รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559609

รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่

รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามภารกิจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของ สศก. คือ เป็นหน่วยงานศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ สำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการ และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยมีศูนย์สารสนเทศการเกษตร ดำเนินการจัดทำข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเกษตร ในรูปของสื่อต่างๆ

สำหรับการให้บริการข้อมูลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆ และประชาชน นั้น สศก. ได้เปิดให้บริการผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้บริการข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)ได้โดยตรงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาขอรับบริการที่ สศก. ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลที่ให้บริการครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตของพืช ปศุสัตว์และประมง ประกอบด้วย ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ตลอดจนปริมาณการผลิตปศุสัตว์และประมง ข้อมูลด้านการตลาด ทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ข้อมูลการนำเข้า -ส่งออกสินค้าเกษตรข้อมูลการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งการใช้และการถือครองที่ดินทางการเกษตร และข้อมูลแผนที่แสดงความเหมาะสมในการผลิตพืช เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร และที่สำคัญในยุคที่ก้าวกระโดดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสศก. ได้ให้บริการข้อมูลด้วยการพัฒนา Application ฟาร์ม D และ กระดานเศรษฐี (RCMO)เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้การวางแผนการผลิตได้ด้วยตนเองตลอดจน ให้บริการเอกสารเผยแพร่ (E-Book) ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ เช่น แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานผลการติดตามการดําเนินงานขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร วารสารเศรษฐกิจการเกษตรรายเดือน สถิติการค้าสินค้าการเกษตรไทยกับต่างประเทศ สถิติการเกษตรของประเทศไทย และสารสนเทศการเกษตรรายสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ สศก. ได้มุ่งเน้นพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการเกษตร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC เป็นหน่วยงานหลักซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในภายนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้บริการแก่ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวโหลด Applicationฟาร์ม D และกระดานเศรษฐี (RCMO) ได้ที่ QR Code ด้านล่างและสามารถติดต่อขอรับข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th หรือทาง Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-2870 และ E-mail : prcai@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’ รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการ U2T ช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558265

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม  ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่วัดถ้ำศรีชมภู ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหารลงพื้นที่โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เป็นครั้งแรก โดยมีนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่และประชาชนที่ได้รับการจ้างงานมาร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มชุมชนผ้าทอมือกลุ่มผ้าทอสาวภูไท กลุ่มผ้าอีสานย้อมครามและสีธรรมชาติจากดอกดาวเรือง รวมทั้งชุมชนที่ทำขนมปั้นขลิบไส้ปลา ไส้เห็ด ซึ่งผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ที่ลงไปใช้ชีวิตกับชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดง

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า ผู้ได้รับการจ้างงานมาจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละตำบล ได้ใช้ความรู้ความสามารถไปช่วยชาวบ้าน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็มีเครื่องมือในการนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาเป็นนวัตกรรม ที่โครงการ U2T จะทำภายใน 1 ปีใน 3,000 ตำบล ที่วิชาการ ความรู้ จะผลิดอกออกผลไปทั่วประเทศ ตำบลอาจจะขาดในเรื่องขององค์ความรู้ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่มหาวิทยาลัยจะใช้ตำบลเป็นสถานที่ปฏิบัติ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปงตำบล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เห็นคุณประโยชน์ของโครงการ U2T เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันสร้างผลงานและทำตัวเองให้เป็นต้นแบบของ U2T คือ ต้นแบบเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะหลังจากนี้ อว.จะขยายโครงการ U2T จาก 3,000 ตำบลให้ครบ 7,900 ตำบลทั่วประเทศ

