รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518294

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร...ใช้บัญชีนำทาง  ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรวัย 35 ปี จากจังหวัดสิงห์บุรี ผันตัวจากพนักงานโรงงานสู่อาชีพเกษตรกร โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำเกษตรผสมผสาน และปลูกฝรั่งปลอดสารพิษ พร้อมนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์และช่วยในการวางแผนการผลิต จนประสบความสำเร็จ ผลผลิตขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดและยังสามารถกำหนดราคาได้เอง

นายชยุตม์ โตสำราญ ครูบัญชีอาสาจากจังหวัดสิงห์บุรี และเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดประจำปี 2563 เปิดเผยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำการเกษตรผสมผสาน เคยทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ประมาณ 5-6 ปี จึงลาออกมา เพราะมองว่าการเป็นลูกจ้างก็เพียงทำงานให้เจ้าของกิจการรวย แต่เราเองมีเงินเดือนเท่าเดิมแค่พออยู่พอกินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเงินออม อีกทั้งต้องการกลับมาดูแลแม่ที่สุขภาพไม่ดี จึงตัดสินใจกลับบ้านและเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน โดยน้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบยั่งยืน ทำให้ได้หลักการที่ว่าหากทำการเกษตรแบบพืชผสมผสานปลูกทั้งพืชอายุสั้นและพืชอายุยืนผสมผสานสลับกัน ก็จะมีผลผลิตบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีเมื่อคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจลงมือทำทันที ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรแบบปลอดสารพิษเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเราเองและผู้บริโภค เริ่มต้นจากปรับพื้นที่จำนวน 3 งาน ปลูกฝรั่ง เพราะเห็นคุณยายข้างบ้านปลูกฝรั่งแล้วมานั่งขายกิโลกรัมละ 10 บาท เพียงแค่ช่วงเช้าคุณยายก็ได้เงินกลับไปหลายร้อยบาท จึงมีความคิดว่า หากเราจะปลูกบ้างก็ต้องขายได้เช่นกันแต่จะปลูกคนละสายพันธุ์กับคุณยายเพื่อที่จะได้ไม่แย่งตลาดกันซึ่งคุณยายปลูกพันธุ์แป้นสีทอง ตนจึงหาฝรั่งพันธุ์กิมจูมาทดลองปลูก 50 ต้น แต่เนื่องจากต้องใช้เวลา 7-8 เดือนจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ระหว่างนั้น ก็ปรับพื้นที่ระหว่างต้นฝรั่งทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

แต่การปลูกฝรั่งใน 2 ปีแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้น้อยมากเฉลี่ยไม่ถึง 20 กิโลกรัม เพราะยังขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการต่างๆ ที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ละความพยายาม ตัดสินใจเข้าหาแหล่งความรู้ทั้งหาหนังสือมาอ่านและขอคำแนะนำจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอค่อยๆ เรียนรู้จนกระทั่งได้ผลผลิตฝรั่งกิมจูเพิ่มมากขึ้นและมีรสชาติดี โดยชูจุดขายการเป็นฝรั่งปลอดสารพิษปรากฏว่าช่วงแรกยังขายไม่ดีนัก เพราะลูกค้ายังไม่รู้ว่าฝรั่งที่ปลอดสารพิษกับไม่ปลอดสารพิษแตกต่างกันอย่างไร จึงนำผลผลิตมาให้ลูกค้าชิมบ่อยๆ จนลูกค้าเริ่มติดใจและขายดีขึ้นตามลำดับ ราคาขายฝรั่งก็เพิ่มขึ้นจากเคยขายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ก็เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 20 บาท และเพิ่มขึ้นมาตามลำดับจนปัจจุบันกิโลกรัมละ30-50 บาท โดยช่องทางการตลาดในปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลผลิตอยู่ในศูนย์การค้าท็อปส์ สาขาสิงห์บุรี ชื่อร้านกลุ่มผักดี๊ดี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่ทำเกษตรปลอดสารพิษ นำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งจำหน่ายผ่านเพจชยุตม์ฟาร์ม ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีทั้ง 2 ช่องทาง จึงขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งเพิ่มเป็น 2 ไร่ครึ่ง จำนวน 200 กว่าต้น พร้อมกับปลูกพืชผสมผสานอื่นๆ เพิ่ม เช่น กล้วยหอม มะละกอผักสลัด ผักปลอดสารพิษ โดยผลผลิตจากสวนได้รับการรับรองมาตรฐานGAP มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบยิ่งตอกย้ำคุณภาพของผลผลิตจากสวน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

นายชยุตม์ บอกว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการวางแผนที่ดีโดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มทำการเกษตรในปีแรกๆ โดยได้เข้าไปขอคำแนะนำความรู้ด้านต่างๆ ในการทำเกษตรจากทุกหน่ายงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนา แก้ไขปัญหาและหาวิธีลดต้นทุนการผลิตซึ่งรวมถึงสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ได้เข้าไปขอรับคำแนะนำในการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เมื่อลงมือจดบันทึก จึงทำให้เรารู้ต้นทุนการผลิตในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ ทั้งค่าแรงค่าปัจจัยการผลิต ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง เป็นต้น และเมื่อเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองหรือสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้

การจดบันทึกทางบัญชีนอกจากจะช่วยให้รับรู้ รายรับ รายจ่ายแล้วจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลของการผลิต ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่ ส่งจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ มีการตีกลับสินค้าหรือไม่ เพราะเหตุใด สินค้าประเภทใดควรผลิตเมื่อไหร่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดและจะขายได้ราคาดีในช่วงใดเป็นต้น และจากการให้ความสำคัญกับการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรีเป็นพี่เลี้ยง จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาเมื่อปี 2560 และในปี 2563 ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดอีกด้วย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้และพร้อมที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีให้กับเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วประเทศ

