รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’ เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/589113

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต  เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘กลุ่มเกษตรกรเกาะแกด’เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นสมาชิกมีส่วนร่วม-สร้างรายได้มั่นคง

วันพุธ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรบ้านเกาะแกด ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี รวมตัวกันกว่า 100 ชีวิต เลี้ยงกระบือแบบประณีต เน้นการบริหารจัดการกลุ่มแบบมีส่วนร่วมของสมาชิก พัฒนาคุณภาพการเลี้ยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้เป็นที่ต้องการของตลาด ลดปัญหาถูกกดราคา สร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60,000 บาทต่อรายต่อปี ส่งผลให้ได้รับรางวัลโล่พระราชทาน ประเภทกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ดีเด่น ปี 2564

นายสุนทร ทองแสน ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เกาะแกด เปิดเผยว่า กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2548 ภายใต้การส่งเสริมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 30 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพ ทำไร่ทำนา เป็นหลัก และเลี้ยงกระบือเป็นอาชีพเสริม โดยผู้ที่จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มจะต้องชำระค่าแรกเข้า 30 บาท และจะต้องชำระเงินหุ้นปี 300 บาท เพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งในระยะแรกของการตั้งกลุ่ม ได้รับความอนุเคราะห์กระบือแม่พันธุ์ 16 แม่พร้อมลูกติด จำนวน 16 ตัว จากงบประมาณCEO จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มจะให้สมาชิกยืมกระบือแม่พันธุ์ไปเลี้ยง และเมื่อได้ลูกกระบือที่หย่านมแล้ว ลูกกระบือจะเป็นกรรมสิทธิ์ของสมาชิก ส่วนกระบือแม่พันธุ์จะคืนให้กับกลุ่ม เพื่อหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายอื่นนำไปเลี้ยงต่อ

ต่อมาในปี 2559 ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยสำหรับจัดซื้อกระบือแม่พันธุ์เพิ่มเติมอีกจำนวน40 ตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก ทางกลุ่มจึงขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือเพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำรายละ100,000 บาท สำหรับนำไปซื้อกระบือแม่พันธุ์มาเลี้ยง โดยทางกลุ่มมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 169 รายและมีจำนวนกระบือ ทั้งสิ้น 415 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2564)

รูปแบบการดำเนินงานของกลุ่ม จะจัดตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการของแต่ละภารกิจ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้ให้คำแนะนำในงานบริหารจัดการกลุ่มเพื่อความเข้มแข็ง โดยกลุ่มจะมีระเบียบข้อบังคับที่เอื้อต่อความสำเร็จของกลุ่มและสมาชิกทุกคนยอมรับ ส่วนคณะกรรมการบริหารกลุ่ม จะแบ่งหน้าที่ตามความถนัด มีการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำทุกปี มีการกำหนดแผนมาตรฐานการดำเนินงานของกลุ่ม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของสมาชิก มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ในการกำกับ ดูแล ควบคุมงานที่ชัดเจนและเหมาะสม มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างบุคคล โดยจัดให้มีการตรวจสอบความถูกต้องระหว่างกัน ไม่ให้บุคคลคนเดียวปฏิบัติงานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด มีการแบ่งงานตามธุรกิจเพื่อลดช่องว่างและการทำงานซ้ำซ้อน มีการประชุมวางแผนการดำเนินงานประจำปีและกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีแล้ว นายสุนทรบอกว่าในเรื่องของการบริหารจัดการ การเลี้ยงกระบือ ก็เป็นอีกหัวใจหลักที่ทางกลุ่มให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการส่งเสริมให้
สมาชิกเลี้ยงกระบือแบบประณีต ซึ่งหมายถึงปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติมาเข้าสู่ระบบฟาร์มปลอดโรคตามหลักการบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสม มีแปลงปลูกหญ้าอาหาร มีหนองน้ำเพียงพอมีการจัดการด้านอาหารที่เหมาะสม รวมถึงมีหลักการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ที่ดี มีการคัดเลือกสายพ่อพันธุ์ดีจากเทคโนโลยีการผสมเทียมมาบริการสมาชิก ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพกระบือของสมาชิก โดยอาสาปศุสัตว์ประจำกลุ่มที่ผ่านการอบรมจากกรมปศุสัตว์ และมีกองทุนยาเวชภัณฑ์เพื่อให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การรักษากระบือป่วยเบื้องต้น การสนตะพาย เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของกลุ่มที่เป็นระบบและเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ส่งผลให้กลุ่มสามารถผลิตกระบือที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยในแต่ละปี กลุ่มจะเปิดจำหน่ายกระบือเพียง 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเป็นกระบือเพศผู้และกระบือแก่ โดยมีอนุกรรมการกลุ่มด้านการตลาด เป็นผู้ตั้งราคากลางและเปิดให้ผู้รับซื้อประมูล ผู้รับซื้อรายใดให้ราคาประมูลสูงสุดจึงจะมีสิทธิ์ซื้อกระบือจากกลุ่มไป นอกจากนี้ กลุ่มยังมีการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยมูลสัตว์ รวบรวมมูลกระบือจากสมาชิกที่เลี้ยง เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ จำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับทั้งสมาชิกและกลุ่มอีกด้วย