ด้านน.ส.หนึ่งฤทัย แก้วกันหา ประชาชนจ้างงานตำบลเหล่าทอง จากราชภัฏอุดรธานี เปิดเผยว่า “ได้เข้ามาโครงการนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน ทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด พัทยา จ.ชลบุรี พอมาเจอโควิดก็กลับมาอยู่บ้าน ว่างงานอยู่ประมาณ 3-4 เดือน มีโครงการนี้ เพื่อนๆ ส่งลิงก์มาให้ ลองมาสมัครและสัมภาษณ์ดู เริ่มต้นการทำงาน ได้ลงพื้นที่ในชุมชนตัวเอง พบปะชาวบ้าน ผู้นำชุมชนเก็บข้อมูลต่างๆ เราได้เห็นของดีของตำบลเรา ได้เห็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน อย่างเช่น งานจักสาน กระติ๊บข้าว แล้วลงอีกพื้นที่มีเรื่องเกษตรอินทรีย์เลี้ยงไส้เดือน เอามูลของเดือนมาทำปุ๋ยใส่พืชผักสวนครัว เราอยู่ในกลุ่มทอผ้าด้วย ทราบว่ามูลไส้เดือนสามารถที่ทำสีย้อมผ้าสีธรรมชาติได้ ก็ว่าจะลองกลับไปทำที่บ้านดูค่ะ”

ส่วน นายธาดา เวทย์วัฒนพงษ์ นักศึกษาจ้างงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า “รับผิดชอบพื้นที่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เป็นช่วงเดือนแรกของการทำงาน เดือนแรกเราจะสำรวจข้อมูลพื้นฐานของตำบล สิ่งที่เราเรียนรู้คือทักษะการลงพื้นที่ เข้าหาชุมชน ชาวบ้านดูว่าพื้นที่ของเรามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร และมองว่าจะพัฒนาจุดแข็งตรงนั้นอย่างไรสิ่งที่มองตอนนี้ คืออยากจะพัฒนาเศรษฐกิจ ในชุมชนเรามีอาชีพอยู่หลากหลาย นำมาพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น”

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’ อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท. 1,800 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553456

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี  พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันจังหวัดอุดรธานีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออกอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก มีระบบการปลูกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ส่งผลให้มะม่วงมีคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน ลาว มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา คาดการณ์ปี 2564 ส่งออกผลผลิตประมาณ 1,800 ตัน/ปี จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่ต้องเร่งการขยายตลาดส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จังหวัดอุดรธานี พบว่า มีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ประมาณ 6,300 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 6,000 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 900-1,000 กิโลกรัม/ไร่แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในอำเภอหนองวัวซอ และกระจายอยู่ในอำเภอน้ำโสม วังสามหมอ กุมภวาปี ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูก 658 ราย ส่วนใหญ่มีการรวมกลุ่มผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร ราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 30-60 บาท/ต้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกมะม่วงนอกฤดูเพื่อส่งออก เนื่องจากได้ราคาสูง ซึ่งจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 เริ่มทำนอกฤดูในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25 ปี) เกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวทั้งหมด 3 รอบ คือ รอบที่ 1 ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม รอบที่ 2 เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ และรอบที่ 3 ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจังหวัดอุดรธานี มีผลผลิตจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เจ้าหน้าที่ของบริษัทส่งออกจะมารับผลผลิตถึงแหล่งผลิต โดยจะทำการคัดเกรดมะม่วงสำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศและในประเทศ หลังจากคัดเกรดผลผลิตแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ และบรรจุหีบห่อตามมาตรฐานการส่งออก