“เรื่องของบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราจดบันทึกเป็นประจำจะทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริงว่ามีรายรับ รายจ่ายเท่าไหร่ จากทางไหนบ้าง โดยเฉพาะหากเรารู้ต้นทุนในการผลิตสินค้า เราก็จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง เมื่อมีการต่อรองจากพ่อค้าเราก็จะรู้ราคาในระดับที่เราสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนและมีกำไรเพิ่มขึ้น”นายชยุตม์กล่าว

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518094

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด ในนามบริษัทสารคดี ร่วมจัด กิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ให้กลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน และร่วมลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตัวเอง และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย โดยจัดพิธีมอบรางวัลไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ ชั้น 6 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยได้รับเกียรติจากนายวราวุธศิลปอาชา รมว.ทส. เป็นประธานพิธีมอบรางวัล และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้เกียรติร่วมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัล ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมที่ไม่ได้รับรางวัลไม่ได้แปลว่าไม่มีฝีมือ สิ่งที่สำคัญคือทุกทีมที่เข้าประกวดได้มีส่วนร่วมที่จะลดปริมาณคาร์บอน ดังนั้นกิจกรรมวันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าประเทศไทยเราไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหญ่นั้น ต่างมีความตระหนักถึงการที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอน ก็หวังว่าจุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะกระจายความรู้ และชักชวนให้ทุกคนมาลดปริมาณคาร์บอน เพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไว้”

จากยอดลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey”
ทั้งสิ้น 461 ทีม มีผู้ส่ง Vlog เข้าประกวด จำนวนทั้งสิ้น 173 คลิป ผลการตัดสินกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” มีดังนี้ รางวัลดีเด่น จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท ได้แก่ 1. ทีมลาเต้ ชื่อ Vlog “นครศรีธรรมชาติ” 2. ทีม SpeakUpชื่อ Vlog “น่าน…ไง จะที่ไหนล่ะ!” 3. ทีม this footage is recycleableชื่อ Vlog “กรีนไว้ก่อน : กรีนนะจ๊ะบุรีอีโค่ยันเงา ดูงู เข้าป่า พาล่องน้ำ ทำบ้านดินที่กาญฯ”

รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม Spoon Story ชื่อ Vlog “ลุยฟาร์มหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สุราษฎร์ธานี เมืองหอยใหญ่ไข่น่ารัก” 2. ทีม LoCoPชื่อ Vlog “เพชรบุรีจ๋า The LoCop มาแล้ว” 3. ทีม IKARI Lifestyle ชื่อ Vlog “เพื่อโลก…เพื่อเรา / เชียงดาว เชียงใหม่” 4.ทีม Eat around go around ชื่อ Vlog “เกาะยาวน้อย!!! Slow Life ไปกับธรรมชาติ แบบฉบับ Low Carbon” 5. ทีม we hear nature ชื่อ Vlog “Hin Lad Nai Journey / แอ่วเหนือเข้าดอยห้อยตามเขา” 6. ทีม Urban V Garden ชื่อ Vlog “เที่ยวสังขละบุรีแบบทัวร์ “ศูนย์เสีย” ” 7. ทีม กานต์เดินทางชื่อ Vlog “เที่ยวหมู่บ้านมอญ นอนแพ เท้าแช่น้ำ River Jungle Rafts”

รางวัล Popular Vote จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม อคิราห์ ยอดวิว 4,407 ครั้ง 2. ทีม IKARI Lifestyle ยอดวิว 4 ,065 ครั้ง 3. ทีม กานต์เดินทาง ยอดวิว 3,004 ครั้ง

ด้าน นายรังสรรค์ พลอยสด และอุมาวี ชุมเกษียร จากทีม “ลาเต้” เจ้าของผลงาน Vlog “นครศรีธรรมชาติ” หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัลดีเด่น เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ และขอขอบคุณโครงการ พวกเราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่สามารถทำให้สถานที่ท่องเที่ยวน่าเที่ยวขึ้น และโลกน่าอยู่ขึ้น โดยที่เราไม่ไปทำลายโลก แต่ความสุขเรายังเท่าเดิม และตลอดการเดินทาง เราก็เลือกกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ ปั่นจักรยาน ส่วนการกินอาหาร ก็เลือกกินของที่อยู่ในพื้นที่ ลดเรื่องขนส่งวัตถุดิบจากภายนอก ส่วนที่เลือกสถานที่ โฮมสเตย์ คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะว่าเป็นโฮมสเตย์ที่กิจกรรมทางธรรมชาติ ให้ผู้ท่องเที่ยวได้พัก ใช้วัสดุธรรมชาติ และเจ้าของโฮมสเตย์ใจดีมาดูแลด้วยตัวเอง”

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517436

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน...แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.03 น.

อิทธิพลพายุโซนร้อนซินลากู พายุโซนร้อนฮีโกส และร่องมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 20 จังหวัด อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งนี้นำมาถอดบทเรียนหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านที่อยู่ติดกัน อิทธิพลพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำไม่ต่างกันมากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่างกันชัดเจน ปริมาณฝนที่ตกในลุ่มน้ำน่าน ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะในจ.น่านเท่านั้น มวลน้ำทั้งหมดไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่วนพื้นที่น้ำท่วมในจ.น่าน ก็ลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 1,594 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ ณ วันที่ 1 กันยายน เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 4,970 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำยม ไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ มวลน้ำทั้งหมดไหลท่วมจ.แพร่ และไหลท่วมเขตจ.สุโขทัย กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ต้องระดมสมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดการจราจรทางน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่อ.เมือง จ.แพร่ ลงมาอ.วังชิ้น อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรงและอ.เมือง จ.สุโขทัย ถึงจ.พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่า กอนช.ประเมินผลกระทบจากพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้เกิดปริมาณน้ำหลากในลุ่มน้ำยมประมาณ 384 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถบริหารจัดการให้พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเก็บกักปริมาณน้ำหลากไว้ในลำน้ำสายหลักและสาขาในทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะให้ไหลลงลุ่มเจ้าพระยา พร้อมมอบให้กรมชลประทานผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในระบบ และมาใช้เป็นน้ำต้นทุนส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรที่กำลังขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำส่วนหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้ จะผันน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ต่อเนื่องไปยังคลองระพีพัฒน์ พร้อมทั้งใช้สถานีสูบน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำส่งไปเก็บในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

แม้มวลน้ำจากลุ่มน้ำยมครั้งนี้จะบริหารจัดการได้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมสร้างความเสียหายพอสมควร และต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา บทเรียนครั้งนี้หากนำมาพิจารณาว่า ถ้าหากลุ่มน้ำน่านไม่มีเขื่อนสิริกิติ์เก็บกักน้ำไว้แล้ว จะมีมวลน้ำอีกจำนวนมหาศาลจากลุ่มน้ำน่านไหลสมทบกับมวลน้ำจากลุ่มน้ำยม สถานการณ์อุทกภัยจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

2 ลุ่มน้ำ ยม-น่าน อยู่ติดกัน ได้น้ำฝนหนักพอ กัน แต่พื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำน่านไม่มีปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ตอนล่างของลุ่มน้ำยมลุ้นระทึกกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะอะไร ต้องนำมาถอดบทเรียนหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ลุ่มน้ำยมเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ และเป็น 1 ใน 4 ของสาขาลุ่มเจ้าพระยา มีพื้นที่มากกว่า 13,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,369 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำท่ามากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นในฤดูฝนไม่น้อยกว่า 2,300 ล้าน ลบ.ม.แต่กักเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเพียงแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วงฤดูน้ำหลากเช่นในฤดูฝนปีนี้ ขณะที่ฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงกว่าลุ่มน้ำอื่น

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น รัฐบาลนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2535 ในการบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากของจ.สุโขทัย แบบยั่งยืนนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก มาใช้แก้ปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนหลักลุ่มน้ำยม (ปี 2564 – 2580) โดยปัจจุบันได้มีแผนหลักดำเนินการเป็น 3 ส่วน คือ ยมตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง

ลุ่มน้ำยมตอนบน ในระยะเร่งด่วนเริ่มดำเนิน ปี 2564 ได้แก่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและติดตั้งระบบเตือนภัย และระยะสั้น เริ่มปีตั้งแต่ ปี 2565 – 2566 ได้แก่ พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงแหล่งน้ำตามแนวคิด “สะเอียบโมเดล”

ลุ่มน้ำยมตอนกลาง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี2564 ได้แก่ จัดการจราจรน้ำและปรับปรุงลำน้ำที่ตื้นเขิน ในระยะสั้น เริ่มปี 2565 – 2570 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำสาขา และเพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม ในระยะยาว หลังปี 2527 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำยมซึ่งต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาพิจารณาด้วย

ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี 2564 ได้แก่ พัฒนาอาคารบังคับน้ำในลำน้ำยม อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง และมีแผนดำเนินการในอนาคตอีก 7 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 11 แห่ง พร้อมจัดสร้างระบบผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้แก่ โครงการคลองผันน้ำยมน่าน ระยะกลาง เริ่มดำเนินการปี 2566 ได้แก่ พัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์

ทั้งนี้ เป้าหมายของแผนหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปีคือ พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตอนบน – ตอนกลาง 800 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชะลอน้ำตอนล่าง 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 253,630 ไร่ และลดปัญหาน้ำท่วมได้ 54,159 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้พัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำยมมาต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการแล้ว 697 โครงการ เก็บกักน้ำได้ 68 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 140,000 ไร่ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ ประตูระบายน้ำท่านางงาม จ.พิษณุโลก ประตูระบายน้ำท่าแห จ.พิจิตร ประตูระบายน้ำบ้านวังจิก จ.พิจิตร การเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทุ่งบางระกำ ปี 2563 จำนวน 500 แห่ง ได้น้ำรวม 24 ล้าน ลบ.ม. และโครงการบางระกำโมเดล

“แผนงานโครงการสำคัญที่จะเริ่มดำเนินภายในปี 2566 มีทั้งสิ้น 36 โครงการ ที่เพิ่มความจุได้ 116 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงชะลอน้ำ 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 1.67 แสนไร่ 26,949 ครัวเรือน โดยทำควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-กลาง ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 234 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงเร่งผลักดันแผนพัฒนาพื้นที่รับน้ำชะลอน้ำในลำน้ำยมตอนบนให้ได้โดยเร็วตามแผนหลักฯ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบปริมาณน้ำส่วนเกินก่อนไหลลงจ.สุโขทัย ซึ่งเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากไม่ให้ประสบปัญหาอย่างในปัจจุบัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

จะเห็นว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำได้เฉพาะโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปี จะกักเก็บน้ำต้นทุนได้ 800 ล้าน ลบ.ม. เมื่อนำมารวมกับการใช้พื้นที่ตอนล่างในการชะลอน้ำอีก 800 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็นประมาณ 1,600 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าต่อปีที่มีมากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม.แล้ว ปัญหาลุ่มน้ำยมยังไม่ได้ถูกแก้ไขยั่งยืน ความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำฤดูแล้งก็สูงกว่าลุ่มน้ำอื่น ที่เป็นสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

4 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปิง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ลุ่มน้ำวัง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนกิ่วลม ลุ่มน้ำน่าน มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนแต่ลุ่มน้ำยม รัฐบาลพยายามดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก หลายโครงการมาใช้แก้ปัญหา แต่ก็แก้ได้เฉพาะในพื้นที่โครงการนั้นๆ เท่านั้น ในภาพรวมยังไม่ได้รับการแก้ไข

พายุโซนร้อนและร่องมรสุม ที่เกิดขึ้นนี้ น่าเป็นคำตอบในการหาแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมได้

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517154

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางยุภาพร คงสมบัติ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ปี 2561จากจังหวัดชัยภูมิซึ่งปัจจุบันพลิกผันชีวิตจากพนักงานบริษัท มาสู่อาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่นคงยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งต้นแบบเกษตรกรที่ใช้แนวทางการทำบัญชีมาเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตของตนเอง สามารถพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมภายใต้การศึกษาหาความรู้ พัฒนาปรับเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นแบบอย่างทางด้านความคิดที่มีส่วนในการผลักดันให้เพื่อนพี่น้อง และเกษตรกรในพื้นที่ ได้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ภายใต้บทบาทครูบัญชีอาสาอีกด้วย

นางยุภาพร เปิดเผยว่า เดิมครอบครัวปลูกอ้อยบนพื้นที่ 50 ไร่ เนื่องจาก อยู่ในเขตการส่งเสริมการปลูกอ้อยของโรงงานน้ำตาลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ดังนั้น อ้อยจึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่แต่การอาศัยรายได้จากการปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งเนื่องจาก 1 ปี เก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว และราคาอ้อยเป็นไปตามกลไกของตลาดเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ หากปีใดราคาอ้อยตกต่ำ เกษตรกรก็แทบจะอยู่ไม่ได้ ต้องเป็นหนี้กับทางโรงงานอยู่เรื่อยไปการเปลี่ยนแปลงในด้านการเกษตรของครอบครัวเริ่มเกิดขึ้น เมื่อความต้องการทางด้านการเงินมีมากขึ้น เพราะต้องส่งลูกเรียนทั้งในระดับมัธยมศึกษา และปริญญาตรี ซึ่งในขณะนั้น ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตร จากนั้นรื้อแปลงอ้อยเปลี่ยนมาปลูกพืช ผัก หมุนเวียน 5 ไร่ วางแผนให้ก่อเกิดรายได้รายวัน ด้วยการเก็บผักขายในหมู่บ้าน ชุมชนใกล้เคียง และส่งขายตลาด ทำให้มีรายได้ส่งลูกเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีทั้ง 3 คน

ส่วนตน ภายหลังจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับค่าแรงเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาในขณะนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ความเป็นอยู่ของพ่อแม่ ที่ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ท่านรักเหมือนเดิม ซึ่งแก่เฒ่าและไม่มีคนดูแล ทำให้เกิดความคิด อยากกลับบ้านเพื่อมาดูแลพ่อแม่และช่วยทำการเกษตร จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรเต็มตัว โดยขณะนั้นพ่อ แม่ เริ่มทดลองปลูกพุทราสามรส 10 ไร่ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้นำความรู้มาช่วยครอบครัวทำการตลาด เริ่มจาก ขายในชุมชน ตลาดใกล้บ้าน ต่างอำเภอ และต่างจังหวัด และด้วยพุทราเป็นผลไม้ที่ไม่อยู่ในกระแส คนปลูกไม่มาก การเก็บเกี่ยวผลผลิตนานถึง 6 เดือน ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคามากนัก ประกอบกับการผลิตของให้ได้คุณภาพตามความต้องการของลูกค้า จึงทำให้เป็นที่นิยมของลูกค้า จึงขยายพื้นที่ปลูกเป็น 25 ไร่ และนำความรู้ที่เรียนมาเพื่อใช้บริหารจัดการในการเกษตรทั้งด้านการวางแผนการปลูกพืช การวางแผนการตลาด โดยใช้ข้อมูลบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพเป็นพื้นฐานในการวางแผน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าอย่างสูงสุดทำการเกษตร โดยเน้นคุณภาพของผลผลิต ปลอดภัยปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงหรือสารพิษตกค้าง ตลอดจนรอยตำหนิ สร้างความแตกต่างเพื่อจูงใจในการตัดสินใจซื้อ มีความแปลกใหม่ หายากในตลาดทั่วไป และเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของสินค้าตนเอง การตั้งราคา หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในฤดูที่มีผู้ผลิตและผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพียง 4 ปี ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรอย่างเต็มตัวก็สามารถปลดเปลื้องภาระหนี้สินจำนวนประมาณ 600,000 บาท ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวลงทุนทำไร่อ้อยได้สำเร็จ และเริ่มมีเก็บออมเงินส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการลงทุนปลูกพืชใหม่ๆในครั้งต่อไป และอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวฉุกเฉิน

ด้วยความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนในปี 2559 จึงได้เข้าอบรมครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป และนับว่าเป็นโอกาสดีอีกครั้ง เมื่อพื้นที่เกษตรของตนได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ตนถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากการทำการเกษตรการใช้ข้อมูลทางการบัญชีเพื่อวางแผนด้านการเกษตร ให้ผู้ที่สนใจได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้ามาเยี่ยมเยือนและเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง

นางยุภาพรกล่าวอีกว่า จากความสำเร็จในเบื้องต้นที่กล่าวมา ตนส่งเสริมทำบัญชีให้เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ เพื่อให้เขาหันมาประกอบอาชีพอย่างมีหลักการมากขึ้น ซึ่งใช้ประสบการณ์ของครอบครัวตนเองเป็นตัวอย่างถ่ายทอด แรกๆ ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจมากนัก กระทั่งการประกอบอาชีพของเขามาถึงทางตัน เขาจึงยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง ทำให้ขณะนี้ในต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีเกษตรกรที่ลดพื้นที่ปลูกอ้อยแล้วหันมาทำเกษตรผสมผสานสร้างรายได้รายวันกันมากขึ้น ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“สำหรับตนแล้วการทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงเฉพาะอาชีพเกษตรกรเท่านั้น ทุกอาชีพก็ควรให้ความสำคัญในการทำบัญชี ประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพก็สามารถนำหลักการทำบัญชีมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน เพื่อให้การดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความไม่ประมาท ลดความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุ
มีผล ปัจจุบันพื้นที่ทำเกษตรของตนไม่ปลูกอ้อยแล้ว แต่หันมาทำเกษตรผสมผสานเต็มรูปแบบ ทั้งปลูกไม้ผล พืช ผัก ปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ ขุดบ่อน้ำ ทำกิ่งพันธุ์ไม้ผล ทำให้มีรายได้ทุกวันตลอดทั้งปีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง” นางยุภาพร กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516703

