ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีข้อสังเกตแจ้งสำนักงานศาลปกครองว่า การเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านของข้าราชการศาลปกครองรายนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศสำนักงานศาลปกครองเรื่อง กำหนดท้องที่ใกล้เคียงกับท้องที่ไปประจำสำนักงานใหม่ ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 เนื่องจากเส้นทางรถปรับอากาศร่วมบริการสาย ต. 1/4 ที่ได้รับสัมปทานจาก ขสมก.และรถขสมก. สาย 515 และสาย 84 ก นั้น ไม่ผ่านท้องที่อำเภอนครชัยศรี เลขาการสำนักงานศาลปกครองจึงมีหนังสือสอบถามองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพขอทราบข้อมูลเส้นทางการเดินรถประจำทางประเภทรถเมล์และรถเอกชนร่วมบริการ (รถตู้ปรับอากาศ) พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพได้แจ้งสำนักงานศาลปกครองว่า ท้องที่อำเภอนครชัยศรีไม่มีรถวิ่งผ่าน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุน(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) จึงได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุมัติค่าเช่าบ้านของนาย ก. และให้ส่งคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่เดือน มกราคม 2547 ถึงเดือนตุลาคม 2552 นายก.จึงได้อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานศาลปกครองพร้อมกับนำคดีมาฟ้องศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานศาลปกครองที่เพิกถอนคำสั่งอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ก.

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า

(1) บ้านที่อยู่ระหว่างการเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระซึ่งข้าราชการพลเรือนจะนำหลักฐานดังกล่าวมาใช้สิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านได้ตามมาตรา 16 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 หรือตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งแห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2547 ต้องเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น ไม่อาจนำหลักฐานการเช่าซื้อ หรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระของบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่มาใช้สิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านได้

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

คอลัมน์ “ราชการแนวหน้า” ได้อ่านหนังสือ “คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ” ของปี พ.ศ.2564-2566 แล้วพบว่ามีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะเป็นประโยชน์แก่บุคลากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องพิจารณาและทำความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้บริหารของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาและตัดสินใจสั่งการได้อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ชักช้า และช่วยลดปัญหาในการตัดสินใจอีกด้วยขอให้เรามาติดตามกันครับ

เรื่อง ค่าเช่าบ้านข้าราชการ

กระทรวงการคลังได้ตราพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการฉบับแรกตั้งแต่ พ.ศ.2527 และมีการแก้ไขเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ.2532 จนถึง พ.ศ.2556 หลังจากนั้น ก็คงจะต้องติดตามกันว่ามีการปรับปรุงแก้ไขกันอีกหรือไม่ให้เป็นปัจจุบันครับ

ณ เวลานี้เราขอนำคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมาบอกเล่าสู่กันฟังสำหรับข้าราชการที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและข้าราชการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านดังกล่าว จะได้มีแนวทางประกอบการพิจารณาให้ความเห็นต่อไปครับ

(1) เรื่องการนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้าน มาขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้หรือไม่

คดีนี้เริ่มตรงที่ นายก. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนักวิชาการการเงินและบัญชี 4 ในต่างจังหวัด สังกัดกรมบัญชีกลาง ต่อมา นายก.ได้ย้ายมารับราชการสังกัด สำนักงานศาลปกครองในส่วนกลางที่ กรุงเทพมหานคร นาย ก.ได้กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้านที่อยู่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมใช้เป็นที่อยู่อาศัย พร้อมได้รับอนุมัติเบิกค่าเช่า บ้านหลังดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

สำหรับกรณีเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 ให้ข้าราชการรายนี้เป็นบุคคลล้มละลาย ภายหลังจากที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้ว กรณีจึงถือว่าข้าราชการรายนี้ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปในการเป็นข้าราชการพลเรือนตาม มาตรา 30(9) แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 (กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น) ซึ่งผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 52 จะต้องสั่งให้ข้าราชการพลเรือนผู้นี้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตาม มาตรา 114(3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่าผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 52 ไม่ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการผู้นี้ออกจากราชการตามบทบัญญัติข้างต้น จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2547 ข้าราชการผู้นี้จึงพ้นสภาพจากการเป็นบุคคลล้มละลาย และไม่ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปในการเป็นข้าราชการพลเรือนตาม มาตรา 30(9) อีกต่อไป กรณีจึงไม่อาจสั่งให้ข้าราชการรายนี้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ได้และแม้ข้าราชการผู้นี้จะรับราชการต่อมาจนถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่มาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็ไม่ได้บัญญัติให้การเคยเป็นบุคคลล้มละลายนั้นเป็นลักษณะต้องห้ามในการเป็นข้าราชการพลเรือนแต่อย่างใด ประกอบกับข้าราชการผู้นั้นได้เกษียณอายุราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2559 จึงไม่มีสภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนและไม่มีเหตุที่จะสั่งให้ออกจากราชการได้อีก ดังนั้น ส่วนราชการจึงไม่ต้องดำเนินการอย่างใดสำหรับกรณีนี้ …

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/41 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2560 … มีข้อสังเกตว่าแม้จะไม่ต้องดำเนินการประการใดกับข้าราชการพลเรือนรายนี้ได้อีก แต่คงจะต้องพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่ผู้ใดที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลแล้วบกพร่องละเลยหรือไม่ตรวจสอบเกี่ยวกับการตกเป็นบุคคลล้มละลายของข้าราชการในสังกัดจนกระทั่งผู้นั้นถูกปลดจากการเป็นผู้ล้มละลาย และทางราชการต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ผู้นั้นอีกนะ)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ดังนั้นจึงไม่รวมถึงกรณีที่ขณะบรรจุแต่งตั้งมีคุณสมบัติทั่วไป ครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย หรือไม่มีกรณีต้องหาอยู่ก่อน แต่ต่อมาเมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือมีลักษณะต้องห้ามในภายหลังด้วย

2.ตามที่หารือว่า กรณีข้าราชการสังกัดส่วนราชการ ส. ซึ่งตกเป็นบุคคลล้มละลาย ภายหลังจากการบรรจุแต่งตั้งโดยมิได้ขาดคุณสมบัติอยู่ก่อนบรรจุ และมิได้มีกรณีต้องหาอยู่ก่อน ต่อมาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย และข้าราชการดังกล่าวได้ปฏิบัติราชการเรื่อยมาจนกระทั่งเกษียณอายุราชการนั้นส่วนราชการจะต้องดำเนินการประเภทใดจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

สำนักงาน ก.พ.ขอเรียนว่าเรื่องทำนองเดียวกันนี้ ก.พ.ได้เคยพิจารณาและให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ข้าราชการเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้พิจารณาสั่งการในเรื่องดังกล่าว ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศปลดข้าราชการดังกล่าวจากการล้มละลายถือว่าข้าราชการผู้นั้นไม่ใช่ผู้ขาดคุณสมบัติเพราะเป็นบุคคลล้มละลายอีกต่อไป

ประกอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็น กรณีข้าราชการครูถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มลายไว้ว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ข้าราชการครูเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุมิได้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการจนศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย ในกรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าข้าราชการรายดังกล่าวพ้นจากสภาพการเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว และไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 23(9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุจึงไม่อาจสั่งให้ข้าราชการดังกล่าวออกจากราชการได้

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

1.ตามที่หารือว่า กรณีขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หมายถึงกรณีที่ได้บรรจุแต่งตั้งแล้ว ภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 36 และกรณีมีกรณีต้องหาอยู่ก่อน และภายหลังขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้นใช่หรือไม่ หรือหมายความรวมถึงกรณีที่ขณะบรรจุแต่งตั้งมีคุณสมบัติทั่วไปครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายโดยไม่มีกรณีต้องหาอยู่ก่อน แต่ต่อมาเมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือมีมาในลักษณะต้องห้ามในภายหลังด้วยหรือไม่ อย่างไร

ขอเรียนว่า มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 ที่จะสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการโดยพลัน เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรณีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามไว้ 2 กรณี ได้แก่

(1)กรณีเป็นผู้ได้รับบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญแล้ว ภายหลังปรากฏว่า ผู้นั้นได้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอยู่ก่อนโดยไม่ได้รับยกเว้นกรณีขาดคุณสมบัติ หรือกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามอยู่ก่อนโดยไม่ได้รับยกเว้น กรณีขาดคุณสมบัติ หรือกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามจาก ก.พ.ตาม มาตรา 36 วรรคสอง และ

(2)กรณีเป็นผู้ได้รับบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนโดยไม่ได้ขาดคุณสมบัติอยู่ก่อนเข้ารับราชการ แต่มีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและเมื่อได้รับบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญแล้วจึงปรากฏว่าได้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้น

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : 7 กันยายน 2568

ราชการแนวหน้า : 7 กันยายน 2568

ราชการแนวหน้า : 7 กันยายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

สำหรับกรณีที่จะถือว่า นาย ก. เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม และขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือมีลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของส่วนราชการที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แห่งการกระทำ และจะให้รับราชการต่อไปได้หรือไม่นั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามกฎหมายระเบียบข้าราชการของประเภทนั้นเป็นรายไป

อย่างไรก็ดี หากเป็นข้าราชการพลเรือนในทำนองเดียวกันนี้ หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 พิจารณาแล้วเห็นว่าข้าราชการผู้นั้นขาดคุณสมบัติทั่วไป หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 36 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ก่อนบรรจุเข้ารับราชการ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 ต้องสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลันตาม มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร. 1011/47 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2560)

11.เรื่องที่ 10 ส่วนราชการได้หารือไปยังสำนักงาน ก.พ.โดยแจ้งข้อเท็จจริงว่า ส่วนราชการ ส. ตรวจสอบพบว่า นาย ก. ข้าราชการในสังกัดต้องคำพิพากษาให้ล้มละลายตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลาย ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2547 โดยที่ส่วนราชการ ส. ไม่ทราบเรื่องและข้าราชการรายนี้ยังคงปฏิบัติราชการ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 ส่วนราชการจึงหารือไปยัง ก.พ.รวม 2 ประเด็น

สำนักงาน ก.พ.พิจารณาแล้วมีความเห็นดังนี้

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 31 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

10. เรื่องที่ 9 ส่วนราชการแห่งหนึ่งได้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งนาย ก.ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการระดับปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค ต่อมาได้ตรวจสอบประวัติการกระทำผิดพบว่า นาย ก. มีการกระทำผิด 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลจังหวัด ม.พิพากษาจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงอาญา 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภทใน 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และครั้งที่สอง ศาลพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 6 เดือนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนราชการจึงหารือว่า การที่ นาย ก. ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จะถือว่า นาย ก.ได้รับการล้างมลทิน จึงไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการหรือไม่ และจะถือว่า นาย ก. เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคมซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการหรือไม่ และส่วนราชการจะให้ นาย ก. รับราชการต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร

สำนักงาน ก.พ.ขอเรียนว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 บัญญัติว่าให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำ ก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น กรณีที่ นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย ก. ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับนาย ก. จะได้รับการล้างมลทินตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกฎหมายบัญญัติให้ถือว่ามิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นๆ มาก่อน แต่มิได้ล้างการกระทำ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

9. เรื่องที่ 8 ส่วนราชการหารือโดยแจ้งว่าส่วนราชการได้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง นางสาว ก.ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ต่อมาสถานีตำรวจภูธรได้แจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นางสาว ก.ได้เคยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ จึงหารือว่า พฤติกรรมของ นางสาว ก.เข้าข่ายตาม มาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่จะต้องสั่งให้ออกจากราชการตาม มาตรา 67 หรือไม่และหากกรณีนี้เข้าลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ ขอให้ ก.พ.พิจารณายกเว้นตาม มาตรา 36 วรรคสองด้วย

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ นางสาว ก. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวนมากถึง 14 เม็ด และถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีนี้จึงเข้าข่ายตามมาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และ ก.พ.ไม่อาจพิจารณายกเว้นกรณีดังกล่าวให้นางสาว ก.ได้ เนื่องจาก นางสาว ก. ไม่ได้ยื่นคำขอยกเว้น กรณีมีลักษณะต้องห้ามให้ ก.พ.พิจารณาก่อนที่จะเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตาม มาตรา 36 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบกับระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงต้องสั่งให้ นางสาว ก. ออกจากราชการโดยพลันตาม มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/768 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

8.เรื่องที่ 7 ส่วนราชการ ได้หารือว่า ส่วนราชการได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง นาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติการ แล้วมีคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ไปดำรงตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการในต่างจังหวัด ต่อมาได้ตรวจพบว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดคดีอาญา 2 กรณี คือ ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวยังไม่อาจถือว่านาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 36 ข.(4) และ (7)แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงขอหารือว่าความเห็นของส่วนราชการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่นาย ก. เคยถูกศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 15 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท ในกรณีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และกรณีความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่เนื่องจาก นาย ก. กับผู้เสียหายได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาและผู้เสียหายตั้งครรภ์ 6 เดือน เห็นควรให้โอกาสนาย ก. ได้อยู่กินกับผู้เสียหาย และทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวหาเลี้ยงชีพ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีนั้นไม่ถือว่า นาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข. (4) และ(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ความเห็นของส่วนราชการนั้นถูกต้องแล้ว

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/526 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

เรื่องการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติดเข้าทำงาน หรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ กำหนดเรื่องการให้โอกาสกับผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติด มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ดังนั้น ส่วนราชการจึงสามารถบรรจุนาย ก. เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/ล 441 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558)

7.เรื่องที่ 6 ส่วนราชการแห่งหนึ่งได้หารือโดยแจ้งว่า จังหวัด พ. ได้สั่งบรรจุการแต่งตั้งนาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ต่อมาได้รับการแจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดอาญาข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนให้จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กรณีนี้ นาย ก. จะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 36 ข แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือไม่อย่างไร และจะบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้หรือไม่ อย่างไร

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนาย ก. ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม อันเป็นลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว ซึ่งมาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 36 ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน” ดังนั้น กรณีนี้ ปลัดกระทรวงจึงต้องมีคำสั่งให้ นาย ก. ออกจากราชการโดยพลัน ตามนัย มาตรา 67 และหากนาย ก. ประสงค์จะขอบรรจุกลับเข้ารับราชการ ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 5 (2)ของระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการ กรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ต่อไป

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ล716 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)