รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597019

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ที่ใช้เครื่องกดบัตรคิว หลังมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา ลูกค้ายังคงแห่อุดหนุน ต้องปรับเวลาออกขายเร็วขึ้น 2 ทุ่มต้องเก็บร้านกลับบ้านให้ทันเคอร์ฟิว 21.00 น. ยอมรับล็อกดาวน์ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

คุณนพรัตน์ และคุณวรกร บุญช่วย สองสามีภรรยา ที่เปิดขายน้ำเต้าหู้ ริมถนนหน้าบ้าน เลขที่ 43 ถนนพัทลุง เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ขายน้ำเต้าหู้มา ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้วมีลูกค้ามาอุดหนุนทุกๆ วัน เป็นจำนวนมาก จนต้องนำเครื่องกดบัตรคิวมาให้ลูกค้าแต่ละคนกดคิวตัวเอง เพื่อจัดลำดับก่อนหลังตามคิวบัตร โดยเมื่อลูกค้าเข้ามาถึง จะต้องไปกดบัตรคิวก่อน และเมื่อถึงคิวตนเอง จึงจะสั่งซื้อได้  

ทางร้านมีหลากหลายเมนู ได้แก่ บัวลอยน้ำขิง 30 บาท บัวลอยน้ำเต้าหู้ ราคา 30 บาท เต้าทึงเย็น 25 บาท เต้าฮวยเย็นทรงเครื่อง 35-40 บาท และเต้าฮวยสูตรต้นตำรับ 30 บาท มีเมนูเด็ดที่คิดค้นขึ้นมาเอง คือ เมนูเต้าฮวยเย็น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก เป็นเมนูที่ขายดีประจำร้าน  

หลังจากมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็น 1 ใน 29 จังหวัด ที่บังคับใช้มาตรการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564  โดยมีการปรับแผนการเปิดขายให้เร็วขึ้นตั้งแต่เวลา 15.30-19.00 น. ทุกวัน ซึ่งจะมีลูกค้าหนาแน่น ในช่วงตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มาฟังเสียงลูกค้าที่มาเข้าคิวซื้อน้ำเต้าหู้ บอกว่า มาซื้อที่นี่บ่อยมาทุกครั้งไม่เคยได้กินเพราะคิวยาวมาก สำหรับรสชาติอร่อย ถ้ามาก็จะแวะซื้อทุกครั้ง สำหรับวันนี้มาซื้อเยอะ จะได้ไม่ต้องมาบ่อยๆ เพราะคิวยาวมาก ปกติจะไม่ค่อยได้กินถ้ามาสาย 

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางร้านได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก เนื่องจากราคาที่ขายน้ำเต้าหู้ เป็นราคาที่ลูกค้าทุกคนเอื้อมถึง จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ 

คุณนพรัตน์ บุญช่วย กล่าวว่า ได้ปรับแผนการขาย โดยออกมาขายให้เร็วขึ้น ถ้าออกมาช้า จะไม่ทันเก็บช่วง 20.00 น. วันนี้ก็ออกมาประมาณ 15.00 น ก็เริ่มออกมาแล้ว สำหรับผลกระทบในช่วงล็อกดาวน์ของจังหวัดสงขลามีแต่ก็ไม่มากเพราะว่าลูกค้าย่านชานเมืองตอนนี้จะมีปัญหา เพราะกลุ่มแม่บ้านที่มารับ-ส่งลูกเรียน ลูกก็เรียนออนไลน์ก็ไม่ได้เข้ามา บางคนที่เขาทำงานก็เวิร์กฟรอมโฮม ส่วนกลุ่มลูกค้าย่านชานเมืองหาดใหญ่ก็หายไปเลย สำหรับลูกค้าที่ลดลงไม่เยอะก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’ หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE สร้างการรับรู้ ‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595166

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานรากเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้แนวทางท่องเที่ยวเกษตรตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal ป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาประกอบกับ กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีกองขยายพันธุ์พืชเป็นหน่วยให้บริการในด้านการผลิต ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการ สอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตร รวมทั้งมีการฝึกอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้บริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ และเพื่อให้การให้บริการของกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งตั้งกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคได้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงสนับสนุนให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง 

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”โดยกิจกรรมประกอบด้วย สถานีการเรียนรู้ สถานีการจำหน่ายพันธุ์พืชและสถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ดีโดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ มีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของแต่ละพื้นที่ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ปัจจุบันแต่ละศูนย์พร้อมต้อนรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาดูงานแล้ว โดยเปิดรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมศูนย์ละ200 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,000 รายตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 1. สถานีการเรียนรู้ เน้นการให้ความรู้ทางด้านวิชาการในการผลิตและขยายพันธุ์พืชทั้ง 4 สายการผลิต ได้แก่ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และสายการผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมไปถึงพืชเด่นหรือพืชที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และแปลงตัวอย่าง เช่น การปลูกผักยกแคร่ การเพาะเลี้ยงแหนแดง เป็นต้น

2.สถานีการจำหน่ายพืชพันธุ์ดี เน้นการจำหน่ายพืชพันธุ์ดีจากโครงการตามระเบียบของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผลผลิตจากแปลงแม่พันธุ์หรือผลพลอยได้จากการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีพืชพันธุ์ดีที่เป็นอัตลักษณ์ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชพร้อมให้บริการ ดังนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์พริกเดือยไก่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะขามเทศเพชรโนนไทย และต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่หม่าจูศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะนาว และไม้ดอกไม้ประดับ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคามพร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นมะละกอพันธุ์ครั่ง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กระบองเพชรศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3.สถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน จัดให้มีจุดพักผ่อนหย่อนใจรวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในการส่งเสริมการใช้พืชพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามแนวคิด “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร” ตลอดจนเป็นศูนย์กลางรวบรวมการให้บริการงานตามภารกิจของศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’ พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591295

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี  แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนส่งเสริมพัฒนาการผลิตและการตลาด ให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดโลกสูง ส่งออกยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ อีกทั้งเป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นพืชทดแทนและเป็นพืชแซมในสวนผสม เป็นพืชที่ดูแลง่าย เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูง

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดโกโก้ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคกลาง (ชัยนาท สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี) พบว่ามีพื้นที่ปลูกรวม 495 ไร่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 100 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2564) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ ไอ.เอ็ม.1 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูง มีกลิ่นหอมเมื่อแปรรูป และเป็นที่ต้องการของตลาดต้นทุนการผลิตโกโก้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,630 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวจนถึงอายุต้น 30 ปี) เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุก 15 วัน และเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ผลผลิตเฉลี่ย 2,400-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ผลสด) ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 8-10 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลตอบแทน 22,400 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 15,770 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสถานการณ์ตลาดโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายผลผลิต (ผลสด) ให้กับบริษัท เจ.พี.วาย. โกโก้ไทย จำกัด ซึ่งได้ทำ Contract Farming กับเกษตรกร จำนวน 47 ราย โดยมีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 (มีการต่อสัญญารอบละ 10 ปี) ซึ่งทางบริษัทได้ทำสัญญารับซื้อผลผลิตกับเกษตรกรในราคาประกันผลผลิต8 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ ทางบริษัทได้สนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจฟาร์มเพื่อดูแลคุณภาพและมาตรฐานของผลผลิตทำให้ได้ราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกและขยายพื้นที่ปลูกโกโก้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้ราคาตามมาตรฐานและมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน

ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกโกโก้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดนั้น เกษตรกรควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสม และวิธีการดูแลรักษาโกโก้ให้ได้คุณภาพดีทั้งนี้ สศท.7 มีกำหนดจะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีก 2 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปทุมธานี ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ยังพบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งทำให้มีแนวโน้มต้องชะลอการลงพื้นที่ ทั้ง 2 จังหวัด หากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทาง สศท.7 จะได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีกครั้ง สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัดภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005หรืออีเมล zone7@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’ หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์ PGS ผสมผสาน…สร้างรายได้ 3 แสนบาท/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590822

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่  ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน...สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน…สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2565 โดยมีเป้าหมายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ เกษตรกรร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ซึ่งในส่วนการขับเคลื่อนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีนวัตกรรมสนับสนุนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

นายพิชิต ชูมณี หมอดินอาสาประจำตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 หมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เล่าให้ฟังว่าเริ่มทำอาชีพเกษตรกรรม เมื่อปี 2540 โดยพัฒนาพื้นที่นาร้าง ซึ่งเป็นชุดดินสายบุรีที่เป็นดินเหนียว (Bu-f) กลุ่มชุดดินที่ 6 ที่มักจะพบปัญหาดินเหนียวจัด ดินมีความเป็นกรด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยมีกรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้ปรับปรุงบำรุงดินด้วยโดโลไมท์ มาหว่านในแปลงปีละ 1 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาดินกรด และปรับปรุงบำรุงดินโดยปลูกปอเทืองเป็นพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบ พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 มาผลิตปุ๋ยหมักจากทะลายปาล์มน้ำมัน มูลสัตว์ รำข้าว แกลบ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลา และนมสดที่หมดอายุ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชจากพืชสมุนไพร เป็นต้น และได้จัดระบบการทำเกษตรใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ปลูกข้าว 3 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานประเภทไม้ผล เช่น กระท้อน ทุเรียน มะพร้าว ไม้เศรษฐกิจ หมาก พืชสมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ จำนวน 3 ไร่ สร้างแหล่งน้ำ 3.5 ไร่ สร้างโรงเรือนปลูกผักขนาดเล็กกว้าง 2.3 เมตร ยาว 12 เมตร จำนวน 10 โรงเรือนในพื้นที่ 1.5 ไร่ โดยแยกเป็นโรงเรือนสำหรับปลูกผักจำนวน 6 โรงเรือน ใน 1 โรงเรือนจะปลูกผัก 8 ชนิด ประกอบไปด้วยผักสลัด 4 ชนิด คือ กรีนโอ๊คเรดโอ๊ค ฟิเล่ย์ บัตเตอร์เฮด ส่วนอีกด้านหนึ่งของโรงเรือนปลูกผักใบ 4 ชนิด คือ กวางตุ้ง ผักกาดขาว ฮ่องเต้ และคะน้า ในแต่ละโรงเรือนจะปลูกห่างกัน 1 อาทิตย์เพื่อให้ผักโต และเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอด ส่วนอีก 4 โรงเรือนแบ่งเป็นปลูกเมล่อน องุ่น ผักกูด และผักใบที่มีอายุนาน เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมจะต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดเกษตรกรหรือตลาดในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบัน ผลผลิตจากสวนเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค จึงมีลูกค้ามาซื้อผักถึงที่บ้านมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้คิดค้นนวัตกรรมการทำเกษตรในรูปแบบที่ง่าย ประหยัด เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่น การผลิตข้าวคุณธรรมในแปลงนาแบบใช้น้ำน้อยในบ่อซีเมนต์ร่วมกับปุ๋ยหมักและ น้ำหมักชีวภาพ ระบบการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน บ่อพลาสติกและบ่อซีเมนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ประหยัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยเลี้ยงเพียง 500 ตัวต่อบ่อในระยะเวลา 3-4 เดือน ก็สามารถจับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาทและยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นปลาดุกร้า ปลาดุกแดดเดียวเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังได้คิดค้นนวัตกรรมที่เรียกว่าซุ้มเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการรวมกิจกรรมทางการเกษตรทั้งพืช สัตว์ ประมงไว้ในซุ้มเดียวกัน ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนอีกด้วย

นายพิชิตกล่าวอีกว่า ในปี 2562 ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการการทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่สนับสนุนโดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่ มีความน่าเชื่อถือ แม้ว่าจะเป็นระบบที่ตรวจรับรองกันเอง แต่ในขั้นตอนการตรวจรับรองจะมีทุกภาคส่วนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการนักวิชาการจากหน่วยงานรัฐ เข้าร่วมตรวจสอบระบบการผลิตในทุกขั้นตอนได้อย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของสมาชิกในกลุ่ม และสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเกิดการขยายผลที่มีประสิทธิภาพ เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งในจังหวัดกระบี่ได้มีการรวบรวมสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ 100% ประมาณ 10 กว่าราย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการหมุนเวียนไปตรวจเยี่ยมแปลงของสมาชิกแต่ละราย โดยมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินร่วมเป็นพี่เลี้ยงและมอบองค์ความรู้ พร้อมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

“สิ่งที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นอกจากได้รับองค์ความรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบสบการณ์จากสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยกันแล้ว คือ เรื่องของสุขภาพทั้งของตัวเอง ครอบครัว และผู้บริโภค ที่สำคัญผลผลิตจากสวนจะมีความสดใหม่ สะอาด และได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค มีผลผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย และขายได้ราคาดี มีรายได้ต่อเนื่อง มั่นคง เฉลี่ย 300,000 กว่าบาทต่อปี ในขณะที่รายจ่ายลดลง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้”นายพิชิต กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านช่องทาง AI Chatbot กรมพัฒนาที่ดินคุยกับน้องดินดี ได้ที่ทาง LINE Official เพิ่มน้องดินดีเป็นเพื่อนจาก ID : @dindee หรือเกษตรกรท่านใดสนใจทำการผลิตเกษตรกรอินทรีย์ กรมพัฒนาที่ดินพร้อมให้การสนับสนุน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือโทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590597

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์  ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวรเจตน์ สังวรณ์ เจ้าของร้านผลิตป้ายไวนิล เลขที่ 360/36 ถนนอู่ทอง ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ว่า นางสาวพลอย ธนิกุล หรือน้องพลอย เลขาฯนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือหมอหนุ่ย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี นำรถยนต์ดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อนำไปประกอบแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรีหลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ

จากการลงพื้นที่เมื่อไปถึงพบรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ CARRY ทะเบียนป้ายแดง ก 3337 กาญจนบุรี คันขนาดกะทัดรัด ถูกดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว มีอุปกรณ์ติดตั้งเอาไว้อย่างครบครัน โดยมีพนักงานของร้านกำลังติดป้ายประชาสัมพันธ์เอาไว้ข้างรถ มีนางสาวพลอย เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว เดินสำรวจความเรียบร้อย ซึ่งรถยนต์ดัดแปลงคันดังกล่าวถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ นางสาวพลอย หรือน้องพลอย ธนิกุล เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ผ่านมาพลอยได้ทำ “ครัวน้องพลอยปันสุข”มาได้สามเดือนกว่าแล้ว โดยที่ผ่านมาเวลาจะนำก๋วยเตี๋ยวไปประกอบเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบแต่ละครั้งนั้น พลอยและทีมงานจะต้องขนโต๊ะ ขนเต็นท์ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ แบบไปกลับ ทำให้ค่อนข้างที่จะลำบากพอสมควร

มีอยู่วันหนึ่งพลอยได้เดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเกิดอาการหิวข้าว จึงได้แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ขายอยู่ข้างทาง ซึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวร้านดังกล่าวนั้นเป็นรถยนต์เคลื่อน พลอยจึงนำไอเดียของร้านดังกล่าวมาปรึกษาหารือกับทีมงานว่าเราน่าจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นรถเคลื่อนที่แบบนี้ในการนำก๋วยเตี๋ยวไปจัดเลี้ยงประชาชน และเข้าถึงประชาชนในทุกๆ พื้นที่ โดยไม่ต้องขนโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆให้ลำบาก ซึ่งทีมงานทุกคนต่างก็เห็นด้วย

ถามว่าการที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือประชาชนมีความรู้สึกอย่างนั้น น้องพลอยตอบได้เลยว่าอย่างแรกน้องพลอยรู้สึกมีความสุข เนื่องจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้พี่น้องประชาชนต่างก็มีความยากและลำบากเป็นอย่างมาก ที่สำคัญวิกฤติจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากต้องตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวของตนเอง และหลายท่านมีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นการที่พลอยได้เข้าไปช่วยเหลือในการประกอบก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการช่วยเหลือเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพไปในแต่ละวันได้ ซึ่งการที่พลอยได้มีโอกาสพบกับพี่น้องประชาชนในแต่ละวัน พลอยได้กล่าวให้กำลังใจขอให้ทุกคนสู้ กำลังใจที่ให้ทำให้ประชาชนรู้สึกมีความสุข เมื่อประชาชนมีความสุข พลอยจึงมีความสุขไปด้วย

สุดท้ายนี้พลอยอยากจะฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีของเรามีตัวเลขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ส่วนพลอยขอให้กำลังใจด้วยการ เคลื่อนที่ครัวน้องพลอยปันสุข เข้าถึงทุกท้องที่
ซึ่งพลอยจะทำอย่างนี้ไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเบาบางลง จนทุกคนกลับมามีความสุขดังเดิม โดยทุกอย่างที่ทำ น้องพลอยมีคอนเซ็ปต์ส่วนตัวว่า “ทำด้วยใจทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเหนื่อย”

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590349

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด  งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’   เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพชรบูรณ์ กล่าวว่า อบจ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การบูรณาการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกและจำหน่าย ร่วมกับจังหวัดเพชรบูรณ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), หน่วยงานภาครัฐ และ องค์กรภาคเอกชน ได้จัดทำโครงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว จ.เพชรบูรณ์ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวฤดูฝน…ชวนชิมอินทผลัม “Intapalum Festival 2021” ครั้งที่ 2  ในรูปแบบ New Normal  เลือกชม เลือกซื้ออินทผลัมสด จากผู้ปลูกอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ที่ตลาดกรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์

ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัม ผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการตลาดอินทผลัม ภายในงานจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่บนดินแดนมะขามหวานสัมผัสความอร่อยของผลไม้มหัศจรรย์ “อินทผลัมสดๆ ประกอบด้วย การชิมอินทผลัมฟรี! แบบไม่อั้น ตลอดทั้งงาน, เมนูพิเศษจากอินทผลัม รวมถึงผลิตภัณท์แปรรูปราคาพิเศษ, ชมการประกวดเมนูอาหารและเครื่องดื่มทำจากอินทผลัม, เดินเที่ยวชมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย  ตลอดจนรับชมกิจกรรมอินทผลัมสดออนไลน์ เพื่อรับส่วนลดมากมาย ทางเพจ“Phetchabun Date Palm Group” รับชม VTR แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์  รับความรู้เกี่ยวกับอินทผลัมสด  

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า “อินทผลัม” ในอดีตจะได้ยินอยู่เสมอว่า อินทผลัม หรือ อินทผาลัม เป็นพืชที่ขึ้นได้ในทะเลทราย หรือสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง หากนำมาปลูกในถิ่นอื่น เช่น ในถิ่นที่มีความชื้นสูง จะไม่สามารถปลูกได้ ถึงแม้จะปลูกได้แต่ก็มีผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ สามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้ในพื้นที่สภาพภูมิอากาศทั่วไป และ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสด คือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็นแอปเปิลแห่งตะวันออกกลาง”  นายอัครเดช  กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’ เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589113

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต  เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรบ้านเกาะแกด ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี รวมตัวกันกว่า 100 ชีวิต เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นการบริหารจัดการกลุ่มแบบมีส่วนร่วมของสมาชิก พัฒนาคุณภาพการเลี้ยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้เป็นที่ต้องการของตลาด ลดปัญหาถูกกดราคา สร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60,000 บาทต่อรายต่อปี ส่งผลให้ได้รับรางวัลโล่พระราชทาน ประเภทกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ดีเด่น ปี 2564

นายสุนทร ทองแสน ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เกาะแกด เปิดเผยว่า กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 ภายใต้การส่งเสริมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 30 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพ ทำไร่ทำนา เป็นหลัก และเลี้ยงกระบือเป็นอาชีพเสริม โดยผู้ที่จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มจะต้องชำระค่าแรกเข้า 30 บาท และจะต้องชำระเงินหุ้นปี 300 บาท เพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งในระยะแรกของการตั้งกลุ่ม ได้รับความอนุเคราะห์กระบือแม่พันธุ์ 16 แม่พร้อมลูกติด จำนวน 16 ตัว จากงบประมาณCEO จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มจะให้สมาชิกยืมกระบือแม่พันธุ์ไปเลี้ยง และเมื่อได้ลูกกระบือที่หย่านมแล้ว ลูกกระบือจะเป็นกรรมสิทธิ์ของสมาชิก ส่วนกระบือแม่พันธุ์จะคืนให้กับกลุ่ม เพื่อหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายอื่นนำไปเลี้ยงต่อ

ต่อมาในปี 2559 ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยสำหรับจัดซื้อกระบือแม่พันธุ์เพิ่มเติมอีกจำนวน40 ตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก ทางกลุ่มจึงขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือเพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำรายละ100,000 บาท สำหรับนำไปซื้อกระบือแม่พันธุ์มาเลี้ยง โดยทางกลุ่มมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 169 รายและมีจำนวนกระบือ ทั้งสิ้น 415 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2564)

รูปแบบการดำเนินงานของกลุ่ม จะจัดตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการของแต่ละภารกิจ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้ให้คำแนะนำในงานบริหารจัดการกลุ่มเพื่อความเข้มแข็ง โดยกลุ่มจะมีระเบียบข้อบังคับที่เอื้อต่อความสำเร็จของกลุ่มและสมาชิกทุกคนยอมรับ ส่วนคณะกรรมการบริหารกลุ่ม จะแบ่งหน้าที่ตามความถนัด มีการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำทุกปี มีการกำหนดแผนมาตรฐานการดำเนินงานของกลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของสมาชิก มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ในการกำกับ ดูแล ควบคุมงานที่ชัดเจนและเหมาะสม มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างบุคคล โดยจัดให้มีการตรวจสอบความถูกต้องระหว่างกัน ไม่ให้บุคคลคนเดียวปฏิบัติงานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด มีการแบ่งงานตามธุรกิจเพื่อลดช่องว่างและการทำงานซ้ำซ้อน มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานประจำปีและกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีแล้ว นายสุนทรบอกว่าในเรื่องของการบริหารจัดการ การเลี้ยงกระบือ ก็เป็นอีกหัวใจหลักที่ทางกลุ่มให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการส่งเสริมให้
สมาชิกเลี้ยงกระบือแบบประณีต ซึ่งหมายถึงปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติมาเข้าสู่ระบบฟาร์มปลอดโรคตามหลักการบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสม มีแปลงปลูกหญ้าอาหาร มีหนองน้ำเพียงพอมีการจัดการด้านอาหารที่เหมาะสม รวมถึงมีหลักการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ที่ดี มีการคัดเลือกสายพ่อพันธุ์ดีจากเทคโนโลยีการผสมเทียมมาบริการสมาชิก ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพกระบือของสมาชิก โดยอาสาปศุสัตว์ประจำกลุ่มที่ผ่านการอบรมจากกรมปศุสัตว์ และมีกองทุนยาเวชภัณฑ์เพื่อให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การรักษากระบือป่วยเบื้องต้น การสนตะพาย เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของกลุ่มที่เป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ส่งผลให้กลุ่มสามารถผลิตกระบือที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยในแต่ละปี กลุ่มจะเปิดจำหน่ายกระบือเพียง 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นกระบือเพศผู้และกระบือแก่ โดยมีอนุกรรมการกลุ่มด้านการตลาด เป็นผู้ตั้งราคากลางและเปิดให้ผู้รับซื้อประมูล ผู้รับซื้อรายใดให้ราคาประมูลสูงสุดจึงจะมีสิทธิ์ซื้อกระบือจากกลุ่มไป นอกจากนี้ กลุ่มยังมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยมูลสัตว์ รวบรวมมูลกระบือจากสมาชิกที่เลี้ยง เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ จำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับทั้งสมาชิกและกลุ่มอีกด้วย

สุนทร ทองแสน

“การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบ และเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของกลุ่มเป็นอย่างดีและมีการแบ่งหน้าที่ของกรรมการและคณะทำงานที่ชัดเจน ทำให้การบริหารกลุ่มมีความเข้มแข็งในอาชีพการเลี้ยงกระบือ จนสามารถสร้างรายได้ (กำไร) ให้กับสมาชิกได้ไม่น้อยกว่ารายละ 50,000-60,000 บาทต่อปี ถือเป็นรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะที่กลุ่มเองก็มีความมั่นคง มีรายได้ มีกำไร มีทุนดำเนินงานมีหุ้นและเงินออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนทรัพย์สินของกลุ่มเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นด้วยสามารถจ่ายเงินปันผลคืนให้กับสมาชิกได้ ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อกลุ่ม เกิดความร่วมมือกันในด้านอื่นๆต่อไป” นายสุนทร กล่าวทิ้งท้าย