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา  นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ทองใส สมศรี” เกษตรกรผู้มุ่งมั่นปรับเปลี่ยนตนเองจากการทำเกษตรกรรมที่พึ่งพาการใช้สารเคมี มาสู่การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดย ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ไปพร้อมกับบทบาทหน้าที่ครูบัญชีอาสา ที่ปัจจุบันสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรม ภายใต้หลักคิดต้องจดบันทึกบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ จึงจะประสบความสำเร็จ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า เมื่อปี 2548 ตนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมกับเช่าที่ดินทำอาชีพเกษตรกรรม 10 ไร่ โดยเริ่มแรกปลูกพืชแบบผสมผสาน ประกอบด้วย เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนหมอนทอง ลองกอง และพืชหมุนเวียน 2 ไร่ ได้แก่ผักสวนครัวต่างๆ รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ อาทิ เลี้ยงกบไก่ หมู และทำนาข้าว โดยการทำเกษตรกรรมของตนนั้นเน้นการใช้สารเคมีเป็นหลัก ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง และได้ผลผลิตไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม ทำให้ต้องเป็นหนี้สิน ซึ่งจุดนี้เองทำให้ตนเองกลับมานั่งทบทวนและหาวิธีที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยไม่เป็นหนี้สิน จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้และลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริฯ ได้เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้กลับมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมของตนเองมาสู่รูปแบบการเกษตรแบบอินทรีย์ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำมาบริโภคในครัวเรือน และแบ่งขายสร้างรายได้ และนอกจากได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเรื่องการจดบันทึกทางบัญชีกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งจากการฝึกอบรมในครั้งนั้น ทำให้ตนได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ต้นทุนการผลิต รายรับ รายจ่าย สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีพในชีวิตประจำวันได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้จากการทำอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับอุทิศตนเพื่อส่วนรวมด้วยการทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสา ช่วยฝึกสอนอบรมเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีอย่างจริงจัง เพราะมองว่าการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น นอกจากช่วยให้เกษตรกรรู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้ต้นทุนของตนเองแล้ว ยังช่วยให้เกิดการวางแผนด้านการผลิต การตลาด และการเงินของตนเองไปพร้อมๆ กัน

ครูทองใส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันได้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นวิทยากรในด้านการทำเกษตรกรรม ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะการสอนทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน สอนให้รู้จักการทำตลาด การทำตลาดเชื่อมโยง และการทำตลาดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ที่บ้านของตนจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีบุคคลทั่วไป เกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอบรมเรื่องการทำเกษตร และการทำบัญชีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรในพื้นที่ใกล้เคียงและต่างจังหวัดให้กับ กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน และสถานศึกษา เป็นต้น

“จากการที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความสำคัญในการทำบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในวันนั้น ทำให้วันนี้ตนเองไม่มีหนี้สิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ถือเป็นความภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรรมของตนเองเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่ตนเองได้มีโอกาสมอบความรู้ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรคนอื่น ให้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชี ผ่านบทบาทของครูบัญชีอาสา ให้บุคคลอื่นประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเราได้เป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรเป็นอย่างมาก” นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา กล่าว

แม้ว่าวันนี้ครูทองใส สมศรี จะประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว แต่ครูผู้มีหัวใจนักพัฒนาที่มากด้วยความเสียสละก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ครูถ่ายทอดความรู้ในด้านการทำเกษตรกรรม และการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องเสมอมา เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516552

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด เผยเคล็ดลับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทำบัญชีต้นทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการทำบัญชีว่าสามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนแท้จริง

นางนิตยากล่าวว่า ด้วยบทบาทหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์หลายคนล้วนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบมาโดยตลอด ทำให้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพที่สูง อันเป็นผลมาจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้สินต่างๆ ทดลองการจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

โดยหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และหาวิธีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ส่งเสริมให้นำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในร้านค้าของสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากการส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีอย่างจริงจัง ส่งผลให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% รวมทั้งยังนำข้อมูลทางบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ด้วยการนำมาเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อสมาชิกเข้ามาจำหน่ายยังสหกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์ อาทิ สหกรณ์ได้มีการซื้อปุ๋ยมาผสมเองและขายให้สมาชิกในราคาถูก โดยสหกรณ์จะมีเครื่องตรวจวิเคราะห์ดินที่สมาชิกสามารถนำดินตัวอย่าง มาวิเคราะห์ว่าสภาพดินในพื้นที่ทำเกษตรของตัวเองเป็นอย่างไร ควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับสมาชิกในเรื่องของการส่งเสริมการทำบัญชีและทำให้สมาชิกสามารถลดหนี้คงค้างได้นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกเกิดการยอมรับ มีความรักความสามัคคี ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีแนวทางดำเนินงานโดยนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) มาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ฯ และข้อมูลของตนเองได้ ผ่านนวัตกรรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่าง Smart 4M เป็นต้น

ปัจจุบัน นอกจากครูนิตยาจะเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด แล้ว ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นครูบัญชีอาสา ที่เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบัน ยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของแปลงสาธิตในโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งมีการทำเกษตรผสมผสาน จากการได้ลงมือทำในโครงการดังกล่าวและนำเรื่องการทำบัญชีเข้ามาใช้ ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เพียง 1 ปี ก็สามารถสร้างรายได้และคืนทุนจากการลงทุนไปทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช ขุดสระน้ำและเลี้ยงปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม

“จากการทำแปลงสาธิตโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แล้วนำข้อมูลจากการทำบัญชีเข้าไปวางแผนการบริหารต้นทุนการใช้จ่าย เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการทำบัญชี และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสา ก็ได้นำความรู้ดังกล่าวจากแปลงต้นแบบที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ ไปแนะนำให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้นำไปปรับใช้ โดยใช้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน” นางนิตยา กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516056

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19  ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมประชุมร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในภาคเหนือตอนบน

รมว.อว. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลคาดหวังให้อว.เป็นกำลังให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศ เรื่องที่ถูกมองว่ากำลังเป็นปัญหาของประเทศ อว.เห็นว่าคือโอกาสทำงาน สถาบันอุดมศึกษาอย่าเล็งเพียงความเป็นเลิศด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีส่วนพัฒนาจังหวัด พัฒนาการศึกษาและการสาธารณสุขของประเทศจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน อว.

ในปี 2564 ขอฝากชาวมหาวิทยาลัยคิดและพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือ เรื่องเกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา อว.และสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองและมีส่วนร่วมกับประชาชนปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่ก้าวล่วงและละเมิดบุคคลอื่น กิจกรรมนักศึกษาในนามมหาวิทยาลัยต้องให้สาธารณชนเห็นว่านิสิตนักศึกษามีความจงรักภักดีในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เหมือนคนไทยทุกคน มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเยาวชนในทิศทางที่ตรงกับความสนใจกับเยาวชนไทยในยุคไซเบอร์ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ซึมซับรากเหง้าของความเป็นไทย พร้อม กับการเติบโตก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง รวมทั้งหารือกันว่าทำอย่างไรบัณฑิตจะเข้าสู่งานอาชีพใหม่และใช้ชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลงของโลกได้มีความสุข

เรื่องที่สองคือ ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-2019 (COVID -19) อว.เห็นว่าเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพ อว.เข้าร่วมแก้ปัญหาให้รัฐบาลและประชาชนที่ได้ผลกระทบโดยตรงหลังโควิดด้วยโครงการ อว.จ้างงานประชาชนในพื้นที่ทำงานให้มหาวิทยาลัย 400,000 คนเศษ ในปี 2563 ส่วนของบัณฑิตจบใหม่มีโครงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท 100,000 ทุน ศึกษาต่อในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น การเกษตร อาหาร สาธารณสุข พลังงานโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ออกไป แรงงานระดับปริญญาที่อยู่ในระบบ จะมีการ Re-skill Up-Skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้แรงงานปรับตัวให้ทันกับอาชีพใหม่

เรื่องที่สามคือ นำศักยภาพของ อว.และสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจาก อว.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ควรเร่งกระจายองค์ความรู้และโอกาสเข้าช่วยพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยอว.มีแนวคิดจะให้ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆของรัฐบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ด้วยการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคม โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ หน่วยงานสนับสนุนการสร้างและใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับชุมชนสังคมและคุณภาพชีวิตคนไทย

จากนั้นภาคบ่าย รมว.การอุดมศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลดำเนินการโครงการ อว.จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ณ ชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โครงการ อว. จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 25 อำเภอของจ.เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ระยะที่ 1 จ้างงานมี 70 คน ระยะที่ 2 มี 192 คน ให้ผู้ได้รับการจ้างงานเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ตลอดจนงานวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้จัดทำแผนส่งเสริมพัฒนาผลกระทบที่เกิดในชุมชน ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ มีฐานข้อมูลเพื่อใช้วางแผนพัฒนาอาชีพให้ชุมชน ตรงความต้องการของชุมชนมากขึ้น

ด้านผศ.เกษม กุณาศรี ผอ.ศูนย์ประสานงานอพ.สธ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการจะยกระดับชุมชน เรื่องทรัพยากรชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องกายภาพ ชีวภาพ แล้วก็ภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกมาให้ชาวโลก คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้นำไปใช้ ซึ่งการสำรวจนั้นทำให้เด็กได้ประสบการณ์ ในเรื่องของการเอาไปต่อยอดด้านงานอาชีพ และอีกอย่าง เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะเกิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาด้านการ
ท่องเที่ยวของประเทศเรา

ส่วนน.ส.นนทิชา พวงแก้ว และน.ส.พรทิพย์ พึ่งจาบ ผู้รับจ้างงาน อว. เฟส2 เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จบมาทางด้านสายงานการ
ท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 มีการปิดรับนักท่องเที่ยว พอมีประกาศจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงเข้าร่วมโครงการนี้ งานที่รับผิดชอบคือ เก็บข้อมูล สำรวจ รวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลทั้งหมด 9 หมู่บ้าน เก็บข้อมูลทั้งด้านชีวภาพ กายภาพ แล้วก็โบราณวัตถุ แล้วนำมาทำในใบงาน 9 ใบงาน ข้อมูลบางอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น พืชใกล้สูญพันธุ์ โบราณวัตถุที่หายาก ทำให้เราได้รู้ข้อมูลต่างๆมากขึ้น อยากฝากว่า อยากให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะเป็นโครงการที่ให้ความรู้หลากหลาย นำไปต่อยอดเรื่องท่องเที่ยวที่เราเรียนมาได้

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515262

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้  เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ใช้งานวิจัยทลายกำแพงส่งออกมะม่วงไปสหภาพยุโรปสำเร็จ เป็นครั้งแรกของไทยใช้น้ำร้อนปราบแมลงวันผลไม้อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สยบแมลงวันผลไม้ได้ผล ไม่กระทบคุณภาพผลผลิต ใช้ต้นทุนต่ำ ระยะเวลาสั้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ผู้ประกอบการรายเล็กทำเองได้ สหภาพยุโรปจัดหนักอ้าแขนรับมะม่วงไทยแล้วกว่า 167 ตัน สวิตเซอร์แลนด์แฟนพันธุ์แท้นำเข้าอันดับ 1

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่การผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกยังมีปัญหาด้านคุณภาพ เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะปัญหาแมลงวันผลไม้ชนิดBactrocera dorsalis (Hendel) แมลงศัตรูสำคัญด้านกักกันพืช มีพืชอาหารกว้างจึงเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วและต่อเนื่องตลอดปี จัดเป็นแมลงศัตรูทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด เช่น มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เนื่องจากประเทศคู่ค้ากลัวแมลงวันผลไม้ติดไประบาดภายในประเทศ ดังนั้น จึงกำหนดเงื่อนไขนำเข้าโดยให้กำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเสนอวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วงให้พิจารณาก่อนที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ จากผลการทดลองพบว่าการนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมะม่วง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา ผลปรากฏว่าวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวได้รับการยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงที่ผ่านการแช่น้ำร้อนไปกลุ่มสหภาพยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ได้รวม 13 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2563 ไทยได้ส่งออกมะม่วงไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแล้วรวมปริมาณทั้งสิ้น 167,574 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,617,591 บาท โดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการนำเข้ามะม่วงจากไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี

วิธีการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวประเทศไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นครั้งแรก เป็นวิธีการที่ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยการอบไอน้ำ โดยตู้อบไอน้ำขนาดเล็กขนาด 2.5 ตัน ราคาประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาดกลาง 350 กิโลกรัม ราคาประมาณ 480,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถลงทุนทำได้เอง ทำให้มะม่วงผลสดจากประเทศไทยมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ปัจจุบันมีโรงงานแช่น้ำร้อนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้วรวมจำนวน 11 โรงงาน

“การแช่น้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วง สามารถใช้ได้กับไม้ผลหลายชนิดในเชิงอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลาสั้นในการดำเนินการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมากคุ้มค่ากับการลงทุน หากไม่มีปัญหาเรื่องสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019คาดว่าปริมาณและมูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องสูงกว่า 10 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากมะม่วงไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวยุโรปด้วยรสชาติที่มีความหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากมะม่วงที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากอินเดีย และบังกลาเทศ ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร 0-2579-5583”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514498

รายงานพิเศษ :  ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง  ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยภาพรวมปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนม ชี้เติบโตและขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะ 10 ปี รวมทุนดำเนินงานกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทเน้นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ประเมินความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภทพร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชี เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ลดความเสี่ยงการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จินดา เสถียรุจิกานนท์

นางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นว่า อาชีพเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารมีคุณค่า มีอาชีพมั่นคงเป็นหลักแหล่ง ทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรวมกลุ่มดำเนินการในรูปสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริ หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนจึงร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาต่อเนื่อง ด้านจัดการฟาร์มโคนมและแปรรูปอุตสาหกรรมนมครบวงจร และได้รับการยอมรับระดับสากลว่า ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปี 2562 มีสหกรณ์โคนมรวม 94 สหกรณ์ จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 19,389 คน

สำหรับธุรกิจของสหกรณ์โคนม คล้ายธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรับฝากเงิน ส่งเสริมให้สมาชิกออม นอกเหนือจากถือหุ้น 2.ธุรกิจให้สินเชื่อ ช่วยเหลือสมาชิกด้านเงินทุน เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้เงินทุนค่อนข้างมาก 3.ธุรกิจรวบรวมแปรรูปผลผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ โดยรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก จำหน่ายให้บริษัทเอกชนหรือสหกรณ์อื่น สำหรับสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปนม จะนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์นมยูเอชที และไอศกรีม สำหรับผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ส่วนใหญ่จำหน่ายให้โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) บางสหกรณ์กำลังผลิตของเครื่องจักรมีมาก ก็รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์นมให้บริษัทเอกชนเพื่อสร้างรายได้ให้คุ้มค่าการลงทุนเครื่องจักร

4.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิก ได้แก่ เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับอาหารสัตว์บางสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายด้วย 5.ธุรกิจทำฟาร์มโคนม สำหรับธุรกิจนี้สหกรณ์ต้องพัฒนาคุณภาพฟาร์มและน้ำนมดิบให้มีมาตรฐาน จึงเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนและแรงงานค่อนข้างมาก 6.ธุรกิจขายและให้บริการด้านเครื่องดื่มและอาหาร เป็นธุรกิจใหม่ที่ได้รับความนิยม และขยายตัวเพิ่มขึ้นรองรับภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัว และปรับตัวให้เข้าชีวิตวิถีใหม่ ที่เรียกว่า ยุค New Normal เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ซึ่งขยายช่องทางจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์เปิดธุรกิจใหม่ “ร้านแฟรนไชส์ หนองโพ Cafe”ขายแฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนที่สนใจ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ดีลิเวอรี่ที่เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนมในเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2562 ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีปริมาณมากที่สุดร้อยละ 45.15 รองลงมาเป็นธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและแปรรูปในส่วนทุนดำเนินงานของสหกรณ์ 14,315.29ล้านบาท เป็นหนี้สิน 10,250.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.60 ในหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้และเครดิตการค้า 7,315.20 ล้านบาท และเป็นทุนของสหกรณ์ 4,065.27 ล้านบาท ส่วนของสินทรัพย์ทั้งสิ้นสหกรณ์ลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 5,010.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35

นางสาวจินดากล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม ที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น มีการพัฒนาให้ทัดเทียมธุรกิจเอกชน กรมมุ่งเน้นให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกรมฯ ในการปฏิบัติงานสอบบัญชี เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีและมาตรฐานสอบบัญชีจึงจำเป็นต้องมีหลักการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์อย่างถี่ถ้วนรอบด้าน อาทิ ด้านคุณภาพน้ำนมดิบ ควรสอบทานกระบวนการรวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ว่าปฏิบัติตามระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยดูการปฏิบัติจริง และสอบถามเจ้าหน้าที่และสมาชิกที่มาส่งน้ำนมการวิเคราะห์การสูญเสียในแต่ละรอบการผลิต เนื่องจากการผลิตสินค้าจะมีการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจึงควรวิเคราะห์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและหาความแตกต่าง หรือสิ่งผิดปกติ การสอบทานสัญญาและเงื่อนไขตรวจสอบว่า สหกรณ์ติดตามลูกหนี้การค้า หรือประสานงานกับตัวแทนอย่างไร หากเก็บมาแล้วไม่นำส่งสหกรณ์มีมาตรการเช่นไร นอกจากนี้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสหกรณ์วางแผนบริหารเงินทุนที่ได้มาและใช้ไปเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เหมาะสม รวมถึงกำหนดราคาขาย วิเคราะห์หรือเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละธุรกิจ และการบันทึกค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบเอกสาร อนุมัติรายการ วิเคราะห์ เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นสิ่งหรือรายการที่ผิดปกติ

“สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ มีประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดในอนาคตได้ และประเมินความเสี่ยงว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร รวมทั้งสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดีและได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512553

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม  ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุริยะ ชูวงศ์ เปิดเผยว่า ตนเองสืบสานพระราชปณิธานด้านเกษตรและยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2526 หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร.9 ณ สวนจิตรลดา ซึ่งทรงอธิบายและสอนการทำเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงสอนให้เป็นคนรอบรู้ รอบคอบ ช่างสังเกต เมื่อได้รับพระราชดำรัสก็น้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนาสวนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบของการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกผลไม้ปลอดสารพิษ เช่น ชมพู่ ละมุด มะนาว มะละกอ มะยงชิด กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ตาลโตนด เป็นต้น

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการจดบันทึกทางบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ และมีการวางแผนการผลิต การตลาด และหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัวอย่างเป็นระบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจดบันทึกมาคิดวิเคราะห์ ภายใต้การแนะนำจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตเคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการวางแผนการผลิตกล้วยหอมทองที่ผิดพลาดจนผลผลิตออกมามากในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ขายได้ราคาตกต่ำ แต่เมื่อนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์ จึงทำให้รู้ว่า ในช่วงเทศกาล กล้วยหอมทองจะเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในท้องตลาดมีผลผลิตจำหน่ายน้อยมาก สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จึงปรับเปลี่ยนวางแผนการเพาะปลูกกล้วยหอมทองเพื่อให้ได้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคาดี

“จากประสบการณ์ที่เรียนรู้และปฏิบัติมาตลอดชีวิต ปัจจุบันจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน และยังรับเชิญเป็นวิทยากรทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน รวมถึงเทคนิคและวิธีการทำการเกษตรต่างๆ ที่ตนทำมาแล้วประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้ที่มารับความรู้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเน้นย้ำกับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ทุกครั้งว่า จะต้องทำบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ แล้วนำข้อมูลที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต จึงจะทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ เพราะองค์ความรู้ทางบัญชีจะเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร”นายสุริยะ กล่าว

ด้านนางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตร มาแล้วตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบการเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง โดยเกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ทางบัญชีนอกจากจะรู้รายรับ รายจ่าย รู้ตัวตนแล้ว ข้อมูล ที่ได้บันทึกจากการประกอบการทำเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตลาด รวมถึงต่อยอดพัฒนาพืชผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ สำหรับนายสุริยะ ถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่กรมฯ เข้ามาแนะนำ และจากการจดบันทึกทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นายสุริยะรู้แต่ละรายการว่าจะมีรายได้ในช่วงไหนเท่าไหร่ ผลผลิตจะออกเดือนไหน ได้เรียนรู้และนำไปพัฒนาทางความคิดในวิชาชีพเกษตรกรของเขาโดยใช้หลักบัญชี การจดการรับจ่ายในครัวเรือนตลอดจนบันทึกบัญชีต้นทุนอาชีพได้ ซึ่งนายสุริยะ นับว่าเป็นเกษตรกรต้นแบบคนหนึ่งที่กรม ภูมิใจ เพราะนอกจากนำระบบการบันทึกทางบัญชีมาใช้ด้วยเองจนประสบความสำเร็จแล้ว ยังทำหน้าที่ครูบัญชีอาสา นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้เกษตรกรคนอื่นๆ

รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกอีกว่า ก่อนที่ทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเข้ามาสอนแนะ นายสุริยะก็มีหลักคิด มีวิธีการที่ดีในการทำการเกษตรและมีวินัยทางการเงินที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับองค์ความรู้ด้านบัญชีเพิ่มเติม ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับการจดบันทึกทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น เมื่อจดบันทึกแล้วความคิดก็เป็นระบบมากขึ้น เกิดการวางแผนที่ดีออกแบบการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเห็นว่านายสุริยะเป็นผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมที่ไม่มีหนี้สิน เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรและเป็นแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ มาให้ความสำคัญกับการทำบัญชี

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสุริยะ ชูวงศ์ นับเป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ยอมรับและทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรและการตลาดที่มีผลกระทบต่อการเกษตรที่ทำอยู่ ส่งผลให้มีความพร้อมในการปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในภาคการเกษตรและการดำเนินชีวิตในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำระบบบัญชีมาเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองจากเกษตรกรทั่วไป ขึ้นเป็นนักเกษตรยุคใหม่ที่คิดเป็นระบบสู่การวางแผนและบริหารจัดการการเกษตรของตนเองด้วยระบบบัญชี”รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย