รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน  ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด’ ต้นแบบสหกรณ์ภาคเอกชน ใช้เทคโนโลยี-บริการดี- มีมาตรฐาน-สวัสดิการทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด จัดตั้งขึ้นในสถานประกอบการเอกชน เพื่อดูแล สร้างความมั่นคง และจัดสวัสดิการให้กับพนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง และบริษัทในเครือ โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยึดหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงธุรกิจ กิจกรรม ให้ตรงตามความต้องการของสมาชิกและเกิดประโยชน์สูงสุด จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2564

นางเกื้อกูล ธรรมสุนทร ผู้จัดการสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เปิดเผยว่า ในการดำเนินงาน สหกรณ์ฯ ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์การดำเนินงานและมีการทบทวนทุกปี มีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการชัดเจน มีระบบบริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนได้ทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างสม่ำเสมอ โดยมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง เข้ามาส่งเสริมให้คำแนะนำในการดำเนินงานของสหกรณ์ภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ การบริหารจัดการและการควบคุมภายใน และร่วมจัดทำแผนกลยุทธ์ แผนพัฒนากับคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการผู้ตรวจสอบกิจการ และให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกเข้าใหม่ของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิกมากกว่า 3,500 คน เป็นพนักงานสังกัด บมจ.ไออาร์พีซี และบริษัทในเครือ ซึ่งมีหลายพื้นที่ และเพื่อให้การบริการสมาชิกครอบคลุมทุกด้าน จึงได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “Zero Stock Online” ที่เป็นการพัฒนาระบบการจำหน่ายสินค้าและบริการให้ทันสมัย สร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิก เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำหน้าร้านเพื่อจำหน่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยสมาชิกสหกรณ์ฯ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า และแจ้งความประสงค์มายังสหกรณ์ฯ ผ่านช่องทาง Line, Facebook, E-Mail, Internet, Website สหกรณ์ฯ และทางโทรศัพท์ สมาชิกสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ, สินเชื่อ ATM และเงินสด สมาชิกสามารถรับสินค้าได้ด้วยตนเอง หรือใช้บริการจัดส่งสินค้า โดยสหกรณ์ฯ ทำการคัดเลือกร้านค้าพันธมิตรที่มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม และสามารถให้บริการสมาชิกครอบคลุมได้ทุกพื้นที่ ทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านการจำหน่ายสินค้าและบริการประมาณ 15 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อในการซื้อสินค้า/บริการประมาณ 3.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการส่งเสริมการออม เงินฝาก “Smart Value” โดยมีแนวคิดในการบริหารจัดการทุนดำเนินการ ด้วยการระดมทุนจากแหล่งเงินทุนภายในสหกรณ์ฯ และนำมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผล โดยสมาชิกสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน (เงินฝาก) กับสหกรณ์ฯ ซึ่งจากเดิมสมาชิกจะต้องนำเงินมาฝากที่สำนักงานสหกรณ์ฯแต่ในปัจจุบันได้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่สมาชิก ผ่านช่องทาง QR Code, Mobile Banking, E-Banking หรือหักผ่านบัญชีเงินเดือน รวมถึงสมาชิกที่เกษียณอายุงานแต่ยังคงเป็นสมาชิกต่อเนื่อง ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้เหมือนสมาชิกปกติ ผ่านช่องทาง Cash Management ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำให้สหกรณ์ฯ มีทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น 201.8 ล้านบาท ลดต้นทุนทางการเงินได้ราว 3 ล้านบาท

ส่วนด้านธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ฯ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดขั้นตอนการให้บริการ เพื่อให้สมาชิกเกิดความสะดวก และมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยทำโครงการให้บริการ “เงินกู้ ATM” ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำวงเงินจากทุนเรือนหุ้นสะสมของตนเองมากำหนดวงเงินกู้ ATM โดยมีการกำหนดวงเงินสูงสุด 99% ของทุนเรือนหุ้นสะสมของสมาชิกที่มีอยู่ แต่วงเงินสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกจากรายได้ประจำสุทธิคงเหลือไม่น้อยกว่า 8,000 บาท ซึ่งสมาชิกสามารถทำรายการเบิก ถอน โอน ชำระค่าสินค้าและบริการ ผ่าน Application ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิกในการใช้บริการสินเชื่อ ตอบสนองตรงตามความต้องการของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับสินเชื่อทำให้สหกรณ์ฯ มีปริมาณธุรกิจด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท

“สหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการให้บริการแก่สมาชิกครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งบริการทางการเงิน บริการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากสวัสดิการของบริษัท ส่งเสริมให้สมาชิกมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคง นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีระบบการบริหารจัดการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้” นางเกื้อกูล กล่าว

ด้าน นายสันต์ คำบาล หนึ่งในสมาชิกของสหกรณ์บริการไออาร์พีซี จำกัด กล่าวว่า เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง มีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการให้บริการที่สะดวกสบายครอบคลุมในทุกด้าน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการบริการด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาบริการแก่สมาชิก อย่างโครงการ “Zero Stock Online” รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน ระบบสหกรณ์จึงถือเป็นระบบที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน ทำให้พนักงานได้รับการดูแลในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงในชีวิต

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575121

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ  จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายหมัดแสละ หีมหมัด วัย 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276 หมู่ 5 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกสละพันธุ์อินโด ประมาณ 150 ต้น หลังปลูกมา  2 ปี สละอินโด เริ่มให้ผลผลิต สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอย่างต่อเนื่องนอกจากการทำอาชีพหลักคือ สวนยางพารา 

ในขณะเดียวกัน สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำในการจัดการสวนทั้งการใส่ปุ๋ย การตัดแต่งต้น การผสมเกสร การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดการศัตรูพืช หากพบปัญหาศัตรูพืช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เข้ามาเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกสละอินโดอย่างต่อเนื่อง 

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวว่า ตนและครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนยางและมีพื้นที่ว่างใกล้ๆ บ้าน ประมาณ 1 ไร่ ก็ได้นำต้นสละอินโดมาปลูก เนื่องด้วยสละอินโด เป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว ดูแลง่าย แต่เป็นพืชที่แตกหน่อคล้ายไผ่ ลำต้นและทางใบมีหนาม จะต้องหมั่นตัดแต่งต้นและทางใบสม่ำเสมอเพื่อสะดวกในการจัดการ สามารถปลูกแซมสวนยางพารา และสวนผลไม้ได้ ให้ผลผลิตตลอดปีหลังปลูกเพียง 2 ปีเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งตนและภรรยา จะใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยางเข้าสวนสละอินโด เพื่อตัดแต่งกอและทางใบ ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นบำรุงผลเมื่อสละอินโด เริ่มแทงช่อดอก จะทราบได้ว่าเป็นต้นเพศผู้ หรือต้นเพศเมีย แต่ละต้นจะแยกเพศกัน หากต้องการให้ได้ผลผลิตสูงจึงต้องช่วยผสมเกสร โดยตัดช่อดอกเกสรตัวผู้นำไปเคาะละอองเกสรเพศผู้หรือวางช่อดอกเกสรตัวผู้บนช่อดอกเกสรตัวเมียของต้นเพศเมีย  

หลังผสมเกสรประมาณ 5-6 เดือนสามารถเก็บผลผลิตได้ ผลสละอินโด มีลักษณะกลมผลโต สีน้ำตาลคล้ำถึงดำ ผลสุกเต็มที่มีรสชาติ หวาน หอม กรอบ อร่อย ซึ่งสละอินโดในสวนของต้น จะให้ผลผลิตเฉลี่ยต้นละประมาณ 7-10 กิโลกรัม/ปีแต่ละครั้งจะเก็บผลสละอินโด ได้ประมาณ 30-50 กิโลกรัม จะเก็บ 15 วันต่อครั้ง  

สำหรับวิธีการเก็บผลผลิตสละอินโดในสวนของบังหมัดแสละ จะต้องชิมผลทุกช่อก่อนตัด หากยังมีรสฝาด จะไม่ตัดเด็ดขาดจะต้องมีรสชาติ หวาน กรอบเท่านั้น การชิมผลก่อนตัดทำให้ได้สละที่หวาน กรอบ อร่อยไม่มีรสฝาด เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งลูกค้าจะมาซื้อที่บ้าน มีทั้งลูกค้าในอำเภอ และต่างจังหวัด  สามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวเป็นอย่างดี  

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีผลกระทบกับผลผลิตและการจำหน่ายสละอินโดแต่อย่างใด เพราะผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ความเชื่อมั่นในผลผลิต ซึ่งมีผลโต หอม หวาน กรอบ อร่อย เมื่อได้กินแล้วจะติดใจ และสละอินโดนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจและสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี   

ปัจจุบันมีเกษตรกรในอำเภอเมืองสงขลาหลายรายเริ่มนำสละอินโด มาปลูกแซมสวนยางพารา และปลูกแซมสวนผลไม้สร้างรายได้เสริม ผู้ใดสนใจสละอินโด ผลโตสดจากสวน ติดต่อบังหมัดแสละ โทร.087-3972297 

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดัน GI ‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’ สร้างรายได้สูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573705

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์”ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทุเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ปลูกในพื้นที่ ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านธรณีวิทยา ซึ่งมีน้ำแร่ที่มาจากน้ำใต้ดิน ในดินภูเขาไฟ ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินแดงเข้มที่ได้จากการประทุของภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์ ทุเรียนจึงมีการเจริญเติบโตดี เนื้อนุ่ม รสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาดสูง ซึ่งขณะนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังผลักดันให้เป็นสินค้า GI ซึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียนในปี 2566

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าปัจจุบันเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ได้ขึ้นทะเบียนการปลูกทุเรียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร (ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2564) จำนวน 294 ราย พื้นที่ 1,346 ไร่โดยแบ่งเป็นเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จำนวน 186 ราย พื้นที่ 930 ไร่ หรือร้อยละ 69 ของพื้นที่ปลูก ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ พบว่ากลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ 550 ไร่มีสมาชิกเกษตรกร 106 ราย เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นพันธุ์ยอดนิยม ติดผลดก ระยะเวลาสุกแก่ปานกลาง เนื้อหนา แข็งนอก นุ่มใน รสชาติหวานมัน และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 18,278 บาท/ไร่/รอบการผลิต (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ20 ปี) ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 560.71 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต (ทุเรียน 1 ลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 4 กิโลกรัม) เกษตรกรได้ผลตอบแทน 64,482 บาท/ไร่/รอบการผลิต คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 46,204 บาท/ไร่/รอบการผลิต

ด้านราคาทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ที่เกษตรกรขายได้ ณ เมษายน 2564 ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม (ขายราคาทุเรียนแบบคละทั้งหมด) ด้านการตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 จำหน่ายให้กับล้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงผลผลิตส่วนร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “SOMMAI FARM” และจำหน่ายให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Facebook สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์

ผลสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ที่นอกจากการปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์แล้ว ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้มีการปลูกผลไม้ตาม
ฤดูกาลชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับสมาชิกเกษตรกร ได้แก่ ลำไย มะม่วง มะขาม ขนุน องุ่น และเงาะ ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้เปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ชิม และช้อปผลไม้สดๆ กลับบ้านอีกด้วย นอกจากนี้ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินและเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้คำปรึกษาองค์ความรู้ด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่มฯ ตลอดจนการจัดการด้านตลาด

ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายในการสนับสนุนด้านการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนมาตรฐานของสินค้าเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพซึ่งทางจังหวัดมีแนวทางที่จะผลักดันทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ให้เป็นสินค้า GI เหมือนกับข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ นายพิกุล สีสันต์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 08-7251-0777 และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร. 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5
@oae.go.th

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด ‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/570610

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : เกษตรฯจับมือพาณิชย์เปิด‘Quick win’ พัฒนาคน-ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรตอบโจทย์ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ใน 4 กลุ่มสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับให้โดนใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย 4 คณะ ประกอบด้วย1. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงกันและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว 2. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยตั้งเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งเป้ายกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่ระดับมาตรฐานพื้นฐานตามที่ตลาดต้องการ และ 4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด วางแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร รวมถึงพัฒนาหลักสูตรให้แก่บุคลากร ตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดต่อไป

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ได้มีมติแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 คณะ ใน 4 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย 1.สินค้าข้าว พืชไร่และพืชสวน 2.สินค้าผลไม้ 3.สินค้าปศุสัตว์ และ 4.สินค้าประมง ซึ่งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว พืชไร่ และพืชสวน เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ สินค้าข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา โดยกำหนดสินค้าข้าว และมันสำปะหลังเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว และจะส่งเสริม พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเพื่อรองรับการค้ายุคใหม่ สร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้จากทางการเกษตรมาผลิตเป็นสินค้านวัตกรรมและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะสร้างองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น กลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ เป็นต้น

ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 4 ชนิด คือ ทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไย โดยวางแนวทางการพัฒนาคนให้สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐาน มีระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของทุเรียน มะม่วง มังคุด และลำไยที่เหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร มีความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและ
แปรรูปสินค้าเกษตร และเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดให้ทุเรียนเป็นสินค้านำร่อง (Quick win) ปี 2564-2565 ในการจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนดังกล่าว มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (ภาคตะวันออก) เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนฤดูผลไม้
ออกจะต้องจัดฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกระดับทั้งมือตัด มือคัด สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer, Young Smart Farmer,ผู้ประกอบการ (ล้ง) สมาพันธ์ทุเรียนฯ เป็นต้น

สำหรับคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 6 ชนิด คือ นมโค เนื้อโคเนื้อสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และเนื้อแพะ โดยได้วางแนวทางการพัฒนาคนให้มีองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้มีมูลค่าเพิ่มและตรงตามความต้องการของตลาด ส่วนคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์สินค้าประมง เห็นชอบกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย จำนวน 2 ชนิด คือ กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยแนวทางการพัฒนาเริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพิ่มขีดความสามารถการผลิตของเกษตรกรให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตที่ระเบียบและกฎหมายกำหนด พัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ มติที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะทำงานฯ ปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยแบ่งกลุ่มคนภาคเกษตรในอนาคตของประเทศไทย ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง/กลุ่มพื้นฐาน/กลุ่มอนุรักษ์ 2) กลุ่มคนที่ทำเกษตรแปรรูป 3) กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร/ผู้บริโภค และ 4) กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม (NGO) เพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังคนภาคเกษตรในอนาคตต่อไป

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/569593

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

รายงานพิเศษ : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯสานต่ออาชีพเกษตร

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดตัวและดำเนินการไปเมื่อต้นปีที่แล้ว กลายเป็นกระแสให้ลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากกลับไปทำการเกษตรที่บ้านสานต่ออาชีพของครอบครัว หลายจังหวัดมีผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จ เกษตรกรหลายคนสามารถเป็นต้นแบบและมีรายได้มั่นคง

นายสุริยะ คำปวง สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เกษตรกรที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ต้องการองค์ความรู้การทำเกษตรสร้างเครือข่ายและการทำตลาด ซึ่งทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมโครงการและสถาบันเกษตรกร กิจกรรมสร้างเสริมองค์ความรู้การทำเกษตร การทำบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การทำตลาด และการศึกษาดูงาน

“สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ จะดำเนินการจัดเวทีให้เกษตรกรในโครงการฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดโดยเชิญสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสนับสนุนต่อยอดโครงการฯ ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

ด้านนายวรชัย ทองคำฟู เกษตรกรต้นแบบของโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เดิมทำงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริภายหลังได้ลาออกมาช่วยกิจการแปรรูปของครอบครัว พร้อมกับทำการเกษตรในรูปแบบวนเกษตรบนพื้นที่ 23 ไร่ ควบคู่กัน โดยใช้หลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มาพลิกฟื้นผืนดินของตนเองกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดรับสมัครโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่กรมฯสนับสนุน เช่น การพัฒนาสินค้า การยกระดับมาตรฐานการผลิต การกระจายสินค้าและการใช้หลักการตลาดนำการผลิต ปัจจุบัน วรชัยเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรายอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายในการทำตลาด โดยเฉพาะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์บนแฟลตฟอร์มต่างๆ

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ทั้งในด้านการผลิต การพัฒนาสินค้าและการตลาด สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ มั่นคง อยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น” นายวรชัย กล่าว

อีกหนึ่งผลสำเร็จในโครงการ คือ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ ยางหัก จำกัด อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยนายขจรศักดิ์ มุกสิกชาติ ประธานสหกรณ์ฯ เปิดเผยว่าสมาชิกของสหกรณ์ที่สมัครเข้ามาในโครงการฯ นั้น ประกอบการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงโคแม่พันธุ์ ปลูกหญ้าเนเปียร์กาแฟ ปลูกปาล์มน้ำมัน ปลูกมะกรูดตัดใบและผลไม้อีกหลายชนิด

“โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เป็นโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่ทำอยู่ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและเป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยงานอื่นๆ ช่วยเข้ามาต่อยอดและเติมเต็มให้เกษตรกร จากผลสำเร็จของเกษตรกรในโครงการ ส่งผลให้มีสมาชิกและลูกหลานสมาชิกรายอื่นๆ สนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งสหกรณ์ฯ จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกผู้ที่จะมาเข้าร่วมโครงการฯ ต่อไป เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เข้ามาพัฒนาต่อยอดภาคการเกษตรของชุมชนให้ครบวงจร และช่วยพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง” นายขจรศักดิ์ กล่าว

ด้านนางสุนันทา เมฆหมอก สมาชิกสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกกาแฟและผลไม้ยางหัก จำกัด หนึ่งในเกษตรกรโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทำงานเป็นฝ่ายบัญชีของบริษัทเอกชน ควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน แซมด้วยกาแฟ โกโก้ มะกรูดตัดใบ และผลไม้ ซึ่งเดิมจะนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับเพื่อนๆที่ทำงานและตลาดในชุมชน

กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จึงสมัครเข้าร่วม ทำให้ได้รับองค์ความรู้ด้านการทำเกษตร การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการสร้างเครือข่าย และวิธีการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ปัจจุบันหันมาเน้นจำหน่ายผลผลิตผ่านระบบออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาแนะนำเทคนิค เคล็ดลับการใช้ภาพประกอบและการใช้ข้อความที่ดึงดูดความสนใจ ส่งผลให้สินค้าขายดีมากจนต้องสั่งจองล่วงหน้าอีกทั้งยังพาไปศึกษาดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วนำแนวทางที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้

“ได้ประโยชน์มากจากการเข้าร่วมโครงการฯ โดยเฉพาะองค์ความรู้และแนวคิดในการพัฒนาต่อยอดงานเกษตรที่ทำอยู่ให้เป็นระบบ มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม และที่สำคัญคือการสร้างตลาดใหม่ๆจึงอยากขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จัดโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งช่วยยกระดับพัฒนาเกษตรกรด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่าย เป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากทำ อยากขาย และสนุกกับงานเกษตรที่ทำ” นางสุนันทา กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง 63 จว. สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/567262

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน  นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตรดันธุรกิจดินปุ๋ยชุมชน นำร่อง63จว.สร้างรายได้..ลดต้นทุนให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) นำร่อง 63 จังหวัด มุ่งสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกิดในชุมชน หวังเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน คาดลดใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 1.8 หมื่นตัน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง และพัฒนาให้กลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจให้บริการทางการเกษตรรวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการผลิตและระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยซึ่งต้องอาศัยปุ๋ยเคมีในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต โดยปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ต้องนำเข้าและเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ทำให้ต้นพืชอ่อนแอศัตรูพืชเข้าทำลายได้ง่าย ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง เป็นอันตรายกับเกษตรกร และปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชนและช่วยเกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับดินและชนิดพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น เป็นการช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินและความต้องการของพืช เป็นการใช้ปุ๋ยแม่นยำเฉพาะพื้นที่ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประเทศผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เช่นจีน สหรัฐอเมริกา ใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศมากขึ้น จึงส่งออกน้อยลง ส่งผลกระทบทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งในสภาวการณ์เช่นนี้ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยเกษตรกรลดภาระต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้จากการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้นภาครัฐได้สนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย N P Kและเครื่องผสมปุ๋ย ให้แก่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก ศดปช. กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป และบริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีจำนวน 882 ศูนย์ ครบทุกอำเภอ แต่ละศูนย์เกษตรกรจะช่วยกันบริหารจัดการกันเอง มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบN P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว พร้อมให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ย จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีแก่เกษตรกรในชุมชน โดยในปีที่ผ่านมาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้ร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่า 73 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ จำนวน 394 ศูนย์ ใน63 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) และเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ รวมจำนวนประมาณ 107,000 รายได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมดินได้รับการบำรุงรักษา มีความรู้ในการจัดการดินและใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่ ศดปช. อื่นๆ รวมทั้งแปลงใหญ่ที่ประสงค์เป็นเครือข่ายศดปช. ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 และปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่ 1.6 ล้านไร่ ลดลงจากประมาณ 90,000 ตัน เหลือประมาณ 72,000 ตัน ปัจจุบันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 50 จังหวัดและจะทยอยเปิดให้บริการจนครบในปีนี้

นายเข้มแข็งกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นที่สำคัญกรม จะพัฒนาต่อยอดให้ ศดปช. สามารถทำธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน มีรายได้หมุนเวียนจากการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย รวมทั้งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐได้ในอนาคต สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน และกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1515

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐาน GAP-สร้างกำไร 174,000 บาท/ปี/ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565865

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’  ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

รายงานพิเศษ : สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐานGAP-สร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

วันพุธ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ลูกอ๊อดกบ” เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำนำร่องที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านการประมง เมื่อปี 2560 เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดในท้องถิ่นมีความต้องการสูง ราคาดี ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนาปี โดยปรับพื้นที่นาข้าวเพื่อเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ผลิตและจำหน่ายลูกอ๊อดกบ จนเกิดรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร ที่สำคัญทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับมาตรฐาน GAP และเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบกลุ่มแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยสัมภาษณ์นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีประสบการณ์เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ปีบอกเล่าว่า ตนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีความสนใจอยากทำอาชีพเกษตรอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้ในช่วงหลังการทำนา จึงเลือกการเพาะลูกอ๊อดกบขาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย สร้างรายได้สูง ซึ่งได้เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้น หลังจากนั้นจึงได้เริ่มรวมกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 32 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 64 ไร่สำหรับพื้นที่การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดในนา 1 ไร่ จะมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 61,200 บาท/ไร่ (1 ไร่มีบ่อเพาะเลี้ยง 20 บ่อ ขนาด 4 x 15 เมตร) ผลผลิตลูกอ๊อดเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/บ่อ(1 กิโลกรัม จะได้ลูกอ๊อดประมาณ 450 – 500 ตัว) เกษตรกรมีผลตอบแทน 96,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 34,800 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้80 บาท/กิโลกรัม โดยภายในระยะเวลา 1 ปีสามารถเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบได้ถึง 5 ครั้งคิดเป็นผลตอบแทนทั้งปีเกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากการขายลูกอ๊อดกบมีชีวิตเฉลี่ย 174,000 บาท/ปี/ราย ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ในระยะเวลา 1 ปี สามารถผลิตลูกอ๊อดได้ประมาณ 180 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 14.40 ล้านบาท

ด้านการจำหน่ายผลผลิตลูกอ๊อดกบ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ จะจำหน่ายเพื่อการบริโภคหรือนำไปเลี้ยงเป็นกบเนื้อ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ลูกอ๊อดกบมีชีวิตและ
แช่แข็ง สำหรับลูกอ๊อดกบมีชีวิตส่วนใหญ่ร้อยละ 85 จำหน่ายให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ อำนาจเจริญ และยโสธร ร้อยละ 12 จำหน่ายให้กับพ่อค้าภายในท้องถิ่น ส่วนอีกร้อยละ 3 จำหน่ายแบบแช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน โดยมีบรรจุภัณฑ์ในการเก็บรักษาให้คงคุณภาพ สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะจำหน่ายให้กับร้านอาหารและภัตตาคาร ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กะบี่ สงขลา และกรุงเทพฯ ในราคา 240 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้” เป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง มียอดสั่งซื้อประมาณ ประมาณ 1,800 กิโลกรัม/ปี

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ เป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างความสำเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกทั้งผลพลอยได้จากการเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดทำให้มีอินทรีย์วัตถุในดินมีความสมบูรณ์ เอื้อประโยชน์ต่อการทำนาปลูกข้าวไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากนัก จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้ผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตลูกอ๊อดกบของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ สามารถสอบถามได้ที่ นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ กลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือ โทร. 09-8221-7904 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/565708

รายงานพิเศษ :  ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

รายงานพิเศษ : ‘การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับไร่นา’

วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศที่มีฝนตกไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตามดังภาพที่ 1 และภาพที่ 2 ทั้งนี้ฤดูฝนที่ผ่านมาก็เกิดฝนแล้ง-แล้งจัดตามดัชนีฝนแล้งปี 2563 ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ของภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางส่วนของภาคตะวันออกตอนล่างและบางส่วนของภาคใต้ตอนบน เป็นพื้นที่ค่อนข้างแล้งถึงแล้งจัด

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาการที่มีฝนตกไม่แน่นอนมีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับการเพาะปลูกพืชของพี่น้องเกษตรกร และยังพบว่าวิธีการใช้น้ำของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชโดยส่วนใหญ่ยังขาดประสิทธิภาพ ให้น้ำไม่พอดีกับความต้องการของพืช ยังมีการใช้น้ำแบบสูญเสียจำนวนมาก เช่น การให้น้ำแบบท่วมบ่าในแปลงปลูกพืช รวมทั้งการให้น้ำแบบท่วมขังในร่องคู แม้กระทั่งกรณีที่ให้น้ำแก่พืชด้วยระบบน้ำที่ก็ตาม แม้ว่าในเบื้องต้นเราถือเป็นวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพหรือประหยัดกว่าการให้น้ำแบบทั่วไปก็ตาม แต่ข้อเท็จยังพบว่ามีแปลงระบบน้ำจำนวนมากมีการออกแบบติดตั้งและใช้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ กล่าวคือมีการติดตั้งและใช้อุปกรณ์ไม่ถูกต้อง หัวจ่ายน้ำอุดตัน แรงดันน้ำไม่เหมาะสม มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ควรจะเป็น และขาดความเข้าใจในการใช้และดูแลรักษา จึงทำให้การใช้น้ำยังขาดประสิทธิภาพ

จากปัญหาการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพรวมทั้งสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างประหยัด ลดการสูญเสีย ให้น้ำได้ตามความต้องการของพืช เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ใช้น้ำด้วยความรู้ ดำเนินการทั่วประเทศ ปีละ 50 จังหวัด เป็นจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมายทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีกิจกรรมครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ระบบน้ำ) การถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัดลดการสูญเสีย ให้น้ำแก่พืชได้ตามความต้องการของพืช การรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช การดูแลรักษาพืชในภาวะแล้งน้ำน้อย และที่สำคัญเกษตรกรจะได้รู้จักเข้าใจและเลือกใช้ระบบน้ำที่ถูกต้องเหมาะสมกับชนิดพืชเช่น ระบบน้ำหยด ใช้กับพืชผักพืชไร่ทั่วไป และไม้ดอกบางชนิดระบบไมโครสเปรย์และเจ็ทสเปรย์ ใช้กับพืชที่ปลูกระยะชิด (ไม้ผลและพืชผัก) และไม้ดอก ระบบมินิสปริงเกลอร์ใช้กับไม้ผลทั่วไป และไม้ดอก และระบบสปริงเกอร์ ใช้กับพืชไร่เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบโดยการออกแบบและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งระหว่างเดือนเมษายนนี้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและติดตั้งระบบการให้น้ำแก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพในแปลงเรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เป็นการอบรมเข้มระบบการให้น้ำแก่พืชซึ่งมีการฝึกออกแบบที่คำนวณความต้องการปริมาณน้ำรวมทั้งแรงดันน้ำของระบบ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และการติดตั้งได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ และนอกจากนี้ยังอบรมหลักสูตรพื้นฐานให้กับเกษตรกรตำบลและเกษตรกรต้นแบบของจุดนำร่องในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อนำความรู้ไปจัดทำแปลงเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกแบบติดตั้งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้เป็นจุดเรียนรู้ในพื้นที่ให้กับชุมชนเพื่อการขยายผลต่อไป