ง ไขและที่เคลือบผิวของใบแฟบลงและแน่น ทำให้สารละลายผ่านยาก ดังนั้น การให้สารอาหารพืชทางใบในขณะที่ใบพืชเต่งนั้น จะมีอัตราการดูดสารอาหารเข้าไปใช้ได้สูง

6. การฉีดพ่นเพื่อให้ปุ๋ยทางใบ ควรให้สัมผัสกับทุกส่วนของพืช โดยให้ทุกส่วนเปียกชุ่มให้นานที่สุด ควรให้น้ำกับพืชก่อน หรือหากฝนตกสามารถให้ปุ๋ยทางใบกับพืชหลังฝนตกทันที เพื่อให้ใบนั้นเปียกนานที่สุด สามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้มาก หากใช้สารจับใบ จะเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้มากขึ้น

7. ใบพืชที่มีอายุน้อย สามารถดูดสารละลายธาตุอาหารได้ดีกว่าใบพืชที่แก่กว่า เพราะใบอ่อนมีการสะสมสารเคลือบผิว และสารคิวตินยังไม่หนามาก จึงทำให้สารละลายธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านได้เร็วกว่าใบแก่

8. ปริมาณธาตุอาหารหลักในพืช มีผลต่อความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารเสริม ทั้งทางใบและทางราก เช่น การมีไนโตรเจนในปริมาณเพียงพอ จะส่งเสริมการดูดสารแมงกานิส ทั้งทางใบและทางราก

9. เพิ่มประสิทธิภาพด้วยสารจับใบ สามารถทำได้จากน้ำสบู่ เพราะสารจับใบจะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ช่วยเพิ่มการแพร่กระจายของสารละลายกับผิวใบ ทำให้เพิ่มพื้นที่สัมผัส ผิวใบจึงเปียกอย่างทั่วถึง

การให้ปุ๋ยทางใบ เป็นให้สารอาหารทางใบ โดยจะให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้น จากที่ระบบรากหาได้ การให้โดยตรงที่ใบ จะทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้พืชดูดน้ำมากขึ้น ทำให้ระบบรากนำพาสารอาหารเข้าไปในลำต้นมากขึ้นด้วย และการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นอีก คล้ายปฏิกิริยาลูกโซ่ จึงส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และนอกจากนี้ ยังสามารถให้ทางรากได้ด้วย เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้พืชดูดสารอาหารทางรากมากขึ้น และลดข้อจำกัดของระบบรากในพืช แต่ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ จำเป็นต้องมาจากระบบราก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ‘บัว’ทำให้งามได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402310

x

รักษ์เกษตร : ‘บัว’ทำให้งามได้อย่างไร

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกบัวครับ แต่ไม่ค่อยออกดอก ดูไม่ค่อยสมบูรณ์นัก อยากทราบรายละเอียดเรื่องนี้ด้วยนะครับ

ถวิล มนตรา

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

บัวไม่ออกดอก เป็นปัญหาที่พบกันบ่อย ที่บัวเมื่อซื้อมาใหม่ๆ ก็มีดอกสวยงาม ดอกใหญ่ ต้นใหญ่ แข็งแรงสมบูรณ์ แต่เมื่อปลูกไปนานๆ แล้ว บัวที่ปลูกไว้จะเปลี่ยนไป ไม่ยอมออกดอกเหมือนเมื่อก่อน ต้นเล็กลง วิธีแก้ปัญหาก็คือ ผู้ปลูกจะต้องตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานในการปลูกบัวเหล่านี้ และศึกษาวิธีการดูแลรักษาด้วย

วิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น ให้พิจารณาดังนี้

1. น้ำเสีย บัวเป็นพืชน้ำที่ต้องการอากาศหายใจ ถ้าน้ำเสีย ออกซิเจนไม่เพียงพอ ก็ตายได้ง่าย ให้เด็ดใบแก่ และดอกที่โรยทิ้งเสียก่อนที่จะเน่าในภาชนะหรือบ่อที่ปลูก ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่บ่อย เพราะจะทำให้บัวต้องปรับตัวบ่อย ทำให้การเจริญเติบโตช้า ให้สังเกตว่ามีสัตว์ตายอยู่ใต้ดินปลูก ได้แก่ กิ้งกือ ไส้เดือน หรือกบ คางคก ลงไปออกไข่ออกลูกจนน้ำเน่าเสียหรือไม่ หรือมีอินทรียวัตถุที่ติดมากับดินปลูกเน่าเปื่อยอยู่ ทำให้น้ำเน่า ให้รีบถ่ายน้ำ ถ้ายังไม่หายก็ต้องรีบเปลี่ยนดินปลูกใหม่

2. ตะไคร่น้ำ-สาหร่าย ให้รีบเก็บออกให้หมด หรือใช้ด่างทับทิมละลายน้ำในภาชนะปลูกเป็นสีบานเย็นเข้ม ทิ้งไว้ 2-3 วัน ถ่ายน้ำออกครึ่งหนึ่ง เก็บตะไคร่สาหร่ายที่ตายออก แล้วเติมน้ำใหม่ตามเดิม

3. คราบน้ำมัน ถ้ามีคราบน้ำมันจะละลายเป็นฝ้า ให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์วางบนผิวน้ำ จะช่วยซับคราบน้ำมันออก ถ้าปลูกในบ่อที่มีท่อน้ำล้น ให้ปล่อยน้ำดันให้น้ำผิวหน้าไหลล้นออกทางท่อระบายน้ำที่มีคราบน้ำมันออกให้หมด

4. ต้น และรากลอย สาเหตุมาจากตอนปลูกใหม่ๆ กดอัดดินทับไม่แน่น ต้นเหง้าจะลอย รากดูดอาหารมาเลี้ยงลำต้นไม่ได้ สังเกตได้จากต้นไม่โต ใบเล็กลง ใบเหลือง และแก่เร็ว แก้ไขโดย ตอนปลูกให้ใช้ไม้ไผ่อ่อนพับครึ่ง เสียบค่อมลำต้นไว้ไม่ให้ลอย เรียกว่า ทำตะเกียบ

5. ที่ปลูกร้อนเกินไป บัวทุกชนิดต้องการแดดเต็มที่ จะมีปัญหาตอนที่ปลูกบัวตื้นน้ำน้อยเกินไป แดดจะเผาน้ำจนร้อน ปกติบัวต้องการแดดเต็มที่วันละไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ถ้าปลูกในภาชนะเคลื่อนย้ายได้ ให้ขยับภาชนะที่ปลูกบัวเสียใหม่ให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนภาชนะที่ปลูกให้น้ำลึกขึ้น หรือถ้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้ และที่ปลูกได้แดดทั้งวัน ให้ใช้สแลนกันด้านบน เพื่อลดความเข้มข้น-ความร้อนของแสง

6. ดินจืด มี 2 สาเหตุ คือ ขาดปุ๋ย หรือขาดดิน สังเกตโดย บัวใบเล็กลง ใบเหลือง และต้นแก่เร็ว ถ้าปลูกในบ่อดินก็คือ ขาดปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอทั่วไป หรือปุ๋ยสำหรับบัว โดยเฉพาะถ้าปลูกในภาชนะจำกัดที่สามารถอัดปุ๋ยได้ โดยการใช้มือกดก้อนปุ๋ยลงไป หรือใช้ปุ๋ยห่อกระดาษอ่อนหรือหนังสือพิมพ์อัดฝังโคนต้นบัว หรือทำปุ๋ยลูกกลอน โดยปั้นดินหุ้มปุ๋ยผึ่งแห้งเตรียมไว้ จะใช้ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับการสังเกตและศึกษาของผู้ปลูกเอง เพราะภาชนะปลูกเล็กใหญ่ต่างกัน ปริมาณน้ำปลูกมากน้อยต่างกัน ปลูกในบ่อดิน บ่อคอนกรีต พันธุ์ชนิดบัว ฯลฯ จึงไม่สามารถกำหนดแน่นอนตายตัวได้ ถ้าปลูกในภาชนะจำกัด อีกสาเหตุคือ ขาดดิน เมื่อบัวออกรากมากขึ้น และขยายเหง้า ก็จะดันดินให้พ้นภาชนะ ทำให้ดินละลายไปอยู่กับน้ำหมด จนแทบไม่มีดินเหลืออยู่เลย มีรากและเหง้าอัดแน่นเต็มไปหมด วิธีแก้โดยเพิ่มดินปลูกใหม่ แล้วอัดดินให้แน่น

7. ปลูกบัวไม่เหมาะสมกับสถานที่ และภาชนะที่ปลูก ถ้าชนิดพันธุ์บัวไม่เหมาะสมแก่สถานที่ บัวก็จะไม่เจริญเติบโต ผู้ปลูกควรรู้จักพันธุ์ว่าชนิดใดชอบน้ำตื้นน้ำลึก ที่ปลูกควรกว้างหรือแคบ และผู้ผลิตผู้ขายพันธุ์บัวจะต้องแนะนำวิธีการปลูกแก่ผู้ซื้อด้วย

8. เลี้ยงปลาที่ไม่กินพืช ให้ใส่ปลาที่ไม่กินพืชลงไปด้วย เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด หรือปลากัด เพราะจะช่วยกินลูกน้ำ

ที่สำคัญ อย่าให้บัวขยายพันธุ์จนแน่นในภาชนะ บัวฝรั่งจะแตกต่างกับ บัวสาย บัวหลวง จะแตกไหลไปขึ้นต้นใหม่ บัวผันหรือบัวสายเกิดเมล็ดงอกเป็นต้นใหม่ ทำให้แน่นภาชนะ ให้เอาออก เพราะหากแน่นมากไปต้นจะไม่ออกดอก สนุกกับการปลูกบัวด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400766

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ระบบวนเกษตร คืออะไร และมีลักษณะอย่างไรครับ ขอทราบความรู้ด้วยครับ

สืบบุญ สงวนสาธร

อ.หลังสวน จ.ชุมพร

คำตอบ

วนเกษตร เป็นเกษตรกรรมที่นำเอาหลักการความยั่งยืนถาวรของระบบป่าธรรมชาติ มาเป็นแนวทางในการทำการเกษตร ให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และไม้ใช้สอย ให้เป็นองค์ประกอบหลักของไร่นา ผสมผสานกับการปลูกพืชชั้นล่าง ที่ไม่ต้องการแสงแดดมาก หรือได้อาศัยร่มเงา และความชื้นจากการที่มีพืชชั้นบนขึ้นปกคลุม รวมทั้งการจัดองค์ประกอบการผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายชนิดของพืชและสัตว์

หลักการของวนเกษตร

ระบบวนเกษตร เป็นการทำการเกษตรในพื้นที่ป่า ได้แก่ การปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ การนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่า ทำการเพาะปลูกสลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ มีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุม และมีความชุ่มชื่นสูง

วนเกษตร มีทางเลือกในการปฏิบัติทางการเกษตรแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และสภาพพื้นที่ โดยนักวิชาการได้จัดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 ประเภท ดังนี้

1.วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน

2.วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นา หรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่ซึ่งมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ โดยปลูกต้นไม้เสริมในที่ที่ไม่เหมาะสมกับพืชผล เช่น ที่เนิน หรือที่ลุ่มน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบ หรือที่ไม่สม่ำเสมอ

3.วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา เหมาะกับพื้นที่ไร่นา ซึ่งมีลมแรงพืชผลได้รับความเสียหายจากลมพายุอยู่เสมอ จึงต้องปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้น บังแดดบังลมให้กับพืชที่ต้องการร่มเงาและความชื้น

4.วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชันเป็นแนวยาวน้ำไหลเซาะหน้าดินมาก แถบต้นไม้ซึ่งปลูกไว้สองถึงสามแถวสลับกับพืชผลเป็นช่วงๆ ปลูกขวางความลาดชัน จะช่วยรักษาหน้าดิน และในระยะยาวจะทำให้เกิดขั้นบันไดดินแบบธรรมชาติให้กับพื้นที่ สำหรับแถบพืช อาจมีความกว้าง 5-20 เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่

5.วนเกษตรที่ใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์ เหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่พอที่จะปลูกพืชผลเป็นแปลงหมุนเวียน โดยมีแปลงไม้ยืนต้นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การเกษตรรูปแบบวนเกษตรนี้ เหมาะสำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรสามารถผลิตพืชผลโดยไม่ไปกระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม วนเกษตรอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์จากพื้นดินรกร้างและเสื่อมโทรม เป็นการสร้างแนวกันชนทางกายภาพ จากการลดลงของป่าไม้ที่เหลืออยู่ ทั้งยังเพิ่มศักยภาพของดินในการบำรุงดิน และเกิดความมั่นคงในการผลผลิต

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ดิน… ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399219

x

รักษ์เกษตร : ดิน… ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ได้

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้ความเข้าใจเรื่อง การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างง่ายๆ ด้วยครับ ขอบคุณครับ