ด้านสถานการณ์ตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ส่งจำหน่ายตลาดหลักในประเทศ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดอุดรเมืองทอง และขายปลีกในจังหวัด ส่วนผลผลิตร้อยละ 30 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคุณสมบัติของมะม่วงเพื่อการส่งออกคือ มีผิวนวลสีเหลืองอมเขียวถึงเหลืองอ่อน ไม่มีรอยแมลง รูปร่างไม่ผิดทรงมะม่วง ความแก่ 80 – 90% โดยมีการแบ่งเป็น 3 เกรด คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด A น้ำหนักประมาณ 300 – 600 กรัม/ผล หรือ 2 – 3 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ กุมภาพันธ์ 2564) ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด B น้ำหนักประมาณ 200 – 299 กรัม/ผล หรือ 4 – 5 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 25 – 35 บาท/กิโลกรัม ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด C จะมีคุณสมบัติคล้ายกับเกรด B แต่ผิวของมะม่วง สามารถมีรอยแมลงได้เล็กน้อย โดยราคาขึ้นอยู่ตามเกรด ตลาด และช่วงเวลาการขาย ส่วนมะม่วงผลอ่อนจากการตัดแต่งช่อดอก หรือที่เรียกว่ามะม่วงกะตอย จะเน้นบริโภคเป็นผักเคียงหรือส่วนผสมในอาหารท้องถิ่น ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7-10 บาท/กิโลกรัม จะส่งออกไปยังตลาดประเทศเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ อาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกและราคาผลผลิตปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย คาดว่าทิศทางการส่งออกและราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี ได้รับมาตรฐานรับรอง GAP จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจกับผู้ค้าและผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตได้มาตรฐานและมีคุณภาพ อีกทั้ง จังหวัดยังมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ดีไม่มีของเสีย (Zero Waste) ซึ่งผลผลิตทุกส่วนสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดไม่เหลือทิ้ง ประกอบกับมีการส่งเสริมด้านการตลาด ภายใต้งานกาชาดมะม่วงแฟร์ของดีหนองวัวซอ และตลาดออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อช่วยกระจายรายได้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรสนใจและหันมาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพิ่มขึ้น และในอนาคตเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกโนส โรคขั้วผลเน่า และแมลงศัตรูพืช ได้แก่ ด้วงเจาะเมล็ดมะม่วง เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้ และเพลี้ยแป้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจต้องการข้อมูลสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.3 อุดรธานี โทร. 04-2292-557 หรืออีเมล zone3@oae.go.th

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/549399

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน  ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

รายงานพิเศษ : กรมประมงเร่งสร้างจิตสำนึกประมงพื้นบ้าน ร่วมบริหารจัดการทรัพยากรลูกหอยแครงธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีข่าวเรือตรวจการณ์ของกรมประมง ถูกกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านซึ่งทำผิดกฎหมาย บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ขับเรือพุ่งชน จนเป็นเหตุให้เรือตรวจการประมงเสียหาย และเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 3 นาย โดยสาเหตุของความผิดนั้นคือ การลักกลอบทำการประมงหอยแครง ด้วยเครื่องมือผิดกฎหมาย ทั้งเครื่องมือคราดลูกหอยแครง อวนลากคานถ่าง มุ้งทำถุงอวนลากเก็บลูกหอยแครง ซึ่งเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำประมงที่ผิดกฎหมายที่มักเจออยู่เป็นประจำในกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเล็กๆ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงจะมีมาตรการกำกับดูแลทั้งด้านกฎหมายและสร้างการรับรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องชาวประมงแล้วก็ตาม

บัญชา สุขแก้ว 

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล กรมประมงได้แบ่งเขตการประมงออกเป็นการทำประมงนอกชายฝั่ง ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไปหรือเรียกว่าสถานีเรือประมงพาณิชย์ และการทำประมงชายฝั่งไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นการทำประมงพื้นบ้าน ที่ปัจจุบันกรมประมงได้รับขึ้นทะเบียนไว้แล้วประมาณ 56,000 ลำ โดยการทำประมงในเขตชายฝั่งนั้น กรมประมงได้ออกกฎหมายประมงฉบับใหม่มาบังคับใช้ ห้ามเรือประมงขนาดใหญ่เข้าทำการประมงในเขตพื้นที่นี้ จึงได้ส่งผลให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งที่มีความอุดมสมบูรณ์และก่อให้เกิดพันธุ์สัตว์น้ำมากมาย โดยเฉพาะลูกหอยแครง ที่เป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า หอยแครงสามารถวางไข่ได้ตลอดปี แต่ช่วงที่วางไข่มาก จะอยู่ระหว่างช่วงต.ค.–ธ.ค. และช่วง มี.ค. – ส.ค. ซึ่งเมื่อวางไข่แล้วลูกหอยแครงจะมีโอกาสแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำที่พัดพาในรัศมี 10 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ และจะตกลงพื้นเคลื่อนตัวเพื่อหาแหล่งอาหารหรือสภาพที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตเพื่อเติบโตเป็นหอยแครงเต็มวัยต่อไป

