รายงานพิเศษ : เปิดตลาดข้าวสารในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล กระจายข้าวสารสหกรณ์ช่วยเหลือชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245570

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรที่ เป็นชาวนาส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ มีถึงประมาณ 1.8 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 50% ของเกษตรกรที่ทำนาทั้งประเทศ 3.6 ล้านคน) ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น การช่วยดึงชัพพลายข้าวเปลือกเพื่อการแปรรูปเป็นข้าวสาร การกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเหลือกันตามหลักและอุดมการณ์สหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานกับขบวนการสหกรณ์ไทย รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภายนอก จัดทำโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนาให้ได้รับราคาและรายได้ที่เป็นธรรมจากการผลิตสินค้าข้าว โดยการเปิดพื้นที่เพื่อเป็นจุดจำหน่ายข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ ในการช่วยระบายผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสีข้าว จำนวน 133 แห่ง มีกำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตัน โดยเป็นโรงสีที่ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP แล้ว 35 แห่ง และสหกรณ์มีความพร้อมสามารถผลิตข้าวสารบรรจุลงถุงพร้อมจำหน่ายได้ จำนวน 47 แห่งกำลังการผลิตข้าวสารพร้อมจำหน่ายได้วันละ 2,170 ตัน ดังนั้นสหกรณ์จึงมีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายข้าวสารออกสู่ตลาด ซึ่งหากมีการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวสารได้เพิ่มมากขึ้น ขบวนการสหกรณ์ก็จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวสารได้เต็มที่ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ เบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางแผนการกระจายผลผลิตข้าวสารสหกรณ์ โดยแจ้งไปยังสหกรณ์การเกษตร 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำข้าวสารมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ 100%คุณภาพดี เกรดพรีเมียม ผลิตจากโรงสีสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน GMP ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารของสหกรณ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก ซึ่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ได้เริ่มเปิดจำหน่ายที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน สามเสน และเปิดจำหน่ายที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (อ.ต.ก.) ระหว่างวันที่ 5-24 พฤศจิกายน 2559 ส่วนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง ได้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละจุดจะจำหน่ายข้าวสารประมาณ 10 ตัน

สำหรับหน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรฯ ขณะนี้ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรม “ข้าวสารสหกรณ์ ช่วยชาวนา” พร้อมปล่อยคาราวานรถบรรทุกข้าวสารจากจังหวัดร้อยเอ็ด นครราชสีมา สุรินทร์ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และอุบลราชธานี วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข บริษัททิพยประกันภัย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ถนนพหลโยธิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ถนนวิภาวดีรังสิต สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งปริมาณข้าวสารที่จะไปวางจำหน่ายแต่ละจุดไม่น้อยกว่า 3 ตัน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสบริโภคข้าวของสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนที่ซื้อข้าวสารจากสหกรณ์ เป็นข้าวสาร ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม เท่ากับสามารถช่วยซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกที่ทำนาถึง 15 กิโลกรัม หรือเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากราคาข้าวเปลือกจากสหกรณ์ 165 บาท/15 กิโลกรัม (ณ ความชื้น 15 %) หรือราคาข้าวเปลือก 11 บาท/กิโลกรัมข้าวเปลือก หรือ 11,000 บาท/ตันข้าวเปลือก) เป็นการช่วยขยายโอกาสให้ข้าวสารของสหกรณ์ได้เข้าถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าจะส่งผลต่อการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย

รายงานพิเศษ : ประกวดภาพถ่าย‘รำลึก 55 ปีฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค’ สืบสานอาชีพพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245190

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเลี้ยงโคนม 1 ในอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ท่านพระราชทานให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว ตลอดจนเพื่อให้คนไทยได้มีน้ำนมโคที่มีคุณภาพได้ดื่มเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่พสกนิกรของพระองค์

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางรากฐานและพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรและพสกนิกรชาวไทย ได้มีความรู้ความสามารถมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทยเสมอมา โดยจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นจะส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรให้มีรายได้ มีความมั่นคงและยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งต่อมารัฐบาลได้จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค.

นับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ได้เติบโตเป็นองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 55 ที่ได้กระทำหน้าที่ในการถวายความจงรักภักดีและรักษาสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย อ.ส.ค.จึงได้จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย ตามรอยพ่อแห่งแผ่นดิน ศึกษาอาชีพการเลี้ยงโคนม ภายใต้หัวข้อ “55 ปี อ.ส.ค. รำลึกความงามฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค” เพื่อเผยแพร่เรื่องราวและประวัติอาชีพพระราชทานผ่านทางภาพถ่าย ซึ่งจะนำภาพถ่ายเหล่านี้มาทำเป็นปฏิทิน อ.ส.ค.ประจำปี 2560 ด้วย

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมประกวดภาพถ่ายจะได้เข้ากิจกรรม workshop รับการถ่ายทอดเทคนิค ความรู้จากวิทยากรที่เป็นช่างภาพแนวหน้ามากประสบการณ์และมีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้แก่ ช่างภาพที่ฉีกทุกกฎของการถ่ายภาพอย่างคุณจอร์จ-ธาดา วาริช, ช่างภาพอาวุโสผู้ทรงคุณวุฒิทางการถ่ายภาพไทย และผู้ที่เคยถวายงานด้านการถ่ายภาพให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อาจารย์สงคราม โพธิ์วิไล และช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรงมากประสบการณ์ คุณต้อง-วราพงศ์ น้อยทับทิม

ด้าน อาจารย์สงคราม โพธิ์วิไล ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งที่ถวายงานด้านการถ่ายภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า จากที่ได้ถวายงานพระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพในการถ่ายภาพมาก มีความเชี่ยวชาญในการใช้กล้องและพร้อมที่จะถ่ายภาพตลอดเวลา เรียกว่าครั้งใดที่ยกกล้องขึ้นมาแล้วถ่ายภาพได้ทันที เราเรียกว่า“เลี้ยงกล้องเชื่อง” นั่นก็คือพระปรีชาสามารถในการถ่ายภาพแบบอัตโมมัติ คือพร้อมถ่ายภาพทุกเมื่อและมีองค์ประกอบที่เหมาะสมในการถ่ายภาพต่างๆพระองค์ท่านจะรู้รายละเอียดในแต่ละครั้งที่จะมีการถ่ายภาพ และทรงล้างฟิล์มด้วยพระองค์เอง นอกจากประทับใจในฝีพระหัตถ์การถ่ายภาพของพระองค์อย่างมากแล้ว สิ่งที่ตนมีความปลาบปลื้มไม่รู้ลืมคือพระองค์ท่านได้ตรัสกับตนว่า “พวกเราให้ถ่ายภาพให้ดีๆ เพราะทำฟิล์มมาน้อย” ซึ่งตนได้ทูลถามว่าทำไมพระองค์ตรัสคำว่าพวกเรา พระองท่านตรัสกลับมาว่า “เราคนถ่ายภาพเราพวกเดียวกัน”

ส่วนโครงการประกวดภาพถ่าย 55 ปีอ.ส.ค.ในฐานะที่อาจารย์สงคราม เป็นทั้งวิทยากรในกิจกรรม workshop และผู้ตัดสินการประกวด ได้ให้แง่คิดไว้ว่า การถ่ายภาพรำลึกความงามในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความจริงในวันนี้ เมื่อถึงเวลาอีก 30-50 ปีข้างหน้าภาพที่พวกเขาได้บันทึกไว้ก็จะเป็นวิชาแห่งแผ่นดิน เพราะการกดชัตเตอร์กล้องแต่ละครั้งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งภาพถ่ายที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย “สวยด้วยแสง แรงด้วยสี ดีด้วยเรื่อง เฟื่องด้วยปัญญา แสวงหาและรอคอย”

สำหรับรางวัลภาพถ่ายมีเพียง 7 ภาพเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือก ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 25,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 15,000 บาท รางวัลชมเชย 3 รางวัลรางวัลละ 5,000 บาท และรางวัล Popular Vote คือผลงานที่ได้ยอด Like สูงสุดจากแฟนเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com /55yearssince1962 “โครงการประกวดภาพถ่ายหัวข้อ 55 ปี อ.ส.ค.” เงินรางวัล 5,000 บาทซึ่งจะประกาศผลที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 นี้

 

รายงานพิเศษ : ชาวนาแปลงใหญ่อยุธยา ตอบรับเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244514

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ของกรมการข้าว มีนโยบายมุ่งเน้นไปที่เรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าวเป็นหลักสำคัญ การลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรนิยมทำนาหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนไม่ต่ำกว่า 25-30 กก.ต่อไร่ กรมการข้าวจึงมุ่งเน้นให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องโรยข้าวงอกที่จะช่วยลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ลงเหลือ 10-12 กก.ต่อไร่ เมื่อลดการใช้เมล็ดพันธุ์ลงจากค่าเฉลี่ย 2-3 ถังต่อไร่ เหลือ 1 ถังต่อไร่ ก็สามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ 1 ใน 3 ส่วนจากวิธีปกติของเกษตรกร

นายอาทิตย์ กุคำอู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กรมการข้าว กล่าวว่า การใช้เครื่องโรยข้าวงอกเป็นการทำนาแบบประณีต เพราะข้าวจะขึ้นเป็นแถวเป็นแนว มีระยะห่าง ข้าวไม่หนาแน่น ทำให้สะดวกต่อการเข้าไปดูแลจัดการแปลงโดยเฉพาะการตัดพันธุ์ปนหรือข้าววัชพืช ทำให้คุณภาพผลผลิตดีขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ลดลงตามไปด้วย ทั้งค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ ยังสามารถแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตรได้ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ที่ใช้แรงงานน้อยแต่ให้ผลที่คุ้มค่า

ทั้งนี้ เครื่องโรยข้าวงอกนี้จะเหมาะสำหรับพื้นที่ชลประทานปลูกแบบนาน้ำตม โดยเฉพาะนาในเขตภาคกลาง อีกทั้งยังเหมาะกับรูปแบบการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมตัวกัน พื้นที่ 1,000-3,000 ไร่ ซึ่งกรมการข้าวสนับสนุนเครื่องให้กลุ่มละ 1 เครื่อง นำไปใช้ในการปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต ในส่วนของนาแปลงใหญ่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะแรกก็พบว่าเกษตรกรยังไม่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวค่อนข้างน้อย ข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนวและมีระยะห่าง ทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าผลผลิตจะได้มากเท่าที่ควร แต่พอข้าวระยะแตกกอ รวงข้าวก็ขึ้นมาเต็มที่เหมือนวิธีทำนาหว่าน และพอเห็นว่าต้นทุนลดลงจริง ก็ให้ความสนใจและนำเครื่องไปใช้ในแปลงนาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเกิดการยอมรับในเทคโนโลยีลดต้นทุนของกรมการข้าวในที่สุด

นายสนธยา ตรีสุทธิผล ตัวแทนเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีการนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้ เล่าว่า ทางกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน ได้มีการใช้เครื่องโรยข้าวงอกแทนการหว่านมาตั้งแต่ปี 2558 พบว่าสามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิมที่ 30 กก.ต่อไร่ เหลือเพียง 10 กก.ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตจาก 4,500 บาท/ไร่ เหลือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวที่ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 20% นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสามารถผลิตเครื่องโรยข้าวงอกไว้เองได้แล้ว โดยปรับปรุงรูปแบบให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องนี้ใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยภายในครึ่งชั่วโมงสามารถปลูกข้าวได้ถึง 5 ไร่ นับว่าประหยัดทั้งเมล็ดพันธุ์และแรงงาน

“อยากฝากถึงชาวนา ที่สนใจอยากจะปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาสู่การลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการใช้เครื่องโรยข้าวงอก ในระยะแรกที่ยังไม่มั่นใจก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปจากเคยใช้เมล็ดพันธุ์ 30 กก. ก็อาจจะลดลงมาเหลือครึ่งหนึ่งที่ 15 กก.ก็ได้ ไม่ต้องหักดิบตามหลักวิชาการก็ได้ เพียงแต่ค่อยเป็นค่อยไปแล้วดูผลที่ออกมา ที่สำคัญการทำเกษตรในยุคนี้ต้องมุ่งเน้นเรื่องการลดต้นทุนเป็นหลักสำคัญ อย่างตนเองก็ปรับจากทำนาอย่างเดียวก็หันมาทำไร่นาสวนผสม ปลูกข้าว มะละกอ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า เลี้ยงปลา เป็ด ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแน่นอน”

รายงานพิเศษ : พระปณิธาน‘พัฒนาน้ำและฟื้นฟูป่า’ ตามรอยพ่อ-แม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244104

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้ำและป่าไม้ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญของประเทศ และมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จำเป็นจะต้องมีความสมดุล หากไม่มีน้ำไม่มีป่าพื้นดินก็จะแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะอนุรักษ์น้ำควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าอย่างเหมาะสม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พ่อของแผ่นดิน” เป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญของน้ำและป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำกว่า 2,000 โครงการ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “แม่ของแผ่นดิน” ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำและป่าไม้ ไม่ต่างไปจาก “พ่อของแผ่นดิน” โดยเฉพาะในเรื่องของป่าไม้มีโครงการอนุรักษ์ป่ามากมาย เช่น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการป่ารักน้ำ
เป็นต้น

ทั้ง 2 พระองค์ จะมีพระราชดำริในเรื่องน้ำและป่าอยู่หลายครั้ง

“….การปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหมุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย…” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานคำอธิบาย ในการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องป่าและน้ำเช่นกัน

“…..ป่าไม้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่า น้ำใต้ดินค่อยๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำ เป็นลำคลอง เป็นแม่น้ำ ให้เราได้ใช้กันตลอดมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบาก”

มีการศึกษาถึงการเก็บกักปริมาณน้ำของป่าไม้แต่ละประเภทของสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า ในผืนดินที่มีป่าไม้สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่แตกต่างกันไป โดยในพื้นที่ป่า 1 ตารางกิโลเมตร ป่าดิบเขา สามารถกักเก็บน้ำไว้ในผืนดินถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ป่าเบญจพรรณสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 600,000 ลบ.ม. และป่าเต็งรังสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 300,000 ลบ.ม.

กรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศ ถือเป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริทั้ง 2 พระองค์ ในหลายโครงการ

ในเรื่องของป่าไม้นั้น แม้งานพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะต้องทำให้สูญเสียป่าไม้ไปบ้างก็ตาม แต่กรมชลประทานก็ได้ประกาศที่จะปลูกป่าทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปในปริมาณที่มากกว่าถึง 2 เท่าตัว ล่าสุดกรมชลประทาน ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง เข้าไปดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อทำการฟื้นฟูป่า สร้างความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื่นให้กับป่ามากกว่า 1,675 ไร่ จนถึงปัจจุบันกรมชลประทานได้ปลูกป่าไปแล้วกว่า 90,000 ไร่ทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าไม้ ไว้เช่นกัน ความตอนหนึ่งว่า

“….ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกป่าไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็ว และพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ….”

กรมชลประทานได้น้อมน้ำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ที่กรมชลประทานรับผิดชอบ เพื่อเป็นตัวอย่างในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ

ในอดีตก่อนปี 2528 พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีสภาพเป็นดินหินกรวด แห้งแล้ง ขาดความชุ่มชื่น ปริมาณน้ำธรรมชาติมีน้อย สภาพป่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในปัจจุบันสภาพพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีความชุ่มชื่นในป่าเพิ่มขึ้น มีปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้น การระเหยของน้ำลดลง ลำห้วยมีน้ำตลอดทั้งปี ดินมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความหนาแน่นของต้นไม้ยังเพิ่มขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการฟื้นฟูป่าแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังให้ความสำคัญ ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือขนาดกลาง บริเวณใกล้ๆ กับป่าต้นน้ำ หรือ บริเวณเชิงเขาด้วย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบริเวณเชิงเขาเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่า

“…ควรพิจารณาวางโครงการเก็บกักน้ำตอนบนของลำน้ำป่าสักไว้ให้มาก เพื่อใช้ด้านการเกษตรและป้องกันอุทกภัย เนื่องจากเหนือเขื่อนป่าสักมีมาก ให้พิจารณาจัดเก็บให้เหมาะสม…..”

กรมชลประทานได้นำพระราชดำริดังกล่าว มาดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีถึง 10 แห่ง คือ อ่างฯห้วยน้ำก้อ อ่างฯห้วยน้ำชุนใหญ่ อ่างฯห้วยป่าเลา อ่างฯห้วยป่าแดง อ่างฯห้วยนา อ่างฯห้วยขอนแก่น อ่างฯห้วยใหญ่ อ่างฯคลองเฉลียงลับ อ่างฯคลองลำกง และอ่างฯห้วยเล็ง ทำให้สามารถทำให้กักเก็บน้ำได้ 180 ล้านลบ.ม.

โครงการนี้สามารถยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียงให้ดีขึ้น เนื่องจากราษฎรที่มีอาชีพเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์จะมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันเมื่อถึงฤดูฝนเวลาน้ำหลาก อ่างเก็บน้ำทั้งหมดจะช่วยบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นไม่ให้สร้างความเสียหายเหมือนในอดีต นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคหรือขายเป็นรายได้เสริมพื้นที่ของอ่างฯ บางแห่งยังมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ หรือในพื้นที่เชิงเขาเท่านั้น พื้นที่ที่ศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ

“….โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้ อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราสบาย และถ้าไม่ทำในอีก 5-6 ปีข้างหน้าราคาค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป 2 เท่า 3 เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปก็จะไม่ได้ทำ เราก็ต้องอดน้ำแน่จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราก็จะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำสองแห่ง แห่งหนึ่งคือ แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือแม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงในที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้……”

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการ จนก่อเกิดโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ในปัจจุบัน

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริ

“…อีกสายหนึ่งแควน้อยซึ่งจะต้องทำ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะต้องทำ เพื่อกักเก็บน้ำที่มาจากอำเภอชาติตระการ อาจจะมีคนค้านว่า ทำไมทำเขื่อนพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ก็เห็นแล้วประโยชน์ของเขื่อนใหญ่เขื่อนนี้ ถ้าไม่มีสองเขื่อนนี้ ที่นี่น้ำท่วมยิ่งกว่า จะไม่ท่วมทั้งหมด…”

และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริล่าสุด คือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวถึง 6 ครั้ง หนึ่งในพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า

“…โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ตามพระราชดำริ อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำพระปรง อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน อ่างเก็บน้ำท่ากระบาก และอ่างเก็บน้ำอื่นๆ เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้มีปริมาณน้ำใช้เพิ่มมากขึ้น และผลที่ได้รับเพิ่มเติมก็คือทำให้ดินมีการพัฒนาตามมาด้วย…”

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี-สระแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเก็บกักน้ำแล้ว ยังเหลือเพียงระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันการกัดเซาะ งานถนนบนสันเขื่อน การปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม และระบบส่งน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2561

เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์จะสามารถกักเก็บน้ำได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสร้างประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขา ในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งยังจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานได้ถึง 111,300 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง

นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแนวกันชน หรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยาน
แห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้อีกด้วย

วันนี้ “พ่อของแผ่นดิน” เสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์ได้ทรงพักผ่อนหลังทรงงานหนักมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ครองราชย์ ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำงานสืบสานพระปณิธาน ในเรื่อง “น้ำและป่า” ตามพระราชดำริ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

หากทุกคนร่วมใจเดินตามรอยพ่อและแม่ “น้ำและป่า” ก็จะอยู่เคียงคู่กันตลอดจนไป ดั่งพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับเรื่องน้ำและป่าไม้ ที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ…พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง พรหมพิราม ใช้ความรู้ผสานภูมิปัญญาสร้างอาชีพมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243565

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมการรวมกลุ่มรวมแปลงเพื่อทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้า ดีกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขายที่ทำให้ถูกกดราคามาโดยตลอด

นาแปลงใหญ่นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการดำเนินการกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมการข้าวได้มีการขับเคลื่อนกิจกรรมผ่านการคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชน ที่มีรูปแบบการรวมกลุ่มรวมกันผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว มาต่อยอดให้เป็นรูปแบบของนาแปลงใหญ่มีการเพิ่มขนาดพื้นที่ดำเนินการและให้องค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนมีการเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนมาร่วมบริหารจัดการทั้งด้านการผลิต และการตลาดให้ครบวงจรมากขึ้น

พัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์

นางสาวพัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกได้รับมอบหมายจากกรมการข้าวให้ดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกจำนวน 2 จุด ได้แก่ นาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าตะเคียน ต.จอมทอง อ.เมืองและนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิรามซึ่งตัวอย่างของการดำเนินการนาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างนั้นมีพื้นที่ดำเนินการประมาณ 2,700 ไร่ ครอบคลุม 6 หมู่บ้านมีสมาชิก 197 ราย แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ซึ่งเกษตรกรจะเรียกกันว่ากลุ่มไข่แดง พื้นที่ 450 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพ (ข้าวเปลือก) เกษตรกรจะเรียกว่ากลุ่มไข่ขาว

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ของที่นี่ กว่าจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกได้ก็ต้องผ่านการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เพียงของกรมการข้าวเองก็อบรมถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ส่วนกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพก็ได้รับการอบรมไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จึงเรียกได้ว่าสมาชิกนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างมีความรู้แน่นทุกคน ที่สำคัญคือมีความตั้งใจจริง พร้อมที่จะเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติผสมผสานกับภูมิปัญญาของตนเองเพื่อความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของเขาด้วย เช่น กรมการข้าวได้สนับสนุนเครื่องหยอดข้าว เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากนาหว่านมาเป็นการทำนาแบบประณีต ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ประหยัดต้นทุนการผลิต ซึ่งแต่เดิมเครื่องหยอดข้าวจะออกแบบมาสำเร็จ ทางกลุ่มได้ลองใช้แล้วพบว่าตัวเครื่องหยอดมีความยาวเกินไปทำให้ไม่สะดวกในการลงแปลงนาที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงมีการดัดแปลงตัดส่วนเกินออกให้ใช้งานได้สะดวกและเหมาะสมกับพื้นที่ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เรื่องการให้เกษตรกรลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ใช้อยู่ 20-25 กก.ต่อไร่ พอมีเครื่องหยอดที่จะลดอัตราลงเหลือ 8-10 กก.ต่อไร่ ตอนแรกเกษตรกรก็ยังไม่เชื่อมีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้จำนวนมากแต่พอได้ลองใช้เครื่องหยอดข้าวก็ทราบว่าใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยมาก ครั้นพอลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเกษตรกรเริ่มไม่แน่ใจเพราะดูข้าวขึ้นไม่หนาแน่น แต่พอมาระยะแตกกอเห็นความชัดเจนข้าวแตกกอดี ดูแลจัดการง่ายเหมือนการปักดำก็เลยให้การยอมรับในเทคโนโลยีของกรมการข้าว ไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรที่นี่ยังมีการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการใช้เครื่องหยอดข้าวต้องมีการจัดการเตรียมดินและน้ำในแปลงให้พอดี เพราะถ้าน้ำมากไปเวลาหยอดเมล็ดข้าวแทนที่จะอยู่หน้าดินจะลอยไปกับน้ำแทน หรือแม้กระทั่งไม่ควรหยอดข้าวเวลาฝนตกเนื่องจากเม็ดฝนจะมากระทบข้าวที่หยอดไว้ทำให้แตกกระจาย ข้าวจะขึ้นไม่เป็นแถวไม่เป็นระเบียบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนจากสมาชิกนาแปลงใหญ่ที่ได้นำความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐแนะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกในเป้าหมาย 300-400ตันทุกปี ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม ทำให้เกษตรกรที่นี่ไม่มีปัญหาด้านการตลาด แต่เมื่อมีการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงตลาดเพิ่มเติมก็ยิ่งขยายโอกาสให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม รับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เช่นเดียวกับข้าวเปลือกคุณภาพมาตรฐาน ก็ได้ทำสัญญารับซื้อกับผู้ประกอบการโรงสีในจังหวัดพิษณุโลก ที่จะให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 200 บาทต่อตัน

“แม้ว่าราคาขายข้าวที่เพิ่มขึ้นจากราคาตลาด จะเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่เกษตรกรสมาชิกโครงการนาแปลงใหญ่จะได้รับ และเป็นที่พอใจของเกษตรกรอย่างมาก เพราะเห็นเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ความจริงแล้วแค่เกษตรกรเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่และดำเนินการตามกระบวนการที่กรมการข้าวแนะนำ ก็สามารถลดต้นทุนลงไปได้ ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกษตรกรตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญไม้แพ้กว่าการเพิ่มกำไรในส่วนที่ขายข้าวออกไป เพราะหากลดต้นทุนได้มากส่วนต่างกำไรที่เหลือก็จะเพิ่มตามไปด้วย”

รายงานพิเศษ : ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วย จ.อุตรดิตถ์ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ปลูกเอง แปรรูปเอง สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243406

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บรรเจิด นาคย่านยาว

ปัจจัยแรกเริ่มที่สำคัญของการผลิตข้าวให้ออกมามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ย่อมต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของชาวนาไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมานี้คือขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ กรมการข้าวจึงได้มีนโยบายการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพใช้เองในกลุ่มและจำหน่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

นายนคร สอนอุ่น เจ้าพนักงานเกษตรชำนาญงาน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ กรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ดูแลรับผิดชอบโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 ในการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวและการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมตามระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 2 จุด ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน หมู่ 2และหมู่ 8 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีสมาชิกรวม 148 ราย พื้นที่ 3,311 ไร่ โดยส่วนของศูนย์ข้าวชุมชนหมู่ 2 เป็นกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพดี ส่วนหมู่ 8 จะเน้นเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นหลัก เนื่องจากจุดนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมการข้าวจัดตั้งเป็นหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านคลองกล้วย เมื่อปี 2557 โดยพัฒนามาจากศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ และส่งให้กับสหกรณ์และบริษัทเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเรื่องศักยภาพการผลิตจึงมีสูงมาก เมื่อมีโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่จึงได้คัดเลือกพื้นที่หมู่ 8 เข้ามาดำเนินการต่อยอดทันที

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ได้เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมนาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชน หมู่ 2 และหมู่ 8 โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 1.การบริหารจัดการชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน มีการจัดเวทีชุมชนร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่ชี้แจงสร้างความเข้าใจของจุดประสงค์โครงการให้กับสมาชิกรับทราบจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อวางแผนการผลิต จัดการปัจจัยการผลิตและการตลาด โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและสมาชิก 2.กิจกรรมลดต้นทุนการผลิต ด้วยการส่งเสริมการจัดทำแปลงผลิตและใช้เมล็ดพันธุ์ดี โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้กับทางกลุ่ม ส่งเสริมกลุ่มชาวนาผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่งเสริมกลุ่มบริหารจัดการศัตรูข้าวร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่งเสริมกลุ่มชาวนาผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยสนับสนุนเครื่องโรยข้าวงอก เป็นต้น 3.กิจกรรมเพิ่มผลผลิตโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อสาธิตถ่ายทอดความรู้การลดต้นทุน ทดสอบชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ควบคู่กับจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตข้าวคุณภาพ

นายบรรเจิด นาคย่านยาว เลขานุการศูนย์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วย เล่าว่า จากจุดเริ่มต้นที่ชาวนาบ้านคลองกล้วย ทำนาโดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าทั่วไป มีคุณภาพบ้างไม่มีบ้าง ส่งผลให้เกิดปัญหาข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวเด้ง จากที่ควรจะได้ผลผลิตไร่ละ 1 ตัน ก็เหลือ 500-600 กก. อีกทั้งระบบทำนาของชาวนาที่นี่จะเน้นทำนาหว่าน ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาทั้งโรคระบาด ข้าววัชพืชที่แก้ค่อนข้างยาก พอกรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่เข้ามาจัดตั้งให้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เป็นทุนเริ่มต้น ทางกลุ่มก็มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพไว้ใช้และเปลี่ยนวิธีมาทำนาดำทั้งหมด ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลงไป จนกระทั่งกลุ่มมีความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ส่งขายให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย ต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วยตามลำดับ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพไว้ใช้เองในกลุ่มสมาชิก รวมทั้งขายในจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาหว่านมาเป็นนาดำ และเลิกใช้สารเคมีหันมาควบคุมและกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวด้วยสารชีวภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเอง เช่น บิวเวอร์เรีย ไตรโครเดอร์มาสารสกัดสะเดา ฮอร์โมนไข่และปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ช่วยลดต้นทุนการทำนาได้อย่างมาก อีกทั้งลดปัญหาการระบาดของศัตรูข้าวโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชน ที่รับสีข้าวให้กับชาวนาฟรี เพราะสิ่งที่โรงสีได้คือของเหลืออย่าง รำ แกลบ สามารถขายได้ทั้งหมด นำมาเป็นค่าไฟฟ้า ค่าแรงงานได้ และยังเหลือกำไรไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 กว่าบาท

สำหรับกิจกรรมนาแปลงใหญ่ที่ได้เข้าร่วมนี้ ก็นำสมาชิกจากศูนย์ข้าวชุมชนมาเข้าร่วมโครงการ แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่เข้าร่วม สมาชิกอาจจะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดและวิธีดำเนินงานมากนัก แต่ก็จะพยายามปรับและเรียนรู้กันต่อไป แต่สิ่งสำคัญที่กลุ่มยึดถือคือการผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจสมาชิกว่า การทำนาข้าวคุณภาพแล้วขายข้าวให้กับโรงสีทั่วไปโดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มชาวนาก็จะเสียโอกาส ดังนั้นเราต้องหาตลาดที่ต้องการข้าวคุณภาพราคาจะได้สูงขึ้น ต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้าตามความต้องการของตลาด และต้องรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงและยั่งยืนตามเป้าหมายของโครงการนาแปลงใหญ่ ทั้งนี้คาดว่าการดำเนินงานในปีต่อไปของชาวนาบ้านคลองกล้วยจะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก

รายงานพิเศษ : เดินหน้าวิจัยและพัฒนา‘ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม’ พืช‘GI’เงินล้านเมืองนครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243066

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อกล่าวถึง “ส้มโอทับทิมสยาม” ทุกคนคงรู้จักดี เพราะเป็นผลไม้แดนปักษ์ใต้แห่งลุ่มน้ำปากพนังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น
จนสามารถจดลิขสิทธิ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) อันเป็นความภาคภูมิใจของชาวลุ่มน้ำปากพนัง แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แม้จะขยายพื้นที่ปลูกในอำเภอปากพนัง ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศนางฐปนีย์ ทองบุญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นพืชท้องถิ่นของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะเด่นคือ ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผลคล้ายกำมะหยี่ เนื้อมีสีแดงเข้มแบบสีทับทิม รสชาติหวาน หอม เนื้อนุ่ม
น่ารับประทาน เนื่องจากส้มโอพันธุ์นี้มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ ซึ่งปลูกกันไม่แพร่หลาย โดยมีปลูกเฉพาะในพื้นที่ 3 ตำบล ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก และพบว่าปัจจุบันส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงมาก ราคาเฉลี่ย 150-300 บาทต่อผล ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

สำหรับประวัติความเป็นมาของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ได้พัฒนาโดยเกษตรกรบ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีประวัติคือ ในปี พ.ศ. 2523 นายสมหวัง มัสแหละ ได้นำพันธุ์ส้มโอจำนวน 3 ต้น มาจากบ้านบราโอ ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็นส้มโอที่มีลักษณะผลเหมือนพันธุ์ขาวพวง มีกุ้งเป็นเนื้อสีชมพูค่อนข้างแดง ผลมีขนาดใหญ่ แต่มีรสขม แต่เมื่อนำมาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ปรากฏว่าให้ผลผลิตและมีรสชาติหวานขึ้น ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผลคล้ายกำมะหยี่ จากนั้นได้มีการปรับปรุงคุณภาพสายพันธุ์โดยการคัดเลือกสายพันธุ์ ซึ่งใช้เวลาหลายปี ในที่สุดก็ได้ส้มโอที่มีคุณภาพดี จึงมีการตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ เป็น “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอยังขาดความรู้ในด้านการจัดการสภาพการผลิต การจัดการศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่สม่ำเสมอและมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช นำโดยนักวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 จนถึงปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาการจัดการสวนโดยวิธีผสมผสานทั้งด้านการจัดการสวน การจัดการศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เข้าไปทดสอบ และขยายผลในพื้นที่เกษตรกร เพื่อการพัฒนางานวิจัยสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง ปัจจุบันทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช ได้จัดทำปฏิทินระยะเวลา เพื่อเป็นคำแนะนำการจัดการสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เฉพาะพื้นที่แก่เกษตรกรเพื่อนำไปปรับใช้ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตส้มโอที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษ ช่วยลดต้นทุนการผลิต สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการช่วยให้เกิดการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ที่ยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวผ่านระบบ‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242883

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมระบบการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวดำเนินการอยู่นี้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์ข้าวไทย

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวมีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่งจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป

เดิมทีกรมการข้าวได้วางขอบเขตของศูนย์ข้าวชุมชนกำหนดพื้นที่ดำเนินการแห่งละประมาณ 8,000 ไร่ โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้ทางกลุ่มไปถ่ายทอดสู่สมาชิกต่ออีกที แต่เมื่อมีนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงรัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทางกรมการข้าว จึงได้ต่อยอดพัฒนารูปแบบให้ครบวงจรตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงด้านตลาด เป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ กรมการข้าวมองว่าเราต้องไปต่อยอดในศูนย์ข้าวชุมชนที่มีการพัฒนาไว้เบื้องต้นแล้ว เพียงแค่เพิ่มกิจกรรมอื่นเสริมเข้าไป เช่น มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรเป็น 2 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพก็ต้องดูว่าจะเป็นสินค้าอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจีเอพี ข้าวจีไอ ข้าวอินทรีย์หรือข้าวตลาดเฉพาะ ทางกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จะไปร่วมวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการเพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี นโยบายนาแปลงใหญ่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของกรมการข้าว ทำให้การดำเนินงานไปได้ค่อนข้างดี ซึ่งจากที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 มีการทำนำร่องเพื่อศึกษาระบบว่าควรจะเป็นแบบไหน ในพื้นที่ 500 ไร่ กับ 1,000 ไร่ พอปี 2558 ขยายพื้นที่เป็น 5,000 ไร่ เพื่อจะดูว่าถ้ากลุ่มขนาดใหญ่มากจะทำให้ได้หรือไม่โดยดำเนินการจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นก็คิดว่าโมเดลนี้สามารถนำมาใช้ได้ แต่พอปี 2559 รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาข้าวไทย โดยมีงบสนับสนุนให้ดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวกรมการข้าวจึงได้ตั้งเป้าขยายผลเป็น 300 แห่ง และปรับขนาดแปลงให้เหลือเพียง 3,000 ไร่ เพื่อเป็นฐานขนาดกลางๆที่น่าจะพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถบริหารจัดการร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นที่มาของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าวว่าจะต้องมีพื้นที่ 3,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 200 ราย แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับลดขนาดพื้นที่ได้ตามความเหมาะสมหรือความต้องการของแต่ละชุมชนด้วย อย่างเช่นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่นาขนาดใหญ่จะดำเนินการได้ 3,000 ไร่ แต่ภาคอื่นอย่างภาคเหนืออาจจะลดเหลือ 1,000 ไร่เศษ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แม้ว่าการส่งเสริมการรวมกลุ่มทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและมีการขยายผลเพิ่มขึ้นเรื่อย อีกทั้งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่กรมการข้าวจะต้องทำต่อจากนี้ คือ กลับมาทบทวนวิเคราะห์ในสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วทั้ง 300 แปลงที่มีขนาดพื้นที่แตกต่างกันนั้นมันเป็นอย่างไร แบบไหนเป็นโมเดลที่ได้ผล แบบไหนเป็นจุดอ่อน ต้องศึกษารายละเอียดกิจกรรมที่ใส่ลงไปทั้งการรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มผลิตสารชีวภาพ กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร หรือแม้แต่การบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งต้องเข้าไปวิเคราะห์ให้ได้ว่ากิจกรรมใดไปได้ดีแล้วมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง หรือกิจกรรมใดที่ล้มเหลงมีสาเหตุมาจากอะไร

“ก่อนที่เราจะเดินหน้าโครงการในปีต่อไป จำเป็นต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เราทำไปทั้งหมด เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกด้านมาวิเคราะห์สร้างเป็นโมเดลต้นแบบ สำหรับจะเดินหน้าโครงการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คืออุดจุดอ่อนขยายจุดแข็ง โดยอธิบดีกรมการข้าวได้สั่งการให้สร้างโมเดลต้นแบบให้เสร็จพร้อมใช้ในปี 2560 รองรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าขยายผลเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้น” นางจุลมณี กล่าว

รายงานพิเศษ : สานต่อแนวคิดของพ่อ ส่งเสริมสหกรณ์ไทยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242717

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางโครงการตามพระราชดำริต่างๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นหลัก และการพัฒนาคนเป็นแนวคิด ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องเงินทองและรายได้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยใช้หลักคุณธรรม เป็นตัวกำกับและยึดถือ พระองค์ได้ทรงย้ำเสมอว่า

“การตั้งอยู่ในความสัจหรือความจริงส่งผลให้ชีวิตจะไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงการให้คุณค่าในความเป็นมนุษย์จะช่วยให้สังคมสงบสุข เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ถูกที่ควร การให้ความรักความเมตตาต่อกันในมวลหมู่สมาชิกในองค์กร องค์กรก็จะร่มเย็นเป็นสุขมีความเข้มแข็งจนเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้ การปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตด้วยเหตุผล ไม่ทำตามความรู้สึก จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานและการดำเนินชีวิต ได้ทำให้สามารถป้องกันความผิดพลาดได้อีกทางหนึ่ง การมีศีลธรรมเป็นข้อปฏิบัติจะไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน การมีจริยธรรมในการประกอบอาชีพจะช่วยยับยั้งชั่งใจให้ประกอบอาชีพสุจริตตามครรลองคลองธรรมไม่มุ่งประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่”

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระองค์ท่าน มีความมุ่งเน้นให้ทุกคนประกอบกรรมดีมีชีวิตที่พอเพียง ซึ่งตรงกับความหมายของ “สหกรณ์” ที่ต้องการรวมคนที่ประสบปัญหาเดียวกันมาระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา ร่วมกันรับผลประโยชน์ บนพื้นฐานอุดมการณ์ “การช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

นอกจากนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหกรณ์การเกษตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากสหกรณ์การเกษตร มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิก ดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมอันดีงาม เพื่อให้สมาชิกและส่วนรวม มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ที่สำคัญ แนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่พระองค์ได้พระราชทานไว้คือ เศรษฐกิจพอเพียงที่ครอบคลุมถึงทฤษฎีใหม่ โดยทรงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์หรือการที่ธุรกิจต่างๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการแบ่งปัน ช่วยเหลือตามกำลังและความสามารถของตน
ซึ่งจะสามารถทำให้ชุมชนนั้นๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย

ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไปหรือไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งและต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณต่อฐานานุรูป

ความมีเหตุผล หมายถึง ทุกการตัดสินใจ การกระทำ การลงทุน ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล คำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอก

โดยมีความคาดหวังว่าถ้านำความพอประมาณ+ความมีเหตุผล+ความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มารวมกันแล้วจะนำไปสู่ชีวิตที่อยู่เย็นและสังคมที่เป็นสุข ซึ่งเป็นความต้องการของคนทั้งโลก

ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความรู้ คือ มีความรอบรู้ มีความรอบคอบ และมีความระมัดระวังในการนำความรู้ วิทยาการเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการปฏิบัติคุณธรรม คือ มีความตระหนัก มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร และใช้สติปัญญา ในการดำเนินชีวิต

โดยมีความคาดหวังว่าถ้านำความรู้+คุณธรรม คนที่เก่งมีความรอบรู้จะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม และเมื่อนำความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ความรู้ และคุณธรรม มารวมกัน จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง มีการดำเนินชีวิตที่ดีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งเสริมขบวนการสหกรณ์ไทย และกลุ่มเกษตรกร น้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน สมาชิกสหกรณ์และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรมีการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร” ตั้งแต่ปี 2551 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2559 กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำ “โครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร” ขึ้น น้อมนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน/การปฏิบัติงานในองค์กร การดำเนินชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพอย่างพอเพียง มีความสุขและยั่งยืน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค 149 แห่ง ประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และพื้นที่ 2 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ 20 ศูนย์ นิคมสหกรณ์ 49 นิคม และศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จัดกิจกรรมการประยุกต์ใช้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารองค์กร

รวมทั้ง ได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ร่วมโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 164 แห่ง มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 3,280 คน เพื่อเข้ารับการศึกษาอบรม ทัศนศึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ในการน้อมนำแนวคิดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันภายใต้ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข

พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดการประกวดผลงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีผลการดำเนินงานที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการนำแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ ประจำปี 2559 ได้แก่ 1.สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (มิตรภาพ) จำกัด จังหวัดสระบุรี 2.กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านพระ จังหวัดปราจีนบุรี 3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านน้ำทรัพย์ จำกัด จังหวัดเพชรบุรี 4.กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต 5.สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จังหวัดสงขลา 6.กลุ่มเกษตรกรทำนาบึงเกลือ จังหวัดร้อยเอ็ด 7.กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาดี จังหวัดอุบลราชธานี 8.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแจนแลน จำกัด จังหวัดยโสธร 9.สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่าน 10.สหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ผลงานการขับเคลื่อนโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2551-2559 มีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,429 แห่ง ทั่วประเทศ สมาชิกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 54,910 ราย/ครอบครัว

สำหรับในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแผนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเป้าหมายดำเนินการ จำนวน 6,140 ราย

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ไทย

 

รายงานพิเศษ : เปิดแผนปี’60 กรมการข้าวเดินหน้าส่งเสริมนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242376

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นโยบายหนึ่งที่ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อน คือ การปรับโครงสร้างในการผลิตข้าว โดย
การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังให้ชาวนา สามารถที่จะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า นโยบายการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่หรือเกษตรแปลงใหญ่นั้น พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดการส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้มีพลังของตัวเกษตรกรเอง มีอำนาจในการต่อรองและมีการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการตลาดให้ครบสมบูรณ์ ขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนรัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ มาสนับสนุน โดยเฉพาะการอนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ในวงเงินกลุ่มละ 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี (ปี 2560-2562) สำหรับเป็นกองทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการผลิต นับเป็นมาตรการที่จะสนับสนุนให้โครงการเกษตรแปลงใหญ่ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อนันต์  สุวรรณรัตน์

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังได้แบ่งเกษตรแปลงใหญ่เป็นหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรแปลงใหญ่ทั่วไป เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐสมัยใหม่ ซึ่งทุกวันนี้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันเข้ามาทำเกษตรแปลงใหญ่ตามแนวทางประชารัฐ ส่งผลให้การเข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้ดำเนินการตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในรูปของนาแปลงใหญ่โดยบูรณาการการทำงาน
กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือเกษตรกรชาวนา ทั้งยังมีการจัดประกวดแข่งขันการทำนาแปลงใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ถ่ายทอดผ่านรายการทางโทรทัศน์ เพื่อกระตุ้นให้ชาวนาได้เห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มทำงาน เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวของไทยได้ในภาพรวม

สำหรับปีงบประมาณ 2560 กรมการข้าวได้กำหนดแผนการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ที่จะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตไว้ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้กลุ่มนาแปลงใหญ่มีการใช้เครื่องปลูกข้าว ในการลดอัตราเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ต่อไร่ลง และต้นข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนวดูแลรักษาง่าย ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าดำเนินการลงได้ด้วย 2.ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง ได้แก่ รวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เองทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี กลุ่มบริหารจัดการศัตรูพืชผลิตสารชีวภาพใช้ทดแทนสารเคมี และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริหารจัดการเครื่องจักรกลที่มีในชุมชน และที่มารับจ้างในการบริการแก่สมาชิกนาแปลงใหญ่ในราคาถูกกว่าทั่วไป 3.ถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่สื่อการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาทดสอบจากแปลงเรียนรู้ และการฝึกปฏิบัติตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร เพื่อให้มีการปลูกข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม มีการทำนาแบบประณีต ปลูกข้าวเป็นแถวเป็นแนวทำให้ดูแลรักษาง่ายและทั่วถึง โรคและแมลงไม่ระบาด ต้นข้าวเจริญเติบโตดีส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

ส่วนด้านแผนหรือแนวทางในเรื่องการเชื่อมโยงตลาดและการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่นั้น จะจัดกิจกรรมเวทีชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจของสมาชิก ชุมชนในการร่วมแสดงความคิดเห็นในการบริหารจัดการกลุ่มนาแปลงใหญ่ ร่วมกันวางแผนการผลิต กำหนดเทคโนโลยีและวางแผนการตลาด เชื่อมโยงการตลาดโดยจัดประชุมหรือสัมมนา เพื่อเชื่อมโยงการตลาดกับผู้ประกอบการค้าข้าว ในการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนและเครือข่ายเพื่อวางแผนการตลาดและเจรจาธุรกิจ พัฒนาสร้างเสริมความสามารถในการบริหารจัดการให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่ หลักสูตร การบริหารจัดการกลุ่มและการตลาด

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเชื่อมโยงตลาดนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้โครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาอาจมีปัญหาบ้างตรงที่ผู้ประกอบการหรือ
โรงสีได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในช่วงมีการเพาะปลูกไปแล้ว ทำให้พันธุ์ข้าวอาจไม่ตรงตามความต้องการของโรงสีมากนัก ฉะนั้นในปี 2560 ทางภาคเอกชนจะเข้ามาตั้งแต่ก่อนการผลิตว่าต้องการข้าวแบบไหน ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่จะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการผลิตและภาคการตลาดสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น