แสงนิล อนุปัญญากุล

อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

คำตอบ

การเพิ่มผลผลิตพืชของเกษตรกร ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี แต่เพียงอย่างเดียวนั้น โดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินเลย จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็ง ไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อย จนสุดท้ายทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การปลูกพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เป็นวิธีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดีที่สุด

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ หาได้ไม่เพียงพอ แลไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ผุพังเน่าเปื่อย และย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูก พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราพไร้หนาม และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช ทำให้ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่มีประโยชน์ ที่เกิดจากการผุพังของพืชสด ช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น ทั้งยังลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย ระบบรากแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือประมาณ 30-60 วัน เป็นพืชที่ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมล็ดงอกง่าย และมีอัตราการงอกสูง เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมาก เพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง และให้น้ำหนักพืชสดสูงอีกด้วย

วิธีการปลูกพืชปุ๋ยสด

1.ลักษณะของดิน ก่อนปลูก ควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว ควรปรับสภาพดิน ด้วยการใส่ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือหินปูนบด ทั้งนี้ ควรสอบถามความเข้าใจถึงวิธีการใช้กับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน เสียก่อน

2.เวลาและฤดูกาลที่ปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชแล้ว ซึ่งยังคงมีความชื้นในดินอยู่ หรืออาจปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

3.เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดตามแต่ชนิดของพืช ดังนี้

-ปอเทือง โสนอินเดีย โสนคางคก โสนไต้หวัน ถั่วพร้า และถั่วเขียว ให้ใช้ 5 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วนา ให้ใช้ 8 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า คาโลโปโกเนียม ให้ใช้ 2 กิโลกรัม/ไร่

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด มีวิธีใช้ได้ 3 วิธี คือ

1.ถ้าปลูกพืชสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มแล้ว ให้ทำการตัดสับ และไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นได้เลย

2.ถ้าปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องของพืชหลักที่ทำการปลูก ให้ปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

3.ถ้าปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มที่แล้ว ให้ทำการตัดสับ เอาส่วนของพืชปุ๋ยสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลัก แล้วไถกลบลงไปในดิน

การตัดสับและไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชปุ๋ยสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการตัดสับ และไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นพืชปุ๋ยสด เริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ เป็นช่วงเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้ว จะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397637

x

รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่นาของผม เป็นดินลูกรังครับ ปลูกอะไรไม่ค่อยงามเลย ขอคำแนะนำในการปรับสภาพดิน และวิธีปลูกพืชให้สำเร็จด้วยครับ

นฤเบศร์ กรุงเจริญ

อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ดินลูกรัง เป็นดินที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช เพราะมีปริมาณดินน้อย มีธาตุอาหารต่ำ การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องปรับปรุงคุณภาพของดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชเสียก่อน

หลักการในการปลูกพืชในดินลูกรัง จะต้องมีการจัดการดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชที่ดี โดยให้ยึดหลักการ 3 ประการคือ 1).การรักษาความชื้นในดิน โดยการปลูกพืชคลุมดิน 2) การคืนชีวิตให้กับดิน โดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 3) การสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดิน

การปลูกพืชในดินลูกรัง มีวิธีดังนี้

1.หาแหล่งน้ำพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ ให้ขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการทำการเกษตร

2.งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาด ให้กำจัดวัชพืชออกให้หมด โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

3.ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมลงไปกว่าเดิม

4.เลี้ยงไส้เดือน ให้สร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้โดยทำการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและต้องรดน้ำทุกวัน

5.ปลูกกล้วย เพราะกล้วยน้ำหว้าเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด ทั้งยังช่วยสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกเป็นพืชแรกอีกด้วยเมื่อต้นกล้วยโตให้ทำการปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน

6.ให้ทำการปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ที่สำคัญ การกำจัดวัชพืช ให้สับทิ้งทำการทับถมกันไป โดยให้ล้มต้นวัชพืชลงไปบนพื้นดิน เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้าจะค่อยๆ ย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไปเมื่อต้นไม้หลักที่ปลูกไว้เริ่มโตขึ้น ให้ทดลองงดให้น้ำเป็นบางช่วงเพื่อเป็นการหัดให้ต้นไม้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือแต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ดินลูกลัง ก็จะกลายเป็นดินที่มีสภาพดี ปลูกพืชได้ทุกชนิดได้ผลเป็นอย่างดี นะครับ

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “โครงการประชารัฐ” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของประชาชน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้นและขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบันเกษตรกร

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสหกรณ์ฯเสนอขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้างโกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานลำเลียงยางก้อนถ้วย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา สนองรับตามนโยบายของรัฐบาล ให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้ปลูกยางพาราได้รับประโยชน์สูงสุด

นายประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด บอกว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารา ให้สามารถนำผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงงานขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามธุรกิจส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ฯในการดำเนินธุรกิจยางพาราในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนส่วนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามมิชลิน จำกัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396240

x

รักษ์เกษตร : วิธีการหมักปุ๋ยคอกจากมูลวัว

วันอังคาร ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ปุ๋ยคอกใช้ยากเหมือนกันนะครับ ผมเคยใช้แล้ว ต้นไม้ของผมมีใบเหลืองซีด และตายไปเลย ขอทราบวิธีใช้ที่ถูกต้องด้วยครับ

ศิริชัย สุริยะธานนท์

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอก มีหลายชนิด ได้แก่ ปุ๋ยมูลวัว ปุ๋ยมูลไส้เดือน ปุ๋ยมูลหมู ปุ๋ยมูลไก่ ปุ๋ยมูลค้างคาว ปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้หรือเศษพืชผักผลไม้และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายที่สุดคือ ปุ๋ยคอกมูลวัว ที่สำคัญคือ การนำปุ๋ยคอกมาใช้อาจนำไปใส่พืชได้เลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกนั้น จะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดที่นำไปใช้กันนั้น ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้พืชนั้น เกิดมีใบเหลืองซีดได้ ดังนั้น ก่อนจะนำปุ๋ยคอกไปใช้ ควรหมักปุ๋ยคอก หรือนำไปตากให้แห้งเสียก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย

แนวทางการทำปุ๋ยคอกหมักตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำกันมา สามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ต่อไป

1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

1) ปุ๋ยมูลวัว1 ส่วน (1 กระสอบ)

2) แกลบ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

3) รำ 1 ส่วน (1 กระสอบ)

4) น้ำ EM 1 ลิตร

5) กากน้ำตาล 1 ลิตร

6) น้ำสะอาด 25 ลิตร

2. ขั้นตอนการทำ

1) ให้นำปุ๋ยคอกมูลวัวไปตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้ทั่ว ตากแดดทิ้งไว้ 1-2 วัน ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว ก็ไม่ต้องตากแดด

2)เตรียมส่วนผสม ปุ๋ยมูลวัว รำ และข้าวเปลือก อัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันแล้ว ให้เติมน้ำ EM และกากน้ำตาล ผสมน้ำให้เข้ากันนำไปรดที่กองปุ๋ยคอกให้ใช้บัวรดน้ำจากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป

3)ให้ตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ให้สังเกตดังนี้ในวันแรกปุ๋ยคอกร้อนมาก ต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไปผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตว่าจะมีฝ้าขาวๆ อยู่ทั่วไปผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้วผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือบีบ จะพบว่าเป็นขุยผง ผ่านไป 7 วัน ลองใช้มือบีบ สังเกตดูว่าจะมีฝุ่นคลุ้งหลังจากนั้น หมักต่ออีกประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้ได้

ปุ๋ย เป็นอาหารของพืช ที่ทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงาม การทำเกษตรอินทรีย์ ก็ต้องใช้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้นเรามาร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน ให้เป็นสังคมเกษตรอินทรีย์ นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394714

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เรื่องที่น่ารู้

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมสงสัยว่า ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ มีความแตกต่างกันอย่างไร ครับ

ปัญญา นาน่วมเจริญ

อ.เมือง จ.พิษณุโลก

คำตอบ

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นระบบทางการผลิตเกษตรแบบธรรมชาติจะเน้นการนำวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ในการผลิตพืชและสัตว์ เพื่อลดการนำปัจจัยการผลิตจากภายนอกมาใช้ให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นระบบแบบพึ่งพาตนเองพยายามลดต้นทุนปัจจัยการผลิตต่างๆหรือซื้อให้น้อยที่สุด แต่เน้นการผลิตโดยปัจจัยการผลิตเหล่านี้ ด้วยตนเองในไร่นาของตน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ จึงเป็นทางออกสำคัญในระบบการผลิตแบบเกษตรธรรมชาติ รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ด้วย

