แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453848

แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การปฏิวัติระบบการทำงาน (Transformation) ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จะทำให้เกิดแรงงานพันธุ์ใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน จะต้องมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี นำเอาไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน อีกทั้งจะต้องมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษที่ใช้งานได้ดี เพราะทุกอย่างของระบบไอทีใช้ภาษาอังกฤษในการปฏิบัติงาน ทุกบริษัทอาจจะต้องมีวิศวกร มีโปรแกรมเมอร์ประจำการด้วย

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การแข่งขันในตลาดแรงงานยุคปัจจุบันถือว่าเข้มข้นกว่าในอดีตมาก ผู้หางานที่มีความสามารถโดดเด่นหรือมีความพิเศษย่อมเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะหากได้คนเหล่านี้ไปร่วมงานก็เหมือนได้ฟันเฟืองที่แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องการพนักงานพันธุ์ใหม่ ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งพนักงานที่โดดเด่นหรือแตกต่างจากคนอื่น ย่อมไม่ได้เกิดจากปริมาณข้อมูลที่มีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้จักบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ขณะที่การเปิดเสรีการค้า หรือการเกิดขึ้นขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เป็นอีกปัจจัยทำให้แรงงานไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากแข่งกับแรงงานในประเทศยังต้องแข่งกับแรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามา และต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองมีศักยภาพไปทำงานต่างประเทศได้ อีกความท้าทายก็คือโครงสร้างประชากรและสังคมที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชากรที่เป็นกำลังแรงงานลดลง เมื่อแรงงานไม่เพียงพอกับตลาด ทำให้คนทำงานที่มีอยู่ต้องปรับตัวสู่การเป็นพนักงานพันธุ์ใหม่

คุณสมบัติพิเศษของพนักงานพันธุ์ใหม่ในยุคนี้ ควรมี 7 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ 1.ทันโลกทันเหตุการณ์ 2.ใช้เทคโนโลยีเป็น 3.มีทักษะด้านภาษา เพราะภาษาที่สองและสามกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำงานที่ต้องการความก้าวหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรข้ามชาติ หรือองค์กรที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติอยู่เสมอ หากมีทักษะภาษาดีจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพทำงานร่วมกันได้ราบรื่น สอดคล้องกับการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานที่จำเป็นมากที่สุดที่นายจ้างมองหา พบว่านายจ้างกว่า 62% เห็นว่าการมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดีมีความสำคัญมากที่สุด

4.จัดการข้อมูลได้ เพราะในยุค 4จี เราสามารถรับข้อมูลได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา เป็นไปได้ที่ข้อมูลที่เข้าถึงแต่ละวันมีมหาศาล ดังนั้นพนักงานยุคนี้ต้องมีความสามารถบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี รู้จักเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จัดการกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างรู้คุณค่า  5.เป็นน้ำครึ่งแก้ว ควรเพิ่มพูนทักษะ พัฒนาตนเองสม่ำเสมอเพื่อสร้างโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งข้อนี้จากการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับคุณสมบัติที่นายจ้างมองหาเมื่อต้องการจ้างงาน พบว่านายจ้างกว่า 50% เห็นว่าความสามารถเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องการ

6.ปรับตัวได้ดี เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คนที่ยอมรับและเตรียมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ จะยืนหยัดและฝ่าฟันวิกฤตทั้งในชีวิตและการทำงานได้ และ 7.มีความสามารถหลากหลาย หรือมัลติ ทาสกิ้ง เพราะในเวลาที่องค์กรขาดแคลนพนักงานหรือมีการโยกย้ายงาน พนักงานที่มีทักษะหลากหลายย่อมได้เปรียบกว่าพนักงานที่ทำได้อย่างเดียว

กูเกิล เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่มีแรงงานพันธุ์ใหม่เข้าไปอยู่ด้วย พรทิพย์ กองชุน อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดกูเกิล ประเทศไทย ได้เล่าถึงการสัมภาษณ์งานเพื่อเข้าสู่องค์กรไอทีอย่างกูเกิลว่า แนวคิดในการรับคนเข้าทำงานคือ ต้องสามารถทำงานตามตำแหน่งที่บริษัทต้องการได้ไหม ทั้งประสบการณ์และความสามารถมีแนวคิดและทัศนคติในการทำงาน วิธีการแก้ไขปัญหา ต้องคิดเชิงกลยุทธ์และแก้ปัญหาได้

นอกจากนี้ ต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำได้หรือไม่ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้งานสำเร็จได้ และข้อนี้สำคัญมาก ถ้าผ่านทั้ง 3 ข้อแรก แต่ข้อนี้ไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ นั่นคือเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ คือมีความเป็นกูกรี (Googlee) หรือไม่ ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกตำแหน่งต้องทำงานร่วมกันได้

พรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องของภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้องค์กรในกูเกิลส่วนใหญ่จะมีเด็กจบนอกเป็นส่วนมาก เพราะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและทำงานกับทุกแผนกทำให้ได้คนไทยที่จบจากไทยจริงๆ น้อยมาก เพราะกูเกิลมองว่าถ้าผ่านเรื่องภาษาไม่ได้ก็จะทำงานกับคนอื่นยากจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญมาก แม้ว่าจะมีคนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ก็ต้องใช้ภาษาสวยๆ ในการคิดและตอบคำถามได้ ซึ่งเวลาเจอคำถามจากผู้สัมภาษณ์กว่าจะคิดคำแปลและพูดออกมาเป็นภาษาสวยๆ อธิบายได้ดีเยี่ยมใช้เวลานาน เรื่องภาษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานหน้าใหม่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับบริษัทไทยที่โกอินเตอร์อย่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การบริหารกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานอยู่ 5.3 หมื่นคน โดยจำนวน 1.7 หมื่นคน อยู่ในต่างประเทศ แบ่งเป็นพนักงานในยุคเบบี้บูมมีอยู่ 6% เป็นคนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ สัดส่วน 50% และอีกกว่า 40% เป็นเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้ากลุ่มเบบี้บูมจะเกษียณอายุไปหมด

ขณะเดียวกัน คนเจเนอเรชั่นใหม่จะเข้ามาโดยเฉพาะเจเนอเรชั่นแซดที่จะเริ่มมีเข้ามาทำงานในปี 2560 ซึ่งจะต้องสร้างทีมให้เขามีความสามารถในการรับไม้ต่อในการทำงาน หัวใจสำคัญคือต้องทำทุกอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ทางด้านยักษ์ใหญ่ บริษัท ปตท. นั้น กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. กล่าวว่า กระบวนการรับพนักงานใหม่ของ ปตท.มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับเด็กจบใหม่ในยุค Generation Y หรือยุค Millennials ที่เติบโตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที ดังนั้นไม่ต้องเดินทางมาที่ ปตท. เพื่อนั่งเขียนใบสมัครเป็นหน้าๆ เพราะอยู่ที่ไหนก็สามารถสมัครงานกับ ปตท.ได้ผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. โดยผู้ที่สนใจทำงานกับ ปตท.คุณสามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ตามคุณวุฒิที่มีอยู่ได้ทั้งนั้น ในขณะที่การคัดเลือกก็จะดูจากตำแหน่งงานใน 17 สาขา ที่มีความต้องการ เช่น นักกฎหมาย นักบัญชี นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผน วิศวกร เป็นต้น ซึ่งจะไปทดแทนผู้ที่เกษียณอายุและมีโครงการใหม่ หรือมีหน้างานเปิดใหม่ที่ต้องการบุคลากรเฉพาะวิชาชีพ

ธิติพัทธ์ เจียมรุจีกุล ผู้อำนวยการงานบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท พรีเมียร์ กล่าวว่า ธุรกิจในปัจจุบันควรที่จะเรียนรู้จากเด็กรุ่นใหม่ให้มาก เพราะภาคองค์กรของไทยยังปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ได้ช้า และคนในปัจจุบันยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะปรับตัวอย่างไร เช่น พนักงานขับรถอายุ 40-50 ปี ที่รู้จักการใช้งานกูเกิลแมพเพื่อหาข้อมูลในการเดินทางมีจำนวนน้อยมาก

ส่วนเด็กรุ่นใหม่เองก็ควรที่จะรู้จักความสามารถในการเรียนรู้ หรือ Learning Agility ให้มากขึ้น คือเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะการทำงานไม่ได้ง่ายเหมือนการค้นหาข้อมูลอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว การทำงานในชีวิตจริงต้องมีความอดทนสูง เปิดใจที่จะเรียนรู้ให้มากไม่ปิดกั้นความรู้ด้วยอคติ จากเดิมถ้าเป็นวัยเบบี้บูมจะแบ่งงานเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือครอบครัว พอเข้าสู่ยุคเจนเอ็กซ์และวายทั้งเรื่องงานและครอบครัวต้องเดินไปด้วยกัน และคนในรุ่นถัดไปจะทำเพื่อตัวเองและโลกมากขึ้น

 

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453450

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การแก้ปัญหาภาคใต้ ถ้าจะเก็บกู้ระเบิดบนท้องถนน ปัญหาจะไม่มีวันหมด แต่ต้องเก็บกู้ระเบิดจากหัวใจคนก่อน” คำกล่าวตอนหนึ่งของ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร (รอง ผอ.ศปป. 5 กอ.รมน.) บนเวทีเสวนาเรื่อง โมเดลเศรษฐกิจ : ดับไฟใต้ ที่ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น

โมเดลเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุย หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ให้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ในฐานะคนในพื้นที่ ศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี มองว่า การทำงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน และเมื่อคุยกันควรแยกกันทำงานให้เกิดการแก้ปัญหา การดำเนินการที่ผ่านมาหอการค้าภาคใต้พยายามแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมาตลอด แนวคิดสามเหลี่ยมภาคใต้ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า เป็นแนวคิดที่ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดขึ้น เพื่อต้องการทำให้เศรษฐกิจภาคใต้มั่นคง เพราะสินค้าหลักในพื้นที่ คือ ประมง ยางพารา และปาล์ม

ส่วนการดึงนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ศิริชัยมองว่า ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจีนสนใจมาลงทุนในพื้นที่ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนกำลังเติบโต ต้องการขยายตัว ฉะนั้นการที่นักลงทุนต่างชาติ หรือพื้นที่อื่นจะเข้ามา นักลงทุนในพื้นที่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้คนจากที่อื่นมาร่วมลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เดินต่อไปได้

“วันนี้เราต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับเศรษฐกิจออกจากกัน ประชาชนในพื้นที่ก็ต้องปรับตัวเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะถ้าคนในพื้นที่มั่นใจ ก็จะสร้างความมั่นให้คนต่างพื้นที่เข้ามาลงทุน และทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้”

ขณะที่ ชินีเพ็ญ ศรีชัย นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความจริงใจ โปร่งใส ไม่สร้างความกังวล แต่ต้องสร้างความไว้วางใจกับพี่น้องในพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชนก็ควรมีบทบาทกลั่นกรองข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

ด้านการทำงานในพื้นที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต้องอบรมผู้ปฏิบัติงานให้สามารถสื่อสารภาษาถิ่น และการสลับเปลี่ยนกำลัง ควรขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นมากกว่า 6 เดือน เพื่อทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจวิถีท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างสัมพันธ์เจ้าหน้าที่กับประชาชนชายแดนได้ดีขึ้น และทำให้การทำงานในพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปได้

ด้าน พล.ร.ต.สมเกียรติ เล่าว่า ปัญหาและความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่เกิดขึ้นมาตั้งตั้งแต่ปี 2452 มีจุดเริ่มต้นมาจากความแตกแยกจากประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีบางพื้นที่ เหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งเกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง อาชาญากรรม แม้ที่ผ่านมา รัฐพยายามลงไปแก้ปัญหามาโดยตลอดจนปัญหาลดลงบางส่วน แต่ก็กำลังดำเนินการการต่อไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

“อีกนานกว่าปัญหาในภูมิภาคนี้จะจบ แต่ก็เชื่อว่าต่อไปสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น รัฐก็พยายามแก้ไข หยุดความเหลื่อมล้ำ เพื่อทำให้เห็นว่าการที่รัฐลงไปเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปเพื่อการยึดครอง ส่วนการทำงานทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกัน ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเสมือนแสงสว่างในความมืด ซึ่งนำเรื่องถ้าเศรษฐกิจลงไป เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำจะถูกแก้ปัญหาได้” พล.ร.ต.สมเกียรติ กล่าว

ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาสถิติความรุนแรงในพื้นที่ก็ลดลง การทำงานในพื้นที่ทุกหน่วยงาน ก็ช่วยกันลงไปพัฒนาในทุกด้านโดยดึงประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคใต้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. พร้อมนำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นมิติใหม่ มีการประกาศโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วงที่ผ่านมานักธุรกิจในพื้นที่ ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่ เกษตร ประมง ปศุสัตว์ การท่องเที่ยว ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพควรมีการพัฒนาการลงทุน

“ขณะนี้มีการเตรียมพัฒนาด้านพลังงานในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงด่านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจะมีการพูดคุยในเรื่องสะพานแห่งที่ 2 ที่ตากใบ และสุไหงโกลก การพัฒนารถไฟในพื้นที่ และด่านที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ส่วนเรื่องส่งเสริมการลงทุน ขณะนี้มีการร่างแผนไว้แล้ว จะเสนอให้ ครม. อนุมัติได้ภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้  นอกจากนี้มีบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ได้ติดต่อประสานเข้าแล้ว”

ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา มองว่า เรื่องที่เกิดในพื้นที่เป็นมายาทัศนคติ บางเรื่องก็ไม่จริง ขณะนี้ขบวนการผู้ก่อเหตุก็ควบคุมกันเองไม่ได้ จนทำให้เหตุที่เกิดขึ้นตอนนี้มีการขยายตัวออกมากขึ้น เกินที่จะควบคุม และอาจทำให้มีการฉวยโอกาสจากอีกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขต้องดูที่เหตุผล

“ตัวเลขสถิติสถานการณ์ที่ออกมาเชื่อไม่ได้ เพราะตัวเลขแต่ละหน่วยไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และถ้าถามว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ คิดว่าเป็นเรื่องที่ประเมินยาก เพราะการทำงานในพื้นที่มีหลายเรื่องที่เหมือนแยกจากกัน เห็นได้จากการค้าขายขนาดเล็กในพื้นที่ดี แต่การลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ยังน้อยอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่าความรุนแรงถ้าลดมายาคติลง สื่อไม่ช่วยขยายความบริบทความรุนแรงเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยลดสถานการณ์ลงได้”

12 ปีที่ไฟใต้ยังลุกโชน หลากหลายแนวทางต่างถูกหยิบยกมาใช้แก้ปัญหา นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก่อความหวัง แต่ในระยะยาวยังต้องรอดูต่อไปว่า การยกระดับเศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ จะเป็นการเก็บกู้ระเบิดออกจากหัวใจคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

 

เบื้องหลังดราม่า “แอร์ฯกราบผู้โดยสาร” วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453392

เบื้องหลังดราม่า "แอร์ฯกราบผู้โดยสาร" วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

เรื่องโดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

นาทีนี้ไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่ากรณีที่แอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่งถูกกดดันให้กราบเท้าผู้โดยสาร…..

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้โดยสารหญิงวัยกลางคนรายหนึ่ง พร้อมลูกสาวสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาการออทิสติก หรือ “เด็กพิเศษ” เดินทางขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3006 ภูเก็ต-กรุงเทพฯ จากนั้นหัวหน้าลูกเรือได้เข้ามาสอบถามผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวว่า “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” / “น้องเค้าเป็นอะไรคะ” เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อมูลจากภาคพื้นดินว่าจะมี “ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ” เดินทางมาด้วย ผู้โดยสารที่เป็นแม่เกิดไม่พอใจ กล่าวหาว่าหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว “แสดงท่าทางดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ให้เกียรติ” ระหว่างอยู่บนเครื่องผู้โดยสารรายดังกล่าวเรียกให้หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเสิร์ฟอาหาร ซึ่งหัวหน้าลูกเรือรายดังกล่าวไม่มีหน้าที่ ประกอบกับพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจึงไม่ได้ปฏิบัติตาม ผู้โดยสารรายนั้นจึงยิ่งไม่พอใจ สุดท้ายพอเครื่องบินลงจอดก็ได้เข้ามาต่อว่า ทำให้กัปตันเที่ยวบินพร้อมหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวเข้ามาขอโทษผู้โดยสารเพื่อยุติปัญหา

เรื่องไม่จบแค่นั้น ผู้โดยสารรายดังกล่าวได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำรายละเอียดชื่อ นามสกุล หมายเลขประจำตัวของหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเผยแพร่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่กี่วันถัดมา ผู้โดยสายรายนี้พร้อมลูกสาวทั้งสองคนเดินทางมายังสำนักงานของสายการบินแอร์เอเชีย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงนำตัวหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาขอขมา

สุดท้ายด้วยแรงกดดัน หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวต้องก้มกราบขอขมาลูกสาวของผู้โดยสารรายนี้ที่เป็นเด็กพิเศษถึง 3 ครั้ง ก่อนถูกให้ออกจากห้อง ส่วนผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแอร์เอเชียได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเหล่าแอร์โฮสเตส กระแสความไม่พอใจแพร่ขยายลุกลามไปทั่ว จนถูกนำไปโพสต์ต่อในเว็บไซต์พันทิป ท้ายที่สุดจึงบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ในโลกโซเชียล

หลังเกิดเรื่อง โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้โดยสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้….

แหล่งข่าวจากบริษัทไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เผยว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” หรือ “คุณโจ” ซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย ถึงกับควันออกหู เรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสามคนเข้ามาตำหนิอย่างรุนแรงว่า“คุณปล่อยให้น้องทำแบบนั้นได้ยังไง”

นอกจากนี้ยังได้สวมกอดให้กำลังใจหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว พร้อมสั่งให้ “หยุดงานชั่วคราว” เพื่อฟื้นฟูจิตใจ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่ามีมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสามคนหรือไม่ อย่างไร

“คุณโจไม่ได้นิ่งดูดาย หรือไม่ปกป้องลูกน้องอย่างที่สื่อนำไปลง เขาไม่พอใจมาก แต่มีการดำเนินการยังไงกับผู้โดยสารคนดังกล่าว หรือเจ้าหน้าที่ระดับเมเนเจอร์ทั้งสามคนนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้”

ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์

 

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกเรือทุกคน “เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำไมถึงไม่ปกป้องน้อง ทำไมถึงปล่อยให้น้องก้มลงกราบเท้าขอขมาผู้โดยสาร แถมยังถ่ายรูปคู่กันด้วยสีหน้าชื่นมื่น

“ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เจ็บป่วยเพิ่งผ่าตัดมา ไม่สบาย พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรแจ้งตั้งแต่ตอนเช็คอินออนไลน์ หรือแจ้งที่เคาเตอร์เช็คอินของสายการบินว่า ตัวเองมีปัญหาอะไร เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้อำนวยความสะดวกได้อย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างถ้าผู้โดยสารเดินทางจากสนามบินขอนแก่น หรืออุบลราชธานี ซึ่งไม่มีงวงเชื่อมต่อกับเครื่องบิน เราก็ต้องเตรียม Ramp เพื่อยกรถวีลแชร์ขึ้นบนเครื่อง แล้วพอมาถึงกรุงเทพฯซึ่งมีทั้งงวงทั้งบันได เราก็ต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ Ramp เพื่อยกลงบันได ข้อดีของสนามบินดอนเมืองคือ มีรถยก (ambulift) ซึ่งถ้ามีผู้โดยสารแจ้งมาว่า เดินไม่ได้เลย เราจะได้แจ้งไปยังกรุงเทพฯล่วงหน้า 45 นาทีก่อนเครื่องลง เขาจะได้เตรียมรถไว้รอรับตรงเวลา หรือรถวีลแชร์ เนื่องจากแต่ละชั่วโมงมีเที่ยวบินขึ้นลงเยอะมาก รถวีลแชร์ที่เตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ หากผู้โดยสารแจ้งล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะได้เตรียมสำรองไว้ทันท่วงที”

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายนี้ บอกอีกว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้อยากฟ้องร้องเพื่อนเรียกศักดิ์ศรีคืน แต่ประเมินแล้วว่าขั้นตอนทางกฎหมายนั้นยุ่งยาก ใช้เวลานาน ที่สำคัญคนที่เป็นผู้บริหารที่ยืนยันว่าจะ “ปกป้องและสนับสนุนพนักงานเต็มที่”ก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องและสนับสนุนไปได้นานแค่ไหน ฉะนั้นอยากยอมให้จบลงโดยเร็วที่สุดดีกว่า เนื่องจากผู้โดยสารรายดังกล่าวก็ได้ถูกสังคมลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว

 

โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทแอร์เอเชีย

 

ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาในหมู่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 11.00 น. โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมเรียกประชุมพนักงานทุกคน ณ ห้องประชุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

โทนี่ ยืนยันว่า ยังคงยึดมั่นในนโยบายของบริษัทแอร์เอเชียที่ว่า “พนักงานมาเป็นที่หนึ่ง ลูกค้าคือที่สอง ถ้าพนักงานมีความสุขในการทำงาน เขาก็จะดูแลลูกค้าได้มีความสุขเช่นกัน” แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ชัดเจนในกระบวนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่ร้องเรียน จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขอย่างสุดความสามารถแล้ว ตนขอยืนยันว่าพร้อมจะปกป้องพนักงานทุกคนในฐานะครอบครัวเดียวกัน

ระหว่างการประชุม โทนี่ได้พูดกลางที่ประชุมว่า จากนี้ไปหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น พนักงานทุกคนสามารถส่งอีเมลโดยตรงถึงเขาได้เลย จะได้เร่งแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ดีกว่าไปโพสต์ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จากนั้นได้ให้กำลังใจ พร้อมสวมกอด”ไหม” หัวหน้าลูกเรือที่ถูกบังคับให้ก้มกราบซึ่งได้มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางเสียงปรบมือของพนักงานที่อยู่ในห้องประชุม  ก่อนจะเปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (9 ก.ย.) จะเดินทางไปอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อไปพูดคุยกับครอบครัวของแอร์โฮสเตสคนดังกล่าวด้วยตัวเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร ผู้บริหารสายการบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือแอร์โฮสเตส ให้ปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวอันน่าสลดใจเช่นนี้อีก

 

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 20:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453172

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุเพราะความกังวลต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ออกคำสั่ง “ห้ามไม่ให้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม” 

คำสั่งดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า ผู้เกี่ยวข้องมากประสบการณ์นั้นคิดเห็นกันอย่างไร..

สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ

การห้ามไม่ให้นำตัวผู้ต้องการมาแถลงข่าวนั้น ปรากฎขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกคำสั่งที่ 855/2548 ห้ามนำหรือจัดให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน มาให้ข่าวแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนง  ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ห้ามนำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ พระภิกษุสามเณร  นักพรต  นักบวช  ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มาให้ข่าวแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นอันขาด  รวมตลอดถึงการชี้ตัวผู้ต้องหาในลักษณะที่เป็นการเผชิญหน้าต่อสื่อมวลชนทุกแขนง ต่อมาในปี พ.ศ.2550 สตช.มีคำสั่ง 465/2550 ไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพผู้ต้องหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้จริง

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights– ICCPR) ระบุชัดว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากผู้ที่ถูกจับเป็นผู้ต้องหา เมื่อนำมาแถลงข่าวต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องผู้ต้องหาที่ปรากฎเป็นข่าวหน้า 1 ซึ่งคนเหล่านี้ได้รับความเสียหายไปแล้วไม่เฉพาะตัวบุคคลที่ถูกเผยแพร่ภาพว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ทำให้ไม่มีที่ยืนในสังคม เกิดความโกรธแค้นและทำร้ายสังคมซ้ำอีก

การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเกิดขึ้นเพราะผู้บังคับบัญชาต้องการผลงาน และต้องสร้างความเกรงกลัวต่อการทำผิด ขณะที่สื่อมวลชนก็ต้องการได้ภาพและข่าว ส่วนคำถามที่ว่า หากผู้ต้องหาอยากแถลงนั้น เป็นไปไม่ได้ ตามหลักแล้ว การอ้างว่าผู้ต้องหายินยอมเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงกฎหมาย คงไม่มีผู้ต้องหาคนไหนอยากจะมานั่งแถลงเรื่องที่ไม่ดีของตนเอง

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ห้ามหน่วยต่างๆ แถลงข่าว เจ้าหน้าที่ยังสามารถแถลงผลการจับกุมได้ เพียงแต่ห้ามนำตัวผู้ต้องหามาแถลงเท่านั้น

พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กล่าวว่า การแถลงข่าวนั้นทำไปเพื่อให้ประชาชนรับทราบพฤติการณ์ของคดี เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยหลักการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดถือมาตลอดคือ คดีที่มีการแถลงข่าวเปิดหน้าผู้ต้องหาหรือผู้กระทำความผิด ต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นคดีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยินยอม โดยมีการทำบันทึกทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ไม่เคยฝ่าฝืน ส่วนคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ผู้กระทำผิดเป็นพระภิกษุ หรือเยาวชน ตำรวจจะไม่นำมาแถลงข่าวเด็ดขาด ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณา ว่ากรณีนั้นจะนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวหรือไม่

“คำสั่งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่พร้อมปฎิบัติตาม จากนี้จะมีการทบทวนและระมัดระวังมากขึ้น ในการพิจารณานำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

แถลงข่าว = โปร่งใส ลดอาชญากรรมและการจับแพะ

อดีตที่ผ่านมา หากยังพอจำกันได้ การแถลงข่าวผู้ต้องหาโด่งดังมากในยุคนายตำรวจฝีปากกล้า อย่าง  “ผู้การวิสุทธิ์”  พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรองผู้บัญชาสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เห็นว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวภายหลังการจับกุมนั้น หลายกรณีมีประโยชน์มากกว่าโทษ

“สังคมต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ต้องหาบางรายก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ อนาจาร ครั้งแล้วครั้งเล่า บางรายกว่าจะจับกุมได้ ก่อเหตุมาแล้ว 9 ครั้ง จับได้ครั้งที่ 10 ถ้าเงียบเลย ไม่เปิดเผยหน้าตา ประกาศเพียงนามสมมุติ เช่น จับนายสมศักดิ์ได้แล้ว ถามว่าผู้เสียหาย 9 รายก่อนหน้านี้ จะทราบไหมว่า คนที่กระทำความผิดต่อตนนั้นชื่อ สมศักดิ์ ผิดกับการแถลงออกสื่อ เปิดหน้าตาชัดเจน ผู้ต้องหาจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแน่นอน เพราะผู้เสียก่อนหน้านี้พากันมาชี้ตัว บอก ‘เฮ้ย ไอ้ห่านี่ เคยจี้เราไว้นี่หว่า’ สุดท้ายมันก็จะได้รับโทษทั้งหมดที่ตัวเองก่อ โทษมากขึ้นก็อาจทำให้สำนึกผิดและไม่คิดก่อเหตุซ้ำอีก

นอกจากนั้นการรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแน่ชัด ยังทำให้เจ้าทรัพย์ ตามหาทรัพย์สินของตัวเองได้ง่ายขึ้น พอแถลงข่าวปุ๊ป เจ้าทรัพย์ เดินทางไปชี้ตัวมัน และถามเลย มึงเอาของไปจำนำที่ไหน มันบอกพระโขนง ก็ไปตามพระคืนได้”

ผู้การวิสุทธิ์ ชี้ว่าในมุมมองด้านจิตวิทยา การเปิดหน้าผู้ต้องหา ถือเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นผลจากการกระทำที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เกิดความขยาดหรือตระหนักว่าไม่ควรกระทำผิดกฎหมาย

“คนทั่วไปคงรู้สึกเฉยๆ ถ้าได้ยินข่าวการจับกุม รับโทษ โดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำความผิด กลับกัน พวกเขาจะรู้สึกกลัวที่จะทำผิดขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าผลของมัน นอกจากต้องโทษแล้วยังถูกประจานผ่านสื่อด้วย”

นอกจากนี้เขายังเห็นว่าการไม่เปิดเผยหน้าตาผู้ต้องหานั้น เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงและโอกาสในการจับแพะสูงขึ้น

“หากแถลงข่าวเปิดเผยหน้าตา ผู้ต้องหาชื่อนายสมศักดิ์ เนินสูงเนิน อายุ 28 ปี  ถ้าเป็นแพะจริงๆ กระแสสังคมมาเต็มแน่นอน เฮ้ย ไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ ประชาชนพร้อมใจกันเป็นพลเมืองดี เป็นพยานว่า ชายคนนี้ไม่ได้ก่อเหตุ แต่ถ้าไม่เปิดเผยหน้าตา พูดภาษาชาวบ้าน มันมั่วได้อ่ะ โดยเฉพาะคดีไหนถูกกดดันจากสังคม มีผู้ใหญ่บีบรัด จะจับได้เมื่อไหร่… ทีนี้เอาแพะมาเลย มันไม่เห็นหน้านี่หว่า  หาแพะง่ายกว่าไหมล่ะ คิดดู ? ”

อดีตนายตำรวจฝีปากกล้า ทิ้งท้ายว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจจริง ผ่านการขออนุมัติหมายจับจากศาล มีหลักฐานพร้อม ครบถ้วน ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะแถลงข่าวโดยเปิดเผยหน้าผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกระทำและสังคมมากกว่า

“คนที่กระทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิคนอื่น จะมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิจากสังคมได้อย่างไร ผู้เสียหายไม่ใช่คนที่ต้องได้รับการปกป้องหรอ พวกเขาถูกละเมิดเหมือนกัน และต้องได้รับรู้  อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่สุดคือ ส่งเสริมให้คนทำตามกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดตั้งแต่แรก ถ้าทำตัวดี สังคมก็พร้อมที่จะปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว”

ไม่เห็นความจำเป็น โลกนี้เขาไม่ทำกันแล้ว

ตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แม้จะถูกควบคุมหรือคุมขังระหว่างรอการสอบสวนหรือพิจารณา จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อและสังคม ซึ่งเป็นค่านิยมแบบไทยๆ ที่ประเทศอื่นทั่วโลกไม่ทำกัน เนื่องจากคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน  ที่ผ่านมาหลายกรณี ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ และถึงแม้จะมีหลักฐานชัดเจนก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำมาประจาน เนื่องจากผู้ต้องหาต้องถูกลงโทษด้วยกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว การประจานเป็นความสะใจของสังคมเท่านั้น

“มีงานวิจัย ระบุว่า การประจานผู้กระทำความผิดนั้น ไม่ได้ส่งผลให้คนในสังคมรู้สึกเกรงกลัว และไม่อยากกระทำความผิด การนำเสนอ ควรจะนำเสนอ เมื่อศาลตัดสินแล้วว่า ผู้นั้นได้รับโทษอย่างไร เช่น ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 10 ปี แล้วนักข่าวค่อยนำเสนอเปิดหน้า ว่า ชายคนนี้มีพฤติกรรมอย่างไร และได้รับโทษแค่ไหน จะเป็นประโยชน์กับสังคมมากกว่า อย่างน้อยคนที่ลืมคดีนี้ไปแล้วก็จะได้นึกขึ้นได้ เช่นกันกับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะศาลไม่จำเป็นต้องรับฟังแผนประกอบคำรับสารภาพ”

คำถามที่ว่าการปกปิดหน้าตาผู้ต้องหานั้นจะเพิ่มโอกาสในการจับแพะหรือไม่ ? นักวิชาการด้านอาชญวิทยา รายนี้ตอบว่า จะเปิดหน้าหรือปิดหน้า สังคมส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่า ผู้นั้นใช่แพะหรือไม่ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ประจานผ่านสื่อ ตีตราตั้งแต่ยังไม่ได้ทำผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2555 ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตกเป็นแพะในหลายคดี ไล่ตั้งแต่ ปล้นทรัพย์ ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว และพยายามฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดงานแถลงข่าวใหญ่โต ต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกับส่งตัวเขาไปฝากขังที่เรือนจำนานถึง 9 คืน กว่าความยุติธรรมจะมาถึง

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นไม่มีโอกาสได้ชี้แจงหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ พร้อมถูกสังคมตีตราไปแล้วว่า ‘ผมเลว’

“ตอนนั้นตำรวจสอบสวนนานมาก พอถึงขั้นตอนชี้ตัวปรากฎว่าผู้เสียหายทุกคนชี้ตัวผมหมด จนเขาพาไปแถลงข่าว โดยไม่มีการถามว่ายินยอมหรือไม่ ผมช็อคทำอะไรไม่ถูก นักข่าวเป็นร้อย นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาด่าผมหยาบๆคายๆ เงื้อมือทำท่าจะตบ ตอนนั้นผมนิ่งมาก เพราะคิดอะไรไม่ออก มึนตึ้บไปหมด นักข่าวถามอะไรมาก็ตอบอย่างเดียวผมไม่ได้ทำครับ แต่ในหัวคิดตลอดเวลาว่าแล้วจะทำยังไง ทนายก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่รู้ ญาติผู้ใหญ่ที่จะมาสู้กับเขาก็ไม่มี สุดท้ายโดนส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำ”

หลังจากตกนรกอยู่ 9 คืน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ ชรินทร์ ถูกปล่อยตัวและได้รับเงินเยียวยา 20,000 บาท

อดีตแพะรับบาปรายนี้ บอกว่า คำสั่งยกเลิกการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งต่อตัวเจ้าหน้าที่เอง ผู้ต้องหา และสังคม

“ตอนแถลงข่าวว่าเราเลว เป็นโจร โด่งดังไปทั่วประเทศ สังคมพากันตัดสิน แต่ตอนแก้ข่าวมันไม่แพร่หลายขนาดนั้น  ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตยังตราหน้าว่าผมเป็นผู้กระทำความผิดเลย จากประสบการณ์ที่ได้รับ คำสั่งยกเลิกนั้นดีต่อทุกฝ่าย ทั้งการค้นหาหลักฐานเพื่อความชัดเจนขึ้นของเจ้าหน้าที่ และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวผู้ต้องหาเอง ไม่มีอะไรเสียหายเลย”

น่าติดตามว่า คำสั่งดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าค่านิยมแบบไทยๆ ในการแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้หรือไม่

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป

 อ่านบทสัมภาษณ์ ชรินทร์ ช้ำเกตุ เต็มๆ ได้ที่ เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย “ชรินทร์ ช้ำเกตุ”
http://www.posttoday.com/analysis/interview/445437

 

ทางออกซิกา…ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452891

ทางออกซิกา...ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ว่ากรมควบคุมโรคจะยืนยันว่า ไวรัสซิกาในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดหนัก แต่ตัวเลขที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นประปรายในบางจังหวัด รวมถึงสถานการณ์ประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ที่มีผู้ป่วยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำถามก็คือว่าประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับโรคนี้อย่างไรให้ “ปลอดภัย” กับประชาชนทุกคน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเสวนา “ซิกา ไวรัสร้าย ภัยเงียบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อมูลพื้นฐาน และข้อเสนอแนะต่อการจัดการของกระทรวงสาธารณสุข

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ไวรัสซิกามีคุณสมบัติคล้ายกับไวรัสอื่นที่มาจากยุง รวมถึงเหมือนไข้เลือดออกตรงที่มีเลือดออก มีอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ รวมถึงมีบางรายที่มีอาการทางสมอง

“ไวรัสซิกาจะอาศัยระบบภูมิคุ้มกันในผิวหนัง-ในเลือด เสริมพลังให้ตัวเอง ทำให้ผิวหนังบวม ก่อนจะเรียกภูมิคุ้มกันในหลอดเลือดวิ่งเข้ามา แล้วเปลี่ยนภูมิคุ้มกันของเราให้เป็นพวกของไวรัส แล้วล่องลอยเข้าไปหาอวัยวะต่างๆ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เล่าให้ฟัง

ทั้งนี้ ไวรัสซิกาจะชอบเด็กในท้อง และเมื่อติดเชื้อเด็กในท้อง จะสามารถติดได้ทุกอายุครรภ์ ถึงเด็กที่คลอดออกมา หัวจะไม่ลีบในทันที แต่ก็มีโอกาสที่จะแสดงอาการหลังจากนั้นอีกหลายปี ส่วนผู้ใหญ่แม้จะมีอาการน้อย แต่ถ้ามีก็รุนแรง

“ไวรัสซิกามันฉลาดตรงที่สามารถตรงเข้ารกได้ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวจะมีเซลล์คอยป้องกันเชื้อโรค แต่ไวรัสชนิดนี้สามารถผ่านเซลล์ที่อยู่ในรกที่จะเข้าตัวเด็กได้ รกเป็นบ้านของมัน ปล่อยเชื้อให้เด็ก แล้วเอาหัวเด็กเป็นบ้านมัน ฝังตัวอยู่ในนั้น หัวเด็กจะลีบ มีช่องตรงสมองมหาศาล”

ทั้งนี้ อยากเสนอไปยัง สวทช.ให้รีบออกโลชั่นฉีดยุงที่สามารถป้องกันยุงได้ และต้องไม่อันตรายต่อเด็ก ส่วนอาการของผู้ที่ติดเชื้อนั้น เห็นชัดแล้วว่าในเด็กสามารถแสดงออกในช่วงอายุใดก็ได้ จึงยากมากที่จะบอกว่าเด็กได้รับเชื้อแล้วปลอดภัยหรือไม่ หรือมีใครติดเชื้อหรือไม่ เพราะฉะนั้นนโยบายรัฐควรทำเสมือนว่ามีการระบาดทั่วประเทศแล้ว และคุมเข้มทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังขั้นสูงสุด

ขณะที่ นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถรวบรวมตัวเลขผู้ป่วยไข้ซิกาได้ยากมาก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ และในคนที่มีอาการก็จะมีอาการน้อย ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไปรักษาในคลินิกเอกชนมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ หรือบางคนที่อาการไม่รุนแรง อาจจะไม่ไปพบแพทย์ด้วยซ้ำ จึงทำให้หลุดตัวเลขของคนป่วยเหล่านี้ไป

ส่วนในแง่การควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ไข้ซิกาใช้วิธีการควบคุมป้องกันโรคไม่ต่างจากไข้เลือดออกมาก คือการควบคุมยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัด นอกจากนี้ ไข้เลือดออกยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม อยากเปรียบเทียบให้เห็นว่าในไข้เลือดออกนั้น หากผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส ยังมีโอกาสรักษา ควบคุมเชื้อ ไม่ให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต แต่สำหรับไข้ซิกาไม่มีโอกาสที่สอง เพราะเมื่อมีการติดเชื้อแล้วจะไม่สามารถแก้ให้เด็กหาย “หัวฟีบ” หรือทำให้เด็กเป็นปกติได้

“ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการควบคุมยุงเป็นเรื่องยาก เพราะบ้านทุกคนมียุง การจะให้บุคลากรสาธารณสุขไปควบคุมทุกบ้านนั้นทำไม่ได้แน่นอน จึงต้องอาศัยการควบคุมอย่างเข้มแข็ง ฉะนั้น ทุกครัวเรือนอาจต้องดูแลลูกน้ำยุงลาย หรือกำจัดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกันลูกน้ำในบ้านให้หมด หรือถ้ารู้สึกว่ายุงเยอะก็ฉีดยุงทันทีเลย เพื่อให้ปลอดภัยทั้งไข้เลือดออก ทั้งซิกา” นพ.ยงเจือ ระบุ

ด้าน ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ประธานคลัสเตอร์สุขภาพและการแพทย์ สวทช. กล่าวว่า จากข้อมูลทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า หากมีความเสี่ยงต่อการระบาดมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง การให้ “ชะลอการตั้งครรภ์” อาจเป็นทางเลือก แต่ปัจจุบันการระบาดในประเทศไทยอาจยังไม่ถึงจุดนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรจะถูกยุงกัด ส่วนผู้ที่ประสงค์จะมีบุตร หากควบคุมไม่ให้ยุงกัดไม่ได้ ก็ยังไม่ควรตั้งครรภ์

สำหรับประเทศไทยมีไวรัสซิกาอยู่นานแล้ว แต่ไม่มีการระบาด ซึ่งต่างจากบราซิลหรือประเทศอื่นที่มีการระบาดอย่างกว้างขวาง ขณะนี้เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเวลามันไม่ระบาด เราก็มี 2 ทางเลือก คือ เป็นอย่างนี้ต่อไป หรือเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น แต่แนวโน้มขณะนี้คิดว่าน่าจะยังไม่ระบาด

 

รายงานพิเศษ : เดินหน้าพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239441

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการเดินทางตั้งแต่วันเริ่มต้น มาถึงปัจจุบัน ครบ 44 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับ ดูแล ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ให้มีความมั่นคงแข็งแรง ให้ขบวนการสหกรณ์เป็นองค์กรหลักในการสร้างความเข้มแข็ง สร้างความกินดีอยู่ดี สร้างความรักสามัคคีของคนระดับฐานรากของประเทศ ปัจจุบันมีคนในขบวนการสหกรณ์ 11 ล้านครัวเรือนหรือ 33 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ

ในปีที่ผ่านมา การทำงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทั้ง 2 ท่านมีความตั้งใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็ง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ปี 2559-2560 และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้มีพันธะสัญญากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ว่า ภายใน 2 ปี จะเร่งดำเนินการให้สหกรณ์ในประเทศไทย 60% ยกระดับขึ้นเป็นสหกรณ์ชั้น 1 เป็นสหกรณ์ชั้น 2 ที่มีความเข้มแข็ง 30% ส่วนสหกรณ์ชั้น 3 ที่ยังมีข้อบกพร่อง อาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจในการดำเนินงาน และมีเรื่องการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง จะลดลงเหลืออย่างน้อย 5%

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขบวนการสหกรณ์ถือเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญ เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเร่งด่วนในหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการเร่งรัดและยกระดับ หรือปฏิรูปการทำเกษตร เครื่องมือที่สำคัญและจะสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดจะต้องผ่านสหกรณ์ ดังนั้นในปี 2560 เราอยากเห็นสหกรณ์มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับในการที่จะทำให้เกษตรกรเกิดความเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง ถ้าสหกรณ์เข้มแข็งก็สามารถช่วยเหลือมวลสมาชิกให้เกิดความมั่นคงในการดำรงชีวิต รวมทั้งกิจการตามความมุ่งหมายของสหกรณ์

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า การดำเนินการที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการให้กับรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การดำเนินนโยบายประชารัฐ ในการดูแลพี่น้องประชาชน รวมทั้งมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาฝ่ายจัดการของสหกรณ์ รวมถึงบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย และได้ร่วมมือกับกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ ในการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนสมาชิก หรือ Motor Pool พร้อมกับส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นแม่ข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งผ่านการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

สำหรับในปี 2560 สิ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเดินหน้าต่อไปคือ นำภารกิจที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาทำให้เกิดผลสำเร็จ เช่นนโยบาย 6 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) การขับเคลื่อนระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และมาตรการธนาคารสินค้าเกษตร รวมทั้งวางแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาสหกรณ์สู่ Smart Coop เป็นสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง เป็นกลไกและเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความยั่งยืน โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับ และให้ความสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางมงคลของคนในขบวนการสหกรณ์ ในการน้อมนำเพื่อนำไปดำเนินการ ที่ผ่านมาเห็นภาพของความเข้มแข็งทุกสหกรณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารงาน โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้เกษตรกร และสมาชิกสหกรณ์ มีความกินดีอยู่ดี มีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต และมีความยั่งยืนในการดำรงอาชีพโดยได้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทิศทางในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ได้ตั้งปรัชญาการทำงานในปี 2560 ว่า “Back to Members” ซึ่งขบวนการทุกอย่างของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมุ่งสร้างไปสู่ความเข้มแข็งของสมาชิก โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ให้เป็น Smart Officer พร้อมมุ่งพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งให้เป็น Smart Coop และพัฒนาเครือข่ายของขบวนการสหกรณ์ ทั้งด้านการตลาด ด้านการเงิน ด้านธุรกิจ และการเรียนรู้ให้เกิดเป็น Smart Network ในการทำงานให้มีความเข้มแข็ง เพราะเชื่ออย่างยิ่งว่าเครือข่ายที่มั่นคง และเข้มแข็ง จะทำให้สหกรณ์มีความเจริญรุ่งเรืองได้ สหกรณ์ไม่สามารถยืนอยู่คนเดียว (Stand Alone) การที่สหกรณ์จะมีความแข็งแรงในกิจกรรมที่มีความถนัด หรือเชี่ยวชาญ และนำกิจกรรมเหล่านั้นมาเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สร้างเครือข่ายให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท เป็นเนื้อในเดียวกัน การแบ่งสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ไม่ได้แบ่งแยกออกจากกัน แต่ตามกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสหกรณ์ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการเข้าไปส่งเสริม กำกับ ดูแล ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภทยังเป็นพี่น้องกัน ดังนั้น Network ทุกสหกรณ์จะต้องมาร่วมกัน และหลังสร้างสหกรณ์มี Network ที่เข้มแข็ง ธุรกิจของสหกรณ์ก็จะเป็น Smart Business โดยทั้ง 4 Smart กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสร้างให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อมุ่งเป้าไปสู่การเป็น “Smart Members” และเป็น “Back to Members” ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การดำเนินแผนงานในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะยึดแนวทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 12 ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยการนำระบบเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งหวัง และอยากเห็น Smart ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งเดินหน้าผลักดันให้สร้างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) โดยมีความคิดเห็นร่วมกันว่า การที่สหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็น Learning Organization เท่านั้น ที่จะทำให้ขบวนการสหกรณ์สามารถเติบโตมั่นคง และแข็งแรง พร้อมกับสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ขึ้นในระบบสหกรณ์ การสร้าง KM ในระบบการให้ความรู้ ระบบเทคโนโลยี และเครือข่ายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มุ่งหวังให้เกิดขึ้นในปี 2560 ซึ่งส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร เป็น “Smart Members” มีความกินดีอยู่ดี มีอาชีพมั่นคงตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวคิดและเป้าหมายดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายภาครัฐ และภาคเอกชน ขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง และงานริเริ่มใหม่ ในปี 2560 เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ จำนวน 12 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ 2.โครงการเพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในสถาบันเกษตรกร 3.โครงการศูนย์กลางบริหารเครื่องจักรกลการเกษตรระดับชุมชน 4.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินในพื้นที่ที่ ส.ป.ก. ยึดคืนด้วยระบบสหกรณ์ 5.โครงการส่งเสริมความเข้มแข็งกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่นิคมสหกรณ์ โดยใช้เครื่องมือ Agri-Map 6.โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดเมล็ดถั่วเหลืองแบบครบวงจรตามแนวทางประชารัฐ7.โครงการส่งเสริมตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) 8.โครงการสร้างระบบคุ้มครองทางการเงินแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ (เชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน)9.โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกร 10.โครงการพัฒนาบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์สู่การเป็น Smart officer 11.โครงการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนจัดการความเสี่ยงผลผลิตทางการเกษตร และรักษาสิ่งแวดล้อมของสมาชิกในสถาบันเกษตรกร และ 12.โครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาลในสหกรณ์ (Cooperative Governance)

รายงานพิเศษ : ‘กรมการข้าว’ส่งเสริมนาแปลงใหญ่ปี’59 ครบตามเป้า 301 แปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239256

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2558-2562 ของกรมการข้าวที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องข้าวในระยะยาวให้กับชาวนาทั้งประเทศ ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น สร้างความมั่นคงในอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด ผ่านการขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวของชาวนา

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ภายใต้โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ที่กรมการข้าวดำเนินการนั้น มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 รูปแบบคือรวมเกษตรกรทำนา โดยเกษตรกรจะร่วมกันผลิตปัจจัยใช้เองในกลุ่ม มีการวางแผนการผลิตร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่กรมการข้าวเข้าไปส่งเสริม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งได้ดำเนินการประมาณ 30 แปลง พอมาปี 2559 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมารวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกร ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีศักยภาพ เนื่องจากเป็นการรวมพลังเกษตรกรที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองได้ดียิ่งขึ้น

ฉะนั้น กรมการข้าวจึงได้ปรับรูปแบบโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 ให้สอดคล้องกับนโยบายเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งแต่เดิมการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ จะมุ่งไปที่ด้านการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ของชาวนา ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เพิ่มแนวทางการขับเคลื่อนเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ลดต้นการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ชาวนาจำหน่ายข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม

การขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว ด้านการลดต้นทุน เน้นการลดปัจจัยการผลิตและเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลดการใช้เมล็ดพันธุ์ และเปลี่ยนจากการทำนาหว่านเป็นการทำนาแบบประณีตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนาดำหรือนาหยอด เช่น การใช้เครื่องหยอดข้าวงอก สามารถลดการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิมที่เกษตรกรใช้อยู่ที่ 25-30 กก.ต่อไร่ เปลี่ยนมาทำหยอดจะลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือ 8-10 กก.ต่อไร่ ลดต้นทุนในส่วนของเมล็ดพันธุ์ลงได้ประมาณ 30% นอกจากนี้ เกษตรกรนาแปลงใหญ่ยังมีการตั้งกลุ่มผลิตปัจจัยการผลิตไว้ใช้ภายในกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มบริหารจัดการศัตรูข้าว กลุ่มผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรค่อนข้างลดลงอย่างเด่นชัด

เมื่อเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมคือทำนาแบบประณีตมากขึ้น ก็นำมาสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องของการตั้งกลุ่มบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในกลุ่ม มีการบริหารเครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน วางแผนการผลิตร่วมกัน ไม่ว่าจะผลิตเมล็ดพันธุ์จำนวนเท่าใดถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของสมาชิกแปลงใหญ่ หรือจะผลิตข้าวคุณภาพ GAP ขายเป็นข้าวเปลือกให้กับโรงสี หรือผลิตข้าวตลาดเฉพาะ เช่น ข้าว GI หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวต่างๆ เป็นต้น ก็จะมีการประชุมวางแผนร่วมกันก่อนการผลิต ที่เหลือก็เป็นส่วนของการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งแต่เดิมจะใช้การเชื่อมโยงตลาดผ่านสหกรณ์การเกษตร ต่อมาได้มีการบูรณาการภายใต้แนวทางประชารัฐ ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้นำสมาคมโรงสีข้าว ผู้ประกอบการเข้ามาสู่นาแปลงใหญ่ ทำให้ภาคการผลิตได้มีพบปะกับภาคการตลาดโดยตรง เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี

นายอนันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 กรมการข้าวสามารถดำเนินการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ ได้ครบตาม
เป้าหมายในพื้นที่ 58 จังหวัด 301 แปลง มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 53,473 ราย พื้นที่ 780,265 ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าผลที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายนาแปลงใหญ่ จะมีกลุ่มชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐานไว้ใช้เองและไว้กระจายพันธุ์ ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ จำนวน 15,000 ตัน และยังทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดีตันละ 1,500 บาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่ม 22.5 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวคุณภาพ สามารถผลิตข้าวเปลือกคุณภาพดีได้ 271,000 ตันข้าวเปลือก ที่สำคัญคือลดต้นทุนการผลิตได้ไม่ต่ำกว่าตันละ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่าปีแรก 271 ล้านบาท และปีต่อไป 542 ล้านบาท สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้ 15% จึงเป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 301 ชุมชน อีกทั้งยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนและเกษตรกรผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเองต่อไปได้

รายงานพิเศษ : 5ปี‘APTERR’องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินฯ เน้นทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนองค์กรสู่ความอย่างเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238873

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แอปเตอร์ (APTERR) องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม เผยผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
หลังจากมีการจัดตั้ง แอปเตอร์ (APTERR) ขึ้นตามความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR Agreement) ซึ่งลงนามรับรองโดยรัฐมนตรีด้านการเกษตรและป่าไม้ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งไทยก็ได้รับความไว้วางใจให้มีการจัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) ขึ้นในประเทศไทย โดยหวังให้เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ และมติของคณะมนตรีแอปเตอร์ (APTERR Council) ภายใต้การทำหน้าที่สำคัญประสานความช่วยเหลือให้แก่สมาชิก ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของโลกโดยประเทศไทยได้ออกกฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ (APTERR) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสำรองข้าวบริโภคยามเกิดภัยพิบัติในประเทศอาเซียน+3 ส่งผลให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีสถานะเป็นนิติบุคคล รวมทั้งได้รับความคุ้มครอง และได้รับเอกสิทธิ์บางประการจากประเทศไทย

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการทั่วไป สำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) เปิดเผยว่า แอปเตอร์ เป็นองค์กรความร่วมมือในระดับภูมิภาคของอาเซียนบวกสาม มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรองข้าวไว้สำหรับบริโภค เมื่อเกิดความจำเป็นกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน และเพื่อมนุษยธรรม อันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในประเทศสมาชิก รวม 13 ประเทศ โดยได้พัฒนามาจากกลไกการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียน หรือ ASEAN Emergency Rice Reserve (AERR) ภายใต้ความตกลงการสำรองอาหารแห่งอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve (AFSR) ซึ่งลงนามในปี 2522 ระยะนั้นได้มีการร่วมกันระดมข้าวสารสำรองไว้ยามฉุกเฉินในระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวนรวมทั้งสิ้น 87,000 ตัน ต่อมาจนกระทั่งปี 2546 ได้มีการขยายขอบเขตสมาชิก รวมอีก 3 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้โครงการนำร่อง EAERR หรือ East Asia Emergency Rice Reserve ทำให้ปริมาณข้าวสารสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 787,000 ตัน โดยจำนวน 700,000 ตันมาจากประเทศบวกสามที่เพิ่มเข้ามา จนในที่สุดเห็นว่าความร่วมมือสำรองข้าวก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากแก่ประชาชนของประเทศสมาชิก จึงพัฒนา EAERR ให้เป็นองค์กรที่มั่นคงถาวร ซึ่งตามความตกลงที่ทำขึ้น ณ ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย รวมทั้งการประชุมที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้เกิดสำนักงานแอปเตอร์ขึ้นในประเทศไทยเป็นทางการตั้งแต่ ปี 2556

โดยองค์ประกอบหรือกลไกหลักในการทำงานของแอปเตอร์ ได้แก่ (1) องค์คณะบริหารสูงสุดที่เรียกว่า คณะมนตรี (APTERR Council) ประกอบไปด้วยผู้แทนประเทศสมาชิกที่เป็นข้าราชการอาวุโส ทำหน้าที่ควบคุมกำกับและตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ มีการประชุมกันปีละ 1 ครั้ง (2) กองทุนแอปเตอร์ (APTERR Fund) เป็นเงินสะสมที่ประเทศสมาชิกบริจาคตามข้อตกลงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ (3) ระเบียบข้อบังคับต่างๆ (Rules and Procedures) เช่น ข้อบังคับด้านการบริหาร ด้านการเงิน ด้านการระบายและเติมเต็มข้าว เพื่อใช้เป็นแนวทางและควบคุมกำกับการดำเนินงานของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ (4) สต๊อกข้าวในรูปสัญญา หรือ earmarked รวม 787,000 ตัน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องสำรองไว้ในแต่ละประเทศ

นายชาญพิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางการดำเนินงานของแอปเตอร์นั้น หลักๆ คือ การสำรองข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารและช่วยเหลือประเทศสมาชิกของแอปเตอร์ ประกอบไปด้วย 3 รูปแบบ (Tier) คือ Tier 1 เป็นการสำรองข้าวสารไว้สำหรับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน จัดเป็น Earmarked Reserve ประเภทที่ 1 Tier 2 เป็นการสำรองข้าวสารไว้สำหรับการทำสัญญาซื้อขายเมื่อขณะหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว จัดเป็น Earmarked Reserve ประเภทที่ 2 และ Tier 3 เป็นการระดมข้าวโดยการบริจาคข้าวสารหรือตัวเงิน เพื่อจัดหาข้าวสารตามความสมัครใจเพื่อช่วยเหลือประทศสมาชิกแบบให้เปล่ากรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน หรือเพื่อมนุษยธรรม จัดเป็น Stockpiled Reserve ซึ่งผลการดำเนินงานช่วยเหลือนับตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการระดมข้าวสารตาม Tier 3 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในประเทศสมาชิกที่ประสบภัยธรรมชาติ เช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และไทย รวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ตัน โดยผู้บริจาคที่สำคัญ คือ ไทย ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม
(APTERR) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากประเทศสมาชิกด้วยดีตลอดมา อีกทั้งประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในการเข้าร่วมจัดตั้งแอปเตอร์ นอกเหนือจากเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจและมิตรไมตรีจิตพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือเพื่อนบ้านด้านความมั่นคงทางอาหารในฐานะเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวและส่งออกรายใหญ่ของโลกแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นการช่วยบริหารจัดการโควตาข้าวเพื่อส่งออกจำหน่ายในตลาดอาเซียนบวกสามของไทย ได้อีกถึงปีละ 15,000 ตัน ซึ่งอนาคตจะมีการเพิ่มปริมาณสำรองให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ด้านการตลาดของประเทศที่เชื่อมโยงกับมาตรการด้านการตลาดข้าวของรัฐ สำหรับการนำเอาข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรงเข้ามาเก็บสำรองไว้สำหรับขาย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับราคาที่เป็นธรรมจากการขายข้าวเปลือก ซึ่งนำไปสู่ราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้น เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวอย่างแท้จริง

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเลขานุการแอปเตอร์ โทร. 0-2579-4816,
0-2579-4817 หรือ www.APTERR.org

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ปลื้ม คว้า2รางวัลแห่งความภาคภูมิใจจากก.พ.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238642

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากความมุ่งมั่น พัฒนา ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ วันนี้ประสบผลอย่างเด่นชัดแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากรางวัลการันตีจากสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐหมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม และรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (Thailand Public Service Awards) ประเภทรางวัล การพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน “ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เพิ่งได้รับจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมกองทัพเรือ

สำหรับรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐหมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม เป็นปีแรกที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ผลักดันจนประสบความสำเร็จและได้รับรางวัล ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลสูงสุดที่เชิดชูเกียรติ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และกลไกการบริหารรางวัลด้วยแนวคิด “การปรับปรุงทีละขั้น” ซึ่งการดำเนินการเพื่อก้าวสู่เส้นทางแห่งรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม เกิดจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มุ่งพัฒนาองค์การมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารกรมฯ มีการกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนขับเคลื่อนและสื่อสารวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของกรมไปสู่การปฏิบัติ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและมีจริยธรรม รวมทั้งคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมิได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อปัญหาในระบบสหกรณ์

อีกทั้งยังส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข็มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะส่งผลให้สหกรณ์เป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างองค์การพัฒนาบุคลากร และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพไว้ในแผนกลยุทธ์กรมส่งเสริมสหกรณ์ พ.ศ. 2555-2559 เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “มุ่งพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะทำงาน ชุดต่างๆ เพื่อผลักดันงาน ตามยุทธศาสตร์ กำหนดเป็นเป้าประสงค์ ตัวชี้วัด จัดทำแผนโครงการถ่ายทอดเป้าหมายสู่หน่วยงานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งมั่นรักษาระดับคุณภาพตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมุ่งพัฒนามุ่งสู่รางวัลคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ส่วนรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (Thailand Public Service Awards) ประเภทรางวัล การพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน “ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี เกิดจากความร่วมมือของข้าราชการสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี และสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ที่เล็งเห็นถึงปัญหาหนี้ค้างชำระและรายได้ที่ไม่เพียงพอของสมาชิก นำมาซึ่งการจัดทำแผนที่ช่วยแก้ไขปัญหาของมวลสมาชิก ผ่านเกิดโครงการต่างๆ ส่งผลให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีภาระหนี้สินลดลง มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว แต่ที่กรมภาคภูมิใจยิ่งกว่า คือการที่ทำให้สมาชิกสหกรณ์กินดีอยู่ดี สามารถลืมตาอ้าปาก เลี้ยงครอบครัวตัวเองได้

 

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยเล็บมือนาง’ พืชเศรษฐกิจอนาคตไกลของภาคใต้ตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238351

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กล้วยเล็บมือนาง เป็นพืชท้องถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ปลูกรวม 8,000 ไร่ โดยจังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 6,000 ไร่

นายสมชาย ทองเนื้อห้า ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กล่าวว่า กล้วยเล็บมือนางเป็นพืชท้องถิ่นที่มีความสำคัญของพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร เนื่องจากจังหวัดชุมพรเป็นแหล่งปลูกกล้วยเล็บมือนางที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนบน อีกทั้งมีตลาดรองรับที่แน่นอนทั้งในด้านของการขายผลสดและแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ได้รับความนิยมของจังหวัดชุมพร แต่ด้วยข้อจำกัดในช่วงที่ผ่านมาคือเกษตรกรมีการปลูกกล้วยเล็บมือนางตามวิถีของเกษตรกรไม่ได้มีหลักวิชาการหรือการจัดการที่เหมาะสม อาจทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพหรือผลผลิตออกมาสม่ำเสมอเท่าที่ควร

กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จึงได้ทำโครงการการวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนขึ้นมา เพื่อหาเทคโนโลยีการผลิตกล้วยเล็บมือนางที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ระบบการจัดการแปลง การบำรุงดูแลรักษา การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพร้อมกันนี้ก็ได้ทำการคัดเลือกสายต้นกล้วยเล็บมือนางที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งสายต้นที่เหมาะกับการรับประทานเป็นผลสด และสายต้นที่เหมาะกับการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกล้วยเล็บมือนางอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการมากขึ้น รวมทั้งให้การตรวจและรับรองแหล่งปลูกกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ โดยให้ใบรับรองสัญลักษณ์ Q เพื่อเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

นายอุดมพร เสือมาก นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 เป็นการสำรวจ รวบรวมพันธุ์กล้วยเล็บมือนางที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งมีอยู่จำนวน 21 สายต้น คัดเลือกเหลือเพียง 9 สายต้น เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร จนได้พันธุ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จากการทดสอบพบว่าสายต้นที่มีความเหมาะสมในการบริโภคผลสดเป็นพันธุ์นครศรีธรรมราช 1 ด้วยลักษณะเนื้อแน่น เนื้อเหนียว รสหวาน กลิ่นหอม ให้ผลผลิตสูง ขณะที่สายต้นชุมพร 8 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับนำไปแปรรูป เนื่องจากให้ผลผลิตสูง ลักษณะผลใหญ่ การจัดเรียงของผลสวยงาม ซึ่งเหมาะที่จะนำไปแปรรูปทั้งกล้วยอบ กล้วยฉาบ กล้วยเคลือบช็อกโกแลต เป็นต้น

นอกจากนี้ ในการศึกษาวิจัยยังได้สำรวจปัญหาการผลิตและนำมาทดสอบวิธีการแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร ได้แก่ ระยะปลูก การไว้หน่อ การให้ปุ๋ย การห่อเครือ การตัดแต่งใบ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งหัวใจสำคัญของผลิตกล้วยเล็บมือนางให้มีคุณภาพ นอกจากสายพันธุ์ที่เหมาะสมแล้ว การจัดการสวนอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการตัดแต่งหน่อ เนื่องจากกล้วยเล็บมือนางต้องตัดแต่งหน่อทุกๆ 3 เดือน และไว้หน่อจำนวน 4 หน่อต่อกอ หากไม่ตัดแต่งหน่อให้เหมาะสม จะส่งผลให้เครือกล้วยมีขนาดเล็ก เพราะหน่อจะไปแย่งชิงอาหารจากต้นแม่ ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ขายได้ราคาที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ส่วนงานวิจัยระยะที่ 2 เริ่มปี 2559-2564 เป็นการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง โดยการนำพันธุ์ที่รวบรวมได้มาศึกษาและขอการรับรองพันธุ์ ทั้งเพื่อการบริโภคสดและเพื่อการแปรรูป ซึ่งคาดว่าภายในปี 2561 กรมวิชาการเกษตรจะประกาศรับรองพันธุ์กล้วยเล็บมือนางดังกล่าว สามารถแนะนำให้เกษตรกรได้นำพันธุ์ไปปลูกอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของตลาดที่ปัจจุบันยังมีความต้องการกล้วยเล็บมือนางที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสมชาย อินทรมณี เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยเล็บมือนางหมู่ที่ 7 ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า แต่เดิมตนมีพื้นที่ปลูกยางพาราอยู่ 10 ไร่ พอสวนยางพาราอายุ 25 ปี ก็ต้องโค่นทิ้งจึงอยากปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสาน คือ ปาล์มน้ำมันและทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่ต้องอาศัยระยะเวลานาน กว่าผลผลิตจะสามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ จึงได้ตัดสินใจปลูกกล้วยเล็บมือนาง ซึ่งเป็นพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นและตลาดมีความต้องการสูง เป็นพืชที่จะสร้างรายได้ในช่วงที่รอผลผลิตหลัก โดยได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านที่ปลูกมาก่อนรวมถึงได้รับความรู้ตามหลักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร ทั้งการแนะนำพันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ารวมถึงวิธีการจัดการต่างๆ ซึ่งตนปลูกกล้วยเล็บมือนางจำนวน 250 ต้น ในพื้นที่ 10 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก. ต่อรอบ การเก็บเกี่ยว (ทุกๆ 3 สัปดาห์) สามารถจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดพ่อตาหินช้าง ในอำเภอท่าแซะได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยผลผลิตกล้วยเล็บมือนางของสวนตนจะได้รับความนิยมจากตลาดมากเพราะผลผลิตเครือใหญ่ หวีใหญ่ ผลเรียงสวย เป็นที่ต้องการในการจำหน่ายเพื่อบริโภคผลสด โดยขายได้ราคา 10-12 บาทต่อกก.ทำให้ตนมีรายได้เฉลี่ย 6,000-7,000 บาทต่อรอบเก็บเกี่ยวนับเป็นรายได้ที่ดีและสามารถสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรได้ เพราะตลาดกล้วยเล็บมือนางยังเปิดกว้างอีกมาก