“วิชาสู้โจรด้วยมือเปล่า” เมื่อคนธรรมดาแห่เรียนศิลปะป้องกันตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 19:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/456587

"วิชาสู้โจรด้วยมือเปล่า" เมื่อคนธรรมดาแห่เรียนศิลปะป้องกันตัว

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน / เฟซบุ๊ก JDT Joe Defensive Tactics

“สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน”

ประโยคนี้กำลังเป็นวลีฮิตติดปาก วัดได้จากข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะตีรันฟันแทง ฉกชิงวิ่งราว ปล้นฆ่าข่มขืน แม้กระทั่งขับรถปาดหน้ากันก็อาจทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิตได้ง่ายๆ

สอดคล้องกับสถิติคดีอาชญากรรมปี 2558 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีอาญาที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อน ประกอบด้วยทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย ข่มขืนกระทำชำเรา ลักทรัพย์และชิงทรัพย์ มีมากกว่า 103,164 คดี

ท่ามกลางความหวาดหวั่นในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลให้คนกลุ่มหนึ่งหันมาเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อช่วยเหลือตัวเองในสถานการณ์คับขัน

กระแสเรียนต่อสู้ป้องกันตัวฟีเวอร์ รับมือสังคมอยู่ยาก

คลาสเรียนศิลปะต่อสู้ป้องกันตัวที่กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึงในขณะนี้หนีไม่พ้น เจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics) ทีมครูฝึกสอนผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมการต่อสู้ระยะประชิดให้แก่หน่วยงานทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ และบริษัทเอกชนมานานกว่า 18 ปี

ประวัติผลงานที่ผ่านมานับว่าไม่ธรรมดา ตั้งแต่ฝึกอบรมการต่อสู้ระยะประชิด การใช้มือเปล่า และการใช้อาวุธให้แก่กองพันรบพิเศษที่ 1 ค่ายสิชล ,กองพันรบพิเศษที่ 1 พลร่มป่าหวาย ลพบุรี ,กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 5 เชียงใหม่ ,กองบังคับการตำรวจสันติบาล ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ ฯลฯ ขณะเดียวกันยังเป็นวิทยากรให้บริษัทเอกชนชื่อดัง เช่น หลักสูตรระวังป้องกันภัยสำหรับผู้ใช้รถ บริษัทเมืองไทยประกันภัย หลักสูตรป้องกันระวังภัยสำหรับผู้หญิงให้แก่พนักงานคอลเซนเตอร์ บริษัทกรุงศรีแคลปิทอล ,พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัทการบินไทย รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียว เป็นต้น

“เดิมทีสอนเฉพาะในหมู่เจ้าหน้าที่ทหารรบพิเศษ ชุดอารักขาผู้นำประเทศ ตำรวจชุดจู่โจม ต่อมาได้ขยายไปยังบริษัทห้างร้านต่างๆ กระทั่งมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามว่า ‘ทำไมไม่สอนให้พลเรือนบ้าง การสอนให้คนดีติดอาวุธทางความคิดก็มีส่วนช่วยทางการได้เหมือนกัน’ ประโยคนี้ทำให้เรามีความคิดที่จะเปิดสอนให้แก่คนทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยในชีวิต

ผู้ที่สนใจมาสมัครแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้เป็นทุนเดิม อยากออกกำลังกาย แถมได้วิชาความรู้กลับไปด้วย 2.ความจำเป็นบีบบังคับ ลูกศิษย์หลายคนเป็นผู้หญิง บางคนถูกแฟนทำร้าย มีอยู่คนหนึ่งมีประสบการณ์เกือบถูกข่มขืน ครั้งแรกโชคดีมีประจำเดือน ครั้งที่สองพกมีดไปด้วยเลยรอดตัว แต่ครั้งที่สามล่ะจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครหรอกรู้ว่าภัยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงมาสมัครเรียนเพื่อความปลอดภัยของชีวิต”

คำกล่าวของ ครูโจ้-กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้ก่อตั้งบริษัท เจดีที เรียลลิตี้ เบส เซลฟ์ ดีเฟ้นส์ จำกัด หรือทีมเจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics)

ครูโจ้-กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้ก่อตั้งบริษัท เจดีที เรียลลิตี้ เบส เซลฟ์ ดีเฟ้นส์ จำกัด หรือทีมเจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics)

หัวใจของหลักสูตรวิชาต่อสู้ป้องกันตัว เป็นการฝึกฝนทักษะร่างกายและเผชิญสถานการณ์จำลอง เพื่อเป็นต้นทุนไว้ใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุขึ้น ตรงนี้เองมีส่วนสำคัญทำให้ผู้เรียนระมัดระวังตัวมากขึ้น มีสติในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงเอาตัวรอดจากสถานการณ์รุนแรงได้

พูดง่ายๆ ถึงคราวคับขันไม่ยืนแข็งทื่ออย่างที่เคยเป็นมาแน่นอน

“คลาสเราไม่มีหลักสูตรตายตัว จัดการเรียนการสอนตามความต้องการของผู้เรียน คนมาสมัครมีตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 58 ปี บางคนมาเรียนเพราะถูกรังแก บางคนอ่านข่าวแล้วกลัวเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น ลักจี้ชิงปล้น ข่มขืน เราสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคทฤษฎีจะเน้นการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับการระวังภัยในรูปแบบต่างๆ เช่น ฝึกการสังเกตระวังภัย ฝึกประเมินความเสี่ยง วิธีหาทางออกภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ภาคปฏิบัติจะฝึกแก้ปัญหาจากสถานการณ์จำลอง เช่น ทำอย่างไรหากถูกมัดมือ ฉุดแขน ล็อคคอ จิกผม ถูกคนร้ายเอามีดจี้ ปืนจ่อ ส่วนการต่อสู้ป้องกันตัว มีทั้งเทคนิคการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เช่น การใช้ท่อนแขน กระแทก ทุบ ตบ ศอก ปัดป้อง บล็อค รวมถึงการประยุกต์ใช้ของที่มีอยู่รอบตัวให้เป็นอาวุธ เช่น ปากกา ขวดน้ำ ร่ม หนังสือ เรียกว่าเป็นการฝึกแบบ ‘Reality based Concept’ สามารถใช้งานได้ในชีวิตจริง

หลักการสำคัญคือ การถูกฝึกให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา หรือ  Situation Awareness (SA.) ยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งเดินกลับบ้านในซอยเปลี่ยวตอนกลางคืน ตรงปากซอยมีกลุ่มผู้ชายนั่งกินเหล้าอยู่ จังหวะเดินผ่าน ผู้ชายกลุ่มนั้นมองแล้วหันมาขยิบตาให้กัน ถ้าผู้หญิงคนนั้นตื่นตัว สังเกตเห็น จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป สุดท้ายก็มีทางเลือกตัดสินใจได้ว่าจะนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน หรือเรียกให้คนมารับ โอกาสที่จะป้องกันตัวได้มีสูงมาก ต่างจากคนที่อ่านสถานการณ์ไม่ออก ขาดการระวังตัว เพราะมัวแต่ก้มหน้าเล่นมือถือ”

ครูโจ้ เล่าว่า ยุคนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมฝึกชกมวยเพื่อออกกำลังกาย หรือลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว มากกว่าจะฝึกให้สามารถนำมาใช้งานได้ในชีวิตจริง ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

“ยิมหลายแห่งสอนให้นักเรียนฝึกชกมวยแบบเน้นท่าสวย (Fancy move) แทนที่จะสอนออกอาวุธเตะต่อยอย่างถูกต้อง น่าเสียดาย ไหนๆก็ออกกำลังกายแล้วก็น่าจะได้วิชาติดตัวกลับบ้าน อย่างน้อยเวลาเกิดเหตุจะเป็นการซื้อโอกาสรอดได้มากขึ้น การเรียนต่อสู้ป้องกันตัวไม่ต่างจากการซื้อประกันภัยสักฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นประกันที่ราคาถูกที่สุดและคุ้มครองเราได้นานและยั่งยืนกว่า”

“อ่านข่าวแล้วจะไม่เป็นข่าว”…รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพื่อนำมาป้องกันตัวเองจากภัยอันตรายได้

หลักคิดที่ทีมครูฝึกเจดีทีย้ำให้ลูกศิษย์ฟังอยู่เสมอคือ จงอ่านข่าวแล้วจะไม่เป็นข่าว

ข้อดีของการอ่านข่าวคือ เป็นการสมมติตัวเองว่าอยู่ในเหตุการณ์คับขัน ฝึกการประเมินสถานการณ์ การคิด วางแผน การตัดสินใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเบื้องหน้า ยกตัวอย่างข่าวชายหนุ่มมีอาการทางประสาทถือมีดไล่แทงคนย่านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผมสอนให้นักเรียนใช้หลักเตือนภัยที่เรียกว่า ‘Colour Alert’ ซึ่งเป็นแถบสีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 

อธิบายง่ายๆคือ หากคนทั่วไปเดินไปตามท้องถนน จะเกิดภาวะ Blank มองทุกอย่างที่เห็นเป็นสีขาว หมายความว่าไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้สึกถึงภัย แต่หากมองตามหลัก ‘Colour Alert’ สีเหลืองคือ สีของการระวังภัยเบื้องต้น เหมือนเราเดินข้ามถนนแล้วมองซ้ายมองขวา สังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ไม่ว่าจะการแต่งตัว การเคลื่อนไหว พฤติกรรม ท่าทางต่างๆ  ถ้ามีสิ่งผิดปกติจะเข้าสู่โหมดสีส้ม เช่น มีคนมองหน้าเราแล้วซุบซิบ มีคนสะกดรอยตาม แบบนี้ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดระวังตัว หาทางหนีทีไล่ ส่วนระดับที่รุนแรงที่สุดคือสีแดง นั่นหมายถึงการเผชิญหน้า การต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น ถึงตรงนี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือแล้ว

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุคับขัน ผมสอนลูกศิษย์ว่าให้ใช้วิธี ‘เลี่ยง-ลี้-หนี-ยอม’ ขึ้นอยู่กับระยะห่างและสถานการณ์เบื้องหน้า เลี่ยงคือ สมมติเดินเข้าซอยเห็นแล้วว่าจิ๊กโก๋ยืนอยู่ สัญชาตญาณบอกว่าไม่ดีแล้ว เราก็เลี่ยงไปเดินอีกฝั่ง ไม่ก็นั่งมอเตอร์ไซค์เข้าซอย ลี้คือ เข้ามาจนใกล้ เห็นภัยมาไม่แน่ใจว่าใช่ไหม ขอลี้ดีกว่า หนีคือ เข้ามาจนประชิดตัว หนีได้หนีเลย และยอม ยอมทั้งสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ แต่ใจต้องพร้อมสู้ หาทางออกอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายที่ผมย้ำอยู่ตลอดคือ คนร้ายมักจะเลือกเหยื่อเสมอ โดยเฉพาะเหยื่อที่ง่ายและไม่ระวังตัว ถ้าเราฝึกสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ประเมินสถานการณ์ รู้หลักการต่อสู้ป้องกันตัวที่ถูกต้อง โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อก็ยากขึ้น

วิชาเอาตัวรอดฉบับ”พึ่งพาตนเอง”

จุฑามณี ธนานุภาพไพศาล พนักงานบริษัทเอกชน หญิงสาวร่างเล็ก เธอเข้าคอร์สศิลปะป้องกันตัวมาได้ 3 เดือนแล้ว เหตุผลที่มาเรียนคือ ต้องการช่วยเหลือตัวเองได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

“สาเหตุที่มาเรียนเป็นจังหวะที่เราอ่านข่าวมาตลอด เห็นอันตรายของการใช้ชีวิตในสังคมนี้มากขึ้น ที่สำคัญนิสัยส่วนตัวชอบไปไหนมาไหนคนเดียว หากเกิดเรื่องก็จะคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ยาก เพราะโดยปกติโจรส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และมักมองผู้หญิงอย่างเราเป็นเหยื่ออยู่แล้ว วิธีเอาตัวรอดเดียวคือ ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ในยามฉุกเฉิน”

ความเปลี่ยนแปลงที่้เกิดขึ้นหลังได้เรียนศิลปะป้องกันตัว เธอบอกว่า เวลาเดินทางไปไหนจะระมัดระวังตัวมากขึ้น

“เวลาไปเที่ยวห้าง สมัยก่อนเน้นเดินดูของ เดี๋ยวนี้ดูของและดูรอบตัวเราด้วย มีสติ รู้จักประเมินสถานการณ์ ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย ข้อดีคือ ประมาทน้อยลง มั่นใจในการไปไหนมาไหนคนเดียวมากขึ้น ลูกผู้หญิงจำเป็นต้องเรียนค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้สังคมน่ากลัวขึ้นทุกวัน ทุกคนต่างเอาตัวรอด คาดหวังคนจะมาช่วยคงยาก”

สยามฤทธิ์ สุภาวะกุล นักศึกษาหนุ่ม มองว่า กฎหมายบ้านเราหละหลวม ความช่วยเหลือมาถึงช้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ระดับหนึ่ง

“มาเรียนได้ 6 เดือนแล้วครับ เรียนป้องกันตัวด้วยมีด เรียนการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ทำให้มั่นใจขึ้นเวลาไปสถานที่เสี่ยง สาเหตุที่มาเรียนไม่ใช่ว่าทำให้เราต่อยตีเก่ง แต่ทำให้บุคลิกเราเข้มแข็งขึ้น ระมัดระวังตัวขึ้น และมั่นใจในการเอาตัวรอดมากขึ้น รู้ว่าสถานการณ์แบบไหนเสี่ยง สถานการณ์แบบไหนอันตราย”

ณภพ พงศาธนโชติ อดีตนักเรียนศิลปะป้องกันตัว ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยครูฝึกสอนทีมเจดีที ผ่านประสบการณ์เรียนรู้วิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมานานกว่า 6 ปี

“สมัยก่อนเล่นยูโดครับ แต่ศิลปะต่อสู้ป้องกันตัว (Self defend) มันต่างจากกีฬาทั่วไป เพราะไม่มีการแข่งขัน ไม่มีกฎกติกา มันอาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนทำให้เราสามารถนำไปใช้ได้จริง มีความรู้ในการรับมือภัยคับขันในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การต่อสู้ด้วยมือเปล่าในที่แคบอย่างลิฟท์ ทางหนีไฟ รถยนต์ หรือทำยังไงเมื่อถูกโจรใช้มีดจี้ ถูกแทง ถูกปืนจ่อ และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

นอกจากวิชาป้องกันตัวที่ได้ สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สำคัญสุดคือ วิธีคิดเปลี่ยนไป มีสติมากขึ้น ประเมินสถานการณ์เป็น สมัยก่อนไม่ระวังตัวเลย ชอบพาตัวไปสถานที่เสี่ยง สถานที่อโคจร เช่น กินเหล้าสำมะเลเทเมา นั่งเล่นโทรศัพท์หน้าเซเว่นตอนดึกๆ เดี๋ยวนี้สุขุมรอบคอบ ใจเย็น นิ่ง รับมือกับสถานการณ์คับขันได้ดีขึ้น”

ในวันที่ผู้คนหวั่นเกรงภัยจากโจรผู้ร้าย การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เน้นท่าสวย จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังอาจช่วยให้เราเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้ด้วย ดีกว่ามานั่งรอขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว

หมายเหตุ- สามารถเข้าไปเยี่ยมชมผลงานของทีมผู้ฝึกสอนการต่อสู้ป้องกันตัว เจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics) ได้ที่เฟซบุ๊ก JDT Joe Defensive Tactics https://www.facebook.com/JDTpage/?fref=ts

 

 

ไขข้อข้องใจแจ้งจับได้ส่วนแบ่ง50% “ชีวิตจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 20:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455927

ไขข้อข้องใจแจ้งจับได้ส่วนแบ่ง50% "ชีวิตจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

แจ้งจับได้ส่วนแบ่ง 50 เปอร์เซนต์………

เมื่อเร็วๆนี้สังคมออนไลน์พากันแชร์ ข้อกฎหมายเรื่อง “การนำค่าปรับมาแบ่งให้ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง” ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยระบุถึง การกระทำความผิดต่างๆ ที่ประชาชนมีโอกาสพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ไล่ตั้งแต่ การพ่นสีบนกำแพงในที่สาธารณะ, จอดรถหรือขับรถบนทางเท้า,  เปลี่ยนแบตเตอรี่บนถนน, วางของกั๊กที่จอด เป็นต้น

หลายคนพากันพูดว่า จากนี้ไปจะเดินตามหาความผิดพลาดบนท้องถนนเพื่อหารายได้จากการกระทำความผิด คดีไหนมีโทษปรับ 5,000 บาท ก็สามารถได้รับส่วนแบ่งถึง 2,500 บาท

อย่างไรก็ดี…คำถามคือ เราจะได้เงินง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ?

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

ปรับเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

หลายคนหวังส่วนแบ่งจากค่าปรับกึ่งหนึ่ง โดยลืมคิดไปว่า โทษปรับนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจ องค์ประกอบของพฤติการณ์และความรุนแรงด้วย

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า กฎหมายระบุโทษชัดปรับ “ไม่เกิน” 5,000 บาท ไม่ได้เขียนว่าปรับ 5,000 บาท ฉะนั้นครึ่งหนึ่งของค่าปรับใช่ว่าจะเท่ากับ 2,500 บาทเสมอไป เนื่องจากต้องคำนึงถึงเหตุผลและปัจจัยอื่นๆ ทั้งในแง่นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ประกอบด้วย

“ถ้าตำรวจปรับ 200 บาท กึ่งหนึ่งก็เท่ากับ 100 บาทเท่านั้น ตามหลักกฎหมายจะปรับเต็มอัตราต้องมีเหตุผล ขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ทิ้งซากรถขวางทางจราจร หรือวางของกั๊กที่จอดรถ ต้องดูปัจจัยความเสียหายประกอบด้วย  พฤติกรรมต้องเหมาะสมกับค่าปรับ ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปจอดบนทางเท้า เนื่องจากมีธุระเร่งด่วน กับแม่ค้าใช้ทางเท้าทำมาหากิน เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนแล้ว จับครั้งหนึ่งก็แล้ว ครั้งที่สองก็แล้ว ยังทำอีกและรบกวนชาวบ้านในภาพรวม แบบนี้ค่าปรับแตกต่างกัน”

เรื่องส่วนแบ่งค่าปรับที่ประชาชนจะได้รับนั้น ต้องผ่านกระบวนการเบิก-จ่ายตามขั้นตอนทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่แบมือรับทันทีภายหลังผู้ต้องหาจ่ายค่าปรับ

