รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/388800

x

รักษ์เกษตร : ธาตุอาหาร กับการเจริญเติบโตของพืช

วันอังคาร ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุอาหารพืชด้วยครับ

คมสรณ์ โชติสว่าง

อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และออกซิเจนแล้ว ยังมีธาตุอาหารพืชในดินอีก 14 ชนิด ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ธาตุอาหารหลัก 2) ธาตุอาหารรอง และ 3) ธาตุอาหารเสริม

ธาตุอาหารหลักประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1.ธาตุไนโตรเจน (N)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยทำให้พืชใบเขียวตั้งตัวได้ โดยไนโตรเจนยังเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์พืชในการสร้างโปรตีน ช่วยในกระบวนการสร้างอาหารและสร้างพลังงานให้กับพืชเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคลอโรฟิลล์ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พบมากในปุ๋ยหมักและพืชตระกูลถั่ว

2. ธาตุฟอสฟอรัส (P)เป็นธาตุอาหารที่มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง มีส่วนช่วยในการผลิตแป้งและน้ำตาล ฟอสฟอรัสมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเคมีในพืช ช่วยผลิตอาหาร มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต กระตุ้นการออกดอกและการเจริญเติบโตของรากมักพบในปุ๋ยหมัก เศษอาหารและกระดูกป่น

3. ธาตุโพแทสเซียม (K)เป็นธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินชั้นล่าง จะถูกดูดซึมโดยรากพืช มีส่วนช่วยในการสร้างโปรตีน ทำให้ผลมีคุณภาพ ลดโรคพืช โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในดิน วัตถุอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์

ธาตุอาหารรองประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 3 ชนิด คือ

1. แคลเซียม (Ca)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ ผสมเกสร การงอกของเมล็ด มีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์พืช ช่วยในการลำเลียงอาหาร ช่วยในการปรับสมดุลทั้งกรดและด่างของพืช

2.แมกนีเซียม (Mg)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมันและน้ำตาล ช่วยในการสังเคราะห์แสง และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

3.กำมะถัน (S)เป็นธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน วิตามิน และโปรตีน ช่วยสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของรากและเมล็ดพืช ทำให้พืชแข็งแรงและทนต่อความเย็น

ธาตุอาหารเสริมประกอบด้วยธาตุอาหารพืช 8 ชนิด คือ

1.โบรอน (B)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการสร้างสารอาหารและควบคุมสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของ
เมล็ดพันธุ์ ช่วยในการออกดอก ผสมเกสร ช่วยในการติดผลและย้ายน้ำตาลมาสู่ผล

2.ทองแดง (Cu)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์พืช ช่วยในการเผาผลาญอาหารของรากพืชและเป็นประโยชน์ต่อการใช้โปรตีนของพืช ช่วยสังเคราะห์คลอโรฟิลล์และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์

3.คลอรีน (CI)เป็นธาตุอาหารที่พบในดิน มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารสำหรับพืช

4.เหล็ก (Fe)เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์
คลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง

5.แมงกานีส (Mn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซด์และการย่อยไนโตรเจน

6.โมลิบดีนัม (Mo)เป็นธาตุอาหารที่พบธาตุชนิดนี้ในดิน ช่วยในการดึงไนโตรเจนออกมาใช้งานและช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน

7.สังกะสี (Zn)เป็นธาตุอาหารที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์และแป้ง ควบคุมการย่อยน้ำตาลของพืช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเอนไซม์ที่มีส่วนในการควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และจำเป็นต่อการเปลี่ยนสภาพของคาร์โบไฮเดรต

8.นิกเกิล (Ni)เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อเอนไซม์ ทำหน้าที่ปลด
ปล่อยไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่จะนำไปใช้ได้ และยังช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ด
อีกด้วย

ธาตุอาหารพืช เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อพืช เมื่อพืชไม่ได้รับธาตุอาหาร ก็จะไม่สามารถดำรงชีพได้ เมื่อเราสามารถแก้ไขโดยให้ธาตุอาหารนั้นแก่พืช อาการขาดธาตุอาหารเหล่านั้นก็จะหายไป พืชก็จะสามารถกลับมาดำรงชีพเป็นปกติได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387320

x

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน ประโยชน์เหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชคลุมดินมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน ผมอยากทราบว่ามีอะไรบ้างครับ

อมรจันท์ ทรงอัปสร อ.ร้องกวาง จ.แพร่

คำตอบ

พืชคลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยปลูกพืชเหล่านี้ทิ้งไว้ เพื่อยึดผิวดิน และป้องกันดินพังทลาย เวลามีฝนตกหนัก เกิดน้ำบ่า หรือมีลมแรงพัดเข้าสู่ผิวดินบริเวณนั้น การไถกลบพืชคลุมดินลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดพืชที่จะนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินนั้น ควรเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ทั้งในดินดี และดินเลว มีการเจริญเติบโตเร็ว มีกิ่งก้านสาขามาก และส่วนยอดอ่อนนุ่มมีน้ำมาก พืชคลุมดินที่นิยมกัน เช่น ถั่วลาย ถั่วบราซิล คาโลโปโกเนียม คุดซู เป็นต้น

การปลูกพืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินร่วงหล่นทับถมบนผิวดิน ในที่สุดจะผุพังรวมตัวกับดิน ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป นอกจากนี้ ยังช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี ทำให้เกิดธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดินอีกด้วย

2. ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน รากของพืชคลุมดิน จะหยั่งลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะได้ง่าย เมื่อมีน้ำบ่าไหลแรง หรือฝนตกหนัก การปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นวิธีการไถพรวน หว่าน ปลูก และเก็บเกี่ยวพืชขนานไปตามแนวระดับเดียวกัน ขวางความลาดเอียงของพื้นที่ เป็นวิธีที่ช่วยอนุรักษ์ดินที่มีลักษณะเป็นเนิน หรือไหล่เขาได้วิธีหนึ่ง การทำสวนบนเนินลาด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการพังทลายของดิน นอกจากนี้ ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดโตๆ กระทบผิวดินโดยตรง อันจะเป็นการลดการชะล้างหน้าดินอีกทางหนึ่งด้วยทั้งยังช่วยป้องกันการชะของน้ำฝนที่พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไปที่อื่น พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบไปตามผิวดินได้ดี  และรากตื้นพืชคลุมดิน จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดี

3. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย ถ้าเราเลือกพืชคลุมที่มีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนๆ มีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะ สารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียว ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น สารนี้ ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

4. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน การปล่อยให้พืชคลุมดินคลุมตามผิวดินนั้น โดยเฉพาะพืชคลุมดินที่ปลูกในดินที่พรวนแล้วอย่างดี หลังจากฝนตกใหญ่ครั้งสุดท้าย จะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ เพราะพืชคลุมดินจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดิน จะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชื้นอยู่เสมอ

5. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้ วัชพืช ก็ไม่มีโอกาสงอกได้ แม้แต่วัชพืชที่ตั้งตัวได้แล้ว เช่น
หญ้าคา ถ้าเราปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วลาย ขึ้นคลุมจะทำให้หญ้าคาตายได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

6. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดินในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืชไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่า ควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้าและฟาง นอกจากจะเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินแล้ว ยังช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

7. การปลูกพืชหมุนเวียน และปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชที่เดียวกัน เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันพังทลายของดินแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยและการปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพืชที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก เป็นการป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้น ถูกชะล้างพังทลาย และป้องการเจริญเติบโตของวัชพืชได้อีกด้วย

ที่สำคัญ การปลูกพืชคลุมดินช่วยปลูกป่า ป่าไม้จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี  เพราะป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย  และยังช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน ไม่เกิดน้ำท่วม ฯลฯ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383434

x

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบถึงวิธีการปลูกบัวแต่ละชนิด ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ด้วยครับ

สนธิชัย นาเจริญ

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ดินปลูกดินปลูกบัวที่เหมาะสมที่สุดต้องเป็นดินที่มีธาตุโปแตสเซียมค่อนข้างสูง เช่น ดินเหนียว ดินท้องนา และดินท้องร่องสวน ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมด เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสียได้

การเตรียมดินนำดินเหนียวไปตากแดดให้แห้งทุบย่อยให้มีขนาดเล็กลง เก็บเศษวัชพืชที่ติดมากับดินออกให้หมด จากนั้นแบ่งดินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งนำไปผสมเพื่อทำเป็นดินปลูก อีกส่วนหนึ่งเป็นดินเปล่าๆ ไม่ต้องผสมอะไร เพื่อไว้ทำเป็นดินปิดหน้า

สูตรดินผสมจากความรู้ที่มีผู้แนะนำกันมา พอสรุปได้ดังนี้ ให้ใช้ดิน 10 ส่วนปุ๋ยคอก 1 ส่วนหินฟอสเฟต1 กำมือธาตุอาหารรอง 1 กำมือปุ๋ยคอกที่ใช้ผสมดินจะเป็นมูลสัตว์อะไรก็ได้ แต่จะต้องให้แห้งและจะต้องไม่มีวัตถุอื่นเจือปนในกรณีที่ใช้ปุ๋ยคอกเป็นมูลไก่ หรือมูลค้างคาวให้เพิ่มดินเป็น 15 ส่วน ทั้งนี้เพราะมูลทั้ง 2 ชนิดมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงอาจเป็นโทษต่อบัวได้

วิธีการปลูกบัวแต่ละชนิดมีวิธีการปลูกต่างกันตามลักษณะของวัสดุปลูกและการเจริญเติบโตสำหรับการปลูกด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีวิธีปลูกดังนี้

1. บัวหลวงส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือไหลที่กำลังจะแตกต้นอ่อน บัวหลวง สามารถสร้างไหลเจริญตามแนวนอนใต้ผิวดินไปได้ทุกทิศทางและรวดเร็วมาก วิธีการปลูกจึงใช้วิธีฝังไหลในจุดที่ต้องการ ให้ลึกประมาณ 8-12 เซนติเมตร ภายในเพียง 3-4 สัปดาห์ ก็จะแตกใบขึ้นพ้นน้ำ

2.บัวฝรั่งหรือบัวอุบลชาติ ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือ เหง้าที่มีหน่องอกต้นแล้วซึ่งจะอยู่ส่วนปลายของหน่อหรือเหง้า ให้ปลูกตามแนวนอนริมอ่างใต้ผิวดินประมาณ 3-4 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

3.บัวผัน บัวเผื่อน บัวสาย และบัวจงกลนี ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือหัว หรือต้นอ่อน โดยจะเจริญเติบโตทางแนวดิ่งจึงสามารถปลูกได้โดยตรงตามจุดที่ต้องการ ถ้าปลูกในอ่างหรือกระถาง ให้ปลูกตรงกลาง ฝังหัวหรือต้นอ่อนให้อยู่ใต้ผิวดินประมาณ2-3 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

4. บัวกระด้งส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือการเพาะเมล็ดในดินในกระถางแช่น้ำ เมื่อต้นโตแตกใบอ่อน 2-3 ใบ ขนาดใบที่ใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ย้ายปลูกในกระถางใหญ่ขึ้น จนโตเต็มที่ในกระถางขนาดปากกว้าง 12 นิ้ว ยกทั้งกระถางลงฝังในบ่อ ให้ดินพื้นบ่อกลบโคนประมาณ 6-10 เซนติเมตร ทุบกระถางให้แตก เอากระถางออกกลบดินรอบให้แน่น ข้อสังเกตว่าบัวจะรอดหรือไม่นั้น ให้ดูการขึ้นของขอบกระด้ง ถ้าขอบกระด้งตั้งตัวได้เต็มที่ใบบัวก็รอดตาย