เกษตรกร ได้มีความพยายามในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้การผลิตพืชหรือสัตว์มีคุณภาพดีขึ้นเมื่อคุณภาพของดินดีขึ้น ดินมีการอุ้มน้ำและความชื้นดีขึ้น เกิดระบบการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม จะทำให้ธาตุอาหารในพืชไม่สูญเสียไปจากระบบนิเวศในดินได้ง่าย ทั้งหมดนี้ เป็นการลดต้นทุนจากการนำปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง เช่น ปุ๋ยเคมี ได้เป็นอย่างดี

ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มเติมธาตุอาหารของพืชและอาหารสัตว์กลับคืนสู่ระบบนิเวศในดิน เป็นการนำวัสดุอินทรีย์ต่างๆ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ช่วยการปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติดีขึ้น โดยมีการเพิ่มเติมปริมาณอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดิน ทำให้ดินมีชีวิต

ปุ๋ยอินทรีย์ คือปุ๋ยที่ทำจากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่นๆ เพื่อทำให้วัตถุอินทรีย์ย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดิน ส่งเสริมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้เพียงพอ ให้พืชสามารถนำไปสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพได้ ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แหนแดง และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงต่างๆ รวมทั้งเศษวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรอีกด้วย

ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่มีชีวิต มีความสามารถในการสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืช มาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือชีวเคมี ทั้งยังรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์อีกด้วย ปุ๋ยชีวภาพช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช ช่วยสร้างอาหารให้พืช แต่ไม่มีธาตุอาหารในตัวมันเอง เมื่อปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้พืชได้ ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ ปุ๋ยชีวภาพที่มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลไว้  มีหลายชนิดด้วยกัน ชนิดของปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม อะโซโตแบคเตอร์ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแหนแดง เชื้อราไมคอร์ไรซ่า เชื้อราไตรโคเดอร์มา จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต และจุลินทรีย์เร่งปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ เหมือนกัน มีประโยชน์ที่ใช้ก็เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่กระบวนการทำหรือกระบวนการผลิตเท่านั้น และที่สำคัญคือ ปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้ ต่างมุ่งการเป็นมิตรต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน และเป็นทางเลือกที่สำคัญมากสำหรับเกษตรกร การใช้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพกันทั่วไปมีมากบ้างน้อยบ้าง และต่างก็ประสบปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ทั้งทางด้านวิชาการ กรรมวิธีการผลิต การใช้ประโยชน์ รวมทั้งการเก็บรักษา จะมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการหันมาใช้ปุ๋ยเหล่านี้กัน อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393279

x

รักษ์เกษตร : แนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีเกษตรธรรมชาติมีอะไรบ้าง และทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

ขวัญชัย รัตนวิทยาการ

อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

คำตอบ

ปัญหาศัตรูพืชที่เกษตรกรประสบอยู่ทุกวันนี้ สามารถป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งมีแนวทางให้เลือกใช้หลายแนวทาง ตามความเหมาะสม ศัตรูพืช อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ 1) วัชพืช 2) โรคพืช และ 3) แมลงศัตรูพืช มีแนวทางการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ดังนี้

การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช มีแนวทางดังนี้

1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล เป็นการใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ และการใช้กับดักกาวเหนียว

2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม เป็นการดูแลรักษาแปลงให้สะอาดการหาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืชการเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลงการใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซมการจัดการให้น้ำ และการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง

3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีวะวิธี เป็นการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่

1) ตัวเบียน หรือแมลงเบียน ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต

2) ตัวห้ำ หรือแมลงห้ำ เป็นแมลงที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ มีหลายชนิด และมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

3) สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู กิ้งก่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ

4) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม

5)เชื้อโรค เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอย จะช่วยทำลายแมลงศัตรูพืชได้มาก

4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน

5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพร

การป้องกันและกำจัดวัชพืช มีแนวทางดังนี้

1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง หรือใช้วิธีการไถพรวนซึ่งเป็นแบบง่ายๆ ที่ใช้กันอยู่

2. ใช้วัสดุคลุมดิน เป็นการปกคลุมผิวดิน โดยใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืช วัสดุเหลือใช้ในการเกษตร ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ หรือพลาสติกที่ผลิตขึ้นสำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะ ซึ่งวิธีนี้ จะช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินด้วย

3. ปลูกพืชคลุมดิน เป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล หรือปลูกพืชต่างๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล ก็ได้เช่นกัน

การทำเกษตรธรรมชาติ เกษตรกรอาจประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรควรแก้ปัญหาเหล่านี้โดยวิธีการป้องกันและกำจัดวิธีต่างๆ ผสมผสานกันไป แต่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเมื่อทำเกษตรธรรมชาติไปสักระยะหนึ่ง ดินจะดีขึ้น ต้นพืชก็จะเจริญเติบโตดีขึ้น ทำให้ต้นพืชแข็งแรง และยังมีแมลงที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น ก็จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้โดยธรรมชาตินะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391722

x

รักษ์เกษตร : สะเดา ประโยชน์และวิธีทำ

วันอังคาร ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่บ้านผมมีต้นสะเดามากมายครับ อยากจะเอามาทำน้ำฉีดพ่นโรคและแมลง แต่ทำไม่เป็น ขอทราบประโยชน์และวิธีทำด้วยครับ

ฉัตรชัย สายสงคราม

อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

คำตอบ

การใช้สารสกัดจากพืช พืชที่นิยมนำมาใช้สกัดเป็นสารควบคุมโรคและแมลง และใช้เป็นสารไล่แมลงคือ สะเดา เนื่องจากในสะเดามีสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันและกำจัดแมลงได้ จะไปช่วยฆ่าแมลงบางชนิดได้ ทำให้แมลงไม่กินอาหาร มีการเจริญเติบโตผิดปกติ หยุดการเจริญเติบโตและระบบย่อยอาหารของแมลง และหยุดการวางไข่และการลอกคราบของแมลง ทั้งยังเป็นพิษต่อไข่ของแมลง และทำให้ไข่ไม่ฟักอีกด้วย

เหตุผลที่สะเดาเป็นพืชที่เหมาะสมในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เพราะสารสกัดจากสะเดาไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสัตว์เลี้ยง มีการสลายตัวในสภาพธรรมชาติได้เร็ว จึงไม่เกิดปัญหาพิษตกค้างในพืช ผลผลิตทางการเกษตร และสภาพแวดล้อม ทำให้สารสกัดจากสะเดามีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อแมลงที่เป็นมิตรต่อพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน แมงมุม และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ในระบบนิเวศวิทยาทางการเกษตร เช่น นก กบ เขียด ปลา อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว สะเดา ยังเป็นพืชปลูกง่ายและโตเร็ว ให้ผลผลิตมาก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในระยะเวลานาน

พืชผักที่ใช้สารสกัดจากสะเดาได้ผล ได้แก่ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดหอม กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก แตงกวา แตงโม แตงเทศ มะเขือเทศ มะเขือยาว หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน พริกขี้หนู ตำลึง มะกรูด และมะนาว เป็นต้น

วิธีทำสารสกัดจากสะเดา วิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยากคือ การสกัดด้วยน้ำ ให้ใช้เอาผลสะเดา หรือใบสะเดาที่บดแล้ว 1 กิโลกรัม แช่ในนํ้า 20 ลิตร ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่น โดยควรสังเกตพืชที่ฉีดพ่นด้วย พืชบางชนิดเมื่อได้รับสารนี้แล้ว อาจเกิดอาการใบไหม้เหี่ยวย่น หรือต้นแคระแกร็น ควรจะงดใช้สารสกัดจากสะเดาทันที

ชนิดของแมลงที่สามารถกำจัดได้ด้วยสะเดา มีดังนี้

1.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลดี ได้แก่ หนอนม้วนใบ หนอนใยผัก หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ หนอนหนังเหนียว และหนอนหัวกะโหลก

2.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลปานกลาง ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนต้นกล้าถั่ว แมลงหวี่ขาว และแมลงวันทอง

3.ชนิดของแมลงที่ใช้แล้วได้ผลน้อย ได้แก่ หนอนเจาะฝักถั่ว เพลี้ยไฟ ไรแดง มวน และด้วงชนิดต่างๆ

ผลพลอยได้จากการผลิตสารสกัดสะเดา กากที่เหลือจากการสกัดออกมาแล้ว เรียกว่า กากสะเดา ยังพบว่า มีธาตุอาหารอยู่หลายชนิด คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปตัสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) และมักเนเซียม (Mg) นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต สามารถนำเอากากสะเดามาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปใช้เป็นปุ๋ยทำให้ดินดีขึ้นอีกด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390269

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยคอกหมักทำง่าย ใช้เอง

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยคอกเป็นประจำ บางครั้งก็ไม่ค่อยได้ผลดี แต่ทราบว่ามีการทำปุ๋ยคอกหมักใช้กันได้ผลดี ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

แสงศร แดงสุวรรณ

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การทำปุ๋ยคอกหมัก ทำมาจากปุ๋ยกลุ่มของปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เช่น มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว มาเป็นสารหลักในการทำปุ๋ยคอกหมักที่สามารถใช้อย่างต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งพืชสวนและพืชไร่ โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อต้นไม้และพื้นดิน

ประโยชน์ของการทำปุ๋ยคอกหมักอาจจะทำไว้ใช้เองในครัวเรือน หรือทำในพื้นที่การเกษตรของตัวเอง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ยังช่วยเพิ่มผลิตและปรับระบบนิเวศในแปลงเกษตรให้มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

วิธีการทำปุ๋ยคอกหมักมีดังนี้

1. ขั้นเตรียมส่วนผสม

1) ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว หรือมูลอื่นๆ) จำนวน 1 ส่วน ที่หาได้ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง

2) แกลบดำหรือแกลบเผา 1 ส่วน

3) รำ อย่างละเอียด 1 ส่วน

4) น้ำ EM ปริมาณ 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

5) กากน้ำตาล 1 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

6) น้ำสะอาด 25 ลิตรต่อปุ๋ยคอก 1 ส่วน

2. ขั้นตอนการทำปุ๋ยคอกหมัก

1) นำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ไปตากแดดให้แห้งสนิทโดยใช้ผ้ากระสอบปูกับพื้นราบกลางแจ้ง เทปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ลงไป เกลี่ยให้กระจายออกจากกัน ถ้าก้อนใหญ่ต้องทุบ ไม่ให้เป็นก้อน ตากทิ้งเอาไว้กลางแดด 2 วัน

2) เมื่อปุ๋ยคอกแห้งสนิทดีแล้ว ให้เอามาคัดแยกสิ่งแปลกปลอมออกไปให้หมด เช่น ใบไม้กิ่งไม้ พลาสติก เชือก เศษผงต่างๆ เป็นต้น

3) นำปุ๋ยคอกมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับรำและแกลบ โดยใช้จอบเกลี่ยไปมาทีละน้อย ต้องคลุกให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวส่วนผสมเป็นสิ่งสำคัญมากและมีผลต่อคุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้ด้วย

4) นำปุ๋ยคอกมาผสมกับน้ำ EM กากน้ำตาลและน้ำสะอาด ให้เข้าด้วยกัน ให้ผสมลงในถังขนาดใหญ่ แล้วใช้ฝักบัวรดน้ำตักขึ้นมาทีละน้อย ราดลงบนส่วนผสมแห้งที่คลุกเคล้าเอาไว้ เมื่อเทส่วนผสมของน้ำไปรอบหนึ่งแล้ว ให้ใช้จอบคลุกเคล้ารอบหนึ่ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ส่วนผสมที่มีความชื้นแบบหมาดๆ อย่างทั่วถึง

5) ถ้าหมักในกระสอบ ให้นำส่วนผสมตักใส่ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าหากต้องการหมักในบ่อดิน ก็ต้องขุดบ่อสี่เหลี่ยมเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงบ่อปิดทับด้วยผ้าใบหรือหญ้าฟางอีกทีหนึ่ง

3. ขั้นตอนการนำปุ๋ยคอกหมักไปใช้งาน

ปุ๋ยคอกหมักที่ได้นี้ จะต้องหมักบ่มไว้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะนำไปใช้งานได้ โดยสังเกตและตรวจสอบทันทีเมื่อครบเวลา 2 สัปดาห์ หากปุ๋ยที่ได้ มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงดำ มีเนื้อปุ๋ยเป็นแบบร่วนซุยไม่เกาะกันเป็นก้อน ระดับความร้อนของปุ๋ยใกล้เคียงกันทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนร้อนหรือเย็นไปมากกว่ากัน และมีกลิ่นฉุนมากขึ้น ก็หมายความว่า ได้เกิดการย่อยสลายเกิดขึ้นภายในแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คุณภาพของปุ๋ยคอกหมักที่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ ความพิถีพิถันในขั้นตอนการทำ และสภาพแวดล้อมระหว่างการหมักบ่ม และที่สำคัญจะต้องหมั่นสังเกตลักษณะของปุ๋ยคอกหมักที่ทำทุกขั้นตอนด้วยนะครับ

นาย รัตวิ