รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583400

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

รายงานพิเศษ : กยท.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสถียรภาพยางพารา

วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ราคายางพาราในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายาง ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบอยู่ในระหว่าง 56-57 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ในระดับ 59 บาทกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน ราคา 49.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากก่อนหน้านี้ราคายางทั้ง 3 ชนิดเคยขึ้นถึงประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัมโดยเฉพาะน้ำยางสดนั้นราคาค่อนข้างผันผวนลดลงมาก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าแม้ขณะนี้ราคายางจะลดลงมาบ้างก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทิศทางในอนาคตแล้ว ราคายางมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยางมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างจีนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ยางจึงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อความต้องการยางมีมากกว่าปริมาณยาง ราคาย่อมมีแนวโน้มที่ดีอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาสนับสนุน ล่าสุดคณะกรรมการ กยท. จึงเห็นชอบให้ กยท. ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2หลังจากประสบผลสำเร็จในการนำร่องดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ แต่ในครั้งนี้ได้ขยายผลดำเนินการทั่วประเทศ และไม่ได้ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ได้ต่อยอดดำเนินโครงการกับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคายางให้มีเสถียรภาพ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ยังเป็นการยังเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี เนื่องจาก กยท.ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพยางที่จะเข้าร่วมโครงการและการจัดเก็บ โดยยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรวมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

พร้อมทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับยางที่เข้าร่วมโครงการว่า จะต้องเป็นยางที่ขายผ่านตลาดกลางยางพารา หรือตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัด ของ กยท. เท่านั้น เมื่อขายยางแล้ว กยท.จะหักเงินสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่สถาบันเกษตรกร ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2564 ส่วนการใช้เงินคืนนั้น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องส่งใช้เงินคืนในวงเงินที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน โดยไม่เสียดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สถาบันเกษตรกรไม่ขายยางได้ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระเบียบ สูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่ายางที่ขอสินเชื่อ

“กยท.มั่นใจว่าโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 จะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับโครงการนำร่อง ที่ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังทำให้ทัศนคติของการผลิตและจำหน่ายยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางก้อนถ้วยเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยพัฒนาเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยแห้ง แทนการผลิตยางก้อนถ้วยเปียก เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในภูมิภาคอื่นๆต้องการให้ กยท.ขยายผลโครงการดังกล่าว” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

การสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางนั้น ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ขายยางภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งเป็นยางเสื่อมสภาพที่มีอยู่ในสต๊อกกว่า 104,000 ตันออกทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนที่รับซื้อยางในสต๊อกดังกล่าว จะต้องซื้อขายใหม่จากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกไม่น้อยกว่า 104,000 ตันด้วย เท่ากับเพิ่มความต้องการยางในตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนในการสร้างเสถียรภาพด้านราคา

นอกจากนี้ กยท.ยังเตรียมต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้นจากที่ร่วมดำเนินเฉพาะหน่วยงานของรัฐ
ไปร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนำร่องเริ่มดำเนินการในปี 2561 ต่อมาคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562-กันยายน 2565 เป้าหมายส่งเสริมการใช้น้ำยางสด 1,000,000 ตัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมโครงการ 11 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร

ที่ผ่านมา กยท.พยายามที่จะดำเนินงานให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยางที่เข้าร่วมโครงการฯ หน่วยงานภาครัฐที่รับซื้อมีการนำไปใช้ในการสร้างถนน ที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร พื้นสนาม ปืนจำลอง หล่อยาง ยางนอก อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ถุงยางอนามัย สายยาง หุ่นจำลองช่วยชีวิตพื้นฐาน ทุนกันผักตบชวา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้น กยท.จึงได้ขยายผลดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตกรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดยจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถาบันเกษตกรจังหวัดละ 800,000-1,000,000 บาท และพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ความต้องการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยใช้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น”ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

โครงการต่างๆ ที่ กยท.ดำเนินการในขณะนี้ ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะฟื้นตัว เชื่อว่า จะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวให้กับยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนแน่นอน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2T มุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีม U2T จ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577262

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19  ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.และประธานคณะทำงานด้านการจัดการสื่อสารโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหาร อว. ได้ร่วมกันลงพื้นที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อร่วมในกิจกรรมพิเศษ“U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด”ซึ่งเป็นดำเนินการตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2Tโดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแล

การจัดกิจกรรม “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย มีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น ผู้รับจ้างงานในโครงการ U2T ทำความสะอาดโรงเรียน เพื่อป้องกัน และลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.พร้อมด้วยคณะ ยังได้ตรวจเยี่ยม พบปะ และให้กำลังใจผู้ได้รับจ้างงานภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ในเขตจังหวัดนครนายกที่มาร่วมกิจกรรม

โดย ดร.เอนก กล่าวว่า “ด้วยขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ดังนั้น กระทรวง อว. จึงมีนโยบายปรับแผนการทำงานของผู้ได้รับจ้างงานในโครงการU2T จากเดิมที่เน้นงานด้านการพัฒนาพื้นที่และชุมชน ให้มาช่วยทำงานด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในชุมชนเป็นหลัก ด้วยการทำงานที่ประสานกับประชุมเข้าไปเสริมในด้านต่างๆ ที่ชุมชนต้องการ เช่น กรณีของโรงเรียนวัดเกาะกระชาย ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ขึ้นในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในต้นแบบของการเข้ามาทำงานป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ตามแผนดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งได้มีการจัดส่งทีม U2T เข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งด่านองค์ความรู้และการทำงานด้านต่างๆ ที่จะทำให้โรงเรียนและชุมชน เป็นเขตปลอดภัยจากโควิด-19” ดร.เอนก กล่าว

ส่วน นายภวนะ สุขโข ผู้ได้รับจ้างงานประเภทบัณฑิตจบใหม่ กล่าวว่า การที่กระทรวง อว.ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานของทีม U2T ให้มาทำงานเรื่องของโควิด-19 จากที่ได้ดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ กล่าวได้ว่า สามารถทำให้ชุมชนเกิดความตระหนัก และเข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 จะเห็นได้ว่า เวลานี้ ทุกคนมีแอลกอฮอล์ติดตัวเพื่อใช้ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ทุกบ้านมีการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรการต่างๆ ทั้งหมดเป็นผลจากการลงพื้นที่ทำงานกันทั้งการให้ความรู้ การรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า สาธารณสุข อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในทุกด้าน

ขณะที่ นายนคร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้ได้รับจ้างงานประเภทประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในขณะนี้ของทีม U2T จะเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านการป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19
โดยเน้นการให้องค์ความรู้ตามมาตรการต่างๆ ทั้งการเข้าไปพบปะเพื่อสาธิตและให้ข้อแนะนำถึงวิธีการต่างๆ การจัดทำป้ายความรู้ติดตามแหล่งเรียนรู้ของชุมชน รวมถึงการรณรงค์ป้องกันตามกิจกรรมที่กำหนด

“สิ่งที่ทำในวันนี้ ทั้งตัวผมเอง ครอบครัว และชุมชน ต่างได้รับประโยชน์ ทำให้เรารู้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิด-19 ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่กระทรวง อว.ได้ดำเนินการในขณะนี้เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดที่ต้องการความร่วมมือของทุกคนในการทำให้ชีวิตและครอบครัวปลอดภัยจากโควิด-19” นายนครกล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน  ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด จัดตั้งขึ้นในสถานประกอบการเอกชน เพื่อดูแล สร้างความมั่นคง และจัดสวัสดิการให้กับพนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง และบริษัทในเครือ โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยึดหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงธุรกิจ กิจกรรม ให้ตรงตามความต้องการของสมาชิกและเกิดประโยชน์สูงสุด จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564

นางเกื้อกูล ธรรมสุนทร ผู้จัดการสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เปิดเผยว่า ในการดำเนินงาน สหกรณ์ฯ ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์การดำเนินงานและมีการทบทวนทุกปี มีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการชัดเจน มีระบบบริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนได้ทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างสม่ำเสมอ โดยมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง เข้ามาส่งเสริมให้คำแนะนำในการดำเนินงานของสหกรณ์ภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ การบริหารจัดการและการควบคุมภายใน และร่วมจัดทำแผนกลยุทธ์ แผนพัฒนากับคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการผู้ตรวจสอบกิจการ และให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกเข้าใหม่ของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกมากกว่า 3,500 คน เป็นพนักงานสังกัด บมจ.ไออาร์พีซี และบริษัทในเครือ ซึ่งมีหลายพื้นที่ และเพื่อให้การบริการสมาชิกครอบคลุมทุกด้าน จึงได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “Zero Stock Online” ที่เป็นการพัฒนาระบบการจำหน่ายสินค้าและบริการให้ทันสมัย สร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิก เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำหน้าร้านเพื่อจำหน่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยสมาชิกสหกรณ์ฯ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า และแจ้งความประสงค์มายังสหกรณ์ฯ ผ่านช่องทาง Line, Facebook, E-Mail, Internet, Website สหกรณ์ฯ และทางโทรศัพท์ สมาชิกสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ, สินเชื่อ ATM และเงินสด สมาชิกสามารถรับสินค้าได้ด้วยตนเอง หรือใช้บริการจัดส่งสินค้า โดยสหกรณ์ฯ ทำการคัดเลือกร้านค้าพันธมิตรที่มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม และสามารถให้บริการสมาชิกครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ ทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านการจำหน่ายสินค้าและบริการประมาณ 15 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อในการซื้อสินค้า/บริการประมาณ 3.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการส่งเสริมการออม เงินฝาก “Smart Value” โดยมีแนวคิดในการบริหารจัดการทุนดำเนินการ ด้วยการระดมทุนจากแหล่งเงินทุนภายในสหกรณ์ฯ และนำมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผล โดยสมาชิกสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน (เงินฝาก) กับสหกรณ์ฯ ซึ่งจากเดิมสมาชิกจะต้องนำเงินมาฝากที่สำนักงานสหกรณ์ฯแต่ในปัจจุบันได้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่สมาชิก ผ่านช่องทาง QR Code, Mobile Banking, E-Banking หรือหักผ่านบัญชีเงินเดือน รวมถึงสมาชิกที่เกษียณอายุงานแต่ยังคงเป็นสมาชิกต่อเนื่อง ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้เหมือนสมาชิกปกติ ผ่านช่องทาง Cash Management ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำให้สหกรณ์ฯ มีทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น 201.8 ล้านบาท ลดต้นทุนทางการเงินได้ราว 3 ล้านบาท

ส่วนด้านธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ฯ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดขั้นตอนการให้บริการ เพื่อให้สมาชิกเกิดความสะดวก และมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยทำโครงการให้บริการ “เงินกู้ ATM” ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำวงเงินจากทุนเรือนหุ้นสะสมของตนเองมากำหนดวงเงินกู้ ATM โดยมีการกำหนดวงเงินสูงสุด 99% ของทุนเรือนหุ้นสะสมของสมาชิกที่มีอยู่ แต่วงเงินสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกจากรายได้ประจำสุทธิคงเหลือไม่น้อยกว่า 8,000 บาท ซึ่งสมาชิกสามารถทำรายการเบิก ถอน โอน ชำระค่าสินค้าและบริการ ผ่าน Application ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิกในการใช้บริการสินเชื่อ ตอบสนองตรงตามความต้องการของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับสินเชื่อทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท

“สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการให้บริการแก่สมาชิกครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งบริการทางการเงิน บริการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากสวัสดิการของบริษัท ส่งเสริมให้สมาชิกมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคง นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้” นางเกื้อกูล กล่าว

ด้าน นายสันต์ คำบาล หนึ่งในสมาชิกของสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด กล่าวว่า เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง มีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการให้บริการที่สะดวกสบายครอบคลุมในทุกด้าน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการบริการด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาบริการแก่สมาชิก อย่างโครงการ “Zero Stock Online” รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน ระบบสหกรณ์จึงถือเป็นระบบที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ทำให้พนักงานได้รับการดูแลในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงในชีวิต

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575121

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ  จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายหมัดแสละ หีมหมัด วัย 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276 หมู่ 5 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกสละพันธุ์อินโด ประมาณ 150 ต้น หลังปลูกมา  2 ปี สละอินโด เริ่มให้ผลผลิต สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอย่างต่อเนื่องนอกจากการทำอาชีพหลักคือ สวนยางพารา 

ในขณะเดียวกัน สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำในการจัดการสวนทั้งการใส่ปุ๋ย การตัดแต่งต้น การผสมเกสร การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดการศัตรูพืช หากพบปัญหาศัตรูพืช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เข้ามาเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกสละอินโดอย่างต่อเนื่อง 

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวว่า ตนและครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนยางและมีพื้นที่ว่างใกล้ๆ บ้าน ประมาณ 1 ไร่ ก็ได้นำต้นสละอินโดมาปลูก เนื่องด้วยสละอินโด เป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว ดูแลง่าย แต่เป็นพืชที่แตกหน่อคล้ายไผ่ ลำต้นและทางใบมีหนาม จะต้องหมั่นตัดแต่งต้นและทางใบสม่ำเสมอเพื่อสะดวกในการจัดการ สามารถปลูกแซมสวนยางพารา และสวนผลไม้ได้ ให้ผลผลิตตลอดปีหลังปลูกเพียง 2 ปีเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งตนและภรรยา จะใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยางเข้าสวนสละอินโด เพื่อตัดแต่งกอและทางใบ ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นบำรุงผลเมื่อสละอินโด เริ่มแทงช่อดอก จะทราบได้ว่าเป็นต้นเพศผู้ หรือต้นเพศเมีย แต่ละต้นจะแยกเพศกัน หากต้องการให้ได้ผลผลิตสูงจึงต้องช่วยผสมเกสร โดยตัดช่อดอกเกสรตัวผู้นำไปเคาะละอองเกสรเพศผู้หรือวางช่อดอกเกสรตัวผู้บนช่อดอกเกสรตัวเมียของต้นเพศเมีย  

หลังผสมเกสรประมาณ 5-6 เดือนสามารถเก็บผลผลิตได้ ผลสละอินโด มีลักษณะกลมผลโต สีน้ำตาลคล้ำถึงดำ ผลสุกเต็มที่มีรสชาติ หวาน หอม กรอบ อร่อย ซึ่งสละอินโดในสวนของต้น จะให้ผลผลิตเฉลี่ยต้นละประมาณ 7-10 กิโลกรัม/ปีแต่ละครั้งจะเก็บผลสละอินโด ได้ประมาณ 30-50 กิโลกรัม จะเก็บ 15 วันต่อครั้ง  

สำหรับวิธีการเก็บผลผลิตสละอินโดในสวนของบังหมัดแสละ จะต้องชิมผลทุกช่อก่อนตัด หากยังมีรสฝาด จะไม่ตัดเด็ดขาดจะต้องมีรสชาติ หวาน กรอบเท่านั้น การชิมผลก่อนตัดทำให้ได้สละที่หวาน กรอบ อร่อยไม่มีรสฝาด เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งลูกค้าจะมาซื้อที่บ้าน มีทั้งลูกค้าในอำเภอ และต่างจังหวัด  สามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวเป็นอย่างดี  

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีผลกระทบกับผลผลิตและการจำหน่ายสละอินโดแต่อย่างใด เพราะผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ความเชื่อมั่นในผลผลิต ซึ่งมีผลโต หอม หวาน กรอบ อร่อย เมื่อได้กินแล้วจะติดใจ และสละอินโดนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจและสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี   

ปัจจุบันมีเกษตรกรในอำเภอเมืองสงขลาหลายรายเริ่มนำสละอินโด มาปลูกแซมสวนยางพารา และปลูกแซมสวนผลไม้สร้างรายได้เสริม ผู้ใดสนใจสละอินโด ผลโตสดจากสวน ติดต่อบังหมัดแสละ โทร.087-3972297 

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดัน GI ‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’ สร้างรายได้สูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573705

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์”ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทุเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ปลูกในพื้นที่ ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านธรณีวิทยา ซึ่งมีน้ำแร่ที่มาจากน้ำใต้ดิน ในดินภูเขาไฟ ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินแดงเข้มที่ได้จากการประทุของภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์ ทุเรียนจึงมีการเจริญเติบโตดี เนื้อนุ่ม รสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาดสูง ซึ่งขณะนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังผลักดันให้เป็นสินค้า GI ซึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียนในปี 2566

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าปัจจุบันเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ได้ขึ้นทะเบียนการปลูกทุเรียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร (ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2564) จำนวน 294 ราย พื้นที่ 1,346 ไร่โดยแบ่งเป็นเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จำนวน 186 ราย พื้นที่ 930 ไร่ หรือร้อยละ 69 ของพื้นที่ปลูก ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ พบว่ากลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ 550 ไร่มีสมาชิกเกษตรกร 106 ราย เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นพันธุ์ยอดนิยม ติดผลดก ระยะเวลาสุกแก่ปานกลาง เนื้อหนา แข็งนอก นุ่มใน รสชาติหวานมัน และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 18,278 บาท/ไร่/รอบการผลิต (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ20 ปี) ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 560.71 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต (ทุเรียน 1 ลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 4 กิโลกรัม) เกษตรกรได้ผลตอบแทน 64,482 บาท/ไร่/รอบการผลิต คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 46,204 บาท/ไร่/รอบการผลิต

ด้านราคาทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ที่เกษตรกรขายได้ ณ เมษายน 2564 ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม (ขายราคาทุเรียนแบบคละทั้งหมด) ด้านการตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 จำหน่ายให้กับล้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงผลผลิตส่วนร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “SOMMAI FARM” และจำหน่ายให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Facebook สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์

ผลสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ที่นอกจากการปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์แล้ว ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้มีการปลูกผลไม้ตาม
ฤดูกาลชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับสมาชิกเกษตรกร ได้แก่ ลำไย มะม่วง มะขาม ขนุน องุ่น และเงาะ ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้เปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ชิม และช้อปผลไม้สดๆ กลับบ้านอีกด้วย นอกจากนี้ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินและเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้คำปรึกษาองค์ความรู้ด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่มฯ ตลอดจนการจัดการด้านตลาด

ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายในการสนับสนุนด้านการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนมาตรฐานของสินค้าเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพซึ่งทางจังหวัดมีแนวทางที่จะผลักดันทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ให้เป็นสินค้า GI เหมือนกับข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ นายพิกุล สีสันต์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 08-7251-0777 และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร. 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5
@oae.go.th