“บัว” เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี เพราะลักษณะของใบและดอกที่ชูช่ออยู่เหนือน้ำ  และความงามของดอกบัวที่เบ่งบานบัว” ถือเป็นพืชไม้น้ำที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ และความเบิกบาน ซึ่งเห็นได้จากการนำดอกบัวมาใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382104

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าเกษตรธรรมชาติ คืออะไร และผลผลิตที่ได้เป็นอย่างไรบ้างครับ

บุญส่ง จารุพาณิชย์

อ.เมือง จ.เลย

คำตอบ

เกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการทำการเกษตรที่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ได้ผลกลับมาพอสมควร เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยมีวิธีการตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีพลังในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบการเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร นำไปสู่การได้ผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ ได้ผักที่ผลิตโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้สิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ในกระบวนการผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคมากที่สุด

หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1.ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2.งดเว้นการใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3.ไม่กำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิด ช่วยคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พืชที่ปลูกด้วย

4.ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้โดยเด็ดขาด เพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นการไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ผลผลิตที่ได้จากเกษตรธรรมชาติก็คือ พืชที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชที่มีสารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พืชปลอดสารพิษ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต กลุ่มที่สอง เป็นพืชที่ผลิตโดยวิธีทั่วไป มีการควบคุมการใช้สารเคมี และงดการใช้ เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต หรือถ้ามีสารพิษตกค้างอยู่ ก็ต้องไม่เกินระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380732

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม วัชพืชคืออะไรครับ และมีวิธีการกำจัดอย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างไรบ้างครับขอบคุณครับ

สานิตสุวทานนท์

อ.เมือง จ.แพร่

คำตอบ

วัชพืช เป็นพืชที่ขึ้นผิดตำแหน่ง หรือพืชที่เกิดขึ้นในที่ไม่สมควรและการเกิดขึ้นของมันส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตทางการเกษตร ไปแย่งสารอาหารของพืชหลักจนล้มตาย หรือเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งในบริเวณที่ปลูกพืชผลทางการเกษตร สนามหญ้า ริมถนน คูน้ำ และในป่า

การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีทางธรรมชาติวัชพืชบางชนิด อาจดูเป็นต้นไม้ที่สวยงาม แต่ที่จริงแล้วเป็นพืชที่ผู้ปลูกไม่ต้องการ เพราะไปคอยแย่งอาหารพืชในดินไปจากพืชที่เราปลูกไว้ ทั้งยังทำลายความสวยงามในสวนให้รกรุงรัง จึงจำเป็นต้องหาวิธีกำจัดวัชพืชเหล่านี้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งจะปลอดภัยทั้งพืชผล และปลอดภัยทั้งชีวิตของคนในบ้านอีกด้วยมีแนวทางทำได้ดังนี้

1. ถอนออกด้วยมือเปล่าเป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เลย โดยรดน้ำให้ดินเปียกชุ่มเสียก่อนแล้วจึงค่อยถอนออก
ดินจะคลายตัวทำให้ถอนออกมาได้ทั้งรากทั้งโคน วิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ หรือตามภาชนะปลูกต่างๆ

2. ฉีดพ่นน้ำส้มสายชูน้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีในบ้าน โดยนำน้ำส้มสายชูใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นไปบนวัชพืชโดยตรงเลย หรือฉีดผสมกับดินก่อนนำเมล็ดลงปลูก น้ำส้มสายชูจะไปเกาะอยู่ที่รากต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตขึ้น จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชโตขึ้นมาแย่งอาหารได้ วิธีนี้ เป็นวิธีการของภูมิปัญญาชาวบ้าน

3. ใช้วัสดุคลุมดินป้องกันแสงอาทิตย์วัชพืชก็เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ที่ต้องการแสงจากดวงอาทิตย์ช่วยในการเจริญเติบโต เมื่อปิดคลุมดินด้วยผ้าใบผ้าพลาสติกทึบ หรือวัสดุคลุมดินอื่นๆ วัชพืชก็จะหยุดการเจริญเติบโตและเฉาตายในที่สุด

4. ใช้น้ำร้อนลวก น้ำร้อนสามารถนำมาฆ่าหญ้าวัชพืชในสวนได้ โดยเทน้ำร้อนลงไปในดินที่มีหญ้าและวัชพืชขึ้นโดยตรง
วัชพืชก็จะตายไปเองวิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ

5. สูตรน้ำส้มสายชูผสมเกลือ ให้ใช้น้ำส้มสายชู 2 ถ้วยตวง เกลือ ครึ่งถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย มาเทใส่รวมกันแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันดี จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์นำไปฉีดพ่นลงบนวัชพืชหรือต้นหญ้า ก็จะตายไปเอง

6. ปลูกพืชอื่นๆ ให้มากกว่าจำนวนที่วัชพืชมีอยู่ให้ปลูกพืชต่างๆ ให้มากกว่าหญ้าและวัชพืชที่มีอยู่ พืชที่ปลูกเหล่านี้ จะไปแย่งสารอาหารจากวัชพืชแทน จนมันตายไปเอง

7. สร้างรั้วล้อมรอบเอาไว้กินวัชพืชบางชนิดสามารถนำมาทำอาหารเอาไว้กินได้ ก็เก็บไว้เป็นผักสวนครัวได้เช่นกัน ให้หาอิฐบล็อกหรือไม้หนาๆ มาปักล้อมรอบมันไว้ทำเป็นแปลงปลูกวัชพืชด้วย จะได้ไม่ลามไปเติบโตพื้นที่อื่นๆ ในสวนแถมยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์อีกด้วย

วิธีเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณวัชพืชที่ขึ้นรกอยู่ในสวนให้เหลือน้อยลงได้ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ดินเสียลองใช้วิธีธรรมชาติกำจัดดูก่อน เพื่อรักษาต้นไม้และอาหารในดินเอาไว้ พร้อมทั้งไม่สร้างมลพิษให้กับดินด้วย และขอให้สำรวจว่าในบ้านของเรามีวัชพืชอะไรบ้าง ให้ลองหาข้อมูลว่าวัชพืชชนิดนั้นคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรเพื่อที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องโดยสรุปแล้ว ให้พิจารณาจากพื้นที่ที่จะกำจัดวัชพืชว่ามีมาก-น้อยเพียงใด เป็นเกณฑ์ในการเลือกจัดการกำจัดวัชพืช นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379321

x

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกถั่วบราซิลแทนการปลูกหญ้าสนามครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

ประยูร ม่วงทองคำ

อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร

คำตอบ

ถั่วบราซิล หรือเรียก ถั่วปิ่นโต ถั่วลิสงเถา ถั่วเปรู มีชื่อทางการค้าว่า ถั่วอมาริลโล เป็นพืชเลื้อยคลุมดิน สูง 5 นิ้ว  ลักษณะคล้ายต้นถั่วลิสง แต่มีใบเล็กกว่า และมีลำต้นเลื้อยไปตามดิน มีรากแก้วแข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินหลายสภาพ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือใช้ท่อนพันธุ์

คุณสมบัติ เป็นพืชคลุมดิน มีความทนแล้ง ชอบแดดจัด ต้นเตี้ย ทนร่มเงา ทนต่อการเหยียบย่ำ มีดอกสีเหลืองสวยงาม เหมาะสำหรับจัดสวนประดับ และปลูกแทนสนามหญ้า เป็นพืชอาหารสัตว์ ให้ปุ๋ยที่สามารถตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี ปลูกควบคุมวัชพืชอื่นๆ ครอบคลุมผิวดินได้ดี และโตเร็ว ระยะแรกเจริญเติบโต ต้นถั่วเริ่มออกดอก จะออกดอกมากช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และแทงส่วนที่มีลักษณะเป็นเข็มยื่น ออกจากลำต้น เป็นจุดกำเนิดของฝักลงดิน หลังเจริญเติบโตแล้ว ประมาณ 1 เดือน จะทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ ตลอดฤดูฝน ช่วงที่มีดอกมากที่สุด อยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน และปริมาณดอก จะลดลงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เมล็ดมีฝักหุ้มอยู่ใต้ดินเช่นเดียว
กับถั่วลิสง แต่ในหนึ่งฝักมีเพียง หนึ่งเมล็ดเท่านั้น

วิธีการขยายพันธุ์ ปลูกโดยใช้เมล็ด หรือใช้วิธีการปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับพืชชนิดนี้ เพาะชำง่าย การปลูกโดยใช้เมล็ด อาจจะกลายพันธุ์ได้ การปลูกด้วยเมล็ด ใช้อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือส่วนของท่อนพันธุ์ที่นำไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุม หลุมละ 1 ต้น ที่ระยะ 50X50 ซม.

การปลูกและดูแลรักษา ช่วงปลูกที่ดีคือ ต้นฤดูฝน นำส่วนของท่อนพันธุ์ที่ไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุมลึก 2-3 ซม.
ส่วนการปลูกด้วยเมล็ด อัตรา 2 กก.ต่อไร่ หยอดเมล็ดเข้าไปในหลุม รดน้ำทุกวัน มีระยะการปลูก 50X50 ซม. อัตราการงอกของเมล็ดถั่วบราซิลประมาณ 60-70%  ประมาณ 2 สัปดาห์ เมล็ดจะเริ่มงอก ระยะแรกจะเจริญเติบโตช้า การเก็บเมล็ด ให้เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ จะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือน ถ้าเกินกว่านี้ อัตราการงอกของเมล็ดจะลดลง

การให้ปุ๋ย ก่อนปลูก ควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดิน ในการดูแลรักษาแปลงถั่ว ควรใส่ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูง (0-46-0) ในช่วงต้นฤดูของทุกปี ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่

การกำจัดวัชพืช ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก ในระยะ 3-4 สัปดาห์แรกหลังปลูก และกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกอีก 2 เดือน

การตัดแต่งต้นถั่วบราซิล เนื่องจากถั่วบราซิล เป็นพืชที่เลื้อยอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นต้นที่จะเลื้อยขึ้นไปรัดบนต้นไม้ การตัดแต่งจึงทำปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการตัด สามารถใช้เครื่องตัดหญ้าตัด หรือหากพบวัชพืชขึ้นแซมๆ อาจจะใช้วิธีการถอนออก ตามความเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวเมล็ด กรณีที่เป็นดินเหนียว ต้องขุดลึก ประมาณ 10 ซม. นำดินขึ้นมาแช่น้ำให้ดินยุ่ย ประมาณ 15 นาที แล้วตักดินใส่ตะแกรงไม้ไผ่ชนิดก้นลึก และขนาดรูตะแกรงที่มีตาถี่ ทำการร่อนในน้ำ ใช้มือถูดินที่หุ้มอยู่ออกให้หมด นำเมล็ดถั่วที่ได้ล้างน้ำอีกครั้ง แล้วนำไปผึ่งแดด ประมาณ 3 วัน เมื่อแห้งดีแล้ว นำไปเก็บฝัดเศษดินทิ้ง เก็บเมล็ดถั่วลิสงเถาไว้ในที่ร่ม หรือกรณีที่เป็นดินร่วนปนทราย อาจขุดดินแล้ว นำมาร่อนแยกเอาเมล็ดออกได้โดยตรง ไม่ต้องร่อนในน้ำ ระยะเวลาเก็บเมล็ด ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม อายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ถ้าเก็บล่าช้า ฝนเริ่มตก ฝักที่มีอยู่ใต้ดิน และเถาที่ยังคงอยู่จะเริ่มงอก

ถั่วบราซิล เป็นพืชตระกูลถั่ว จึงให้ปุ๋ยตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี  ลำต้นจะเลื้อยไปบนดินในบริเวณกว้าง ใช้เป็นพืชคลุมดิน รักษาความชื้น และป้องกันไม่ให้วัชพืชอื่นขึ้น ไม่ค่อยเลื้อยขึ้นต้นไม้  จึงไม่มีปัญหาว่าไปรัดต้นไม้ตาย การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จึงทำได้ง่าย พอถั่วงามแล้ว สามารถตัดกิ่งไปชำในถุง แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีประหยัด และทำให้การดูแลกำจัดวัชพืชได้ง่ายด้วย เพราะหลังจากถั่วขึ้นมาเต็มพื้นที่แล้ว วัชพืชจะขึ้นได้ยาก

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377800

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะเลี้ยงไส้เดือนดินครับขอทราบประโยชน์และวิธีเลี้ยงด้วยครับ

วิโรจน์ โรจน์พานิชย์

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ไส้เดือน เป็นสองเพศในตัวเดียว ลักษณะของลำตัวเป็นข้อปล้องอ่อนนิ่ม สามารถยืดและหดได้ตามต้องการ มีสีดำบ้างแดงบ้างแล้วแต่พื้นที่ ลำตัวของไส้เดือนต้องมีความชื้นเคลือบอยู่ตลอดเวลา ความร้อนแห้งเหือดจะทำให้ไส้เดือนตาย จึงพบได้ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะและอุดมสมบูรณ์ ไส้เดือนจะทำให้ดินร่วนซุยดี และมูลของไส้เดือนยังเป็นปุ๋ยชั้นเลิศที่มีคุณค่ามหาศาลอีกด้วย

ปุ๋ยมูลไส้เดือน จัดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดปุ๋ยคอก แต่คุณประโยชน์มากกว่าปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลไส้เดือนจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จำนวนมาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชมีองค์ประกอบของกรดฮิวมิค ที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บสะสมสารอาหาร ที่เกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ฮิวมิคจะเก็บรวบรวมอาหารพืชไว้ และปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการใช้งาน เมื่อใช้มูลไส้เดือนกับดินบริเวณไหน จะเป็นเหมือนการสร้างโอเอซิสในชั้นดินนั้น ทำให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในดินอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำให้ดินแข็งตัวแม้จะใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำและอากาศระบายได้ดี และช่วยเสริมให้ระบบรากของต้นไม้กระจายได้ดี และไม่เป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน มีดังนี้

1. คัดเลือกสายพันธุ์ของไส้เดือนที่จะเลี้ยง พันธุ์ที่หาได้ง่าย และนิยมเลี้ยงกันมากในขณะนี้คือ พันธุ์แอฟริกัน และพันธุ์อาร์เซน่า ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันจะเป็นไส้เดือนตัวใหญ่ที่มีลำตัวออกไปทางสีน้ำเงิน ส่วนไส้เดือนพันธุ์อาร์เซน่าจะเป็นไส้เดือนตัวเล็กสีแดง การเลือกพันธุ์ไส้เดือนมีผลต่อการดูแลที่ยากง่ายต่างกัน ก็ให้เลือกเอาตามความเหมาะสมและต้นทุนที่มีอยู่

2. เตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงไส้เดือน อาจเลี้ยงได้หลายวิธีคือ การเลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูน เลี้ยงในกะละมัง หรือภาชนะพลาสติกอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีอยู่ แต่ต้องสร้างโรงเรือนเพื่อกันแดดและฝน ถ้าจะใช้วงคอนกรีตที่เป็นท่อขนาดใหญ่ หรือจะก่อบ่อคอนกรีตขึ้นมา จะต้องไม่ลึกมากนัก เพื่อที่จะสะดวกในการดูแลไส้เดือนได้อย่างทั่วถึง และให้ใช้ฟางแห้งและขี้เลื่อยเป็นวัสดุรองก้นบ่อ โดยนำวัสดุทั้งสองอย่างมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าด้วยกันก่อน แล้วพรมน้ำจนติดกันเป็นก้อน วางเรียงให้เป็นระเบียบ แล้วทับด้วยกระสอบป่านชุ่มน้ำอีกครั้งปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะปล่อยไส้เดือนลงไป ไม่จำเป็นต้องปล่อยไส้เดือนจนเต็มพื้นที่ เพราะไส้เดือนใช้เวลาในการขยายพันธุ์ไม่นานนัก จะออกไข่มาทุกๆ 10 วัน ก็จะได้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มขึ้นมาเอง

3. การเตรียมอาหาร ให้เตรียมอินทรียวัตถุต่างๆ ที่จะเป็นอาหารของไส้เดือน มี 2 วิธีคือ

1) อาจใช้ขยะสดที่เป็นผักหรือผลไม้ โดยต้องแยกขยะมีพิษ และสิ่งที่ไม่ย่อยสลายออกให้หมด แล้วนำมาหมักให้เริ่มบูด ก่อนเทลงในบ่อไส้เดือน ให้เทแบบกระจายทั่วๆ และเป็นชั้นบางๆ

2) อาจใช้ปุ๋ยคอกชนิดปุ๋ยมูลวัวนมเพียงอย่างเดียว โดยนำมาแช่น้ำ 3 วัน เพื่อคลายความร้อน และเจือจางความเค็มให้ลดลงบ้าง

4. การให้อาหาร เมื่อปล่อยไส้เดือนไปแล้ว ควรให้อาหารที่ความถี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจะต้องควบคุมโรงเรือนไม่ให้ร้อนเกินไป และระวังเรื่องฝนสาด เพราะน้ำจะเข้าไปทำให้เน่าได้ จากนั้นรอเวลาจนไส้เดือนรุ่นแรกโตเต็มวัย มีลูกหลานออกมา เราจึงคัดแยกแม่พันธุ์เดิมออกไป ทิ้งไว้เพียงรุ่นลูกเพื่อเลี้ยงต่อ

5. การเก็บมูลไส้เดือน ไส้เดือนจะถ่ายมูลออกมาอยู่บริเวณด้านบน มีลักษณะคล้ายดินที่ร่วนซุยดี ใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก็สามารถเก็บมูลได้แล้ว ให้ใช้มือกวาดเอาผิวด้านบนออกมา หากมีไส้เดือนติดมาด้วยให้คัดออกไป แล้วเอามูลไส้เดือนที่ได้ไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิทดี ประมาณ 30 นาที แล้วจึงบรรจุใส่ถุงที่มิดชิดเก็บไว้ได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงพื้นที่เกษตรกรรม หรือรอจำหน่ายต่อไป

การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงเป็นเงินมหาศาลต่อปี ขณะที่ต้นทุนนั้นต่ำมากๆ อีกทั้งรูปแบบของการนำปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใช้นั้น ก็ไม่ยุ่งยาก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปุ๋ยไส้เดือนนั้น กลายเป็นปุ๋ยที่มีมูลค่ามาก ช่วยสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกรที่สะดวกจะทำไว้ใช้เอง ก็จะลดต้นทุนไปได้มาก และหากได้มูลไส้เดือนเกินกว่าปริมาณที่ต้องใช้ก็ยังสามารถนำออกจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376385

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะประสบปัญหาในการเพาะเมล็ดครับ เวลาที่ผมเพาะเมล็ดพืช ก็ไม่ค่อยงอกตามที่ต้องการ ขอทราบวิธีการด้วยครับ

รัตนชัย อ่อนสมัน

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพืช สำคัญอยู่ที่ต้องรู้ลักษณะของเมล็ดพืชนั้นๆ เพราะพืชแต่ละชนิดมีเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง นับจากเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรเริ่มต้นจากการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วนำมาเพาะกล้า การเพาะเมล็ดพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก

วิธีการเพาะเมล็ด ที่นิยมกัน มุ่งหมายให้พืชที่ได้มีลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตสูง มีดังนี้

1. ทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพที่ดี ทนต่อโรคและแมลง มีอัตราการงอกสูง โดยดู วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันที่หมดอายุ

2. เมล็ดพืชที่เพาะ ถ้ามีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง ควรกะเทาะเปลือก หรือลอกเปลือกออกให้หมด วิธีการนี้ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น

3. ให้แช่น้ำเมล็ดพืช จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จึงช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วขึ้น โดยนำมาแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำอุ่น ให้ใช้น้ำร้อนผสมน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 แช่นาน 30 นาที และปล่อยจนน้ำเย็น แช่ทิ้งไว้นาน 10-12 ชม. จึงนำมาห่อผ้าเปียกไว้ รดน้ำ 2-3 วัน พอเริ่มมีรากงอกออกมา ให้นำไปเพาะลงในถาดเพาะกล้า หรือถุงเพาะกล้า

4. การเตรียมวัสดุเพาะกล้าพืช โดยให้ผสมดินร่วน ปุ๋ยคอกเก่าแห้งอย่างละเอียด และขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 เมื่อผสมวัสดุดีแล้ว ให้นำใส่ในภาชนะเพาะ เช่น ถาดเพาะ กระถาง หรือถุงพลาสติก โดยใส่วัสดุเพาะกล้าลงในภาชนะ ประมาณ 2 ใน 3 ของความสูงของภาชนะบรรจุ ไม่ควรใส่ให้สูงล้นเต็มภาชนะ เพราะเวลารดน้ำจะทำให้เมล็ดพันธุ์ไหลหลุดติดไปกับน้ำ

5. เกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบ และทำเป็นหลุมหรือร่องเล็กๆ ตามขนาดความยาวของภาชนะ ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 3 ซม. ลึกประมาณ
1 ซม.

6. ถ้าเป็นหลุมปลูก ให้โรยเมล็ดพันธุ์ลงไปเลย ควรหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด/หลุม ถ้าโรยเป็นแถว ควรโรยบางๆ และกลบวัสดุปลูกทับเมล็ดพันธุ์พืชที่โรยไว้

7. ให้หว่านปูนขาวบางๆ ลงบนผิวของวัสดุปลูก เพื่อป้องกันมด หรือแมลงเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ และควรวางภาชนะเพาะกล้าในที่ร่มรำไร และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

8. เมื่อเมล็ดเริ่มมีใบ ควรวางภาชนะเพาะกล้าให้ได้รับแสงสว่างในช่วงครึ่งวันเช้า หรือใช้วัสดุพรางแสงกั้นบนภาชนะที่ใช้เพาะกล้า เพื่อให้กล้าผักเริ่มปรับตัวแข็งแรงขึ้น และไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการย้ายปลูกในแปลงปลูก

ที่สำคัญคือ การดูแลและการจัดการกล้าพืชที่เพาะโตและแข็งแรง เมื่อทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก รองก้นหลุมก่อนปลูก เพื่อช่วยปรับสภาพดิน เพราะเมื่อต้นกล้าโต ก็จะต้องการธาตุอาหารอย่างมากด้วยนะครับ

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374865

x

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าไม้มงคลที่ใช้กับพิธีกรรมต่างๆ มีอะไรบ้างครับ

ศรสมาน อนงค์คราญ

เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

เรื่องของขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ตามความเชื่อของชาวไทยที่สืบต่อกันมา ไม่ว่าจะทำการใดในชีวิตก็ตาม ต้องมีธรรมเนียมพิธีการเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน เพื่อนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตครอบครัว และญาติของตนเอง ในการปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็ต้องมีการทำพิธีมงคลยกเสาก่อนสร้างบ้าน หรือสร้างศาลพระภูมิ เพื่อให้คนในบ้านอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์นี้ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยใช้ไม้มงคลนาม9 ชนิด ปักกับพื้นดินตรงที่ตั้งเสาเอกของบ้าน ได้แก่ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง และไม้กันเกรา

-ต้นราชพฤกษ์ มีความหมายถึง ความเป็นใหญ่ และมีอำนาจวาสนา ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทิ้งใบก่อนออกดอกขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด วิธีการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ โดยนำเมล็ดมาตัด หรือทำให้เกิดบาดแผลที่ปลายเมล็ดแล้ว แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้อีก 12 ชั่วโมง หรืออาจจะต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงในเมล็ด ทิ้งไว้ เมล็ดก็พร้อมที่จะงอก เมล็ดจะงอกภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งยังสามารถนำรากมาฝนทาแก้กลาก รากและแก่นเป็นยาขับพยาธิ เปลือกและไม้ใช้ฟอกหนัง และใช้บดทาผื่นตามร่างกาย

-ต้นขนุน มีความหมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน ลำต้นและกิ่งมีน้ำยางสีขาวข้น ผลมีขนาดใหญ่ สามารถนำไปบริโภคได้ทั้งผลดิบและผลสุก ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด ติดตา และทาบกิ่ง ประโยชน์คือ นำผลอ่อนไปปรุงอาหาร ผลสุกมีเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหารได้ เนื้อไม้ใช้ทำพื้นเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆครก เครื่องดนตรี รากและแก่น มีสีเหลือง ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้

-ต้นชัยพฤกษ์ มีความหมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5-15 คู่ ใบเป็นรูปไข่ ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียด ดอกมีสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ดอกใกล้โรยจะเป็นสีขาว กลีบเลี้ยงสีแดง ออกเป็นช่อตามกิ่ง ผลเป็นฝักกลมสีดำ เมื่อแก่มีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด มีประโยชน์คือ ใช้เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อนๆ

-ต้นทองหลาง มีความหมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน ตามกิ่งต้นอ่อนมีหนาม เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง ออกดอกในเดือน มกราคม-กุมภาพันธุ์ ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
และปักชำ มีประโยชน์ใช้เป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นไผ่สีสุก มีความหมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย เป็นไม้ไผ่ประเภทมีหนาม เนื้อไม้แข็ง ผิวเรียบเป็นมัน แผ่นใบกว้าง ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง ขยายพันธุ์โดยปักชำ ตัดไม้ไผ่เป็นท่อน ให้ติดข้อตาปล้อง 1 ปล้อง นำมาปักไว้ในวัสดุชำ วางให้เอียง 45 องศา เรียงเป็นแถวเป็นแนวเดียวกัน เติมน้ำลงในกระบอกไม้ไผ่ให้เต็ม ประมาณ 4 สัปดาห์ หน่อจะแตกออกจากตาไม้ไผ่ และรากจะงอกออกจากปุ่มใต้ตา มีประโยชน์คือ ปลูกรอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม หน่อไม้มีสีขาว ใช้ทำอาหาร และเก็บได้นาน เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านในชนบทได้ทนทาน

-ต้นทรงบาดาล มีความหมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง มีใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ รูปไข่ขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลเป็นฝักแบน ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด วิธีเพาะให้นำไปแช่น้ำหรือแช่น้ำอุ่นค้างคืน มีประโยชน์คือ ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นสัก มีความหมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นมีเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน-ตุลาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ปักชำ มีประโยชน์คือ ใช้ทำเครื่องเรือนและในการก่อสร้างบ้านเรือน ปลวก มอด ไม่ชอบทำลาย เพราะมีสารพวกเตคโตคริโนน เนื้อไม้มีลายสวยงามแข็งแรงทนทาน สามารถตบแต่งและชักเงาให้สวยงามได้ง่าย

-ต้นพะยูง มีความหมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น เปลือกสีเทาเรียบ ออกดอกในเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ขยายพันธุ์ โดยนำฝักแก่ไปแช่ในน้ำเย็น 24 ชั่วโมง แล้วเพาะในกระบะเพาะ โดยหว่านให้กระจายทั่ว แล้วโรยทรายกลบบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน มีประโยชน์คือ มีเนื้อไม้สีแดงอมม่วง ถึงแดงเลือดหมู เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี ได้สวยงาม

-ต้นกันเกรา หรือตำเสา มีความหมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ทำให้เสาเรือนมั่นคง เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ ออกดอกในเดือน เมษายน-มิถุนายน ขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ด มีประโยชน์คือมีเนื้อไม้เป็นสีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็งทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เป็นยาบำรุงธาตุแน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371954

x

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม น้ำในสระที่ไร่ของผมลดแห้งไปมากทุกปี มีสาเหตุจากอะไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้างครับ

รัตนชัย สุขเกษม

อ.เมือง จ.มหาสารคาม

คำตอบ

การสูญเสียน้ำในสระ อาจมาจากหลายสาเหตุ ถ้าเกิดจากการระเหย ตัวแปรที่สำคัญคือ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และลม และถ้าเกิดจากการรั่วซึม ตัวแปรที่สำคัญก็คือ สภาพของดิน และระดับน้ำใต้ดิน เมื่อระดับน้ำในสระลดต่ำกว่าระดับน้ำในดินเมื่อไหร่ น้ำจากดินก็จะไหลเข้าบ่อเอง