โดยที่ผ่านมา กรมประมงได้มีมาตรการในการอนุรักษ์หอยแครง เดิมเป็นมาตรการที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ได้กำหนดห้ามมิให้ทำการประมงคราดหอยประกอบเรือกล ในเขต 3,000 เมตร นับจากฝั่ง และห้ามจับลูกหอยแครงที่มีขนาดต่ำกว่า 6 มิลลิเมตร ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ออกมาบังคับใช้ ได้มีการกำหนดให้สามารถทำการประมงหอยแครงในเขตทะเลชายฝั่งได้โดยการจับด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่ใช้ประกอบเรือกล แต่ยังคงห้ามเครื่องมืออวนลากหรือคราดหอยในเขตทะเลชายฝั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงเช่นเดิม ส่วนในเขตทะเลนอกชายฝั่งให้ใช้คราดหอยประกอบเรือกลได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งเป็นการผ่อนผันให้มีความสอดคล้องกับวิถีประมงในปัจจุบัน แต่ในกรณีของชาวประมงพื้นที่มีการลักลอบทำการประมงหอยแครง ตามที่ปรากฏในข่าวนั้น ถือเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังเป็นการทำประมงที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณกลางอ่าวบางปะกง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุกชุมของลูกหอยแครง

“แม้ที่ผ่านมา กรมประมงบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยึดหลักการมีส่วนร่วมที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนประมงท้องถิ่นโดยมุ่งหวังให้พี่น้องชาวประมงเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกำลังหลักในการวางแผนเพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องและร่วมกันปรับเปลี่ยนวิธีการ งดเว้นการใช้เครื่องมือทำการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อลดความสูญเสีย ลดความขัดแย้ง สามารถสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพประมงได้ แต่จะมีเพียงชาวประมงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรมประมงจะต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อดึงกลุ่มเล็กๆ ที่เหลือเหล่านี้ให้เข้ามาสู่ในระบบ ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายประมงอย่างเคร่งครัด โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการชุมชนประมงของตนในการจัดการทรัพยากร การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนต่อไป”รองอธิบดีกรมประมงกล่าว

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ ‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/546356

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’  ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

รายงานพิเศษ : แมลงศก.ผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่‘แบรนด์ฅนผึ้งป่า’ ความสำเร็จแปลงใหญ่สร้างมูลค่าปีละ3.5ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกันได้ในด้านการผลิตและการตลาด และให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีแปลงใหญ่จำนวน 11 กลุ่ม รวม 91 สินค้า 77 จังหวัดทั่วประเทศ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการติดตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ หมู่ที่ 7 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร และเกิดการต่อยอดและแปรรูปผลผลิตอย่างหลากหลาย โดยกลุ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 45 ราย และจากการสอบถามกลุ่มเกษตรกร พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงผึ้งโพรงรวม 1,530 รัง หรือเฉลี่ยรายละ 34 รัง ในบริเวณพื้นที่สวนปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา

นางอัญชนา ตราโช 

เกษตรกรจะลงทุนเพียงครั้งเดียวในปีแรกเฉลี่ย 1,724 บาท/รัง ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 1 – 2 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำผึ้งเฉลี่ย 5 ขวด/รัง/ปี (ปริมาณน้ำผึ้ง 1 ขวด =750 มิลลิลิตร) โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายในราคาเฉลี่ยขวดละ 464 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อครัวเรือน 78,880 บาท/ปี คิดเป็นมูลค่าทั้งกลุ่ม 3,549,600 บาท/ปี สำหรับผลผลิตที่เกษตรกรขาย นอกจากจะเป็นน้ำผึ้งแล้ว ยังแปรรูปและจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อ แบรนด์ฅนผึ้งป่าอีกด้วย เช่น สบู่น้ำผึ้งขมิ้น แชมพูน้ำผึ้งอัญชัน ยาหม่อง ส่วนใหญ่จำหน่ายรูปแบบออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบวิถีใหม่ยุค New Normal

กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่ นับเป็นการรวมกลุ่มของวิสาหกิจชุมชนแบบแปลงใหญ่ ที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันแปรรูป และร่วมกันจำหน่าย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเกษตรกรยังได้พบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในกลุ่ม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากขึ้นด้วย ซึ่งนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นับเป็นนโยบายที่เป็นเกราะคุ้มกัน สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการผลิต สามารถสร้างรายได้ให้เกษตกรอย่างมั่นคง สำหรับผู้สนใจสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงบ้านไสใหญ่สามารถเลือกชมสินค้าได้ทาง Facebook บ้านไสใหญ่ ชุมชน : คนผึ้งป่าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-1538-8653

นอกจากนี้ สศก. ยังติดตามการดำเนินงานแปลงใหญ่ในภาคใต้เพิ่มเติมคือ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานีโดยติดตามดำเนินการแปลงใหญ่ 6 สินค้า ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน มังคุด ปลานิล และแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งภาพรวมการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรพึงพอใจโครงการอยู่ในระดับมาก เพราะมีสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ และนำไปปรับใช้เพื่อสร้างรายได้แก่สมาชิกกลุ่มอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง จึงนับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543462

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โอภาส ทองยงค์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างโปร่งใสตามมาตรฐาน เผยสถานะการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี’63 กำไรกว่า 99,000 ล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล หากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้มีทุนดำเนินงานประมาณ 3.56 ล้านล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมถึงเกษตรกร และประชาชน มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12.80 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีและแนะนำให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมที่ดีเพื่อเตือนภัยทางการเงินให้สหกรณ์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาครัฐ 510 คน สอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 10,173 แห่ง สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่มีทุนของสหกรณ์ 35 ล้านบาทขึ้นไป และมีผลการจัดชั้นคุณภาพสหกรณ์ในระดับดีขึ้นไป กรมฯแต่งตั้งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ 152 คน สอบบัญชีสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ร้านค้า บริการและเครดิตยูเนี่ยน) 1,123 แห่ง โดยกรมเป็นผู้ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า สถานะทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563) ตรวจสอบบัญชีได้ 9,804 แห่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 12.80 ล้านคน และมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 3.56 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ 1.58 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 44.38 และหนี้สิน 1.98 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 55.62 ในจำนวนนี้เป็นเงินรับฝาก 1.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 40.45 ของทุนดำเนินงานทั้งสิ้น แยกเป็นเงินรับฝากของสมาชิก 1.35 ล้านล้านบาท และเงินฝากสหกรณ์อื่นและอื่นๆ 0.09 ล้านล้านบาท ในปี 2563 มีมูลค่าการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.26 ธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าเป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 36.08 ที่เหลือเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 3.05, 2.67, 0.85 และ 0.09 ตามลำดับผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 99,469.07 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิปีที่ผ่านมา 96,510.25 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 2,958.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.07

ทั้งนี้ ในปี 2563 ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและตรวจแนะนำด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,240 แห่งพบข้อสังเกต ดังนี้ 1. ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตตามรายการบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2,798 แห่ง เป็นเงิน 4,526.37 ล้านบาท สาเหตุที่พบมากที่สุด คือเงินสดขาดบัญชี 191 แห่ง 882.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นการรับฝากเงินจากบุคคลภายนอก 123 แห่ง 700.19 ล้านบาท การจ่ายค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 6 แห่ง 381.86 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธหนี้/หุ้น/เงินรับฝาก 9 แห่ง 246.64 ล้านบาท การจัดซื้อสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 171.60 ล้านบาท สินค้าขาดบัญชี 141 แห่ง 61.07 ล้านบาท รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าและไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ 82.30 ล้านบาท ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่ำไป 70.80 ล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารการขายสินค้า 38.34 ล้านบาท ฯลฯ 2.ข้อสังเกตอื่นที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือมีระบบการควบคุมภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสหกรณ์หรือกฎหมายอื่นที่สำคัญ/ข้อบังคับ/ระเบียบของสหกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น การจัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน การจ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกไม่เป็นไปตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด การควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโปรแกรมระบบบัญชียังไม่เหมาะสมรัดกุม การรับเงินฝากเงินจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต ฯลฯ

3. การร้องเรียนและเป็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งสิ้น 35 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก 9 แห่ง โดยผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและได้ขอคำยืนยันจากสมาชิกโดยตรง เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่จริงของลูกหนี้ เงินรับฝากและทุนเรือนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีรหัส 505 การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก ปรากฏว่า มีสมาชิกปฏิเสธยอดเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก มีมูลค่าความเสียหาย 246.64 ล้านบาท

“หลังจากที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตด้านการเงินการบัญชี จะจัดทำหนังสือถึงประธานสหกรณ์แจ้งข้อสังเกตที่ตรวจพบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความเสียหาย ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้โดยการดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผ่านการตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและการดำเนินการที่ถูกต้อง สร้างระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งกำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัวชี้วัดและหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของสหกรณ์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์  ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมชาวไทยภูเขาให้มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี ทั้งภายในชุมชนและนอกชุมชน รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์มีการบริหารจัดการองค์กรร่วมกัน เช่น รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การซื้อขายผลผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร และมีช่องทางการจำหน่ายอื่นด้วย อาทิ โครงการหลวงอีกทั้ง ยังจัดตั้งตลาดสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มสตรีสหกรณ์และกลุ่มเยาวชนของบ้านขุนกลางให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นโดยนำสินค้าที่ระลึกและผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาลมาจำหน่าย เช่น กะหล่ำปลีสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้าซูกินี หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่ เบบี้ฮ่องเต้ เป็นต้น ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ฯ เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานและรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัย จึงทำให้ได้รับการเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 495 คนสมาชิกประกอบด้วยชนเผ่าม้งและกะเหรี่ยงมีทุนการดำเนินงานมากกว่า 38 ล้านบาทสหกรณ์ฯ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ สหกรณ์ฯดำเนินการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ผ่าน บริษัท natural & premium food จำกัด วันละ 1-3 ตัน โดยใช้รถและห้องเย็นของบริษัท มีสมาชิกจำนวน 30 รายที่ได้ทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) Good Agricultural Practice หรือการผลิตเกษตรปลอดภัย โดยส่วนผลผลิตให้โครงการหลวงดอยอินทนนท์ทั้งหมด แบ่งเป็น ไม้ดอก ได้แก่ เบญจมาศ และกุหลาบ ประมาณ 10,000 ดอก/วัน และพืชผักและไม้ผล 1-3 ตัน/วัน ได้แก่ กะหล่ำปลีผักสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้า ซูกินี หรือแตงกวาญี่ปุ่น หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่อะโวคาโด และพลับ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เฉลี่ย 40,000-100,000 บาท/ปี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำอาชีพการเกษตร พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้เป็นองค์กรในระดับชุมชนในการรวบรวมจัดเก็บแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับพื้นที่ รวมทั้งจัดหาตลาดโดยการจัดทำโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า ของสมาชิกที่มีคุณภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดระหว่างขบวนการสหกรณ์กับภาคเอกชนเพื่อกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เพื่อให้ลูกหลานเกษตรกรได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ใช้ความรู้และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาการเกษตรของครอบครัว เป็นการสร้างงานการเกษตรให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่...สู่นครศรีธรรมราช  ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไขโดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวงที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองหลัก เช่น คลองท่าดี คลองป่าเหล้า คลองท่าซัก คลองคูพาย คลองสวนหลวง และคลองหน้าเมือง ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเล

คลองเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.2563-2 ธ.ค.2563 รวมปริมาณฝนที่ตกลงในลุ่มน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีปริมาณมากกว่า 800 มิลลิเมตร (มม.) ทำให้มีปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถที่คลองต่าง ๆ จะรับได้ เฉพาะที่คลองท่าดี สูงสุดถึง 689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ดังล่าว

พายุฝนที่กระหน่ำภาคใต้ในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กอนช. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน พบว่า อิทธิพล ของปรากฏการณ์ลานีญ่า จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 – ม.ค. 2564 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร ถึง จ.สงขลา แบ่งเป็น เดือนธ.ค. 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ609 ตำบล โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาพร้อมทั้งได้มีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่

รวมทั้งที่ อ.หาดใหญ่ นั้นปีนี้ฝนตกหนักไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมี “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม้ขณะนี้จะแล้วเสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้นแต่ก็ช่วยให้ อ.หาดใหญ่ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ได้

“ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการฯในระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำสายที่ 1) จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 พร้อมทั้งได้ทำการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วขึ้น เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ แทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการครบวงจรเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งตามแผนในระยะยาวของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ได้มีการศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางจำนวน 7 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหวะ (ตอนบน) ความจุ 6.40 ล้าน ลบ.ม. โครงการปรับปรุงพรุพลีควาย ความจุ 2.50 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนงาช้าง ความจุ12.03 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ ความจุ 25.22 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตง ความจุ 26.00 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหล้าปัง ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำ ความจุ 20.52ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบน้อยที่สุด ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ย้อนมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะภูมิประเทศแม้จะไม่เหมือนกับหาดใหญ่ แต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึี่งนครศรีธรรมราชก็มี “โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เช่นเดียวกับที่ อ.หาดใหญ่ แต่โครงการยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จตามแผนงานได้ เพราะติดปัญหาด้านมวลชน มีประชนชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านการดำเนินโครงการ ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป พร้อมให้กรมชลประทานทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ เพื่อที่จะเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พร้อมกับปรับปรุงคลองวังวัว และคลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีตามลำดับ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

เหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้กลับไปร่วมกันทบทวนว่า ควรจะเร่งขับเคลื่อนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯหรือไม่? หรือจะปล่่อยให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวไปข้างต้น พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ยังมีโครงการบรรเทาอุทกภััย อีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการ หากแล้วเสร็จ ปัญหาน้ำท่วมในเมืองสำคัญๆ จะบรรเทาลงอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดตรัง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน หากแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชนได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41แยกปฐมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการสัญจรจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 6.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิ ภาพในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองท่าทอง-คลองคราม จ.สุราษฎร์ธานี โครงการระบบระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช ระยะที่ 2 โครงการคลองระบายน้ำ คลองละงู-คลองน้ำเค็ม จ.สตูล โครงการแก้มลิงบ้านท่ามะปราง จ.ตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองพังดาน-พังโย จ.พัทลุง และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ คลองสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งต้องดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและเสนอของบประมาณต่อไป

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่จะประสบปัญหาด้านน้ำเพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ในฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยดำเนินโครงการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำอีกหลายโครงการโดยในปี 2564-2566 มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ รวม 63 โครงการ วงเงิน 23,300 ล้านบาท สามารถเพิ่มความจุได้ 194 ล้าน ลบ.ม.และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 264,000 ไร่ และมีโครงการที่ยังคงติดปัญหาด้านมวลชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 10.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 7,500 ไร่ ครอบคลุม 2,090 ครัวเรือน ในพื้นที่ในเขต อ.ป่าบอนจ.พัทลุง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระหว่่างการสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้กับโครงการต่างๆที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน น่าจะพอมีความหวังได้ว่าปัญหาน้ำภาคใต้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น ‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง ‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’ เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก (naewna.com)

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’  ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดนิทรรศการ “งานของพ่อ” นำเสนอหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภายใต้แนวความคิดและเทคนิควิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และสามารถแก้ไขปัญหาก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง ตลอดจนมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชั้น G อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาชมนิทรรศการจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยนิทรรศการชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

ด้าน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ถ้าพูดถึงสิงคโปร์ เราจะนึกถึงลี กวน ยู ถ้าพูดถึงแอฟริกา เราจะนึกถึงเนลสัน แมนเดลา ถ้าพูดถึงจีนจะนึกถึงเหมา เจ๋อ ตุง สำหรับประเทศไทยก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เหนือการเมือง และท่านทำสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยที่เรียกว่า พระราชประศาสนศาสตร์ ที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ หรือพระราชกุศล แต่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐประศาสนศาสตร์ที่สามารถทรงงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่พระราชประศาสนศาสตร์ทำมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแผนงานระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ เช่น การพัฒนาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนการปลูกป่าทดแทน ทำให้ประเทศไทยมีป่าที่มีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับป่าอะเมซอน ที่มีเสือ มีช้าง มีนกเงือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า นี่คือพระราชประศาสนศาสตร์ของในหลวง รัชกาลที่ 9

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการคิดค้นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ท้าทายชาติตะวันตกและไม่เป็นทฤษฎีที่เป็นปฏิปักษ์กับใคร โดย อว.จะจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา และมอบให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ สถาบันนี้จะยกระดับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษไปทั่วโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษย์และเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ได้จริง ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเศรษฐกิจของตะวันตกล้วนประสบปัญหาแทบทั้งสิ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงของ อว. ขณะนี้ถือว่าได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว

“เวลาคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์คนไทยจะไม่คิดแบบชาติตะวันตก คนไทยจะคิดถึงการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มองการณ์ไกลและทำเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแบบอย่างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขัดขวางการเปลี่ยน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยตลอด ทรงรักษาความภูมิใจในรากเหง้าของความเป็นชาติและความเป็นไทยมาโดยตลอด ผมดีใจที่ อว. ได้จัดนิทรรศการงานของพ่อ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่เจริญคือคนที่จะต้องรู้จักความกตัญญู ไม่ใช่บอกว่ารู้จักเทคโนโลยี รู้ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ แต่ไม่รู้จักความกตัญญูก็ถือว่าใช้ไม่ได้” ดร.เอนก กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม 1.06 ล้านตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64  ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางติณณา คัญใหญ่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2564 ซึ่งสศท.6 และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลพยากรณ์ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 27 พฤศจิกายน 2563) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 743,352 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 715,946 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,406 ไร่ หรือร้อยละ3.83) โดยเนื้อที่ยืนต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.82 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงร้อยละ 11.06, 2.96 และ 0.24 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนทดแทนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 640,151 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 633,641 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.03) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงทั้งหมดร้อยละ 10.62, 3.88 และ 0.55 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรตัดโค่นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน และในสวนผสมเกษตรกรจะสางต้นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดออกเพื่อปลูกทุเรียนแซมและสางออกเพื่อให้ต้นทุเรียนมีทรงพุ่มรับแสงแดดสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 1,066,330 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (เพิ่มขึ้น 70,829 ตัน หรือร้อยละ 7.11) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 3 สินค้าจะเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 11.42 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยราคาทุเรียนดีต่อเนื่องมา 6-7 ปี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รวมถึงทุเรียนที่ปลูกใหม่ในปี 2559 เริ่มให้ผลเป็นปีแรก รองลงมาได้แก่ มังคุด และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.05 และ 0.52 ตามลำดับ ส่วนเงาะ ผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 0.34 เนื่องจากเกษตรกรโค่นต้นเงาะที่ให้ผลผลิตแล้วทิ้ง เพราะราคาที่ลดลง ไม่จูงใจ ปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวเงาะที่หายาก และค่าแรงงานเก็บเกี่ยวสูง

ขณะนี้ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33.46 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนถึงกลางพฤษภาคม 2564 เงาะ ออกดอกแล้วเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.60 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 มังคุด ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเตรียมใบ เกษตรกรเริ่มบังคับต้น ใบที่สมบูรณ์โดยหยุดการให้น้ำเพื่อให้ต้นมังคุดขาดน้ำจะช่วยเร่งกระตุ้นการออกดอกได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ลองกอง ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากฝนยังตกอย่างสม่ำเสมอในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบยังไม่สลด ลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดหากต้นสมบูรณ์และขาดน้ำ แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2564 โดยจะสามารถเก็บเกี่ยวลองกองรุ่นแรกได้ในเดือนเมษายน และจะสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม 2564 โดยจะออกกระจุกมากในช่วงปลายมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นกรกฎาคม 2564

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางระยะปานกลางไว้ 3 ปี (ปี 2564-2566) คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ เน้นจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ การบริหารจัดการเชิงปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งเน้นแผนบริหารจัดการเชิงรุกตามนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ส่วนกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ โดยเน้นการตลาดออนไลน์

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะติดตามรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครั้งที่ 2 ช่วงปลายเดือนมกราคม 2564 และมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสำรวจข้อมูลสถานการณ์การออกดอก ติดผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจริงกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิดนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เพื่อใช้ข้อมูลวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกต่อไป