รายงานพิเศษ : ‘อรอนงค์ เสียงหวาน’เกษตรตำบลดีเด่นปี’59 กับแนวคิด‘คนคือหัวใจในการทำงาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241975

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางอรอนงค์ เสียงหวาน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีใช้หลักการทำงานตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ภายใต้การมีแนวคิดในการทำงาน “คนคือหัวใจในการทำงาน”ต้องพัฒนาตนเอง เพื่อให้พร้อมในการทำงาน” ส่งผลให้การทำงานในฐานะข้าราชคนนี้ที่มีหัวใจเล็กๆ ดวงหนึ่งแต่เปี่ยมไปด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องการช่วยเหลือส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งผลจากการทำงานที่ทุ่มเท ทำให้วันนี้เธอได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ นักส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลดีเด่น ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตรนางอรอนงค์ เสียงหวาน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สำหรับรางวัลนักส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลดีเด่น ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตร นับเป็นเกียรติและสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าการทำงานในฐานะข้าราชการตัวเล็กๆ คนนี้จะไม่มีเป้าหมายเป็นรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมีเพียงปณิธานที่ตั้งมั่นในการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรเท่านั้น แต่เมื่อการทำงานตรงนี้ได้รับการยอมรับและตอบแทนด้วยรางวัลอันมีเกียรติ ก็จะยึดเอารางวัลนี้เป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือพ่อหลวงของคนไทยทุกคนมาปฏิบัติถือเป็นหลักการทำงานสูงสุดที่ตนยึดปฏิบัติตลอดมา เริ่มจากการพัฒนาตนเอง พัฒนาสิ่งรอบข้าง รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้สามารถยืน ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง สามารถประกอบอาชีพใดๆ ทุกด้านด้วยเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ซึ่งจากการฝึกอบรมเกษตรกรด้านการเกษตรต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ตนจะคอยบอกกับเกษตรกรอยู่เสมอว่าเราจะต้องทำตัวให้พร้อมพัฒนา พร้อมรับสิ่งใหม่เข้ามาปรับปรุงการประกอบอาชีพอยู่ตลอดเวลา

นางอรอนงค์ กล่าวอีกว่า การทำงานด้านการส่งเสริม ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกประชุมเกษตรกรและอธิบายถึงสิ่งที่ต้องการให้เขารู้เพียงเท่านั้น แต่การส่งเสริมที่ดีจะต้องเข้าใจ เข้าถึง และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดด้วย โดยในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าว จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพการทำนา ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง สามารถผลิตข้าวคุณภาพ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากตลาด ทำให้ที่ผ่านมามีการเซ็น MOU ร่วมกับโรงสีกว่า 10 โรง ในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด พร้อมกับมีการทำ GAP เป็นรายแปลง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในอนาคตที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์ต่อไป

นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าวยังได้มีการส่งเสริมการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ชาวนาไทยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง แต่ยังคงเรื่องคุณภาพและปริมาณให้มากขึ้นเริ่มจากมีการแนะนำให้เกษตรกรไถกลบตอซัง จากนั้นก็ปลูกปอเทืองและไถกลบปอเทืองอีกครั้ง เป็นการปรับปรุงบำรุงดินในเบื้องต้น พร้อมกันนั้นก็มีการทำปุ๋ยใช้เอง ทำเชื้อราไตโครเดอร์มา กำจัดโรคไหม้ในนาข้าว ทำเชื้อราบิวเวอร์เรีย กำจัดศัตรูพืช และได้จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้กับเกษตรกร รวมถึงมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อแปรรูปผลผลิตจากข้าวคุณภาพดี อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวฮาง ข้าวเกรียบ เป็นต้น ซึ่งจะเน้นการทำตลาดในพื้นที่เป็นลำดับแรก เนื่องจากต้องการให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการพึ่งตนเองให้เกิดขึ้นอันจะนำไปสู่การช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด

“ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้มีพื้นที่การเกษตร 29,000 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว 20,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการนาแปลงใหญ่ปี 2559 จำนวน 200 ราย พื้นที่ 3,000 ไร่ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 100 ราย และมีพื้นที่ปลูกข้าวเพิ่มถึง 5,000 ไร่ เพราะเกษตรกรหลายคนได้เห็นข้อดีจากโครงการดังกล่าวว่าจะสามารถทำให้อาชีพชาวนามีความยั่งยืนและมั่นคงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถทำนาปรังได้ก็ตาม แต่รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชไร่อายุสั้นใช้น้ำน้อย หรือการทำเกษตรผสมผสานแบบประณีต เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรตลอดทั้งปีทำให้เกษตรกรให้การยอมรับและเชื่อมั่นในภาครัฐมากยิ่งขึ้น”นางอรอนงค์ กล่าว

รายงานพิเศษ : เร่งวางแนวทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์‘ตรวจวัดคุณภาพน้ำ-อากาศ’ จากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241552

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ภาคอุตสาหกรรม” มีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “ภาคอุตสาหกรรม” ก็ถือเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่สำคัญ ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนที่อยู่รอบสถานประกอบการและระบบนิเวศน์ขาดความสมดุล ต้องใช้เวลาในการเยียวยาแก้ไข

ดังนั้น การวางแนวทางการบริหารจัดการหรือควบคุมการระบายมลพิษน้ำและอากาศ จึงต้องอาศัยกระบวนการหลายด้าน หลายมิติ นอกจากจะอาศัยข้อบังคับหรือหลักกฎหมายแล้ว การส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน และสามารถอยู่ร่วมกันกับประชาชนได้อย่างมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” นำมาศึกษาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะด้าน “การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดำเนินการ

นายศิระ จันทร์เฉิด ผู้อำนวยการส่วนเตือนภัยมลพิษโรงงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเรื่อง “การกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะ” มอบให้แก่รัฐบาล ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าว พร้อมกับมอบหมายให้ “กระทรวงอุตสาหกรรม” เป็นหน่วยงานหลักไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอดังกล่าว

ทั้งนี้จากผลการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยในหลักการ ในการกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะ พร้อมกับวางแนวทางในการดำเนินการติดตั้งระบบรายงานผลเป็น 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ให้หน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการระบายมลพิษ เป็นผู้ติดตั้งระบบรายงานแสดงผลในพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่เหมาะสม 2.ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ระบายมลพิษ เป็นผู้ติดตั้งระบบรายงานแสดงผลในบริเวณหน้าโรงงานหรือพื้นที่แหล่งชุมชนที่ใกล้โรงงาน

นอกจากนี้ ยังเห็นควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้แทนชุมชนในพื้นที่โรงงานหนาแน่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการโรงงาน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายศิระ กล่าวต่อว่า จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมอุตสาหกรรม จึงได้จัดการประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในภาคอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งมติที่ประชุมได้แสดงความเห็นด้วยในหลักการให้มีการดำเนินการติดตั้งระบบรายงานแสดงผลดังกล่าว และเห็นควรให้หน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการระบายมลพิษ เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง และมีความสม่ำเสมอในการแสดงค่าการระบายมลพิษจากโรงงาน

ขณะที่ในส่วนของภาคประชาชน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดซึ่งมีที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยจังหวัดระยอง จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่20-22 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมมาร่วมประชุมหารือทั้งสิ้น 334 คน ซึ่งในการประชุม ได้มีการบรรยายนำเสนอความเป็นมาโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานและสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งผลจากการรับฟังความคิดเห็นและตอบแบบสอบถามในที่ประชุม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 93 เห็นด้วยที่จะให้หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านการระบายมลพิษ เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบรายงานผลเพื่อให้เกิดความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

โดยหลังจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการสรุปรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อนำเสนอกลับไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีให้ความคิดเห็นและพิจารณาสั่งการ ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมเชื่อมั่นว่าการกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะดังกล่าวนี้ นอกจากเป็นช่องทางหนึ่งในการเปิดเผยค่าการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมต่อประชาชน ชุมชน และสาธารณชนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งด้านการกำกับดูแล ด้านการสร้างความเชื่อถือต่อภาคส่วนทั้งสามภาคส่วน คือ ผู้ประกอบการโรงงาน ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสามารถลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนและโรงงานให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘ทุเรียนพื้นบ้าน’มรดกทรงคุณค่าของราชาผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240910

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าทุเรียนมีอยู่ 2 ประเภท คือทุเรียนพันธุ์ เช่น พันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว เป็นต้น ประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะมีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือทุเรียนพื้นเมือง หรือที่เรียกกันว่า ทุเรียนบ้าน ซึ่งจะมีผลขนาดเล็กกว่าทุเรียนพันธุ์ และส่วนใหญ่จะมีเนื้อน้อย เมล็ดโต รสชาติเข้มข้นและกลิ่นแรงกว่าทุเรียนพันธุ์

นายก้องกษิต สุวรรณวิหค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทุเรียนพื้นเมืองที่มีลักษณะดี รสชาติไม่ด้อยกว่าทุเรียนพันธุ์มีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากทุเรียนพื้นเมืองมีความหลากหลายสูง แต่ละต้นมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่แต่ละต้นไม่อาจทดแทนกันได้ โดยเฉพาะภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของทุเรียนพื้นเมือง นอกจากมีสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว วิถีชีวิตของคนสมัยก่อนก็เป็นส่วนสำคัญให้เกิดความหลากหลายของทุเรียนพื้นเมือง เป็นมรดกทางพันธุกรรมส่งต่อสู่ลูกหลานในปัจจุบัน

เนื่องจากในสมัยโบราณการขยายพันธุ์ทุเรียนนิยมใช้ วิธีเพาะด้วยเมล็ด ต้นไหนที่ให้ผลอร่อยถูกใจก็จะเก็บเมล็ดไปปลูกใหม่ ด้วยหวังว่าจะได้ต้นที่อร่อยเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมส่งผลกระทบรุนแรงต่อทรัพยากรที่มีค่านี้ เสี่ยงต่อการสูญหายในระยะเวลาไม่นานนี้ ตัวอย่าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่อำเภอบ้านตาขุน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำคลองแสง ในอดีตคนในชุมชนบริเวณนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน ซึ่งหนึ่งในผลไม้หลายชนิดที่ปลูกร่วมกันคือ ทุเรียนพื้นเมือง ที่มีชื่อเรียกว่า ทุเรียนคลองแสง ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีความโดดเด่นในพื้นที่ดังกล่าว เพราะมีรสชาติหวานมัน เนื้อหนา สีเหลืองทองสวยน่ารับประทาน และกลิ่นไม่ฉุนรุนแรง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากทุเรียนพื้นเมืองทั่วไป ทำให้ทุเรียนคลองแสง เป็นทุเรียนพื้นเมืองที่มีชื่อของอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกทุเรียนคลองแสง ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ เป็นผลจากการสร้างเขื่อนรัชประภา ในปี 2525 ซึ่งสร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ส่งผลให้ขณะนี้ยังคงเหลือทุเรียนคลองแสง เพียงในพื้นที่ หมู่ 1 ต.เขาพัง ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดไม่ถึง 20 ต้น และล้วนแต่มีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี ที่ยังคงหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและเศรษฐกิจก็ทำให้เกษตรกรบางรายเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความอยู่รอดของทุเรียนพื้นเมืองที่มีแนวโน้มจะลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ไม่เพียงแต่เฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น ยังรวมถึงแหล่งปลูกอื่นก็อาจมีสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อความคงอยู่ของทุเรียนพื้นเมืองเช่นกัน

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี ได้มีแนวคิดและได้มอบหมายให้นางสาวสุพินยา จันทร์มี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ทำโครงการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองจากจังหวัด
ต่างๆ ในเขตภาคใต้ตอนบน เพื่อค้นหาศักยภาพของทุเรียนพื้นเมืองที่มีอยู่ในท้องถิ่น นำมาเปรียบเทียบพันธุ์เพื่อคัดเลือกทุเรียน
พื้นเมืองพันธุ์ที่มีลักษณะดี สำหรับนำไปส่งเสริมให้เป็นเกษตรกรหรือชาวบ้านปลูกเป็นทุเรียนพื้นเมืองเชิงการค้ามากขึ้น ซึ่งขณะนี้
อยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งข้อมูลการศึกษาความหลากหลายของทุเรียนบ้าน ของอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และการติดตามผลการประกวดทุเรียนพื้นบ้าน รวมถึงการสอบถามข้อมูลจากคนในพื้นที่ เช่น เกษตรตำบล ผู้นำชุมชน เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลก็จะเข้าไปสำรวจและเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากแหล่งปลูก มาปลูกเปรียบเทียบที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี โดยเน้นการศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ของทุเรียนพันธุ์นั้นๆ และขยายผลด้วยงานวิจัยและพัฒนา เพื่อหาวิธีการจัดการดูแลรักษาและใช้เทคโนโลยีการปลูกทุเรียนที่มีเหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร เมื่อได้งานวิจัยที่สิ้นสุดก็จะสามารถนำไปขยายผลสู่เกษตรกรให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 20 ปี เนื่องจากไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียนกว่าจะปลูกจนให้ผลผลิตก็ใช้เวลา 6-7 ปี และกว่าจะได้ผลผลิตที่นิ่งมีคุณภาพตามที่ต้องการก็ต้องศึกษาต่อไปอีก 4-5 ปี
หลังจากนั้นตามแผนที่ตั้งไว้ คือ ต้องนำทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่คัดเลือกแล้วว่า เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพไปปลูกทดสอบในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่อยู่ในเครือข่ายของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 เพื่อยืนยันศักยภาพที่เกิดขึ้นของแต่ละพื้นที่ว่ามีความแตกต่างหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านใดบ้าง ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนจะ
เผยแพร่สู่เกษตรกร

“แม้ว่าการศึกษาเรื่องทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองนี้อาจจะใช้ระยะเวลายาวนานมาก แต่ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ สามารถค้นหาศักยภาพของทุเรียนพื้นเมืองที่แอบซ่อนอยู่ในถิ่นต่างๆให้ปรากฏสู่สาธารณชนมากขึ้น เนื่องจากทุเรียนพื้นเมืองบางต้นมีคุณภาพและลักษณะดี รสชาติอร่อย แต่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค ทำให้ราคาขายไม่สูงหรือถูกขายในเกรดเดียวกับทุเรียนพื้นบ้านทั่วไป เกษตรกรจึงไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่มากนัก ฉะนั้นหากทำให้คนรู้จักทุเรียนพื้นเมืองมากขึ้น เกษตรกรจะได้ตระหนักถึงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ให้เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ที่สามารถสร้างมูลค่าและยกระดับทุเรียนพื้นเมืองให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่เฉพาะถิ่น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวสุพินยา กล่าว

ทั้งนี้ ในอนาคตน่าจะมีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพออกมาให้ผู้บริโภคได้รู้จัก เช่นเดียวกับทุเรียนสาลิกา อัตลักษณ์ประจำถิ่นพังงา ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดีไม่แพ้ทุเรียนพันธุ์การค้าอื่น

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูล ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เบอร์โทร. 0-7738-1860-1 อี-เมล์ : surat@doa.in.th

รายงานพิเศษ : การเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240732

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย…

การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้กับคนไทย พระองค์ทรงทุ่มเทและทำทุกอย่างในการส่งเสริมอาชีพนี้ให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทย ซึ่งเห็นได้จากพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และส่งเสริมต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้พสกนิกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืนเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทรงเลี้ยงวัวนมในพระราชวังสวนจิตรลดามีโรงงานผลิตนมสำเร็จรูป นมอัดเม็ด นมผง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ควรตระหนัก โดยประวัติความเป็นมา คือ เดือนกันยายนปีพุทธศักราช 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่า ด้วยการร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ก

ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี นายนิลส์ กุนน่าส์ ซอนเดอร์กอร์ด ชาวเดนมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสุกร ของ FAO (Food and Agricultural Organization United Nation) ผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ระหว่างปี พ.ศ.2498-2502 (ค.ศ.1955-1959) ได้สังเกตว่า คนไทยไม่รู้จักโคนมและดื่มนมในปริมาณน้อยมาก หลังจากกลับไปประเทศเดนมาร์กในปี พ.ศ.2502 นายซอนเดอร์กอร์ด ได้จัดทำโครงการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เสนอต่อ Danish Agricultural Marketing board และต่อมาเดือนมกราคม 2504 ได้มีคณะผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กได้มาศึกษาสำรวจพื้นที่ในการจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิต และศูนย์ฝึกอบรม ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงามมีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ

วันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนม ระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่า เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป และรัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็น “วันโคนมแห่งชาติ”

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการรวมกลุ่มกันเป็น“สหกรณ์” เพื่อพัฒนา การผลิตและการตลาด และจัดตั้งสหกรณ์โคนมแห่งแรกในประเทศไทยที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2514 โดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด” ต่อมาได้รวมกิจการกับบริษัท ผลิตภัณฑ์นม จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เมื่อปี พ.ศ. 2518 จากนั้นเป็นต้นมา จึงใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)” จนถึงปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นของสหกรณ์โคนมแห่งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน ขยายผลจนถึงปัจจุบัน มีสหกรณ์โคนม 101 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถรวบรวมน้ำนมดิบได้ประมาณวันละ 2,087.323 ตัน คิดเป็นร้อยละ 62.64 ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ สหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมทั้งนมพาสเจอไรส์ และยูเอชที 25 สหกรณ์ มีโรงงานผลิตอาหารโค 23 สหกรณ์ ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยทางด้านอาหารของชาติ สามารถทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจโคนมของประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อให้สามารถอำนวยประโยชน์แก่สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ สหกรณ์โคนมจึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้ง “ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด” ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรหลัก เป็นแกนนำ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหา และแนวนโยบายต่อรัฐ รวมทั้งการปกป้องดูแลประโยชน์ด้านการผลิต และการตลาดในอาชีพการเลี้ยงโคนมของสมาชิกและเกษตรกร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ หนึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการบริหารจัดการ สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาธุรกิจให้กับสหกรณ์โคนม โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้สหกรณ์โคนมแข็งแกร่งในด้านต่างๆ นับตั้งแต่ การขยายพันธุ์โคนมพันธุ์ดี การเลี้ยงดูอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ และการผลิตน้ำนมเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์นมอย่างมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งอาศัยพื้นฐานจากยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2555-2559 ที่คณะกรรมการ จัดทำขึ้นมาเป็นแนวทางในการดำเนินการ ประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำนมโคของเกษตรกร การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขัน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโคนมและผลิตภัณฑ์นม แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม มีความภาคภูมิใจกับอาชีพการเลี้ยงโคนมพระราชทาน รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากิจการโคนมให้มีความเจริญก้าวหน้า และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อองค์กร เพื่อสนองพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการรักษาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำพนักงานราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ไทย

 

รายงานพิเศษ : โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240558

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี มีพื้นที่ประมาณ 2,160 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจ.อุดรธานีและหนองคาย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม แอ่งกระทะใกล้แม่น้ำโขง ไม่เหมาะที่จะสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละปีไม่ได้น้อยไปกว่าภาคอื่นๆ

ปัญหาน้ำท่วม เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูฝน แต่ละปีมีพื้นที่น้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 90,000 ไร่ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2554 นั้นเป็นปีที่มีน้ำท่วมมากที่สุดกว่า 215,000 ไร่ สร้างความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและสร้างความเดือนร้อนกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม เช่นเดียวกับ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ก็เกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำซากอยู่ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค

สำหรับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ระหว่างปี 2539-2545 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวง บริเวณบ้านดอนคง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับไม่สามารถเปิดใช้งานได้ไม่เต็มตามศักยภาพตามที่ได้ออกแบบไว้ เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาการจัดซื้อที่ดิน ปัญหาขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในกรณีต่างๆ ยังไม่ชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนี้ การสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวงดังกล่าว ยังทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำ เนื่องจากไปขวางการไหลของน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงช่วงฤดูฝนจะยกบานของประตูระบายพ้นน้ำทุกบาน เปรียบเสมือนกับไม่มีประตูระบายน้ำ ดังนั้นสาเหตุหลักจึงน่าจะเป็นเพราะแม่น้ำโขงมีระดับน้ำที่สูงในฤดูฝน ทำให้เอ่อล้นตลิ่ง ประกอบกับการทำคันกั้นน้ำที่มีอยู่มีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปี

ต่อมาในปี 2546 ได้ถ่ายโอนประตูระบายน้ำห้วยหลวงมาให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ และได้ว่าจ้างสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างอย่างเต็มศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการศึกษาทุกขั้นตอน ซึ่งได้ทำการศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

ผลการศึกษาดังกล่าว พบว่า สภาพปัญหาข้างต้นที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องควบคุมบริหารจัดการน้ำในลำห้วยหลวงที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำและระบบสูบน้ำ เพื่อให้สามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมได้ในช่วงฤดูฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขต จ.หนองคาย และ อุดรธานีและในฤดูแล้งยังสามารถปิดประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนสิ้นฤดูฝน เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว การคมนาคม การอุตสาหกรรม รวมทั้งการรักษาระบบนิเวศน์ อีกด้วย

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการศึกษาได้ผลสรุปเบื้องต้นว่า หากจะให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งไม่เป็นการลงทุนแบบสูญเปล่า เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจะดำเนินโครงการ 6 กลุ่มโครงการด้วยกันคือ โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพัง โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง โครงการสถานีสูบน้ำถ่อนนาเพลินพร้อมระบบชลประทาน ของโครงการสูบน้ำพื้นที่ชลประทานห้วยหลวง-คลองดัก โครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาคำ พร้อมระบบชลประทาน และ โครงการประตูระบายน้ำดอนกลอย-สถานีหนองบัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำองค์ประกอบสำคัญของ6 กลุ่มโครงการดังกล่าว มาพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง พบว่าจะต้องดำเนินงานสำคัญๆ 4 งานด้วยกันคือ

1.งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง เพื่อสูบน้ำจากลำห้วยหลวงเพื่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลาก สามารถลดพื้นที่และระยะเวลาของการท่วมขัง ส่วนในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงขาดแคลนน้ำจะสูบน้ำเพื่อนำน้ำโขงเข้ามายัง ลำห้วยหลวงเพื่อเสริมน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 เครื่อง รวมอัตราสูบน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2.งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง ความยาวรวม 47.02 กิโลเมตร เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำหน้าตามแนวเขตน้ำท่วม และช่วยควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลากเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

3.งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และ 4.งาน
ระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี

สำหรับงบประมาณในการลงทุนทั้งโครงการ คาดว่าจะใช้งบทั้งหมดประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าก่อสร้างทุกโครงการ อาคารประกอบอื่นๆ ค่าชดเชยที่ดิน อาคารที่ทำการสำนักงาน บ้านพัก และการปรับภูมิทัศน์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2568

“เมื่อการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำห้วยหลวงตอนล่างแล้วเสร็จจะสามารถ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี ได้ 54,390 ไร่ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนถึง 245.87 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ได้จำนวน 14.82 ล้านลบ.ม.ต่อปี เพื่อการอุตสาหกรรม 1.13 ล้านลบ.ม.ต่อปี ในเขต จ.หนองคายและอุดรธานี และที่สำคัญสามารถสิ่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ 315,195 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่ 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 37 ตำบล 7 อำเภอของ จ.หนองคาย และอุดรธานี 29,835 ครัวเรือน 124,618 คน ในพื้นที่ 284 หมู่บ้าน ส่วนในฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 250,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีน้ำเพียงพอที่จะใช้รักษาระบบนิเวศน์ ตลอดจนเป็นแหล่งประมงสำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและเป็นรายได้เสริม และเป็นยังแหล่งพักผ่อนหย่อนใจส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้การออกแบบสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง งานพนังกั้นน้ำเดิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจออกแบบพนังกั้นน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำและระบบส่งน้ำชลประทาน ส่วนการตัดหาที่ดิน ได้จัดหาที่ิดินบริเวณที่จะก่อสร้างสถานีแดนเมืองรีบร้อยแล้วเช่นกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดหาที่ดินบริเวณพนังกันน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำ และระบบส่งน้ำชลประทาน

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน ทำให้ได้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งกรมชลประทานจะนำไปขยายผลดำเนินงานกับโครงการอื่นๆต่อไป…

รายงานพิเศษ : ‘ส้มแขก’ไม้ผลให้รสเปรี้ยวมากคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240400

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ส้มแขก เป็นพืชท้องถิ่นที่พบในภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีการนำผลมาฝานเป็นแผ่นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง นำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อให้รสเปรี้ยว เช่น แกงส้ม ต้มส้ม ต้มยำ เป็นต้น ซึ่งใช้กันแพร่หลายในจังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ว่าที่ร้อยตรีจตุรภัทร รัตนวิสาลนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในผลและเปลือกของส้มแขกมีสาระสำคัญ คือ α-hydroxy citric acid (HCA) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมันจากการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจึงเชื่อกันว่าสารสกัดส้มแขกสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างกรดไขมันของร่างกาย และการลดน้ำหนักได้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต จึงได้ดำเนินการสำรวจและศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ส้มแขกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่ปี 2554-2558 โดยมอบหมายให้ นางสาวสโรชา ถึงสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย

ขณะที่ นางสาวสโรชา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาวิจัยดังกล่าว พบว่า ส้มแขกที่พบในพื้นที่ภาคใต้มีจำนวน 2 ชนิด คือ Garcinia atroviridis และ Garcinia pedunculata โดยส้มแขกที่พบนั้นมีลักษณะต่างกันคือ Garcinia atroviridis มีลักษณะตั้งตรง สูงประมาณ 30 เมตร การแตกกิ่งจะลู่ลงตามลำต้น ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ แผ่นใบเรียง ใบอ่อนสีน้ำตาลอมแดง ใบแคบค่อนข้างยาวขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมมากมองเห็นได้ชัดเจน ใบยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ใบแห้งมีสีน้ำตาล ลักษณะผล ผลเดี่ยว ผลคล้ายฟักทองขนาดเล็ก กว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ขั้วผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีรกอยู่ตรงกลาง มีเมล็ด 11-12 เมล็ด เปลือกผลเป็นร่องตามแนวขั้วไปยังปลายผล มี 8-10 ร่อง ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 4 กลีบ ทั้งสองชั้นเรียงสลับกัน ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เมล็ดแข็งสมบูรณ์ 2-3 เมล็ดต่อผล ภายในเมล็ดมีใบเลี้ยงอวบหนา เนื่องจากมีอาหารสะสมอยู่มาก ลักษณะนี้พบที่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตและพบมากในจังหวัดปัตตานี นราธิวาสและยะลา

ส่วน Garcinia pedunculata มีลักษณะลำต้นตั้งตรงและกึ่งเลื้อย ความสูงขึ้นอยู่กับอายุของต้นและลักษณะของลำต้น ซึ่งอยู่ระหว่าง 5-30 เมตร และการแตกกิ่งจะแตกขนานกับพื้นดิน ลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นมังคุด ใบเป็นใบเดี่ยวสีเหลืองอมเขียวถึงสีเขียว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 7-12 ซม. ยาว 12-28 ซม. ปลายกลมถึงแหลม ขอบเรียบ โคนสอบ แผ่นใบหนา เส้นใบเห็นชัดเจนมี 9-14 คู่ ก้านใบยาว 2-3 ซม. ลักษณะผล ผลคล้ายผลฝรั่งมีพูแต่เห็นไม่ชัดเจน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกผลจะมีสีเหลือง ที่ขั้วผลจะมีกลีบเลี้ยงอยู่ระหว่างผลกับขั้วผลแต่เห็นไม่ชัดเจน ขนาดผลใหญ่ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม/ผล ลักษณะนี้พบที่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต ได้รวบรวมข้อมูลและความแตกต่างของส้มแขกทั้งสองชนิดเพื่อเป็นองค์ความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ตเบอร์โทร.0-7662-1157, 08-6538-8029 อี-เมล์ : rpuket@doa.in.th

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือม.ขอนแก่นจัดสรรโควตาให้ทายาทสหกรณ์ หนุนส่งเสริมการศึกษาหลักสูตรการเลี้ยงโค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239814

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเลี้ยงโคและมีการทำฟาร์มโคนมเป็นจำนวนมาก โดยรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ แต่สิ่งสำคัญที่หลายสหกรณ์ยังคงขาดอยู่ นั่นคือ เรื่องขององค์ความรู้ที่จะทำให้ระบบฟาร์มมีความเข้มแข็ง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีความตั้งใจที่จะพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ให้มีความรู้ในเรื่องของการเลี้ยงโคไม่ว่าจะเป็น โคเนื้อ โคนม โดยการขอความร่วมมือด้านการจัดสรรโควตา จาก รศ.น.สพ.ดร.ชูชาติ กมลเลิศ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ได้เข้ามาเรียนในคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างน้อยปีละ 5-10 ทุนซึ่งที่ผ่านมาทางมหาวิยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินการอยู่บ้างแล้ว และในอนาคตข้างหน้านี้กรม จะมีการทำ MOU กับทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ที่มีความสนใจทางด้านนี้ได้เข้ามาศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจนจบการศึกษาแล้วลูกหลานของเกษตรกรเหล่านี้จะต้องเข้ามาทำงานในสหกรณ์บ้านเกิดตัวเอง เพื่อพัฒนาฟาร์มตามระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน เช่น เรียน 6 ปี ก็ต้องกลับไปทำงานในฟาร์มที่บ้านเกิดตัวเอง 6 ปี เป็นการเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาให้ฟาร์มอีกทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งหลักสูตรในการให้ประกาศนียบัตรกับเกษตรกรที่สนใจที่จะพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็จะวางหลักสูตรนี้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดหลักสูตรให้เพื่อเข้ามาศึกษา โดยมีความตั้งใจที่จะพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ให้เขากลับไปจัดระบบการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้การทำเกษตรจากนี้ไปเป็นเกษตรที่มีคุณภาพ เป็นการปฏิรูปเกษตรที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีความตั้งใจให้สมาชิกสหกรณ์มีความเข้มแข็งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งภาครัฐสามารถช่วยเกษตรกรได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาในส่วนของการเลี้ยงโค กรมได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อบรมทายาท
สหกรณ์ทุกปี ปีละประมาณ 100 คน โดยดำเนินการมาหลายรุ่นแล้ว แต่เป็นการอบรมแค่หลักสูตรสั้นๆ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้รักในอาชีพเลี้ยงโคนมเพราะเป็นอาชีพพระราชทาน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญมาก เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เพราะนมถือเป็นอาหารที่สำคัญในการพัฒนาเยาวชนของไทยให้มีความก้าวหน้า และในอนาคตนมก็จะมีความสำคัญกับผู้สูงอายุมากขึ้น ในการทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว ดังนั้น การส่งเสริมสนับสนุนให้ทายาทสหกรณ์ได้เข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตรที่เป็นวิชาชีพได้เลย กับทางมหาวิทยาลัยจึงเป็นโอกาสอันดีของทายาทสหกรณ์และยังจะส่งผลดีต่อประเทศของเราในทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

“คิวคิว” แอพตอบโจทย์คนเมือง จองคิวร้านดัง ผ่านสมาร์ตโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

“คิวคิว” แอพตอบโจทย์คนเมือง จองคิวร้านดัง ผ่านสมาร์ตโฟน

“แทนที่ลูกค้าจะไปเบียดกันหน้าร้านเพื่อรับบัตรคิว ก็สามารถจองคิวผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องยืนรอหน้าร้านให้เสียเวลา หลังจากได้รับบัตรคิวออนไลน์ผ่านทางแอพ สามารถไปเดินเล่น ไปทำธุระอย่างอื่น เมื่อถึงคิวจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ ทำให้กลับไปได้ทันที โดยไม่เสียสิทธิ์”

ปฏิวัติวงการรอคิวไม่ให้คอยเมื่อยหน้าร้านอาหารอีกต่อไป สำหรับ “คิวคิว” QueQ แอพพลิเคชั่นจองคิวผ่านสมาร์ตโฟน สามารถจองคิวได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ในรถ หรือกำลังเดินทางไปที่ร้าน นอกจากนั้น ยังเช็กได้อีกด้วยว่ามีกี่คิวก่อนหน้า ต้องรอประมาณกี่นาที ใกล้ถึงคิวเมื่อไร ประเดี๋ยวคิวคิวจะมีเสียงแจ้งเตือนส่งตรงไปที่มือถือคุณเอง ผู้ที่ต้องการใช้บริการดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android

ถูกจริตคนเมือง

ไม่อยากรอคิวให้เมื่อย

คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ หรือ คุณโจ้ ซีอีโอ บริษัท YMMY Co., Ltd. คือตัวแทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจ้าของแอพ QueQ ช่วยจัดการระบบคิวให้สะดวกสบายมากขึ้น

คุณโจ้ เล่าว่า ไอเดียคิวคิว เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วในขณะที่เข้าไปใช้บริการ ณ ธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกค้ารอใช้บริการเป็นจำนวนมาก บางคนรอคิวนานเป็นชั่วโมง จึงเกิดไอเดียว่าทำไมไม่มีระบบคิวอัจฉริยะที่ให้ลูกค้าจองคิว หากยังไม่ถึงคิวก็สามารถไปทำธุระอย่างอื่นก่อน ไม่รอช้าลงมือพัฒนาระบบจองคิวขึ้นทันที

เท้าความก่อนว่า คุณโจ้ เป็นเจ้าของบริษัทรับจ้างผลิตซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรต่างๆ ในไทยมากมาย และด้วยทีมงานที่มากประสบการณ์ ชายหนุ่มจึงเลือกใช้ทักษะด้านไอทีซึ่งเป็นต้นทุนเดิมมาพัฒนาระบบดังกล่าวในลักษณะแอพใช้งานง่าย

สำหรับระบบการจองคิว คุณโจ้ได้รับโอกาสให้เริ่มต้นที่ร้านอาหารขนาดใหญ่ นั่นคือ ร้านชาบูชิ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นลูกค้ารายแรก เขาบอกว่า กว่าทุกอย่างจะลงตัว ทีมงานใช้เวลาเซตระบบเกือบ 6 เดือน

“องค์ประกอบสำคัญของการจัดระบบคิว ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ระบบจัดการคิว ณ หน้าร้านลักษณะเป็นตู้ และระบบรันคิว โดยฝั่งผู้ใช้งานติดตั้งแอพบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลต เชื่อมต่อกันและแสดงผลผ่านอินเตอร์เน็ต”

หลังจากนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้พัฒนาการจองคิวให้ร้านชาบูชื่อดังจนระบบเสถียร คุณโจ้ เผยว่า บริษัทที่เข้ามาขอใช้บริการส่วนมากเป็นร้านอาหาร ร้านค้า เพราะมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ร้านเหล่านี้มักประสบปัญหาเรื่องลูกค้ารอคิว ฉะนั้น เป็นเรื่องดีหากมีโซลูชั่นที่เข้ามาแก้ไขให้ลูกค้าได้จริงๆ

“แทนที่ลูกค้าจะไปเบียดกันหน้าร้านเพื่อรับบัตรคิว ก็สามารถจองคิวผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องยืนรอหน้าร้านให้เสียเวลา หลังจากได้รับบัตรคิวออนไลน์ผ่านทางแอพ สามารถไปเดินเล่น ไปทำธุระอย่างอื่น เมื่อถึงคิวจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ ทำให้กลับไปได้ทันที โดยไม่เสียสิทธิ์”

ลูกค้าต่างประเทศใช้บริการ

เพิ่มลูกเล่นใหม่ตลอด

สำหรับตัวแอพจะแสดงรายชื่อร้านที่อยู่ในระบบคิวคิว จากผู้ใช้งานระยะรัศมี 1 กิโลเมตร ถ้าอยากจองคิว เพียงแค่กดจากมือถือก็จองคิวได้เลย ส่วนระยะเวลาในการรอคิวขึ้นอยู่กับร้านค้า นับเป็นการเพิ่มโอกาสขายให้ร้านอาหาร เพราะคนไทยส่วนมากมักคิดมาก่อนแล้วว่าจะทานอะไร หากมาถึงหน้าร้านเห็นคนรอคิวจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนใจ แต่เมื่อมีระบบจองคิวเข้ามา ลูกค้าสะดวกสบายวางแผนง่ายขึ้น

ปัจจุบัน จำนวนร้านค้าที่อยู่ในระบบคิวคิว คุณโจ้ ระบุว่า ราว 60 ร้านค้า อาทิ ชาบูชิ บาร์บีคิวพลาซ่า คิมจู บอนชอน ชิคเก้น ส่วนจำนวนผู้ใช้งานเกือบ 200,000 คน ตั้งเป้าสิ้นปี 2559 จะเพิ่มผู้ใช้งานให้ได้ 500,000 คน เพิ่มร้านดัง 200 ร้านค้า เจาะทำเลห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ขยายการให้บริการไปยังธุรกิจอื่นที่ต้องการระบบการจัดการคิว เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนลูกค้าต่างประเทศมีสิงคโปร์ นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ให้ความสนใจอยู่พอสมควร

นอกจากให้บริการจองคิว ยังมีฟีเจอร์ใหม่ในรูปแบบของ E-Coupon ดีลส่วนลดต่างๆ เมื่อจองคิวผ่านแอพเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มรูปแบบการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากขึ้น

“ผมสร้างรูปแบบการช็อปปิ้งที่เชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์สู่โลกออฟไลน์ โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าสมาชิก และยังสามารถช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงเวลาร้านโต๊ะไม่เต็มให้มีลูกค้าเข้าใช้บริการมากขึ้น ผ่านดีลส่วนลด หรือข้อเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เข้าถึงลูกค้าได้ตลอดเวลา”

สำหรับช่องทางสร้างรายได้ เจ้าของแอพ บอกว่า ได้จากการเก็บค่าเช่าตู้จองคิวจากลูกค้า ตู้ละ 70,000 บาท

นับเป็นอีกหนึ่งสตาร์ตอัพไทยที่น่าจับตามอง เพราะแอพพลิเคชั่นตัวนี้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยนี้ที่เปลี่ยนไปมาก ต้องการความสะดวกสบาย ต้องการบริหารจัดการเวลาที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แอพ FoodStory ตอบโจทย์ร้านอาหาร-ลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

แอพ FoodStory ตอบโจทย์ร้านอาหาร-ลูกค้า

ในบรรดาธุรกิจสตาร์ตอัพเมืองไทย ต้องบอก แอพพลิเคชั่น “FoodStory” มาแรงและเป็นที่สนใจของผู้คน ซึ่งมีสองหนุ่มเป็นผู้ก่อตั้งและช่วยกันบริหารคือ คุณฐากูร ชาติสุทธิผล รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด ส่วน คุณชวิน ศุภวงศ์ หรือ คุณแจ๊ค ดูแลในฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด โดยแอพนี้เป็น 1 ใน 3 ของผู้ชนะจากเวทีประกวดธุรกิจสตาร์ตอัพ “True Incube Asia Pacific Mobile App Challenge 2014” ที่ได้รับคัดเลือกไปแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการเวทีดังกล่าวตัดสินให้ “FoodStory” ชนะการแข่งขัน ด้วยเหตุผลที่ว่า FoodStory เป็นระบบจัดการหน้าร้านบนไอแพดสำหรับร้านอาหารและร้านกาแฟที่มีมากกว่า 200 ฟีเจอร์ เช่น บริหารสต๊อก จองโต๊ะอาหาร รายงานผลประกอบการ ฯลฯ โดย FoodStory มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้แอพได้แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ทีมงาน FoodStory มีประสบการณ์ในการเขียนซอฟต์แวร์ให้กับธนาคาร รวมถึงประสบการณ์ทำร้านอาหารในต่างประเทศอีกด้วย

มองเทรนด์เศรษฐกิจยุคดิจิตอล

นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้นำผลงานไปโชว์ในงานธุรกิจสตาร์ตอัพ ที่หลายหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความสำเร็จของสตาร์ตอัพคนไทย พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังไปออกบู๊ธในต่างประเทศอย่าง สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเพราะมีลูกค้ามาติดต่อใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวแทนจำหน่ายแอพด้วย

ด้านคุณแจ๊ค อธิบายการทำงานของแอพนี้ว่า เป็นระบบที่ทำให้เจ้าของร้านอาหารและลูกค้าได้พบกันด้วยระบบ อีโค่ซิสเต็ม (Eco System) เป็นตัวเชื่อมระหว่างแอพทั้งสอง สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและแชร์เรื่องราวซึ่งกันและกัน ทำให้ร้านอาหารสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ยิ่งขึ้น และลูกค้าสามารถหาร้านอาหารที่ตรงความต้องการของตนได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนที่ครบวงจรระหว่างผู้ประกอบการร้านอาหารและกลุ่มลูกค้า หากพูดถึงเรื่องของความสะดวกสบายและทันสมัยแล้ว FoodStory สามารถตอบโจทย์ทั้งร้านอาหารและผู้บริโภคได้อย่างลงตัว

สำหรับที่มาที่ไปของแอพนี้ เขาเท้าความให้ฟังว่า ตอนแรกคิดไว้ว่าจะทำแอพง่ายๆ เกี่ยวกับร้านอาหารเพื่อให้ลูกค้าเพียงแค่รีวิวอาหารและใช้โปรโมชั่น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการที่จะปฏิวัติวงการร้านอาหารให้มีระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย ทีมงานจึงเริ่มเก็บข้อมูลจากร้านอาหารต่างๆ ว่าต้องการอะไร อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องมาจากสมาร์ตโฟนและอินเตอร์เน็ต ดังนั้น จึงต้องสร้างวิสัยทัศน์ว่าระบบร้านอาหารควรจะเป็นอย่างไรในโลกของยุคดิจิตอล ที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง มาหลายรูปแบบ

“พวกเราเริ่มพัฒนาแอพมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเนื่องด้วยอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน ซึ่งทำให้ร้านอาหารต้องปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจยุคดิจิตอล หลังจากนั้นก็ทำการทดลองใช้ในร้านอาหารจริงก่อนที่จะเริ่มออกตลาดในปีที่ผ่านมา ด้วยคอนเซ็ปต์ของแอพที่ว่า เป็นระบบจัดการร้านอาหารยุคดิจิตอล ครบครันทุกความต้องการในมือคุณ”

คุณแจ๊ค ให้ข้อมูลว่า “การพัฒนาแอพดังกล่าว เริ่มต้นกันจากศูนย์ ก่อนหน้านั้นได้วิ่งหาร้านอาหารนำเสนอระบบ ถึงขั้นให้ร้านเหล่านั้นใช้ระบบฟรีๆ เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานจริง ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มกระแสความคิดแบบสตาร์ตอัพขึ้นในเมืองไทย ทีมงานก็พยายามพัฒนาตนเองและเรียนรู้เพื่อเข้าแข่งขัน จนได้รับรางวัลเป็นตัวแทนไปแข่งในต่างประเทศ เหมือนได้เปิดโลกใหม่ ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้รับคำแนะนำดีๆ และโอกาสดีๆ จากร้านอาหารต่างๆ ทำให้เริ่มนำระบบออกสู่ตลาดได้ในกลางปี 2558

จนตอนนี้มีร้านอาหารที่ใช้งานระบบเรามากกว่า 100 สาขาในไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ในงานอีเว้นต์ใหญ่ประจำปีใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของพวกเรา”

ชี้จุดเด่นของ 2 แอพ

เจ้าตัวบอกว่า ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังไม่มีแอพที่เหมือนกันโดยตรง ส่วนใหญ่จะบริการเพียงแค่การจัดการภายในร้านอาหาร หรือเป็นฐานข้อมูลร้านค้าให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ FoodStory ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อร้านอาหารและผู้ชอบรับประทานอาหาร ให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง เช่น การจองโต๊ะ หรือสั่งอาหารไปรับประทานที่บ้าน หรือที่ทำงาน

คุณแจ๊ค อธิบายรายละเอียดว่า FoodStory มีทั้งหมด 2 แอพคือ 1) FoodStory Owner สำหรับเจ้าของร้านอาหารบนไอแพด คือระบบบริหารร้านอาหารที่รวมระบบบันทึกยอดขาย (Point-Of-Sale) แบบเคลื่อนที่ ที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ สามารถให้เจ้าของร้านจัดการร้านและเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถรองรับธุรกิจร้านอาหารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหารแบบคาเฟ่หรือบุฟเฟ่ต์ จนถึงระดับภัตตาคารอาหาร เริ่มต้นง่ายด้วยไอแพดเพียง 1 เครื่องก็สามารถใช้ระบบจัดการร้านอาหารของ FoodStory ได้แล้ว

ระบบการจัดการภายในร้านมีรูปแบบการใช้งานที่สวยและสามารถเข้าใจง่าย ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถใช้งานระบบการจัดการร้านได้แล้ว FoodStory ออกแบบมาสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจร้านอาหารเป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของธุรกิจร้านอาหารได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เช่น การสั่งรายการอาหารแบบไร้สาย ที่ “สามารถทำทุกอย่างได้ที่โต๊ะโดยไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา”

อีกทั้งมีระบบการจองโต๊ะ ระบบบอกสถานะของอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานที่ร้าน หรือห่อกลับ ทำให้เรื่องการสั่งอาหารเป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังระบบสต๊อกของสินค้าซึ่งจะทำให้การควบคุมต้นทุนอาหารได้ชัดเจน รวมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงด้วยการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ (Cloud) ทำให้เจ้าของร้านมั่นใจได้ว่า ข้อมูลทั้งหมดของร้านจะปลอดภัย และเข้าถึงรายงานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถวิเคราะห์วางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลกำไรสูงสุด

2) FoodStory Customer สำหรับลูกค้าบนสมาร์ตโฟน จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการหาร้านอาหาร อ่านรีวิว และติดตามข้อมูลของร้านอาหารได้แบบเรียลไทม์ เช่น โปรโมชั่น รายการอาหาร หรือระบบการจองโต๊ะล่วงหน้า ที่แสดงโต๊ะว่างในแต่ละตารางเวลาของร้านอาหารนั้นๆ การติดต่อสื่อสารกับร้านอาหารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อยากได้บรรยากาศแบบไหน อาหารประเภทอะไร ราคาเท่าไหร่ หรือรีวิวเรื่องการบริการหรือรสชาติอาหารของร้านนั้นๆ ได้แบบตรงใจ เพียงแค่กดสั่งผ่านสมาร์ตโฟน

คิดค่าบริการเป็นรายเดือน

สรุปคือลูกค้าจะได้รับความสะดวกสบายที่มากขึ้น พนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย FoodStory เป็นสื่อกลางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ทั้งร้านอาหารและลูกค้า จึงเน้นความง่ายดายในการใช้งาน ไม่ใช่เพิ่มภาระให้พนักงานภายในร้านให้ทำงานยากขึ้นกว่าตอนที่ไม่มีระบบ อีกทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ ความทันสมัย

คุณแจ๊ค บอกว่า ในส่วนแอพ FoodStory Owner มีฐานลูกค้ามากกว่า 120 สาขาในเมืองไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ขณะที่แอพ FoodStory Customer กำลังจะเริ่มให้สามารถสั่งอาหารได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

กรณีอัตราค่าบริการสำหรับร้านอาหารจะคิดค่าบริการรายเดือนเท่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของร้านค้าและบริการที่ต้องการ โดยเริ่มต้นแค่เดือนละพันนิดๆ สูงสุดอยู่ที่เดือนละ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาทั่วไปตามท้องตลาด ไม่ได้แพงหรือถูกเกินไป

เจ้าของและผู้ก่อตั้งแอพ “FoodStory” พูดถึงฟีดแบ็กจากงานสตาร์ตอัพที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด เพราะมีผู้สนใจเข้าชมอย่างล้นหลาม ทั้งผู้ที่สนใจนำแอพไปใช้ในร้านอาหาร และรอใช้บริการส่งอาหาร อีกทั้งยังรวมถึงโอกาสที่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่จะสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารอีกมากมาย

เขายังระบุถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่า มีเป้าหมายหลายอย่าง ประการแรกต้องการสร้างสังคมผู้ประกอบการร้านอาหาร เรียนรู้และแบ่งปัน เพื่อพัฒนาวงการร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหาร และขยายตัวแทนจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงร้านอาหารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

นับว่า แอพพลิเคชั่น “FoodStory” เป็นที่ชื่นชอบและถูกอกถูกใจทั้งในส่วนของร้านอาหารและลูกค้า เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งรอให้หงุดหงิด ทางร้านเองสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการได้อย่างลงตัวจริงๆ

ปั๊ม LIKE/เพิ่มยอด Followers ตัวช่วยเพิ่มรายได้เกลื่อนเน็ต!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

พารนี

ปั๊ม LIKE/เพิ่มยอด Followers ตัวช่วยเพิ่มรายได้เกลื่อนเน็ต!

บรรยากาศค้าขายออนไลน์ นับวันยิ่งคึกคัก สินค้าประเภทเดียวกัน มีผู้นำเสนอมากหน้าหลายตา ฉะนั้น ตัวบ่งชี้แห่งยุคสมัยนี้ ที่อาจบอกว่าร้านไหนน่าสนใจกว่า น่าจะขึ้นกับ “ยอด LIKE (ไลก์)” ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก หรือ “ยอด Followers (ฟอลโลเออร์)” ในอินสตาแกรม

แหล่งข่าวซึ่งขอสงวนรายละเอียดส่วนตัว จากร้าน http://www.instagramthai.com กิจการรับปั๊มไลก์ เปิดเผยกับ “เส้นทางเศรษฐี” ว่าการเพิ่มยอดฟอลโลเออร์ หรือการเพิ่มยอดไลก์นั้น มีประโยชน์อย่างมากกับผู้ขายของผ่านทางออนไลน์ เพราะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการโปรโมตสินค้าและเพิ่มรายได้มากขึ้น โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ไม่ต้องเสียเวลารอให้คนอื่นกดติดตามอีกต่อไป

ซึ่งบริการของทางร้าน http://www.instagramthai.com นั้น ไม่ใช่ระบบแลกไลก์หรือแลกฟอลโลเออร์ ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาดูแลเอง เพราะทางร้านจะจัดการให้ทุกอย่างโดยไม่ต้องให้รหัสผ่าน

“การใช้บริการกับเราปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลการใช้บริการลูกค้าทุกท่านเป็นความลับ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีลูกค้าและองค์กรชื่อดังใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง” แหล่งข่าวท่านเดิม ระบุ

ส่วนขั้นตอนการเข้ารับบริการจากทางร้านนั้น เมื่อสมัครแพ็กเกจแล้ว หลังจากการชำระเงินภายใน 24 ชั่วโมง ลูกค้าจะได้รับเอสเอ็มเอสหรืออีเมล เพื่อแจ้งให้เริ่มการใช้งาน และเมื่ออัพโหลดรูปภาพหรือวิดีโอบนไอจี ลูกค้าจะได้รับไลก์ ภายใน 30 นาที รวมทั้งทุกๆ การอัพโหลดขึ้นไปใหม่ ไม่จำกัดตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับราคาค่าบริการในการปั่นไลก์ของทางร้าน http://www.instagramthai.com ผ่านระบบต่างๆ มีดังนี้

– ปั่นไลก์ในอินสตาแกรม 1,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 680 บาท 5,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 980 บาท 10,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 1,780 บาท 20,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 3,480 บาท

– แพ็กเกจ Auto Like รูปอัตโนมัติทันทีหลังอัพ 100 ไลก์ ราคา 2,580 บาท 300 ไลก์ ราคา 3,580 บาท 500 ไลก์ ราคา 5,580 บาท 1,000 ไลก์ ราคา 8,580 บาท

แพ็กเกจ Auto Active ระบบไลก์ + เมนต์คนอื่นอัตโนมัติ 10 วัน ราคา 780 บาท 30 วัน ราคา 1,980 บาท 90 วัน ราคา 5,980 บาท 180 วัน ราคา 7,980 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บนโลกอินเตอร์เน็ตล่าสุด มีเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเสนอเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” ในการกระตุ้นยอดขายให้กับบรรดาร้านค้าออนไลน์ อาทิ

เว็บไซต์ปั๊มไลก์ในเฟซบุ๊ก

http://www.trr-like.net/

http://www.liketh.net/

http://www.n-like.com/

http://fb-follow.com/

http://www.ok-like.net/

เว็บไซต์สอนวิธีการปั๊มไลก์ในยูทูบ

https://www.youtube.com/watch?v=RAI4Qu4fbBw ยอดวิว 300,000 กว่า

https://www.youtube.com/watch?v=mVhKDbiECd4 ยอดวิว 207,000

https://www.youtube.com/watch?v=sReJ2GHOVhE ยอดวิว 100,000 กว่า

https://www.youtube.com/watch?v=rydyVVuUCaI ยอดวิว 1,900,000

นอกจากนี้ยังมี แอพพลิเคชั่นเพิ่มผู้ติดตามอินสตาแกรม

https://itunes.apple.com/th/app/rab-likh-kab5000likh-fri-pheux/id722687386?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/5000-chxb-pro-rab-chxb-tidtam/id695415794?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/5000-tidtam-pro-di-rab-kar/id695429656?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/pheim-phlang-phu-tidtam-khx/id978235128?l=th&mt=8

และ เพจรับจ้างปั๊มไลก์ในเฟซบุ๊กและเพิ่มผู้ติดตามอินสตาแกรม

https://www.facebook.com/sellfollowers/

https://www.facebook.com/FOLLOWIGF/

https://www.facebook.com/pimchanok.boneca?fref=ts รับจ้างปั๊มไลก์

https://websta.me/n/follow_fiftyshop รับจ้างเพิ่มผู้ติดตามไอจี

https://www.instagram.com/lnsta_get/