รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง…ได้มากกว่าเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605057

รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง...ได้มากกว่าเสีย

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทิศทางสถานการณ์ราคายางพาราจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้าย หลังจากทิศทางราคายางเริ่มค่อยๆลดลงตั้งแต่กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ราคายางเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2564 ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 50.12 บาท/กก. และน้ำยางสด ราคา 47.92 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามทิศทางราคายางยังไม่แน่นอนในปัจจุบัน มีการจับไปโยงกับกรณีที่ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ประมูลระบายสต๊อกยางจำนวน 104,763.35 ตัน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยางมีแนวโน้มลดลง และยังกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใส ทำให้ประเทศชาติเสียหายอีกด้วย

เรื่องนี้จริงหรือไม่ จะเอาหลักฐานความเป็นจริงมาพิจารณาวิเคราะห์กัน?

ราคายางในเดือนเมษายน 2564 ก่อนที่จะเปิดประมูลยาง ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 62.80 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 60.13 บาท/กก. และน้ำยางสดราคา 59.52 บาท/กก.

สำหรับยางที่ กยท.เปิดประมูลในลอตดังกล่าว เป็นยางเก่าค้างสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2555 และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2557 ที่รับซื้อเข้ามาเพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายาง รวมกันประมาณ 278,000 ตัน โดยในปีเดียวกันคือปี 2557 ก็ได้มีการเปิดประมูลเพื่อระบายยางจำนวนดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ทำตามสัญญารับซื้อไปเพียงแค่ 37,602 ตัน เพราะราคายางตกลงมาอย่างมากจึงรับซื้อไม่ครบ ทำให้ยางยังคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

ต่อมาระหว่างปี 2559-2560 ได้เปิดประมูลครั้งที่ 2 เป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพ
หากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้น พ่อค้าก็เลือกยางที่คุณภาพดีไปหมด เหลือเฉพาะที่ยางเก่าคุณภาพไม่ดี จำนวน 104,763.35 ตัน และมีพ่อค้าบางกลุ่มนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปอ้างว่า “ยางไม่ขาดมีในสต๊อกเป็นแสนๆตัน” เพื่อกดราคารับซื้อยางจากเกษตรกร ทั้งๆที่ยางดังกล่าวเป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่าสต๊อกยางแล้วจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้วว่า “เป็นยางเสื่อมสภาพ” ที่ไม่มีสภาพพร้อมใช้ ถ้าจะใช้จะต้องนำไปฟื้นฟูปรับสภาพใหม่ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนนี้

นอกจากนี้การเก็บรักษายางในสต๊อกยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพารา โดย ระหว่างปี 2555-2559 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท และระหว่างปี 2559-2564 ใช้เงินไปอีก 925 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกองทุน
พัฒนายางพาราซึ่งเป็นเงินที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมาใช้

ดังนั้นคณะกรรมการการยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีทั้งหมด 31 ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน และผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชน ผู้แทนเกษตรกรและเครือข่ายเกษตร ตลอดจนผู้ว่าการ กยท. ร่วมเป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้เร่งระบายยางในสต๊อก เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ให้นโยบาย กยท. ด้วยว่า ให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาดโดยที่พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐเพราะเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชน และที่สำคัญต้องถูกต้องตามระเบียบ สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยรัฐมนตรีเฉลิมชัยได้เน้นย้ำที่สุดคือ “ห้ามทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเด็ดขาด”

คณะกรรมการ กยท. ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง
ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้า เป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการระบายสต๊อกยางในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย

การเปิดประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 จำนวน 104,763.35 ตันดังกล่าว ได้มีการกำหนดราคากลาง และหลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส ทั้งนี้ มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้มีจำนวน 6 ราย แต่มีเพียงบริษัทเดียวที่สนใจเข้ายื่นประมูล คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด โดยเสนอซื้อในราคา 37.28 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท

ทำไมราคาที่เสนอซื้อถูกกว่า ราคายางในช่วงเวลานั้น?

ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ในเดือนเมษายน 2564 เฉลี่ย 62.80 บาท/กก. แต่นี่คือ ราคายางใหม่ ดังนั้นจะเอาราคายางเก่า 9 ปีที่เสื่อมสภาพแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกันกับราคายางใหม่ แล้วกล่าวหาว่า รัฐเสียประโยชน์ และเป็นการทุบราคายาง ไม่น่าจะถูกต้อง

คิดง่ายๆ รถยนต์ใหม่ป้ายแดง กับรถยนต์เก่า 9 ปีที่ขับไม่ได้ จะขายในราคาเท่ากันหรือไม่? และเมื่อขายรถยนต์เก่าในราคาถูก จะเป็นการทุบราคารถยนต์ใหม่…ใช่หรือครับ?

นอกจากนี้ในการประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 ยังได้กำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 
31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด พร้อมยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะนำมาเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อยางในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่จะมียางใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูป ตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตี
ว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะประมูลด้วยว่าจะต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท พร้อมให้ยืนหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

หลังจาก บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล ราคายางใหม่ในตลาดไม่ได้ลดลงเลย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ราคาเฉลี่ย 68.27 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน 2564 ราคาเฉลี่ย 61.48 บาท/กก. ราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับก่อนที่จะเปิดประมูลยาง แสดงว่า ารประมูลยางเก่าในสต๊อกครั้งนี้ไม่มีผลต่อราคายางใหม่ในตลาด

ราคายางเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ซึ่งน่าจะมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับยางใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ Demand กับ Supply

ก่อนหน้านี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงนี้ของทุกๆปี ผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดค่อนข้างมากอยู่แล้ว ราคายางจึงจะลดลงบ้าง แต่ปีนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคายางน่าจะมาจากสถานการณ์การระบาดขอโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้ตลาดยางยังมีความกังวล แต่ถ้ามองในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 3 มาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน และมาตรการอื่นๆของรัฐบาลแล้ว ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสอย่างมีเสถียรภาพ

หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว ถ้ากยท.ไม่ตัดสินใจขายยางเก่าในสต๊อกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อ ยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้….ราคายางแผ่นรมควันอาจจะต่ำกว่า40 บาท/กก.ก็เป็นไปได้

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604015

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’  สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการ “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ “อ่างพวง”ในพื้นที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และอ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2549 ทำให้สามารถผันน้ำจาก อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” ดังกล่าว และพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนมาใช้แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ต่างๆ อาทิ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการน้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” มาต่อยอด ขยายผลสร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วย “โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก”โดยสร้างระบบผันน้ำด้วยท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำและลำน้ำธรรมชาติ เชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญๆ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายในลักษณะอ่างพวง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระโดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ โครงข่ายผันน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และระบบสูบน้ำกลับคลองสะพาน-อ่างประแสร์

นอกจากนี้ยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งล่าสุดโครงข่ายผันน้ำนี้ ยังช่วยสูบผันน้ำบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรปราการอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC และภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอตลอดทั้งปี

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด”
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้วางแผนดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน

“กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องอ่างพวงมาวางโครงการเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนและเป็นการดำเนินการตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์ในทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งการทำอ่างพวงถือเป็นแนวทางในการบริหารน้ำที่แต่ละอ่างจะสามารถเติมเต็มปริมาณน้ำระหว่างกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เต็มประสิทธิภาพ”นายประพิศกล่าว

สำหรับ “อ่่างพวง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนนั้น จะเป็นการสร้างโครงข่ายอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีมีพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหวอ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี และสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง รวมทั้งช่วยชะลอน้ำ บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ46.90 ล้านลบ.ม. เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน 40,000 ไร่ ฤดูแล้ง 28,000 ไร่ และน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคของชาวบ้านในเขตเทศบาลหนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียงพร้อมกับไม่น้อยกว่า 2.16 ล้านลบ.ม.ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถส่งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้อีกด้วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียง เป็นแหล่งน้ำประมงน้ำจืดในพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหญ่ของทั้ง 2 อำเภอดังกล่าวคาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ(ลำกระจวน) อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ มีความจุ 33.44 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อเสร็จแล้วจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 15,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอ.ซับใหญ่ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566

และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการเดียวที่ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างปิดกั้นลำเชียงทาสาขาของแม่น้ำชี ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิมีความจุ 43.70 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์12,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ2,500 ไร่ ในเขตต.โป่งนก อ.เทพสถิต พื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ 5,400 ไร่ ในเขตต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว และพื้นที่รับประโยชน์จากฝายพระอาจารย์จื่อ 4,100 ไร่ในเขต ต.โคกสะอาด และต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว สามารถส่งน้ำสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในฤดูฝนให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 2,500 ไร่ นอกจากนี้ยังจะเป็นแหล่งทำการประมง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยทางด้านท้ายน้ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบน และการเชื่อมโยงโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินก่อสร้างอีก 2 แห่งดังกล่าว จะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนขนาดใหญ่มีปริมาณรวมกันถึง 239.43 ล้านลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่ ซึ่งจะสร้างมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำชี และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็ม ต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่พื้นที่ลุ่มชีตอนบนประสบก็คือ ปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะตัวเมืองชัยภูมิ ฤดูน้ำหลากจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้าง ปตร.กุดสวง กับ ปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน 18,610 ไร่มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิที่ได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาตลอด 25 ปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จะแล้วเสร็จภายในปี 2567

เมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริภาคน้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนแน่นอน….

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน…ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603246

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน...ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เห็นชอบให้ หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2564

การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือในเชิงบวกที่มุ่งพัฒนาระบบราชการไทยในเชิงสร้างสรรค์มากกว่ามุ่งจับผิด เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นการประเมินที่ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานในการกำหนดแนวทางและเครื่องมือการประเมิน

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานหลักด้านน้ำของประเทศ เป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมประเมิน ITA ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกรมชลประทาน และแนวทางการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM “เราจะก้าวไปด้วยกัน”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการของกรมชลประทาน ยึดหลักการ
“มุ่งมั่นทำงาน สืบสานพันธกิจ สุจริตโปร่งใส” พร้อมตั้งเจตจำนงบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดีไปด้วยกัน ยังได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานไว้ 4ด้าน โดยเฉพาะในด้านที่ 3 คือ นโยบายด้านองค์การ ได้กำหนดที่จะยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลัก ธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประเมิน ITA นั้น เพื่อต้องการทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงาน ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร สามารถนำมาใช้ปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการจัดการแนวทางการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในปีงบประมาณต่อๆไป

นอกจากนี้ การประเมิน ITA ยังถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดที่กําหนดไว้ในแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี ในประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบอีกด้วย

สำหรับการประเมิน ITA ในปีงบประมาณ 2564 นั้น มีหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประเมินจากทั่วประเทศ 8,300 หน่วยงาน แบ่งเป็นกลุ่มได้ 8 ประเภทประกอบด้วย 1.หน่วยงานธุรการขององค์กรศาล องค์กรอัยการองค์กรอิสระ และหน่วยในสังกัดรัฐสภา 2.ส่วนราชการระดับกรม 3.รัฐวิสาหกิจ 4.องค์การมหาชน 5.กองทุนและหน่วยงานของรัฐอ่ืนๆ 6.สถาบันอุดมศึกษา 7.จังหวัดเฉพาะส่วนราชการส่วนภูมิภาค และ8.องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยทำการประเมินตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2564

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการประเมิน ITA ปี 2564ในภาพรวมระดับประเทศพบว่ามีผลคะแนนเฉล่ีย 81.25 คะแนน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 13.35 คะแนน เป้าหมายแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้กำหนดเป้าหมายในปี 2564 ไว้ที่ 85 คะแนนขึ้นไปเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด หรือประมาณ 5,395 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีหน่วยงานภาครัฐที่มีคะแนนบรรลุเป้าหมายจำนวน 4,146 แห่ง หรือคิดเป็น 49.95%

“กรมชลประทาน ซึ่งอยู่ในประเภทส่วนราชการระดับกรมผลการประเมิน ITA ปี 2564 ได้คะแนนอยู่ที่ 93.11 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ระดับผลประเมิน A สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยคือ 81.25 คะแนน และยังสูงกว่าคะแนนเป้าหมายในปี 2564 ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กำหนดไว้ที่ 85 คะแนนอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้หากพิจารณาผลการประเมิน ITA ปี 2564 เฉพาะในประเภทที่ 2 คือ ส่วนราชการระดับกรม ซึ่งจากการประเมินผลของ สำนักงาน ป.ป.ช. พบว่า มีคะแนนเฉล่ียอยู่ที่ 92.07 คะแนน แต่กรมชลประทานก็ได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว

สำหรับคะแนนผลการประเมิน ITA ที่กรมชลประทานได้ 93.11 คะแนน ระดับผลประเมิน “A” นั้น มาจากคะแนนประเมินผลในด้านต่างๆดังนี้ การป้องกันการทุจริตได้ 93.75 คะแนน การเปิดเผยข้อมูลได้ 100 คะแนน การปรับปรุงการทำงานได้ 95.40 คะแนน ประสิทธิภาพการสื่อสารได้ 97.61 คะแนน คุณภาพการดำเนินงานได้ 97.03 คะแนน การแก้ปัญหาการทุจริตได้ 82.48 คะแนน การใช้ทรัพย์สินของราชการได้ 81.42 คะแนน การใช้อำนาจหน้าที่ได้ 85.68 คะแนน การใช้งบประมาณได้ 84.11 คะแนน และการปฏิบัติหน้าที่ได้ 88.80 คะแนน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แม้กรมชลประทานจะได้รับผลการประเมิน ITA ในระดับ “A” แต่ยังจะมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ในทุกด้านๆ จะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมากรมชลประทานได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ ในปี 2563 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึง 3 รางวัล คือ

1.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น ประเภทรางวัลเลื่องลือขยายผลได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : ณ ฝายแม่ลาวฝั่งขวาจังหวัดเชียงราย (ต้นแบบดอยงู) ซึ่งเป็นผลงานที่ดำเนินงานจากการพัฒนาต่อยอดจากผลงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำดอยงู จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นต้นแบบที่เคยได้รับรางวัล และนำไปขยายผลต่อยอดจนประสบความสำเร็จ

2.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ

และ3.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ โดยคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทานแก่งคอย-บ้านหมอ (JMC) ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ ที่ล้วนเป็นผลจากการดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการจัดตั้งกลุ่ม JMC ทั้งในระดับโครงการ และระดับฝ่าย เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างทั่วถึง สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานราชการกับประชาชน

ก่อนหน้านั้น ในปี 2562 กรมชลประทานก็ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จาก ก.พ.ร. 3 รางวัล เช่นกัน เป็นรางวัลระดับดีเด่น 2 รางวัลในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม คือ ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงานการบริหารจัดการน้ำ
แบบมีส่วนร่วมในระบบนิเวศ 3 น้ำ แพรกหนามแดงโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (EngagedCitizen) ผลงานจากกลุ่มบริหารจัดการน้ำชลประทานรวมใจการพัฒนาเมืองสามน้ำ แพรกหนามแดง

ส่วนอีก 1 รางวัล เป็นรางวัลระดับดีเป็นรางวัลในสาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ จากสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะกรมชลประทาน

ผลงานของกรมชลประทานในที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM และรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ผนวกกับคุณธรรมและความโปร่งใส ที่มีผลการประเมิน ITA ระดับ “A” เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนก้าวสู่ การเป็น องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำในปี 2580….ไม่ไกลเกินฝัน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602165

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าที่พัฒนาจุดท่องเที่ยว กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก เน้น 2 กิจกรรมส่งเสริม กับ 6 แนวทางพัฒนาเบื้องต้น มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน

นายคมกริช เศรษบุบผา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 44เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ผ่านระบบทางไกล โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ได้มีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ หรือ 4,089 ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร

จากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายันซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภูมิศาสตร์ย่อยของพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลายเขตมาประจบกัน อีกทั้งยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย และยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่า
โดดเด่นระดับโลก

“สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะเน้นรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเสริมรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งจากประชาชน ชุมชน องค์กรภาคีต่างๆ โดยในช่วงรับฤดูการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ จะเน้นดำเนินการใน 2 กิจกรรมสำคัญ คือ1) พัฒนาพื้นที่กางเต็นท์ กิจกรรมล่องแพ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเรียง) มีสำนักอุทยานแห่งชาติ รับผิดชอบดำเนินการ และ2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของชุมชนชาวบ้านบางกลอยล่าง โดยจะมีสถาบันที่มีการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นผู้ดำเนินการ”ทั้งนี้เพื่อให้มีแผนการดำเนินการซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว

นายคมกริชกล่าวต่อไปว่า “สำหรับแนวทางดำเนินการนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ โดยส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ และส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนแผนงาน ได้มีการลงพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง เป็นที่เรียบร้อย พร้อมสรุปผลรายงานเบื้องต้น ใน 6 แนวทางดำเนินการสู่การพัฒนาตามแผน ประกอบด้วย 1) กำหนดแผนงานโครงการ โดยการกำหนดกิจกรรม ระยะเวลา พร้อมงบประมาณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบและภาพรวมดำเนินงาน 2) การหาแนวร่วม ภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น การฝึกฝีมือและอาชีพต่างๆ การให้บริการการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น”

แนวทางที่ 3) การประกอบกิจกรรมล่องแพซึ่งต้องประสานกับชุมชน รวมถึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการ เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 4) การให้บริการพื้นที่ลานกางเต็นท์ จะต้องมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ที่มีอยู่ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนในการออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว5) จัดระบบป้ายสื่อความหมาย ซึ่งส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กำลังดำเนินการกำหนดและออกแบบป้ายสื่อความหมายทั้งในส่วนของการติดตั้งบริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ และบริเวณหมู่บ้าน และ 6) ก่อนที่เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว จำเป็นต้องจัดประชุมชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการล่องแพ การนำเที่ยวชมหมู่บ้านดูงานจักสาน ดูงานเกษตรตามแนวพระราชดำริ เยี่ยมสวนผลไม้ เป็นต้น

“จากเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ จึงเน้นยึดหลัก การคัดสรร “ของเดิมที่มีอยู่”แล้วสื่อสารกับชาวบ้าน ชุมชน ให้พยายามคิดค้น สร้างสรรค์ สินค้าและบริการเพื่อปูทางสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศที่มาช่วยเพิ่มรายได้ และนำผลตอบแทนนั้นมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือ ความรัก หวงแหนและเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว” นายคมกริช กล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601070

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด จังหวัดตาก 1 ใน 4 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดีส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว ทำเกษตรแบบปลอดภัยมาตรฐาน GAP ลดใช้สารเคมี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ลดหนี้สิน บริหารจัดการคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อขอรับรางวัลเลิศรัฐ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างหรือกระตุ้นให้หน่วยงาน
เกิดการพัฒนาการให้บริการ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด คัดเลือกผลงานที่ปฏิบัติและมีความโดดเด่น มีผลสำเร็จ
ของงานที่เป็นรูปธรรม เข้าประกวด อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง

สำหรับ “โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด” ที่กรมฯ ส่งเข้าประกวด มีจุดต้นเริ่มจากปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ซึ่งใช้วิถีชีวิตแบบชนเผ่า มีความเกี่ยวพันกับยาเสพติด เกิดปัญหาเชื่อมโยงต่อความมั่นคงชายแดน และทำกินด้วยการบุกรุกป่า ทำไร่เลื่อนลอย ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว แม้ต่อมาจะมีการปลูกพืชแบบเกษตรพันธสัญญา แต่ต้นทุนก็ยังสูง ถูกกดราคา และผูกขาดจากนายทุน เกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้รายได้ไม่เพียงพอ เกิดหนี้สินพอกพูน สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันให้ชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหา เพื่อหาทางออก โดยรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ พร้อมกับนำแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน ประสานและอำนวยความสะดวก สนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณและบุคลากรในการขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนทำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนแนวความคิดการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกวิธีจัดหาตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด ถูกยกให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจน พร้อมทั้งขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องด้วยมีการนำศักยภาพในชุมชนมาสร้างรายได้ผ่านสหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยยังคงไว้ซึ่งสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืนส่งผลต่อรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร ปลดวงจรหนี้ และยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม จนอาจกล่าวได้ว่า แก้จนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายนิรันดร์ มูลธิดา สหกรณ์จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ 4 ชนเผ่า คือ จีนฮ่อ ม้ง ลีซอ และกะเหรี่ยง มีการทำเกษตรในรูปแบบที่ค่อนข้างผิดวิธี ไม่มีการรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ทำให้ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2558 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทั่งเกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกเฮมพ์พบพระ จำกัดส่งเสริมและพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างกัญชงหรือเฮมพ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ต่อมาจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชชนิดต่างๆ และต่อมาในปี พ.ศ.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด

ด้านนางสินีนาถ อ่อนนวลผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ทำหน้าที่เชื่อมประสานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ทำงานอย่างมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากให้ปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรม เลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ปลูกพืชแบบทำน้อยได้มาก เลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้และบริโภคในครัวเรือน จากนั้นให้ชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การเพิ่มพื้นที่ป่าในชุมชน เน้นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จนเกิดเป็นการทำงานในลักษณะของภาคีเครือข่าย

นายทรงพล อาชาวัฒนกุล ประธานกรรมการสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เปิดเผยว่า ระบบสหกรณ์ทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆโดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยวางแผนการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ ช่วยวางแผนการผลิตสินค้าและการตลาด ซึ่งเป็นสินค้าอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถไปต่อรองราคากับพ่อค้าให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไปได้

ณ วันนี้ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เป็นเสมือนศูนย์กลางของชุมชนในตำบลคีรีราษฎร์และตำบลรวมไทยพัฒนา เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่าอย่างยั่งยืนวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์นิรันดร์ มูลธิดานิรันดร์ มูลธิดาสินีนาถ อ่อนนวลสินีนาถ อ่อนนวลทรงพล อาชาวัฒนกุลทรงพล อาชาวัฒนกุล

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600506

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล  ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ เป็นประธานการดำเนินงานการพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน โดยการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมบุคคล ประกอบการพิจารณาเพิ่มชื่อในทะเบียน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดขึ้น โดยมีความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ องค์การแพลนอินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มีนางมลุลีแสนใจ รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี ต้อนรับ มีประชาชนจากอำเภอกันทรลักษ์, เบญจลักษ์, ภูสิงห์, วังหินและอำเภอเมืองศรีสะเกษ รวมถึงที่มาจากอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์จำนวน 5 คน รวมทั้งหมด 64 คนเข้ารับการตรวจสารพันธุกรรม

nn นางมลุลี แสนใจ เปิดเผยว่า แนวทางการสนับสนุนงานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่การดำเนิ่นงานของ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี โดยทางเขต 10 ได้สนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่น ที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5) เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รับรู้ และเข้าถึงสิทธิหน้าที่ในการเข้ารับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพในระดับพื้นที่ ผลงานจากหน่วย 50 (5) ศรีสะเกษ ที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้สถานะกับคนที่อยู่ในประเทศไทยแต่ต้องพิสูจน์ยืนยันสถานะ ได้ผ่านการประสานงานร่วมกันจากหลายหน่วยงานในการพิสูจน์สถานะ ใช้วิธียื่นแสดงหลักฐานว่ามีพ่อที่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่ด้วยความที่เป็นคนทำงานแบบไร้บ้าน ย้ายที่อยู่ไปทำงานก่อสร้างหลายจังหวัด และไม่มีหลักฐานการเกิดให้กับลูก ต้องยืนยันความเป็นพ่อลูกกันจริงด้วยการตรวจ DNA ซึ่งปกติมีค่าใช้จ่าย 8,000 บาท แต่ได้รับการยกเว้นจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตามที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงไว้ และได้นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ และทางหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) ทางศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมประสานงานและดำเนินการโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

nn ด้านนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ วันนี้มีผู้เข้ามาสู่กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและจะได้มีสถานะมีสิทธิตามระเบียบ ต้องขอขอบคุณทาง สปสช. และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่ช่วยกันในการที่จะนำผู้ที่ขาดโอกาสให้ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเข้าสถานทางทะเบียน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมการปกครองที่ได้ให้ความสำคัญ ให้อำเภอดำรงธรรม เพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ยังขาดสิทธิ์ด้านสัญชาติได้เข้ามาเป็นคนสัญชาติไทย เข้าสู่สถานะทางทะเบียนเพื่อได้รับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไทย เพื่อเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600509

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021  15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ Nia กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แถลงข่าวการจัดงาน Startup x Innavation Thailand Expo 2021(SITE 2021) ภายใต้แนวคิด การเปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก “Deep Tech
Rising…The Next Frontier of Innovation” การยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึก…นวัตกรรมด่านหน้าแห่งอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “STARTUP THAILAND x INNOVATION THAILAND EXPO 2021” หรือ SITE 2021 ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th ทุกกิจกรรมเข้าร่วมฟรี!!ภายใต้แนวคิดหลัก คือ “DEEP TECHRISING: The Next Frontier of Innovation” เพื่อนำเสนอโอกาสการยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึกที่ถือเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตสำหรับการขับเคลื่อนประเทศใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร (AgTech) อาหาร (FoodTech) การแพทย์ (MedTech)อวกาศ (SpaceTech) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล (AI Robotic Immersive IoT: ARI Tech) ซึ่งในกลุ่มเกษตร อาหารและการแพทย์ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) อีกด้วย ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) Virtual Forum เวทีรวบรวมสุดยอดสตาร์ทอัพ นวัตกรชั้นนำของเมืองไทย และวิทยากรชื่อดังจากต่างประเทศ กว่า 60 ท่านมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กว่า 50 หัวข้อ 2) Opportunity โอกาสสำคัญในการหาคู่ค้าทางธุรกิจ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น ทั้ง Marketplace ตลาดจำหน่ายสินค้าในรูปแบบเสมือนกว่า 200 บูธ OnlineBusiness Matching การจับคู่ธุรกิจกับหน่วยงานธุรกิจกว่า 30 บริษัท และ Online Business Consultingที่บริการให้คำปรึกษาออนไลน์จากสุดยอดเมนเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน ใน 10 สาขาธุรกิจ 3) SHOW การแสดงสดผ่านทางออนไลน์ที่นำเรื่องราวที่น่าสนใจด้านดีพเทคที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน และ 4) AWARD พิธีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ Prime Minister Award ให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

“แพลตฟอร์มในปีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดความอัจฉริยะจากเดิม ทั้งการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบไร้รอยต่อด้วยนิทรรศการรูปแบบ 360 องศาvirtual exhibition เสมือนเดินอยู่ในงานจริง และสามารถสนทนาสดกับผู้ประกอบการได้แบบเรียลไทม์ มีการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกับนิทรรศการในโลกเสมือนผ่านการสร้างตัวตนของผู้เข้าชม (Avatar)รวมถึงการให้ปัญญาประดิษฐ์(AI) ในการประมวลผลข้อมูลของแต่ละช่วงงานจากทุกความคิดเห็นของผู้เข้าชมผสมผสานกับเครื่องมือส่วน social listeningเพื่อฟังเสียงจากทั่วโลก และอยากเชิญชวนให้ผู้คนในแวดวงสตาร์ทอัพสายนวัตกรรม หรือคนที่สนใจเข้ามาพบปะกันในงานนี้ เพื่อร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดในการก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน” ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมวิทยาศาสตร์บริการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรยกระดับสู่สากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600295

รายงานพิเศษ : กรมวิทยาศาสตร์บริการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ “กัญชง”สู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมผลักดันเพื่อเพิ่มมูลค่าใช้ประโยชน์จากตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากลเพื่อการส่งออกในอนาคตตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การดำเนินงานที่สำคัญ ตามนโยบายเร่งด่วนของคณะรัฐมนตรีในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรมทางการเกษตร บูรณาการในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกัญชงสู่งเชิงพาณิชย์ โดยดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันอุดมศึกษา ผู้ประกอบการ เกษตรกร มุ่งผลักดันกัญชงจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชงและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ประชาชน มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชงนอกจากเส้นใย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง วัสดุคอมโพสิท อาหารและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนากัญชงให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากล

งานวิจัย CBD drink ด้านการทดสอบ CBD/THC ใน CBD drink ตอบสนองความต้องการของตลาดเครื่องดื่มเสริมอาหารซึ่งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสามารถเก็บรักษาได้นานตลอดจนพัฒนาเครื่องดื่มจากกัญชงให้ถูกหลักวิชาการและมีคุณภาพสอดคล้องตามที่มาตรฐานกำหนด การดำเนินงานบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดเป็น NQI for innovationสำหรับกัญชงอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะส่งผลต่อภาพรวมการผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ ในวันที่ 19สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบ สอบเทียบและการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร โดยมี นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการพร้อมคณะผู้บริหาร วศ. และดร.ณัฐวรพลรัชสิริวัชรบุล รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นผู้แทนลงนาม ซึ่งจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น ZOOM เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดเผยหลังการลงนามว่าความร่วมมือฯครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูล บริการทดสอบและสอบเทียบของกรมวิทยาศาสตร์บริการประกอบไปด้วยหน่วยงานภายใน ได้แก่ กองเทคโนโลยีชุมชน กองผลิตภัณฑ์อาหารและวัสดุสัมผัสอาหาร กองความสามารถห้องปฏิบัติการและรับรองผลิตภัณฑ์ และกองพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ พร้อมบูรณาการร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากกัญชง นำความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมอาหารมาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผสมสารสกัด CBD เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ มีกระบวนการวิเคราะห์ทดสอบปริมาณสาร CBD แล THC ในผลิตภัณฑ์ รวมทั้งทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความปลอดภัยตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมีปริมาณสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ ทำให้ร่างกายสดชื่น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานโครงการจึงเป็นการตอบสนองอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ และสามารถยกระดับให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีภารกิจให้บริการทางวิทยาศาสตร์ ดูแลส่งเสริมวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากพืชสมุนไพรและการวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อเสริมสร้างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับการพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National QualityInfrastructure : NQI) และต่อยอดผลงานด้านสารสกัดจากพืชสมุนไพร ร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อพัฒนาต่อยอดการสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร ตามหลัก BCG Model มุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าให้มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพพร้อมผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากพืชสมุนไพรให้ได้สินค้าที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับรวมทั้งบูรณาการในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูล การบริการทดสอบและสอบเทียบ ผ่านระบบ MHESI One stop ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ service ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบสอบเทียบ และยกระดับบุคลากรในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศไทย ด้วย วทน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