รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/524362

รายงานพิเศษ :  สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง  ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรบ้านแพ้วยึดหลักเข้าใจ-เข้าถึง ส่งเสริมสมาชิกสู่ความเข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานเป็นที่เชื่อมั่นของสมาชิก อันเกิดมาจากความเข้าใจ เข้าถึง ที่มีให้แก่สมาชิก ทำให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่มวลสมาชิกที่ประกอบอาชีพการเกษตรอันหลากหลาย

คุณประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ได้รับการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2517
และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 46 ปี โดยสหกรณ์ฯ เจริญเติบโตอย่างมั่นคงภายใต้ความเข้มแข็งของสมาชิก สามารถให้บริการด้านสินเชื่อ ด้านการตลาด และด้านการรวบรวมผลผลิต สร้างสวัสดิการแก่สมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับความน่าเชื่อถือ ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด มีสมาชิกอยู่ 3,335 ราย มีทุนเรือนหุ้นจากสมาชิกอยู่ 90 ล้านบาท มีทุนดำเนินการ 500 กว่าล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 5 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจเงินรับฝาก 3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งมีทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและสินค้าอุปโภค บริโภค 4.ธุรกิจรวบรวมผลผลิต เช่น ปลาสลิดและมะพร้าวน้ำหอม และธุรกิจที่ 5 ผลิตน้ำดื่มตราสหกรณ์

ประเสริฐศรี มังกรศักดิ์สิทธิ์

ในอดีตพื้นที่การเกษตรบริเวณนี้จะทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาสลิด ซึ่งปัจจุบันถือว่าอำเภอบ้านแพ้วเป็นแหล่งผลิตปลาสลิดแหล่งใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงประมาณ 10,000 กว่าไร่ ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์สามารถรวบรวมปลาสลิดได้ประมาณ 60 ตัน โดยได้มีการจัดตั้งและส่งเสริมการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวส่งขายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ

นอกจากเรื่องการตลาดปลาสลิดที่สหกรณ์ดูแลแล้ว สหกรณ์ได้เข้าไปดูแลสมาชิกพร้อมกับให้ความรู้ในการเลี้ยงปลาสลิดมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงปลาสลิดเป็นอาชีพหลักส่วนใหญ่ของสมาชิก แต่ละรายมีพื้นที่เลี้ยงไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ พบว่าปัญหาการเลี้ยงปลาสลิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติส่งผลให้การเลี้ยงได้ผลผลิตน้อยและสุขภาพปลามีปัญหา สหกรณ์จึงส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำให้เกษตรกรหันมาขุดบ่อพักน้ำเพื่อนำมาใช้กับการเลี้ยงปลา ไม่ให้ใช้น้ำจากลำคลองเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

คุณประเสริฐศรี กล่าวอีกว่า นอกจากปลาสลิดแล้ว มะพร้าวน้ำหอมยังถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตหลักของเกษตรกรส่วนใหญ่ในอำเภอบ้านแพ้ว ทำให้มะพร้าวน้ำหอมที่นี่ขึ้นชื่อและส่งออกเป็นที่เดียวของประเทศ ซึ่งสหกรณ์จะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้า เป็นการช่วยกระจายผลผลิตให้กับสมาชิกซึ่งจะได้รับราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมราคาจะเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยใน 1 ปี มะพร้าวน้ำหอมจะให้ผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรประมาณ 8 เดือน ส่วนอีก 4 เดือน ผลผลิตจะน้อยลงแต่ราคาสูงขึ้นเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการผลผลิตสูง แต่ด้วยผลผลิตมะพร้าวของสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่จะส่งออกทั้งหมด ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด อีกทั้งปริมาณผลผลิตมะพร้าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของต่างประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งขึ้น นอกจากการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดและปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของสมาชิกสหกรณ์แล้ว ในส่วนของการปลูกพืชชนิดอื่นๆ อาทิ การปลูกองุ่น ฝรั่ง มะนาว และลำไย สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลและสนับสนุนเช่นกัน เช่น การส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่รวมถึงทำกิจกรรมการแปรรูปในพืชบางชนิด แต่ด้วยปริมาณการปลูกที่ไม่มากนักของกลุ่มพืชเหล่านี้ เนื่องจากเน้นทำเกษตรในรูปแบบพอเพียง จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องผลผลิตและตลาด เน้นผลิตปริมาณน้อยแต่มีความหลากหลายทำให้มีคุณภาพสูงขายได้ราคาดี และสิ่งสำคัญที่ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ก็คือ การมีระเบียบวินัยทางการเงิน มีระเบียบวินัยในการประกอบอาชีพ ทำบัญชีต้นทุน รู้จักการออม อันเป็นสิ่งที่สหกรณ์ได้ส่งเสริมสนับสนุนเรื่อยมา และหากสมาชิกท่านใดมีปัญหาเรื่องหนี้สินสหกรณ์ก็จะเข้าไปพูดคุยดูแลเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเฉพาะรายไป

ในส่วนของธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นให้กับสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีสหกรณ์จะต้องจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายให้กับสมาชิกค่อนข้างหลากหลาย เพราะสมาชิกมีความต้องการปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน โดยมีมูลค่าในส่วนของปุ๋ยและยาประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี แต่จะมีมูลค่าในส่วนของอาหารปลาสลิดที่สูงถึง 160 ล้านบาทต่อปี ส่วนธุรกิจเงินฝากมีมูลค่าประมาณ 300 กว่าล้านบาทต่อปี

“สำหรับปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ประสบความสำเร็จ ส่วนสำคัญคงเป็นสภาพพื้นที่ทำการเกษตรที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยทำให้สมาชิกสามารถทำการเกษตรได้ดี พึ่งพาตนเองได้ และอีกส่วนเกิดมาจากความเข้าใจเกษตรกรสมาชิกที่สหกรณ์ใส่ใจในทุกอาชีพและให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้เกษตรกรให้ความเชื่อมั่นสหกรณ์เสมอมา” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523534

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก  ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เกษตรศรีชื่นชมหนุนสมาชิก ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างรายได้ทุกวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นให้สมาชิกมีรายได้สามารถจุนเจือครอบครัวได้ทุกวัน ด้วยการปลูกพืช ผักสวนครัว ที่คนในหมู่บ้านและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง นิยมรับประทานกันเป็นประจำ เช่น ผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยดูพื้นฐานของสมาชิกเป็นหลัก สหกรณ์ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการส่งเสริม พัฒนาไปทีละขั้นอย่างมั่นคงนอกจากนั้น สหกรณ์ฯ ยังมีแนวคิดที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตอนหนึ่งว่า…ป่าไม้ที่จะปลูกนั้น สมควรที่จะปลูกแบบป่าใช้ไม้หนึ่ง ป่าสำหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสำหรับใช้เป็นฟืนอย่างหนึ่ง อันนี้ แยกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สำหรับได้ประโยชน์ดังนี้ ในคำวิเคราะห์ของกรมป่าไม้รู้สึกจะไม่ใช่ป่าไม้ แต่ในความหมายของการช่วยเหลือเพื่อต้นน้ำลำธารนั้น ป่าไม้เช่นนี้จะเป็นสวนผลไม้ก็ตามหรือเป็นสวนไม้ฟืนก็ตามนั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่เป็นป่า คือ เป็นต้นไม้และทำหน้าที่เป็นทรัพยากรในด้านสำหรับให้ผลที่มาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้… (ที่มา : มูลนิธิชัยพัฒนา )

นางพิชญาภัค ขันตี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นแหล่งเรียนรู้ สหกรณ์ฯ จึงเริ่มปลูกผักหวาน และปลูกป่าต้นพยุงในพื้นที่สหกรณ์ก่อน เพื่อหวังว่าจะเป็นแปลงสาธิตต้นแบบให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป โดยการปลูกผักหวาน และป่าต้นพยุงครั้งนี้ ได้น้อมนำทฤษฎีจากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาเป็นแนวทางและการส่งเสริมสมาชิกนั้น สหกรณ์ฯ มีทั้งโครงการปลูกพืชระยะสั้น และโครงการขุดบ่อบาดาล เพื่อให้สมาชิกสามารถปลูกพืชระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแหล่งน้ำไว้ใช้ ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 2.7 ล้านบาท

