ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติให้ข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดปีงบประมาณ พ.ศ.2556) โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 กำหนดเงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ ไว้ว่า

ข้อ 3.1 ต้องไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย กรณีข้าราชการสายวิชาการต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนโดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้

นอกจากนี้ อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หลักสูตรใดเท่านั้น ประกอบกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ ศธ 0506(2)/ว.569 ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 เรื่องการกำหนดจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 กำหนดว่า อาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาตรีหรือในระดับบัณฑิตศึกษา นอกเหนือจากการที่ได้กำหนดเรื่องจำนวนและคุณวุฒิอาจารย์ประจำหลักสูตรไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 แล้วในกรณีสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทในสาขาวิชาเดียวกันอีก 1 หลักสูตร

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

3. บำเหน็จบำนาญ

(1) อาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะขอลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อรับบำเหน็จ บำนาญ เช่นนี้สถาบันอุดมศึกษาจะไม่อนุมัติให้ลาออกจากราชการได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 ประจำสาขาวิชา ก. สังกัดมหาวิทยาลัย ส. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ยื่นแบบหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เพื่อขอลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ(โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แต่คณะกรรมการประจำสาขาวิชา ก. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) พิจารณาแล้วมีมติ (วันที่ 18 กรกฎาคม 2555) ไม่เห็นชอบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาไม่เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดีลาออก เนื่องจากมีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของสาขาวิชา ก.

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 และวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ให้ข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงได้ออกประกาศมหาวิทยาลัย ส.เรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2555 และประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 6 กันยายน 2555 แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือโต้แย้งและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 (ออกจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2555) และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จนกระทั่งต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2557 นางสาว ท. มีอาการไข้ตัวซีดเหลือง อ่อนเพลียไม่มีแรงจึงต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลป.แพทย์ (โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม) ต่อมาโรงพยาบาลป.แพทย์ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลของทางราชการ เนื่องจากมีประวัติการรักษาตัวอยู่

หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้นำตัวภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตามคำแนะนำของมารดาของภรรยาซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัย นางสาว ท. เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันและมะเร็งชนิดนี้จะมีการดำเนินโรคที่รวดเร็วและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน หากไม่ได้รับการรักษา

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของผู้ป่วย แพทย์ผู้รักษาจึงได้วางแผนการรักษาด้วยเคมีบำบัด ตั้งแต่วันที่รับทราบผลตรวจเนื่องจากหากผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลต้นสังกัดเดิมจะต้องรอเข้ารับการตรวจวินิจฉัยซึ่งต้องใช้เวลานาน อาจไม่ทันช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จึงเป็นเหตุให้ต้องรีบนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุที่ทำให้นางสาว ท. เชื่อว่าตนเองมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิได้ ประกอบกับนางสาว ท.ได้ใช้สิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัด น.มาแล้ว แต่สำนักงานประกันสังคม น.ปฏิเสธกรณีจึงถือได้ว่าคู่สมรสของผู้ฟ้องคดี ยังไม่ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสตามมาตรา 10 วรรคสองแห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2553 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งไม่อนุมัติให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.870/2564)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(2) กรณีคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม เพราะแพทย์ให้ความเห็นว่าอาจไม่ทันช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ เช่นนี้ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสได้หรือไม่ และจากที่ใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการกลาโหมกองทัพบก คู่กรณีนางสาว ท. คู่สมรสของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่โรงพยาบาลจ. และได้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวม 260,000 บาทเศษ ต่อมานางสาว ท. ได้ยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา แต่ได้รับการปฏิเสธเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในช่วงที่เกิดขึ้นไม่ฉุกเฉินตามประกาศสำนักงานประกันสังคม

หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นเรื่องขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลของนางสาว ท. ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล พ.ศ.2553 ต่อผู้บังคับกองพันทหารช่าง(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้หารือไปยังกรมบัญชีกลาง(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวมาเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดได้