สุนทร ทองแสน

“การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบ และเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของกลุ่มเป็นอย่างดีและมีการแบ่งหน้าที่ของกรรมการและคณะทำงานที่ชัดเจน ทำให้การบริหารกลุ่มมีความเข้มแข็งในอาชีพการเลี้ยงกระบือ จนสามารถสร้างรายได้ (กำไร) ให้กับสมาชิกได้ไม่น้อยกว่ารายละ 50,000-60,000 บาทต่อปี ถือเป็นรายได้ที่มั่นคง สามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะที่กลุ่มเองก็มีความมั่นคง มีรายได้ มีกำไร มีทุนดำเนินงานมีหุ้นและเงินออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนทรัพย์สินของกลุ่มเกษตรกรก็เพิ่มขึ้นด้วยสามารถจ่ายเงินปันผลคืนให้กับสมาชิกได้ ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อกลุ่ม เกิดความร่วมมือกันในด้านอื่นๆต่อไป” นายสุนทร กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ก้าวสู่มิติใหม่…การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/588836

รายงานพิเศษ :  ก้าวสู่มิติใหม่...การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

รายงานพิเศษ : ก้าวสู่มิติใหม่…การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.สมเกียรติ ประจำวงษ์ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีเจตนารมณ์ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ ซึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ

ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ยังได้ออกกฎหมายลำดับรองคือ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 เพื่อให้เหมาะสมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชนจาก 25 ลุ่มน้ำเดิม เหลือ 22 ลุ่มน้ำใหม่

ดังนั้นในแต่ระดับจะต้องมีการคัดเลือกและสรรหากรรมการขึ้นมาบริหารซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)การบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ จะเป็นการบริหารจัดการโดย “องค์กรผู้ใช้น้ำ”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สนทช. ได้เปิดรับจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 จนถึงล่าสุดวันที่ 11 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลที่สนใจยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำกว่า 2,674 องค์กร อนุมัติแล้ว 2,487 องค์กร โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรม 2,071 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม 235 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม 181 องค์กร ที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ยื่นคำขอนั้นจะอยู่ในลุ่มน้ำพื้นที่ภาคกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 2 เป็นส่วนใหญ่ถึง 40% ลุ่มน้ำในพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 1 จำนวน 38% ลุ่มน้ำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค 3 จำนวน 15% และลุ่มน้ำพื้นที่ภาคใต้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สทนช.ภาค4 จำนวน 7% กระจายครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศ

“องค์กรผู้ใช้น้ำเป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่ใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการใช้น้ำ สามารถสะท้อนแนวทางแก้ไขตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงต่อตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ องค์กรผู้ใช้น้ำยังเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ย แก้ไขปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น”
เลขาธิการ สทนช. กล่าว

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับต่อมาคือระดับลุ่มน้ำ โดยจะมีจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้นมาบริหาร ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งหมด 22 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

สำหรับคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยภาครัฐ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนจะมีผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ส่วนลุ่มน้ำที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลจะมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลุ่มน้ำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำนั้น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดละ 1 คน รวมทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มาจากภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำจำนวน 4 คน ร่วมเป็นกรรมการลุ่มน้ำด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนจาก อปท. นั้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้บริหาร อปท. ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำที่จะทำหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้กรรมการลุ่มน้ำไม่ครบตามองค์ประกอบของกฎหมาย สทนช.จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำฯ เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำชุดแรกเกิดขึ้นโดยเร็วโดยเปิดโอกาสให้ อปท. ใน 3 ประเภทข้างต้นที่มีผู้บริหารแล้วส่งรายชื่อผู้บริหาร จำนวน 1 คน เข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำแล้วสามารถเป็นกรรมการลุ่มน้ำในลุ่มน้ำข้างเคียงได้ ถ้าเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาที่บางพื้นที่ยังมีผู้บริหาร อปท. ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ แต่งตั้งบุคคลทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมที่ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ แต่เนื่องจากทุกลุ่มน้ำยังไม่มีประธานกรรมการลุ่มน้ำ จึงเสนอให้เลขาธิการ สทนช. ทำหน้าที่เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหากรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิแทน

“สทนช. จะเร่งเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ภายในเดือนกันยายน 2564 นี้” ดร.สมเกียรติ กล่าวยืนยัน

ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับสูงสุดคือ ระดับชาติ โดย คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ นอกจากนี้กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 9 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนและกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ และมีข้าราชการของ สทนช. ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการอีกไม่เกิน 2 คน

“กนช. มีหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในทุกมิติ อาทิ การจัดทำนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและแผนงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บทฯ รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอ เป็นต้น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.ทั้ง 6 คนนั้น ประธาน กนช. จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน11 คน ซึ่งจะมีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานกรรมการคัดเลือก และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อให้ทันต่อกรอบการเสนอแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เนื่องจากกรรมการลุ่มน้ำจะมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการพิจารณาแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นต่อแผนงาน/โครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่จะเสนอในปี 2566 ด้วย

“เดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทั้ง 3 ระดับ คือระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงรวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมศักยภาพในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561”ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ฟันธง!!!

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587941

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ  ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเก็บหัวมันสำปะหลังครบอายุ ช่วยเปอร์เซ็นต์แป้งสูง-ขายได้ราคาดี

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปีเพาะปลูก 2564/65 (ตุลาคม 2564 – กันยายน 2565) ใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี เพชรบูรณ์) ซึ่งข้อมูล จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2564 คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั้ง 5 จังหวัด รวม 1,654,328 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,601,538 ไร่ (เพิ่มขึ้น 55,355 ไร่หรือร้อยละ 3)

นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายได้ราคาดี จึงจูงใจให้ขยายเนื้อที่ปลูกแทนอ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามันสำปะหลัง ส่วนผลผลิตรวมทั้ง 5 จังหวัด มีจำนวน 5,690,476 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 5,184,359 ตัน(เพิ่มขึ้น 506,117 ตัน หรือร้อยละ 10) เนื่องจากเนื้อที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นและปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตดีทั้งนี้ เกษตรกรจะเริ่มเพาะปลูกมันสำปะหลังเดือนมีนาคม 2564 และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนมกราคม – มีนาคม 2565)

หากพิจารณาสถานการณ์การผลิตโดยแยกเป็นรายจังหวัด พบว่า กำแพงเพชร มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 734,406 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 2,621,829 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 พิจิตร มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 14,698 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 47,607 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 นครสวรรค์ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 438,741 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ผลผลิต 1,417,133 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 อุทัยธานี มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 219,514 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ผลผลิต 747,665 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 246,969 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ผลผลิต 856,242 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9

นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์

ด้านราคามันสำปะหลังปีเพาะปลูก 2563/64 (ตุลาคม 2563 – มิถุนายน 2564) ของทั้ง 5 จังหวัด ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาเฉลี่ย 1.99 บาท/กิโลกรัม ราคาปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ราคาเฉลี่ย 1.88 บาท/กิโลกรัม ณ ตุลาคม 2562 – กันยายน 2563) เนื่องจากตลาดมีความต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีช่วงเวลาเพาะปลูก ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2564 กำหนดราคาเป้าหมาย ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน และไม่ซ้ำแปลงระยะเวลาเก็บเกี่ยวนับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการฯ มีการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง รวม 7 งวด (ข้อมูลณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564) มีเกษตรกรได้รับการโอนเงินชดเชยส่วนต่างรวมทั้งประเทศ จำนวน 434,977 ครัวเรือน

ผู้อำนวยการ สศท.12 กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่ครบอายุ ซึ่งจะได้เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งสูงน้ำหนักดี ขายได้ราคาดี หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีอายุน้อย จะทำให้มันสำปะหลังหัวเล็ก ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เพราะจะทำให้มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ และที่สำคัญเกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาแปลง เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในส่วนของพื้นที่ปลูกใหม่หรือพื้นที่ปลูกซ่อมเกษตรกรไม่ควรนำท่อนพันธุ์
จากแหล่งอื่นที่พบการระบาดของโรคมาปลูก หากพบอาการใบด่าง ใบหงิกเสียรูปทรง ลำต้นแคระแกรน ต้องรีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่หรือสายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง โทร 0-2955-1626และ 0-2955-1514 เพื่อดำเนินการตัดวงจรการระบาดต่อไป สำหรับเกษตรกรหรือท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตมันสำปะหลังภาคเหนือตอนล่าง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.12 นครสวรรค์ โทร 0-5680 -3525 หรืออีเมล zone12@oae.go.th

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587115

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด  ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภายหลังจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน(EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเห็นชอบรายงาน EHIA ดังกล่าว

เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ อ้างว่า เป็นการก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ สูญเสียป่าพื้นราบขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจำนวนมาก ทำลายแหล่งอาศัยของช้างป่าและสัตว์ป่าอื่นๆ ปิดกั้นทางเดินไม่ให้ช้างกลับคืนสู่ป่า และมีโอกาสสูงที่จะทำให้ช้างอพยพลงมาเดินหากินในพื้นที่ชุมชน เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องปกติของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเมื่อสร้างประโยชน์แล้วย่อมมีทั้งผลกระทบตามมา เช่นเดียวกับโครงการอ่างฯคลองวังโตนด ไม่มีใครปฏิเสธว่า เมื่อก่อสร้างแล้วจะไม่มีผลกระทบ แต่เมื่อนำผลประโยชน์ที่ได้รับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับผลกระทบที่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบลงได้แล้วคุ้มค่ามากกว่า

อย่างนี้ควรจะดำเนินโครงการฯต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่?

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการจัดทำ EHIA กรมชลประทานได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อสั่งการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ดำเนินตามที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ให้ปรับปรุง แก้ไข จัดทำรายงานเพิ่มเติมและได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง ตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้นำเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบมาหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ จะเห็นได้จากแผนงานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีทั้งแผนปฏิบัติการป้องกันและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบรวมกันมากถึง รวม 39 แผนงาน พร้อมทั้งได้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนแผนงานดังกล่าวต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 15 ปี มากกว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

สำหรับข้อกังวลในเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่านั้น กรมชลประทานได้หารือร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัด ที่จะดำเนินการตาม “โครงการแก่งหางแมวโมเดล” ในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเทียมการสร้างแหล่งน้ำใหม่ การสร้างแหล่งอาหารสำรองสำหรับช้างและสัตว์ป่า การสร้างรั้วกันช้างรอบอุทยานแห่งชาติยาวประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้กรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทนอีก 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือ จำนวน 29,200 ไร่ และเมื่อก่อสร้างแล้วก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นมาดูแล

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีๆไป โดยจะมีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ สร้างบ้านมั่นคงชนบท ซึ่งความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งได้จัดหาที่ดินสำรองไว้แล้วประมาณ 800 ไร่

“การจัดทำรายงาน EHIA โครงการอ่างฯคลองวังโตนดนั้น ดำเนินการตามเงื่อนไขและข้อสั่งการต่างๆทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ครอบคลุมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการน้ำ สภาพปัญหาและศักยภาพในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่สรุปรายงานเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

เมื่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างฯคลองวังโตนดสามารถบรรเทาแก้ไขลดลงได้แล้วในส่วนของผลประโยชน์ที่ได้รับ จะคุ้มค่าหรือไม่ ?

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,652 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจ.จันทบุรี คือ อ.ท่าใหม่ อ.นายายอามและอ.แก่งหางแมว ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 1,237 ล้าน ลบ.ม. มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ 3 ลำน้ำคือ คลองประแกด คลองหางแมว และคลองพะวาใหญ่ แต่ด้วยสภาพลุ่มน้ำตอนบนมีความลาดชันสูง การระบายน้ำไม่ดี และขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนเป็นประจำเกือบทุกปี ในขณะที่ฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำเค็มรุกล้ำ สร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท

กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด มาตั้งแต่ปี 2535 และได้ศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 พบว่า หากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ ต.พวา อ.แก่งหางแมวความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมวความจุ 80 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99.5 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมด 307.5 ล้านลบ.ม.

“ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินก่อสร้าง อ่างฯคลองประแกดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนอ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 เหลือเฉพาะอ่างฯคลองวังโตนด ซึ่งขณะนี้ได้ผ่าน EHIA แล้ว หลังจากนี้ก็จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนตามกฎหมาย ส่วนขั้นตอนการก่อสร้างนั้นจะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นถึงจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 5 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

เมื่อก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนดแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 87,700 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือน และเมื่อนำมาดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับอ่างเก็บน้ำอีก 3 แห่งคือ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนในการบริหารจัดการรวมกันได้ถึง 307.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ ส่งผลให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดัน
น้ำเค็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ หรือกล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังผันน้ำส่วนเกิน ผ่านระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนดไปเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์จ.ระยอง ตามรายงานการศึกษาจะสูบผันน้ำช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ปริมาณรวมปีละ 70 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามในอนาคตจะมีการสร้างท่อผันน้ำเส้นที่ 2 เพิ่มเติมตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะทำให้สูบผันน้ำได้รวมเป็นปีละประมาณ 140 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างฯประแสร์จะเป็นศูนย์กลาง(HUB)ในการกระจายน้ำผ่านโครงข่ายน้ำให้กับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะทำให้ EECซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศมีความมั่นคงเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

สำหรับภาคประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนด อย่างเช่น ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า คนคลองวังโตนดอยากให้ภาครัฐขับเคลื่อนให้โครงการนี้ได้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะปัญหาความแห้งแล้งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี ฝนที่ตกลงมาเป็นน้ำท่าปีละกว่า 1,200 ล้านลบ.ม. ไม่มีอะไรกักเก็บไว้ จึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใ่นช่วงฤดูแล้ง ขอความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับคนภาคตะวันออกบ้าง อยากจะให้ทุกคนมาลงพื้นที่จะได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ นายวิเชียร งามระเบียบ เกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ต้องการให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนให้ครบทั้ง 4 แห่งเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนและก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนเกินให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำ

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่….น่าจะได้คำตอบ

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583400

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ราคายางพาราในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายาง ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบอยู่ในระหว่าง 56-57 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ในระดับ 59 บาทกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน ราคา 49.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ราคายางทั้ง 3 ชนิดเคยขึ้นถึงประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัมโดยเฉพาะน้ำยางสดนั้นราคาค่อนข้างผันผวนลดลงมาก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าแม้ขณะนี้ราคายางจะลดลงมาบ้างก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทิศทางในอนาคตแล้ว ราคายางมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยางมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างจีนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ยางจึงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อความต้องการยางมีมากกว่าปริมาณยาง ราคาย่อมมีแนวโน้มที่ดีอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาสนับสนุน ล่าสุดคณะกรรมการ กยท. จึงเห็นชอบให้ กยท. ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2หลังจากประสบผลสำเร็จในการนำร่องดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ แต่ในครั้งนี้ได้ขยายผลดำเนินการทั่วประเทศ และไม่ได้ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ได้ต่อยอดดำเนินโครงการกับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคายางให้มีเสถียรภาพ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ยังเป็นการยังเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี เนื่องจาก กยท.ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพยางที่จะเข้าร่วมโครงการและการจัดเก็บ โดยยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรวมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

พร้อมทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับยางที่เข้าร่วมโครงการว่า จะต้องเป็นยางที่ขายผ่านตลาดกลางยางพารา หรือตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัด ของ กยท. เท่านั้น เมื่อขายยางแล้ว กยท.จะหักเงินสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่สถาบันเกษตรกร ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2564 ส่วนการใช้เงินคืนนั้น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องส่งใช้เงินคืนในวงเงินที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน โดยไม่เสียดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สถาบันเกษตรกรไม่ขายยางได้ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระเบียบ สูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่ายางที่ขอสินเชื่อ

“กยท.มั่นใจว่าโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 จะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับโครงการนำร่อง ที่ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังทำให้ทัศนคติของการผลิตและจำหน่ายยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางก้อนถ้วยเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยพัฒนาเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยแห้ง แทนการผลิตยางก้อนถ้วยเปียก เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในภูมิภาคอื่นๆต้องการให้ กยท.ขยายผลโครงการดังกล่าว” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

การสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางนั้น ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ขายยางภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งเป็นยางเสื่อมสภาพที่มีอยู่ในสต๊อกกว่า 104,000 ตันออกทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนที่รับซื้อยางในสต๊อกดังกล่าว จะต้องซื้อขายใหม่จากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกไม่น้อยกว่า 104,000 ตันด้วย เท่ากับเพิ่มความต้องการยางในตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนในการสร้างเสถียรภาพด้านราคา

นอกจากนี้ กยท.ยังเตรียมต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้นจากที่ร่วมดำเนินเฉพาะหน่วยงานของรัฐ
ไปร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนำร่องเริ่มดำเนินการในปี 2561 ต่อมาคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562-กันยายน 2565 เป้าหมายส่งเสริมการใช้น้ำยางสด 1,000,000 ตัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมโครงการ 11 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร

ที่ผ่านมา กยท.พยายามที่จะดำเนินงานให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยางที่เข้าร่วมโครงการฯ หน่วยงานภาครัฐที่รับซื้อมีการนำไปใช้ในการสร้างถนน ที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร พื้นสนาม ปืนจำลอง หล่อยาง ยางนอก อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ถุงยางอนามัย สายยาง หุ่นจำลองช่วยชีวิตพื้นฐาน ทุนกันผักตบชวา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้น กยท.จึงได้ขยายผลดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตกรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดยจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถาบันเกษตกรจังหวัดละ 800,000-1,000,000 บาท และพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ความต้องการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยใช้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น”ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

โครงการต่างๆ ที่ กยท.ดำเนินการในขณะนี้ ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะฟื้นตัว เชื่อว่า จะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวให้กับยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนแน่นอน