สหกรณ์ฯมองว่า การปลูกพืชผักสวนครัวอย่างผักหวาน มะละกอ กล้วย พริก ซึ่งเป็นพืชที่รับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว สมาชิกปลูกเอง ทานเอง เหลือก็นำมาขาย สามารถนำมาวางขายได้ที่สหกรณ์ฯ มีรายได้กลับเข้ามาจุนเจือครอบครัว และใช้พื้นที่ในการปลูกไม่มาก ยกตัวอย่างกล้วย หรือมะละกอ ปลูกบ้านละ 2-3 ต้น ก็สามารถเก็บผลมาขายได้แล้ว

นายอัมพร โพธิ์ทอง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด กล่าวอีกว่า อยากให้สหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ให้สมาชิกมีที่จำหน่าย มีรายได้ทุกวัน ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริม สนับสนุน ให้สมาชิกปลูกพืช ผักสวนครัว เนื่องจากเห็นว่าทุกครอบครัวต้องรับประทานกันเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว เช่น ผักหวาน เป็นผักที่ขายได้ราคาดี และคนในพื้นที่รับประทานกันเป็นประจำแต่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามยังปลูกค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่รับมาจากต่างจังหวัดเพื่อนำมาขายต่อ หากเราส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักหวาน ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกได้อย่างแน่นอน

นายประเสริฐ โสมาบุตร สมาชิกสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัดและครอบครัว เผยว่า ตนและครอบครัว ได้เริ่มปลูกผักหวาน โดยได้ซื้อพันธุ์ต้นกล้ามาจากจังหวัดสระบุรี ปัจจุบันปลูกผักหวานราว 500 ต้น โดยธรรมชาติของผักหวานนั้นต้องการร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่จึงจะอยู่รอดและออกยอดได้อย่างสวยงาม การดูแลนั้น เพียงใส่ปุ๋ยในครั้งแรกที่ปลูก โดยโรยปุ๋ยธรรมชาติ เช่นมูลหมูมูลวัว รอบๆ ต้น ห่างประมาณ 1 คืบ และทำระบบน้ำหยดในการรดน้ำ ใช้เวลาในการปลูกประมาณ18 เดือนก็สามารถตัดยอดนำไปขายได้ กิโลกรัมละ 200 บาทเลยทีเดียว นอกจากปลูกเพื่อตัดยอดขายแล้ว ตนและครอบครัวยังเพาะต้นกล้าเพื่อขายอีกด้วย โดยต้นกล้าจะขายในราคาต้นละ30 บาท ทำให้ครอบครัวมีรายได้เข้ามาทุกวัน และที่สำคัญครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น

จากความมุ่งมั่นของสหกรณ์การเกษตรศรีชื่นชม จำกัด ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสมาชิก มุ่งหวังให้สหกรณ์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นศูนย์รวมการจำหน่ายสินค้าของสมาชิกแล้ว ยังตั้งใจที่จะปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อเกื้อกูลธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตามแนวพระราชดำริอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/523309

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’  เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรโพธาราม’ เข้มแข็งได้ด้วยกลไกสหกรณ์

วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ของจังหวัดราชบุรีอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความเข้มแข็งในการดำเนินงานภายใต้ความเชื่อมั่นของสมาชิก เกิดจากบทบาทของสหกรณ์ที่เข้าไปส่งเสริมสนับสนุน และช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตรอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกสหกรณ์

นายสมเกียรติ วงศ์สอน ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2519 ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปธุรกิจตราชั่งผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้สหกรณ์ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่สมาชิก โดยได้จัดทำโครงการอบรมให้ความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า การเลี้ยงไก่ไข่ตามธรรมชาติ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกผักปลอดสารพิษทำให้ที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพจากผลการได้รับการันตีจากรางวัลมากมาย และยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินให้เป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก”

สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของสมาชิก 70% เป็นพื้นที่นาข้าว ส่วนอีก 30% เป็นการทำเกษตรอื่นๆ ทำไร่ทำสวน และปลูกพืชเศรษฐกิจ อ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งในส่วนของการทำนาสหกรณ์ ได้เข้ามาดูเรื่องการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อให้ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร ทั้งนี้ก็เพื่อให้การผลิตข้าวของเกษตรกรมีประสิทธิภาพรวมถึงการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพและจำเป็นมาจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม และสหกรณ์ยังได้เปิดลานรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมจัดหาพ่อค้ามารับซื้อผลผลิตข้าวของเกษตรกรถึงที่อีกด้วย

ทั้งนี้ผลผลิตข้าวที่สมาชิกปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวขาวหอมปทุม และมีบางส่วนที่ผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองข้าวหอมมะลิ และข้าวเหลืองอ่อน ซึ่งข้าวหอมมะลิและข้าวเหลืองอ่อน ทางสหกรณ์ฯ จะทำการสีแปรรูปเป็นข้าวพร้อมรับประทานและจำหน่ายในแบรนด์ของสหกรณ์ เอง โดยเฉพาะข้าวเหลืองอ่อนจัดได้ว่าเป็นข้าวที่ปลอดสารตกค้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ในแต่ละปีจะมีปริมาณไม่มากนัก เนื่องจากการปลูกข้าวดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าข้าวทางการค้าอย่างข้าวหอมปทุม

อย่างไรก็ตาม นอกจากการทำนาข้าวแล้วในส่วนของการทำเกษตรอื่นๆ เช่น การปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง สหกรณ์ก็ได้เข้าไปดูแลเช่นเดียวกัน และจากการที่สหกรณ์ เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกในยามที่มีปัญหา จึงทำให้ที่ผ่านมาได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากสมาชิกตลอดมา ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างเต็มกำลังส่งผลให้ตัวสหกรณ์ มีความเข้มแข็ง เกษตรกรสมาชิกมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน มีวินัย และพึ่งพาตนเองได้

“ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เกิดขึ้นได้เพราะการดำเนินการตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มุ่งเน้นการสร้างความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอาเปรียบและเบียดเบียนกันให้สมาชิกสามารถช่วยตนเองได้สร้างจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ให้แก่สมาชิกบริหารงานโดยตัวแทนที่ถูกเลือกโดยสมาชิก ประโยชน์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นของสมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ กล่าว

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/522807

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่....สุโขทัย’  งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

รายงานพิเศษ : พัฒนาชุมชน จ.สุโขทัย จัดกิจกรรม ‘สุขที่….สุโขทัย’ งานสถาปนาครบรอบ 58 ปี กรมการพัฒนาชุมชน

วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรม “สานสัมพันธ์ คน พช. สุโขทัย Walk Rally ณ ลานบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแข่งขันเกมส์ Move for fun, Cool Cool เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคี สร้างความรักความผูกพัน การทำงานเป็นทีม ภายในองค์กร รวมทั้งสร้างสายสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ภายใต้แนวคิด สุขที่…สุโขทัย

และในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดกิจกรรมครบรอบ 58 ปี วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน โดยมีนายธวัช ใสสม พัฒนาการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ที่ต้องการจะรำลึกถึงคุณูปการของอดีตผู้บริหารกรม รวมถึงการแสดงออกถึงความรักในสถาบัน องค์กร และงานพัฒนาชุมชน โดยการจัดงานในครั้งนี้
จะประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมาย ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของกรมพัฒนาชุมชน ได้แก่

(1) กิจกรรมปั่นจักรยาน ตักบาตร สะพานบุญ รับรุ่งอรุณ แห่งความสุข ณ วัดตระพังทอง ในยามเช้า เพื่อที่จะได้สัมผัสกับแสงของรุ่งอรุณและสัมผัสกับบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่นอย่างแท้จริง

(2) กิจกรรมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของปวงชน พระคู่บ้านคู่เมืองของคนสุโขทัย รวมถึงยังมีคำสอนที่เป็นแบบอย่างและเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่“โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นโครงการตามแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ฐานราก คือชุมชน และต่อยอดสู่ความมั่นคงของการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ ยั่งยืน เพราะเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน รัฐและองค์กร ภาคีเครือข่ายในพื้นที่

(3) กิจกรรมอ่านสารอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน 58 ปี ณ วัดศรีชุม “พระอจนะ” พระพุทธรูปพูดได้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ในการร่วมกันทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

และปิดท้ายด้วย (4) กิจกรรมทำบุญถวายเพลพระสงฆ์ ณ วัดศรีชุม ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นวันแรกในการทำงานของปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 วันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน ครบรอบ 58 ปี อีกด้วย

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521490

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’  เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรฯ‘คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติปี’63

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 ปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล 20 ล้านตัวและปล่อยปลากะพง 60,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2563 พื้นที่กรุงเทพมหานคร “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้มีผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ทำให้การจัดงานวันประมงแห่งชาติในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ร่วมกับจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และสำหรับกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการปล่อยพันธุ์กุ้งทะเล ณ หลักเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ล้านตัวและการปล่อยปลากะพง จำนวน 60,000 ตัว บริเวณท่าน้ำแพขวัญใจ นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงทั่วประเทศ งดทำการประมงเป็นเวลา 1 วัน ในวันที่ 21 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาด้วย

“ในวันนี้ได้มีโอกาสมาร่วมพบปะและร่วมพูดคุยกับพี่น้องชาวบางขุนเทียน ซึ่งการนำพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่จะได้มีแหล่งอาหาร ประหยัดรายได้ และเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทุกจังหวัด โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในพื้นที่ต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลอยากเป็นระบบ ปัจจุบันสามารถจับกุ้งมาขายได้แล้ว ทำให้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ และสำหรับการจัดงานในวันนี้ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องบางขุนเทียนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางขุนเทียนมีความพร้อมที่จะให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาระบบนิเวศน์ รักษาป่าชายเลน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันประมงแห่งชาติในวันนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยการสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ครู นักเรียน ประชาชน เกษตรกรชาวบางขุนเทียน และองค์กรต่างๆ ที่ได้มาร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

สำหรับทะเลบางขุนเทียนถือว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นระบบนิเวศที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนบางขุนเทียน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ หมายถึง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้ลูกกุ้งธรรมชาติตามบริเวณชายฝั่งที่มีน้ำขึ้น-ลง แต่เดิมเป็นการเลี้ยงกุ้งบริเวณนาข้าว โดยเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำทะเลท่วมบริเวณนาข้าว พร้อมทั้งนำเอาลูกพันธุ์กุ้งและปลาเข้ามาด้วย เมื่อน้ำลดกุ้งปลาที่ตกค้างอยู่ในนาก็เจริญเติบโต เจ้าของสามารถนำมาบริโภคและจับขายได้ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอดีตกำลังจะหายลงไป เพราะการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทำให้สิ่งมีชีวิตรวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ลดลงไปด้วย การจัดกิจกรรม “คืนกุ้งสู่ทะเลบางขุนเทียน” ในวันนี้ จึงเป็นกิจกรรมคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมา โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งจะเป็นการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้วย

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521356

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส...ยางไทยอนาคตสดใส

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธนาคารโลกได้คาดว่า ปีนี้ GDP ของประเทศจะลดลงอย่างน้อย 5% อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย ยางพาราพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นกัน ส่งผลให้ราคาลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ แต่เมื่อการระบาดยังไม่มีท่าทีลดลง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หลายประเทศเกิดการระบาดซ้ำเติมระลอกที่ 2 ที่ 3 สถานการณ์ราคายางกลับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 น้ำยางสดลดลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 35 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม และทรงตัวอยู่ในระดับราคานี้นานพอสมควร จากนั้นก็ค่อยๆขยับราคาขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2563 น้ำยางสดราคา 47 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สาเหตุที่ราคายางเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยอะไร และแนวโน้มอย่างไร?

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางขณะนี้ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง เพื่อนำไปใช้ในวงการแพทย์และใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออก ได้มีมาตรการส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อตอบโจทย์การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการใช้รถยนต์สาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดแพร่เชื้อโควิด-19 ทำให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อยอดการผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ยางแผ่นรมควัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางรถก็เพิ่มขึ้นด้วย จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 รวมทั้ง GDP ของจีนยังเพิ่มขึ้น +3.2% อีกด้วย ขณะที่ประเทศอื่นในโลกยังติดลบ นั้นหมายความว่าจีนฟื้นตัวกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ 100% แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางในตลาดโลกที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

แม้ว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอมริกาและยุโรปยังรุนแรงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม แต่มีกระทบต่อราคายางของไทยไม่มากเท่ากับจีน ดังนั้น เมื่อจีนฟื้นได้เร็ว ราคายางไทยจากที่ตกต่ำจึงฟื้นตัวตามตลาดจีน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องการใช้อุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่นรองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบแปรรูปจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันและยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

ในเรื่อง Demand และ Supply ก็มีผลเช่นกัน ขณะนี้แนวโน้มความต้องการ หรือ Demand ใช้ยางเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางหรือ Supply กลับลดลง สต๊อกยางหดหายเพราะเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันจะใช้แรงงานสัญชาติเมียนมาเป็นหลัก ไม่สามารถเดินทางมารับจ้างกรีดยางได้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกยางถูกออกนำมาใช้จนแทบไม่มีสต๊อกแล้วในขณะนี้ ดังนั้น เมื่อ Demand มีมากกว่า Supply ราคายางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

“หลังเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคายางที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพด้วย คาดว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อสูงไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น ทิศทางราคายางค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามีแนวโน้มที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อชาวสวนยางโดยตรง และ กยท.จะยังเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ ทั้งนี้ กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ที่จะใช้ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลกพื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่งรวมถึงพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศชาติ สำหรับพื้นที่เหมาะสมนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ พื้นที่ของ กยท.ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง

ทั้งนี้ กยท.ตั้งเป้าผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากในขณะนี้ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพารา ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางและไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ถึงเวลาที่ยางพาราของไทยจะฟื้นตัว เกษตรกรมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เสียที…

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520218

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี  ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’ คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519937

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 3 รางวัล ใน 2 สาขา คือ สาขาบริการภาครัฐ จำนวน 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล โดยอธิบดีและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ผลงานได้รับรางวัล เข้ารับโล่รางวัลเลิศรัฐจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ โดยการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนและความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ2 สาขา จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐจำนวน 1 รางวัล ประเภท : นวัตกรรมการบริการ “ระดับดี” คือระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ (Thai Flage Catch Certification System) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการยื่นคำขอต่างๆ และจัดทำรายงานเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานน้ำมันลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อจัดส่งเอกสารในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย ประเภท : สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม “ระดับดี” คือ ลูกอ๊อดเงินล้าน…เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเภท : เลื่องลือขยายผล “ระดับดี” คือ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมแหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นโครงการส่งเสริมและสนับสนุน การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ และเป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภค ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน

“สำหรับรางวัลที่กรมประมงได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ และนับเป็นก้าวสำคัญของ กรมประมงที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการ ตลอดจนการพัฒนาองค์การของกรมประมง เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 อันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการประมงไทยเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519685

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ  ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ถือเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายและสอดคล้องกับแผนพัฒนาภาคตะวันออก ทั้งด้านพัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ เป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งจำหน่ายให้พ่อค้าในราคาเป็นธรรม และเสริมสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตและการมีส่วนร่วมของสมาชิกตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังสร้างรายได้เสริม ยึดหลักการช่วยเหลือกันตามหลักการสหกรณ์ ส่งผลให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีสมาชิก 2,233 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 221 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจด้านสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบริการสมาชิก โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยเฉพาะยางพารา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนงบประมาณในการสร้างโกดังรวบรวมยางพาราให้กับสหกรณ์ฯ จำนวน 4.62 ล้านบาท และในปี 2563 นี้ สหกรณ์ฯ รวบรวมผลผลิตยางพาราได้จำนวน 499.02 ตัน มูลค่า 20.154 ล้านบาท นอกจากการรวบรวมยางพาราแล้ว สหกรณ์ฯ ยังทำการรวบรวมผลไม้ตามฤดูกาลจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย ปีนี้สหกรณ์ฯ ได้รับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ในการรวบรวม มังคุดจำนวน 4.47 ตัน มูลค่า 480,000 บาท และทุเรียนจำนวน 6.66 ตัน เพื่อจัดจำหน่ายผ่านออนไลน์ สร้างมูลค่า 1.199 ล้านบาท และเมื่อสรุปผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทุกชนิดแล้ว สหกรณ์ฯ มีกำไรประมาณ 4.51 ล้านบาท

นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักทั้ง 4 ด้านแล้ว สหกรณ์ฯยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรให้สมาชิกได้นำผลผลิตมาจำหน่ายที่สหกรณ์ฯ โดยมียอดจัดจำหน่ายเฉลี่ย 3,000-5,000 บาทต่อวันการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาประมาณ 14 ปี รูปแบบในการส่งเสริมนั้น ทางสหกรณ์ฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาให้กับสมาชิก จำนวน 1,500 ตัว/กระชัง และจัดหาอาหารปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิก เมื่อถึงช่วงเวลาจับปลา สหกรณ์ฯ จะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า และส่วนหนึ่งจะจำหน่ายตลาดในพื้นที่ โดยสหกรณ์ฯ จะดำเนินการหักค่าพันธุ์ปลา ค่าอาหาร และจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสมาชิกซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรสมาชิกรวมกลุ่มกันเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังรวมทั้งสิ้น 400 กว่ากระชัง ใช้เวลาเลี้ยงต่อรุ่นประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ในราคาที่ดี เฉลี่ยหน้ากระชังกิโลกรัมละ 70-80 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยกิโลกรัมละ 55 บาทเท่านั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกที่ร่วมโครงการในหลักล้านบาทต่อรายต่อปี ทั้งนี้ ปลาทับทิมของสหกรณ์ฯ เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมาก เนื่องจากเนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของสมาชิกกลับมาสานต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ จะมีวิธีคิดในการเลี้ยงปลาที่ทันสมัยและให้ได้คุณภาพมากขึ้น และมีการวางแผนที่ดีเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยมีการจดบันทึกเพื่อให้ทราบอัตราการเจริญเติบโตของปลาตั้งแต่เริ่มต้นปล่อยปลาในกระชัง จนกระทั่งตัวโตเต็มที่สามารถจับขายได้

“การดำเนินงานทุกกิจกรรม สหกรณ์ฯให้ความสำคัญกับสมาชิกเป็นอย่างยิ่ง ช่วยเหลือกันโดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัว
ขับเคลื่อน โดยเฉพาะสนับสนุนการประกอบอาชีพ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ทางสหกรณ์ฯจะช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นร่วมวางแผนผลิตควบคู่ไปกับวางแผนการตลาด ป้องกันการเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงจัดหาพื้นที่ให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายในรูปแบบตลาดเกษตรกร และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย” นายสันติ กล่าว

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518572

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส...  นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางเป้าหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของกยท. ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การใช้ยางพาราก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ราคายางยังทรงตัว โดยล่าสุด ราคากลางยางพารา ราคาประมูลแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 51.80 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 54.49 บาท/กก. แต่จุดที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด เป็นต้น ในตลาดกลับมีความต้องการเพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า หลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น กยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ “สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส” พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs)หรือ Startups ด้วย

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 12-15% ในทุกปี มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลกครองส่วนแบ่งทางการตลาด 60% ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 มีส่วนแบ่งทางการ 15% อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” โดยประกาศจุดยืน “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยที่ผ่านมา มาจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากภายนอกประเทศโดยเฉพาะในเรื่องการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ทำให้ประเทศผู้นำ เข้าถุงมือยางรายใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา อียู และญี่ปุ่น มีความกังวลจากการแพ้โปรตีนดังกล่าวหันไปใช้ถุงมือ ยางสังเคราะห์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางสังเคราะห์มากกว่า 60% เหลือเป็นตลาดของถุงมือยางธรรมชาติไม่ถึง 40%

นอกจากนี้ ในเรื่องมาตรฐานถุงมือยาง สหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานที่เรียกว่า ASTM Standard ขึ้นมา ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกับมาตรฐาน ISO1993 ที่เป็นมาตรฐานสากลใช้กันส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยมาตรฐาน ASTM ที่ใช้กับถุงมือผ่าตัดมีข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของโปรตีน ในขณะที่มาตรฐาน ISO ไม่ได้มีการกำหนดปริมาณโปรตีนที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมทั้งในการกำหนดคุณสมบัติของการดึง การยืด ที่เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพความทนทานของถุงมือยางก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งถุงมือผ่าตัดที่ทำจากยางธรรมชาติ มีคุณสมบัติความยืดหยุ่นดีกว่า

ส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาและอุปสรรคคือ หน่วยงานภาครัฐ ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลอุตสาหกรรมถุงมือยางโดยตรง มีเพียงการกำกับ ควบคุมการประกอบธุรกิจถุงมือยางกับผู้ประกอบการไทยมากกว่าการส่งเสริม สนับสนุนเท่านั้น จะเห็นได้จากประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ห้ามผลิต นำเข้า หรือขายถุงมือสำหรับการศัลยกรรมชนิดมีแป้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะร่วมกันผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”นั้น จะเป็นไปไม่ได้ มีในทางตรงข้ามกลับโอกาสสูงที่เป้าหมายดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ

“หากต้องการให้ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศไทยรัฐบาลจะตัองจัดทำนโยบาย เป้าหมาย และพันธกิจอย่างชัดเจนจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมแปรรูปยางโดยตรง ตั้งเป้าหมายให้ถุงมือเป็น Product Champion และมีการจ้าง lobbyist ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดของอุตสาหกรรมนี้ พร้อมทั้งจะต้องสนับสนุนเงินทุนในการสร้างโรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมถุงมือยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้จะต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ ผลการวิจัยถุงมือยางธรรมชาติสามารถลดค่าโปรตีนได้ และได้ตามค่ามาตรฐานที่กำหนดทั้งในระดับวัตถุดิบ และในระดับกระบวนการผลิต โดยได้มีการตรวจสอบผ่านมาตรฐาน ASTM เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย พร้อมทั้งจะต้องเร่งวิจัยและพัฒนาลดต้นทุนการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ เพื่อให้สามารถแข่งขันกันถุงมือยางสังเคราะห์ ซึ่งถุงมือยางธรรมชาติของไทยเมื่อสามารถควบคุมปริมาณโปรตีนได้แล้ว จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่น ที่ความทนทานต่อการดึง ขาดยาก ในขณะที่ถุงมือยางสังเคราะห์ไม่สามารถทำได้ ถือเป็นจุดแข็งของถุงมือยางธรรมชาติของไทย ดังนั้น ถุงมือยางธรรมชาติของไทย สามารถที่เข้าไปตีตลาดถุงมือยางสังเคราะห์ในสหรัฐอเมริกาและอียู ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้รายใหญ่ของโลกได้ รวมทั้งยังมีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางธรรมชาติ

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า การประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่จะร่วมกันบูรณาการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” นั้นจะทำให้เกิดพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดย BOI จะการหาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และด้านการบริการสนับสนุนธุรกิจผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ มาตรการเรื่องของการลดหย่อนภาษี มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา และการพัฒนามาตรฐานการผลิตต่างๆ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะผลักดันเรื่องการตลาด การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางของไทย โดยจัดกิจรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ ธุรกิจออนไลน์ ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยางการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ในขณะที่ MTEC จะประชาสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถลดปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำในถุงมือยางธรรมชาติได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรม ตามมาตรฐานที่ ASTM กำหนด โดยคุณสมบัติทางการภาพยังคงเหมือนเดิมขณะนี้ การวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว จึงเชื่อว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลก และแข่งขันกับถุงมือยางสังเคราะห์ได้

ส่วนสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ในฐานะกลุ่มผู้ผลิตถุงมือยาง ก็ประกาศพร้อมที่ขยายการผลิต โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อจะนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากเกษตรกรชาวสวนยาง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ แม้ในปัจจุบันถุงมือธรรมชาติจะมีสัดส่วนการใช้ไม่ถึง 40 % แต่ก็จะเป็นโอกาสของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางถุงมือยางธรรมชาติของโลกในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรทำการตลาดด้านถุงมือยางธรรมชาติ ส่งเสริมเกษตรกรไทย โดยให้ทางรัฐบาลใช้น้ำยางพาราของไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของการส่งออก นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางพาราแท้ 100 % รวมถึงสร้าง Presenter ที่มีความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น พร้อมทั้งใช้ PR Marketingให้ถุงมือยางพาราจากประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสร้างความโดดเด่นของถุงมือยางพาราในวิกฤตการณ์ COVID-19 สื่อสารให้เกิดการรับรู้ถึงประโยชน์ คุณสมบัติ ข้อดี ของถุงมือยางพาราธรรมชาติ

ถ้าทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการพลิกวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาสผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural RubberGlove” หรือ “เป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” ไม่ไกลเกินฝัน