ผู้ฟ้องคดีได้คำสั่งดังกล่าวและนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ไม่อนุมัติให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นางสาว ท. คู่สมรสของผู้ฟ้องคดีเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่โรงพยาบาล จ. ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลตามที่ระบุในบัตรรับรองสิทธินั้น เกิดจากเหตุที่นางสาว ท. ได้ผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลทหารและแพทย์ผู้ผ่าตัดแจ้งว่า เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ จึงได้ส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลของทางราชการโดยแพทย์แจ้งว่าป่วยเป็น AIHA (ภาวะโลหิตจาง) และแพทย์ได้สั่งให้รักษาโดยการกินยาเพรดนิโซโลน

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ(ต่อ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

2. ค่ารักษาพยาบาล

(1) ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้เจ็บป่วยและอุบัติเหตุ แล้วเข้ารับการรักษาตามสิทธิของผู้ประกันตนโดยได้จ่ายเงินสดไปก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินมาขอให้มหาวิทยาลัยเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากประกันสุขภาพได้หรือไม่

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้เข้ารับการตรวจรักษาอาการปวดหลังและขาที่โรงพยาบาล จ. โดยแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ทำการตรวจเอกซเรย์และคลื่นสนามแม่เหล็ก แล้วผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการตรวจรักษาพร้อมทั้งสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก จำนวน 10,000 บาทเศษ

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงอธิการบดีเพื่อขออนุมัติเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากประกันสุขภาพตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาไว้กับบริษัทประกันชีวิต แต่อธิการบดี(ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้มีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินตามที่ผู้ฟ้องคดีขอเบิกผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือร้องทุกข์และนำคดีมาฟ้องศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 10,000 บาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีและเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุนั้น เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศ ก.บ.ม.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสวัสดิการพนักงาน พ.ศ.2545 ซึ่งได้กำหนดความคุ้มครองกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยนอก (OPD) ไว้ในข้อ 1.1.1 โดยผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้สำรองจ่ายเงินสดไปก่อนแล้วนำใบเสร็จรับเงินมาเบิกกับบริษัทประกันคู่สัญญากับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลที่ผู้ฟ้องคดีได้สำรองจ่ายไป ซึ่งจำนวนเงินในแต่ละครั้งที่ผู้ฟ้องคดีสามารถขอรับผลประโยชน์ได้ย่อมขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำไว้กับบริษัทรับประกันภัยคู่สัญญา และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เกินสิทธิจำนวน 10,000 บาทเศษให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.579/2564)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

1.“ท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก” หมายความว่าท้องที่ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ หรือมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการ และได้มีการรายงานตัวเพื่อปฏิบัติราชการตามพระราชกฤษฎีกานี้เป็นครั้งแรก

2.เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านราชการเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ทั้งนี้เว้นแต่ผู้นั้น

(1) ทางราชการได้จัดที่พักอาศัยให้ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด

(2) มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ โดยไม่มีหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงิน

(3) ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในต่างท้องที่ ตามคำขอของตนเอง

(4) ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ที่เป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก หรือท้องที่ที่กลับเข้ารับราชการใหม่ด้วย

(ให้ดูรายละเอียดในพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547, พ.ร.ฎ.ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550 และ พ.ร.ฎ.ฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2556 มาตรา 7 และมาตรา 7/1 ด้วยครับ)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้นได้มีหนังสือหารือสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการของนักเรียนพลตำรวจ ตามหนังสือกรมตำรวจ ด่วนที่สุดที่ มท 0604.1/2927 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2531 ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือดังกล่าวตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0514/20601 ลงวันที่ 29 เมษายน 2531 ว่าโรงเรียนตำรวจที่นักเรียนพลตำรวจซึ่งกรมตำรวจบรรจุเป็นพลสำรอง เพื่อเข้ารับการอบรมไม่ถือเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก ทุกหน่วยงานในกรมตำรวจจึงถือปฏิบัติตามแนวทางในหนังสือหารือดังกล่าวในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตำรวจมาโดยตลอด

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นพลตำรวจสำรองพิเศษ กองปราบปราม ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน หรือโต้แย้งเกี่ยวกับท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกต่อกรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดเดิมแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรรู้ถึงแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับท้องที่ที่ผู้ฟ้องคดี เริ่มรับราชการครั้งแรกตามกฎหมายว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการแล้ว