การสูญเสียน้ำในสระ ที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำซึมลงสู่ดินชั้นล่าง เมื่อดินมีช่องว่างทำให้น้ำที่เก็บกักอยู่ซึมลึกลงไปใต้ดิน วิธีป้องกันทำได้หลายวิธี อาจทำได้โดย 1) วิธีการอุดช่องว่างระหว่างดินก้นสระ ให้ทำการบดอัดดินเหนียวที่ก้นสระ หรือ 2) วิธีหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป เพื่อสร้างพืชน้ำเมื่อมันตายทับถมลงไปกลายเป็นอินทรียวัตถุอุดรูช่องว่างของดิน

การสูญเสียของน้ำในสระ ที่เกิดจากการซึมของน้ำออกทางด้านข้าง ในฤดูแล้งพื้นดินด้านข้างของสระแห้ง ทำให้น้ำจากสระซึมเข้าไปทดแทน วิธีป้องกันทำได้โดย 1) การบุด้วยผ้าพลาสติก หรือ 2) การปลูกแฝกเป็นแนวรอบสระ ให้ชิดติดกันสองหรือสามชั้น เพื่อให้รากแฝกที่ลงลึกไปช่วยป้องกันไม่ให้น้ำออกทางด้านข้างมากเกินไป

การระเหยของน้ำในสระไปในอากาศ เกิดจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ และแรงลมที่พัดผ่านสระ จะช่วยเร่งการระเหยของน้ำให้เร็วขึ้น วิธีป้องกันคือ ต้องลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงสระน้ำ โดยการปลูกพืชที่ให้ร่มเงาให้แก่สระ เพื่อไม่ให้แดดแผดเผาทั้งวัน และต้องปลูกพืชรอบขอบสระ เพื่อชะลอแรงลมที่จะพัดผ่านน้ำในสระ และถ้าหากมีการปลูกโรงเรือนบนสระ เพื่อเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา หลังคาโรงเรือนก็จะช่วยป้องกันแดดได้อีกส่วนหนึ่งด้วย

การป้องกันการรั่วซึมของน้ำในสระ

1) การใช้ดินเหนียว นำมาเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ หนาชั้นละ 15 เซนติเมตร  ปูทับที่ก้นสระและทางลาดด้านข้าง ราดน้ำให้ทั่วจนมีความชื้นพอประมาณ แล้วจึงบดดินด้วยรถบดให้แน่นเป็นชั้นๆ ตลอดทั้งก้นสระและทางลาดด้านข้าง รวมความหนาของดินที่บดทับจนแน่นดีแล้ว ประมาณ 30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย

2)  การใช้แผ่นวัสดุสังเคราะห์ นำมาปูที่ก้นและทางลาดด้านข้างสระ แทนการใช้ดินเหนียว แผ่นวัสดุสังเคราะห์จะมีคุณสมบัติทึบน้ำ น้ำไหลผ่านไม่ได้ แผ่นที่ใช้งานปูสระเก็บน้ำนี้ มีหลายชนิด ผลิตและมีจำหน่ายทั่วไป โดยคุณสมบัติของวัสดุ ขนาด ความหนาวิธีการปู บริการการปู และราคาต่อตารางเมตรแตกต่างกันด้วย

การพัฒนาพื้นที่รอบขอบสระ

1) การพัฒนาพื้นที่ที่ถูกคลื่นกัดเซาะ หรือฝนตกกัดเซาะ เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือ การปลูกหญ้าโดยตลอดเกือบถึงก้นสระ ให้หญ้าขึ้นงอกงามเต็มที่ก่อนจะมีการเก็บน้ำ  ถึงแม้ว่าจะมีน้ำท่วมหญ้าที่ปลูกไว้ตาย แต่รากของหญ้าที่ยึดเกาะดินไว้แน่น ซึ่งพอระดับน้ำในสระลด หญ้าก็อาจงอกขึ้นมาใหม่ตามเดิม ถ้าบริเวณใดถูกน้ำกัดเซาะไป ก็สามารถซ่อมแซมเติมดิน แล้วปลูกหญ้าเพิ่มเติมให้มีสภาพดีตามเดิมต่อไปได้ ส่วนการป้องกันพื้นที่รอบขอบสระและคันสระ ที่ไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะ ควรนำหญ้าแฝกมาปลูกให้รอบขอบสระอย่างน้อย 2 แถว ให้ปลูกอยู่เหนือระดับน้ำเก็บกัก พร้อมกับบำรุงดูแลให้เจริญงอกงามโดยเร็ว เพื่อช่วยกรองป้องกันตะกอนดินไม่ให้ไหลลงสู่สระ

2) การพัฒนาพื้นที่รอบสระให้ร่มรื่น และช่วยลดการระเหยของน้ำในสระ พื้นที่โดยรอบขอบสระ ควรปลูกไม้ยืนต้นขนาดสูงเป็นระยะๆ  เพื่อช่วยให้เกิดความร่มรื่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ จะช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำได้มาก การคายน้ำของต้นไม้ จะช่วยทำให้บรรยากาศบริเวณนั้น มีความชื้นมากกว่าบริเวณทั่วไป และช่วยลดความเร็วของกระแสลมที่พัดมากระทบผิวน้ำอีกด้วย

ที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยที่ช่วยลดอัตราการระเหยของน้ำจากสระได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ที่ปลูกควรเป็นประเภทไม่ผลัดใบ เพื่อป้องกันมิให้น้ำในสระได้รับผลกระทบ เพราะใบไม้หล่นจมน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียได้