รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด ‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570610

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ใน 4 กลุ่มสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับให้โดนใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย 4 คณะ ประกอบด้วย1. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงกันและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว 2. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยตั้งเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งเป้ายกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่ระดับมาตรฐานพื้นฐานตามที่ตลาดต้องการ และ 4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด วางแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร รวมถึงพัฒนาหลักสูตรให้แก่บุคลากร ตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดต่อไป

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 คณะ ใน 4 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย 1.สินค้าข้าว พืชไร่และพืชสวน 2.สินค้าผลไม้ 3.สินค้าปศุสัตว์ และ 4.สินค้าประมง ซึ่งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว พืชไร่ และพืชสวน เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ สินค้าข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา โดยกำหนดสินค้าข้าว และมันสำปะหลังเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว และจะส่งเสริม พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเพื่อรองรับการค้ายุคใหม่ สร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้จากทางการเกษตรมาผลิตเป็นสินค้านวัตกรรมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะสร้างองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น กลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ เป็นต้น

ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 4 ชนิด คือ ทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไย โดยวางแนวทางการพัฒนาคนให้สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐาน มีระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไยที่เหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร มีความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและ
แปรรูปสินค้าเกษตร และเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดให้ทุเรียนเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ปี 2564-2565 ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (ภาคตะวันออก) เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนฤดูผลไม้
ออกจะต้องจัดฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกระดับทั้งมือตัด มือคัด สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer, Young Smart Farmer,ผู้ประกอบการ (ล้ง) สมาพันธ์ทุเรียนฯ เป็นต้น

สำหรับคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 6 ชนิด คือ นมโค เนื้อโคเนื้อสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และเนื้อแพะ โดยได้วางแนวทางการพัฒนาคนให้มีองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้มีมูลค่าเพิ่มและตรงตามความต้องการของตลาด ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าประมง เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 2 ชนิด คือ กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยแนวทางการพัฒนาเริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพิ่มขีดความสามารถการผลิตของเกษตรกรให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตที่ระเบียบและกฎหมายกำหนด พัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ มติที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะทำงานฯ ปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยแบ่งกลุ่มคนภาคเกษตรในอนาคตของประเทศไทย ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง/กลุ่มพื้นฐาน/กลุ่มอนุรักษ์ 2) กลุ่มคนที่ทำเกษตรแปรรูป 3) กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร/ผู้บริโภค และ 4) กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม (NGO) เพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังคนภาคเกษตรในอนาคตต่อไป

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569593

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดตัวและดำเนินการไปเมื่อต้นปีที่แล้ว กลายเป็นกระแสให้ลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากกลับไปทำการเกษตรที่บ้านสานต่ออาชีพของครอบครัว หลายจังหวัดมีผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จ เกษตรกรหลายคนสามารถเป็นต้นแบบและมีรายได้มั่นคง

นายสุริยะ คำปวง สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เกษตรกรที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ต้องการองค์ความรู้การทำเกษตรสร้างเครือข่ายและการทำตลาด ซึ่งทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการและสถาบันเกษตรกร กิจกรรมสร้างเสริมองค์ความรู้การทำเกษตร การทำบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การทำตลาด และการศึกษาดูงาน

“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ จะดำเนินการจัดเวทีให้เกษตรกรในโครงการฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดโดยเชิญสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสนับสนุนต่อยอดโครงการฯ ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

ด้านนายวรชัย ทองคำฟู เกษตรกรต้นแบบของโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เดิมทำงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริภายหลังได้ลาออกมาช่วยกิจการแปรรูปของครอบครัว พร้อมกับทำการเกษตรในรูปแบบวนเกษตรบนพื้นที่ 23 ไร่ ควบคู่กัน โดยใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาพลิกฟื้นผืนดินของตนเองกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดรับสมัครโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่กรมฯสนับสนุน เช่น การพัฒนาสินค้า การยกระดับมาตรฐานการผลิต การกระจายสินค้าและการใช้หลักการตลาดนำการผลิต ปัจจุบัน วรชัยเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรายอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายในการทำตลาด โดยเฉพาะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์บนแฟลตฟอร์มต่างๆ

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ทั้งในด้านการผลิต การพัฒนาสินค้าและการตลาด สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ มั่นคง อยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น” นายวรชัย กล่าว

อีกหนึ่งผลสำเร็จในโครงการ คือ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ ยางหัก จำกัด อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยนายขจรศักดิ์ มุกสิกชาติ ประธานสหกรณ์ฯ เปิดเผยว่าสมาชิกของสหกรณ์ที่สมัครเข้ามาในโครงการฯ นั้น ประกอบการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงโคแม่พันธุ์ ปลูกหญ้าเนเปียร์กาแฟ ปลูกปาล์มน้ำมัน ปลูกมะกรูดตัดใบและผลไม้อีกหลายชนิด

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เป็นโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่ทำอยู่ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและเป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยงานอื่นๆ ช่วยเข้ามาต่อยอดและเติมเต็มให้เกษตรกร จากผลสำเร็จของเกษตรกรในโครงการ ส่งผลให้มีสมาชิกและลูกหลานสมาชิกรายอื่นๆ สนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งสหกรณ์ฯ จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกผู้ที่จะมาเข้าร่วมโครงการฯ ต่อไป เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เข้ามาพัฒนาต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้ครบวงจร และช่วยพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง” นายขจรศักดิ์ กล่าว

ด้านนางสุนันทา เมฆหมอก สมาชิกสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ยางหัก จำกัด หนึ่งในเกษตรกรโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทำงานเป็นฝ่ายบัญชีของบริษัทเอกชน ควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน แซมด้วยกาแฟ โกโก้ มะกรูดตัดใบ และผลไม้ ซึ่งเดิมจะนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับเพื่อนๆที่ทำงานและตลาดในชุมชน

กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ด้านการทำเกษตร การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการสร้างเครือข่าย และวิธีการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ปัจจุบันหันมาเน้นจำหน่ายผลผลิตผ่านระบบออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาแนะนำเทคนิค เคล็ดลับการใช้ภาพประกอบและการใช้ข้อความที่ดึงดูดความสนใจ ส่งผลให้สินค้าขายดีมากจนต้องสั่งจองล่วงหน้าอีกทั้งยังพาไปศึกษาดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วนำแนวทางที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้

“ได้ประโยชน์มากจากการเข้าร่วมโครงการฯ โดยเฉพาะองค์ความรู้และแนวคิดในการพัฒนาต่อยอดงานเกษตรที่ทำอยู่ให้เป็นระบบ มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม และที่สำคัญคือการสร้างตลาดใหม่ๆจึงอยากขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จัดโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งช่วยยกระดับพัฒนาเกษตรกรด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่าย เป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากทำ อยากขาย และสนุกกับงานเกษตรที่ทำ” นางสุนันทา กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง 63 จว. สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567262

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน  นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) นำร่อง 63 จังหวัด มุ่งสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกิดในชุมชน หวังเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน คาดลดใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 1.8 หมื่นตัน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง และพัฒนาให้กลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจให้บริการทางการเกษตรรวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยซึ่งต้องอาศัยปุ๋ยเคมีในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต โดยปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ต้องนำเข้าและเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ทำให้ต้นพืชอ่อนแอศัตรูพืชเข้าทำลายได้ง่าย ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง เป็นอันตรายกับเกษตรกร และปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชนและช่วยเกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับดินและชนิดพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น เป็นการช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินและความต้องการของพืช เป็นการใช้ปุ๋ยแม่นยำเฉพาะพื้นที่ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประเทศผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เช่นจีน สหรัฐอเมริกา ใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศมากขึ้น จึงส่งออกน้อยลง ส่งผลกระทบทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งในสภาวการณ์เช่นนี้ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยเกษตรกรลดภาระต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้จากการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นภาครัฐได้สนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย N P Kและเครื่องผสมปุ๋ย ให้แก่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก ศดปช. กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป และบริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีจำนวน 882 ศูนย์ ครบทุกอำเภอ แต่ละศูนย์เกษตรกรจะช่วยกันบริหารจัดการกันเอง มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบN P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว พร้อมให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ย จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีแก่เกษตรกรในชุมชน โดยในปีที่ผ่านมาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้ร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่า 73 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ จำนวน 394 ศูนย์ ใน63 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) และเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ รวมจำนวนประมาณ 107,000 รายได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมดินได้รับการบำรุงรักษา มีความรู้ในการจัดการดินและใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่ ศดปช. อื่นๆ รวมทั้งแปลงใหญ่ที่ประสงค์เป็นเครือข่ายศดปช. ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 และปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่ 1.6 ล้านไร่ ลดลงจากประมาณ 90,000 ตัน เหลือประมาณ 72,000 ตัน ปัจจุบันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 50 จังหวัดและจะทยอยเปิดให้บริการจนครบในปีนี้

นายเข้มแข็งกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นที่สำคัญกรม จะพัฒนาต่อยอดให้ ศดปช. สามารถทำธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน มีรายได้หมุนเวียนจากการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย รวมทั้งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐได้ในอนาคต สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน และกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1515

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐาน GAP-สร้างกำไร 174,000 บาท/ปี/ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565865

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’  ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำนำร่องที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านการประมง เมื่อปี 2560 เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดในท้องถิ่นมีความต้องการสูง ราคาดี ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนาปี โดยปรับพื้นที่นาข้าวเพื่อเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ผลิตและจำหน่ายลูกอ๊อดกบ จนเกิดรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร ที่สำคัญทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับมาตรฐาน GAP และเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบกลุ่มแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยสัมภาษณ์นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีประสบการณ์เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ปีบอกเล่าว่า ตนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีความสนใจอยากทำอาชีพเกษตรอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้ในช่วงหลังการทำนา จึงเลือกการเพาะลูกอ๊อดกบขาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย สร้างรายได้สูง ซึ่งได้เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หลังจากนั้นจึงได้เริ่มรวมกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 32 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 64 ไร่สำหรับพื้นที่การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดในนา 1 ไร่ จะมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 61,200 บาท/ไร่ (1 ไร่มีบ่อเพาะเลี้ยง 20 บ่อ ขนาด 4 x 15 เมตร) ผลผลิตลูกอ๊อดเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/บ่อ(1 กิโลกรัม จะได้ลูกอ๊อดประมาณ 450 – 500 ตัว) เกษตรกรมีผลตอบแทน 96,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 34,800 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้80 บาท/กิโลกรัม โดยภายในระยะเวลา 1 ปีสามารถเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบได้ถึง 5 ครั้งคิดเป็นผลตอบแทนทั้งปีเกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากการขายลูกอ๊อดกบมีชีวิตเฉลี่ย 174,000 บาท/ปี/ราย ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ในระยะเวลา 1 ปี สามารถผลิตลูกอ๊อดได้ประมาณ 180 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 14.40 ล้านบาท

ด้านการจำหน่ายผลผลิตลูกอ๊อดกบ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ จะจำหน่ายเพื่อการบริโภคหรือนำไปเลี้ยงเป็นกบเนื้อ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ลูกอ๊อดกบมีชีวิตและ
แช่แข็ง สำหรับลูกอ๊อดกบมีชีวิตส่วนใหญ่ร้อยละ 85 จำหน่ายให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ อำนาจเจริญ และยโสธร ร้อยละ 12 จำหน่ายให้กับพ่อค้าภายในท้องถิ่น ส่วนอีกร้อยละ 3 จำหน่ายแบบแช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน โดยมีบรรจุภัณฑ์ในการเก็บรักษาให้คงคุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะจำหน่ายให้กับร้านอาหารและภัตตาคาร ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กะบี่ สงขลา และกรุงเทพฯ ในราคา 240 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้” เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง มียอดสั่งซื้อประมาณ ประมาณ 1,800 กิโลกรัม/ปี

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ เป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างความสำเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งผลพลอยได้จากการเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดทำให้มีอินทรีย์วัตถุในดินมีความสมบูรณ์ เอื้อประโยชน์ต่อการทำนาปลูกข้าวไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากนัก จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้ผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตลูกอ๊อดกบของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ สามารถสอบถามได้ที่ นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ กลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือ โทร. 09-8221-7904 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565708

รายงานพิเศษ :  ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตามดังภาพที่ 1 และภาพที่ 2 ทั้งนี้ฤดูฝนที่ผ่านมาก็เกิดฝนแล้ง-แล้งจัดตามดัชนีฝนแล้งปี 2563 ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ของภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางส่วนของภาคตะวันออกตอนล่างและบางส่วนของภาคใต้ตอนบน เป็นพื้นที่ค่อนข้างแล้งถึงแล้งจัด

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาการที่มีฝนตกไม่แน่นอนมีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับการเพาะปลูกพืชของพี่น้องเกษตรกร และยังพบว่าวิธีการใช้น้ำของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชโดยส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ให้น้ำไม่พอดีกับความต้องการของพืช ยังมีการใช้น้ำแบบสูญเสียจำนวนมาก เช่น การให้น้ำแบบท่วมบ่าในแปลงปลูกพืช รวมทั้งการให้น้ำแบบท่วมขังในร่องคู แม้กระทั่งกรณีที่ให้น้ำแก่พืชด้วยระบบน้ำที่ก็ตาม แม้ว่าในเบื้องต้นเราถือเป็นวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพหรือประหยัดกว่าการให้น้ำแบบทั่วไปก็ตาม แต่ข้อเท็จยังพบว่ามีแปลงระบบน้ำจำนวนมากมีการออกแบบติดตั้งและใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวคือมีการติดตั้งและใช้อุปกรณ์ไม่ถูกต้อง หัวจ่ายน้ำอุดตัน แรงดันน้ำไม่เหมาะสม มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ควรจะเป็น และขาดความเข้าใจในการใช้และดูแลรักษา จึงทำให้การใช้น้ำยังขาดประสิทธิภาพ

จากปัญหาการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพรวมทั้งสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างประหยัด ลดการสูญเสีย ให้น้ำได้ตามความต้องการของพืช เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ใช้น้ำด้วยความรู้ ดำเนินการทั่วประเทศ ปีละ 50 จังหวัด เป็นจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมายทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีกิจกรรมครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ระบบน้ำ) การถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัดลดการสูญเสีย ให้น้ำแก่พืชได้ตามความต้องการของพืช การรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช การดูแลรักษาพืชในภาวะแล้งน้ำน้อย และที่สำคัญเกษตรกรจะได้รู้จักเข้าใจและเลือกใช้ระบบน้ำที่ถูกต้องเหมาะสมกับชนิดพืชเช่น ระบบน้ำหยด ใช้กับพืชผักพืชไร่ทั่วไป และไม้ดอกบางชนิดระบบไมโครสเปรย์และเจ็ทสเปรย์ ใช้กับพืชที่ปลูกระยะชิด (ไม้ผลและพืชผัก) และไม้ดอก ระบบมินิสปริงเกลอร์ใช้กับไม้ผลทั่วไป และไม้ดอก และระบบสปริงเกอร์ ใช้กับพืชไร่เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบโดยการออกแบบและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งระหว่างเดือนเมษายนนี้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพในแปลงเรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เป็นการอบรมเข้มระบบการให้น้ำแก่พืชซึ่งมีการฝึกออกแบบที่คำนวณความต้องการปริมาณน้ำรวมทั้งแรงดันน้ำของระบบ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และการติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ และนอกจากนี้ยังอบรมหลักสูตรพื้นฐานให้กับเกษตรกรตำบลและเกษตรกรต้นแบบของจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อนำความรู้ไปจัดทำแปลงเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกแบบติดตั้งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้เป็นจุดเรียนรู้ในพื้นที่ให้กับชุมชนเพื่อการขยายผลต่อไป

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564867

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน  ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ

รายงานพิเศษ : สศก.คาดไม้ผลตะวันออกปี’64ผลผลิตรวมกว่า9แสนตัน ย้ำเกษตรกร-พ่อค้าอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายฝ่าฝืนมีโทษ

วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับไม้ผลภาคตะวันออกของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในจังหวัดจันทบุรีระยอง ตราด ปี 2564 (ข้อมูลณ 26 มีนาคม 2564) โดย สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก มีรายงานว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 900,126 ตันลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (ลดลง 95,375 ตันหรือร้อยละ 10) เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หนาวเย็นนาน สลับกับมีฝนตกในช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 ทำให้ออกดอกได้น้อย ไม่เต็มต้น โดย ทุเรียน ให้ผลผลิต 575,542 ตัน (เพิ่มขึ้น 25,507 ตัน หรือ ร้อยละ 5) มังคุด 106,796 ตัน (ลดลง 105,549 ตัน หรือร้อยละ 50) เงาะ 197,708 ตัน (ลดลง 12,929 หรือร้อยละ 6) และลองกอง 20,080 ตัน (ลดลง 2,404 ตันหรือร้อยละ 11) ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 ชนิดจะออกมากช่วงเดือนพฤษภาคม 2564

นายชัฐพล สายะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) เปิดเผยว่าสถานการณ์ภาพรวมไม้ผลทั้ง 4 ชนิด พบว่าทุเรียน ขณะนี้ ออกดอกแล้วทั้งหมด ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบา และทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอกจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งเกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมาและสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกชุกช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงปลายเดือนพฤษภาคม2564 มังคุด ปีนี้ออกดอกล่าช้าเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ส่งผลให้ออกดอกเพียงร้อยละ 50 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะดอกบาน และเป็นผลเล็ก กลาง ใหญ่มังคุดมีหลายรุ่น เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เล็กน้อยตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดช่วงเดือนมิถุนายน 2564

ด้านลองกอง ขณะนี้ ออกดอกแล้วร้อยละ 60 สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีหากสภาพต้นลองกองใบเหลืองสลด ขาดแคลนน้ำ ปีนี้การพัฒนาช่อดอกยืดยาวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาและคาดว่าความแห้งแล้งของอากาศหลังจากนี้จะส่งผลให้ลองกองออกดอกชุดหลังอีกรอบในช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคม 2564 เมื่อมีฝนตกกระตุ้นช่วงดังกล่าว ซึ่งเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงตุลาคม 2564 และจะเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ส่วน เงาะ ออกดอกแล้วทั้งหมด ขณะนี้อยู่ในระยะพัฒนาการขึ้นลูกและเติบโตทางผลเริ่มเข้าเนื้อ และเก็บเกี่ยวได้เล็กน้อย ซึ่งในปีนี้เงาะพันธุ์สีทองและเงาะพันธุ์โรงเรียนการออกดอกและเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงระยะเดียวกันอาจจะมีปัญหาการกระจุกตัวของเงาะได้ ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวได้มากช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564

ปีนี้การเตรียมความพร้อมจัดหาแหล่งน้ำของเกษตรกร และปริมาณน้ำในแหล่งชลประทานต่างๆ มีมากกว่าปี 2563 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทำการบินทำฝนเทียมช่วยเหลือเกษตรกรไปบ้างแล้ว สำหรับด้านระบบโลจิสติกส์ที่จะต้องนำสินค้าเข้าสู่ประเทศจีนคาดว่าจะคล่องตัวมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากผู้ประกอบการด้านการส่งออกของประเทศไทยและจีน ได้มีการประชุมหารือแนวทางร่วมกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนแนวทางการรับซื้อทุเรียนในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ล้งและพ่อค้าผู้ส่งออกตั้งราคารับซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งมีการจัดแบ่งตามเกรดส่งออกตามมาตรฐาน GAP และ GMP ที่ประเทศจีนกำหนด ราคาอยู่ระหว่างกิโลกรัม 130-190 บาท ทั้งนี้ ราคารับซื้อแบบเหมาสวนล่วงหน้าระหว่างวันที่1-10 เมษายน 2564 ทุเรียนเกรดมาตรฐานส่งออกเกรด AB ล้งรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์สูง เกษตรกรพึงพอใจมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพของทุเรียน และอย่าตัดทุเรียนอ่อนหรือด้อยคุณภาพออกจำหน่ายซึ่งหากมีการลักลอบตัดทุเรียนอ่อน จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดรวมถึงการยึดใบ GAP ของเกษตรกรและใบ GMP ของผู้ประกอบการ สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูล ไม้ผลภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.6 โทร. 0-3835-2435 หรือ อีเมล zone6@oae.go.th

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/564363

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ  ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน

รายงานพิเศษ : TED Fund โชว์ความสำเร็จ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน

วันพุธ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

TED Fund โชว์ความสำเร็จ นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรน ช่วยเกษตรกร
รู้ปริมาณผลผลิตในแปลงปลูกได้แม่นยำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) พร้อมด้วย ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช
ผู้จัดการกองทุนฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ
ของผู้ประกอบการที่ได้ทุนสนับสนุนจาก TED Fund ภายใต้โครงการจัดสรรสนับสนุน ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ รุ่นที่ 1 โครงการพัฒนาระบบการวิเคราห์การเจริญเติบโตของพืชด้วยประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (โดรน) ธุรกิจประเภท Modern Agriculture ของนายมนตรี ธนะสิงห์ กรรมการ
ผู้จัดการ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด

ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ TED Fund เปิดเผยว่า
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อากาศยานไร้คนขับร่วมกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลในการเพาะปลูกเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกแบบปกติ เพื่อนำไปใช้ในงานด้านการเกษตร เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก

“ทาง TED Fund ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้ในการพัฒนาระบบการควบคุมประมวลผลภาพดิจิทัลทุกรูปแบบร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้อากาศยานไร้คนขับร่วมกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลในการเพาะปลูกเปรียบเทียบกับการเพาะปลูกแบบปกติ ซึ่งขณะนี้โครงการได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และเกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด”

ผู้จัดการ TED Fund กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คือ ความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำและมีความเสถียรภาพของอากาศยาน สามารถพ่นสารน้ำ สารชีวภาพ การให้ปุ๋ย และพ่นสารกำจัดแมลง ที่สำคัญ ยังได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูง ประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่นๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ดิน น้ำ พืชพรรณ จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครทุนได้ที่ http://www.tedfund.mhesi.go.th หรือเพจ
Facebook : TED Fund หรือสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2333-3700 ต่อ 4072-4074

ด้านนายมนตรี ธนะสิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้รับทราบว่า ทาง TED Fund มีโครงการให้การสนับสนุนด้านทุนแก่ผู้ประกอบการจึงเกิดความสนใจและยื่นเสนอโครงการดังกล่าว ด้วยเล็งเห็นว่าเกษตรกรประสบปัญหาการใส่ปุ๋ยให้แก่พืช ซึ่งมีทั้งที่ให้แบบมากเกินไป และน้อยเกินไป จึงทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ในบางพื้นที่ ทำให้เกิดความเสียหาย เกษตรกรต้องขาดทุน รวมถึงกรณีที่เกษตรกรผลิตพืชเกษตรเพื่อการส่งออก แต่ไม่สามารถประมาณการยอดการผลิตได้จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิดสัญญาซื้อขาย อาจนำไปถึงการต้องเสียเงินค่าปรับในกรณีคำนวณปริมาณผลผลิตผิดพลาด

“ด้วยปัญหาต่างๆ ที่เกษตรกรต้องประสบ จึงทำให้บริษัทมีความประสงค์ที่จะพัฒนาระบบการประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับ
อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตรที่มีความแม่นยำสูงในการตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของพืชจากกล้อง ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ สามารถบริหารจัดการการสำรวจได้ง่ายและยังได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในระยะเวลาอันสั้นและมีความแม่นยำสูงประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม ช่วยให้พืชผลเพิ่มประสิทธิภาพให้เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถเก็บข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่นๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ดิน น้ำ พืชพรรณ จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังเหตุการณ์”

นายมนตรีกล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ยังมีความแม่นยำสูงในการประมาณการยอดผลผลิตของพืชต่อครั้งได้อย่างมีประสิทธิ เพื่อทราบผลผลิตที่แน่ชัดและบริหารจัดการในการขายได้อย่างถูกต้อง ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงในการขายทอดตลาด ซึ่งการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยแรงงานคนนั้นสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก และบางครั้งก็ได้ข้อมูลไม่ครบเนื่องจากพื้นที่บางแห่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยการเดินสำรวจ มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าเดิม

“เกษตรกรจะทราบได้จากข้อมูลที่แสดงในรูปแบบของแถบสีต่างๆ ที่เรียกว่า NIR Images โดยในส่วนที่เป็นสีแดงแสดงว่า ต้นพืชที่ปลูกนั้นมีความสมบูรณ์ ทำให้คาดว่าจะสามารถเก็บผลผลิตได้ตามปริมาณ แต่หากเป็นสีเหลือง แสดงว่า ต้นพืชส่วนนั้นมีปัญหา ขาดความอุดสมบูรณ์ ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ตามปริมาณที่ควรเป็น
ตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถคำนวณปริมาณผลผลิตของตนเองได้ว่า เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตในปริมาณเท่าไร”

ทั้งนี้นายมนตรีได้เปรียบเทียบให้เห็นประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิระหว่าง แรงงานเกษตรกรกับระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรนเพื่อการเกษตร โดยยกตัวอย่าง ปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิ ถ้าใช้แรงงานเกษตรกร จะได้ผลผลิตที่ประมาณ 2,172 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้ระบบประมวลผลภาพดิจิทัลร่วมกับโดรนเพื่อการเกษตร จะได้ผลผลิตที่ 2,428 กิโลกรัม ระยะเวลาในการตรวจการณ์ แรงงานเกษตรกรใช้เวลา 43 นาที 12 วินาที แต่
ภายใต้ระบบดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 7 นาที 28 วินาที และเวลาในการจัดการความผิดปกติของพืช แรงงานเกษตรกรใช้เวลา 46 นาที แต่ภายใต้ระบบดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 10 นาที เป็นต้น

“ความสำเร็จในวันนี้ ที่บริษัทสามารถสร้างระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้นั้น เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก TED Fund และขณะนี้มีเป้าหมายที่จะยอดต่อการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยหลือเกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอย่างประสบความสำเร็จ มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน” นายมนตรีกล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : จับตา…ราคายางหลังวัคซีนโควิด มีสิทธิ์ทะลุ 80 บาท/กก.จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/562606

รายงานพิเศษ : จับตา...ราคายางหลังวัคซีนโควิด  มีสิทธิ์ทะลุ80บาท/กก.จริงหรือ?

รายงานพิเศษ : จับตา…ราคายางหลังวัคซีนโควิด มีสิทธิ์ทะลุ80บาท/กก.จริงหรือ?

วันอังคาร ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) ตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแม้ขณะนี้จะมียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกสูงอยู่ก็ตาม แต่ก็พอมองเห็นแสงสว่างที่มีแนวโน้มลดลงหลังจากการนำวัคซีนมาใช้ และคนทั่วโลกกำลังจะเริ่มปรับตัวให้อยู่ร่วมโควิด-19 ได้

ยางพาราพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และโปรดักส์แชมเปี้ยนของประเทศสามารถผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ปีละมากกว่า 4.5 ล้านตัน แม้จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อยู่บ้างก็ตาม แต่ภาพรวมได้ส่งผลบวกทำให้ราคายางสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง เพิ่มมากขึ้น

แต่เมื่อมีการนำวัคซีนโควิด-19 มาใช้ในการป้องกันรักษาซึ่งจะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้ยางผลิตถุงมือยาง และเครื่องมือแพทย์อื่นๆ ตลอดจนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคายางหรือไม่ อย่างไร?

“แนวโน้มราคายางในไตรมาสที่ 3-4 และในปี 2564 จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคายางแผ่นรมควันจะอยู่ในระดับ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม และอาจจะขึ้นถึง 80 บาทต่อกิโลกรัมก็มีสิทธิเป็นไปได้หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย” นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวยืนยันอย่างมั่นใจ

ทำไมผู้ว่าการ กยท. ถึงมั่นใจเช่นนี้?

แต่…ถ้าหากนำทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกมาศึกษาวิเคราะห์ อย่างละเอียด ก็จะได้คำตอบ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2564 ว่าจะมีการขยายตัวถึง 5.5% หลังจากในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกติดลบ -3.5% นอกจากนี้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายเมื่อแต่ละประเทศทั่วโลกได้เริ่มทยอยฉีดวัคซีน พร้อมทั้งได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายรูปแบบตามที่ประเทศนั้นๆเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประสบผลสำเร็จในการควบคุมโควิด-19จะฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่นๆ

ในส่วนของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน หลังจากปี 2563 ได้รับผบกระทบหนักจากการระบาดของโควิด-19 จนทำให้เศรษฐิจของไทยลดตัวติดลบไปถึง-8% ในปี 2564 เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ส่งบวกต่อเสถียรภาพราคายางคือ ความต้องการใช้ยางในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้จะมีวัคซีนมาใช้ยับยั้งการระบาดแล้วก็ตาม แต่ความจำเป็นในการใช้ถุงมือยางยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดิมประมาณ 370,000 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา จะเพิ่มเป็นมากกว่า 600,000 ล้านชิ้นในปี 2564

เช่นเดียวกันกับความต้องใช้ยางในเรื่องสุขอนามัยจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสังคมในอนาคต จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุจะมีความต้องการนำยางมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ผลิตเป็นวัสดุป้องกันการลื่น ผลิตเป็นวัสดุลดแรงกระแทก เช่น โถชักโครก อ่างล้างหน้า เตียง เป็นต้น

นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังจะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ยางธรรมชาติค่อนข้างมาก ก็จะฟื้นตัวด้วย

ศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ สถาบันยานยนต์ ได้สรุปยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 1,427,27 คัน จำหน่ายในประเทศ 792,146 คัน และส่งออก 735,842 คัน ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วงปลายปี 2563 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มฟื้นตัว ปริมาณการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในปี 2564 สถาบันยานยนต์ คาดการณ์ปริมาณการผลิตรถยนต์ จำนวน 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ประกอบด้วยการส่งออก 750,000 คัน และการจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตามที่ IMF ได้คาดการณ์ไว้ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น

จากปัจจัยบวกดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในปี 2564 ต่อเนื่องถึงปี 2565 ปริมาณความต้องการใช้ยางเป็นวัตถุดิบหรืออุปสงค์(Demand) ยางจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะที่ปริมาณยางธรรมชาติหรืออุปทาน(Supply)จะไม่สมดุลกับอุปสงค์ เพราะมีปริมาณน้อยลง

นายณกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศเกิดภาวะอัดอั้นทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่เพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดหายไป แต่ปริมาณสต๊อกยางกลับลดลง เช่น สต๊อกยางในจีนเหลือเพียงพอใช้เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ปกติแล้วโรงงานต่างๆ จะต้องมีสต๊อกยางสำรองไว้อย่างน้อย 2 เดือน เพราะการเดินเครื่องของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นจะหยุดไม่ได้ ต้องเดินเครื่องต่อเนื่อง ดังนั้น ในช่วงปีนี้ จีนจะต้องเร่งซื้อยางเข้าเก็บในสต๊อกสำรองไว้ให้ได้อย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการสั่งซื้อยางจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ปริมาณยางในสต๊อกลดลงแล้ว ปริมาณยางใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนก็ลดลงอีกด้วย เนื่องจากปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ทำให้สวนยางได้รับความเสียหาย ประกอบกับสวนยางในภาคใต้ยังประสบปัญหาน้ำท่วมกรีดได้น้อยลง ในขณะที่ประเทศผู้ปลูกยางใหม่อย่างเช่น เวียดนามโดนพายุถล่มหลายต่อหลายลูกสวนยางได้รับความเสียหายจำนวนมาก คาดว่าจะทำให้ปริมาณยางในตลาดโลกปี 2564 ลดลง 8-9% หรือไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน จากเดิม 13.5 ล้านตัน จะเหลือประมาณ 12 ล้านตันเท่านั้น

ปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณยางลดลง ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันแรงงานพม่าจะเป็นแรงงานหลักในการกรีดยาง เมื่อโควิด-19 ระบาดหนักในพม่า ผนวกกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพม่าทำให้ไม่มีแรงงานมารับจ้างกรีดยาง

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของประเทศไทย กยท. ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารผลผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด โครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยแห้งเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร สามารถช่วยให้เกษตรกรชะลอการขายยางเพื่อนำไปขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้สามารถบริหารปริมาณยางออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามเมื่อยางมีเสถียรภาพและราคาสูงขึ้นแล้ว ถ้าไม่มีแรงงานกรีดยางก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% เป็นเกษตรกรรายย่อยมีสวนยางตั้งแต่ 8-20 ไร่ และกรีดยางเป็นอยู่แล้ว หากลงมือกรีดยางเอง แม้จะขาดแรงงานกรีดยางก็จะไม่ได้รับผลกระทบในทางตรงข้าม ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตทำให้เกษตรกรมีรายได้เต็ม 100% ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ใคร ทั้งนี้ กยท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนเครื่องมือ เทคโนโลยี องค์ความรู้สมัยใหม่ ตลอดจนเรื่องการส่งออก การทำหนังสือค้ำประกัน (LG,BG)ให้กับเกษตรกรที่มีความสนใจ

“ปริมาณความต้องการใช้ยางมีมากขึ้น และในขณะที่ปริมาณยางมีน้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการ ราคายางในปี 2564 จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพอยู่ในระดับราคา 60-70 บาทต่อกิโลกรัมอย่างแน่นอน และอาจจะขึ้นแตะระดับ 80 บาทต่อกิโลกรัมก็มีโอกาสเป็นไปได้” ผู้ว่าการ กยท.ฟันธง!!!

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ ‘คลินิกพืช’ วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561522

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ‘คลินิกพืช’  วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด

รายงานพิเศษ : ชวนเกษตรกรใช้บริการ‘คลินิกพืช’ วินิจฉัยโรค-แก้ปัญหาศัตรูพืชตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาเรื่องการเข้าทำลายของศัตรูพืช ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ และความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นอย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดทำโครงการคลินิกพืช ปั้นนักส่งเสริมเป็น “หมอพืช”เพื่อให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเบื้องต้นและให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องประสบในการผลิตพืชคือ การเข้าทำลายของศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหาย พืชอ่อนแอ ผลผลิตลดลง หรือผลผลิตมักไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดตั้ง “คลินิกพืช” เพื่อให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเบื้องต้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอาการผิดปกติ ยึดการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรและบริบทของพื้นที่ โดยมีกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการด้านการอารักขาพืชแก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยอาการผิดปกติของพืชเป็นอันดับแรก เพื่อนำไปสู่การให้คำแนะนำการปฏิบัติและสนับสนุนปัจจัยการควบคุมศัตรูพืชที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกรต่อไป

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยอธิบายเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรโดยกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานอารักขาพืชในระดับจังหวัดและอำเภอ ให้สามารถปฏิบัติงานให้บริการคลินิกพืชในระดับพื้นที่ได้ เพื่อสนับสนุนพันธกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรให้สามารถผลิตและจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด รวมถึงสามารถให้บริการทางการเกษตรตามสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึงทุกพื้นที่ได้ต่อไป

ทั้งนี้ หมอพืช (Plant Doctor) คือเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมการเป็นหมอพืช และการดำเนินงานคลินิกพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและการจัดการศัตรูพืช ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันการศึกษา หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการวินิจฉัยและการจัดการศัตรูพืชมีความรู้ ความสามารถ ในการวินิจฉัยอาการผิดปกติเบื้องต้นในระดับพื้นที่ และให้คำแนะนำการจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ให้กับเกษตรกรได้ โดยมีสถานที่สำหรับให้บริการคลินิกพืช ได้แก่ 1. ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จำนวน 9 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการเป็นประจำทุกวัน 2. สำนักงานเกษตรจังหวัด จำนวน 77 ศูนย์ และสำนักงานเกษตรอำเภอ 882 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 882 ศูนย์ หรือศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จำนวน 1,764 ศูนย์ โดยจะเปิดให้บริการ อย่างน้อยเดือนละ 1 วัน ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาอาการผิดปกติของพืชให้กับเกษตรกรได้อย่างถูกต้องตรงตามสาเหตุ ช่วยให้เกษตรกร ลด ละ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้มีอย่างคุณภาพ

“คลินิกพืช จะมีหมอพืชที่ได้รับการอบรม มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรมีการอบรมหมอพืชเป็นประจำ พร้อมให้คำแนะนำ ให้บริการวินิจฉัยอาการผิดปกติ ของพืชเบื้องต้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้นเกษตรกรที่มาใช้บริการ สามารถมั่นใจได้ว่า คลินิกพืชจะช่วยแก้ไขปัญหา และตอบข้อสงสัยให้แก่เกษตรกรที่เข้ามาใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว”นายรพีทัศน์ กล่าว

ด้านนายสว่าง อู่พันธุ์ เจ้าของศูนย์เรียนรู้วงษ์ทอง ต.ไผ่ขวาง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เข้ามาใช้บริการคลินิกพืชกล่าวว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้บริการคลินิกพืช เพราะจะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้และได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคพืชได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะช่วยลดการใช้สารเคมีในการรักษา ป้องกันโรคพืชได้ นั่นหมายถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกรก็จะลดลงด้วย นอกจากนี้ คลินิกพืช ยังเป็นการให้บริการของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้สะดวกสบายขึ้น เพราะมีบริการถึงแหล่งชุมชนตามวันเวลานัดหมาย ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลไปถึงสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเพียงอย่างเดียวและในอนาคต หากจะขยายผล โดยเปิดอบรมให้กับเกษตรกรที่มีความพร้อมให้รู้จักการวินิจฉัยโรคพืชเบื้องต้นได้ ก็น่าจะช่วยให้การแก้ปัญหาโรคพืชของเกษตรกรเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’ กลุ่มจว.กลางตอนบน ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Comน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/561234

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’กลุ่มจว.กลางตอนบน  ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวหอมมะลิอินทรีย์’กลุ่มจว.กลางตอนบน ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า-ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยจัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์พ.ศ. 2560-2565” ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภายใต้กลุ่มจังหวัดครอบคลุม 13 กลุ่ม 56 จังหวัด โดยกลุ่มจังหวัดภาคกลางได้ร่วมกันขับเคลื่อนตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาดให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร

นางสาวสมบัติ พุทธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สศท.7 ได้ลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนที่ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ (ลพบุรี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง) ศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เพื่อเป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และเป็นข้อเสนอแนะในการดำเนินนโยบายการปลูก ข้าวอินทรีย์เพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเป็นข้อมูลปีเพาะปลูก 2563 ของเกษตรกรที่เพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม 2563 พบว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์พันธุ์หอมมะลิ 105 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน รวม 115 ราย พื้นที่ปลูกประมาณ 3,739 ไร่ โดยข้าวหอมมะลิอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,344.29 บาท/ไร่มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120-150 วัน ให้ผลผลิต 510.22 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทน 5,612.41 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 2,268.12 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวทั่วไปที่ใช้สารเคมี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,175.31 บาท/ไร่มีระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120-150 วัน ให้ผลผลิต 657.05 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทน 5,144.75 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 969.44 บาท/ไร่

จะเห็นได้ว่า การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ มีต้นทุนต่ำกว่าข้าวทั่วไปที่ใช้สารเคมีร้อยละ 20 เนื่องจากไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีสังเคราะห์ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารชีวภาพบางชนิดก็สามารถทำได้เองจากของเหลือใช้ที่หาได้ทั่วไปทำให้ต้นทุนในส่วนนี้ต่ำกว่าการผลิตข้าวทั่วไป แต่กลับให้ผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าข้าวทั่วไปกว่า 3 เท่า อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้องใช้ความอดทนและเอาใส่ใจของเกษตรกรเป็นพิเศษ ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การควบคุมโรคและแมลง การรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการรับรอง และยังควบคุมปริมาณผลผลิตได้ยากกว่าการผลิตข้าวแบบทั่วไป แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน ทั้งในส่วนของผลตอบแทนที่เป็นจำนวนเงิน และสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และตัวเกษตรกรผู้ปลูกเองด้วย

ในส่วนของการจำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของเกษตรกรในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลางตอนบนนั้น จะแบ่งเป็นการจำหน่ายข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ให้โรงสีข้าวอินทรีย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และชัยนาท คิดเป็นร้อยละ 36 และจำหน่ายให้โรงสีข้าวอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 28 สำหรับราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ความชื้น 15% อยู่ที่ 14,000 – 16,000 บาท/ตัน ความชื้น 25-28%อยู่ที่ 11,000 บาท/ตัน และอีกร้อยละ 36 จำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์แปรรูป โดยเกษตรกรจ้างโรงสีข้าวอินทรีย์ดำเนินการแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง และนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคเองโดยตรง ในราคา 40-60 บาท/กิโลกรัม หากจำหน่ายออนไลน์ราคาอยู่ที่ 70-90 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ โรงสีข้าวอินทรีย์จะรับซื้อและรับแปรรูปข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและได้รับมาตรฐานอินทรีย์เท่านั้น

นางสาวสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เกษตรกรจะให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนการผลิต และการเตรียมความพร้อมที่พิถีพิถัน ซึ่งจะแตกต่างจากการผลิตข้าวทั่วไป เนื่องจากไม่สามารถใช้สารเคมีสังเคราะห์ได้ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น การไม่เผาตอซังข้าว การปลูกพืชบำรุงดิน การใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน และการวิเคราะห์ดินในแปลงนาทุกปี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว การใช้กับดักหรือสารสกัดจากพืชบางชนิด หรือแม้กระทั่งรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ส่วนการเก็บรักษาข้าวหอมมะลิอินทรีย์นั้นต้องมีการจัดการในโรงเก็บ มีการกำจัดศัตรูข้าวในสถานที่เก็บด้วยวิธีต่างๆ โดยที่ไม่ใช้สารเคมี เช่น การหมั่นทำความสะอาดสถานที่เก็บข้าว พ่นสารสกัดจากพืช เพื่อป้องกันกำจัดแมลงที่พื้น ฝาผนัง และที่ว่างของโรงเก็บ หรือใช้กิ่งของต้นยี่โถเพื่อไล่หนู การคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ดอกดีปลีแห้ง ว่านน้ำผง เป็นต้น ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลหรือผลการศึกษาวิจัยการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005 หรืออีเมล zone7@oae.go.th