เมื่อผู้ฟ้องคดีโอนมารับราชการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานศาลปกครองกลางซึ่งอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานคร และผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยรู้อยู่แล้วว่าท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกของผู้ฟ้องคดี คือท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามระเบียบคณะกรรมการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้รู้ถึงเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งที่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ตั้งแต่ในขณะได้รับคำสั่งดังกล่าวแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา 51 วรรคสาม (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง สังกัดสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค 8 (แพร่) แต่เนื่องจากสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค 8 แพร่ ยังไม่ได้เปิดทำการ สำนักงานศาลปกครอง จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลปกครองกลาง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น ท้องที่กรุงเทพมหานคร จึงถือว่าเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกตามข้อ 3 ของระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. 2545

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามข้อ 7(3) ของระเบียบดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเมื่อคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ประโยชน์เป็นเงินแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ออกคำสั่งจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

โดยการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองกับประโยชน์สาธารณะประกอบกันว่า สมควรจะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นการให้ประโยชน์เป็นเงินแก่ผู้รับคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และหากต้องเพิกถอน สมควรจะต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน และจะให้การเพิกถอนมีผลตั้งแต่เมื่อใด ตามนัยมาตรา 50 ประกอบกับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านกรณีโอนมารับราชการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตามข้อ 7 ของระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545 หรือไม่ จำต้องพิจารณาก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการและแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการครั้งแรกในท้องที่ใด โดยท้องที่ใดเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกนั้น จะต้องพิจารณาได้ว่าเป็นท้องที่ที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดตามที่ทางการได้มีการกำหนดตำแหน่งไว้แล้ว และจะต้องมีการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งนั้นจริงเป็นครั้งแรกโดยให้เริ่มทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งดังกล่าวด้วย

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง ดำรงตำแหน่งกองร้อย 5 กองกำกับการโรงเรียนตำรวจภูธร 2 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีเข้ารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของกรมตำรวจก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในภารกิจต่างๆ ของกรมตำรวจ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าท้องที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีเป็นท้องที่ที่ผู้ฟ้องคดีเริ่มรับราชการครั้งแรก

เมื่อต่อมาอธิบดีกรมตำรวจได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นพลตำรวจสำรองพิเศษ ดำรงตำแหน่งลูกแถว ประจำแผนก 3 กองกำกับการ 8 กองปราบปราม ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานครและให้ผู้ฟ้องคดีทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2532 เป็นต้นไป กรณีจึงเป็นการบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจโดยให้เริ่มทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 จึงถือได้ว่าท้องที่กรุงเทพมหานคร เป็นท้องที่ที่ผู้ฟ้องคดีเริ่มรับราชการเป็นครั้งแรก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ของตุลาการในศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาเช่าซื้อหรือทำสัญญาเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและได้อยู่อาศัยจริง แต่บ้านหลังดังกล่าวมิได้อยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ ซึ่งได้มีการนิยามคำว่า “ท้องที่” ไว้แล้วในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 ซึ่งนำมาใช้ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านตุลาการศาลปกครอง พ.ศ.2544 ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านมาขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 (เฉพาะหลังแรกเท่านั้น) ประกอบมาตรา 3 วรรคหนึ่งแห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านตุลาการศาลปกครอง พ.ศ.2544

คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานการผ่อนชำระราคาบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.689/2565 (ประชุมใหญ่)

เรื่องนี้ประเด็นใหญ่คือเบิกค่าเช่าบ้านได้หลายแห่ง แต่ซื้อบ้านได้หลังเดียวนะ… ควรซื้อบ้านเลยหรือแค่เช่าบ้านก็พอ)

6.เรื่องท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก ของข้าราชการแต่ละประเภท หรือท้องที่ที่รับราชการครั้งแรกของข้าราชการ รวมทุกประเภท

เรื่องนี้ผู้ฟ้องคดีได้สอบผ่านการคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ กองบัญชาการการศึกษา เป็นพลตำรวจสำรอง กองกำกับการโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการศึกษาอบรมในโรงเรียนดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากนั้น กรมตำรวจได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นพลตำรวจสำรองพิเศษดำรงตำแหน่งลูกแถว กองกำกับการ 8 กองปราบปราม ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่กรุงเทพฯ โดยให้ผู้ฟ้องคดี ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2532 เป็นต้นไป

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)