ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459329

ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

อีก 5 ปี สังคมไทยกำลังนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ในปี 2564 เมื่อถึงตอนนั้นจำนวนประชากร 20% ของประเทศจะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี สวนทางกับประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง

ที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มวางนโยบายรับมือตั้งแต่ก่อตั้งกรมกิจการผู้สูงอายุ เมื่อปี 2558 รวมถึงตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ขึ้นมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีไอเดียทำแผน “โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุให้มีงานทำ” จึงเป็นเรื่องน่าจับตาว่าทิศทางการดำเนินนโยบายนี้อีก 5 ปี จะไปทิศทางใด

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นด้วยว่า โมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณเป็นแนวคิดที่ดี และควรเร่งทำให้เสร็จภายใน 5 ปี เพราะปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว

“ขณะนี้สถานการณ์การจ้างงานขาดแคลนในเชิงปริมาณมีมานาน และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนเพิ่ม เห็นได้จากปัจจุบันไทยต้องใช้แรงงานต่างด้าวเกือบ 3 ล้านคน”

ยงยุทธ เสนอว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณ เบื้องต้นจะต้องทำระบบฐานข้อมูล คัดกรองกลุ่มผู้สูงอายุให้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ โดยมีเกณฑ์ด้านสติปัญญา ภาวะสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และความสนใจงานของแต่ละบุคคลมาเป็นตัวชี้วัด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการแยกกลุ่มระหว่างผู้สูงอายุระดับบนและระดับล่าง ซึ่งกลุ่มแรงงานระดับบนที่มีความรู้สูงอาจให้ทำงานเป็นที่ปรึกษากับแรงงานรุ่นใหม่ที่ขาดประสบการณ์ ส่วนกลุ่มผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาดี ควรให้ทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เช่น สอนภาษา ฯลฯ

ขณะที่กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุที่มีความรู้ไม่เท่าระดับผู้บริหาร แต่มีทักษะประสบการณ์ทำงานสูง ตรงนี้ต้องพิจารณาดูลักษณะงานให้เหมาะสม เช่น หลายประเทศหน่วยงานภาครัฐจะจ้างในรูปแบบสัญญา ให้ทำงานลักษณะพนักงานเก็บเงิน ฉะนั้นมองว่ารัฐควรนำเงินส่วนหนึ่งมาจ้างงานกับบุคคลกลุ่มนี้ แทนที่จะจ้างคนรุ่นใหม่ทั้งหมด คิดว่ากระทรวงแรงงานต้องสร้างระบบการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุขึ้นมา และต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลโดยตรง ทั้งเรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่ไม่ควรน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน

“ยังมีผู้สูงอายุเป็นหลักล้าน หรืออย่างน้อยก็หลายแสนคน ที่ยังต้องการทำงานอยู่ ฉะนั้นถ้าหากสามารถขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุให้มีงานทำได้ นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุได้มีเงินออมต่อไป ก็จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัวในอนาคต”

ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การพัฒนาจะทำให้แรงงานผู้สูงอายุมีความรู้เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงยังจะเป็นการช่วยลดปัญหาสังคม เพราะหากรอความช่วยเหลือจากรัฐผ่านเบี้ยชราภาพ 800 บาท/เดือน คงไม่พอกิน เพราะสมัยนี้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท/เดือน จึงจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิต

ขณะที่ พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) อธิบายว่า หลักการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามปฏิญญาสากลจะต้องทำให้มีความมั่นคง 3 ด้าน คือ 1.ด้านสุขภาพ ต้องทำให้การดำเนินชีวิตมีสุขภาพที่ดี 2.ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีรายได้ มีงานทำ และมีเงินออมเพื่อเป็นปัจจัยทำให้ชีวิตเกิดความมั่นคง และ 3.ต้องมีหลักประกันที่มั่นคงจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม

สำหรับโมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ รัฐและเอกชนต้องทำให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง ส่วนแรงงานนอกระบบ นายจ้างต้องส่งเสริมให้ผู้ที่เป็นผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของตนเองด้วย ฉะนั้นทิศทางการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายการเกษียณออกไป ถ้าเป็นกลุ่มผู้บริหารองค์กรที่มีทักษะสูง สถานประกอบการเอกชนก็พร้อมรับเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มทั่วไป อย่างน้อยรัฐควรสนับสนุนจ้างงานในสถานที่ราชการ ตามชุมชน ท้องถิ่น โรงพยาบาล และสถานีอนามัย

“การต่อขยายอายุการทำงาน ขณะนี้เริ่มใช้แล้วในกลุ่มงานผู้พิพากษา อัยการ เพราะต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นขณะนี้มีการออกกฎหมายขยายอายุการทำงานแล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นกำหนดให้บางอาชีพสามารถทำงานได้ถึงอายุ 67 ปี เช่น ผู้พิพากษา ส่วนอาชีพที่เน้นใช้แรงงานกาย ใช้ความว่องไว และเสี่ยงอันตราย เช่น ตำรวจ ทหาร ตรงนี้ถ้าไม่มีงานตำแหน่งรองรับ ก็อาจอยู่ไม่ได้”

พญ.ลัดดา ระบุว่า การเสนอแนวคิดจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณอายุราชการ ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ส่วนตัวคิดว่าราชการคงไม่สามารถขยายงานได้ทุกประเภท แต่ถ้าจำเป็นต้องขยาย ควรเริ่มจากกลุ่มที่ต้องการทักษะฝีมือเฉพาะมาเติมส่วนที่ขาดก่อน จากนั้นถึงพิจารณากลุ่มงานประเภทอื่นๆ

ขณะเดียวกัน รัฐควรส่งเสริมเรื่องการออมด้วย เพราะชีวิตผู้สูงอายุหลังเกษียณถ้าคิดเพียงแต่จะใช้เงินสะสมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และถ้าสุดท้ายมาพึ่งรัฐด้วยจำนวนมากเกิน รัฐก็คงไม่มีจะให้พึ่งเช่นกัน

“ผู้สูงอายุหลังเกษียณควรต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 2 ล้านบาท เพื่อให้มีใช้จ่ายเฉลี่ย 8,000-9,000 บาท/เดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้หากเทียบกับสภาพปัจจุบันอาจดูไม่มาก แต่ความเป็นจริงผู้ที่จะออมเงินได้ถึง 2 ล้านบาทมีน้อยมาก เพราะจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้จากการเก็บออมเป็นรายได้มีเป็นส่วนน้อย เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากบุตรเลี้ยงดูแลรับผิดชอบ รองลงมาเป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้จากการออมคงไม่พอ คนกลุ่มนี้ถึงยังต้องทำงานอยู่”พญ.ลัดดา กล่าว

พญ.ลัดดา กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก หรืออาจมีน้อย ซึ่งจะทำให้อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนยุคปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตอาจมีรายได้จากบุตรลดลง และต้องพึ่งพาตนเองจากการทำงานมากขึ้น ควบคู่ไปกับต้องเก็บออมเงินให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีเงินดูแลตนเองไปตลอดจนช่วงท้ายของชีวิต

ด้านผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่าง ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณให้มีงานทำ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุระยะที่ 1 ช่วงปี 2559-2564 โดยแบ่งเป็น 5 กลยุทธ์ย่อย คือ 1.ต้องกระจายงานเข้าสู่ชุมชน เพื่อทำให้ผู้สูงอายุทั่วไปที่อยู่บ้านมีงานทำ 2.ร่วมมือกับภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ เบื้องต้นมีสถานประกอบการร่วมโครงการแล้ว 12 แห่ง 3.สร้างตลาดแรงงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

4.ขยายการเกษียณอายุราชการเฉพาะตำแหน่ง 5.ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัยในอาชีพที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทำแล้วบางหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน เช่น ให้มาเป็นกรรมการฯ ที่ปรึกษา หรือวิทยากร

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะ เท่าที่อายุมากถึง 70 ปี ในรูปแบบสัญญาจ้างปีต่อปี หรือจ้างเหมาเป็นรายโครงการ ส่วนกลุ่มข้าราชการเกษียณทั่วไป ขณะนี้มีเปิดลงทะเบียนฝึกประกอบอาชีพ รวมถึงได้เปิดศูนย์รับลงทะเบียนผ่านศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุ ของกรมการจัดหางานแล้ว คาดว่าโมเดลนี้จะชัดเจนภายใน 6 เดือน เพื่อเตรียมตัวรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุในปี 2564

 

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459310

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว/โชคชัย สีนิลแท้

ปัญหาการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ที่เห็นได้ชัดเจนในเวลานี้คือ ปัญหาน้ำท่วม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวสูงมาก จนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของเมืองยังรองรับไม่ทัน

ข้อมูลจากบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า กรุงเทพฯ นับตั้งแต่ปี 2538 จนถึงเดือน ส.ค. 2559 หรือประมาณ 21 ปี มีจำนวนคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพิ่มขึ้นจากอดีต 1.8 แสนยูนิต ส่วนโครงการนอกเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 2.5 แสนยูนิต

ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6.5 แสนหน่วย จะเห็นว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีมีจำนวนการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมาย และยังไม่รวมถึงอาคารศูนย์การค้า อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน

มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้คนจากทั่วประเทศต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมืองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้สาธารณูปโภคที่จะมารองรับไม่เพียงพอ ประกอบกับมีการพัฒนาพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำ หรือแนวฟลัดเวย์ทำให้กีดขวางทางระบายน้ำ หรือมีการถมดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม จนทำให้พื้นถนนต่ำกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองปลายน้ำ โอกาสที่น้ำท่วมเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คนเมืองกรุงจึงต้องทำใจยอมรับให้ได้ในระดับหนึ่ง และคิดในเชิงบวกว่าเราจะอยู่อย่างไรกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น จะแก้ปัญหาและจัดการกับระบบน้ำอย่างไร โดยยอมรับกับธรรมชาติของน้ำ ซึ่งก็มีหลายแนวคิดที่ใช้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับเมืองที่มีลักษณะเหมือนกรุงเทพฯ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับน้ำคือ การยกใต้ถุนสูง ที่สามารถนำมาประยุกต์ในการปรับปรุงเมืองยุคใหม่ได้

ด้าน นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้มีฝนตกในภาคกลางและกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งปริมาณน้ำฝนรวมและปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะที่ฝนตก ทำให้ระบบการระบายน้ำซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

“การแก้ไขก็คงต้องรื้อและปรับปรุงระบบ ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และดำเนินการไปตามลำดับ คงต้องนึกภาพว่าถ้าเปลี่ยนท่อระบายน้ำกันทั้งกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร ส่วนเสริมอื่นๆ ที่ต้องทำในเบื้องต้นอาจเป็นการทำพื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และดึงน้ำรอระบายจากถนนไปเก็บไว้ในนั้น”

ขณะที่แหล่งข่าวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งเห็นว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการจัดสรรตามที่ผังเมืองกำหนด หรือสิ่งที่ภาครัฐวางกรอบการพัฒนากำหนดในรูปแบบของผังเมือง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อพัฒนาไปแล้วไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น พัฒนาโดยการไปถมที่ดินทับลำราง ทางน้ำไหลผ่าน หรืออาจจะพัฒนาอยู่บนพื้นที่รับน้ำ

“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการใหม่ขึ้นมาต้องคำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น อาจจะต้องมีการก่อสร้างพื้นที่หน่วงน้ำภายในโครงการ เพื่อเป็นการระบายน้ำภายในพื้นที่โครงการ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ แต่ก็เป็นที่ทราบว่าการลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากขึ้น ภาระที่แท้จริงก็จะตกไปอยู่กับผู้บริโภค”

ขณะที่ ปิยะ ประยงค์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจแวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ให้ความเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ รวมไปถึงหลายจังหวัดในเขตปริมณฑลนั้น ไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดปัญหาใหญ่ในช่วงนี้ แต่หากศึกษาในอดีตจะพบว่ามีปัญหามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากในพื้นที่ภาคกลางนั้นเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ดินต่ำ การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการวางแผนอย่างบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงานเหมือนกับประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

“กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้น้ำระบายออกได้รวดเร็ว ในหลายครั้งที่ผ่านมาจะพบว่ามีมวลน้ำขนาดใหญ่ทางภาคเหนือไหลลงมา ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการระบายออกอย่างรวดเร็วไปยังโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยต้องมีการขุดลอกคลองหรือลำราง รวมไปถึงใช้หลักในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีการพร่องน้ำออก แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่เห็นหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ปัญหาการรุกล้ำบริเวณลำคลองนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหาขยะล้นเมือง เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ระบบการรับน้ำและระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ” ปิยะ กล่าว

 

กฐินคอร์รัปชั่น สกัดโจรปล้นชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459095

กฐินคอร์รัปชั่น สกัดโจรปล้นชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นแห่งประเทศไทย จัดโครงการสัมมนาเชิงวิชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในหัวข้อ “คอร์รัปชั่น…หายนะประเทศไทย” ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวเปิดสัมมนา

พล.อ.เปรม กล่าวว่า การคอร์รัปชั่นนิยมแปลความหมายว่าการโกงชาติ แต่ส่วนตัวยืนยันจะแปลความหมายว่าเป็นการปล้นชาติ ทั้งนี้ มีความพยายามคิดค้นวิธีการปราบการปล้นชาติ ที่ผ่านมาตัวเองเคยเสนอว่าเราต้องเริ่มต้นจากเด็ก และเราต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างโดยเริ่มจากคนในชาติของเรา

“เราไม่มีมาตรวัดความขี้โกง ไม่มีมาตรวัดความร่วมมือ แต่ทางสมาคมอาจมีข้อมูลตัวเลขว่าความรู้จักละอายของคนในชาติเราลดลงหรือมากขึ้น ที่ผ่านมามีความร่วมมือดีขึ้น เหมือนเดิม หรือลดลง เรื่องนี้คือปัญหาที่ยากมาก เราต้องช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหาว่ามีวิธีใดบ้างที่สร้างแรงจูงใจให้คนเลิกคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่ได้มาปล้นตนเอง เพราะอยู่แบบนี้ก็สบายดี จะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม นั่นคือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ผมก็ได้แต่บอกว่าคนเราเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” พล.อ.เปรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเทศเรามีความรักชาติพอสมควร ถ้าเรานำเรื่องคอร์รัปชั่นไปพูดให้ทุกคนเกิดความเข้าใจว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีงบประมาณไม่เพียงพอ การสร้างโบสถ์สร้างวัดยังบริจาคกันได้ ดังนั้น การบริจาคเงินมาสร้างเครื่องมือปราบทุจริตก็น่าเป็นไปได้ ส่วนตัวคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้นยังไม่เพียงพอ

“ทุกคนต้องมาช่วยกัน เช่น บ้านเกิดของผมอยู่ที่ จ.สงขลา มีเกาะยอ มีคลองกั้น เมื่อรัฐบาลทำสะพานผมก็ไปนั่งคุยกับเพื่อนๆ และมีผู้หญิงคนหนึ่งนำเงินมาให้ผม 1,000 กว่าบาท ผมก็ถามว่านำมาให้ทำไม หญิงคนนั้นก็บอกว่าเมื่อก่อนจะเขาข้ามไปตัวอำเภอเมืองแต่เขาไม่กล้าข้ามคลอง กลัวเรือจะล่มเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตอนนี้มีสะพานแล้วเขาก็สามารถข้ามไปฝั่งตัวเมืองได้ ซึ่งเงิน 1,000 บาทนั้นคือค่าเรือจ้างที่เขาเก็บออมไว้ได้จึงนำมาให้”

ประธานองคมนตรี กล่าวว่า คนไทยมีจิตใจที่ปรารถนาดีต่อชาติถ้าไม่มีสตางค์เราก็ทอดกฐินคอร์รัปชั่นของเราไป การปราบปรามการปล้นชาตินับเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีเอกสารให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่าการโกงเป็นเรื่องที่ไม่ดี อยากให้ทุกคนไปทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการริเริ่มเพราะทุกคนต่างมีข้อมูลกันอยู่แล้ว

“แต่สิ่งที่ยากมากคือระบบอุปถัมภ์ ผมคิดไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร หากบอกว่าคนไทยช่วยเหลือคนผิด มันก็จริง แต่เขาก็ต้องตอบแทนบุญคุณซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก มันจึงเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องมานั่งช่วยกันคิดว่าเขาต้องแยกให้ออกว่าอะไรควรจะอุปถัมภ์ได้หรือไม่ได้” พล.อ.เปรม กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การทำงานของ ป.ป.ช. เมื่อพบมูลความผิดก็จะรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การทำคดีต้องแล้วเสร็จภายใน 2 ปี ดังนั้นเมื่อครบ 3 ปีต้องมีบุคคลที่รับผิดชอบต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นส่วนการทำคดีที่ค้างอยู่ในระบบประมาณ 500 เรื่องให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 ปี

การแก้ไขปัญหาทุจริตที่จะเอาชนะได้จริงต้องอยู่ที่การป้องกันและปลูกฝัง ซึ่งเป็นเหมือนงานปิดทองหลังพระ ป.ป.ช. จึงมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระยะที่ 3 (2560-2564) โดยกำหนดเป้าประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต ด้วยการปลูกฝังให้คนในชาติทุกช่วงวัยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทำทุจริต และมีบทบาทร่วมกันทำทุจริตในชาติให้กลายเป็นศูนย์ภายใน 5 ปี

 

กินเจผวาสารพิษในผักผลไม้ 68 ชนิด คะน้า-ส้มสายน้ำผึ้งครองแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/458866

กินเจผวาสารพิษในผักผลไม้ 68 ชนิด คะน้า-ส้มสายน้ำผึ้งครองแชมป์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เทศกาลกินเจทุกครั้งส่งผลให้ปริมาณการบริโภคผักผลไม้ในท้องตลาดสูงขึ้นหลายเท่าตัว ฟังแล้วเป็นเรื่องที่ดี   ทว่าผลการสุ่มตรวจล่าสุดของเครือข่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กลับพบเรื่องที่น่ากังวลของคนกินผัก เนื่องจากผลไม้และผักมีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานสูงเกินกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ

ที่น่ากลัวที่สุดคือ พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตามรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งยกเลิกการใช้แล้ว ได้แก่ ไดโครโตฟอส เอ็นโดซัลแฟน เมทามิโดฟอส และโมโนโครโตฟอส รวมทั้งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่กรมวิชาการเกษตรไม่อนุญาตทะเบียน 2 ชนิด คือ คาร์โบฟูรานและเมโทมิล ตกค้างอยู่ในผลผลิตรวม 29  จาก 158 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 18.4%

เครือข่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) สุ่มตัวอย่างผักและผลไม้ที่นิยมบริโภค 16 ชนิด ประกอบด้วย ผัก 10 ชนิด รวม 158 ตัวอย่าง  ระหว่างวันที่ 23-29 ส.ค. 2559 โดยเก็บตัวอย่างจากห้างโมเดิร์นเทรด 3 ห้างหลักและตลาดค้าส่ง 3 แห่ง ย่านปทุมธานี นครปฐม และราชบุรี พบว่าผักผลไม้ในช่วงปลายเดือน ส.ค. หรือก่อนช่วงเทศกาลกินเจมีแนวโน้มพบสารพิษตกค้างสูงกว่าช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสารตกค้างเกินค่า MRL 88 ตัวอย่าง คิดเป็น 56% ขณะที่ผลไม้มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 65%

สำหรับสารพิษตกค้างที่พบมีถึง 68 ชนิด จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ สารกำจัดไร สารกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ซึ่งผักที่พบสารตกค้างมากที่สุด คือ คะน้า ตามด้วยพริกแดง ถั่วฝักยาว กะเพรา ผักบุ้ง มะเขือเปราะ แตงกวา มะเขือเทศ ขณะที่กะหล่ำปลี และผักกาดขาวพบน้อยที่สุด ส่วนผลไม้ที่พบสารตกค้างมากที่สุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง ตามด้วยแก้วมังกร ฝรั่ง มะละกอ แตงโม และแคนตาลูป

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระบุว่า ผักและผลไม้จากห้างโมเดิร์นเทรด มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากถึง 70% ทั้งที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรดแพงหลายเท่าตัว ขณะที่ผักผลไม้จากตลาดค้าส่งมีสารพิษตกค้างอยู่ที่ 54%

ส่วนฉลากรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ พบว่าฉลาก Q-GAP พบสารพิษตกค้างเกินค่า MRL มากที่สุด โดยตรวจพบ 10 จาก 16 ตัวอย่าง รองลงมา คือ Q-GMP พบ 6 จาก 10 ตัวอย่าง และผักผลไม้ที่ติดฉลากว่าสินค้าปลอดภัยไม่มีตรารับรองมาตรฐานพบ 5 จาก 10 ตัวอย่าง นอกจากนี้ในกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตรารับรอง Organic Thailand พบสารตกค้างเกินค่า MRL 2 จาก 10 ตัวอย่าง ตรารับรองอินทรีย์อื่นพบ 2 ใน 9 ตัวอย่าง และไม่มีตรามาตรฐานพบ 4 จาก 8 ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ยังมีปัญหา จากการตรวจพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 16 จาก 26 ตัวอย่าง หรือ 65% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด และสูงกว่าการตรวจสอบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่พบ 57%

สารพิษที่พบนั้นเป็นสารที่มีการดูดซึม ส่วนใหญ่เป็นสารกำจัดเชื้อรา โอกาสที่ล้างออกนั้นค่อนข้างยาก ซึ่งจะพบกระจายในหลายชนิดผัก การพบสารเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการก่อเกิดโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุที่คนไทยเสียชีวิตมากอันดับ 1 ชั่วโมงละ 8.5 คน รวมถึงต่อมไร้ท่อ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เป็นต้น ทางที่ดีที่สุดคือผู้บริโภคควรหันไปเลือกซื้อผักผลไม้ที่ผลิตจากแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่น่าเชื่อถือ

ปรกชล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยกประเด็นความปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ เพราะครึ่งหนึ่งของผักผลไม้ในท้องตลาดมีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงผู้บริโภคต้องทบทวนการซื้อผักผลไม้จากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ จนกว่าจะลดปัญหาสารพิษตกค้างอย่างเป็นรูปธรรม

“เรื่องนี้ต้องดำเนินการทางกฎหมายใน 2 ส่วน คือ พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งจะกำหนดไว้ว่าหากเป็นอาหารที่มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานก็จะถือเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย หรือกรณีที่อ้างว่าตนเองเป็นเกษตรอินทรีย์เวลามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานก็จะถือว่าเป็นอาหารผิดมาตรฐานด้วย” ปรกชล กล่าว

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากกลุ่มกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ขอเสนอให้ภาครัฐสุ่มตรวจอย่างเป็นกลาง ทุกฤดูกาลประมาณ 3 ครั้ง/ปี สำหรับวันที่ 7 ก.ย.  ทางกลุ่มไทยแพลนจะยื่นเอกสารผลตรวจดังกล่าวไปยังกรมวิชาการเกษตรและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  เพื่อให้ติดตามการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 

“ภาษีเน็ตไอดอล”…ราคาที่ต้องจ่ายของคนดังโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 21:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/458849

"ภาษีเน็ตไอดอล"...ราคาที่ต้องจ่ายของคนดังโลกโซเชียล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง  อินเตอร์เน็ตกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ทั้งยังนับเป็นบันไดต่อยอดสู่การเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกเสมือน เพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการ

เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงการคลังประกาศว่า จะเดินหน้าจัดการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ที่กำลังเติบโตอย่างพรวดพราด โดยพุ่งเป้าไปยังบรรดาแอดมินเพจชื่อดังและเน็ตไอดอลที่มียอดผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักได้รับการติดต่อจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการโฆษณาสินค้า

หรือว่าเม็ดเงินมหาศาลของเน็ตไอดอลกำลังสั่นสะเทือน…

ตั้งทีมเฉพาะกิจจับตาเน็ตไอดอล

ข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งสิ้น  38 ล้านคน หรือคิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สูงถึง 41 ล้านคน เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่นิยมสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ เฟซบุ๊ก 92.1% ไลน์ 85.1% และกูเกิล 67%

สำหรับเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้  Nielsen บริษัทวิจัยการตลาด ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ เติบโตอยู่ที่ 849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 72.56 % ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ PwC ที่คาดการณ์ในปี 2563 มูลค่าการใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์จะอยู่ที่ 3,100 ล้านบาท เติบโต 117% จากคาดการณ์ปี 2559 ที่ 1,400 ล้านบาท

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายว่า ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าในประเทศ และธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ

“ธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าในประเทศ การเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์สนั้นมีมานานแล้วในประเทศไทย บริษัทใหญ่ๆไม่มีปัญหาในการจัดการเรื่องนี้ ปัญหาคือวันที่ทุกคนสามารถขายสินค้าได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมีหน้าร้าน พ่อค้าแม่ค้าเต็มโลกออนไลน์ ทำให้ยากต่อการติดตาม อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ตั้งทีมงานติดตามบุคคล เพจ หรือร้านค้าในโลกออนไลน์แล้ว โดยเฉพาะบุคคลหรือร้านค้าที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และพบการค้าขาย รีวิวโฆษณา ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีรายได้จำนวนมาก ทีมงานจะทำหนังสือแจ้งเตือนให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี”

ส่วนธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ การซื้อขายสินค้ากับเว็บไซด์ต่างประเทศ หรือบุคคลที่ได้รับเงินว่าจ้างจากธุรกิจในต่างประเทศ  กฎหมายบ้านเรายังไปไม่ถึง นอกเหนืออำนาจ อยู่ระหว่างพัฒนา ปรับปรุง และเตรียมออกกฎหมายต่อไป เพื่อให้คลอบคลุมถึงการซื้อขายระหว่างประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้”

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร

อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า โดยปกติเน็ตไอดอลที่คนติดตามจำนวนมากในโลกออนไลน์ มีรายได้จาก 3 แหล่ง คือ รายได้จากการเขียน ได้แก่ การรีวิว โฆษณาสินค้า รายได้จากการขาย เช่น ครีม อาหารเสริม วิตามิน และรายได้จากการโชว์ตัว ออกอีเวนท์

“รายได้เท่าไหร่ ขึ้นกับความนิยมที่พวกเขาได้รับ ฐานคนติดตาม และรูปแบบการนำเสนอสำหรับบริษัทผู้ว่าจ้าง ก่อนจ่ายเงินให้กับพวกเขาต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  นำเงินส่งเข้าสรรพากร ซึ่งเท่ากับว่ เกิดร่องรอยเส้นทางการเงินในระบบ และทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้จ่าย ผู้รับ ตรวจสอบเส้นทางการเงินและติดตามได้ ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น ไอโชว์ (iShow) ที่ว่าจ้างนางแบบมาโชว์ตัวและร่วมสนทนากับผู้ชม พวกเขาก็จัดการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนเช่นกัน 

ส่วนบริษัทเล็กๆ ที่ว่าจ้างด้วยเงินสดหรือโอนเงินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนั้นมีจริง แต่พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ส่งผลดี ขัดขวางการเติบโตของผู้ค้าเอง เสียระบบจัดการ หากคณะทีมงานพิเศษของกรมสรรพากร  ติดตามเจอในภายหลัง ก็จะส่งใบแจ้งเตือนไปแน่นอน ก่อนมีมาตรการทางกฎหมายต่อไป”

ทั้งนี้ เน็ตไอดอลมีชื่อเสียงโด่งดัง มีการติดตามจำนวนมาก และมีรายได้ต่อปี มากกว่า 1.8 ล้านบาท ล้วนมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจ และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ปัจจุบันพวกเขากำลังถูกจับตาจากกรมสรรพากร สิ่งต่างๆ ที่โพสต์ ขายสินค้าหรือโฆษณาบริการนั้น นับเป็นหลักฐานผูกมัดการมีรายได้ของตัวเอง

ชา-อนุชา แสงชาติ ผู้ก่อตั้งเพจ Lowcostcosplay

รับงานบริษัทใหญ่ปลอดภัยไร้กังวล

ชา-อนุชา แสงชาติ ผู้ก่อตั้งเพจสุดฮอตอย่าง “Lowcostcosplay” เผยว่า การสร้างรายได้จากโฆษณาและสินค้าออนไลน์นั้น มีผู้ว่าจ้างหลากหลายรูปแบบ หากเป็นแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลก ขั้นตอนการจ้างจนกระทั่งรับเงิน เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว

“ผู้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์มีหลายแขนง บางคนถูกมองเป็นเน็ตไอดอล บางคนเป็นศิลปิน บางคนเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หรือผู้มีอำนาจในโลกออนไลน์ สินค้าที่ติดต่อเข้ามาพวกโฆษณาแฝงหรือการไทอิน (tie-in) ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนตัวได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกอยู่แล้ว การรับงานก็เป็นไปอย่างสบายใจทำข้อตกลงที่มีระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย หัก ภาษี ณ ที่จ่ายชัดเจน ผมไม่มีปัญหา ถึงเวลาก็ไปยื่นแบบเสียภาษีอีกครั้ง ปัญหามักเกิดขึ้นกับแบรนด์เล็กๆ ที่พึ่งเกิดใหม่ ที่ทำการว่าจ้างเน็ตไอดอล โดยมีวิธีการจ่ายค่าจ้างด้วยเงินสด ทำให้หลุดรอดจากการเสียภาษี”

ในฐานะผู้หารายได้จากโลกออนไลน์ อนุชาแนะว่า นอกจากไล่เก็บภาษี กรมสรรพากรควรพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลให้เกิดความสะดวกมากขึ้นกว่าปัจจุบันที่เห็นว่ายังมีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่ เพื่อเอื้อให้ผู้มีรายได้จ่ายภาษี อย่างเอกสารที่ได้รับจากค่าจ้างหลังการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ต้องเก็บไว้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีกครั้ง

“เราเสียภาษีในระบบไปแล้วครั้งหนึ่ง สรรพากรมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ถึงเวลาไม่น่าจะต้องถือเอกสารไปยื่นแสดงอีกรอบ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบของรัฐบาลที่ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ”

ไม่จ่ายเพราะเห็นว่าไม่คุ้ม

เรตค่าจ้างของเน็ตไอดอลในการรีวิวสินค้าไม่มีราคาที่ชัดเจนเป็นมาตรฐาน เรียกว่ายิ่งดังยิ่งเเพง 

โดยทั่วไปการโฆษณาเเบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ประกอบด้วย 1.โพสต์สินค้าอย่างเดียว  2.ถือสินค้าโพสต์ภาพ เเละ 3.คลิปวิดีโอ  ผลสำรวจที่ผ่านมาหลายเเห่งระบุตรงกันว่า หากมีผู้ติดตามเกิน 1 เเสนคน จะได้ค่าโพสต์ครั้งละ 35,000 บาท หากผู้ติดตาม 2 แสนขึ้นไป  45,000 บาท และหากถึง 5 แสนคน เงินค่าโพสต์จะทะลุไปถึง 50,000 บาททีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยัง ผู้จัดการเน็ตไอดอลรายหนึ่ง พบว่า เรตราคาในปัจจุบันนั้นลดลงกว่าในอดีต เนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาสู่วงการเพิ่มมากขึ้นทุกวัน หากมียอดติดตามไม่เกิน 5 แสน และไม่ได้มีบุคคลิกลักษณะเฉพาะอย่างแท้จริงกับตัวสินค้า ค่าจ้างต่อหนึ่งโพสต์อยู่ในระดับหลักพันเท่านั้น ต้องมีระดับการติดตามหลักล้านขึ้นไป หรือโด่งดังจริงๆ ค่าตัวจึงจะพุ่งไปสู่ระดับหลักหมื่น

“เรตเดิมที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ คนติดตาม 5 แสน ค่าจ้าง 5 หมื่น ยืนยันว่าสมัยนี้ไม่มีแน่นอน  เพราะหน้าใหม่ หน้าเก่าเยอะมาก ผู้จ้างมีตัวเลือกมากขึ้น พวกที่ยอดฟอลโล่ตั้งแต่ 1-3 แสน จ้างไม่เกิน 3 พันบาทต่อโพสต์ด้วยซ้ำ  เพราะระดับนี้เกลื่อนทั่วโลกออนไลน์  ที่สำคัญค่าจ้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม แต่อยู่ที่ตัวเน็ตไอดอลเองด้วย หากเป็นพวกที่ก้าวไปสู่ระดับวงการบันเทิงบ้างแล้ว ค่าจ้างก็จะมากขึ้น”

ผู้จัดการเน็ตไอดอลรายนี้ว่า ทุกวันนี้การสร้างชื่อในโลกโซเชียลทำได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างทำคลิปวิดีโอลักษณะเซ็กซี่ 1 ตัว วันถัดมาก็มียอดติดตามพุ่งจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ตัดราคาเพื่อแข่งขันกันเองในผู้เล่นหน้าใหม่

“สินค้าแบรนด์เล็กๆผลิตใหม่ จ่ายกันเป็นเงินสดหรือโอนให้กันอยู่แล้ว ดีลระหว่างสองคน  เอ้า ถือโปรดักให้หน่อย คิดราคาเท่าไหร่ว่ากันไป ไม่ถึงขั้นเซ็นสัญญาจริงจัง ผู้จ้างก็เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจเงินไม่ค่อยมีเงิน ส่วนใหญ่เลือกจ้างเน็ตไอดอลหลายๆคน คนละ 2-3 พัน 10 คน รวมกัน 3 หมื่นบาท แลกกับผู้ติดตาม 1 ล้านกว่าคน”

สำหรับประเด็นการตรวจสอบภาษี ผู้คลุกคลีในวงการเน็ตไอดอล ระบุ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเหล่าเน็ตไอดอลหน้าใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ราคาที่แน่ชัด บางรายอ้างว่าทำฟรี ขณะที่บางคนภาพที่แสดงออกมานั้นดูเหมือนว่าได้เงินสูงมาก แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด

แนตตี้ (นามสมมติ) เน็ตไอดอลสาวสวยเซ็กซี่ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคนบนเฟซบุ๊ก บอกว่า ได้รับค่าตัวจากการโพสต์ภาพคู่สินค้า 1.5 หมื่นบาท หากเป็นคลิปวิดีโอ 2 หมื่นบาท เจ้าของสินค้าจะเลือกว่าจ้างผู้ที่มีบุคคลิกลักษณะเข้ากับผลิตภัณฑ์ แน่นอนว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ตนเองและเพื่อนได้รับเป็นพวก อาหารเสริมและครีมบำรุงผิว

“สินค้าพวกนี้ราคามันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ รวมถึงการเจรจาด้วย ยอมรับว่าที่ผ่านมา ก็มีการให้ค่าจ้างเป็นเงินสด”

สาวสวยรายนี้ กล่าวว่าสาเหตุที่หลายคนไม่อยากจ่ายภาษี คือ ไม่คิดว่าได้รับความคุ้มครองในโลกออนไลน์ กลุ่มเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามจำนวนมากมักถูกแฮ็กเฟซบุ๊ก ปลอมแปลง แอบอ้าง นำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตบ่อยครั้ง ภาษีที่เสียไปควรจะช่วยคุ้มครองและแก้ปัญหาเรื่องแบบนี้ได้บ้าง

“จ่ายไปแล้วรู้สึกไม่คุ้มค่า เขาก็ไม่เต็มใจที่จะจ่าย เคยเดินทางไปแจ้งความ หลังจากถูกคนร้ายแฮ็กเฟซบุ๊กและนำภาพไปหาประโยชน์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีความคืบหน้า  ภาษีที่ทุกคนเสียไป เข้าใจว่า เพื่อเอาไปพัฒนาประเทศ ถนน เสาไฟฟ้า สะพาน ท่อประปา รวมถึงสวัสดิการ แต่ในโลกออนไลน์ก็ควรจะได้รับการคุ้มครองที่มากกว่าเดิมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษของการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯภายเวลาที่กำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000บาท ขณะที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี แต่ไม่ไปเสียภาษีมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนจนกว่าจะเสียภาษี ส่วนกรณีที่ไม่ได้ยื่นแบบฯไว้หรือยื่นแล้ว แต่ชำระภาษีขาดไป หากถูกพนักงานตรวจสอบและออกหมายเรียก นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว ยังเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระอีก แต่เบี้ยปรับอาจลด หรือไม่เก็บก็ได้ตามระเบียบ ทั้งนี้กรณีจงใจแจ้งข้อความเท็จ แสดงหลักฐานเท็จหรือฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี  และปรับตั้งแต่สองพัน ถึงสองแสนบาท

คำกล่าวคลาสสิกที่ว่า สิ่งแน่นอนสองอย่างในชีวิตที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้คือความตายและการเสียภาษี ประโยคนี้น่าจะทำให้เหล่าบรรดาเน็ตไอดอลทั้งหลายตื่นตัวมากขึ้นไม่มากก็น้อย

 

อิทธิพล “ลานินญา” ฤดูฝนลากยาวถึงสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457979

อิทธิพล "ลานินญา" ฤดูฝนลากยาวถึงสิ้นปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรมอุตุนิยมวิทยาและนักวิชาการด้านสภาพอากาศยืนยันตรงกันว่า ปริมาณฝนและพายุที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมจนลามไปเป็นอุทกภัยระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 โดยตัวเลขปริมาณฝนทั่วทั้งประเทศในปีนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 5-10% อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าจะมีพายุใหญ่เข้าประเทศไทยอีก 2 ลูก ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่สิ่งที่อาจเลี่ยงไม่ได้ก็คือปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มหรือเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ระบุว่า แม้สถานการณ์ปริมาณฝนจะเริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่ยังต้องระวังและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดคือ ช่วงวันที่ 5-7 พ.ย. ซึ่งจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำจากทะเลจีนใต้ หรือแนวของมวลอากาศที่มีความหนาแน่นต่ำได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ และมีมวลอากาศที่มีความกดสูงกว่ากระจายอยู่รอบแนว 2 ด้าน จากประเทศจีน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดพายุพัดเข้าไปในประเทศเวียดนาม อาจกระทบถึงประเทศไทยในส่วนทะเลอันดามัน อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ดังกล่าวจะบอกได้ชัดเจนได้เมื่อนำข้อมูลด้านแนวโน้มเกิดพายุจากองค์การสากลอย่างอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) มาคำนวณอย่างละเอียด เพื่อระบุทิศทางของพายุได้ โดยสามารถบอกล่วงหน้าก่อนเกิดพายุได้เพียง 2 สัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลด้านอากาศของหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในประเทศไทยจะบอกล่วงหน้าได้เพียง 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ การคาดการณ์การเกิดพายุต้องใช้ข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน เช่น อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ข้อมูลการรวมของแรงปะทะแรงดันอากาศต่ำ พร้อมกับมีแรงดันอากาศสูงที่ก่อให้เกิดลมส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวเปลี่ยนรูปของเมฆ

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำยังให้ทำต้องระวังเรื่องของปริมาณฝนคือ ต้องไม่ลืมว่าฤดูฝนในปีนี้ยังอยู่ในอิทธิพลของ “ลานินญา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบปัจจัยเดียวกับปริมาณฝนที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แม้จะไม่มีโอกาสเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เหมือนในอดีต แต่จะส่งผลให้การคาดการณ์ปริมาณฝนได้ยากขึ้น

โดยลานินญาจะพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้ว ยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก เกิดการก่อตัวของเมฆและฝน บริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิกเขตร้อน ส่งผลให้มีฝนตกหนักบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริเวณชายฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีฝนตกมากกว่าปกติ และจะทำให้ฤดูฝนในประเทศไทยยืดยาวออกไปอีก

“ลานินญาจะทำให้พายุมาถึงประเทศไทยโดยไม่อ่อนกำลัง ยังไม่มีอะไรที่ทำให้วางใจได้แม้น้ำจะไม่ท่วมเหมือนปี 2554 แต่หลายพื้นที่ก็ยังมีโอกาสถูกน้ำท่วมได้ ขณะเดียวกันยังถือว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีพายุมากกว่า 2 ลูก และฝนยังมีโอกาสตกยาวไปถึงปลายปี แม้ในพื้นที่ภาคกลางหรือในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีฝนเบาบางลง ช่วงหลังเดือน พ.ย. แต่บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ก็ยังเสี่ยงที่จะมีฝนตกหนักไปจนถึงต้นปีหน้า และเสี่ยงน้ำท่วมได้เช่นกัน”จิรพล กล่าว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวมไม่มีอะไรน่าวิตก และจากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่มีฝนตกในปริมาณมาก พบว่ามีน้ำท่วมทุ่งยังอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านไร่ โดยถือว่ายังน้อยหากเทียบกับเวลาเดียวกันเมื่อปี 2558 ที่จะมีน้ำท่วมเฉลี่ย 2 ล้านไร่ บริเวณน้ำท่วม 1 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีการเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตรแล้ว และใกล้จะเก็บเกี่ยว แต่ยังมีพื้นที่ปลูกใหม่ 3 แสนไร่ หรือ 30% เท่านั้นส่วนใหญ่อยู่ใน จ.พิจิตร สุโขทัย และพิษณุโลก โดยฝนที่ตกต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้าทำให้พื้นที่น้ำท่วมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านไร่ ต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ต่างๆ เป็นจุดๆ ไป

“เนื่องจากหลายพื้นที่ยังอยู่ในช่วงฤดูฝนที่ยาวไปถึงเดือน พ.ย. ยังมีโอกาสที่ฝนจะตกหนักในช่วงระหว่างนี้ รวมถึงยังมีโอกาสเกิดพายุ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีอีกประมาณ 2 ลูก จิสด้าจะยังติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด”อานนท์ กล่าว

 

‘เซ็กซ์’ความรู้ที่ต้องส่งเสริม ผงะหญิงไทยมีคู่นอน5คนตั้งแต่วัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 06:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457517

‘เซ็กซ์’ความรู้ที่ต้องส่งเสริม ผงะหญิงไทยมีคู่นอน5คนตั้งแต่วัยรุ่น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“อนาคตเป็นยุคของการพัฒนาตนเองในทุกด้านที่ต้องหลากหลาย ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอด” คำกล่าวตอนหนึ่งของ รศ.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานแถลงผลวิจัยพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยเรื่อง “เข้าใจพฤติกรรมต่างเจน ผ่านตัวชี้วัดสุขภาพคนไทย”

ผศ.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ คณะทำงานรายงานสุขภาพคนไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ฉายภาพว่า ปัจจุบันประชากรโลกถูกจัดแบ่งออกเป็น 7-8 ช่วงวัย (เจน) แต่สำหรับคนไทยปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัยหลัก คือ เจนเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเกิดระหว่างปี 2486-2503 มีอายุเฉลี่ย 56-74 ปี มีจำนวน 11.7 ล้านคน เจนเอ็กซ์ เกิดระหว่างปี 2504-2524 อายุเฉลี่ย 35-54 ปี มีจำนวนมากที่สุดถึง 23 ล้านคน ขณะที่เจนวาย เกิดระหว่างปี 2525-2548 อายุเฉลี่ย 11-34 ปี มี 22 ล้านคน และคนรุ่นหลังเจนวายมี 7.8 ล้านคน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่คาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เจนวายจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญมากที่สุดของประเทศ

ผศ.เฉลิมพล ระบุว่า เจนวายจะมีลักษณะการทำงานที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาทิ เปลี่ยนงานบ่อยเพื่อพัฒนาตนเองและหาโอกาสที่ดีกว่า รวมถึงคนเจนวายจะเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงทำให้ทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้มีรายได้สูงกว่าเจนเอ็กซ์ แต่เรื่องที่น่ากังวลของคนกลุ่มนี้ คือ นิยมการใช้จ่ายสูง ฉะนั้นอนาคตมองว่าเจนเอ็กซ์และเจนวายต้องพึ่งพิงตนเองมากขึ้น และควรวางแผนเรื่องออมเงินให้มาก

ขณะที่การใช้ชีวิตพบว่าคนเจนเอ็กซ์และเจนวาย พบว่าการแต่งงานลดลงเช่นเดียวกับความต้องการมีลูก สาเหตุหลักมาจากคนสองกลุ่มนี้ต้องการความเป็นอิสระในการใช้ชีวิต จึงทำให้ผู้หญิงยุคใหม่นิยมพึ่งพาตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าคนเจนวายใช้เวลาการทำกิจกรรมทางกายในที่ทำงานน้อยที่สุดเฉลี่ย 1.1 ชั่วโมงต่อวัน จึงมองว่าวิถีชีวิตที่เปลี่ยนนี้อาจนำมาสู่ผลทางด้านพฤติกรรมเรื่องสุขภาพ

“จากการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ปัจจุบันพบกลุ่มหน้าใหม่ที่เพิ่มมีช่วงอายุที่ลดลง  คือพบตั้งแต่อายุ 15-24 ปี เช่นเดียวกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพราะจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าคนเจนวายรุ่นใหม่มีคู่นอนตั้งแต่อายุ 15-19 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงช่วงอายุนี้มีคู่นอนถึง 5 คน เท่ากับวัยรุ่นชาย ฉะนั้น มองว่าอนาคตเรื่องเซ็กซ์ควรต้องสร้างการรับรู้ เพื่อให้เด็กเข้าใจถึงเรื่องเซฟเซ็กซ์ให้มากขึ้น” ผศ.เฉลิมพล ระบุ

ขณะที่เจนเอ็กซ์โตขึ้นมากับวัฒนธรรมไทยที่มีกลิ่นอายของต่างชาติเข้ามา เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด และความเป็นเมืองมากขึ้น จึงทำให้พฤติกรรมทางสังคมเปิดกว้าง และเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคเบบี้บูมเมอร์ จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีอัตราการแต่งงานที่ช้าลงและเป็นโสดเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้หลักประกันรายได้หลังเกษียณดีขึ้น แต่อนาคตก็อาจต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นเช่นกัน ส่วนการพึ่งพาลูกหลานจะน้อยลง

ส่วนวัยเบบี้บูมเมอร์ พบว่ามีพฤติกรรมเคารพกติกาทางสังคมมากที่สุด แต่มีความหลากหลายน้อยกว่ารุ่นอื่น เพราะมีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อติดตามข่าวสารทั่วไปโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ นอกจากนี้ คนรุ่นนี้จำนวนมากยังอยู่ในวัยทำงาน จึงยังไม่มีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง ซึ่งมีเพียง 18% ที่มีหลักประกันรายได้ยามแก่ชราภายใต้กองทุนต่างๆ

ขณะที่ รศ.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อสังคมปัจจุบันมีคนแต่ละเจน ซึ่งเกิดมาในยุคที่ต่างกัน ดังนั้นอย่าไปคาดหวังว่าเจนวายจะเหมือนกับเจนเอ็กซ์หรือเบบี้บูมเมอร์ ฉะนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมาก ซึ่งปัจจุบันความเข้าใจตรงนี้อาจทำให้เจนวายถูกมองไม่ดีจากเจนอื่นว่ามีข้อจำกัดเรื่องการทำงานหลายอย่าง อาทิ ทำงานไม่ทน ฯลฯ แต่ส่วนตัวมองว่าคนเจนวายก็ยังมีดี คือ สามารถทำงานได้หลากหลาย ฉะนั้นเจนเอ็กซ์และเจนเบบี้บูมเมอร์ที่ทำงานร่วมกับเจนวาย ควรต้องเข้าใจและนำข้อดีของแต่ละเจนมาใช้ประโยชน์กับการทำงานให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเพศสัมพันธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม เพราะสังคมปัจจุบันอิสระมากกว่าเมื่ออดีต จึงทำให้พฤติกรรมนี้ไม่มีใครไปห้ามการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปทำให้โอกาสที่การมีเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น ก็ควรต้องให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ ให้รู้จักป้องกันและปฏิเสธ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์

 

“จอดรถชั้นใต้ดินแล้วน้ำท่วม”เหตุสุดวิสัยนี้ใครรับผิดชอบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457162

"จอดรถชั้นใต้ดินแล้วน้ำท่วม"เหตุสุดวิสัยนี้ใครรับผิดชอบ?

เรื่อง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ / ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Nann Kokcharoenpong

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมงจนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน

โดยเฉพาะผู้พักอาศัยคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ต้องเจอกับฝันร้าย หลังจากลานจอดรถชั้นใต้ดินถูกน้ำท่วมขัง ทำให้รถยนต์กว่า 30 คันจมน้ำพังเสียหาย

คำถามชวนสงสัยคือ เหตุการณ์นี้จะโทษฝนฟ้าที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อน โทษเจ้าของคอนโดที่ไม่ยอมสูบน้ำ โทษเทศบาลที่ไม่วางแผนรับมือ หรือโทษตัวเองที่จอดรถไม่ดูตาม้าตาเรือ…ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?

 

ภัยธรรมชาติหรือการกระทำของบุคคล?

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ เจ้าของเว็บไซต์ tanaiwirat.com มองว่า เรื่องฝนตก น้ำท่วม จะไปโทษฟ้าฝน โทษธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่ได้

โดยปกติ ถ้าจอดรถอยู่ในอาคารคอนโดมิเนียม แล้วรถหาย ถูกขโมย เจ้าของคอนโดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะอาคารดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครองของเขา แต่กรณีฝนตกหนักลงมาต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของบุคคล แต่เกิดจากธรรมชาติ จะไปกล่าวโทษธรรมชาติก็คงไม่ได้ ตรงนี้น่าจะอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของคอนโดมิเนียม ส่วนเทศบาลต้องรับผิดชอบไหม ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบด้วยว่าเป็นความผิดของเขาหรือเปล่า  เช่น เรื่องการระบายน้ำ สูบน้ำ แต่ก็ยาก เพราะจะไปห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ เมื่อดูสองส่วนนี้แล้ว ก็ต้องไปดูอีกว่ารถคันนั้นทำประกันภัยรูปแบบใด คุ้มครองกรณีฝนตกน้ำท่วมแบบนี้ไหม  เพราะประกันภัยแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

ทนายวิรัช แนะนำว่า เบื้องต้น เจ้าของรถควรพิจารณาเลือกสถานที่จอดรถด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ตรงไหนเสี่ยงน้ำท่วม ตรงไหนปลอดภัย เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

 

คอนโดมิเนียมต้องมีส่วนรับผิดชอบ

ขณะที่ เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2551 คอนโดมีเนียมต้องมีส่วนผิดชอบอย่างเเน่นอน แต่การรับผิดชอบนั้นขึ้นอยู่กับสภาพความเสียหายเเละสภาพดั้งเดิมของรถยนต์ด้วย หมายความว่า หากเป็นรถใหม่ป้ายแดงก็ต้องรับผิดชอบมากกว่ารถที่ผ่านการใช้งานมาเเล้วหลายปี

คอนโดมีเนียมต้องรับผิดชอบ เนื่องจากลานจอดรถเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งในกฎหมายระบุไว้ว่า “ทรัพย์ส่วนกลาง” หมายวามว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม คอนโด หรือนิติบุคคลซึ่งปกติมีการเก็บค่าส่วนกลางอยู่เเล้ว จึงจำเป็นต้องอำนวยความสะดวก บำรุงรักษา เเละป้องกัน พูดง่ายๆ เก็บค่าส่วนกลางเราไปเเล้วก็ต้องรับผิดชอบ หากรถเราพังเสียหายในพื้นที่นั้น โดยเจ้าของรถอย่างเราไม่ได้มีส่วนกระทำให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ทนายเกิดผล แนะนำว่า ก่อนเริ่มก่อสร้างคอนโดมิเนียมนั้น ผู้สร้างพึงคาดหมายได้อยู่เเล้วว่า พื้นที่ก่อสร้างของตนเองนั้นเสี่ยงต่อภัยอันตรายใดๆบ้าง ซึ่งจำเป็นต้องป้องกันดูเเล โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่จอดรถชั้นล่างหรือใต้ดิน สามารถประเมินได้อยู่เเล้วว่า หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นย่อมเสี่ยงมากกับการได้รับผลกระทบตามมา

คิดให้ดีก่อนซื้อประกันรถ 

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้ความเห็นว่า  การหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องถามว่า สาเหตุที่น้ำท่วมนั้นเกิดจากอะไร โดยต้องทำการพิสูจน์ว่าคอนโดมิเนียมนั้นประมาทเลินเล่อหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมองในหลายปัจจัย ตั้งเเต่ระบบการระบายน้ำ ท่อน้ำ ตลอดจนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นเหตุสุดวิสัย ก่อนทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่เเท้จริง

บทเรียนดังกล่าวเเสดงให้เห็นว่า สำหรับผู้ครอบครองรถยนต์ ความเสี่ยงนั้นมาได้ทุกเมื่อไม่เฉพาะเเค่บนท้องถนนหรือขณะขับขี่ หากมีความสามารถเเละประเมินอย่างดีเเล้ว เเนะนำให้เลือกทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายรอบด้าน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องศึกษาให้ดีว่าพื้นที่อาศัยของตนเองนั้น เสี่ยงมากน้อยเเค่ไหนกับภัยธรรมชาติที่ใกล้ตัวคนเมืองอย่างน้ำท่วม

บทเรียนจากกรณีรถยนต์จมน้ำเสียหายครั้งนี้ น่าจะทำให้หลายคนได้คิดตรึกตรองว่าจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้อีกในอนาคต

 

สื่อกระดาษจะไม่ตาย ถ้าอ่านแล้วยังเท่มีความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457040

สื่อกระดาษจะไม่ตาย ถ้าอ่านแล้วยังเท่มีความรู้

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“วันที่ประชาชนอ่อนล้า อำนาจรัฐเข้มแข็ง ยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ฉะนั้นเราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพราะการอ่านหนังสือ เปรียบเสมือนการทำลายกำแพงแห่งความโง่เขลา เสริมสร้างความคิดทางปัญญา ฉะนั้นการที่ทุกอย่างในประเทศกำลังอ่อนล้า แต่หนังสือจะทำให้เราเข้มแข็ง และเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นแสงสว่างจุดปัญญาให้สว่าง เพื่อรอความรุ่งโรจน์ในอนาคต”

คำกล่าวตอนหนึ่งของ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายในงานแถลงการจัดมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ยืนยันถึงความจำเป็นในการอ่านหนังสือเพื่อเสริมสร้างความรู้ แม้เขาจะยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบัน คนอ่านหนังสือลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปเสพข้อมูลต่างๆ บนสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น

นี่เป็นประเด็นที่น่ากังวล ทำให้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานหลักงานมหกรรมหนังสือทุกครั้ง นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยเพื่อร่วมหาคำตอบและทางออก

ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การอ่านหนังสือของคนไทยในปัจจุบันลดลง เพราะมีผลกระทบมาจากกระแสโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กที่มาแย่งผู้อ่านไป ทำให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงจากเมื่อก่อน ยกตัวอย่างคือ เมื่อผู้อ่านซื้อหนังสือลดลง สำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือไปที่หน้าร้านลดลงครึ่งหนึ่งเพราะขายไม่ได้ และเมื่อผู้อ่านเข้าไปดูหนังสือในร้าน มักเห็นแต่หนังสือเล่มเดิมก็จะไม่ซื้อ จึงเป็นวงจรให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงตามมา

ทิพย์สุดา กล่าวว่า ปัจจุบันหนังสือทุกประเภทมียอดจำหน่ายลดลงเกือบทั้งหมด อาทิ หนังสือนิยาย เพราะผู้เขียนมีจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับทุกวันนี้มีนิยายออนไลน์ให้อ่านฟรี ส่วนหนังสือพิมพ์ ถือว่าลดลงมากซึ่งมองว่าอาจจะไม่รอด ดังนั้น หนังสือพิมพ์ควรต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการเข้าถึงผู้อ่านในด้านอื่น โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ให้มาก เพราะปัจจุบันผู้อ่านนิยมติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดีย เพราะมีความรวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์มาก

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันพบว่าหนังสือสำหรับเด็กมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ปัจจัยมาจากผู้ปกครองรุ่นใหม่ทุ่มเทเต็มที่ กับเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา ความคิดให้กับเด็ก จึงเป็นสาเหตุให้หนังสือกลุ่มหนังสือเด็กโตสวนทางกับสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น

“ยืนยันว่า คำกล่าวที่บอกว่าสื่อกระดาษกำลังจะตายนั้นไม่จริง เพราะจากการสำรวจยังพบว่าทุกวันนี้สื่ออี-บุ๊กยังไม่สามารถไปได้ ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงอยู่ได้ แต่การเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือ ต้องผลิตผลงานออกมาให้ตรงใจกับความต้องการของผู้อ่าน ควบคู่ไปกับการทำการตลาดให้มากขึ้นควบคู่กันไป”

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมกระตุ้นเรื่องการอ่านของประชาชนให้มากขึ้น เช่น ออกมาตรการลดภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อหนังสือ เพราะนอกจากผู้อ่านจะได้ความรู้แล้ว ยังสามารถลดภาษีได้อีก ฉะนั้นโดยสรุปการที่จะทำให้การอ่านกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเท่ และนำไปพูดคุยกับผู้อื่นในสังคมได้ ซึ่งถ้าทำได้เช่นนี้ส่วนตัวเชื่อว่าปรากฏการณ์การอ่านจะกลับมาอีกครั้ง และจะทำให้วงการผู้ผลิตหนังสืออยู่ได้ต่อไป

ทิพย์สุดา ระบุว่า ความแตกต่างระหว่างสื่อโซเชียลมีเดียกับสื่อกระดาษ ภาพรวมการอ่านสื่อโซเชียลมีเนื้อหาที่สั้นกว่าการอ่านหนังสือที่มีบทความยาวๆ ที่ให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้องเพราะกว่าจะเผยแพร่สู่ผู้อ่านได้ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคัดกรองหลายชั้น ตรงนี้เป็นจุดแข็งของสื่อสิ่งพิมพ์

“จากการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. พบว่า ผู้อ่านประจำจะเลือกซื้อหนังสือจากการอ่านหน้าร้าน และไม่เชื่อการจัดอันดับหนังสือภายในร้าน เพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขทุกครั้งที่เริ่มเปิดอ่านหน้าร้าน ส่วนกลุ่มผู้อ่านไม่ประจำจะศึกษาหนังสือก่อนที่จะมาซื้อ และมักเชื่อการจัดอันดับที่หน้าร้าน แต่ภาพรวมผู้ที่นิยมการอ่านหนังสือ ถึงอย่างไรก็ยังนิยมอ่านหนังสือจากสิ่งพิมพ์เช่นเดิม ซึ่งไม่ตรงกับที่สื่อโซเชียลมีเดียรายงานว่าผู้อ่านหนังสือลดลง” ทิพย์สุดา ระบุ

ขณะที่ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันทางสมาคมรอการผลักดันจากรัฐบาลเพื่อส่งเสริมเรื่องการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นทางสมาคมจึงต้องมีการจัดงานมหกรรมหนังสือขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเรื่องการอ่าน และทำให้ผู้ผลิตหนังสือยังคงอยู่ได้ ดังนั้นในปีนี้จึงมีการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ขึ้น 12 วัน ตั้งแต่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.ทุกวัน

ภายในงานจะมีผู้ผลิตหนังสือมาออกบูธจำหน่ายหนังสือมากถึง 934 บูธ บนพื้นที่ 2.1 หมื่นตารางเมตร และตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน จะมีเวทีเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ ส่วนตัวคาดว่าการจัดงานหนังสือครั้งนี้จะมีผู้ที่สนใจมาร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน

ขณะที่ สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปิดตัวลง แต่การที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้สังคมรับรู้ว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังทำหนังสือยังอยู่ และต้องการทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่า ก่อนที่จะได้เห็นหนังสือ 1 เล่ม จะต้องผ่านกระบวนการทำงานที่หนักและละเอียด ฉะนั้นจึงอยากให้ผู้อ่านหนังสือเข้าใจในตรงนี้

 

เปิดวิชั่นกฎหมาย พิทักษ์ขุมทรัพย์ทางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/456600

เปิดวิชั่นกฎหมาย พิทักษ์ขุมทรัพย์ทางทะเล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยมีชายฝั่งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามันยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีมูลค่ามหาศาลราว 22 ล้านล้านบาท

ทะเลเป็นแหล่งอาหาร อุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว การขนส่ง และพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์แบบผิดกฎหมาย หรือธุรกิจสีเทา เส้นทางลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย

เช่น ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อนด้วย ที่สำคัญ ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องประมงผิดกฎหมาย หรือ “IUU Fishing” การค้ามนุษย์ รวมถึงการจับสัตว์น้ำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. … ออกมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ต้องการใช้กฎหมายฉบับนี้แก้ปัญหาดังกล่าวแบบเบ็ดเสร็จ

แม้กฎหมายฉบับนี้ผลักดันโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่กองทัพเรือถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยมี พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เป็นมือยกร่างกฎหมายฉบับนี้

พล.ร.ท.จุมพล เปิดเผยว่า รูปแบบการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางทะเลทั้งหมด 16 หน่วยงานให้ทำงานเป็นเอกภาพ โดยหน่วยงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การบูรณาการโดยกองทัพเรือ ที่ทำหน้าที่บูรณาการการรักษาและคุ้มครองผลประโยชน์ โดยมีศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ “ศรชล.” มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จได้ทุกหน่วยงาน

“การทำงานมีลักษณะเช่นเดียวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. แต่ ศรชล. เป็น กอ.รมน.ทางทะเล ที่ครอบคลุมการทำงานทั้งภายในน่านน้ำไทยและน่านน้ำระหว่างประเทศ” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

พล.ร.ท.จุมพล กล่าวว่า  ในการทำงานเพื่อให้เป็นเอกภาพ ยังมีการจัดตั้ง ศรชล.ภาค โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือภาคเป็นผู้อำนวยการ และ ศรชล.จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจังหวัดชายทะเล และในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายทางทะเลแห่งชาติ พร้อมกับมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษา โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ด้าน ในการร่วมกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการทำงาน คือ

1.ด้านความมั่นคง โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความมั่นคงทางทะเลเพื่อกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงทางทะเล ในด้านความมั่นคง เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาโจรสลัด การลักลอบขนยาเสพติด หรือสินค้าหนีภาษีทางทะเล พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

2.ด้านความมั่งคั่ง จะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความมั่งคั่งทางทะเล เน้นด้านเศรษฐกิจทางทะเลเป็นหลัก เพราะทะเลเป็นแหล่งอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทางด้านประมงและอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมิคอล รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่ง ฯลฯ

3.ด้านความยั่งยืน จะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความยั่งยืนทางทะเล เน้นงานศึกษาวิจัยเพื่อดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดทำผังทะเลเพื่อกำหนดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

4.ด้านกฎหมาย จะมุ่งเน้นการออกกฎหมายทั้งภายในและนอกน่านน้ำทางทะเลที่เกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง หรือกฎหมายระหว่างประเทศทางทะเล เช่น ประมงผิดกฎหมาย หรือ “IUU Fishing” เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการประมงผิดกฎหมาย รวมถึงการจับสัตว์น้ำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งประมงพื้นบ้านและประมงเชิงพาณิชย์

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์

พล.ร.ท.จุมพล ยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายของหน่วยงานปกติ เพราะในสภาวะปกติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางทะเลจะทำงานไปตามปกติ แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทาง ศรชล. หรือ กอ.รมน.ทางทะเล โดยมีกองทัพเรือเป็นหน่วยงานหลักจะเข้ามาบูรณาการและสั่งการเพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน เช่น ภัยพิบัติทางทะเล พายุถล่มชายหาด หรือเกิดสึนามิ อุบัติเหตุทางทะเลเรือขนสารเคมีอันตรายรั่วไหล เรือนักท่องเที่ยวล่ม น้ำมันหรือก๊าซรั่วกลางทะเล

“ศรชล.จะเป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานปกติมาทำงานร่วมกัน อาทิ ปภ. ตำรวจน้ำ กรมเจ้าท่า กรมประมง ทั้งหมดจะระดมสรรพกำลังคน เครื่องมืออุปกรณ์ หรืองบประมาณ โดยมีนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศรชล. เป็นผู้บัญชาการสูงสุดและสั่งการโดยผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค และ
ผู้อำนวยการ ศรชล.จังหวัด รับมอบคำสั่งไปปฏิบัติและดำเนินการในระดับพื้นที่ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ได้ต่อยอดการทำงานทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว”

ทั้งนี้ อนาคตจะมีการจัดทำผังทะเลลักษณะคล้ายผังเมือง อันนำไปสู่การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเลอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เช่น การกำหนดพื้นที่ปะการัง พื้นที่อุทยานทางทะเล พื้นที่สัตว์น้ำสงวน การกำหนดพื้นที่ประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์แต่ละจังหวัด ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันต้องมีระยะทาง หรือกฎเกณฑ์อย่างไรในการจับสัตว์น้ำ การดูแลการกัดเซาะชายฝั่ง ปิดอ่าวเพื่อเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล การแก้ปัญหาขยะ รวมถึงระบบขนส่งทางทะเล เป็นต้น

โดยเชิญ พล.ร.อ.ชุมพล ปัจจุสานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมกำหนดยุทธศาสตร์และ นโยบายผังทะเล เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทะเล