ผลิตภัณฑ์ “ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 (TPI Super Calcium PH12)” สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ไปทดสอบกำจัดเชื้อตระกูล “อาร์เอ็นเอไวรัส (RNA Virus)” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ (naewna.com)

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานติดตาม 2 โครงการอ่างพวง ในลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เริ่มระบาดในประเทศจีนตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. 2563 ที่ต่อมาได้ถูกตั้งชื่อว่าโควิด-19 และลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งในเวลานั้นมีรายงานว่า เครือทีพีไอ (TPI) ได้นำผลิตภัณฑ์ “ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 (TPI Super Calcium PH12)” สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช ไปทดสอบกำจัดเชื้อตระกูล “อาร์เอ็นเอไวรัส (RNA Virus)” ที่ก่อให้เกิดโรคปากและเท้าเปื่อยในปศุสัตว์ เช่น สุกร โคกระบือ แล้วได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์แต่อย่างใด โดยเป็นการใช้แบบผงโรยตามคอกสัตว์หรือที่บาดแผลของสัตว์

ทำให้มีแนวคิดขยายผลว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสามารถใช้กำจัดเชื้อ “SARS-CoV-2” ซึ่งเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ “ไวรัสโควิด-19” ซึ่งอยู่ในตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัสเช่นกันได้หรือไม่ จึงได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ต่อยอดมาจากทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 ไปให้ห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศไทยเพื่อให้ทดสอบสมมติฐาน กระทั่งล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้จริง

นายกล้าพันธุ์ เหงากุล ที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ บริษัท ทีพีไอชีวะอินทรีย์ จำกัดเปิดเผยว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลายชนิดไปให้ห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทดสอบ โดยหน่วยงานที่รับทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับสัตว์จะเป็นคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 1.ผงโรยคอกสัตว์เท้ากีบ “ไมโครมน็อค (Microme Knox)”ซึ่งต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียมพีเอช12 สำหรับใช้ปรับปรุงดินเพาะปลูกพืช

2.น้ำยาเช็ดพื้นผิว “ไมโครมน็อค โซลูชั่น(Microme Knox Solution)” 3.น้ำยาบ้วนปาก “แปรงตัง มารี โรส เมาธ์วอช ไลท์ (Printemp Marie Rose Mouthwash Light)” ซึ่งมี 2 กลิ่น คือกลิ่นมิ้นท์กับกลิ่นขิง และ 4.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมและวิตามินซีจากธรรมชาติ “ไบโอ น็อค (Bio Knox)” เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้มีผลกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้จริง

เนื่องจากว่าบริษัทได้รับผลยืนยันประสิทธิภาพของการกำจัด RNA Virus และ DNAVirus โดยได้รับการยืนยันจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากผลการทดลองกับสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตั้งแต่ ไก่ สุกร โค แพะ แกะ สุนัข และแมวทางห้องปฏิบัติการ R&D ของบริษัทจึงได้ปรับปรุงสาร TPI Super Calcium PH12 ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นเหมาะสมกับการใช้บริโภคกับมนุษย์ และส่งให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์

อันมี น้ำยาบ้วนปากแปรงตัง มารีโรส (Printemp Marie Rose Mouth Wash) ซึ่งมี 2 กลิ่น คือ กลิ่นมิ้นท์ และกลิ่นขิง และผลิตภัณฑ์ไบโอน็อค (BioKnox) ชนิดผงสำหรับละลายน้ำดื่มฆ่าเชื้อโรค และน้ำยาเช็ดพื้นผิวไมโครโซลูชั่น (Microme Knox Solution) ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้มีผลกำจัดเชื้อโรค Covid-19ได้จริงและไม่เป็นอันตราย ขณะนี้พนักงานทีพีไอรวมทั้งสมาชิกในครอบครัวร่วมแสนคนก็ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแล้ว และได้รับผลดีโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ติดโรค Covid-19 เลย

ขณะที่ ศ.(กิตติคุณ) ดร.โสภณ เริงสำราญอาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งว่าด้วย “เชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส ไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างจัดได้” ซึ่งไวรัสตระกูลอาร์เอ็นเอนี้มักเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์และสัตว์ ทำให้ทางทีพีไอนำงานวิจัยนี้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด

ศ.(กิตติคุณ)ดร.ประกิตติ์สิน สีหนนทน์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว ว่า จากกรณีที่ปศุสัตว์หลายชนิดเช่น สุกร โค กระบือ มักพบปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นเชื้ออาร์เอ็นเอไวรัสเช่นกัน ทำให้ทางทีพีไอพัฒนาผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค เป็นผงโรยตามคอกสัตว์หรือโรยที่แผลของสัตว์ โดยผ่านการทดสอบสรรพคุณจากห้องปฏิบัติการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนนำไปให้เกษตรกรทดลองใช้แล้วพบว่าได้ผลดี

“ลักษณะโครงสร้างของอาร์เอ็นเอไวรัสมันจะประกอบด้วยเบส (Base) แล้วก็จะมีน้ำตาลไรโบส (Ribose) แล้วก็ประกอบไปด้วยฟอสเฟต (Phosphate) โครงสร้างยูนิตเล็กๆ ซึ่งแต่ละยูนิตเราเรียกว่านิวคลีโอไทด์(Nucleotide) ฉะนั้นสายของอาร์เอ็นเอก็จะประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์หลายยูนิตด้วยกัน แล้วปรากฏว่างานวิจัยมันพิสูจน์พบว่าความเป็นด่างมันทำลายตัวฟอสเฟต ซึ่งเป็นตัวที่เชื่อมนิวคลีโอไทด์ของแต่ละตัวออกได้ เพราะฉะนั้นไวรัสก็โดนทำลาย” ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน อธิบาย

ศ.(กิตติคุณ) ดร.ประกิตติ์สิน กล่าวต่อไปว่าต่อมาเมื่อเริ่มมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ทำให้ทางทีพีไอสนใจว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จะใช้ทำอะไรกับสถานการณ์นี้ได้บ้าง และได้นำผลิตภัณฑ์หลายชนิดไปทดสอบที่ห้องปฏิบัติการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อาทิ ผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค โซลูชั่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกับไมโครมน็อค แต่เป็นรูปแบบน้ำ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อกลุ่มโคโรนาไวรัส รวมถึงโควิด-19 ได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับเช็ดหรือฉีดพ่นสิ่งของต่างๆ ซึ่งในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ใหม่ๆ เจ้าของหรือผู้รับผิดชอบอาคารสถานที่ต่างๆ มักนิยมซื้อน้ำยาจากต่างประเทศที่มีราคาสูง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ไมโครมน็อค โซลูชั่นนั้นราคาถูกกว่า

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปาก แปรงตัง มารี โรสในการทดลองในห้องปฏิบัติการก็พบว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส รวมถึงโควิด-19 ได้เช่นกันซึ่งคล้ายกับที่ประเทศเยอรมนี ที่มีการนำน้ำยาบ้วนปากหลายยี่ห้อมาทดลองในห้องปฏิบัติการ แล้วพบสามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบมากในน้ำลายได้ จึงเหมาะสำหรับ ทันตแพทย์ที่ต้องทำงานกับช่องปากของผู้ป่วย

และผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่ต่อยอดมาจากไมโครมน็อค คือผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไบโอน็อค มีลักษณะเป็นผงชงดื่มกับน้ำ ซึ่งในตอนแรกตนก็ไม่กล้าดื่ม กระทั่งทราบว่า ประธานทีพีไอ คือ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็ดื่มเครื่องดื่มนี้เช่นกัน ทำให้ตัดสินใจลองดื่มบ้างเพราะเห็นว่าปลอดภัย ไบโอ น็อค ยังมีส่วนผสมของขิงซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แม้ยังไม่มีผลพิสูจน์ว่าสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยวิธีการดื่ม แต่การดื่มไบโอ น็อคเป็นประจำจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง อันเป็นหนทางลดความเสี่ยงจากการป่วยจากโรคติดต่อได้

ด้าน ศ.ดร.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า ทางทีพีไอได้ส่งตัวอย่าผลิตภัณฑ์มาให้ทดสอบ ซึ่งรวมถึงไบโอ น็อคด้วย โดยในห้องปฏิบัติการเวลานั้นมีตัวอย่างเชื้อ SARS-CoV-2 หรือไวรัสโควิด-19อยู่พอดี จึงได้นำผลิตภัณฑ์มาใส่รวมกับเชื้อแล้วทิ้งไว้ พบว่าเพียงไม่กี่นาทีเชื้อไวรัสดังกล่าวก็ตายแล้ว เท่ากับว่าไบโอน็อคมีส่วนผสมบางอย่างที่สามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าเป็นเพียงการทดสอบในหลอดทดลองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. 2563 นายสันธาน ชัยพันธ์วิริยาพร รองผู้จัดการใหญ่ (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงคุณภาพดิน ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12ได้นำไปทดลองใช้แก้ไขปัญหาการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์เท้ากีบ อาทิ ในพื้นที่อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงโคที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ต้องเผชิญกับโรคดังกล่าวบ่อยครั้ง

โดยโรคปากเท้าเปื่อยเกิดจากอาร์เอ็นเอไวรัสชนิดหนึ่งในกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในจีนและอีกหลายประเทศขณะนี้ หลังทดลองใช้งานจริงเกษตรกรเป็นเวลา 2 ปี พบว่าสามารถยับยั้งการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยจากเชื้อดังกล่าวได้ สำหรับวิธีการใช้คือแบบผงฉีดพ่นไปตามพื้นคอก บาดแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมถึงซากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วล้มตาย อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะใช้กับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะเป็นเชื้อชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน

ต่อมาช่วงต้นเดือน ก.พ.2563 มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอ “Corona Virus Research by TPIPL”ทางเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) ซึ่งเป็นคลิปวีดีโอที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลิน จำกัด (มหาชน)เล่าว่า ทางพีทีไอได้นำผลิตภัณฑ์ ทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียมพีเอช12 ไปทดลองผสมน้ำดื่มก็ไม่มีปัญหากับการติดโรค CORONA VIRUS แต่อย่างใด

และเมื่อมีการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน (ขณะนั้นยังไม่ถูกเรียกว่าโควิด-19) ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัส จึงคิดว่าในเมื่อทีพีไอ ซูเปอร์แคลเซียม พีเอช12 มีฤทธิ์กำจัดเชื้อตระกูลอาร์เอ็นเอไวรัสก็น่าจะนำไปทดลองขยายผลว่าจะสามารถใช้จัดการกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นอันตราย ทั้งคนและสัตว์สามารถบริโภคได้

“อย่างฟาร์มไก่เราเอาไปโปรยให้ไก่กินก็ไม่เป็นไร และไม่ระคายเคืองต่อผิวของสัตว์ หมูก็เช่นกันเราก็เอาไปให้มันกินก็กินได้ อีกทั้งยังป้องกันโรคต่างๆ ในหมูด้วย ซึ่งเราเข้าใจว่าใช้กับคนได้ อย่างเช่นผมตอนนี้ก็ทดลองกินเอง ก็ไม่มีปัญหา ละลายน้ำสัก 2 ช้อนชาก็กินได้ เป็นหวัดก็กินได้ สำหรับโคโรนาไวรัส เรากำลังอยู่ในขั้นทดลองกำลังส่งไปให้อาจารย์ทดลองดูว่าฆ่าได้จริงหรือป่าว” นายประชัย กล่าวในเวลานั้นก่อนที่จะมีการนำไปทดลองในห้องปฏิบัติการและปรากฏว่าได้ผลในเวลาต่อมาว่าสามารถฆ่าไวรัสโควิด-19 ได้จริง

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม 12 มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียม 12 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมสั่งการสำนักงานเกษตรจังหวัดเร่งรณรงค์สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” แจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบทุกระยะ กำชับเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำดูแลพืชอย่างถูกวิธี

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากข้อมูลของคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้พิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ศักยภาพน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ พันธุ์ข้าว แนวโน้มการตลาด และโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการในช่วงฤดูแล้งได้กำหนดแผนนโยบายการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/64 โดยมีแผนการเพาะปลูกทั้งประเทศ จำนวน 5.12 ล้านไร่

สำหรับการจัดสรรน้ำด้านการเกษตร พบว่า เนื่องจากบางพื้นที่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำค่อนข้างน้อย จึงไม่สามารถจัดสรรน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 2 ในช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 บางพื้นที่ได้ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย (หลังนา)ปี 2564 เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชอื่นทดแทนการปลูกข้าวรอบที่ 2 นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร 12 มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดย1. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง 2. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำ เยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช 3. คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แจ้งสถานการณ์ และวิธีการปรับตัว ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือต่างๆ 4. โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) โดยการอบรมให้ความรู้ และศึกษาดูงานการปลูกพืชทางเลือกใหม่ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชชนิดใหม่ที่เหมาะสม

5. โครงการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจัดอบรมให้ความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาแก่เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมมากหรือปานกลาง รวมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 6. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายในฤดูนาปรัง เพื่อให้มีพื้นที่ในการจัดทำแปลงเรียนรู้ และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืชหลากหลายตามความต้องการของตลาด มีการทำแผนการผลิต แผนการตลาด 7. โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นาเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้น้ำแก่พืชที่ถูกต้อง โดยถ่ายทอดความรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าสำหรับเกษตรกร การจัดทำแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อเป็นตัวอย่างและจุดเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร 8. โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน

9. โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและการบริการสมาชิกและเกษตรกรเพื่อนำไปผลิตจุลินทรีย์ และผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ เช่น ไตรโคเดอร์มา บิวเวอร์เรียแมลงหางหนีบ มวนเพชฌฆาต 10. โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ส่งเสริมการอารักขาพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ดำเนินการผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ 11. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร ปี 2563/64 โดยดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 12. โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงมากขึ้นจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน

ด้านนางปาลลิน พวงมี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่ากรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมประสานและช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาช่องทางการตลาดให้กับผลผลิตพืชฤดูแล้ง สร้างการรับรู้เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้โดยเฉพาะข้าวรอบที่ 2 ควบคุมพื้นที่ปลูกไม่ให้เกินจำนวนที่กำหนด และพืชไร่พืชผักส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลูกตามจำนวนที่กำหนด รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติดูแลรักษาพืชในช่วงฤดูแล้ง การรักษาความชื้น และลดการเผาตอซัง ฟางข้าว เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นหมอกควันด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง  ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน นับเป็นวัตถุดิบอาหารโคนมที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้ปริมาณน้ำนมค่อนข้างมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าเนเปียร์และข้าวโพดเมล็ดที่นำไปผสมในอาหารสัตว์จากการเปิดเผยของ นางสุจารีย์ พิชา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่าเกษตรกรที่ใช้ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นอาหารสำหรับโคนม สามารถให้น้ำนมได้ 14 กิโลกรัม/ตัว/วัน ถ้าเปรียบเทียบกับพืชอาหารชนิดอื่น ซึ่งให้น้ำนมได้ 12 กิโลกรัม/ตัว/วัน และที่สำคัญข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด สามารถปลูกทดแทนสินค้าหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเฉพาะเมล็ด (อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน) ได้ แต่ปัจจุบันพบว่าปริมาณการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตได้เพียง 870 ตัน/ปี ในขณะที่ปริมาณความต้องการรับซื้ออยู่ที่ 1,055 ตัน/ปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่ายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เพื่อให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนำไปใช้ทำอาหาร TMR เพื่อลดต้นทุนการผลิตมากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อขายเมล็ดและหญ้าเนเปียร์

 นางสุจารีย์ พิชา

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีพื้นที่ความเหมาะสมในการปลูก (S1,S2) จำนวน 770,392 ไร่ ซึ่งเกษตรกรมีการปลูกในพื้นที่ S1,S2 เพียง 39,504 ไร่ คงเหลือพื้นที่ความเหมาะสมอีกจำนวน 730,888 ไร่ ที่เกษตรกรยังไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรทำการปลูกจำนวน 40,683 ไร่ ดังนั้น จึงแนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้น คือ 85-90 วัน และใช้พันธุ์ที่เหมาะสม เช่น พันธุ์นครสวรรค์ 80 เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก แทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว เกษตรกรยังสามารถปลูกได้ประมาณ 3 รอบ ในระยะเวลา 1 ปี

สำหรับต้นทุนการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เฉลี่ยอยู่ที่ 6,133 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรสามารถปลูกได้ 3 รอบ/ปี โดยรุ่นที่ 1 จะปลูกช่วงต้นฝนเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม รุ่นที่ 2 ปลูกช่วงปลายฝนเดือนกรกฎาคม เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคม และรุ่นที่ 3 ปลูกปลายเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนมกราคมของทุกปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5,800 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้ผลตอบแทน 6,574 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1.10 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ พฤศจิกายน 2563)

ด้านการซื้อขายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับสหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านตัวแทนผู้รวบรวมผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำ MOU กับสหกรณ์โคนม ในเรื่องปริมาณและราคาในการรับซื้อผลผลิตแต่ละรุ่น ซึ่งตัวแทนจะทำหน้าที่ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จากนั้นจะทำการตัดสับต้นข้าวโพดผ่านเครื่องช็อปต้นข้าวโพด และขนส่งให้กับโรงบ่อหมักของสหกรณ์โคนมเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการทำข้าวโพดหมัก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมส่วนผลผลิตอีกร้อยละ 45 เกษตรกรจะนำไปใช้ทำอาหาร TMR ในฟาร์มของตนเอง

ทั้งนี้ ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร รวมทั้งภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูแลรักษาแปลง และควรเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 โทร. 0-5312-1318 อีเมลzone1@oae.go.th

รายงานพิเศษ : ตั้ง ‘อว.ส่วนหน้า’ ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532479

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

รายงานพิเศษ : ตั้ง‘อว.ส่วนหน้า’ม้าเร็วขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจังหวัดลำปางตามนโยบาย “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน”โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ โดย ศ.ดร.เอนก เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการงานด้าน อววน.ที่สนับสนุนการพัฒนาจังหวัดลำปางใน 6 ด้าน คือ ท่องเที่ยววิถีชุมชน – เกษตรปลอดภัย – การบริหารจัดการน้ำ- การบริหารจัดการขยะ – การพัฒนาสับปะรดครบวงจรด้วย วทน. – เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพื้นที่จากนั้น ศ.ดร.เอนก เป็นประธานการประชุมการนำงานด้าน อววน. ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัด กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้องค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ผนวกกับงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมี“หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” หรือ “อว.ส่วนหน้า” จะเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยง องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ อว. ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากบุคลากรเฉพาะ ที่มีสมรรถนะสูง จากอุทยานวิทยาศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด อว. โดยการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy)ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เป็นDemand-side และ บูรณาการงาน 3 ศาสตร์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ สู่การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดในทุกมิติอันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเป็นสำคัญ

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของ อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันมี หน้าที่สำคัญในการผลักดันภารกิจใน 4 ด้าน คือ 1. ประสานการนำงานด้าน อววน. เพิ่มขีดความสามารถผนวกกับศักยภาพจังหวัด 2.ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการด้าน อววน. ในจังหวัด 3.ส่งเสริมการนำงานด้านอววน. สนับสนุนจังหวัด และ 4.เป็นหน่วยงานฯ ม้าเร็วที่จะรับประเด็นปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด แล้วประสานงานหน่วยงานเจ้าขององค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา

“ในการนี้ อว. ได้แต่งตั้ง หน่วยปฏิบัติการส่วนหน้าของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดลำปาง ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ คือผศ.ดร.พงศธร คำใจหนัก รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนงานด้าน อววน. พัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ผู้แทนศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ผู้แทนมหาวิทยาลัยเนชั่น (ลำปาง) วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดลำปาง”

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จังหวัดลำปางได้นำเสนอข้อเสนอความต้องการเพื่อพัฒนาจังหวัดลำปาง ประกอบด้วยปัญหาด้านการเกษตร มอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง รับผิดชอบ ปัญหาด้านการท่องเที่ยวมอบให้ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รับผิดชอบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการขยะมอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง รับผิดชอบปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และปัญหาด้านการศึกษา มอบให้มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางรับผิดชอบ

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/532224

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ พัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” แสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆมากมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์นานกว่า 70 ปีทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปีที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือนขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ และในปี 2563 แล้วเสร็จอีก14 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำได้ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2,700 ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ และราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 2,091 ครัวเรือน

นอกจากนี้ในปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม.มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานจะเร่งรัดขับเคลื่อน เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ที่สำคัญๆ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง เช่น

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เดิมชื่อ อ่างเก็บน้ำยางนาดี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาเลื่อนพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อราษฎร จากนั้นกรมชลประทานได้ดำเนินสำรวจออกแบบ ขณะนี้่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารที่ทำการ บ้านพักชั่วคราว ถนนเข้าหัวงาน พร้อมเตรียมที่จะก่อสร้างตัวเขื่อน และอาคารประกอบ

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ 70.21 ล้านลบ.ม. เป็นเขื่อนดินสันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ความยาว 1,580 เมตร สูง 24 เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชี ในเขตจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คน ในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งยังจะทำให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดปี สนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไป สามารถบรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกโครงการที่กำลังก่อสร้าง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 48 ล้านลบ.ม. คาดแล้วเสร็จปี 2567 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตประปาในพื้นที่ตลอดทั้งปี สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรกรรมในฤดูฝนกว่า 40,000 ไร่ และในฤดูแล้งอีกกว่า 8,000 ไร่ โดยมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการประมาณ 5,145 ครัวเรือน หรือประมาณ 20,580 คน

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทานกำลังดำเนินขับเคลื่อน คือ โครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2539 ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมการก่อสร้าง

อ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง มีความจุในระกักเก็บ 6.02 ล้านลบ.ม. ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 5,500 ไร่

ในปี 2564 กรมชลประทานยังจะขับเคลื่อนดำเนิน โครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ อีกโครงการหนึ่ง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม สร้างปิดกั้นลำน้ำเจียงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชี ในท้องที่อำเภอภักดีชุมพล และ อำเภอหนองบัวแดง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 มีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ส่งเสริมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน โดย ได้ดำเนินการสนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์อำนวยการและประสานงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

รวมทั้งยังได้ซ่อมแซมบำรุงรักษาโครงการอันเนื่องพระราชที่ดำริที่มีอยู่ให้อยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากโครงการใดที่มีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์ได้เพิ่มเติมก็จะทำการปรับปรุงเพื่อต่อยอดให้มีศักยภาพสูงขึ้นกว่าเดิม ตลอดจนได้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอื่นๆ เช่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ และโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เป็นต้น ทั้งนีี้เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีสภาพดีพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา

“น้ำคือชีวิต” โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มหรือต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมชลประทานได้สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความผาสุกให้กับพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งประเทศตลอดไป

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’ วิถีใหม่เริ่ม13-23พย. สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530013

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’วิถีใหม่เริ่ม13-23พย.  สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’วิถีใหม่เริ่ม13-23พย. สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563 ภายใต้แนวคิด“จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน”

ถึงเวลาที่น้องๆจะได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้วิทย์วิถีใหม่ผ่านนิทรรศการเสมือน 3 มิติได้ 2 ช่องทางคือ เข้าชมงานในสถานที่จริง (on ground) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-23 พ.ย.2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และรับชมแบบออนไลน์ ผ่าน http://www.thailandnstfair.com ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2563 เป็นต้นไป

งานนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จัดแบบไฮบริดอีเว้นท์ ผสมผสานระหว่างการเข้าชมงานในฮอลล์หรือเลือกรับชมจากที่บ้านก็ได้ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ พร้อมผนึกพันธมิตร 88 หน่วยงาน จาก 11ประเทศ ร่วมโชว์ผลงานและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย

“งานมหกรรมวิทย์ปีนี้ ได้สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เยาวชนได้มีบทบาทภายในงานมากขึ้น มีส่วนร่วมและมีการแสดงออกมากขึ้น เช่น การแสดงละครวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์ รวมถึงให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมแบบออนไลน์และการจัดนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก 88 หน่วยงาน 11 ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ นำไปสู่การต่อยอดความคิดสู่การเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ของประเทศในอนาคต ตลอดจนโชว์ศักยภาพผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง”ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กล่าว

และย้ำว่า “งานมหกรรมวิทย์จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าชาติที่จะเจริญจะขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ดั่งเช่นที่พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด และทรงนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศ อาทิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ“พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”, พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ที่ทรงมีคุณูปการต่องานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จะนำมาจัดแสดงภายในโซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ (Royal Pavillion) ทั้งหมดนี้งานมหกรรมวิทย์ จะแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศจะขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ประเทศที่เจริญต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ การลงทุน การวิจัยและการพัฒนา, ประเทศยิ่งจนต้องยิ่งวิจัย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือคำกล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย ชวาหะร์ลาลเนห์รู ว่า “เพราะอินเดียจน อินเดียจึงต้องวิจัย อินเดียสละงบประมาณมาสร้างคนและทำวิจัย จนบัดนี้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมหนึ่งในสิบของโลก”

สำหรับไฮไลท์ของงาน อว. ได้คัดเลือกนิทรรศการหลักที่มีเนื้อหาอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน มีความเป็นสากลและมุ่งเน้นการนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Science Fair) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าชมงานให้แก่เยาวชนและผู้สนใจทั่วประเทศ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ I RoyalPavillion, นิทรรศการเจาะนวัตกรรมเกม I Tech behind Games เรียนรู้นวัตกรรมในการพัฒนาเกมจนกลายมาเป็นกีฬาออนไลน์, ตื่นตาตื่นใจกับการจำลองชีวิตบนดาวอังคาร! ในนิทรรศการหนึ่งวัน… (บนดาว)อังคาร | A Day on Mars, มาเรียนรู้สู้มหันตภัยจิ๋วในนิทรรศการมหันตภัยจิ๋ว| Micro Monster, เรียนรู้และสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ในนิทรรศการอนาคตออกแบบได้ I Sustainable Design

ด้านผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมวิทย์ปีนี้ไม่เพียงลดช่องว่างการเข้าถึงงานจากผู้เข้าชมงานที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และเสนอช่องทางเลือกให้ผู้เข้าชมงาน สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมและเปิดมุมมองการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านช่องทางใหม่ 2 ช่องทางในการเข้าชมงาน รวมทั้งการถ่ายทอดสดในมุมมอง 360 องศา ทางเฟสบุ๊กของงาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH รวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของรางวัล Limited Edition ตลอดการจัดงานทุกวัน

ศ.ดร.เอนกกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อุปสรรคของการจัดงานมหกรรมวิทย์ แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งสนุกไม่น้อยกว่าการมาชมงานที่สถานที่จริง พร้อมขอเชิญชวนพ่อแม่ครูอาจารย์ เยาวชนและประชาชนทุกท่านเข้าชมงานมหกรรมวิทย์ ในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทย ให้คิดอย่างสร้างสรรค์มีเหตุมีผล มองรอบด้าน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพื้นฐาน

สำหรับโรงเรียนที่ต้องการเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ ติดต่อจองเข้าชมงานได้ที่เว็บไซต์งาน หรือ ติดต่อ อพวช. โทร.0-2577-9960 ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดงาน ได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook งาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529518

รายงานพิเศษ :  กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’  สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหายาเสพติดฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นำต้นแบบชุมชนบำบัด เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเปิดประเด็นบูรณาการทุกภาคส่วนแก้ปัญหายาเสพติด พร้อมผลักดันกฎหมายให้รวดเร็วรอบคอบ แย้มอาจมีศาลยาเสพติดเพื่อแก้ปัญหาล่าช้า

นายคมเดช ไชยศิวามงคล ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ศึกษาดูงานโดยมีนายทรงพล
ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และผู้แทนหน่วยงานในจังหวัดเข้าร่วมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่อง “การบูรณาการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย” ว่าในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสิ่งสำคัญคือเรื่องของชุมชน โดยชุมชนต้องบูรณาการ ทั้งการปราบปราม การบำบัด และการฟื้นฟู รวมทั้งหาแนวทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนข้อมูลการเงินจากธนาคารต่างๆ และข้อมูลการสื่อสารจากผู้ให้บริการด้านคมนาคมและเพื่อความรวดเร็วเสนอจัดตั้งศาลยาเสพติดเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเสนอตัวเข้าร่วมโครงการเป็นชุมชนต้นแบบ

คมเดช ไชยศิวามงคล

“ในวันนี้ได้นำต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบชุมชนบำบัด การสร้างกระบวนการชุมชนที่เข้มแข็ง ที่มีรูปแบบ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีทีมวิทยากร มาบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน กับนายอำเภอ ผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการและหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเน้นแนวทางด้านการปราบปราม ด้วยการใช้ชุมชนบำบัด ป้องกันยาเสพติดอย่างเข้มแข็งในส่วนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นทางสภาฯจะหาทางแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเข้มข้น” นายคมเดชกล่าว

ด้านนายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางยุทธการฟ้าแดดสงยาง ระดมกวาดล้างยาเสพติด โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จคือผู้นำ การบูรณาการ การมีส่วนร่วม และการดำเนินงานอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ ซึ่งแนวทาง การใช้ชุมชนบำบัด ด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ไม่เฉพาะแต่การแก้ปัญหายาเสพติดให้เบาบางอย่างเดียวเท่านั้น ยังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านอื่น เช่น ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ การแก้ไขปัญหา เด็กและเยาวชนก็จะได้รับการแก้ไขด้วย ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการตื่นตัวจากทุกภาคส่วนอย่างมาก เชื่อว่าจะสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดได้เบาบางลง

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527716

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก  พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯสุดเจ๋งค้นพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก พบครั้งแรกเฉพาะประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ นางสาวชนาพร สุทธินันท์ นิสิตระดับปริญญาเอก และรศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง(อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์) ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ Dr. Jean-Luc Gattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส (อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม) ค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ แมลงชีปะขาวเข็ม Cymbalcloeon sartorii ที่ลำธารห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และลำธารต้นน้ำเลย อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย นับเป็นการค้นพบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง เปิดเผยถึงการค้นพบว่า สืบเนื่องจากน.ส.ชนาพรสุทธินันท์ นิสิตทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ระดับปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนใจศึกษาและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความหลากหลายของตัวอ่อนแมลงชีปะขาววงศ์ Baetidae ในภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศไทย และค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC-PG4-161004) และโครงการทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย และยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูงและ Dr. Jean-Luc Gattolliat สังกัด Museum of Zoology เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส

ลักษณะทั่วไปของแมลงชีปะขาว ถิ่นกำเนิด และลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นสกุลใหม่ของโลกนั้น รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง กล่าวว่า แมลงชีปะขาวสกุลใหม่จัดอยู่ในวงศ์ Baetidae มีลักษณะเด่นแตกต่างจากสกุลอื่นในวงศ์เดียวกันอย่างเห็นได้ชัดคือ มีแผ่นเหงือกคล้ายรูปหัวใจปล้องท้องที่ 5-7 เท่านั้นและคลุมไปด้านท้องถึงปล้องที่ 9 นอกจากนี้ ยังมีลักษณะโครงสร้างปาก เช่น รูปร่างริมฝีปากล่าง แตกต่างชัดเจน โดยมีลักษณะที่จัดอยู่ในกลุ่ม Anteropatellata ของวงศ์ Baetidae ใกล้เคียงสกุล Baetopus อย่างไรก็ตาม ลักษณะรูปร่างตัว พฤติกรรม และตุ่มอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้คล้ายกับสกุล Cloeon การโบกเหงือกทั้ง 3 คู่ของตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่มีลักษณะเฉพาะจึงนำมาตั้งชื่อสกุล คือ Cymbalcloeon คล้ายการตีฉาบ มีอัตราโบกเหงือกเร็วเฉลี่ยประมาณ 12 ครั้งต่อวินาทีซึ่งช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส แมลงชีปะขาวสกุลใหม่พบครั้งแรกและพบเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

แมลงชีปะขาวสกุลใหม่จัดอยู่ในวงศ์ Baetidae มักเรียกชื่อสามัญทั่วไปวงศ์นี้ว่า แมลงชีปะขาวเข็ม เนื่องจากลำตัวยาวเรียวและมีขนาดเล็กกว่าแมลงชีปะขาววงศ์อื่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงชีปะขาวเข็มสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก คือ Cymbalcloeon sartorii Suttinun, Gattolliat & Boonsoong, 2020โดย specific epithet ตั้งชื่อเป็นเกียรติกับ Dr.Michel Sartori ผู้เชี่ยวชาญแมลงชีปะขาวระดับโลก

รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง ได้ให้ข้อคิดเห็นในด้านความหลากหลาย และการอนุรักษ์เกี่ยวกับการค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลกในครั้งนี้ว่า สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรในประเทศไทย ตัวอ่อนพบอาศัยอยู่ในลำธารต้นน้ำที่มีคุณภาพดีจนถึงดีมาก การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและพื้นที่ป่าจะช่วยให้คงความหลากหลายทางชีวภาพแหล่งต้นน้ำไว้ และยังคงมีแมลงน้ำอีกมากที่ยังไม่ค้นพบ หากแหล่งอาศัยถูกทำลายด้วยหลายปัจจัย เช่น กิจกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ส่งผลทำให้แมลงน้ำที่มีอยู่หรือยังไม่ถูกค้นพบลดลงและสูญพันธุ์ไปได้

ข้อมูลอ้างอิง

l Suttinun, C., Gattolliat, J-L&Boonsoong, B. 2020. Cymbalcloeon gen. nov., an incredible new mayfly genus (Ephemeroptera: Baetidae) from Thailand. PLoS ONE 15(10): e0240635. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0240635

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525946

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง  แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

รายงานพิเศษ : ‘แมคคาเดเมีย’พืชศก.ทางเลือกสำหรับพื้นที่สูง แนวโน้มตลาดอนาคตทิศทางดี

วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แมคคาเดเมีย (Macadamia) ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เนื่องจากเป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และโดยเฉพาะไขมันดี อีกด้วย ซึ่งได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะนำมารับประทานเป็นของว่างหรือเป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทต่างๆทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้นหากสินค้าแมคคาเดเมียมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิต แมคคาเดเมีย (Macadamia) พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจังหวัดเลย พร้อมด้วยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) พบว่า พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอภูเรือ นาแห้ว และด่านซ้าย ซึ่งมีพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700-900 เมตร สภาพดินร่วนปนทราย อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ทำให้แมคคาเดเมียเจริญเติบโตดีที่สุด โดยปี 2563 จังหวัดเลยมีเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียประมาณ 350 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 9,124 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย)

สำหรับสถานการณ์การผลิต พบว่า เกษตรกรจังหวัดเลยนิยมปลูกแมคคาเดเมียหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508) พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านการรับรองจาก กรมวิชาการเกษตร และเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป สามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 80 -150 บาท/ต้น โดยเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 5 และผลผลิตจะออก 2 ช่วง คือ เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม และมิถุนายน – กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 – 700 กิโลกรัม/ไร่ หรือเฉลี่ย 15 – 35 กิโลกรัม/ต้นปัจจุบันต้นแมคคาเดเมียในจังหวัดเลยมีอายุสูงสุด 29 ปี และมีอายุเฉลี่ย 6 ปี

หากมองถึงสถานการณ์ด้านตลาด พบว่า เกษตรกรสามารถจำหน่ายแมคคาเดเมียในรูปของผลแห้ง และแบบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ผลแห้งกะเทาะเปลือกเขียว ราคาเฉลี่ย 70 – 80 บาท/กิโลกรัม จำหน่ายโดยตรงให้กับกลุ่มวิสาหกิจหรือพ่อค้าคนกลาง เพื่อนำไปแปรรูปและจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง 2) ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน ได้แก่ แมคคาเดเมียอบทั้งเปลือก (กะลา) ราคา 400 – 500 บาท/กิโลกรัม 3) ผลิตภัณฑ์เพื่ออุปโภค ได้แก่ แมคคาเดเมียออยล์ ราคา 2,500-3,500 บาท/ลิตร และสบู่จากถ่านกะลาแมคคาเดเมียราคา 80 – 120 บาท/ก้อน ซึ่งประเภทผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน และอุปโภค เกษตรกรจะจำหน่ายผ่านร้านค้าในสวน ผ่านตัวแทนจำหน่าย และตลาดออนไลน์ อาทิ Shopee FacebookFanpage โดยจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ไร่วิมุตติสุขภูเรือ MACLOEI และไร่ลองเลย เป็นต้น สำหรับแนวโน้มตลาดแมคคาเดเมียถือเป็นถั่วที่มีไขมันดีสูง (HDL) ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ดังนั้น หากสินค้าแมคคาเดเดียเมียของจังหวัดเลย มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพตามหลักมาตรฐาน และมีจำนวนผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ในอนาคตจะสามารถส่งออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดได้เป็นอย่างมาก

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการ สศท.3กล่าวเสริมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กรมวิชาการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแมคคาเดเมีย ตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนเลย มีการผลิตและจำหน่ายต้นพันธุ์แมคคาเดเมียให้กับเกษตรกรผู้สนใจ รวมทั้งให้องค์ความรู้ด้านการปลูก การใช้เทคโนโลยีสำหรับแปรรูป อาทิ เครื่องกะเทาะเปลือกเขียว เครื่องกะเทาะเมล็ดตู้อบเมล็ด เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดเลยยังมีการรวมกลุ่มของเกษตรกร อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย อำเภอนาแห้ว วิสาหกิจชุมชนไร่ลองเลย อำเภอนาแห้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปแมคคาเดเมียภูเรือ ไร่วิมุตติสุข DOAE42 อำเภอภูเรือ เป็นต้น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการปลูกและแปรรูปแมคคาเดเมีย ของจังหวัดเลย

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน รวมถึงการทำ Zero Waste เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแมคคาเดเมียเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลด้านการผลิตแมคคาเดเมีย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย โทร. 0-4203-9891 หรืออีเมล loei-horticulture@hotmail.com

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ 3,200 โครงการ 57 ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.41 ล้านไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/525332

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ  57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ 57 ปี ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จกว่า 3,200 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ปี 2564 เตรียมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี อีก 8 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทาน 12,050 ไร่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาภัยเดือดร้อนมากมายให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นานกว่า70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่อดีตซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกเมื่อปี 2506 จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นอกจากนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ ที่จะดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร โดยยังพระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาราษฎรอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ และได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดหาน้ำสนับสนุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไปนั้นด้วย

“ตลอดระยะเวลา 57 ปี ที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ที่เหลือเป็นอาคารประเภทต่างๆ เช่น ฝาย สถานีสูบน้ำ สระเก็บน้ำ เป็นต้น อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่” รักษาการอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานได้เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จจำนวน14 โครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ จ.สระแก้ว โครงการจัดหาน้ำให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยแสง ฝายบ้านดอยแสงพร้อมระบบส่งน้ำ จ.แม่ฮ่องสอน โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้บ้านแพะ บ้านแม่ละนา บ้านอมยะ บ้านกามาผาโด้ จ.ตาก โครงการอาคารบังคับน้ำวังคางฮูง ในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยลาดเหนือตอนบน จ.ชัยภูมิ โครงการระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ – อ่างเก็บน้ำคลองโบด จ.นครนายก โครงการฝายทดน้ำวังครก พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช โครงการจัดหาน้ำให้ ศกร.ตชด.บ้านหลังอ้ายหมี จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี ที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นต้นเพิ่มพื้นที่ชลประทานพร้อมระบบส่งน้ำจำนวน 2,700 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน

ส่วนปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่

“กรมชลประทานยังเดินหน้าขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อม ตลอดจนเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จึงยังคงมีภารกิจที่กรมชลประทานต้องดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริและเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศอยู่ต่อไป” นายสัญญากล่าวในที่สุด