ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ถ้าพูดถึง ศรีสะเกษ เชื่อว่าทุกคนที่ไม่เคยมา คงคิดถึงความแห้งแล้ง รอยแตกระแหงของพื้นแผ่นดิน ดินแดนที่เต็มไปด้วยความยากจน ไม่ผิดหรอกถ้าหลายๆ คน จะคิดอย่างนั้น เพราะภาพที่สื่อต่างๆ เคยนำเสนอถึงจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย จนขณะที่ว่าเด็กๆ ต้องเก็บดินกิน คนในชนบทมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นั้นคือ ภาพที่คนที่ยังไม่ได้มาสัมผัสจังหวัดศรีสะเกษ จะนึกถึงภาพลักษณ์นี้เสมอ

แต่ภาพแห่งความเป็นจริงสำหรับคนที่เคยมาเยือนศรีสะเกษ คงเคยเก็บเกี่ยวภาพแห่งความประทับใจจากดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ อดีตของอาณาจักรฟูนันอันยิ่งใหญ่ ที่มีความหลากหลายของขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพราะศรีสะเกษนั้นประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมถึง 4 เผ่าไทย ได้แก่ เผ่าลาว เผ่าเขมร เผ่าส่วย หรือกูย และเผ่าเยอ ซึ่งภาพแห่งความรุ่งเรืองนี้ จะมีการจำลองถึงความรุ่งเรืองในอดีตของดินแดนแห่งนี้ “นครลำดวน” หรือเมืองสระเกษ ผ่านทางการแสดงแสงสีเสียง “ศรีพฤทเธศวร” โดยจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket) คำเรียกนี้คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริง และสามารถเรียกได้อย่างเต็มภาคภูมิของชาวศรีสะเกษทุกคน เพราะดินแดนที่หลายๆ คนเชื่อว่าประกอบไปด้วยคนที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกลับกลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินทองของอีสานใต้ กลายเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่เรียกว่าดินแดนมหัศจรรย์นั้นก็เพราะว่า เป็นแหล่งรวมการผลิตพืชชนิดต่างๆ จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งผลิตได้มีคุณภาพดี มีรสชาติอร่อย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน มังคุด จากภาคตะวันออก สะตอ ลองกอง จากภาคใต้ ลำไย ลิ้นจี่ จากภาคเหนือ มะปรางหวาน กระท้อน ส้มโอ มะม่วง จากภาคกลาง

นอกจากนั้น ยังมีพืชผลชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเงาะและทุเรียนนั้น ถือเป็นแหล่งผลิตแห่งแรก และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพืชความหวังใหม่สำหรับเกษตรกร เงาะที่ผลิตนั้นจะเป็นพันธุ์โรงเรียน ส่วนทุเรียนจะเป็นพันธุ์หมอนทอง ปัจจุบันมีพื้นที่การผลิตเงาะ ประมาณ 1,878 ไร่ พื้นที่การผลิตทุเรียน ประมาณ 3,221 ไร่ มีมูลค่าการผลิตเฉพาะ 2 ชนิด พืชนี้ ไม่น้อยกว่าปีละ 430 ล้านบาท ยังไม่นับรวมถึงมูลค่าการผลิตของพืชชนิดอื่นๆ ที่กล่าวถึง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยสำหรับการทำรายได้เข้าสู่จังหวัด แบบนี้ยังจะเรียกว่าดินแดนแห่งความยากจนอยู่อีกหรือ

คุณธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาที่ตัวเกษตรกร ในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านการตลาด ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการผลิตนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานที่ดูแลในเรื่องการผลิตของเกษตรกร ได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่การเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลังให้เปลี่ยนมาเป็นสวนเงาะ ทุเรียน และผลไม้อื่นๆ โดยจะเน้นเรื่องของการพัฒนาเกษตรกรให้มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน ซึ่งเน้นการผลิตตามมาตรฐาน GAP รวมไปถึงการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ควบคุมคุณภาพผลผลิตกันเองระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง เพื่อดูแลกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยเน้นในเรื่องของคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก การนำระบบสติ๊กเกอร์ และ QR Code ติดที่ผลผลิต ซึ่งใช้ในผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษ เพื่อให้รู้ว่าเป็นผลผลิตจากสวนไหน จะมีรหัสควบคุม ทำให้รู้ถึงแหล่งที่มาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของทุเรียนศรีสะเกษมากยิ่งขึ้น

ทำไม…จึงอร่อย

ทุเรียนศรีสะเกษ ทำไมถึงอร่อย และแตกต่างจากทุเรียนจากแหล่งอื่นอย่างไร เป็นคำถามที่คนศรีสะเกษน่าจะถูกตั้งคำถามจากคนจังหวัดอื่นบ่อยๆ คุณรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ตอบคำถามนี้ว่า สาเหตุเกิดจากสภาพของดินซึ่งบริเวณที่ราบเชิงเขาตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเขตอำเภอกันทรลักษ์และอำเภอขุนหาญ ซึ่งดินเกิดจากการสลายตัวของหินเกิดตามที่ราบเขาจากวัตถุกำเนิดพวกหินบะซอลต์ หินแอนดีไซต์ ซึ่งจะเป็นชุดดินโชคชัย

ลักษณะและคุณสมบัติของดิน เป็นดินลึกมาก ดินบนเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งหรือดินเหนียว สีน้ำตาลปนแดงเข้มมาก ดินล่างเป็นดินเหนียว สีแดงหม่นหรือสีแดงหม่นเข้มมาก ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกลาง (pH 6.0-7.0) ในดินบน และเป็นกรดจัดมาก ถึงเป็นกรดจัด (pH 4.5-5.5) ในดินล่าง มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการปลูกไม้ผล และที่สำคัญมีปริมาณธาตุกำมะถันอยู่ในดินโดยธรรมชาติ

ทั้งนี้ จึงส่งผลให้ทุเรียนมีความมันมากกว่าความหวาน ซึ่งเป็นคุณลักษณะเดียวกับทุเรียนนนทบุรี จึงทำให้ทุเรียนมีความอร่อยถูกปากนักบริโภคทุเรียน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ความเอาใจใส่ของเกษตรกรที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ “ทุเรียนศรีสะเกษ อร่อยที่สุด” แห่งหนึ่งของประเทศไทย

คุณรพีทัศน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันผลผลิตทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษ โดยทั่วไปในแง่ของการตลาด การบริโภค และการซื้อขายเป็นที่ต้องการของพ่อค้าส่งออก และพ่อค้าภายในประเทศ เนื่องจากทุเรียนของจังหวัดศรีสะเกษมีการพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาด และบางส่วนผลิตตามมาตรฐาน GAP ทำให้ผลผลิตที่ออกมาจำหน่ายในตลาดของปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

พร้อมกันนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่ต่อเนื่องทุกปี คือการจัดงานเทศกาลเงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อสินค้า (Brand Loyalty) และการใช้กลยุทธ์ Strategic Story Marketing ภายใต้ตราสินค้า “ทุเรียนศรีสะเกษ” จึงทำให้เกิดความมั่นคงด้านการตลาด และด้านราคาอย่างยั่งยืน จึงส่งผลให้มีมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

10-19 มิถุนายน

“เทศกาล เงาะ-ทุเรียน

และของดีศรีสะเกษ” 59″

ในช่วงระหว่าง วันที่ 10-19 มิถุนายน 2559 นี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้กำหนดจัดงาน “เทศกาล เงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ” 59″ ขึ้น ซึ่งจะจัด ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในงานจะประกอบด้วยการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้หลากหลายชนิดจำหน่ายโดยเกษตรกร การจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าโอท็อป (OTOP) ของจังหวัดศรีสะเกษ การประกวดผลผลิตทางการเกษตรและการประกวดสินค้า OTOP และที่สำคัญการแสดงทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม 4 เผ่าไทย ที่สวยงามตระการตา

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม กิจกรรมภาคบันเทิง ได้แก่ การแสดงดนตรี ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด โดยจัดประกวดวงดนตรี การประกวดร้องเพลง ประเภทนักเรียน/นักศึกษา ขึ้นในงานด้วย ฯลฯ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นอย่างดีในทุกๆ ปีคือ การจัดกิจกรรมทัวร์สวนเกษตร “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ซึ่งปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชอบมาก เสียเงินเพียง 199 บาท แต่ก็เลือกชิมผลไม้ชนิดต่างๆ ในสวนแบบเต็มที่และเต็มอิ่ม ไม่จำกัดจำนวน เพียงแต่ห้ามห่อกลับบ้าน ถ้าอยากได้ให้ซื้อกลับ

ตะลุยชิมผลไม้ อร่อยไปทุกสวน

อำเภอขุนหาญ อำเภอศรีรัตนะ และอำเภอกันทรลักษ์ เป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะทุเรียน ที่เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด ทุเรียนศรีสะเกษโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะปลูกในแหล่งดินภูเขาไฟ ที่มีแร่ธาตุสูง มีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เปลือกบาง เนื้อสัมผัสที่แห้ง เนียน เนื้อหนึบ รสชาติหวานมัน หอม อร่อยมาก และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งปลูกไม้ผลอีกมากมาย เช่น เงาะ ลองกอง มะปรางหวาน กระท้อน ชมพู่ สะตอ ลำไย ส้มโอ มะม่วง ฯลฯ ทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี

คุณฟอง วรรณสิทธิ์ ประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพ อำเภอขุนหาญ กล่าวว่า โดยทั่วไปทุเรียนศรีสะเกษส่วนใหญ่จะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี แต่ละปีผลผลิตมีไม่พอขาย เนื่องจาก ทุเรียนศรีสะเกษเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในประเทศและส่งออก เนื่องจากทุเรียนศรีสะเกษมีคุณภาพใกล้เคียงกับทุเรียนนนทบุรี ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษสามารถขายได้ราคาแพงกว่าทุเรียนจากภาคตะวันออก

ปัจจุบัน แหล่งปลูกไม้ผลของจังหวัดศรีสะเกษมีการรวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนที่ได้มาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดอบรมเกษตรกร พร้อมตรวจรับรองตามมาตรฐานสากล ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุเรียนและผลไม้จากแหล่งผลิตแห่งนี้ ได้รับมาตรฐานอาหารปลอดภัยต่อการบริโภค

คุณฟอง บอกว่า ทุเรียนศรีสะเกษมีรสชาติอร่อย กรอบนอกนุ่มใน โดนใจผู้ซื้อ เพราะกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนในท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดทุเรียนแก่ที่ความสุก 85-90 เปอร์เซ็นต์ เนื้อทุเรียนมีรสหวานจัดถึง 13 องศาบริกซ์ ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

ปีนี้พื้นที่ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในการหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน รวมทั้งต้นผลไม้ชนิดต่างๆ ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุเรียนออกดอกน้อยกว่าเดิม และผลผลิตผลไม้อื่นๆ ก็ลดน้อยลงมากกว่าเดิมเช่นกัน คุณฟอง คาดว่าผลผลิตจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ราคาทุเรียนจึงปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70-90 บาท ส่วนผลสุกราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 110-120 บาท

ในช่วงฤดูผลไม้ หากใครอยากเที่ยวชมสวนและชิมผลไม้ ขอแนะนำให้แวะไปที่สวน ลุงเสริม หาญชนะ ตั้งอยู่เลขที่ 53/2 หมู่ที่ 8 บ้านหนองเก่า ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ที่นี่เป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอขุนหาญ ลุงเสริม ปลูกทุเรียน 10 ไร่ และมีพื้นที่ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานอีก 8 ไร่ ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกดูแลทุเรียนและไม้ผลอีกนานาชนิด และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ยังสนับสนุนกิ่งพันธุ์ “กาแฟ” ให้ลุงเสริมทดลองปลูกแซมในสวนผลไม้ผสมผสานแห่งนี้ ปรากฏว่าได้กาแฟคุณภาพดีอีกต่างหาก ใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการปลูกกาแฟผสมผสานในสวนผลไม้ ก็แวะไปแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลกาแฟกับลุงเสริมได้ในสวนแห่งนี้

นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถแวะชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ได้ที่ “สวนทศพล” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 198 บ้านซำตารมย์ หมู่ที่ 7 ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าของสวนแห่งนี้ชื่อ คุณทศพล สุวะจันทร์ เป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพของอำเภอกันทรลักษ์

สวนทศพล เป็นจุดหนึ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ เพราะที่นี่ดูแลบริหารงานในลักษณะสวนเกษตรผสมผสาน โดยปลูกทุเรียนเป็นพืชหลัก เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ และปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น มังคุด ลองกอง มะปรางหวาน ฯลฯ โดยทั่วไป สวนทุเรียนมักมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชประเภทด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นทุเรียน คุณทศพลใช้วิธีเลี้ยงไก่ไว้ในสวนทุเรียน เพื่อช่วยกำจัดตัวเต็มวัย รวมทั้งใช้ตาข่ายดักปลาพันรอบลำต้น สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1 เมตร เพื่อดักตัวเต็มวัย และเฝ้าระวังทำลายไข่ของด้วงหนวดยาว ก่อนที่จะฟักเป็นตัวเจาะเข้าทำลายต้นทุเรียน ควบคู่กับการตัดแต่งกิ่งทุเรียนปลูกใหม่ และการตรวจการระบาดของโรคและแมลงศัตรูทุเรียน และใช้สารชีวภาพขับไล่แมลง ฯลฯ

ในปีนี้ หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากร่วมกิจกรรมทัวร์สวนผลไม้ “เที่ยวทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” สามารถสอบถามรายละเอียดกับหมู่บ้านทัวร์สวนเกษตรบ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ คุณทศพล สุวะจันทร์ โทร. (083) 797-8856 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรลักษ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอขุนหาญ ศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ. ศรีสะเกษ โทร. (045) 611-283 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ได้รับข้อมูลเพียงเบื้องต้นแล้ว ทำให้ทุกคนอยากมาเยือนศรีสะเกษหรือยัง ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศ เมืองหอม กระเทียม เมืองดอกลำดวน เมือง 4 เผ่าไทย แหล่งผลิต เงาะ-ทุเรียน สวนสะตอที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะกี่คำจำกัดความ ก็คงจะไม่เท่าคำๆ นี้ “ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket)”

วันนี้ ศรีสะเกษ ยังรอคุณมาเยือน

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษศรีสะเกษ

สาวบางแค 22

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ขอร่วมแสดงความยินดีกับพี่น้องบ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 ตำบลโดด อำเภอโพธิ์ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในโครงการหมู่บ้านดีเด่น (บ้านสวย เมืองสุข) ประจำปี 2558 รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับประเทศ ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

และชุมชนแห่งนี้ ยังได้รับรางวัลโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประจำปี 2557 ซึ่งเป็น โครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนองแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองกอง ได้รับการสนับสนุนความรู้จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษมาได้ตลอด และสร้างผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่องจึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าวในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ และ คุณสถิต วิทิตยนตรการ นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกอง ได้ดำเนินกิจกรรม “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเองและชุมชนได้ทุกครัวเรือนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบ (โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน)

ทุกวันนี้จึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป สนใจเข้าเยี่ยมชมชุมชนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย เพราะที่นี่นอกจากเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแล้ว ยังเป็นตำบลจัดการสุขภาพดี และวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย ผู้มาเยือนนอกจากได้รับความรู้ต่างๆ จากชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าพืชผักปลอดภัยจากสารพิษในโครงการ “เมืองเกษตรสีเขียว” ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

คุณศุภธิดา ศรีชารัตน์ เกษตรกรต้นแบบไร่นาสวนผสม ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมา ทางชุมชนได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ น้ำยาอเนกประสงค์เพื่อใช้เองในครัวเรือน ฯลฯ สำหรับใช้เองในครัวเรือนและกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนได้ตลอดทั้งปี

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทำได้ไม่ยาก แค่จัดหามูลสัตว์ 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน จุลินทรีย์ (อีเอ็ม) 20 ซีซี กากน้ำตาล 20 ซีซี และน้ำสะอาด 10 ลิตร จากนั้นนำจุลินทรีย์ กากน้ำตาล มาผสมใส่ในถังหมัก นำมูลสัตว์ รำละเอียด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนจะนำแกลบดิบที่มีความชื้นพอหมาดๆ มาคลุกผสมให้เข้ากัน โดยมีความชื้นประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ หากทดลองกำแล้วไม่มีน้ำหยดลงมาตามง่ามนิ้วมือก็ถือว่าใช้งานได้

เมื่อเตรียมวัสดุดิบเสร็จให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาบรรจุลงใส่กระสอบหรือถุงปุ๋ยที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี โดยใส่แค่ 3 ใน 4 ของกระสอบเท่านั้น ไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี พลิกกระสอบทุกวัน ช่วง 2-3 วันแรก ภายในกระสอบปุ๋ยจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60 องศา พอวันที่ 5 อุณหภูมิปุ๋ยจะเริ่มเย็นลงเหลือแค่ 30 องศา แสดงว่าปุ๋ยแห้งสนิทแล้วสามารถนำไปใช้บำรุงต้นพืชได้ทุกชนิด หากใช้ไม่หมดสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยเก็บในบริเวณที่ร่ม ไม่ให้โดนแดด โดนฝน เมื่อต้องการนำไปใช้งาน ใช้ปุ๋ย 1 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ตามที่ต้องการ

“เกษตรนำการพัฒนา” นโยบายเพื่อการพัฒนา ของ ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมืองศรีสะเกษ

“เกษตรนำการพัฒนา” นโยบายเพื่อการพัฒนา ของ ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

“ผมมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล และจะทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย เพื่อความสุขของประชาชนชาวศรีสะเกษในทุกด้าน โดยการทำงานจะเน้นแบบประชารัฐ โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อให้สำเร็จตามนโยบายของรัฐบาล”

“นับตั้งแต่วันที่ผมมารับตำแหน่งที่นี่ ได้วางนโยบายแล้วว่า จะใช้ภาคเกษตรนำการพัฒนาของจังหวัด โดยการสนับสนุนงบประมาณนั้นจะเน้นให้ภาคการเกษตรก่อน ส่วนการก่อสร้าง เช่น ถนน จะไว้ลำดับรองๆ ลงมา โดยกิจกรรมภาคการเกษตรที่จะเป็นอนาคตของเกษตรกรในจังหวัด จะเน้นที่ไม้ผล โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทุเรียน และการเลี้ยงโคเนื้อ”

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษที่จะดำเนินการต่อไป

เน้นนโยบายพัฒนาข้าว

“เรื่องข้าวนั้นถือเป็นยุทธศาสตร์นำของจังหวัดศรีสะเกษ ที่จะต้องมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง จังหวัดศรีสะเกษนั้นเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวอินทรีย์คุณภาพอันดับหนึ่งของประเทศ ดังนั้น จึงมีนโยบายที่จะวางแผนการเพิ่มพื้นที่และผลผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจะมีความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเป้าหมายนั้นอยากมี และขยายพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพให้ได้ปีละ 10,000 ไร่”

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นเพื่อการพัฒนาอาชีพการทำนาของเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ จะดำเนินการร่วมกับ บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด แนวทางประชารัฐจังหวัดศรีสะเกษ โครงการข้าวนาหยอด ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ มีเป้าหมายปลูกข้าวนาหยอด 10,000 ไร่ และมีโรงสีรับซื้อข้าวในราคาประกันด้วย

หอมแดง เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษบอกว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการพัฒนา โดยล่าสุดได้มีการปรึกษาพูดคุยเรื่องการพัฒนาการประกอบอาชีพนี้กับ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ลงพื้นที่ในการติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการแนวทางประชารัฐจังหวัดศรีสะเกษ ถึงแนวทางการพัฒนา

“คุณอิสระบอกว่าจะช่วยในการประสานให้หน่วยงานวิจัย อย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เข้ามาช่วยดูในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต และโลจิสติกส์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปหอมแดง ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดได้มีการพัฒนาการผลิต จนได้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น อย่างหอมเจียว เข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้”

“ในการพัฒนาภาคเกษตรนั้นมีหลายโครงการที่ทางจังหวัดศรีสะเกษต้องดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งนับเป็นภาระของผมที่จะต้องทำในสิ่งเหล่านี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างมั่นคง” ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าว

เน้นทุเรียนสร้างคุณภาพ และสร้างความต่าง

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษนั้นถือว่าเป็นจังหวัดที่โชคดีที่มีพื้นที่ในเขต 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอขุนหาญ กันทรลักษ์ และศรีรัตน์ สามารถปลูกไม้ผลได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย รวมถึงสะตอ ซึ่งแนวทางการพัฒนานั้น ด้วยผลไม้ของศรีสะเกษนั้นมีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น เนื่องจากสภาพดินที่นี่เป็นดินภูเขาไฟเก่า และสภาพดินไม้อุ้มน้ำ ส่งผลทำให้คุณภาพและรสชาติของไม้ผลที่ดีมาก เช่น ทุเรียน จะมีลักษณะไส้แห้ง ไม่แฉะ เนื้อมีความกรอบนอกนุ่มใน และที่สำคัญกลิ่นไม่ฉุนรุนแรง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบทุเรียนที่มีกลิ่นแรง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ทุเรียนของศรีสะเกษมีความโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด

“ดังนั้น นโยบายหนึ่งที่จะดำเนินการคือ การส่งเสริมการปลูกทุเรียนให้เพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทุเรียนอยู่ประมาณ 3,000 ไร่ และให้ผลผลิตแล้วประมาณ 2,000 ไร่ เป้าหมายในขณะที่ดำรงตำแหน่งที่นี่คือ จะส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลูกเพิ่มให้ได้ถึง 10,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่จะปลูกทุเรียนตามการส่งเสริมนั้นต้องได้รับการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีเพื่อให้เป็นสวนทุเรียนคุณภาพ”

“ทั้งนี้ เพราะการที่จะผลิตทุเรียนเพื่อไปแข่งขันด้านการตลาดกับจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนมานานและเป็นแหล่งใหญ่ได้นั้นต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรมือใหม่ได้เกิดการปรับเปลี่ยนและเข้ามาสู่การปลูกทุเรียนคุณภาพจำหน่ายตามเป้าหมายที่วางไว้”

ทั้งนี้ ในด้านการตลาดของปี 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า มีเป้าหมายที่จะดำเนินการจำหน่ายทุเรียนในเกรดพรีเมี่ยม จำนวน 12,000 ลูก โดยได้มีการลงนามความร่วมมือกับทางไปรษณีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่บัดนี้ และหากทุเรียนที่สั่งซื้อ เมื่อได้รับแล้วปรากฏว่า มีคุณภาพไม่ตรงกับที่ประชาสัมพันธ์ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมที่จะเปลี่ยนทุเรียนให้ใหม่

“การส่งเสริมประชาสัมพันธ์ไม่ให้เกษตรกรตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย จึงเป็นอีกเรื่องที่ทางจังหวัดศรีสะเกษจะพยายามดำเนินการอย่างไรที่ไม่ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรว่าจะต้องไม่ทำลายชื่อเสียงทุเรียนของศรีสะเกษด้วยการตัดทุเรียนอ่อนมาจำหน่าย ต้องทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานทุเรียนของศรีสะเกษ ต้องได้รับประทานเฉพาะทุเรียนที่มีความแก่พร้อมรับประทาน การทำให้เกิดในเรื่องของคุณภาพและความแตกต่าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนของศรีสะเกษสามารถไปแข่งขันในตลาดได้”

ส่วนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอาชีพการทำสวนไม้ผล เช่น การขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จะได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไข เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำเดิมเพื่อให้มีน้ำใช้ในการทำสวน เป็นต้น

สร้างโคเนื้อเป็นอาชีพใหม่

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยังกล่าวถึงการพัฒนาอาชีพโคเนื้อ ซึ่งเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีว่า จากที่ศึกษาข้อมูลพบว่า การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก แต่สามารถจำหน่ายได้ราคา โดยได้ปรึกษากับปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษแล้วที่จะทำโครงการส่งเสริมพัฒนาสายพันธุ์โค โดยวางเป้าหมายที่จะนำน้ำเชื้อโคพันธุ์วากิวเข้ามาดำเนินการผสมเทียมให้กับเกษตรกรเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์

“ขณะนี้โคเนื้อที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองและมีการพัฒนาด้วยการนำน้ำเชื้อชาร์โรเล่ส์เข้ามาผสม ซึ่งเมื่อจำหน่ายแล้วจะได้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท แต่หากนำน้ำเชื้อโคพันธุ์วากิวเข้ามาผสม จะสามารถยกระดับราคาจำหน่ายได้สูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท ซึ่งเห็นได้ว่าแตกต่างกันเป็นอย่างมาก และจะช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้กับเกษตรกร” ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวทิ้งท้าย

ข้าวโพดหวาน ที่ศรีรัตนะ อร่อย…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

ข้าวโพดหวาน ที่ศรีรัตนะ อร่อย…

“แดนข้าวโพดหวาน ข้าวสารหอม พร้อมผลไม้ ไร่กระเทียมดี ศรีรัตนะ”

จากคำขวัญของอำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ได้สะท้อนให้เห็นภาพของดีประจำอำเภอแห่งนี้ โดยข้าวโพดหวานเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความโดดเด่นและขึ้นชื่อ อำเภอนี้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดหวาน อันดับ 1 ของจังหวัดศรีสะเกษ สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นเป็นอย่างดี จนส่งผลให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดหวานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยทางอำเภอศรีรัตนะจะมีการจัดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะขึ้นเป็นประจำทุกปี

หากจะซื้อข้าวโพดหวานที่มีรสชาติอร่อยสุดๆ ของอำเภอศรีรัตนะ ที่ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชน บ้านสระเยาว์ ตำบลสระเยาว์ ตั้งอยู่ริมถนนสายศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ คือศูนย์กลางที่รวบรวมข้าวโพดหวานจากเกษตรกรมาไว้ที่นี่

ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชนบ้านสระเยาว์ จะมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรงนำผลผลิตสินค้าเกษตรขึ้นชื่อ ไม่ว่า ข้าวโพดหวาน และมันเทศ รวมถึงผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล เช่น กระเทียม ข้าวสาร เงาะ ทุเรียน แก้วมังกร ฯลฯ มาวางจำหน่ายมากกว่า 100 แผง

โดยนอกจากการจำหน่ายปลีกให้กับผู้ที่เดินทางผ่านบนเส้นทางแห่งนี้แล้ว ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชน บ้านสระเยาว์ยังเป็นแหล่งค้าส่งข้าวโพดหวานไปยังตลาดสำคัญๆ ทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด เช่น ตลาดศรีสะเกษ ตลาดอำเภอกันทรลักษ์ และตลาดเจริญศรี จังหวัดอุบลราชธานี

ดังนั้น หากต้องการข้าวโพดหวานราคาถูก ขายตรงจากเกษตรกร มีผลผลิตตลอดทั้งปี ตลาดแห่งนี้คือ คำตอบที่น่าสนใจ

สำนักงานเกษตรอำเภอศรีรัตนะ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด โดยบอกว่าสายพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูก ประกอบด้วย พันธุ์ 58 และ บิ๊ก 3 สตาร์

ฤดูกาลปลูกมี 4 รุ่น คือ

รุ่นที่ 1 ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

รุ่นที่ 2 ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

รุ่นที่ 3 ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

รุ่นที่ 4 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

โดยข้าวโพดหวานที่ปลูกมีอายุเก็บเกี่ยวที่ 85 วัน

เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวาน จะมีต้นทุนอยู่ที่ ประมาณ 6,450 บาท ต่อไร่ โดย 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 4,000 ฝัก ราคาจำหน่าย อยู่ที่ฝักละ 3 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้ว จะมีกำไรเฉลี่ยที่ไร่ละ 4,550 บาท

ข้าวโพดหวานอำเภอศรีรัตนะ จึงเป็นอีกหนึ่งของดีของจังหวัดศรีสะเกษที่ไม่ควรพลาดในการไปลิ้มลอง…

ศรีภักดีฟาร์ม ฟาร์มสร้างชีวิต ของ สุพันธ์ ศรีภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมืองศรีสะเกษ

ศรีภักดีฟาร์ม ฟาร์มสร้างชีวิต ของ สุพันธ์ ศรีภักดี

“ผมนั้นเคยติดคุกอยู่ที่บางขวาง 13 ปี ข้อหาปล้นฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ช่วงที่อยู่ในเรือนจำได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความตั้งใจว่า หากได้พ้นโทษออกมาจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง”

นายสุพันธ์ ศรีภักดี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (087) 240-6827 บอกกล่าวถึงอดีตก่อนก้าวมาเป็นเกษตรกรในระดับ Smart Farmer ด้านปศุสัตว์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบญจลักษ์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ

จากที่ต้องถูกจองจำอยู่เป็นเวลา 13 ปี เมื่อพ้นโทษออกมาในปี 2535 จึงเป็นปีแห่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างเพื่อการผลิตตามโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของอำเภองานเกษตรอำเภอเบญจลักษ์ และเริ่มต้นทำฟาร์มภายใต้ชื่อ “ศรีภักดีฟาร์ม” บนพื้นที่ 24 ไร่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2535

ด้วยความมุมานะพยายามในการประกอบอาชีพจึงทำให้ก้าวสู่ฟาร์มชั้นแนวหน้า มีกิจกรรมประกอบด้วย การเลี้ยงหมู 1,822 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 210 ตัว พ่อพันธุ์ 12 ตัว หมูขุน 1,600 ตัว วัวเนื้อ 444 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 280 ตัว พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 3 ตัว พ่อพันธุ์บราห์มัน 1 ตัว วัวขุน จะเลี้ยงชุดละ 40 ตัว โครุ่นอื่นๆ 120 ตัว และเลี้ยงปลานิล 6 บ่อ นอกจากนี้ ยังมีรายได้เสริมมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้รอบๆ ฟาร์ม และการทำปุ๋ยหมักจากขี้หมู ขี้วัวในฟาร์ม

“การเลี้ยงวัวของผมจะเน้นเป็นวัวเนื้อ เพราะขายง่าย ต้นทุนต่ำ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ โดยนำพันธุ์ชาร์โรเล่ส์เข้ามาผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์บราห์มันที่มีอยู่ในฟาร์ม ลูกที่ออกถ้าเป็นตัวเมียจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนลูกตัวผู้จะนำไปขุนจำหน่าย ในฟาร์มของผมจะมีลูกวัวคลอดออกมาทุกวัน”

ในส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยง เจ้าของฟาร์มได้ยกตัวอย่างถึงวัวเนื้อที่เลี้ยงว่า จะใช้ฟางข้าวหมักเป็นหลัก และเสริมด้วยกากมันหมักยีสต์ ส่วนอาหารข้นจะเน้นการผสมอาหารขึ้นใช้เอง โดยซื้อวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก โดยสูตรอาหารที่ใช้นั้นลูกชายเป็นคิดค้นสูตรขึ้นมา” พี่สุพันธ์ กล่าว

ในส่วนของการเลี้ยงวัวเนื้อนั้น พื้นที่คอกเลี้ยงของพี่สุพันธ์จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากที่อื่น โดยจะเน้นการขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้กลางคอกโคเนื้อ ด้วยต้องการเลี้ยงปลานิล

“ผมใช้ปลานิลแปลงเพศเก็บขี้วัว พอฝนตกขี้วัวจะไหลลงบ่อ แล้วทำให้เกิดแพลงตอนขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งแพลงตอนนี้จะกลายเป็นอาหารของปลานิลที่เลี้ยง และปลานิลที่ผมปล่อยเลี้ยงนี้จะปล่อยครั้งแรกทีเดียว 10,000 ตัว หลังจากนั้นปล่อยตามธรรมชาติออกลูกหลานในบ่อเอง ผมจะจับเฉพาะตัวใหญ่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ซึ่งเป็นการเลี้ยงที่เราไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก” พี่สุพันธ์ กล่าว

จากทั้งหมดนี้ ปีหนึ่งๆ ฟาร์มแห่งนี้จะมีรายได้หลังค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ 6.6 ล้านบาท

“ผมมีลูก 2 คน คนหนึ่งเรียนจบด้านสัตวศาสตร์ อีกคนเรียนจบด้านประมง ตอนนี้ทุกคนช่วยทำงานอยู่ในฟาร์ม รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชน โดยลูกของผมจะออกไปยังพื้นที่ของเกษตรกรที่พร้อมเป็นเครือข่ายช่วยให้บริการเกี่ยวกับการผสมเทียม การจัดการดูแลสุขภาพสัตว์ เพื่อให้สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย”

ทั้งนี้ เป้าหมายของศรีภักดีฟาร์มที่วางไว้ในอนาคตคือ การพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เกิดการรวมกลุ่มและร่วมกับทางฟาร์มในลักษณะของการเป็นเครือข่าย เพื่อผลิตสินค้าปศุสัตว์จำหน่าย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เจ้าของฟาร์มให้เหตุผลว่า เพราะฟาร์มจะเดินไปด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้ ต้องเอาชาวบ้านไปด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ

“ตอนนี้ผมมองว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนมีรายได้ไปพร้อมๆ กับฟาร์ม ดังนั้น จะต้องมีการสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อน และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เครือข่ายที่สร้างขึ้นเราจะมีตราสินค้าเป็นของตนเองเพื่อสร้างตลาดขึ้นมา”

สำหรับการจำหน่ายผลผลิตของฟาร์มในปัจจุบัน พี่สุพันธ์ บอกว่า ตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ โดยหนึ่ง เป็นตลาดภายในพื้นที่ ซึ่งมีความต้องการทั้งส่วนที่เป็นสัตว์มีชีวิตและเนื้อชำแหละ

“ผมมองตลาดภายในเป็นหลักก่อนตอนนี้ ใครต้องการ วัว หมู ปลา มาซื้อได้โดยตรงที่ฟาร์ม จะเอาไปทั้งแบบตัวเป็นมีชีวิต หรือจะให้ฆ่าและชำแหละให้ได้หมด แต่ถ้าปริมาณสัตว์เหลือเกินกว่าที่ตลาดในพื้นที่รับได้ ผมจะส่งขายให้กับทางพ่อค้าเพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน” พี่สุพันธ์ กล่าว

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางศรีภักดีฟาร์ม ใช้วิธีการตลาดแบบเลี้ยงเองขายเองแบบนี้ เพราะต้องการเพิ่มมูลค่าสินค้าในฟาร์มของตนเอง

“ถ้าเราไม่ชำแหละขาย ให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้ราคาต่ำ อย่างวัวตัวหนึ่งถ้าให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้เงินเพียง 30,000 บาท แต่ถ้าเรามีการชำแหละขายเอง จะได้เงินถึงตัวละ 50,000 บาททีเดียว”

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่เคยผิดพลาดในชีวิต แต่วันนี้เขาสามารถสร้างตัวเองให้เป็นคนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้…

“ผ้าไหมศรีสะเกษ” งานศิลป์แห่งดินแดนอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ผ้าไหมศรีสะเกษ” งานศิลป์แห่งดินแดนอีสานใต้

งานศิลปะที่ทรงคุณค่า ไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือแผ่นกระดาษ คุณธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้เกียรติพาไปเยี่ยมชมผลงานศิลปะบนผืนผ้าไหมและผ้าทอพื้นเมือง มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจังหวัดศรีสะเกษมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

การทอผ้า เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวศรีสะเกษ ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างความสามัคคีในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการผลิตร่วมกัน เป็นอาชีพเสริมที่เพิ่มรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อในการแต่งกาย และลวดลายการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ 4 ชนเผ่า ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว เยอ ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวศรีสะเกษในปัจจุบัน

แต่ละเผ่าจะทอผ้าใช้เอง โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป ลายผ้าที่นิยมกันมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีฐานะดีในสมัยอดีตคือ ผ้าลายลูกแก้ว ในชนเผ่าเขมรเรียกผ้าลายนี้ว่า “ผ้าเก็บ” โดยเรียกจากลักษณะการเก็บลายดอก เผ่าส่วยเรียกว่าผ้าเหยียบ โดยเรียกขั้นตอนการย้อมสีกับลูกมะเกลือ ซึ่งเหยียบผสมโคลน เพื่อทำให้สีที่ได้จากการย้อมมะเกลือติดทนนาน เผ่าลาว เรียกว่า ผ้าลายดอกแก้ว หรือผ้าลายลูกแก้ว เรียกตามลักษณะดอกสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ เรียงกันไป มีจุดดอกตรงกลางสี่เหลี่ยม

“เสื้อแส่ว” เอกลักษณ์

ของชาวส่วย บ้านทุ่งไชย

คุณอรพินท์ ศรีบาง ประธานกลุ่มผลิตเสื้อแส่วบ้านทุ่งไชย หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย โทร. (093) 417-9055, (061) 038-6297 อธิบายว่า คำว่า “แส่ว” มาจากภาษากุย หรือส่วย แปลว่า การสอยหรือการถักลาย เสื้อแส่วที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวส่วยจะตัดเย็บจากผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอขึ้นมาเป็นลายลูกแก้ว มีมาตั้งแต่อดีตกาลกว่า 200 ปีก่อน ชาวส่วยนิยมสวมใส่เสื้อแส่วในการรำผีฟ้า งานบุญบั้งไฟ งานร้องสรภัญญะ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านมักอาศัยช่วงว่างเว้นจากฤดูการทำนา และการทำการเกษตร มาร่วมกันทอเสื้อแส่วขาย โดยพวกเขาจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ปั่นไหม มัดหมี่ย้อม ปั่นทอผ้า เมื่อทอผ้าได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว จะนำผ้ามาตัดเป็นรูปเสื้อแขนยาวตามขนาดที่ต้องการเย็บด้วยมือ และย้อมมะเกลือจนได้ผ้าที่มีสีดำสนิท นำไปคลุกดินโคลน ล้างออกให้สะอาด นำเสื้อไปนึ่งด้วยไอน้ำและอบเครื่องหอมสมุนไพร เพื่อให้เนื้อผ้าหนาและนิ่ม มีสีดำสนิท เป็นมันวาว และหอมกลิ่นสมุนไพร เสื้อที่ผ่านกระบวนการย้อมแล้วจะนำไปแส่ว เพื่อถักลวดลายตามที่ต้องการด้วยเส้นด้ายหลากสีที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งด้านล่างของเสื้อเดิมเน้นถักด้วยลวดลายไขว้ แต่ปัจจุบันเน้นเป็นลวดลายดอกไม้และลายอื่นตามที่ลูกค้าต้องการ และเย็บด้ายปล่อยไว้เป็นการผูกแทนกระดุม เสื้อแส่วสวมใส่สบาย ใช้นานสีก็ไม่ตกหรือซีดจางลง

เสื้อแส่วย้อมสีมะเกลือมีคุณสมบัติพิเศษคือ ซักแล้วไม่ต้องรีด สวมใส่ได้เลย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบ้านทุ่งไชยได้รับความนิยมจากตลาดในวงกว้าง และจำหน่ายในราคาตัวละ 3,000 บาท และได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์สุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ 4 ดาว ในปี 2553-2554 ช่วยเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานไปสู่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่อไป และสร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด และขายได้ราคาที่ดี

คุณวสันต์ ชิงชนะ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ เล่าเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบ้านทุ่งไชยถูกคัดเลือกเข้าสู่การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ผลิตชุมชนในโครงการ KBO (Knowledge-Based OTOP) โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษได้เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น จากเดิมที่ย้อมสีมะเกลือและตากแห้ง 20 ครั้ง ให้เหลือเพียง 2 ครั้ง โดยนำผ้าไหมลายลูกแก้วมาย้อมสีในรูปแบบผ้ามัดย้อม (ผ้าบาติกย้อมมะเกลือ)

ในขั้นตอนการตำมะเกลือ เพิ่มปริมาณผงถ่าน ใช้แปรงทาสีจุ่ม ทาระบายสี สีจะติดทนนานเหมือนเดิม แต่ติดเพียงข้างเดียว นำแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำ ระบายลงผ้าไหม เพื่อกันสีไม่ให้เข้าไปในเนื้อผ้า จะกลายเป็นผ้าบาติกจากผ้าไหมลายลูกแก้ว จากนั้นนำผ้าไหมไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าของชุมชน ใน 2 รูปแบบ คือ

1. พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าสไบคลุมไหล่ โดยนำผ้าลายลูกแก้วย้อมมะเกลือแบบดั้งเดิม มามัดย้อมเป็นลวดลายต่างๆ ที่สวย แปลกตา และปักแส่ว ให้มีความสวยงาม ขายได้ราคาสูงขึ้น ในราคาผืนละ 2,500 บาท

2. นำผ้าลายลูกแก้วมามัดย้อม และแปรรูปเป็นกระเป๋าถือจากผ้าไหม ที่มีรูปทรงทันสมัยเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ จำหน่ายใบละ 3,000-4,500 บาท

บ้านอะลาง ย้อมสีผ้า

จาก “มูลหนอนไหม”

การทอผ้าแบบโบราณนิยมการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ โทนสีแดง ได้จากครั่ง รากยอป่า แก่นฝาง ฯลฯ โทนสีเหลือง ได้จากหัวขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย แก่นไม้พุด ดอกกรรณิการ์ ฯลฯ โทนสีน้ำตาล ได้จากเปลือกไม้โกงกาง เปลือกสีเสียด เปลือกพะยอม เปลือกผลทับทิม ฯลฯ โทนสีน้ำเงิน ได้จากใบบวบ ใบหูกวาง เปลือกเพกา ใบตะขบ ฯลฯ โทนสีดำ ได้จากผลมะเกลือ ผลสมอพิเภก ใบกะเม็ง ฯลฯ

กลุ่มทอผ้าไหมบ้านอะลาง หมู่ที่ 9 ตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตรูปแบบใหม่ โดยใช้ “มูลหนอนไหม” ที่ให้สีเขียวขี้ม้า มาใช้ย้อมผ้าเป็นครั้งแรก คุณสมบูรณ์ เพ็งพันธ์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านอะลาง เล่าว่า ทางกลุ่มได้นำมูลหนอนไหมที่ให้สีเขียวขี้ม้า กลิ่นคล้ายชาใบหม่อน มาย้อมสีไหมเส้นยืนและเส้นพุ่ง เมื่อย้อมหลายๆ น้ำ สีเขียวจะจางลง เทคนิคการย้อมสีดังกล่าว กลายเป็นจุดขายที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือบ้านอะลาง ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของกลุ่มนี้ ถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น กระเป๋าถือ ผ้าสไบ ผ้าพันคอ และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังผลิตผ้าทอสอดเส้นใยก้านตาล ที่มีจุดเด่นคือ เมื่อสอดเส้นพุ่งด้วยเส้นใยก้านตาล ด้วยเทคนิคการยกดอก 4 ตะกอ พบว่า ผ้ามีความแข็งแรงมากขึ้น เกิดขอบเกิดสันที่สวยงามแปลกตา ตามขนาดของเส้นใยก้านตาล โดยนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่รองนั่ง หมอนอิง ผลิตภัณฑ์ผ้ารองจาน กล่องใส่กระดาษทิชชู

คุณสมบูรณ์ บอกว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยยอดสั่งซื้อหลักมาจากกรุงเทพมหานคร และการนำสินค้าออกจำหน่ายที่ตลาดนัดชุมชน “ไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้” อำเภออุทุมพรพิสัย งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองธานี และงานแสดงสินค้าโอท็อปของจังหวัดศรีสะเกษ

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติจากมูลหนอนไหม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณสมบูรณ์ เพ็งพันธ์ ได้ที่เบอร์โทร. (086) 263-9287 ได้ทุกวัน

“ชามูลหนอนไหม” เครื่องดื่มใหม่ของคนรักสุขภาพ

เมื่อหนอนไหมกินใบหม่อนเป็นอาหารแล้ว จะขับถ่ายมูลหนอนไหมออกมา ปัจจุบัน นอกจากนำมาใช้เป็นสีย้อมผ้าแล้ว ยังพบว่า มีกลุ่มคนรักสุขภาพจำนวนหนึ่งได้นำมูลหนอนไหมไปชงเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ เสพศิลปะแห่งอรรถรสในการดื่มชา เฉกเช่นเดียวกับการบริโภคกาแฟขี้ชะมด

ดร. นพพร กองพันธ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ กรมหม่อนไหม ยังไม่มีผลงานทางวิชาการออกมายืนยันว่า ชามูลหนอนไหม มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด แต่ชามูลหนอนไหมกลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรักสุขภาพจำนวนหนึ่งไปแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า มีการซื้อขายมูลหนอนไหมในกลุ่มผู้สนใจมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

สาเหตุที่ชามูลหนอนไหมได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของใบหม่อน ซึ่งเป็นอาหารของหนอนไหมว่า มีแร่ธาตุและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงกว่าใบชาทั่วไป เพราะใบหม่อนมีสารแคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิดแล้ว ในใบหม่อนยังมีสารดีออกซิโนจิริมายซิน (Deoxynojirimycin) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสารกาบา (GABA ) ที่มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต และสารฟายโตสเตอรอล (Phytosterol) ที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ดร. นพพร กล่าวว่า กลุ่มคนที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน เลือกใช้มูลหนอนไหมวัย 5 นำมาร่อนให้สะอาด ก่อนนำไปอบความร้อน ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เพื่อให้มูลหนอนไหมแห้ง และเก็บบรรจุในถุง วิธีนี้สามารถเก็บรักษาคุณภาพชามูลหนอนไหมได้นานข้ามปี เมื่อต้องการนำไปใช้งาน ก็จะชงชามูลหนอนไหมเป็นเครื่องดื่มเช่นเดียวกับเทคนิคการชงชาทั่วไป คือ ชงด้วยน้ำร้อน 80-90 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาสั้นๆ จะได้น้ำชาที่มีสีเขียวเข้ม กลิ่นคล้ายชาใบหม่อน

อนึ่ง ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เคยเผยแพร่การใช้ประโยชน์จาก “มูลหนอนไหมอีรี่” โดยนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้น เนื่องจากมูลหนอนไหมอีรี่มีปริมาณธาตุอาหารประเภทไนโตรเจน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ในอัตราสูงกว่าที่พบในมูลไส้เดือนดิน และมูลค้างคาว

กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้น เริ่มจากชั่งมูลหนอนไหมอีรี่แห้ง 2 กิโลกรัม นำมาใส่ถัง ขนาด 50 ลิตร เทกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ในน้ำ แล้วเทลงในถัง เติมน้ำลงไป 40 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 14 วัน กรองด้วยผ้าขาวบางเก็บไว้ในขวดเอาไว้ใช้เมื่อต้องการใช้งาน ให้ผสมปุ๋ยน้ำอินทรีย์เข้มข้น ในอัตราส่วน 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วแปลงปลูก ทุกๆ 7 วัน จะช่วยให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดี เนื่องจากปุ๋ยน้ำอินทรีย์เข้มข้น ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินและพืช

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณไนโตรเจนสูง ช่วยเพิ่มการเติบโตในกลุ่มพืชผักและพืชที่ต้องการเร่งการเติบโตทางใบ

“ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย” ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463151

"ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย" ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชน เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ 29 ต.ค. และจะมีต่อไปอีก 1 ปีจากนี้ ประชาชนจำนวนมาต่างเฝ้ารอหาโอกาสที่เดินมา

วันนี้โพสต์ทูเดย์จึงรวบรวมข้อแนะนำ ความรู้สึกของผู้ที่มาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังจะมาว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ อายุ 61 ปี ข้าราชการบำนาญ เดินทางมาจากจังหวัดสงขลา เล่าว่า ตั้งใจเดินทางมาเพื่อเข้ากราบพระศพฯ นั่งเครื่องบินมาถึงกรุงเทพ.ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. แล้วแวะพักบ้านลูกสาวย่านดอนเมือง จากนั้นเดินทางมาถึงสนามหลวงวันที่ 31 ต.ค.ประมาณ 06.30 น. รอต่อแถวจนได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วง 09.30 น. เหตุผลที่เลือกมาวันธรรมดาเนื่องจากช่วงวันหยุด จะมีประชาชนเดินทางจำนวนมากจึงเลือกมากในปกติ

เอกจิตรา บรรยายความรู้สึกว่า เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท จุดที่จัดพิธีพระบรมศพเจ้าหน้าที่จะให้ประชาชนแต่ละชุด ใช้เวลากราบเบื้องหน้าพระพรมโกศประมาณ 5 นาที ซึ่งบรรยากาศภายในทุกคนจะอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่มีพูดคุยกัน แต่บางคนเมื่อเห็นพระบรมโกศก็กลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมาบ้าง แต่ภาพรวมบรรยากาศทุกอย่างสงบ


“รับรู้ได้ว่าทุกคนที่มารวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรักสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ไม่มีการแตกแถวแซงคิว ทุกคนช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ เพราะทุกคนมาเพื่อสิ่งเดียวกัน คือ พระองค์ท่านซึ่งเป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ”

เอกจิตรา เล่าอีกว่า เมื่อได้เข้ามากราบพระบรมโกศสมดั่งความตั้งใจถึงแม้จะเสียใจ แต่รู้สึกประทับใจมากเพราะคิดว่าเป็นครั้งหนึ่งและครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้เห็นพระราชพิธีขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณ เช่น พิธีประโคมย่ำยาม ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจและจะเก็บความรู้สึกที่ได้เห็นนำกลับไปเล่าให้ลูกหลานได้ฟัง รวมถึงอยากให้คนไทยทั่วประเทศมีโอกาสเดินทางมาซักครั้ง

ขณะที่การเตรียมความตัวมาของ เอกจิตรา เพียงแค่เตรียมร่างกายและชุดแต่งกายให้พร้อมตามระเบียบที่สำนักพระราชวังกำหนด ส่วนภายในกระเป๋าควรมียาโรคประจำตัว ยาดม น้ำดื่มติดไว้

 

นฤมล สาระเทียน

นฤมล สาระเทียน อายุ 56 ปี พนักงานเอกชน เดินทางมาจากเขตพระนคร กทม. แนะนำว่า ผู้ที่จะเดินทางมาควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงในกระเป๋าควรมีร่ม พัด น้ำดื่ม ขนมปัง หรือ ข้าวเหนียวไก่ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลารอรนานบางครั้งผู้ที่มาอาจหิวหรือกระหายน้ำได้

นฤมล บรรยายว่า เดินทางมาคนเดียวถึงสนามหลวง 09.30 น. ใช้เวลารอคิวกว่าที่จะได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วงเที่ยง และออกมาบ่ายโมง แต่ภาพรวมการจัดระบบแถวของทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังถือว่าดีมาก มีเต็นท์ เก้าอี้ จัดเตรียมให้ประชาชนรอ แต่เมื่อได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท ทุกคนต้องถอดถุงเท้ารองเท้าใส่ไว้ในถุงดำที่แจกให้และถือเข้าไป ส่วนกระเป๋าห้ามสะพายต้องถือ รวมถึงโทรศัพท์มือถือต้องปิด แต่หลังกราบพระบรมศพเสร็จค่อยนำถุงดำที่ใส่รองเท้ามาคืน และระหว่างทางเดินออกจะได้รับแจกรูปภาพพระบรมโกศ 1 ใบ ถุงข้าวเปลือก “พอเพียง” และยาดม เป็นที่ระลึก

 “เมื่อเข้าไป ตอนกราบดิฉันรู้สึกขนลุก ตื่นเต้น ตื้นตันใจมากที่ได้มากราบพระองค์” นฤมล ระบุ

ปราโมทย์ ศรีตระการ

ปราโมทย์ ศรีตระการ อายุ 48 ปี เดินทางมาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เล่าว่า มาถึงสนามหลวงเมื่อเวลา 10.00 น. ได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาทช่วงเที่ยงซึ่งถือว่าเร็วมาก ขณะที่อยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศก็ตั้งจิตอธิษฐานถึงพระองค์ ด้วยความรู้สึกก็เสียใจ ขณะที่อีกมุมก็ภูมิใจมากที่ได้เกินมาบนแผ่นดินไทย

ปราโมทย์  อธิบายว่า เมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเจ้าหน้าที่จัดแถวให้ประชาชนยืนหน้ากระดานเรียง 4 เมื่อใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทประมาณ 200 เมตรเจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือให้รวมเหลือ 2 แถว จากนั้นจะแจกถุงพลาสติกสีดำหรือสีขาว ไว้สำหรับให้ใส่รองเท้าถุงเท้าก่อนเข้าไปภายใน รวมถึงขอความร่วมมือปิดโทรศัพท์มือถือ และห้ามสะพายกระเป๋าแต่สามารถถือเข้าไปได้ ก่อนจะให้เดินเข้าไปพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแถวละ 2 คน

“วันนี้ก่อนผมยังนึกไม่ออกว่าบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร แต่วินาที่ที่ได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้านซ้ายเป็นพระที่นั่งของในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ จึงถือเป็นบุญที่ได้เข้ามา”

ปราโมทย์ เล่าอีกว่า ทุกคนเมื่ออยู่ตรงนั้นบางคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมา แต่ทุกคนก็อยู่ในความสงบ จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะบอกให้นั่งพับเพียบปลายเท้าหันไปทางขวา และก้มลงกราบพร้อมกันไม่ต้องแบบมือ ใช้เวลาอยู่ข้างในไม่นานก่อนเดินออกมา แต่เวลาเพียงชั่วครู่ สำหรับตนจะจำวินาทีนั้นไปตลอดชีวิต

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ อายุ 61 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากเขตคลองสานถึงสนามหลวง 10.00 น. ได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังเมื่อเวลา 12.00 น.  เมื่อได้เข้าไปเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็ดูแลจัดระเบียบแถวเป็นอย่างดีซึ่งจะมีจุดให้นั่งพักเป็นช่วงๆ

“เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระบรมโกศบรรยากาศทุกอย่างสงบเงียบ รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียว เเต่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณอันล้นพ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม”

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว (ขวา)

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว อายุ 57 ปี ข้าราชการ เล่าว่า เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานีกับครอบครัวตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค และแวะพักอยู่ที่บ้านญาติจังหวัดชลบุรี จากนั้นเดินทามาถึงสนามหลวงเวลา 06.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ใช้เวลารอประมาณ 3 ชั่วโมงจึงได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างรอก็ทานข้าวทำธุระส่วนตัวให้พร้อม และเมื่อได้ไปใช้เวลาอยู่ในวังประมาณ 30 นาทีก็กลับออกมา

ดวงรัตน์ เล่าความรู้สึกที่ได้กราบพระบรมโกศ ว่า ดีใจมากที่ได้ทำตามความตั้งใจ ถ้ามีโอกาสจะเดินทางมาอีก เพราะคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากถึงเพียงนี้

ขณะที่การเตรียมตัวของดวงรัตน์มีเพียงชุดดำสุภาพตามที่กำหนด มากับร่างกายที่พร้อม นอกนั้นยาดม ยาหม่อง น้ำ ขนม มีแจกโดยรอบบริเวณสนามหลวง แต่ก็ควรนำติดตัวเข้าไปด้วย ส่วนภาพรวมการเดินทาง และอาหารเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

สวาท ราชเสนา

สวาท ราชเสนา อายุ 44 ปี อาชีพค้าขาย มาจากเขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เล่าว่า มาถึงสนามหลวง 05.00 น. รอจนได้เข้าไปภายวังประมาณ 09.30 น. ซึ่งตั้งใจมาเพื่อกราบสักการะพ่อหลวง เพราะส่วนตัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ชาตินี้ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย

สวาท  อธิบายอย่างละเอียดว่า เมื่อเดินทางมาสนามหลวงเจ้าหน้าที่ทหารจะจัดแถวให้รอเป็นชุดๆ ระหว่างนั้นจะตรวจความพร้อมเครื่องแต่งกาย และเมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เจ้าหน้าที่จะคอยให้คำแนะนำวิธีปฏิบัติ พร้อมบอกข้อห้ามจุดที่งดถ่ายรูป เมื่อได้เข้าไปเบื้องหน้าพระบรมโกศจะใช้เวลากราบประมาณ 5 นาที จากนั้นเมื่อออกมาเจ้าหน้าที่จะแจกภาพพระบรมโกศ และถุงข้าวเปลือกพอเพียงเป็นที่ระลึก

เสาวลักษณ์ แจ่มน้อย อายุ 49 ปี  เดินทางมากจากเขตดินแดง กทม. เล่าว่า รู้สึกปลื้มปิติที่ได้เดินทางมาถึงสนามหลวงเมื่อ 09.00 น. และได้เข้าไปภายในเมื่อ 13.00 น. ส่วนการเตรียมตัวไม่มีอะไรมากเพียงแค่เตรียมใจและร่างกายมาให้พร้อม อาหารน้ำดื่มรอบสนามหลวงมีแจก เมื่อได้เข้าไปภายในวังเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกตามระบบขั้นตอนอย่างดี

“เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพ ขณะนั้นมีความรู้สึกว่าเศร้าอาลัยเสมือนสูญเสียบุคคลที่รักอีกคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสมากราบพระองค์” เสาวลักษณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

สุดา รัชเค่

สุดา รัชเค่ อายุ 67 ปี เดินทางมาจากจังหวัดสระแก้ว เล่าว่า เดินทางถึงสนามหลวงประมาณ  09.30 น.ได้เข้าไปภายในวังช่วงเที่ยง ความรู้สึกเมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพรู้สึกดีใจ เพราะพระองค์เป็นที่รักของคนไทยและชาวโลก ส่วนการเตรียมตัวมาแนะนำว่า ต้องเตรียมใจและร่างกายให้พร้อมเท่านั้น

ทวี เรืองศรี (ขวา)

ทวี เรืองศรี อายุ 55 ปี เดินทางมากจากอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เล่าว่า ตั้งใจเดินทางข้ามทะเล ขึ้นรถมาเพื่อกราบพระองค์ เมื่อมาถึงกรุงเทพแวะพักที่บ้านญาติ จากนั้นเดินทางถึงสนามหลวง 08.00 น. ได้เข้าไปภายในช่วงบ่ายโมง แต่ระหว่างรอก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี

“รอครึ่งวันไม่เหนื่อยไม่ร้อน เพราะตั้งใจมากราบพระองค์ วันนี้เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมโกศ ความรู้สึกตอนนั้นเกิดกว่าที่จะบรรยาย อยากร้องไห้แต่ไม่ร้อง เสมือนขาดบุคคลที่รักมากไป แต่ถึงอย่างไรก็ประทับใจที่ครั้งหนึ่งได้มาใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย”

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนเเละความรู้สึกของพสกนิกรทั่วฟ้าเมืองไทย ที่ได้มีโอกาส เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ

 

“ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน” ความทรงจำถึง “ในหลวง” ของเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462748

"ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน" ความทรงจำถึง "ในหลวง" ของเด็กรุ่นใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ในห้วงความทรงจำถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนรุ่นอายุก้าวผ่านเลข 3 นำหน้าไปนั้น มักปรากฏแจ่มชัดในเรื่องของพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนที่หลายคนต่างได้รับชมผ่านข่าวพระราชสำนักทางสถานีโทรทัศน์ในช่วง 20.00 น. ของทุกวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์จะลดลง เนื่องจากทรงมีพระอาการประชวร แต่ในความทรงจำของเด็กรุ่นใหม่ที่พึ่งก้าวผ่านอายุที่มีเลข 1 นำหน้ามาไม่นานกลับยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ที่ยังคงตราตรึงในหัวใจไม่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน

เรียนรู้จากธนบัตร ปฏิทิน และข่าวสาร

มะปราง ประทุม สาวน้อยวัย 17 ปี บอกว่า ภาพแรกที่ทำให้รู้จักในหลวงรัชกาลที่9 คือ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พบเห็นจากหนังสือแบบเรียน สื่อแขนงต่างๆ โดยเฉพาะธนบัตรหนึ่งพันบาทที่ให้บทเรียนแก่เธออย่างมาก

“ในธนบัตรหนึ่งพันบาท มีทั้งพระราชดำรัส และโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ แบงค์พันเป็นแบงค์ใหญ่ที่สุด การจะใช้จ่ายเงินทองออกไปสมควรจะคิดให้รอบคอบก่อนที่จะใช้ หลายคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า คนส่วนมากรู้มูลค่าของมัน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้คุณค่าของธนบัตรนี้ เรามองแล้วก็เกิดความตระหนัก” 

มะปราง มองว่า ในหลวงทรงเป็น “นักพัฒนา” เมื่อมองโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โครงการหญ้าแฝก เพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม พระองค์ท่านทรงแสดงให้เห็นว่า โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้จริง

ขณะที่ ณัฐธินี จุลกะโสภณ  วัย 17 ปี เรียนรู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านข่าวพระราชสำนัก ปฏิทินข้างฝาบ้าน และหนังสือ

“เห็นภาพในหลวงครั้งแรกจากปฏิทิน พ่อแม่บอกว่านี่คือ พระเจ้าอยู่หัว พอโตมาก็ได้รู้จักในหลวงมากขึ้นผ่านหนังสือเรียนและข่าวพระราชสำนักในโทรทัศน์ ที่จำได้แม่นยำคือ นิทานเรื่องคุณทองแดงที่ให้บทเรียนการรู้คุณค่าความดีงามของสิ่งมีชีวิตที่หลายคนอาจมองว่าไร้ค่า แต่กลับมีหัวใจที่สูงส่งจากความซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ”

ชยาภรณ์ – ณัฐธินี – มาริสา – มะปราง

มาริสา ธงชัย และ ชยาภรณ์ ปราบพาล บอกเป็นเสียงเดียวว่า ภาพจำถึงในหลวงที่ยึดเป็นแบบอย่างเสมอก็คือ “การประหยัดอดออม”

“ในหลวงเป็นเเบบอย่างของความประหยัดและใช้ประโยชน์จากสิ่งของได้อย่างประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ภาพหลอดยาสีพระทนต์ พระองค์ท่านใช้จนเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ เพราะทรงใช้ด้ามแปรงสีฟันรีด กดเพื่อให้ได้ยาสีฟันจนเกลี้ยงหลอดนั่นเอง”

มาริสา บอกว่า เธอเลือกใช้กระปุกออมสินที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่บนกระปุกมานานหลายปี เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ พร้อมสัญญากับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ถ้าไม่เต็มจะไม่แกะออกไปใช้เป็นอันเด็ดขาด 

ขณะที่ ชยาภรณ์ กล่าวเสริมว่า 17 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เติบโตในช่วงที่พระองค์ท่านทรงงานหนัก แต่เรื่องราวต่างๆที่ถูกบอกเล่าส่งต่อกันมาก็ชัดเจนแล้วว่าพระองค์มีความสำคัญกับประเทศชาติและโลกใบนี้มากแค่ไหน

คมกฤตย์ นันทา

เกิดไม่ทัน แต่เรียนรู้ได้ถึงความเสียสละ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 หรือสิบปีที่แล้ว ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี คมกฤตย์ นันทา เด็กน้อยวัย 4 ขวบได้จดจำภาพแห่งความประทับใจเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันเขาอายุ 14 ปี เป็นลูกเสือจิตอาสาดูแลการจราจรบริเวณสนามหลวง คมกฤตย์ เล่าว่า วันนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงโบกพระหัตถ์พร้อมทรงแย้มพระโอษฐ์นั้น ถึงแม้ยังไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวของพระองค์มากนัก แต่พระพักตร์และเสียงทรงพระเจริญที่ดังกึกก้องของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม

“ผมยังเด็กมาก โชคดีจริงๆที่ได้มารับเสด็จ กลายเป็นภาพจำของในหลวงครั้งแรก ผมไม่ได้เกิดมาในช่วงที่ในหลวงทรงงานหนักตามพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ก็ได้รับรู้จากการเล่าสู่กันฟังของพ่อแม่  เรื่องราวของท่านสะท้อนให้เห็นว่า ท่านห่วงใยประชาชนทุกคนเสมอ”

คมกฤตย์ บอกว่า คำสอนของพระองค์ที่ยึดมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ มีภูมิคุ้มกันในตัว และยึดความประหยัด พอประมาณ ในการดำรงชีวิต

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ จิตอาสาทำดีเพื่อพ่อหลวง วัย 18  บอกว่า ถึงแม้จะมีความเชื่อมโยงกับในหลวงน้อยกว่าผู้ใหญ่หลายท่าน แต่การศึกษาตั้งแต่เด็กก็ทำให้ได้ซึบซับเรื่องราวพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อันแสดงให้เห็นถึงความเสียสละ มิรู้จักเหน็ดเหนื่อยของพระองค์

“พระองค์ทำเพื่อคนไทยมาเยอะมาก โครงการต่างๆ อย่าง ฝนหลวง แก้มลิง อ่างเก็บน้ำ ล้วนแต่ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวไทยดีขึ้น แค่นี้ผมก็เห็นแล้วว่าท่านทำเพื่อเรา ศึกษาเพื่อเราเสมอ ไม่แปลกที่เด็กอย่างผมจะรักท่าน” 

หนุ่มวัย 18 ปี บอกว่า ภาพประชาชนโดยเฉพาะแม่ของตัวเองร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ หลังทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ท่านผ่านโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 13 ต.ค. นั้นสะเทือนใจอย่างมาก ซึ่งน้ำตาเป็นเครื่องบ่งบอกความสำคัญของพระองค์ท่านได้อย่างชัดเจน

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ

พระองค์จะอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน

“ให้คิดเสมอว่า ในหลวง ไม่ได้จากไปไหน พระองค์ยังอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน ในพื้นดิน น้ำ และอากาศ ทุกๆ อย่างที่พระองค์ท่านได้ทำไว้เพื่อเราพวกเราทุกคน” คำพูดจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สอดคล้องกับความคิดเด็กรุ่นใหม่หลายราย ที่มองว่า เสียใจได้แต่ต้องไม่ลืมทำหน้าที่ตามคำสอนของพ่อ

จุฑามาศ นิจประพันธ์ อายุ 23 ปี บอกว่า เธอและครอบครัวเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์ แต่อีกด้านหนึ่งเชื่อว่าถึงเวลาที่ท่านได้พักแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรพระองค์จะยังคงอยู่ในจิตใจชาวไทย พร้อมกับได้รับการจดจำและสักการะต่อไปตลอดกาล

“พระองค์เป็นตัวแทนของความรัก เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในทุกขณะของการกระทำ พวกเราควรยึดพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ ลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยกันสร้างสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนับเป็นการแสดงความจงรักภักดีเช่นกัน”

พัชรพร องค์สรณะคมกุล อายุ 20 ปี บอกว่า ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงงานหนักและแบกรับภาระมามาก ไม่มีใครหลีกหนีการสูญเสียได้ สิ่งที่คนมีชีวิตควรปฎิบัติและรักษาให้เป็นความต่อเนื่อง คือ ช่วยกันทำความดี สร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม

“ท่านเป็นผู้เสียสละ ทำงานหนัก ชนิดที่ว่าพ่อแม่บางคนยังทุ่มเท่เพื่อลูกแท้ๆ ไม่ได้เพียงนี้ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้พักบ้าง ท่านไกด์พวกเรามาทั้งชีวิต แต่บางคนฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่ได้นำเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พึ่งจะมาสำนึกเมื่อตอนท่านไม่อยู่ ส่วนตัวสงสัยว่า ทำไมตอนที่ท่านอยู่ไม่ทำให้ท่านสบายใจ”

พัชรพร บอกว่า ในหลวงทรงพระราชทานสิ่งที่มีคุณค่าไว้เเก่ประเทศไทย ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงน้ำตาให้เกิดสิ่งงดงามเป็นรูปธรรมเสียที

เสียงสะท้อนจากพวกเขาและเธอ ในฐานะเด็กรุ่นใหม่ทำให้เราได้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าให้เป็นพลังแห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท ร่วมสร้าง พัฒนาสังคมให้เต็มไปด้วยพลเมืองที่มีคุณภาพ

 

“งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง”สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462744

"งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง"สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ มีประกาศจากรัฐบาลขอความร่วมมืองดจัดมหรสพและงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน เพื่อความเหมาะสมในช่วงที่มีงานพระราชพิธีพระบรมศพ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการวงดนตรี คณะมหรสพ รวมถึงสถานบันเทิงทุกแห่งทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทว่าต่อมาเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) โดยได้ข้อสรุปว่า หลังจากครบกำหนด 30 วันไปแล้ว ประเพณีไทยต่างๆยังคงจัดได้ตามปกติ เช่น เทศกาลทอดกฐิน เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ เน้นที่การทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรม โดยงดคอนเสิร์ต ดนตรี มหรสพ และการละเล่นทุกชนิด ส่วนสถานบันเทิงอนุโลมให้เฉพาะที่เป็นสถานที่ปิดเท่านั้น

ข่าวนี้สร้างความกังวลใจแก่ผู้ประกอบเกี่ยวกับดนตรี มหรสพ การละเล่นต่างๆที่ต้องร้องรำทำเพลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสี่ยงต่อการขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แนวทางการปฏิบัติต่อสถานบันเทิงในช่วงมีงานพระราชพิธีพระบรมศพ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2559

เมื่อผู้ประกอบการวงดนตรีโดน”ยกเลิกงาน”ยาวถึงปีหน้า

“ขายครับขาย ทั้งรถทั้งเวที ราคาคุยกันได้ครับ ราคา 800,000”

“สวัสดีครับ นี่คือการตัดสินใจครั้งสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตครับผม ขายกิจการเกี่ยวกับระบบเสียงทั้งหมดครับ ใครสนใจมาดูของได้ 1.2 ล้านบาท “

“ยกเลิกกิจการ ขายยกวง ขายเหมา ทั้งรถ6ล้อ รถกระบะ เวที เครื่องเสียง “

ประกาศขายกิจการวงดนตรีแบบ “เหมายกวง”ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจวงดนตรีกำลังเผชิญกับความลำบาก

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย และเจ้าของวงเพชรสุนทร เผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการวงดนตรี นักดนตรี หางเครื่อง ช่างไฟ คนคุมเครื่องเสียง คนติดตั้งเวที เด็กขนของ และผู้เกี่ยวข้องกว่าแสนชีวิต ต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“พวกเราเพิ่งหยุดพักช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน พอออกพรรษาก็เป็นฤดูเที่ยว ทั้งงานทอดกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ ตรุษจีน ปิดทองฝังลูกนิมิต จนถึงสงกรานต์ งานชุกมาก เจ้าภาพก็ติดต่อจองคิว วางเงินมัดจำกันตั้งแต่ช่วงก่อนออกพรรษาแล้ว ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์เขาก็ขอคืนงาน ยกเลิกทั้งหมดยาวถึงสงกรานต์ ซึ่งปกติถ้าเจ้าภาพไม่พร้อมจะจัดงาน หรือเบี้ยว เราไม่ต้องคืนเงินมัดจำ 30 % แต่พอเป็นเหตุสุดวิสัย บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เราก็ต้องคืนเงินมัดจำเขา เพราะไม่ใช่ความผิดของเจ้าภาพ ส่วนใหญ่แทบทุกวงพอได้เงินมัดจำมาก็เอาไปใช้จ่ายค่าโน่นค่านี่ ระบบไฟ แสง สี เสียง เวที อุปกรณ์ต่างๆ พอต้องคืนก็ต้องไปกู้ยืมเขามา จนตรอกเข้าก็ประกาศขายเครื่องดนตรี ที่เจ็บซ้ำอีกต่อก็คือ เมื่อทางการห้ามไม่ให้เล่นดนตรี แล้วใครจะมาซื้อ คนมาซื้อส่วนมากเป็นนักดนตรีทั้งนั้น สุดท้ายขายไม่ออกอีก”

ในฐานะเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่ง สุนทรรู้สึกเครียด หดหู่ เขารักในหลวงมากและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลำบากจริงๆ

“ช่วง 30 วันที่เขาให้งด ผมให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่มีปัญหา ที่ทราบตอนนี้คือ หลังจาก 30 วันไปแล้ว ทางการเขาอนุญาตให้จัดประเพณีต่างๆต่อไปได้เหมือนเดิม แต่ห้ามเล่นดนตรี งานพวกเราเป็นงานดนตรีกลางแจ้งทั้งนั้น แบบนี้ชีวิตลูกวงตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ข้างหลังจะทำยังไง ไม่มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเทอมลูก บางคนยึดอาชีพเล่นดนตรีอย่างเดียวไม่มีงานอื่นรองรับก็ต้องไปขับวิน รับจ้างเกี่ยวข้าว ขับสิบล้อ หาหนูนาย่างขายประทังชีวิต

ในนามนายกสมาคมวงดนตรี ผมอยากจะเรียกร้องให้ทางการช่วยเยียวยา อาจจะเป็นเรื่องพักชำระหนี้กับทางสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ต่างๆ เพราะตอนนี้เราขาดรายได้ แต่ยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนอุปกรณ์ทำมาหากิน อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้พวกเราบ้าง”

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย

 

จำนำ-ขายเครื่องดนตรี…ทางรอดของนักดนตรีกลางคืน

แม้รัฐบาลจะอนุโลมให้สถานบันเทิงผับ บาร์ ร้านอาหารสามารถเล่นดนตรีได้เฉพาะในสถานที่ปิด ทว่าหลายร้านที่เป็นแนวกึ่งกลางแจ้งก็ต้องหยุดจ้างนักดนตรีชั่วคราว

มอร์ นักดนตรีกลางคืน วัย 32 เล่าว่า นักดนตรีกลางคืนกว่า 90 % ไม่มีงานประจำ ทั้งยังได้รับเงินเป็นรายวัน พองานไม่มี รายได้หาย ทำให้เขาและพี่น้องผองเพื่อนนักดนตรีเครียดกันมาก

“ปกติสัปดาห์นึงจะมี 10 งาน งานละ 800 บาท ตอนนี้เหลือแค่ 3 งาน เล่นอะคูสติกเบาๆแทนการเล่นแบบเต็มวง รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังคงที่ เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินค่าอยู่  เหตุสุดวิสัยแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็แก้ปัญหาด้วยการเอานาฬิกาไปจำนำ บางคนขายเครื่องดนตรี ขายมอเตอร์ไซค์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้มีชีวิตรอดต่อไป”

มือเบสหนุ่มรายนี้ใช้โอกาสนี้ในการส่งเสียงไปยังสังคมว่า คนทำงานกลางคืนไม่ใช่คนไม่ดี เป็นอาชีพหนึ่งที่สุจริตและรักในหลวงเช่นเดียวกับคนไทยอาชีพอื่นๆ

ด้าน บุญโทน มือคีย์บอร์ดรับจ้าง ชาวสิงห์บุรี เพิ่งประกาศขายกิจการวงดนตรีที่เป็นสมบัติของบิดาด้วยความชอกช้ำใจ

“มันแย่มาสองปีแล้วครับ เดี๋ยวนี้วงเกิดใหม่มีเยอะ ตัดราคากันเอง อีกอย่างวงผมงานน้อยอยู่แล้วตั้งแต่พ่อล้มป่วยผ่าตัดสมอง เลยถือโอกาสยุบวงขายทิ้งดีกว่า ถามว่าทำไมเอาสมบัติพ่อมาขายกิน คนเราต้นทุนไม่เท่ากันนี่ครับ บางคนทำงานโรงงาน ทำวงดนตรีเป็นอาชีพเสริม บางคนมีเงินเก็บเยอะ แต่ผมไม่มีอะไรเลย ก็ต้องขายเอาเงินมาใช้ก่อน วันหน้ามีวาสนา โชคเข้าข้าง เราค่อยสร้างใหม่”

 

ขณะที่ ธนกฤต โชตทรงกุล เจ้าของวงฮ.นกฮูกซาวด์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า การประกาศอนุโลมให้เล่นดนตรีได้ในสถานบันเทิงที่ปิดมิดชิด เป็นผลดีกับวงดนตรีบางส่วนเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นวงดนตรีซึ่งต้องเล่นกลางแจ้ง เช่น ลิเก หนังตะลุง กลองยาว ดนตรีวงแห่ งิ้ว การละเล่น สิงห์โตลูกทุ่ง ลำตัด วงลูกทุ่ง หมอลำ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สถานการณ์ของวงลูกทุ่ง วงหมอลำ วงดนตรีรับจ้างเล็กๆในต่างจังหวัดขณะนี้คือ ถูกยกเลิกงานยาวแบบไม่มีกำหนด เพราะเจ้าภาพไม่กล้าจ้าง นักดนตรีไปเล่นก็โดนจับ แถมยังเป็นช่องโหว่ให้มีการรีดไถ วันก่อนผมไปเล่นงานหน้าขบวนแห่งานทอดกฐินที่วัด จู่ๆมีเจ้าหน้าที่มาห้ามไม่ให้เล่น สุดท้ายเจ้าภาพต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาไปพันนึงถึงเล่นต่อได้เพราะกฐินจะเข้าวัดอยู่แล้ว เขาไม่อยากให้งานบุญมันล่ม”

 

ข้อเรียกร้องจากชาวดนตรีถึงรัฐบาล

เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย นำโดยดร.โฆสิต สุวินิจจิต สุวิทย์ กิตติธรานนท์ ช.อ้น ณ บางช้าง ทำหน้าที่รับเรื่องราวความเดือดร้อนของคนดนตรีทั่วประเทศ เพื่อประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ก่อนนำเสนอถึงรัฐบาลต่อไป

“ธรรมชาติของคนทำงานดนตรีจะให้มารวมตัวกันคงยาก ต่างคนต่างต้องทำมาหากิน เราได้นำข้อร้องเรียนจากพี่น้องทั่วประเทศเข้าที่ประชุมแล้ว คงจะดำเนินการนำเสนอผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลเร็วๆนี้ เบื้องต้นคือ อยากจะให้มีการกำหนดขอบเขตเวลาที่ชัดเจนกว่านี้ว่างดถึงเมื่อไหร่ ไม่ใช่งดยาวโดยไม่มีกำหนดที่แน่ชัด และอย่าให้กินระยะยาวจนเกินไปนัก อยากให้ช่วยผ่อนปรนให้กลับคืนสู่ปกติเร็วขึ้น เนื่องจากคนดนตรีนับแสนชีวิตเดือดร้อนกันมาก

ปัญหาที่พบตอนนี้คือ ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ระบุว่า สถานบันเทิงที่เป็นอาคารปิดสามารถเล่นดนตรีได้ตามปกติ ส่วนงานประเพณี งานบวชงานบุญต่างๆดำเนินต่อไปได้แต่ให้งดดนตรีและการละเล่น เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ทราบและไม่เข้าใจถึงคำสั่งดังกล่าวก็ไม่อนุญาตให้เล่นทั้งหมด วันก่อนมีนักดนตรีจากปัตตานีโทรมาบอกว่าตำรวจห้ามไม่ให้เล่น ทั้งที่เป็นสถานที่ปิด พอปรินท์ประกาศคำสั่งให้ดู ตำรวจนายนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นคำสั่งนี้มาก่อน ตรงนี้คือความบกพร่องของกระทรวงมหาดไทยที่กระจายข่าวไม่ทั่วถึง ระดับล่างๆแม้แต่โรงพักไม่รู้เรื่องได้ยังไง ทั้งที่เป็นประกาศที่ออกโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย”

คำกล่าวของ สุวิทย์ กิตติธรานนท์ กรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ทำงานด้านดนตรี ที่ล้วนยืนยันว่ามีความเข้าใจในสถานการณ์และพร้อมที่จะเคารพกฎกติกาบ้านเมือง ทว่าวิกฤตที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็สมควรที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

 

 

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462542

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

20 ปีที่แล้ว นับเป็นเรื่องที่สุดแห่งความปีติของพสกนิกรไทย เมื่อพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงได้รับการสดุดีด้วยพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรารภชัดเจนว่า อยากพระราชทานของขวัญงดงามให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ของขวัญงดงามชิ้นนี้เปิดแสดงความวิจิตรสู่สายตาปวงไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2539 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินออก ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้สื่อมวลชนเข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยแจ้งให้ทราบว่าหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มล่าสุดเพื่อจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เรื่อง “พระมหาชนก” จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจัดพิมพ์ 2 ภาษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทรงสืบค้นเรื่องราวของพระมหาชนกในพระไตรปิฎก และทรงแปลด้วยพระองค์เอง ภายในหนังสือมีภาพวาดฝีพระหัตถ์ รวมถึงภาพประกอบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกหลากหลายท่าน

“พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาผู้อ่าน เป็นฉบับปกแข็ง ขนาด 11 คูณ 11 นิ้ว บรรจุกล่องสวยงาม นอกจากเนื้อหาทรงคุณค่าแล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง 8 คน คือ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ ปรีชา เถาทอง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร ธีระวัฒน์ คะนะมะ จินตนา เปี่ยมศิริ และเนติกร ชินโย ผลงานจิตรกรระดับชาติถูกตีพิมพ์เป็นภาพประกอบเนื้อหา ด้วยภาพวิจิตรประณีตสีสวยสดใส ทำให้หนังสือน่าอ่านและน่าเก็บรักษาไว้

จากรายชื่อศิลปินมีทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็ก คละกันทั้ง 8 รายชื่อ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ ทรงมุ่งให้ภาพประกอบในหนังสือเป็นไปในแนวทางศิลปะร่วมสมัย การทรงงานร่วมกับกลุ่มศิลปินครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2537 และสำเร็จลุล่วงในปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงปีที่ข่าวเกี่ยวกับพระสุขภาพไม่แข็งแรงออกมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังทรงมีพระวิริยอุตสาหะทรงงานร่วมกับศิลปินเพื่อเป็นของขวัญชิ้นวิจิตรประดับไว้ให้แผ่นดินไทย และเป็นของขวัญแก่พสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่าให้ได้เสพศิลป์ชิ้นเอกแห่งรัชกาลที่ 9 โดยถ้วนหน้ากัน

ปัญญา วิจินธนสาร ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 

หนังสือพระราชนิพนธ์ที่ ทรงรักอย่างยิ่ง

ในปี 2537 ในช่วงการดำเนินการจัดพิมพ์พระมหาชนกนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหาและศิลปะอย่างแท้จริง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์นำเสนอภาพจิตรกรรมไทยแบบร่วมสมัยเพื่อเป็นภาพประกอบในหนังสือ “พระมหาชนก” ให้มีความงดงามวิจิตรสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ศิลปินร่วมสมัยชั้นนำของไทยร่วมสร้างสรรค์จิตรกรรมอันทรงคุณค่าวาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์ โดยมี พิษณุ ศุภนิมิตร เป็นหัวหน้าโครงการรวบรวมจิตรกรไทยชั้นเยี่ยมร่วมกันสร้างผลงานจิตรกรรมตาม
พระราชประสงค์

ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557 ซึ่งเป็น 1 ใน 8 รับหน้าที่วาดบทแรก ซึ่งเป็นการวาดแบบจิตรกรรมไทยประเพณี ตอนที่ 1-5 เนื้อหาเริ่มที่ฉากกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลาพระมหาชนกสวรรคต พระราชโอรสองค์โต พระอริฏฐชนก ขึ้นครองราชสมบัติ และทรงแต่งตั้งพระอนุชา พระโปลชนก เป็นอุปราช ต่อมาได้เกิดเหตุสู้รบกันระหว่างพระอริฏฐชนกและพระโปลชนก อันเนื่องมาจากการยุแหย่ของเหล่าอำมาตย์ใกล้ชิด

พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ พระเทวีซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่ จึงได้หลบหนีออกจากกรุงมิถิลามุ่งหน้าสู่นครจัมปากะ และต่อมาได้ประสูติพระโอรสซึ่งมีวรรณะดั่งทอง พระเทวีได้ขนานนามพระโอรสว่า “มหาชนกกุมาร” เหมือนกับพระอัยกา

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

“แนวพระราชดำริคือต้องการให้เป็นจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ผู้คัดสรรศิลปินคือเจ้าของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ร่วมกับหัวหน้าโครงการ พิษณุ ศุภนิมิตร คัดเลือกศิลปินในแนวศิลปะไทยประเพณี และไทยร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีความเป็นปัจจุบันที่สุดครับ ศิลปินจึงมีทุกวัย อาวุโสที่สุดคือ ประหยัด พงษ์ดำ อายุน้อยที่สุด คือ จินตนา เปี่ยมศิริ เนติกร ชินโย เพื่อสร้างผลงานให้แตกต่างหลากหลาย เมื่อเสนอชื่อทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป พระองค์ท่านโปรดทุกคน” ปัญญา กล่าวพร้อมรอยยิ้มภูมิใจเมื่อกล่าวประโยคนี้

ศิลปินรุ่นใหญ่ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ เคยร่วมงานกับพระองค์ท่านมาแล้วในระหว่างทรงงานศิลปะจริงจัง ตั้งแต่ปี 2502-2510 เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงาน ทรงเชิญศิลปินใหญ่ในยุคนั้นเข้ามาให้คำแนะนำและวิจารณ์ผลงานของพระองค์อยู่เสมอ  อาทิ เหม เวชกร เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เฟื้อ หริพิทักษ์ จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ รวมทั้งสองศิลปินอาวุโสท่านนี้ที่ได้กลับมารับใช้ถวายงานพระองค์ท่านอีกครั้งหนึ่ง

“วันแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านทรงรู้จักศิลปินทุกๆ คนครับ (บอกพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง) ตรัสชมผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วาดได้ในแนวทางจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มีเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ แทรกเรื่องราวพุทธประวัติได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็คือผลงานของผมกับศิลปินรุ่นพี่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตอนนั้นเราทั้งคู่อายุไม่มาก จัดเป็นศิลปินที่คนเริ่มรู้จัก เมื่อศิลปินฟังรับสั่งชมนอกจากความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิตแล้ว ก็ทำให้เห็นแนวทางศิลปะที่ทรงพอพระราชหฤทัย เริ่มกระจ่างว่าพวกเราควรวาดภาพประกอบหนังสือพระราชนิพนธ์ออกมาในรูปแบบใด เพื่อให้งานของพวกเรา 8 คนมีความเป็นเอกภาพ

ในการนำเสนอบทแรกๆ จึงตกลงกันว่าวาดภาพแนวไทยประเพณี ส่วนบทท้ายๆ จะเป็นไทยร่วมสมัย มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น ผมรับหน้าที่วาดบทแรกคือภาพศิลปะไทยประเพณี ไม่มีใครอยากวาด เพราะวาดไม่ค่อยสนุก (หัวเราะ) เป็นแนวช่างโบราณเขียนด้วยสีฝุ่นบนพื้นผ้าใบทาดินสอพอง เป็นวิธีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตั้งแต่ยุคสุโขทัย

ศิลปิน เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

 

ขั้นตอนการทำงานถวายพระองค์ท่าน ศิลปินทุกคนต้องร่างวาดสเกตช์สรุปแนวคิดของแต่ละภาพ แล้วส่งทุกๆ ภาพให้พระองค์ท่านทรงวินิจฉัยเป็นขั้นตอนแรกครับ ทรงแก้ไขตลอดเวลา ละเอียดพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นแรกนี้เลยทีเดียว ซึ่งในเวลานั้นปี 2539 ทรงพระประชวรและประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราชเป็นช่วงแรกๆ แล้วนะครับ ทรงงานนี้เมื่อพระชนมพรรษา 69 พรรษา ไม่ได้ทรงพักผ่อนเลย ทุกๆ ครั้งที่เราถวายภาพไป พระองค์ท่านทรงช่วยดูอย่างละเอียดลออทุกๆ ครั้ง ทราบจากผู้ใหญ่ว่าท่านทรงวินิจฉัยงานของพวกเราบนเตียงบรรทม ดังนั้นผลงานที่ศิลปินทุกคนได้ทำงานถวายแด่พระองค์ จึงนับได้ว่าทรงเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน โดยมีเหล่าศิลปินเป็นผู้ถ่ายทอดในผลงานของพระองค์

เมื่อทรงวินิจฉัยแล้วก็จะส่งกลับให้ศิลปินแก้ไข แม้หนังสือพิมพ์ออกไปแล้วผลงานผมก็ถูกแก้จนวินาทีสุดท้าย การทรงงานเป็นไปอย่างรอบคอบมากๆ ครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนว่าศิลปินทุกคนย่อมมีอัตตา มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งคือเหตุผลที่เราโต้แย้งไม่ได้เลย ผมวาดภาพซึ่งพระองค์ท่านทรงวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการเมืองในปีนั้นทหารมีอำนาจอยู่ในคณะรัฐบาล และมักมีข่าวเจรจาต่อรองตำแหน่งช่วงตีกอล์ฟ ผมก็วาดทหารไปตีกอล์ฟ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าอยากให้วาดเป็นกลางๆ ไม่แสดงออกในการเมือง เพราะเนื้อหาสาระหลักคือความมุ่งมั่น และความเพียรคือหัวใจหลักของพระมหาชนก ภาพการสื่อในหนังสือต้องตรงกับเรื่องราวให้ชัดเจน

คำว่าพระอัจฉริยภาพจึงแสดงออกทั้งการเป็นนักคิด นักค้นคว้า การทำงานศิลปะพระองค์ท่านก็ไม่ได้ทำเพียงนักวาดภาพนะครับ ยกตัวอย่างผลงานของ ธีระวัฒน์ คะนะมะ เขียนภาพพระมหาชนกทรงช้างและเด็ดมะม่วงเสวยกัดจากลูก ทรงวินิจฉัยและรับสั่งแก้ไข ทรงแนะนำศิลปินว่าแขกไม่กินมะม่วงแบบนี้ แต่จะบีบให้เป็นน้ำไหลผ่านนิ้วโป้งเข้าปาก ทรงละเอียดมาก และรับสั่งย้ำว่าพระมหาชนกเป็นหนังสืออันเป็นที่รักของข้าพเจ้า และมุ่งให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้อ่านข้อมูลถูกต้องและสวยงามในหนังสือเล่มนี้”

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

วันแถลงข่าวการทำหนังสือพระมหาชนก มีการจัดนิทรรศการผลงานของทั้ง 8 ศิลปินที่ได้วาดถวายงานในครั้งนี้ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศิลปินได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับศิลปินร่วม 5-6 ชั่วโมง ปัญญา เล่าว่า ผู้ใหญ่ข้าราชสำนักกล่าวกับกลุ่มศิลปินว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชปฏิสันถารกับคนทำงานกลุ่มใดได้ยาวนานเช่นนี้ พระพักตร์สดชื่น ทรงพระเกษมสำราญเมื่อรับสั่งเกี่ยวกับงานศิลปะ ทรงแลกเปลี่ยนความคิดกับกลุ่มศิลปินมากมายหลายเรื่อง

‘อัครศิลปิน’ ทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล

พระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2529 มีความหมายว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” คำกล่าวยกย่องฉายภาพชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งในการทรงงานศิลปะร่วมกับกลุ่มศิลปินใหญ่น้อยในครั้งนี้

“เด็กรุ่นใหม่คงไม่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มากกว่า 102 องค์ สิ่งที่ฉายชัดออกมาคือทรงมีพระวิริยอุตสาหะ ทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่งานศิลปะในรูปแบบ Academic Art ซึ่งเป็นงานศิลปะในแบบหลักวิชาการ และปี 2504 ทรงเริ่มเขียนภาพในแบบเหมือนจริง (Realistic) คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลังๆ เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism) ทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบนะครับ ไม่ใช่ในแบบศิลปินทั่วไปที่จะเลือกเขียนสไตล์เดียวตลอดทั้งชีวิต

ศิลปิน พิชัย นิรันต์

 

เมื่อปี 2540 ขณะนั้นผมเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับมอบหมายทำงานซ่อมแซมและรวบรวมผลงานฝีพระหัตถ์ นอกจากภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ 102 องค์ ซึ่งค้นพบได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และในพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง แล้วยังพบงานประติมากรรมอีก 2 องค์ ไม่รวมถึงภาพฝีพระหัตถ์ดรออิ้งในรูปถ่ายอีกมากมาย ผมจึงแน่ใจว่าทรงสร้างสรรค์ศิลปะไว้ที่เรายังไม่พบมากกว่านี้แน่นอนครับ” ปัญญา กล่าว

สิ่งที่ได้เห็นจากการซ่อมภาพฝีพระหัตถ์ คือการยืนยันคำว่าพระอัจฉริยภาพได้ชัดเจนแล้ว แต่ละภาพยังบ่งบอกได้ถึงพระจริยวัตรที่แสนเรียบง่ายของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้อย่างน่าทึ่ง

“ทรงคิดค้นกระทั่งว่าทำเฟรมอย่างไรให้เขียนภาพได้อย่างประหยัด กรอบก็ใส่กรอบง่ายๆ ด้วยเทคนิควิธีซึ่งผมขอใช้คำว่า ทรงน่ารักมาก ทรงนำเศษผ้าใบเล็กๆ รองกับแผ่นกระดาน 2 แผ่น โดยวิธีทรงงานที่ชาญฉลาด ทรงทำกระดานตัดเป็นช่องปูด้วยผ้าใบแล้วจึงทับด้วยกรอบไม้อีกแผ่น ไม่ต้องขึงบนไม้ผ้าใบก็ตึงเปรี๊ยะ ผมวาดภาพมาทั้งชีวิตยังคิดไม่ออกเลยนะครับ (บอกพลางหัวเราะ) แสดงถึงนอกจากศิลปิน ทรงเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ที่แท้จริง ทรงโปรดทำของใช้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยพระองค์เอง และสิ่งเหล่านี้แสดงถึงพระจริยวัตรทรงละเอียดลออ แล้วยิ่งเมื่อได้ทำงานถวายพระองค์ท่านก็ยิ่งได้ตอกย้ำเรื่องนี้ยิ่งขึ้น ตัวหนังสือทุกตัวทรงพิสูจน์อักษรด้วยพระองค์เอง ตรวจการจัดหน้าทุกอย่างจนพอพระราชหฤทัย กระทั่งวันเปิดตัวหนังสือ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พวกเรารอเข้าเฝ้าฯ นานมาก ทรงรับสั่งว่าอ่านเช็กอยู่นานว่ามีอะไรผิดพลาดอีกหรือไม่ก่อนสู่สายตาประชาชน และทรงย้ำว่า ‘หนังสือนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า’ ด้วยความเห็นคุณค่าในเนื้อหาจึงอยากให้ประชาชนได้อ่านศึกษาทุกหมู่เหล่า” ปัญญา กล่าว

ศิลปิน ประหยัด พงษ์ดำ

 

พระมหาชนก ฉบับเวอร์ชั่นแรกปกแข็งราคาสูงหลายพันบาท จำหน่ายพร้อมเหรียญทองคำ นาก เงิน เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ต่อมาทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระมหาชนกปกอ่อน ราคา 300 บาท และฉบับการ์ตูนราคา 125 บาท เพื่อให้เยาวชนอ่านเข้าใจง่ายขึ้น โดย ชัย ราชวัตร วาดภาพประกอบ อีกทั้งยังมีฉบับอักษรเบรลเพื่อผู้พิการทางสายตาในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี 2542

“ใครที่ได้อ่านเรื่องพระมหาชนก ล้วนพูดตรงกันว่าอ่านง่าย ภาษาสละสลวย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ด้วยภาษากระชับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงได้ศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้ง พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกเน้นให้ผู้อ่านพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล ทรงต้องการให้ประชาชนได้อ่าน และเข้าใจถึงการทำความดีและความเพียรด้วยความบริสุทธิ์ใจของพระมหาชนก สำหรับคอลเลกชั่นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ก็ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง แต่คนไทยก็มุ่งให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากมาย (หัวเราะ) เหรียญเป็นสิ่งเพิ่มกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต เป็นประทีปส่องทางคนประสบปัญหากำลังท้อแท้ ด้านหนึ่งของเหรียญเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในพระอิริยาบถที่มีหยาดพระเสโทที่พระนาสิก เขียนคำว่า ‘วิริยะ  PERSEVERANCE’ แต่คนไทยเรากลับมุ่งซื้อหนังสือและเหรียญแล้วไปตั้งบนหิ้งบูชา ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์ท่านเลยครับ

พระองค์ท่านย้ำไม่ใช่คัมภีร์ตั้งไว้สูงส่งโดยไม่อ่าน แต่หนังสือเล่มนี้อยากให้เป็นของขวัญแก่ปวงชนลงไปสู่ทุกหมู่เหล่า ได้อ่าน ได้ศึกษา ส่วนความงดงามภาพประกอบในหนังสือที่ศิลปินทำถวายแด่พระองค์ ก็ถือเป็นมรดกอีกชิ้นของงานศิลปะ แสดงความมีวัฒนธรรมของชาติไทยเรา จะเอาสิ่งไหนเป็นเครื่องยืนยันถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่งานศิลปะ ซึ่งนี่ก็คือผลงานอีกชุดที่เป็นมรดกในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะทุกๆ แขนง นอกจากศิลปะสมัยใหม่ ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะที่เป็นโบราณราชประเพณีด้วยเช่นกัน อย่างเช่นการเสด็จฯ ทอดกฐินทางชลมารค หรือพิธีแรกนาขวัญ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ทรงนำสิ่งเหล่านี้กลับมา เพราะเป็นหลักประกันถึงความมีอารยะของแผ่นดิน

ศิลปินธีระวัฒน์ คะนะมะ

 

ทรงสนพระราชหฤทัยทั้งในเรื่องศิลปะในรูปแบบโบราณราชประเพณีที่หลากหลาย ขณะเดียวกับการทรงงานศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งทรงเป็นผู้นำและแบบอย่างให้แก่ศิลปินไทยทุกๆ รุ่นเลยนะครับ การทรงงานเป็นศิลปินด้วยพระองค์เอง แสดงชัดถึงทรงเน้นนำศิลปะเข้ามาสู่ประชาชนไทย ให้เข้าใจลึกซึ้งว่าศิลปะก็คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติ”  ปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญในการส่งมอบของขวัญงดงามด้วยหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ นับเป็นของขวัญวิจิตรศิลป์สุดล้ำค่าแห่งรัชสมัยแห่งมงคลชัยในชีวิตประชาชนชาวไทยอันหาที่เปรียบไม่ได้