รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’ มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597573

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลูกกาแฟมาตรฐานอินทรีย์ตามแนวป่า แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เดอม้ง” ก่อเกิดรายได้ยั่งยืนในชุมชน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบนดอยมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

นายวิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของเส้นทางการทำธุรกิจกาแฟไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนเองเป็นชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น มีต้นไม้ปกคลุมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟเป็นอย่างยิ่ง จากความสนใจประกอบกับที่เรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการเริ่มต้นปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2558

“บ้านมณีพฤกษ์แต่เดิมนั้นเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยมาก่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2527 ทางการจึงได้เข้ามาพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ชาวไทยภูเขา นำเอาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในลุ่มแม่น้ำน่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (พมพ.) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้เมืองหนาว อย่างสตรอว์เบอรี่ ลูกท้อ แต่พืชที่สร้างรายได้หลักคือกาแฟ ซึ่งปลูกกันอยู่หลายสายพันธุ์” วิชัย กล่าว

กาแฟเดอม้ง มีความโดดเด่นในเรื่องของสายพันธุ์อาราบิก้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกอิชา คาติมอร์ ทิปปิก้า จาวา ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่ปลูกบนดอยสูง 1,400-1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และมีดินภูเขาไฟซึ่งมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้จุดเด่นของกาแฟเดอม้งยังอยู่ที่การผลิตซึ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ กรรมวิธีในการปลูกเป็นแบบอินทรีย์ไม่พึ่งพาสารเคมีในทุกขั้นตอน มีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จนได้รับมาตรฐานการผลิต GAP รวมทั้งยังมีการส่งเสริมคนในชุมชนปลูกกาแฟไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากกาแฟนั้นเป็นพืชที่ต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านหันมาดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นมิตร ลดปัญหาการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปได้

ด้าน นายประพันธ์ จันทร์ผง เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ เดอม้งมณีพฤกษ์เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตกาแฟเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และขยายจำนวนสมาชิกเพื่อเข้าร่วมเป็นแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้คั่วกาแฟ

ความสำเร็จอีกขั้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ คือการคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Natural Process และ Honey Process จากการประกวด Thailand Special Coffee Awards 2021 มาครองได้ในปีนี้ ซึ่งรางวัลที่ได้นั้นวิชัยบอกว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการผลิตกาแฟคุณภาพเพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบมีการหักเงินรายได้จากการจำหน่ายกาแฟ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มและสร้างศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมวัฒนธรรมของชาวม้งและความรู้เรื่องการผลิตกาแฟไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สนใจกาแฟคุณภาพเดอม้งสามารถสั่งซื้อได้ทาง Facebook : Coffee De Hmongกาแฟเดอม้ง หรือสอบถามได้ที่ 06-3562-6696

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597019

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

รายงานพิเศษ : ร้านขายน้ำเต้าหู้เมืองสงขลา ปรับตัวรับการล็อกดาวน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ที่ใช้เครื่องกดบัตรคิว หลังมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา ลูกค้ายังคงแห่อุดหนุน ต้องปรับเวลาออกขายเร็วขึ้น 2 ทุ่มต้องเก็บร้านกลับบ้านให้ทันเคอร์ฟิว 21.00 น. ยอมรับล็อกดาวน์ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

คุณนพรัตน์ และคุณวรกร บุญช่วย สองสามีภรรยา ที่เปิดขายน้ำเต้าหู้ ริมถนนหน้าบ้าน เลขที่ 43 ถนนพัทลุง เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดังเมืองสงขลา ขายน้ำเต้าหู้มา ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้วมีลูกค้ามาอุดหนุนทุกๆ วัน เป็นจำนวนมาก จนต้องนำเครื่องกดบัตรคิวมาให้ลูกค้าแต่ละคนกดคิวตัวเอง เพื่อจัดลำดับก่อนหลังตามคิวบัตร โดยเมื่อลูกค้าเข้ามาถึง จะต้องไปกดบัตรคิวก่อน และเมื่อถึงคิวตนเอง จึงจะสั่งซื้อได้  

ทางร้านมีหลากหลายเมนู ได้แก่ บัวลอยน้ำขิง 30 บาท บัวลอยน้ำเต้าหู้ ราคา 30 บาท เต้าทึงเย็น 25 บาท เต้าฮวยเย็นทรงเครื่อง 35-40 บาท และเต้าฮวยสูตรต้นตำรับ 30 บาท มีเมนูเด็ดที่คิดค้นขึ้นมาเอง คือ เมนูเต้าฮวยเย็น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก เป็นเมนูที่ขายดีประจำร้าน  

หลังจากมีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เนื่องจากเป็น 1 ใน 29 จังหวัด ที่บังคับใช้มาตรการยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564  โดยมีการปรับแผนการเปิดขายให้เร็วขึ้นตั้งแต่เวลา 15.30-19.00 น. ทุกวัน ซึ่งจะมีลูกค้าหนาแน่น ในช่วงตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป มาฟังเสียงลูกค้าที่มาเข้าคิวซื้อน้ำเต้าหู้ บอกว่า มาซื้อที่นี่บ่อยมาทุกครั้งไม่เคยได้กินเพราะคิวยาวมาก สำหรับรสชาติอร่อย ถ้ามาก็จะแวะซื้อทุกครั้ง สำหรับวันนี้มาซื้อเยอะ จะได้ไม่ต้องมาบ่อยๆ เพราะคิวยาวมาก ปกติจะไม่ค่อยได้กินถ้ามาสาย 

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์จังหวัดสงขลา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทางร้านได้รับผลกระทบแต่ไม่มาก เนื่องจากราคาที่ขายน้ำเต้าหู้ เป็นราคาที่ลูกค้าทุกคนเอื้อมถึง จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ลูกค้าลดแต่ไม่เยอะ 

คุณนพรัตน์ บุญช่วย กล่าวว่า ได้ปรับแผนการขาย โดยออกมาขายให้เร็วขึ้น ถ้าออกมาช้า จะไม่ทันเก็บช่วง 20.00 น. วันนี้ก็ออกมาประมาณ 15.00 น ก็เริ่มออกมาแล้ว สำหรับผลกระทบในช่วงล็อกดาวน์ของจังหวัดสงขลามีแต่ก็ไม่มากเพราะว่าลูกค้าย่านชานเมืองตอนนี้จะมีปัญหา เพราะกลุ่มแม่บ้านที่มารับ-ส่งลูกเรียน ลูกก็เรียนออนไลน์ก็ไม่ได้เข้ามา บางคนที่เขาทำงานก็เวิร์กฟรอมโฮม ส่วนกลุ่มลูกค้าย่านชานเมืองหาดใหญ่ก็หายไปเลย สำหรับลูกค้าที่ลดลงไม่เยอะก็ถือว่ายังโอเคอยู่ และยังอยู่ได้ 

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’ หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE สร้างการรับรู้ ‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/595166

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

รายงานพิเศษ : ‘เฉลิมชัย’หนุนจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์DOAE สร้างการรับรู้‘พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานรากเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้แนวทางท่องเที่ยวเกษตรตามวิถีชีวิตใหม่ New Normal ป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาประกอบกับ กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีกองขยายพันธุ์พืชเป็นหน่วยให้บริการในด้านการผลิต ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการ สอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตร รวมทั้งมีการฝึกอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้บริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ และเพื่อให้การให้บริการของกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชซึ่งตั้งกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคได้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงสนับสนุนให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง 

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ DOAE ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”โดยกิจกรรมประกอบด้วย สถานีการเรียนรู้ สถานีการจำหน่ายพันธุ์พืชและสถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมจุดบริการพืชพันธุ์ดีโดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 ศูนย์ มีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของแต่ละพื้นที่ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ปัจจุบันแต่ละศูนย์พร้อมต้อนรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาดูงานแล้ว โดยเปิดรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมศูนย์ละ200 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,000 รายตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 1. สถานีการเรียนรู้ เน้นการให้ความรู้ทางด้านวิชาการในการผลิตและขยายพันธุ์พืชทั้ง 4 สายการผลิต ได้แก่ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และสายการผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมไปถึงพืชเด่นหรือพืชที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และแปลงตัวอย่าง เช่น การปลูกผักยกแคร่ การเพาะเลี้ยงแหนแดง เป็นต้น

2.สถานีการจำหน่ายพืชพันธุ์ดี เน้นการจำหน่ายพืชพันธุ์ดีจากโครงการตามระเบียบของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผลผลิตจากแปลงแม่พันธุ์หรือผลพลอยได้จากการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีพืชพันธุ์ดีที่เป็นอัตลักษณ์ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชพร้อมให้บริการ ดังนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์พริกเดือยไก่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะขามเทศเพชรโนนไทย และต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่กิมซุงศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์ไผ่หม่าจูศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์มะนาว และไม้ดอกไม้ประดับ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคามพร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นมะละกอพันธุ์ครั่ง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กระบองเพชรศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี พร้อมจำหน่าย ต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และต้นพันธุ์หน่อไม่ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3.สถานีการท่องเที่ยว/เช็คอิน จัดให้มีจุดพักผ่อนหย่อนใจรวมทั้งไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในการส่งเสริมการใช้พืชพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามแนวคิด “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร” ตลอดจนเป็นศูนย์กลางรวบรวมการให้บริการงานตามภารกิจของศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรต่อไป

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’ พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591295

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี  แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

รายงานพิเศษ : ‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สร้างกำไรดี แนะเลือกสายพันธุ์-พื้นที่ปลูกให้เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนส่งเสริมพัฒนาการผลิตและการตลาด ให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดโลกสูง ส่งออกยุโรป ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ อีกทั้งเป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นพืชทดแทนและเป็นพืชแซมในสวนผสม เป็นพืชที่ดูแลง่าย เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง และให้ผลผลิตสูง

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดโกโก้ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคกลาง (ชัยนาท สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี) พบว่ามีพื้นที่ปลูกรวม 495 ไร่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 100 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2564) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ ไอ.เอ็ม.1 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วให้ผลผลิตสูง มีกลิ่นหอมเมื่อแปรรูป และเป็นที่ต้องการของตลาดต้นทุนการผลิตโกโก้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,630 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวจนถึงอายุต้น 30 ปี) เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุก 15 วัน และเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ผลผลิตเฉลี่ย 2,400-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ผลสด) ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 8-10 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลตอบแทน 22,400 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 15,770 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสถานการณ์ตลาดโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายผลผลิต (ผลสด) ให้กับบริษัท เจ.พี.วาย. โกโก้ไทย จำกัด ซึ่งได้ทำ Contract Farming กับเกษตรกร จำนวน 47 ราย โดยมีสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 (มีการต่อสัญญารอบละ 10 ปี) ซึ่งทางบริษัทได้ทำสัญญารับซื้อผลผลิตกับเกษตรกรในราคาประกันผลผลิต8 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ ทางบริษัทได้สนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจฟาร์มเพื่อดูแลคุณภาพและมาตรฐานของผลผลิตทำให้ได้ราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกและขยายพื้นที่ปลูกโกโก้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้ราคาตามมาตรฐานและมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน

ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกโกโก้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดนั้น เกษตรกรควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสม และวิธีการดูแลรักษาโกโก้ให้ได้คุณภาพดีทั้งนี้ สศท.7 มีกำหนดจะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีก 2 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปทุมธานี ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ยังพบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งทำให้มีแนวโน้มต้องชะลอการลงพื้นที่ ทั้ง 2 จังหวัด หากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทาง สศท.7 จะได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอีกครั้ง สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตโกโก้ของทั้ง 5 จังหวัดภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005หรืออีเมล zone7@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’ หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์ PGS ผสมผสาน…สร้างรายได้ 3 แสนบาท/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590822

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่  ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน...สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

รายงานพิเศษ : ‘พิชิต ชูมณี’หมอดินอาสากระบี่ ต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์PGSผสมผสาน…สร้างรายได้3แสนบาท/ปี

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2565 โดยมีเป้าหมายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ เกษตรกรร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ซึ่งในส่วนการขับเคลื่อนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีนวัตกรรมสนับสนุนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

นายพิชิต ชูมณี หมอดินอาสาประจำตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ผู้ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 หมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เล่าให้ฟังว่าเริ่มทำอาชีพเกษตรกรรม เมื่อปี 2540 โดยพัฒนาพื้นที่นาร้าง ซึ่งเป็นชุดดินสายบุรีที่เป็นดินเหนียว (Bu-f) กลุ่มชุดดินที่ 6 ที่มักจะพบปัญหาดินเหนียวจัด ดินมีความเป็นกรด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยมีกรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้ปรับปรุงบำรุงดินด้วยโดโลไมท์ มาหว่านในแปลงปีละ 1 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาดินกรด และปรับปรุงบำรุงดินโดยปลูกปอเทืองเป็นพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบ พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 มาผลิตปุ๋ยหมักจากทะลายปาล์มน้ำมัน มูลสัตว์ รำข้าว แกลบ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลา และนมสดที่หมดอายุ ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืชจากพืชสมุนไพร เป็นต้น และได้จัดระบบการทำเกษตรใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ปลูกข้าว 3 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานประเภทไม้ผล เช่น กระท้อน ทุเรียน มะพร้าว ไม้เศรษฐกิจ หมาก พืชสมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ จำนวน 3 ไร่ สร้างแหล่งน้ำ 3.5 ไร่ สร้างโรงเรือนปลูกผักขนาดเล็กกว้าง 2.3 เมตร ยาว 12 เมตร จำนวน 10 โรงเรือนในพื้นที่ 1.5 ไร่ โดยแยกเป็นโรงเรือนสำหรับปลูกผักจำนวน 6 โรงเรือน ใน 1 โรงเรือนจะปลูกผัก 8 ชนิด ประกอบไปด้วยผักสลัด 4 ชนิด คือ กรีนโอ๊คเรดโอ๊ค ฟิเล่ย์ บัตเตอร์เฮด ส่วนอีกด้านหนึ่งของโรงเรือนปลูกผักใบ 4 ชนิด คือ กวางตุ้ง ผักกาดขาว ฮ่องเต้ และคะน้า ในแต่ละโรงเรือนจะปลูกห่างกัน 1 อาทิตย์เพื่อให้ผักโต และเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอด ส่วนอีก 4 โรงเรือนแบ่งเป็นปลูกเมล่อน องุ่น ผักกูด และผักใบที่มีอายุนาน เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมจะต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดเกษตรกรหรือตลาดในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบัน ผลผลิตจากสวนเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค จึงมีลูกค้ามาซื้อผักถึงที่บ้านมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้คิดค้นนวัตกรรมการทำเกษตรในรูปแบบที่ง่าย ประหยัด เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่น การผลิตข้าวคุณธรรมในแปลงนาแบบใช้น้ำน้อยในบ่อซีเมนต์ร่วมกับปุ๋ยหมักและ น้ำหมักชีวภาพ ระบบการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน บ่อพลาสติกและบ่อซีเมนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ประหยัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยเลี้ยงเพียง 500 ตัวต่อบ่อในระยะเวลา 3-4 เดือน ก็สามารถจับมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาทและยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นปลาดุกร้า ปลาดุกแดดเดียวเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังได้คิดค้นนวัตกรรมที่เรียกว่าซุ้มเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการรวมกิจกรรมทางการเกษตรทั้งพืช สัตว์ ประมงไว้ในซุ้มเดียวกัน ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้ทั้งรายวัน รายเดือนอีกด้วย

นายพิชิตกล่าวอีกว่า ในปี 2562 ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการการทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่สนับสนุนโดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่ มีความน่าเชื่อถือ แม้ว่าจะเป็นระบบที่ตรวจรับรองกันเอง แต่ในขั้นตอนการตรวจรับรองจะมีทุกภาคส่วนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ เกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบการนักวิชาการจากหน่วยงานรัฐ เข้าร่วมตรวจสอบระบบการผลิตในทุกขั้นตอนได้อย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของสมาชิกในกลุ่ม และสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเกิดการขยายผลที่มีประสิทธิภาพ เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งในจังหวัดกระบี่ได้มีการรวบรวมสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ 100% ประมาณ 10 กว่าราย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการหมุนเวียนไปตรวจเยี่ยมแปลงของสมาชิกแต่ละราย โดยมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินร่วมเป็นพี่เลี้ยงและมอบองค์ความรู้ พร้อมทั้งแนะนำข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

“สิ่งที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นอกจากได้รับองค์ความรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบสบการณ์จากสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยกันแล้ว คือ เรื่องของสุขภาพทั้งของตัวเอง ครอบครัว และผู้บริโภค ที่สำคัญผลผลิตจากสวนจะมีความสดใหม่ สะอาด และได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค มีผลผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย และขายได้ราคาดี มีรายได้ต่อเนื่อง มั่นคง เฉลี่ย 300,000 กว่าบาทต่อปี ในขณะที่รายจ่ายลดลง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้”นายพิชิต กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านช่องทาง AI Chatbot กรมพัฒนาที่ดินคุยกับน้องดินดี ได้ที่ทาง LINE Official เพิ่มน้องดินดีเป็นเพื่อนจาก ID : @dindee หรือเกษตรกรท่านใดสนใจทำการผลิตเกษตรกรอินทรีย์ กรมพัฒนาที่ดินพร้อมให้การสนับสนุน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือโทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590597

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์  ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

รายงานพิเศษ : ไอเดียเจ๋ง ‘พลอย ธนิกุล’ เลขานายก อบจ.กาญจน์ ดัดแปลงรถยนต์เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ ปชช. บรรเทาภัยโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวรเจตน์ สังวรณ์ เจ้าของร้านผลิตป้ายไวนิล เลขที่ 360/36 ถนนอู่ทอง ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ว่า นางสาวพลอย ธนิกุล หรือน้องพลอย เลขาฯนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือหมอหนุ่ย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี นำรถยนต์ดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อนำไปประกอบแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรีหลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ

จากการลงพื้นที่เมื่อไปถึงพบรถยนต์ยี่ห้อซูซุกิ CARRY ทะเบียนป้ายแดง ก 3337 กาญจนบุรี คันขนาดกะทัดรัด ถูกดัดแปลงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว มีอุปกรณ์ติดตั้งเอาไว้อย่างครบครัน โดยมีพนักงานของร้านกำลังติดป้ายประชาสัมพันธ์เอาไว้ข้างรถ มีนางสาวพลอย เจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว เดินสำรวจความเรียบร้อย ซึ่งรถยนต์ดัดแปลงคันดังกล่าวถือว่าเป็นคันแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ นางสาวพลอย หรือน้องพลอย ธนิกุล เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ผ่านมาพลอยได้ทำ “ครัวน้องพลอยปันสุข”มาได้สามเดือนกว่าแล้ว โดยที่ผ่านมาเวลาจะนำก๋วยเตี๋ยวไปประกอบเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบแต่ละครั้งนั้น พลอยและทีมงานจะต้องขนโต๊ะ ขนเต็นท์ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ แบบไปกลับ ทำให้ค่อนข้างที่จะลำบากพอสมควร

มีอยู่วันหนึ่งพลอยได้เดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเกิดอาการหิวข้าว จึงได้แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ขายอยู่ข้างทาง ซึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวร้านดังกล่าวนั้นเป็นรถยนต์เคลื่อน พลอยจึงนำไอเดียของร้านดังกล่าวมาปรึกษาหารือกับทีมงานว่าเราน่าจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นรถเคลื่อนที่แบบนี้ในการนำก๋วยเตี๋ยวไปจัดเลี้ยงประชาชน และเข้าถึงประชาชนในทุกๆ พื้นที่ โดยไม่ต้องขนโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆให้ลำบาก ซึ่งทีมงานทุกคนต่างก็เห็นด้วย

ถามว่าการที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือประชาชนมีความรู้สึกอย่างนั้น น้องพลอยตอบได้เลยว่าอย่างแรกน้องพลอยรู้สึกมีความสุข เนื่องจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้พี่น้องประชาชนต่างก็มีความยากและลำบากเป็นอย่างมาก ที่สำคัญวิกฤติจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากต้องตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวของตนเอง และหลายท่านมีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นการที่พลอยได้เข้าไปช่วยเหลือในการประกอบก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการช่วยเหลือเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพไปในแต่ละวันได้ ซึ่งการที่พลอยได้มีโอกาสพบกับพี่น้องประชาชนในแต่ละวัน พลอยได้กล่าวให้กำลังใจขอให้ทุกคนสู้ กำลังใจที่ให้ทำให้ประชาชนรู้สึกมีความสุข เมื่อประชาชนมีความสุข พลอยจึงมีความสุขไปด้วย

สุดท้ายนี้พลอยอยากจะฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีของเรามีตัวเลขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ส่วนพลอยขอให้กำลังใจด้วยการ เคลื่อนที่ครัวน้องพลอยปันสุข เข้าถึงทุกท้องที่
ซึ่งพลอยจะทำอย่างนี้ไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะเบาบางลง จนทุกคนกลับมามีความสุขดังเดิม โดยทุกอย่างที่ทำ น้องพลอยมีคอนเซ็ปต์ส่วนตัวว่า “ทำด้วยใจทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเหนื่อย”

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590349

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด  งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’   เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

รายงานพิเศษ : นายก อบจ.เพชรบูรณ์ ชวนชิมฟรีอินทผลัมสด งาน ‘Intapalum Festival 2021 ครั้งที่ 2’ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูฝนในรูปแบบ New Normal

วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพชรบูรณ์ กล่าวว่า อบจ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การบูรณาการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกและจำหน่าย ร่วมกับจังหวัดเพชรบูรณ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), หน่วยงานภาครัฐ และ องค์กรภาคเอกชน ได้จัดทำโครงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว จ.เพชรบูรณ์ ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวฤดูฝน…ชวนชิมอินทผลัม “Intapalum Festival 2021” ครั้งที่ 2  ในรูปแบบ New Normal  เลือกชม เลือกซื้ออินทผลัมสด จากผู้ปลูกอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ที่ตลาดกรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์

ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัม ผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการตลาดอินทผลัม ภายในงานจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่บนดินแดนมะขามหวานสัมผัสความอร่อยของผลไม้มหัศจรรย์ “อินทผลัมสดๆ ประกอบด้วย การชิมอินทผลัมฟรี! แบบไม่อั้น ตลอดทั้งงาน, เมนูพิเศษจากอินทผลัม รวมถึงผลิตภัณท์แปรรูปราคาพิเศษ, ชมการประกวดเมนูอาหารและเครื่องดื่มทำจากอินทผลัม, เดินเที่ยวชมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย  ตลอดจนรับชมกิจกรรมอินทผลัมสดออนไลน์ เพื่อรับส่วนลดมากมาย ทางเพจ“Phetchabun Date Palm Group” รับชม VTR แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนอินทผลัมจังหวัดเพชรบูรณ์  รับความรู้เกี่ยวกับอินทผลัมสด  

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า “อินทผลัม” ในอดีตจะได้ยินอยู่เสมอว่า อินทผลัม หรือ อินทผาลัม เป็นพืชที่ขึ้นได้ในทะเลทราย หรือสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง หากนำมาปลูกในถิ่นอื่น เช่น ในถิ่นที่มีความชื้นสูง จะไม่สามารถปลูกได้ ถึงแม้จะปลูกได้แต่ก็มีผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ สามารถปลูกและแพร่พันธุ์ได้ในพื้นที่สภาพภูมิอากาศทั่วไป และ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสด คือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮี หรือ บัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็นแอปเปิลแห่งตะวันออกกลาง”  นายอัครเดช  กล่าวทิ้งท้าย