“ผู้ต้องหาจ่ายเงินค่าปรับแล้ว ใช่ว่าผู้แจ้งจะได้รับส่วนแบ่งทันที ตำรวจต้องนำเงินเข้าหน่วยงานท้องถิ่นก่อน จากนั้นค่อยทำเรื่องเบิกมาให้ ขั้นตอนคล้ายกับกรมศุลกากร หากจับรถหนีภาษีได้ กฎหมายบอก ให้แบ่งสายลับ 30 เปอร์เซนต์ รางวัลนำจับ 25 เปอร์เซนต์ และต้องรอให้เสร็จสิ้นการประมูลรถ มีการนำเงินเข้ากรมศุลลากรเสียก่อน ผู้แจ้งจึงค่อยเขียนคำร้องเบิกรับเงินรางวัลสินบน”

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ

กฎหมายมี แต่ชีวิตจริงยาก

พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

มาตรา 48 ระบุว่า บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่งตั้งและพนักงาน สอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในสิบห้าวัน แล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป

“ค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งตามมาตรา 51 กึ่งหนึ่งและพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรผู้จับกุมอีกกึ่งหนึ่ง”

ส่วน มาตรา 49 ระบุว่า ภายใต้บังคับมาตรา 48 วรรคสาม ค่าธรรมเนียมและค่าปรับที่เปรียบเทียบตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นรายได้ของราชการส่วนท้องถิ่น

จากเนื้อความข้างต้น เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ขยายความให้เข้าใจง่ายว่า ไม่ว่าค่าปรับจะมากน้อยแค่ไหน จะต้องถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เพื่อมอบให้กับ ผู้แจ้ง ผู้จับ และแผ่นดินอย่างภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่น โดยผู้แจ้ง และผู้จับได้รับเงินตามมาตรา 48 วรรคสาม ส่วนรัฐได้ค่าปรับตามมาตรา 49 นั่นเอง

“สมมติปรับ 1,000 บาท ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน หน่วยงานอาจจะได้ 500 บาท เหลืออีก 500 บาทผู้แจ้งอย่างประชาชน และผู้จับอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งคือ 250 บาท เป็นลักษณะเช่นนี้ โดยสัดส่วนการแบ่งสรรตัวเงินที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับกฎหมายท้องถิ่นประกอบด้วย”

แม้ข้อความจะเขียนไว้ชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิได้ส่วนแบ่ง แต่ในสภาพความเป็นจริง ทนายความรายนี้บอกว่า เป็นเรื่องยาก แทบไม่มีใครไปแจ้งความเพื่อหวังเงินส่วนนี้

“โทษปรับสูงสุด 5,000 บาท สถานการณ์จริง เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจมองสถานการณ์แล้วปรับแค่ 200 หักเข้าหลวง 100 แบ่งให้คนจับและคนแจ้ง คนละ 50 บาท แต่ไม่ได้เงินทันที ต้องนำเงินเข้าท้องถิ่นหรือหน่วยงานรัฐก่อน จากนั้นค่อยทำเรื่องเบิกมามอบให้กับเรา หรือเลวร้ายสุดๆ ผู้ต้องหาไม่ยอมชดใช้ ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บอกว่า ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณาความอาญา คือต้องชำระภายใน 15 วัน หากไม่ชำระให้ส่งฟ้องศาลหรือถ้าผู้ต้องหาปฎิเสธก็ส่งฟ้องศาลเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ศาลอาจสั่งปรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าเดิมอีกก็เป็นได้ อาจปรับแค่ 100 บาท สุดท้ายเหลือแบ่งกันคนละ 25 บาท ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่กับระยะเวลาที่ฟ้องร้อง นอกจากนั้นกฎหมายยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่คุณจะได้รับเงินอีกด้วย”

ทนายเกิดผล บอกว่า ความมุ่งหมายของกฎหมาย มีไว้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่ได้หวังให้เป็นแรงจูงใจ ชี้ช่องให้ตำรวจดำเนินคดีเพื่อแลกกับเงิน คล้ายเป็นกุศโลบาย ถ้ามีเงินรางวัล ประชาชนจะเป็นหูเป็นตามากขึ้น แต่ระเบียบปฎิบัติจริงๆ นั้น ไม่ง่ายเลย

ตัวอย่างคดีใกล้ตัว แจ้งจับได้กึ่งหนึ่ง

ตัวอย่างความผิดใกล้ตัวที่กฎหมายกำหนดให้เอาค่าปรับมาแบ่งให้ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

ปรับไม่เกิน 500

– ปล่อยให้สัตว์ถ่ายมูลบนถนนและไม่จัดการมูลดังกล่าวให้หมดไป

ปรับไม่เกิน 5,000

– พ่นสี/เขียนกำแพง จะต้องเป็นกําแพงที่ติดกับถนน บนถนนที่ต้นไม้หรือส่วน หนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ

– ประดับยนต์/เปลี่ยนแบตเตอรี่บนถนน กฎหมายห้ามมิให้ใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของถนนเป็นที่ซ่อม เปลี่ยนแปลง ต่อเติม หรือติดตั้งอุปกรณ์รถยนต์ รถจักรยานยนต์

– จอดรถบนทางเท้า ขับขี่จักรยานยนต์ บนทางเท้า

– ทิ้งซากรถ วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ

ปรับไม่เกิน 10000

– วางของกั๊กที่จอด ห้ามตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน

ปรับไม่เกิน 3000

– รถบรรทุกหิน/ทราย/ดิน ร่วงบนถนน ต้องจัดให้รถนั้นอยู่ในสภาพที่ป้องกันมิให้มูลสัตวหรือสิ่งดังกลาวตกหลน รั่วไหล ปลิว ฟุ้งกระจายลงบนถนนในระหว่างที่ใช้รถนั้น รวมทั้งต้องป้องกันมิให้น้ำมันจากรถ รั่วไหลลงบนถนน

อ่านพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ฉบับเต็มๆ ได้ที่

http://www.koratnreo.org/Filedownload/swro2553/2554/11.pdf

 

หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455703

หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว เพราะปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุของไทยมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนคาดการณ์ว่าในปี 2568 ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีจะมีประมาณ 14 ล้านคน เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาล รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคม จำต้องเร่งระดมความคิดหาแนวทางป้องกันปัญหานี้

จึงเป็นประเด็นที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ จัดเวทีแถลงผลงานวิจัยเรื่อง “พร้อมรับสังคมสูงวัย วางระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาว กับทางเลือกระยะสุดท้ายของชีวิต” ให้เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญในการเสนอหาทางออกสำหรับปัญหาในอนาคต

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การดูแลผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาของทุกครอบครัว แต่ด้วยลักษณะครอบครัวในปัจจุบัน นิยมเป็นครอบครัวขนาดเล็ก หรือบางคนไม่นิยมมีครอบครัว จึงทำให้การดูแลผู้สูงอายุในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้ เรื่องนี้ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนต้องร่วมกันหาทางออก เพราะในอนาคตทุกคนต้องเข้าสู่สังคมสูงอายุเหมือนกัน

สถานการณ์ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีปัจจุบันประเทศไทยมีกว่า 11 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด นอกจากนี้คาดการณ์กันว่าปี 2560 ไทยจะมีผู้สูงอายุที่ติดบ้าน และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ประมาณ 3.7 แสนคน และภายในปี 2580 จะมีเพิ่มมากถึง 8.3 แสนคน

วรวรรณ ให้ภาพอีกว่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ค่าจ้าง ผู้ดูแล ค่าอุปกรณ์ของใช้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุปี 2560 จะสูงถึง 5.9 หมื่นล้านบาท และภายในปี 2580 จะสูงเกือบ 2 แสนล้านบาท มองว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแล

“การศึกษาวิจัยเรื่องการวางระบบดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนด้านระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น รวมถึงควรส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยติดตามดูแลอยู่เสมอ ส่วนประชาชนที่มีอายุ 40-65 ปี ควรร่วมกันรับผิดชอบ โดยตั้งกองทุนสมทบเงินดูแลผู้ป่วยระยะยาวขึ้นมา จากนั้นให้ภาคประชาชนที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตส่งเงินเข้ากองทุนปีละ 414 บาท รวมถึงให้ท้องถิ่นสมทบเงินเพิ่มเติมในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักประกันการดูแลผู้สูงอายุ” วรวรรณ ระบุ

ที่ปรึกษาด้านหลักประกันฯ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ถ้าดำเนินการเช่นนี้ได้ นอกจากระบบการดูแลผู้สูงอายุจะมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้น เช่น กิจการผู้ตรวจสอบคุณภาพสถานบริการ บริการรับ-ส่งดูแลผู้สูงอายุ และบริการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ช่วงสุดท้ายของชีวิตผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่บ้าน ฉะนั้นควรสร้างระบบดูแลที่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สูงอายุ

วรวรรณ ย้ำว่า ถ้าให้รัฐบาลรับผิดชอบทั้งหมด ระบบจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นภาคประชาชน สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้ เบื้องต้นมองว่ามี 2 รูปแบบ คือ ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ระบบนี้ อยู่ภายใต้องค์กรเดิมที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือเสนอกฎหมายให้มีการตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง แต่ถึงอย่างไร เมื่อทีดีอาร์ไอได้ข้อสรุป จะนำเสนอให้ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ขณะที่ พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะนายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ควรเพิ่มเติมองค์ความรู้ทางด้านนี้ให้แก่โรงพยาบาลท้องถิ่น เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างละเอียดรอบคอบ เช่น สถานพยาบาลต่างจังหวัดควรมีการติดตามดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีประชากรหนาแน่น ควรทำให้ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน สามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลได้อย่างใกล้ชิดเป็นระบบ เพราะตามหลักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนใหญ่ต้องการอยู่บ้าน แต่ปัจจุบันผู้สูงอายุที่ป่วยต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล เพราะระบบดูแลที่บ้านยังไม่ดีเพียงพอ

ด้าน นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยระยะยาวเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการดูแลบุคคลกลุ่มนี้จึงเป็นการดูแลแบบเรื้อรังยาวนาน ส่วนรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยปัจจุบัน พื้นที่ตามชนบทถูกสร้างไว้ได้ดี เพราะมีระบบติดตามดูแลดีกว่าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีปัจจัยอุปสรรคคือเรื่องของพื้นที่ที่หนาแน่น และต้องหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

ใครหนีคดี…หลบหน้าศาล หมดสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455265

ใครหนีคดี...หลบหน้าศาล หมดสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับหนึ่งเป็นกฎหมาย คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. … มีสาระสำคัญตรงที่การกำหนดให้จำเลยที่ต้องคำพิพากษาจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยที่ไม่ได้ถูกคุมขัง หากจะใช้สิทธิยื่นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จากเดิมที่จำเลยสามารถให้ทนายความมาดำเนินการแทนได้

ที่มาของร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิก สนช. นำโดย “มหรรณพ เดชวิทักษ์” ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับพิจารณาและส่งไปกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง

เหตุผลของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้กำหนดให้จำเลยต้องมาแสดงตนต่อศาล เมื่อประสงค์จะอุทธรณ์หรือฎีกาส่งผลให้ศาลไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจำเลยยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้

ทั้งนี้ ก่อนที่ สนช.จะมีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาในรายละเอียด ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมแสดงความคิดเห็นไว้พอสังเขป ดังนี้

“เนื่องจากศาลพบปัญหาว่า ในกรณีจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้ศาลต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลย ซึ่งหลบหนีอาจใช้สิทธิตามกฎหมายอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป แต่หากผลของคำพิพากษานั้นเป็นประโยชน์กับจำเลย เช่น ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ หรือรอการลงโทษ จำเลยจะมาปรากฏตัวต่อศาลและยื่นคำร้องของดหรือขอลดค่าปรับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม”

“การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญาตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ถึงขั้นไปจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยเสียทีเดียว จำเลยสามารถให้ทนายความร่างอุทธรณ์หรือฎีกาได้เช่นเดิม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นเพียงการกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้จำเลยมาแสดงตนในวันยื่นอุทธรณ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจำเลยประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาและจำเลยไม่หลบหนีเท่านั้น ไม่ได้จำกัดสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด”

เช่นเดียวกับ สำนักงานงบประมาณ ซึ่งมีความเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อป้องปรามการหลบหนีของจำเลยในระหว่างการดำเนินคดีทางอาญาและร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่มีผลเป็นการกระทบต่อภาระงบประมาณแต่อย่างใด”

ขณะที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของ สนช.นั้นยังคงเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงหลักการดังกล่าวไว้เกือบทั้งหมด พร้อมกับมีข้อสังเกตให้ที่ประชุม สนช.ส่งไปยัง ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่จำเลยต้องแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหมายความเฉพาะจำเลยที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่าโทษจำคุกเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ต้องรับโทษอย่างอื่น เช่น โทษปรับหรือแม้แต่จำเลยที่มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหากศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้ จำเลยเหล่านี้ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องแสดงตนในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ถ้าจำเลยที่ต้องแสดงมีเหตุมาศาลไม่ได้ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ก็อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 แห่งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถ้าเหตุผลรับฟังได้ศาลก็จะมีคำสั่งให้ขยายเวลาในการแสดงตนออกไป เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาอันเป็นการสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)”

ด้าน สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาที่จะต้องแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากจำเลยมักจะหลบคดีและมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินการแทน แต่ยืนยันว่าสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยยังคงอยู่ตามเดิม

สมชาย กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณา เช่น กรณีที่จำเลยหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาล ทนายความยังมีสิทธิทำหน้าที่แทนเพื่อขออุทธรณ์หรือฎีกาและขอขยายเวลาในการนำตัวจำเลยมาต่อหน้าศาล จากนั้นศาลก็จะวินิจฉัยว่าจะให้ขยายเวลาหรือไม่ต่อไป หรือถ้าเป็นกรณีที่จำเลยที่หลบหนีมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเพื่อให้ประกันตัวหรือไม่เช่นกัน

จากร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. …ที่สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปล่าสุดนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจพอสมควร เนื่องจากระยะหลังมานี้ สนช.ได้ผลิตกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตออกมาค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบ และร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีหัวใจสำคัญคือ การยกแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาเป็นศาลชำนัญพิเศษและใช้ระบบไต่สวนเป็นกลไกหลักในการทำงาน ต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่เป็นระบบกล่าวหา

ดังนั้น นับจากนี้ไปต้องจับตาการทำงานของ สนช.และ ครม.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านว่าจะสร้างกลไกปราบการทุจริตอย่างไร ซึ่งอาจสะเทือนไปถึงคนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศไม่มากก็น้อย

 

การศึกษาชำรุด-เด็กไม่รู้จักตัวเอง ปรับระบบสอบแค่แก้ปัญหาปลายเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455264

การศึกษาชำรุด-เด็กไม่รู้จักตัวเอง ปรับระบบสอบแค่แก้ปัญหาปลายเหตุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ-วิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ระบบเอนทรานซ์แบบแพ้คัดออกซึ่งใช้มายาวนานกว่า 40 ปี เข้าสู่ระบบแอดมิชชั่นที่ผสมผสานระหว่างคะแนนสอบกลาง (โอเน็ต) กับคะแนนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (จีแพ็กซ์) รวมถึงระบบรับตรงที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเปิดสอบเอง

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบ-วิธีการคัดเลือกบุคคล ไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ

มากไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าความสุขของเด็กนักเรียนจะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงตามลำดับ

ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ มีแนวคิด “ปลดแอก” ความเครียดให้นักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กมัธยมปลายที่ต้อง “วิ่งรอก” สอบตรงกับมหาวิทยาลัยตลอดทั้งปี ด้วยการจัดระเบียบระบบรับตรงใหม่

รูปธรรมของแนวคิดดังกล่าวถูกส่งผ่านมติที่ประชุมร่วมระหว่างศธ.ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นตรงกันว่า ภายในปีการศึกษา 2561 มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะเปิดรับตรงร่วมกัน เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ

กล่าวคือจะใช้ข้อสอบกลางร่วมกัน ได้แก่ แบบวัดความถนัดทั่วไป (GAT)แบบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) และวิชาสามัญ 9 วิชา เมื่อนักเรียนทราบคะแนนแล้วนำไปยื่นสมัครกับคณะที่ต้องการ คะแนนนั้นก็จะถูกส่งเข้าไปยังส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่เป็น “เคลียริ่งเฮาส์” จัดลำดับคะแนนตามจำนวนที่นั่ง

“การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาตามระบบใหม่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2560 ส่วนการรับสมัครจะใช้ระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง เบื้องต้นจะให้นักเรียนเลือกได้ 4 สาขาวิชาทั้งสองครั้ง หลังจากเคลียริ่งเฮาส์ทั้งสองครั้งแล้ว หากมหาวิทยาลัยยังมีที่ว่างก็สามารถเปิดรับสมัครเองได้ แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ที่กำหนด” พล.อ.ดาว์พงษ์ อธิบาย

แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะเต็มไปด้วยเจตนาดี แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามถึงผลเลิศของนโยบายว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” เท่านั้นหรือไม่

นั่นเพราะหากในภาพกว้างจะพบว่าต้นตอของปัญหาการศึกษาไทยอยู่ที่ระบบอันชำรุด ไม่สามารถช่วยให้เด็กนักเรียนรู้จักตัวเองหรือค้นหาทักษะ-ความถนัดเฉพาะของตัวเองได้ เด็กจึงเติบโตขึ้นอย่างไร้ทิศทาง สอดรับกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรัพยากรและบุคลากรไม่เพียงพอ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านงานแนะแนวอาชีพ เด็กจึงไม่มีทางเลือก

เดิมพันเดียวที่เหลืออยู่ คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ว่ากันอย่างเป็นธรรม ใช่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิกเฉยหรือไม่รับรู้ถึงปัญหา ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นวัตกรรม Samsung Career Discovery “ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคเอกชนอย่างบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กค้นหาความถนัดของตัวเอง และค้นพบเส้นทางอาชีพในอนาคต

นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นพบความถนัดและทางเลือกของอาชีพได้เอง ผ่านการตอบคำถามเชิงจิตวิทยาวัดผล “พหุปัญญา” ทางเว็บแอพพลิเคชั่น [http:]www.samsungslc.org/scd ซึ่งจะแปรผลออกมาเป็นกราฟวงกลม แสดงสัดส่วนของความถนัดในแต่ละด้าน

สำหรับทฤษฎีพหุปัญญานั้น ถูกคิดค้นและนำเสนอโดย ศ.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ด ซึ่งแบ่งปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน มนุษย์ทุกคนมีครบในทุกๆ ด้าน เพียงแต่จะมีบางด้านโดดเด่นแตกต่างกันออกไป

ทฤษฎีนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อจัดอันดับว่าใครมีปัญญามากน้อยกว่ากัน แต่มีไว้เพื่อให้คนได้ค้นพบและใช้ปัญญาที่ตัวเองถนัดเพื่อประโยชน์แก่สังคม

นิยดา พงศ์พาชำนาญเวช คุณครูโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กทม. ยอมรับว่า นวัตกรรมช่วยค้นหาความถนัดของเด็กมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก โดยเฉพาะกับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งอยู่ในวัยที่เริ่มค้นหาตัวเอง

“เด็กส่วนใหญ่จะมีอาชีพในอุดมคติไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉะนั้นเมื่อเรามีเครื่องมือคือแบบสำรวจที่ช่วยให้ค้นพบตัวเองได้ก่อน จะช่วยกระตุ้นให้เขารู้ตัวว่าต้องฝึกฝนทักษะด้านใดให้ตรงกับความสามารถที่แท้จริง” นิยดา ระบุ

สอดคล้องกับ บุญยงค์ มีพร้อม หัวหน้างานแนะแนวชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กทม. ที่ระบุว่า การใช้สื่อใหม่มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการตัดสินใจ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กนักเรียนดีกว่ามีเพียงแต่ครูเป็นผู้แนะนำ

จริยาภรณ์ คุ้มพันธ์ คุณครูโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี บอกว่า ได้นำเครื่องมือไปทดสอบกับเด็กชั้น ม.1-3 พบว่าเด็กตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กที่กำลังต้องเลือกแผนการเรียน ขณะที่ครูก็ได้รับประโยชน์ จากการนำเครื่องมือไปใช้ร่วมกับกระบวนการในห้องเรียน

หลายนวัตกรรมอาจต้องนำมาใช้เพื่อหนุนเสริมระบบการศึกษาไทยให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เด็กมีทางเลือกและมีอิสระที่จะเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบของตัวเอง

 

คุกคามบังคับซื้อ สารพัดเล่ห์กล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455228

คุกคามบังคับซื้อ สารพัดเล่ห์กล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เสียงโทรศัพท์จากบริษัทประกัน ธนาคาร และค่ายโทรศัพท์มือถือต่างพากันกระหน่ำเข้ามาหาผู้รับที่อยู่ปลายสายอย่างไม่มีทีท่าจะวางมือ เพียงเพื่อต้องการนำเสนอสินค้า โดยใช้กลยุทธ์โฆษณาแบบเข้าถึงในอีกความหมายคือ “บังคับให้ฟัง” โดยปลายสายไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์หรือใช้บริการกับบริษัทเหล่านั้นมาก่อน

นอกจากถือเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังหว่านล้อมหวังฉกเงินในกระเป๋าสตางค์ออกไปไม่ทันรู้ตัวเช่นกัน

ชลลดา บุญเกษม กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน เปิดเผยว่า กรณีที่พนักงานบริษัทเอกชนโทรศัพท์เข้ามาหาเพื่อเสนอขายสินค้า ส่วนใหญ่มีการร้องเรียนเข้ามามากคือ การขายประกันชีวิต รองลงมาคือ บริษัทค่ายมือถือที่พยายามเสนอขายแพ็กเกจบริการอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งไม่รู้ว่านำข้อมูลส่วนตัวมาได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยใช้บริการหรือเกี่ยวข้องด้วยมาก่อน

ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเมื่อข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามีการซื้อขายต่อๆ กันมาโดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นภัยต่อความมั่นคงในชีวิตและครอบครัว เดือดร้อนรําคาญยากจะปฏิเสธ

ชลลดา กล่าวว่า การพูดคุยจากพนักงานแม้จะไม่ได้ข่มขู่ พูดจาว่าร้ายกระทบต่อจิตใจ แต่มีลักษณะพูดเร็วเหมือนหุ่นยนต์ ไม่เปิดช่องให้ถามว่าสะดวกรับฟังหรือไม่ จากนั้นก็มัดมือด้วยการบอกว่า “ตอนนี้คุณลูกค้าสามารถรับบริการได้แล้ว” หรือ “เดี๋ยวจะมีเมสเซนเจอร์ไปส่งเอกสารให้ที่บ้านทันที” ลักษณะเช่นนี้เป็นการบังคับให้ลูกค้าตอบตกลงโดยไม่มีทางเลือก

ชลลดา กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้เริ่มพบเห็นขบวนการโทรศัพท์ระดมโทรเข้ามาบอกว่าถูกรางวัล หรือได้รับสิทธิพิเศษ เข้าข่ายหลอกลวง อาทิ อ้างว่าโทรมาจากธนาคารแห่งหนึ่งแล้วบอกว่าลูกค้าได้ใช้บัตรเครดิตของทางธนาคาร ดังนั้นต้องชำระเงินภายในวันเวลาที่กำหนด แต่ถ้าจะขอผ่อนผันต้องแจ้งเลขที่บัตรประชาชน ลักษณะนี้พึงระวังทันทีว่าเข้าข่ายหลอกลวง เพราะเลขที่บัตรประชาชนสามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อในเรื่องต่างๆ ได้

ธุรกิจต่อมาที่เข้าข่ายกวนใจสร้างความเดือดร้อนคือ บริการข้อความ (เอสเอ็มเอส) ดาวน์โหลดเพลงฟรี ข้อความดูดวงประจำวันฟรี ชักจูงใจคนด้วยการให้บริการฟรีก่อน กระตุ้นให้คนสนใจลองกดเข้ามาดู ทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจปรากฏว่ามีข้อความยืนยันการรับบริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากลูกค้าต้องการขอยกเลิกจะทำได้ยุ่งยากมาก

“กลเม็ดหลอกลวงสามารถล้วงเงินในกระเป๋าของเราได้อย่างไม่ทันระวังตัว ขณะนี้ปัญหาใหญ่คือประชาชนไม่รู้ว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ หากตอบตกลงไปเพื่อตัดความรำคาญ ผลเสียจะตามมาอีกมากจนยากจะแก้ไขดังนั้นจึงควรมีมาตรการป้องกันหรือสืบสาวที่มาที่ไปว่าบริษัทนั้นๆ นำเบอร์ส่วนตัวของผู้อื่นมาได้อย่างไร เพื่อปกป้องเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ รวมถึงมีมาตรการลงโทษกับผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยหาประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย” ชลลดา กล่าว

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉายภาพผลกระทบจากการคุกคามทางข้อมูลโทรศัพท์มือถือซึ่งได้ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่ามีเบอร์โทรศัพท์จำนวนกว่า 30 ล้านรายชื่อถูกขายอยู่ในท้องตลาดทุกวัน ขณะเดียวกันยังพบการซื้อขายข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น คือ ไม่ใช่เพียงแค่เบอร์กับชื่อเท่านั้น ยังรวมไปถึงข้อมูลพฤติกรรมการโทรเข้า-ออก มีการระบุตำแหน่งโลเกชั่นเบสเซอร์วิส ซึ่งทำให้รู้ได้ว่าผู้ใช้โทรศัพท์อยู่ที่ใด โทรหาใครเป็นประจำ ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวขั้นร้ายแรงที่สุด

“เรื่องนี้อันตรายอย่างมาก เพราะถ้ามีคนร้ายนำข้อมูลไปใช้สามารถสะกดรอยติดตามได้แม่นยำ หรือรู้เวลาเข้าออกจากบ้านฉวยจังหวะเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในบ้านได้อย่างสบายๆ ดังนั้นเรื่องโลเกชั่นเบสเซอร์วิสจึงไม่ควรถูกเปิดเผย” นพ.ประวิทย์ กล่าว

ขณะที่ในต่างประเทศมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว แต่ในไทยยังไม่มีกฎหมายเช่นนี้ออกมา จึงทำได้เพียงบังคับใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้อำนาจ กสทช.ออกหลักเกณฑ์คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน

อีกทั้งข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินจึงยังไม่ถือว่าเป็นการขโมยทรัพย์ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลต้องออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกมา เพื่อป้องกันการสูญเสีย

นพ.ประวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควรออกมาบังคับใช้ได้นานแล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่ควรใช้เพื่อมุ่งหวังสอดส่องเท่านั้น ต้องออกกติกาเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ภาพ…เอเอฟพี

 

‘วิจัยทางคลินิก’ ปั้นเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454824

‘วิจัยทางคลินิก’ ปั้นเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือหัวใจสำคัญของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 5-6 ปีข้างหน้าความคาดหวังต่อการสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) มีขึ้นภายหลังประเทศไทยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ไทยแลนด์ 1.0 ที่เน้นหนักด้านการเกษตร เข้าสู่ 2.0 ซึ่งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเบา ก่อนจะยกระดับเป็น 3.0 ที่ให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมหนักและบริการ

ทว่า ก็ไม่อาจทำให้ประเทศไทยผงาดขึ้นสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง

ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งนี้ รัฐบาลจึงเดิมพันด้วยการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมด้านสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ทั้งเป็นจุดแข็งเดิม และยังเป็นการต่อยอดนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ในคราวเดียว

ว่ากันตรงไปตรงมา โอกาสของประเทศไทยในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ที่แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หากแต่ทำรายได้เข้าประเทศถล่มทลาย

ข้อมูลจากวงสัมมนา การประชุม สุดยอดผู้นำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ : ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 (Biopharma Innovation Leaders’ Forum : Unlocking Thailand 4.0’s Potential) ระบุว่า ในปี 2558  ประเทศไทยมีรายได้จากการวิจัยทางคลินิกมากถึง 8,800 ล้านบาท

สอดรับกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประมาณการว่า ในปี 2558 มีการใช้จ่ายเพื่อทำวิจัยทางคลินิกถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท แต่ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท

นั่นหมายความว่า ทุกๆ 1 บาท ของการลงทุนทำวิจัยทางคลินิก จะได้รับผลตอบแทน 2.90 บาท

นอกจากนี้ หากเป็นไปตามบทวิเคราะห์ของ ดีลอยท์ แอ็กเซส อีโคโนมิกส์ การวิจัยทางคลินิกในปี 2558 ทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรงถึง 8,905  ตำแหน่ง ค่าจ้างรวม 4,900 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอีก 6,604 ตำแหน่ง

ทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

สำหรับการวิจัยทางคลินิก เป็นการวิจัยขั้นสุดท้ายก่อนนำยาไปขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา  (FDA) เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายาที่ผลิตขึ้นมาใหม่นั้นมีความปลอดภัย เหมาะสมกับคนในพื้นที่ รวมถึงมีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแท้จริง

การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่ 1.วิจัยในกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มเล็ก 2.วิจัยเปรียบเทียบในกลุ่มคนไข้อาสาสมัคร 3.วิจัยในกลุ่มคนไข้อาสาสมัครขนาดใหญ่ขึ้น โดยก่อนจะเข้าสู่เฟส 1 ยาต้องผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด มีการทดลองในสัตว์เชิงลึก และความเสี่ยงต้องต่ำที่สุดเท่านั้น

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “ในอดีตเรามักมีความคิดว่าต้องนำยาไปทดลองกับคนต่างประเทศก่อน เมื่อปลอดภัยก็ค่อยนำเข้ามาขายในประเทศ แต่ข้อเท็จจริงที่พบก็คือมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอ เพราะชาวต่างชาติก็มีพันธุกรรมแบบของเขา ยาตัวหนึ่งๆ อาจจะปลอดภัยหรือดีสำหรับเขา แต่กลายเป็นยาที่เกินขนาดหรือไม่ปลอดภัยกับเราก็ได้”

นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มวิจัย

อย่างไรก็ตาม หากเทียบเคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค จะพบว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการทำวิจัยทางคลินิกไม่มากเท่าที่ควร โดยระหว่างปี 2553-2558 ประเทศไทยมีการวิจัยเพียง  976 โครงการ ขณะที่เกาหลีใต้มีมากกว่า 4,000 โครงการ หรือไต้หวันที่มีกว่า 2,000 โครงการ

วิริยะ จงไพศาล นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ให้ภาพว่า สาเหตุที่ประเทศไทยทำการวิจัยทางคลินิกเฟส 1 ยังไม่มาก เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนราชการ เช่น การขอนำยาเข้าประเทศ ซึ่งต้องรอการอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ที่สุดแล้วบริษัทยาต่างชาติจึงเลือกไปทำวิจัยเฟส 1 ในต่างประเทศ

“เราต้องไม่กลัวเฟส 1 ถ้าทุกคนกลัวเราก็จะไม่มียาใช้ ที่สำคัญคือทัศนคติเรื่องใช้คนเป็นหนูทดลองนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยน เพราะทุกวันนี้มีการให้ข้อมูลกับอาสาสมัครเต็มที่ ดูแลอย่างใกล้ชิด มีกรรมการจริยธรรมควบคุม และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการวิจัยต้องให้น้ำหนักกับความปลอดภัยมากที่สุด คือถ้าพบความเสี่ยงต้องหยุดทันที” วิริยะ อธิบาย

วิริยะ ให้ข้อมูลอีกว่า กว่าจะวิจัยจนเป็นยา 1 ตัว ต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และใช้เงินเฉลี่ย 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยา (TCELS) ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน จึงมีศักยภาพทำวิจัยได้หลากหลายแต่ก็ต้องใช้เวลามาก เช่น ยารักษามาลาเรีย ซึ่งเป็นเชื้อที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งต้องตามติดเชื้อกว่า 10 ปี และก็ไม่แน่นอนว่าจะวิจัยได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ประเทศไทยอยู่ในประเทศเขตร้อน ก็ควรเป็นผู้นำในการวิจัยโรคในเขตร้อน ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นมาทำแทน

“เรากำลังมองเรื่องนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มองมันเป็นโอกาสของประเทศไทยที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันสนับสนุน” นเรศ ระบุ

อุตสาหกรรมยาสำหรับโลกใหม่หรือชีวเภสัชภัณฑ์ อาจเป็นอนาคตและความหวังด้านการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของไทยก็เป็นได้

 

มุมบวกแรงงานต่างด้าว 3 ล้านคน ทดแทนส่วนขาด หนุนวงจรศก.ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454330

มุมบวกแรงงานต่างด้าว 3 ล้านคน ทดแทนส่วนขาด หนุนวงจรศก.ไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ขณะนี้กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เดิมเข้ามาประกอบอาชีพกรรมกรรับจ้างทั่วไปตามตลาด ร้านค้า ได้พัฒนายกระดับขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตสังคมไทยกับชาวต่างด้าวจะมีทิศทางอย่างไร ถึงขั้นคิดไปไกลว่าต่อไปคนไทยต้องเป็นลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ชี้ว่า สาเหตุที่คนต่างด้าวนิยมเข้ามาทำงานในไทย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ดีกว่าประเทศต้นทาง ทั้งการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงาน ระบบสาธารณสุขและสาธารณูปโภค ปัจจัยเหล่านี้จึงเอื้อให้ต่างด้าวเข้ามา โดยเริ่มในกิจการประมง ลูกจ้าง ร้านค้า หาบเร่ หรืองานซ่อมแซมขนาดเล็ก

ทั้งนี้ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ เกิดแรงผลักดันต้องการเพิ่มรายได้ ประกอบกับความเป็นเจ้ากิจการคนไทย ให้ต่างด้าวเช่า หรือถ่ายโอนธุรกิจต่อจึงทำให้ต่างด้าวกลุ่มนี้ผันตัวจากลูกจ้างกลายมาเป็นผู้ประกอบการ ตรงนี้นอกจากทำให้คนต่างด้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ดีขึ้น ยังได้การยอมรับจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันอีก

“ผมว่าลักษณะประเภทนี้เป็นการเอื้ออาทรของคนไทย ที่มีลักษณะนิสัยวัฒนธรรมความเป็นพี่เป็นน้อง เนื่องจากคนไทยกับต่างด้าวที่เข้ามามีลักษณะรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกัน และเมื่อมีความคุ้นเคยกันก็ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ประกอบอาชีพและเกิดการซื้อขายของซึ่งกันและกันเกิดขึ้น”

อธิบดีกรมการจัดหางานขยายภาพการเข้ามาของต่างด้าวว่ามีหลายลักษณะ หลายสัญชาติ ตั้งแต่มาจากยุโรป จีน เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และเมียนมา ลาว กัมพูชา ซึ่งมีตั้งแต่รูปแบบที่ทักษะสูงไปจนถึงไม่มีทักษะ สำหรับกลุ่มต่างด้าวที่ทักษะสูงจะเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย เพื่อมาส่งเสริมการลงทุนของประเทศ แต่ต้องมีใบอนุญาตทำงานและมีนายจ้างรับรองการเข้ามา

เช่นกลุ่มนักบริหาร ที่ปรึกษา วิศวะ นอกจากนี้ คือประเภทที่ขออนุญาตเข้ามาทำงาน เช่น อาชีพครูภาษา นักร้อง นักแสดง นายแบบ-นางแบบ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ต้องขออนุญาตทำงานตาม พ.ร.บ.
การทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งมีข้อกำหนดระเบียบเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนต่างด้าวกลุ่มที่ไม่มีทักษะจะเข้ามาใช้แรงงานกายเป็นกรรมกร อาทิ งานประมง งานรับใช้ในบ้าน อุตสาหกรรม แปรรูปอาหาร การเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำ เช่น ในโรงงานไก่ พนักงานเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านไทย

อีกประเภทจะบินเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมายในลักษณะนักท่องเที่ยว และเมื่อเข้ามาก็จะอยู่กินเกินกำหนดและลักลอบทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะพักอยู่ย่านธุรกิจชาวจีน เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เนื่องจากกลุ่มนี้มีเครือข่ายญาติพี่น้องที่มาอยู่ก่อน และเมื่อเดินทางมาถึงจะเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ อาทิ ขายถั่ว ขายผ้า หมอน มุ้ง พัฒนาไปถึงขั้นปล่อยเงินกู้ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้รัฐไม่สามารถไปเก็บภาษีได้ ดังนั้นที่ผ่านมาได้ติดตามตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด

อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า การป้องกันแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนที่ผ่านมามีการติดตามตรวจสอบ จับกุมอยู่ตลอด ส่วนแผนการแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้ไทยกำลังวางแนวทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560-2565 เพื่อนำมาบริหารกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวกิจการต่างๆ ในอนาคต

“อนาคตทิศทางต่างด้าวในไทย ถึงอย่างไรยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเหล่านี้ ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำอยู่ เพราะความสามารถของเทคโนโลยีอนาคตยังยากต่องานเฉพาะประเภทนี้ เช่น เครื่องจักรคงไม่สามารถแกะกุ้งได้ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลเสียอะไร เพราะคนกลุ่มนี้เข้ามาทดแทนแรงงานไทยส่วนที่ขาด รวมถึงนำเงินมาจับจ่ายซื้อของ ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการหมุนเวียนดีขึ้น และทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีการติดต่อซื้อสินค้ากันมากขึ้นด้วย”

ส่วนจำนวนต่างด้าวในอนาคตจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เพิ่มจำนวนไปจากปัจจุบันที่มีประมาณ 2-3 ล้านคน เพราะจากที่ติดตามพฤติกรรมมานาน จำนวนการเคลื่อนไหวของแรงงานต่างด้าวตัวเลขจะหมุนเวียนอยู่ประมาณนี้ เนื่องจากปัจจัยจำนวนของผู้บริโภคมีจำนวนอยู่เท่าเดิม

ขณะที่บทเรียนจากปัญหาดังกล่าว อารักษ์ มองว่า เรื่องนี้ไม่มีบทเรียนอะไร แต่เป็นภาพสะท้อนทางสังคมที่ยุคหนึ่งเห็นได้ว่าเมื่อมีแรงงานต่างด้าวเข้ามา และแรงงานไทยที่อยู่ในตลาดก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาว แต่เป็นคนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งคนยุคนี้ไม่มีแล้ว ฉะนั้นคนไทยควรต้องสร้างความตระหนักและสะท้อนมุมความเป็นชาติมากกว่าว่า ทำไมต่างด้าวถึงต้องเข้ามาขายของแทนที่คนไทยที่ไม่ขาย ทั้งที่ทุกคนมีความรู้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ลงทุนขนาดเล็กเพื่อให้ได้ผลอะไร และไม่ยอมประกอบอาชีพบางอย่างจนต้องปล่อยให้เขาเข้ามา

 

รับน้องโหดต้องลงโทษให้เข็ด ถึงเวลาปฏิรูปมรดกความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454101

รับน้องโหดต้องลงโทษให้เข็ด ถึงเวลาปฏิรูปมรดกความรุนแรง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังเดือน มิ.ย.ของทุกปี มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเริ่มทยอยเปิดภาคเรียนแรก ท่ามกลางบรรยากาศกิจกรรมรับน้องใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นตามมา

ทุกปีที่ผ่านมารวมถึงปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งเวียนประกาศ สกอ. เรื่องการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษาไปยังทุกสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับของ สกอ. ให้กำหนดมาตรการในการจัดกิจกรรมนี้อย่างสร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรงและห้ามล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและหรือจิตใจ ต้องอยู่ในความรับผิดชอบ กำกับดูแลของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทุกคณะ/ภาควิชา และนิสิตนักศึกษารุ่นพี่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักศึกษาใหม่เป็นสำคัญ

แต่มาตรการดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อห้าม เป็นหลักปฏิบัติที่เป็นเหมือนเสือกระดาษ ที่มหาวิทยาลัยบางแห่งยังแสร้งมองไม่เห็น แทบทุกปีมีภาพหรือคลิปการรับน้องที่ไม่ได้ใส่ใจในข้อปฏิบัติที่ระบุไว้ ปรากฏให้เห็นหลายสถาบันยังจัดกิจกรรมรับน้องแบบเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น เพราะยึดถือระบบโซตัส (Sotus) หรือระบบหนึ่งของการฝึกนักศึกษาใหม่ที่ประยุกต์มาจากการฝึกทหาร จนกลายเป็นกิจกรรมลับๆ ที่ตกทอดจากนักศึกษารุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า โดยปกติแล้วประเพณีการรับน้องขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละสถาบัน ด้านบวกหรือด้านดีของกิจกรรมนี้ คือ เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้น้องใหม่หรือนักศึกษาใหม่ปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่การตีความที่เลยเถิด เพราะเคยชินกับวัฒนธรรมเชิงอำนาจ นำสถานะความเป็นรุ่นพี่มาบังคับฝืนใจน้องให้ร่วมกิจกรรม ก็มักจะเข้ามาบิดเบือนเจตนาที่ดี

อนุชาติ กล่าวว่า การรับน้องเกินเลยไปจากเจตนาที่ดี มีวัฒนธรรมเชิงอำนาจเข้ามา วัฒนธรรมอื่นๆ ที่แฝงเร้นอยู่ก็ตามมาด้วย เช่น ได้ทราบจากนักศึกษามาว่า บางสถาบันมี “ระบบโต๊ะ” ที่เอื้อให้มีการเรียกเก็บเงินน้องใหม่จากการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วยตัวเลขที่สูงทีเดียว อ้างว่าเพื่อนำไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เรื่องนี้จะเป็นประเพณีต่อเนื่อง ที่กลายเป็นภาระของเด็ก โดยมีระบบเพื่อนที่ผ่านการรับน้องมาด้วยกัน ทำให้ไม่มีใครกล้าทัดทานหรือเข้าไปห้ามกิจกรรมทำนองนี้

เกรียงศักดิ์ โชควรกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ชัยภูมิ และอุปนายกสมาคมพนักงานในสถาบันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมรับน้องควรถูกนิยามใหม่ โดยต้องยอมรับ แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดี แต่กิจกรรมนี้ก็มีส่วนผสมที่บางสถาบันการศึกษาสอดแทรกความรุนแรงไว้ เพื่อให้น้องจดจำรุ่นพี่ได้ตลอดไป

“กิจกรรมในระบบโซตัสที่ประยุกต์มาจากการฝึกทหาร เมื่อมาอยู่ในมือของผู้ที่ยังอ่อนวัยวุฒิมีอายุมากกว่า น้องเพียงแค่ปีสองปีนั้นกลายเป็นความรุนแรง ที่ไร้ความรับผิดชอบได้ง่าย เพราะผู้ใช้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำกับน้องจะสร้างความประทับใจได้ เมื่อรุ่นน้องเติบโตขึ้นเป็นรุ่นพี่ เรื่องนี้ก็ถูกส่งต่อไปพร้อมกับโอกาสที่เป็นเหมือนการแก้แค้นกับน้องรุ่นต่อมา น้องใหม่ส่วนใหญ่ที่ร่วมการรับน้องจนสิ้นสุดกิจกรรม ก็จะรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเหมือนผ่านการทดสอบและได้สิทธิในการนำไปปฏิบัติกับน้องใหม่ปีต่อไป เป็นเหมือนมรดกตกทอดถึงกัน จึงไม่มีการร้องเรียน กรณีที่ถูกทำเกินเลยไปบ้าง แนวคิดนี้ถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่เกิดเป็นข่าวน่าสลด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการจัดขึ้น” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มรภ.ชัยภูมิ กล่าว

เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า  ถึงเวลาที่จะปฏิรูปเรื่องนี้เสียที แต่บังคับด้วยกฎหมายอาจจะเป็นเรื่องปลายทาง มหาวิทยาลัยควรมีรายละเอียดในกิจกรรมนี้มากกว่านี้ ควรนิยามการรับน้องใหม่ไม่ให้มีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นปกติทุกมหาวิทยาลัยทั่วโลก ต้องทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมการรับน้องที่ดีจะเป็นเรื่องที่ถูกส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน

ข้อไหนที่เข้าข่ายเอาผิด

การพูดให้คนใดคนหนึ่งเป็นที่ดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับสูงสุด 2 หมื่นบาท ตามมาตรา 326 ของประมวลกฎหมายอาญา การลงมือทำร้ายถึงขั้นเลือดตกยางออก บวมเขียวช้ำ อาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี ปรับสูงสุด 4,000 บาท ในมาตรา 295

การบังคับจิตใจ ผู้อื่นให้ฝืนใจทำบางอย่างที่ไม่ได้มีความเต็มใจ แต่ต้องทำเพราะถูกบังคับโดยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน อาจเป็นความผิดฐานข่มขู่ อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับสูงสุด 6,000 บาท มาตรา 309 แม้แต่เรื่องการกักบริเวณไม่ยอมให้ผู้อื่นกลับบ้าน เป็นความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับสูงสุด 6,000 บาท ตามมาตรา 310

การลงมือทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่น ต้องนอน โรงพยาบาลเกิน 20 วัน หรือจิตพิการอย่างติดตัว อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี มาตรา 297 การลงมือทำร้ายบุคคลอื่นจนถึงแก่ความตาย อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 15 ปี มาตรา 290 ทั้งหมดเป็นกฎหมายที่เข้าข่ายกระทำความผิด ผู้เสียหายหรือนักศึกษาที่ถูกกระทำสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย

 

ไขปมมรณะ”แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่”เมื่อความปลอดภัยทางน้ำหละหลวม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 20:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454055

ไขปมมรณะ"แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่"เมื่อความปลอดภัยทางน้ำหละหลวม?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก จังหวัดเชียงใหม่ CM108.com ,Yuttana Thawinij , Natsu Salamander

ภาพนักท่องเที่ยวกระโดดจากคันดินลงสู่ผิวน้ำ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ใครได้ไปเยือน “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ต้องพบเห็นอยู่เป็นประจำ

ทว่าความผิดพลาดอันเกิดจากพฤติกรรมโลดโผนคึกคะนอง ทักษะการว่ายน้ำงูๆปลาๆ ความอ่อนล้า และมาตรการดูแลความปลอดภัยอันหละหลวม ส่งผลให้ที่ผ่านมามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

 

 “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” แหล่งท่องเที่ยวงดงามหรือบ่อน้ำมรณะ?

ในรอบปีที่ผ่านมา ใครเดินทางไปเชียงใหม่ต้องไม่พลาดเยือนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” ตั้งอยู่ที่บ้านแพะขวาง หมู่ 3 ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ประวัติความเป็นมาเริ่มจากเจ้าของสถานที่ทำธุรกิจขุดหน้าดินขายจนเกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่สีเขียวมรกตลึกกว่า 40 เมตร พร้อมคันดินสูงกว่า 20 เมตร ลักษณะโดดเด่นของธรรมชาตินี้เองที่ไปละม้ายคล้ายคลึงกับอุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งต่อมาได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีบริการร้านกาแฟ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ตลอดจนให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้

ตรงนี้เองเป็นช่องโหว่ให้เกิดโศกนาฎกรรมไม่คาดฝันขึ้น นั่นคือ อุบัติเหตุจากการจมน้ำ

สมัยก่อนจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เจ้าของสถานที่ล้อมรั้วปิดไม่ให้คนนอกเข้า แต่มักจะมีพวกวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวแอบเข้ามากระโดดน้ำเล่น ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก จนเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากทั้งเป็นข่าวไม่เป็นข่าว แข้งขาหัก จมน้ำ โชคดีช่วยเหลือพาไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน โชคร้ายเสียชีวิตก็มี หลังเปิดอย่างเป็นทางการ มีคนจมน้ำตายแล้ว 4 คน ไม่สวมเสื้อชูชีพลงเล่นน้่ำแล้วเกิดหมดแรง อีกรายเป็นนักท่องเที่ยวเกาหลีว่ายน้ำแข่งกับเพื่อนแล้วเป็นตะคริว นักประดาน้ำจะงมหาก็ยาก เพราะข้างใต้น้ำลึกหลายสิบเมตร สุดท้ายต้องรอให้ศพลอยขึ้นมาเอง

คำบอกเล่าของนักกู้ภัยรายหนึ่งในจ.เชียงใหม่ เขามองว่า สภาพแวดล้อมที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีคันดินสูงคล้ายเนินผาขนาดตึกสามชั้น บวกกับน้ำลึกมาก ถือเป็นสถานที่สุดอันตราย

ในมุมมองผม ไม่ควรเปิดให้เล่นน้ำด้วยซ้ำ ยิ่งกระโดดน้ำนี่ห้ามเด็ดขาด ต่อให้มีป้ายเตือน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ก็ไม่ควรอยู่ดี เพราะมันอันตรายมาก คุณจะเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้งทำไม

ฉัตรกรินทร์ ตระกูลอินสัน กำนันตำบลน้ำแพร่ ผู้บริหารแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ เผยว่า เปิดให้บริการมาได้ 1 ปีกับ 5 เดือนแล้ว ที่ผ่านมาเก็บค่าผ่านประตู 50 บาทต่อคน สำหรับจุดที่ดัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ มีการวางมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ติดกล้องซีซีทีวี ติดป้ายแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวขณะลงเล่นน้ำ เช่น ต้องสวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง ห้ามเด็กลงเล่นน้ำเพียงลำพัง กระโดดน้ำในจุดที่กำหนดให้เท่านั้น โดยมีการ์ดทั้งหมด 6 คน ดูแลปล่อยตัวนักท่องเที่ยวที่กระโดดน้ำและเฝ้าระวังให้การช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ ยืนยันว่า สถานะล่าสุดอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และกำลังรอเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่กลับเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาเสียก่อน

 

มาตรการรักษาความปลอดภัยยังหละหลวม

คนึงนิตย์ ปิติปุญญพัฒน์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบงานอุบัติเหตุ เผยว่า ปัญหาของแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่คือ เปิดให้บริการโดยขาดการเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ

ช่วงแรกๆที่เปิดให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่กับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ติดต่อไปยังผู้รับผิดชอบ เพื่อชักชวนเข้ามาหารือแนวทางวางมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ เขารับปากว่าจะมาร่วมประชุม แต่สุดท้ายก็ไม่มาอ้างว่าติดภารกิจ ปรากฎว่าจากนั้นไม่นานก็มีคนจมน้ำเสียชีวิต ผู้ว่าราชจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องสั่งปิดชั่วคราว เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ควรจะเกิด หากเขาได้รับการอบรมเรื่องความปลอดภัยทางน้ำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเขาเปิดให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการเก็บค่าเข้า อนุญาตให้คนลงเล่นน้ำ ก็ควรจัดการเรื่องความปลอดภัยทางน้ำอย่างจริงจัง ไม่ใช่จ้างชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ได้รับการฝึกทักษะช่วยชีวิตคนจมน้ำมาเป็นการ์ด ถึงเวลาคับขันแทนที่จะไปช่วยชีวิตคนกลับต้องงมศพแทน แบบนี้จะไปมีประโยชน์อะไร”

สำหรับคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตคนตกน้ำ ประกอบด้วย 6 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องมีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ ตลอดจนอุบัติเหตุทางน้ำ 2.มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับต่างๆในการใช้สถานที่เล่นน้ำ 3.มีความรู้ในด้านการช่วยชีวิตคนตกน้ำอย่างถูกต้องตามลำดับขั้นตอนการช่วยเหลือ 4.มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลผู้ป่ายจากการจมน้ำขั้นต้น 5.มีความสามารถในการว่ายน้ำ การลอยตัว และดำน้ำตัวเปล่าเป็นอย่างดี และ 6.มีความสามารถช่วยชีวิตคนตกน้ำได้ ผ่านการทดสอบ Life Saving – Water Safety และ First Aid

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางน้ำรายนี้ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ต้องปรับปรุงมาตรการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ หากต้องการจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ถึงเวลาแล้วที่เจ้าของแกรนด์แคนยอนต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ หากยังยืนยันว่าจะเปิดให้บริการต่อ

หน่วยงานภาครัฐต้องยื่นมือจัดการ

โศกนาฎกรรมล่าสุดที่นักท่องเที่ยวรายหนึ่งถูกเพื่อนกลุ่มเดียวกันกระโดดจากคันดินสูงกว่า 5 เมตรลงมากระแทกจมน้ำเสียชีวิต กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี วิเคราะห์ให้ฟังหลังจากดูคลิปวีดีโอเหตุการณ์นาทีชีวิตว่า อุบัติเหตุอันน่าสลดครั้งนี้เกิดจากกระบวนการเล่นที่ไร้การจัดการ

จากคลิปวีดีโอจะเห็นได้ว่า มีการกระโดดติดๆกัน คนกระโดดทับเพื่อนอ้างว่ามองไม่เห็น เพราะหลับตาอยู่ขณะกระโดดลงมา ปัญหาอยู่ตรงไม่มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมการกระโดดอยู่ด้านบน ไม่มีการจัดลำดับการลง เว้นช่วงเว้นจังหวะ ขณะเดียวกันก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ข้างล่างคอยส่งสัญญาณ การกระโดดน้ำจึงไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เพียงพอ สุดท้ายพอกระโดดลงมาเป็นไปได้ว่าจะกระแทกศีรษะเพื่อนอย่างแรงจนหมดสติ ไม่ก็กระแทกกระดูกต้นคอจนหัก ส่งผลให้ควบคุมกล้ามเนื้อท่อนล่างไม่ได้จมน้ำเสียชีวิต ซึ่งต้องดูสภาพศพว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้จากการติดตามข่าวที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การเสียชีวิตจากการจมน้ำกรณีอื่นๆ ผู้เสียชีวิตหลายคนมีความสามารถในการว่ายน้ำแตกต่างกันไป บางคนเหนื่อยล้า หมดแรง ตื่นตกใจ บางคนไม่สวมใส่เสื้อชูชีพ ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการจมน้ำเสียชีวิต

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่เป็นพื้นที่ส่วนตัวซึ่งถูกปรับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการเก็บค่าผ่านประตู มีการจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำ จึงถือเป็นสถานบริการชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจากสวนสนุกหรือสวนน้ำ ดังนั้นเจ้าของผู้รับผิดชอบจำเป็นต้องเตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัย ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมิเช่นนั้นก็ควรห้ามไม่ให้ลงเล่นน้ำ ให้แค่เข้าเที่ยวชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้น

ต้องไปตรวจสอบว่าเจ้าของผู้รับผิดชอบขออนุญาตเปิดเป็นสถานบริการรูปแบบใด เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการเก็บค่าผ่านประตู อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ ไม่ต่างอะไรกับสวนสนุกหรือสวนน้ำ ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ออกใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือจังหวัดต้องเข้าไปจัดการควบคุม ถ้าเขาทำผิดก็ต้องสั่งปิดให้บริการ ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการ แค่อบรมเรื่องความปลอดภัยอย่างเดียวมันไม่พอ”

ความคืบหน้าล่าสุดแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ถูกสั่งปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้ว แต่หากเจ้าของผู้รับผิดชอบยังยืนยันจะเปิดให้บริการต่อ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องขนานใหญ่ โดยปรับปรุงมาตรการดูแลป้องกันความปลอดภัยทางน้ำอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต