รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ปลื้ม คว้า2รางวัลแห่งความภาคภูมิใจจากก.พ.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238642

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากความมุ่งมั่น พัฒนา ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ วันนี้ประสบผลอย่างเด่นชัดแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากรางวัลการันตีจากสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐหมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม และรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (Thailand Public Service Awards) ประเภทรางวัล การพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน “ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เพิ่งได้รับจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมกองทัพเรือ

สำหรับรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐหมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม เป็นปีแรกที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ผลักดันจนประสบความสำเร็จและได้รับรางวัล ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลสูงสุดที่เชิดชูเกียรติ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และกลไกการบริหารรางวัลด้วยแนวคิด “การปรับปรุงทีละขั้น” ซึ่งการดำเนินการเพื่อก้าวสู่เส้นทางแห่งรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1 ด้านการนำองค์การและรับผิดชอบต่อสังคม เกิดจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มุ่งพัฒนาองค์การมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารกรมฯ มีการกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนขับเคลื่อนและสื่อสารวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมของกรมไปสู่การปฏิบัติ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและมีจริยธรรม รวมทั้งคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมิได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อปัญหาในระบบสหกรณ์

อีกทั้งยังส่งเสริมและพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข็มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงอันจะส่งผลให้สหกรณ์เป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างองค์การพัฒนาบุคลากร และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพไว้ในแผนกลยุทธ์กรมส่งเสริมสหกรณ์ พ.ศ. 2555-2559 เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “มุ่งพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะทำงาน ชุดต่างๆ เพื่อผลักดันงาน ตามยุทธศาสตร์ กำหนดเป็นเป้าประสงค์ ตัวชี้วัด จัดทำแผนโครงการถ่ายทอดเป้าหมายสู่หน่วยงานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งมั่นรักษาระดับคุณภาพตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมุ่งพัฒนามุ่งสู่รางวัลคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ส่วนรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (Thailand Public Service Awards) ประเภทรางวัล การพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น จากผลงาน “ฝ่าวิกฤติปลดหนี้ด้วยวิถีสหกรณ์ : สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด” สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี เกิดจากความร่วมมือของข้าราชการสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี และสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ที่เล็งเห็นถึงปัญหาหนี้ค้างชำระและรายได้ที่ไม่เพียงพอของสมาชิก นำมาซึ่งการจัดทำแผนที่ช่วยแก้ไขปัญหาของมวลสมาชิก ผ่านเกิดโครงการต่างๆ ส่งผลให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีภาระหนี้สินลดลง มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว แต่ที่กรมภาคภูมิใจยิ่งกว่า คือการที่ทำให้สมาชิกสหกรณ์กินดีอยู่ดี สามารถลืมตาอ้าปาก เลี้ยงครอบครัวตัวเองได้

 

รายงานพิเศษ : ‘กล้วยเล็บมือนาง’ พืชเศรษฐกิจอนาคตไกลของภาคใต้ตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238351

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กล้วยเล็บมือนาง เป็นพืชท้องถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบน มีพื้นที่ปลูกรวม 8,000 ไร่ โดยจังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 6,000 ไร่

นายสมชาย ทองเนื้อห้า ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กล่าวว่า กล้วยเล็บมือนางเป็นพืชท้องถิ่นที่มีความสำคัญของพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร เนื่องจากจังหวัดชุมพรเป็นแหล่งปลูกกล้วยเล็บมือนางที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนบน อีกทั้งมีตลาดรองรับที่แน่นอนทั้งในด้านของการขายผลสดและแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ได้รับความนิยมของจังหวัดชุมพร แต่ด้วยข้อจำกัดในช่วงที่ผ่านมาคือเกษตรกรมีการปลูกกล้วยเล็บมือนางตามวิถีของเกษตรกรไม่ได้มีหลักวิชาการหรือการจัดการที่เหมาะสม อาจทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพหรือผลผลิตออกมาสม่ำเสมอเท่าที่ควร

กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จึงได้ทำโครงการการวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนขึ้นมา เพื่อหาเทคโนโลยีการผลิตกล้วยเล็บมือนางที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ระบบการจัดการแปลง การบำรุงดูแลรักษา การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพร้อมกันนี้ก็ได้ทำการคัดเลือกสายต้นกล้วยเล็บมือนางที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งสายต้นที่เหมาะกับการรับประทานเป็นผลสด และสายต้นที่เหมาะกับการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกล้วยเล็บมือนางอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการมากขึ้น รวมทั้งให้การตรวจและรับรองแหล่งปลูกกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ โดยให้ใบรับรองสัญลักษณ์ Q เพื่อเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

นายอุดมพร เสือมาก นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยเล็บมือนางในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 เป็นการสำรวจ รวบรวมพันธุ์กล้วยเล็บมือนางที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งมีอยู่จำนวน 21 สายต้น คัดเลือกเหลือเพียง 9 สายต้น เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร จนได้พันธุ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จากการทดสอบพบว่าสายต้นที่มีความเหมาะสมในการบริโภคผลสดเป็นพันธุ์นครศรีธรรมราช 1 ด้วยลักษณะเนื้อแน่น เนื้อเหนียว รสหวาน กลิ่นหอม ให้ผลผลิตสูง ขณะที่สายต้นชุมพร 8 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับนำไปแปรรูป เนื่องจากให้ผลผลิตสูง ลักษณะผลใหญ่ การจัดเรียงของผลสวยงาม ซึ่งเหมาะที่จะนำไปแปรรูปทั้งกล้วยอบ กล้วยฉาบ กล้วยเคลือบช็อกโกแลต เป็นต้น

นอกจากนี้ ในการศึกษาวิจัยยังได้สำรวจปัญหาการผลิตและนำมาทดสอบวิธีการแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร ได้แก่ ระยะปลูก การไว้หน่อ การให้ปุ๋ย การห่อเครือ การตัดแต่งใบ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งหัวใจสำคัญของผลิตกล้วยเล็บมือนางให้มีคุณภาพ นอกจากสายพันธุ์ที่เหมาะสมแล้ว การจัดการสวนอย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการตัดแต่งหน่อ เนื่องจากกล้วยเล็บมือนางต้องตัดแต่งหน่อทุกๆ 3 เดือน และไว้หน่อจำนวน 4 หน่อต่อกอ หากไม่ตัดแต่งหน่อให้เหมาะสม จะส่งผลให้เครือกล้วยมีขนาดเล็ก เพราะหน่อจะไปแย่งชิงอาหารจากต้นแม่ ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ขายได้ราคาที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ส่วนงานวิจัยระยะที่ 2 เริ่มปี 2559-2564 เป็นการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง โดยการนำพันธุ์ที่รวบรวมได้มาศึกษาและขอการรับรองพันธุ์ ทั้งเพื่อการบริโภคสดและเพื่อการแปรรูป ซึ่งคาดว่าภายในปี 2561 กรมวิชาการเกษตรจะประกาศรับรองพันธุ์กล้วยเล็บมือนางดังกล่าว สามารถแนะนำให้เกษตรกรได้นำพันธุ์ไปปลูกอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของตลาดที่ปัจจุบันยังมีความต้องการกล้วยเล็บมือนางที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสมชาย อินทรมณี เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยเล็บมือนางหมู่ที่ 7 ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า แต่เดิมตนมีพื้นที่ปลูกยางพาราอยู่ 10 ไร่ พอสวนยางพาราอายุ 25 ปี ก็ต้องโค่นทิ้งจึงอยากปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสาน คือ ปาล์มน้ำมันและทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่ต้องอาศัยระยะเวลานาน กว่าผลผลิตจะสามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ จึงได้ตัดสินใจปลูกกล้วยเล็บมือนาง ซึ่งเป็นพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นและตลาดมีความต้องการสูง เป็นพืชที่จะสร้างรายได้ในช่วงที่รอผลผลิตหลัก โดยได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านที่ปลูกมาก่อนรวมถึงได้รับความรู้ตามหลักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชุมพร ทั้งการแนะนำพันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ารวมถึงวิธีการจัดการต่างๆ ซึ่งตนปลูกกล้วยเล็บมือนางจำนวน 250 ต้น ในพื้นที่ 10 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กก. ต่อรอบ การเก็บเกี่ยว (ทุกๆ 3 สัปดาห์) สามารถจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดพ่อตาหินช้าง ในอำเภอท่าแซะได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยผลผลิตกล้วยเล็บมือนางของสวนตนจะได้รับความนิยมจากตลาดมากเพราะผลผลิตเครือใหญ่ หวีใหญ่ ผลเรียงสวย เป็นที่ต้องการในการจำหน่ายเพื่อบริโภคผลสด โดยขายได้ราคา 10-12 บาทต่อกก.ทำให้ตนมีรายได้เฉลี่ย 6,000-7,000 บาทต่อรอบเก็บเกี่ยวนับเป็นรายได้ที่ดีและสามารถสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรได้ เพราะตลาดกล้วยเล็บมือนางยังเปิดกว้างอีกมาก

รายงานพิเศษ : พัฒนาแหล่งน้ำ….กับความรับผิดชอบต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236644

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมชลประทาน แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน และการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการป้องกันบรรเทาภัยที่เกิดจากน้ำก็ตาม แต่อีกภารกิจหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่หลักดังกล่าว กรมชลประทานให้ความสำคัญเช่นกันก็คือ “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” (CSR-Corporate Social Responsibility)

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แม้จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กรมชลประทานก็พยายามที่จะลดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยได้กำหนดเป็นนโยบายว่า หากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำกระทบพื้นที่ป่าเท่าไร จะต้องปลูกป่าทดแทนไม่น้อยกว่า 2 เท่า ที่ผ่านมาได้ปลูกป่าไปแล้วไม่น้อยกว่า 90,000 ไร่ รวมทั้งยังได้โอนผืนน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ คืนให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช และกรมป่าไม้ หลังจากการก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อที่จะให้น้ำอยู่ควบคู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของป่าตลอดไป

นอกจากนี้กรมชลประทานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ ยังเข้าไปดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำ หรือฝายแม้ว เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ลดการชะล้างพังทลายของดิน และลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำธาร ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินบางส่วน ช่วยกักเก็บตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วย ทำให้คุณภาพของน้ำมีตะกอนปะปนน้อยลง และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยรอบ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของสัตว์ป่า ตลอดจนสามารถนำมาใช้เพื่อการเกษตรได้อีกด้วย

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมชลประทาน ให้ความสำคัญในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมหลากหลายโครงการ ล่าสุดได้ร่วมกับสถานีวิทยุ จส.100 และ สมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นสมาคมของผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อในการทำงานเพื่อสังคม ดำเนินโครงการเพื่อสังคมเพิ่มอีก 2 โครงการคือ

1.โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคมอีกโครงการหนึ่งที่ต้องการสร้างความทัดเทียมให้พื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ และยังขาดแคลนน้ำดื่ม ได้มีน้ำดื่มที่สะอาดไว้บริโภคตลอดทั้งปี โดยได้นำร่องดำเนินการประสบผลสำเร็จมาแล้วที่ โรงเรียนบ้านหนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ติดชายแดนไทย-พม่า ทำให้นักเรียนกว่า 200 คน และชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงเรียน มีน้ำดื่มที่สะอาดและได้มาตรฐานบริโภค

สำหรับการดำเนินโครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารนั้น กรมชลประทานและสมาคมยี่สิบสองนอจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญและประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม โดยจะพิจารณาขนาดระบบกรองน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการ โดยที่โรงเรียนบ้านหนองหลวงนั้น ได้ติดตั้งระบบกรองน้ำประกอบด้วยถังเก็บน้ำดิบขนาด 2,000 ลิตร เพื่อรับน้ำที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปี จากนั้นจะต่อท่อเข้าสู่ระบบกรองที่ทันสมัย 7 ขั้นตอน ทำให้ได้ทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ที่สะอาด โดยน้ำดื่มจะถูกนำมาเก็บไว้ในถังพักน้ำขนาด 1,000 ลิตร ซึ่งระบบกรองน้ำดังกล่าวได้มีการตรวจสอบแล้วว่า น้ำที่ผ่านการกรองมีคุณภาพมาตรฐานสามารถนำไปบริโภคได้

และ 2.โครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โครงการนี้กรมชลประทานได้เล็งเห็นว่า สายตาเป็นเรื่องที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ และในพื้นที่ที่ประชาชนมีรายได้น้อยขาดโอกาสที่จะดูแลสุขภาพตาที่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสมองเห็นได้ชัดเจนสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ตลอดจนได้รับการแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพตาที่ถูกต้อง กรมชลประทานร่วมกับสมาคมยี่สิบสองนอจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยจะเข้าไปดำเนินการตรวจวัดสายตาประกอบแว่น ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมกับมอบแว่นสายตา และแว่นป้องกันแสงยูวี ให้กับประชาชนที่เข้ามาตรวจวัดฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ทั้งนี้ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ออกหน่วยปฏิบัติงานดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วที่ บ้านหนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ปรากฏว่ามีประชาชนในพื้นที่เข้ามาตรวจวัดสายตามากกว่า 150 คน และที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาตรวจวัดสายตามากกว่า 200 คน

นายชาตรี บุญเกษม นายกสมาคมยี่สิบสองนอ กล่าวว่า สมาคมได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปีแล้ว เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ต้องการทำงานช่วยเหลือสังคม ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือสังคมที่หลากหลายโครงการ เช่น โครงการอาคารเรียนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง โครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ โครงการเพื่อการอนุรักษ์พืชสัตว์และสิ่งแวดล้อม โครงการน้ำดื่มสะอาดเพื่อถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น

สำหรับโครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารนั้น สมาคมได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้มีจิตกุศลบริจาคเครื่องมือตรวจวัดสายตาที่ทันสมัย มูลค่านับล้านบาทให้กับสมาคมเพื่อใช้ในการออกปฏิบัติงาน และการร่วมดำเนินกิจกรรมโครงการแว่นตากับกรมชลประทานในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลได้รับการตรวจวัดสายตาที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน ซึ่งสมาชิกสมาคมที่เข้าร่วมปฏิบัติทุกคนจะผ่านการฝึกอบรมจากจักษุแพทย์และผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการตรวจวัดสายตา นอกจากนี้ถ้าหากในการออกปฏิบัติงานโครงการแว่นตามีจักษุแทพย์ร่วมด้วย ก็จะดำเนินตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคตาเบื้องต้น แนะนำการดูแลสุขภาพตาที่ถูกต้อง รวมทั้งตรวจรักษาโรคทั่วไปให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ออกปฏิบัติการนั้นๆอีกด้วย

“ตั้งแต่ปี 2550 สมาคมได้มีการออกปฏิบัติงานโครงการแว่นตาในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน พะเยา กาญจนบุรี ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีจำนวนประชาชนมาตรวจวัดสายตาจนถึงปัจจุบันมากกว่า 10,000 คน และยังจะดำเนินการต่อไปตราบที่ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญยังมีปัญหาเรื่องสายได้ และยังได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทานเช่นนี้” นายกสมาคมยี่สิบสองนอกล่าว

สำหรับ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ในการตรวจรักษาตา และวัดสายตาประกอบแว่นที่สมาคมยี่สิบสองนอใช้ในปัจจุบันประกอบด้วย Snellen Chart, Slit Lamp, Auto refractometer, Fundus camera,Ratino, Trial Lens Set, Trial Frame, แว่นสายตาสั้น-ยาว, แว่นกันแสง UV, ยารักษาและยาหยอดตา

ปัจจุบันหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสำคัญกับโครงการ CSR มากขึ้น กรมชลประทานก็เช่นเดียวกัน มุ่งหน้าที่จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว เพราะเข้าใจดีว่า โครงการพัฒนาต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ดังนั้นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม…จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกรมชลประทาน

รายงานพิเศษ : สวพ.2ชูแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236478

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและการพัฒนาการเกษตรอยู่ตลอดเวลา โดยยึดหลักบนทางสายกลาง มีความไม่ประมาท พึ่งตนเอง โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจในการกระทำที่รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในยุคไทยแลนด์ 4.0

นอกจากนี้ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ยังได้เน้นส่งเสริมการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยได้จัดทำแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมทั้งรูปแบบของการจัดการแปลงตามแนวพระราชดำริ และที่สำคัญ คือ องค์ความรู้ในเรื่องการผลิตพืชชนิดต่าง ๆ ที่มีทั้งแปลงผลิตพืชของจริง และป้ายอธิบายถึงรายละเอียดของการดูแลรักษาพืชแต่ละชนิด ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ในการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

นายสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหลักการที่สำคัญ คือ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนในปีที่ผ่านมาซึ่งได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชชนิดอื่นๆ ได้ ทำให้ไม่มีรายได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ในพื้นแปลงเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ที่มีสระกักเก็บน้ำภายในแปลง ยังสามารถทำการผลิตพืช สำหรับใช้เป็นอาหารในครัวเรือนและจำหน่ายได้

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ได้จัดทำแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีในปี 2539 ในพื้นที่ของสถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาการสุโขทัย อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย รวมพื้นที่ 10 ไร่ และได้มีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ดำเนินการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เป็นแปลงตัวอย่างให้เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ได้มาศึกษารูปแบบเพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตพืชต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็นสัดส่วนต่างๆ ดังนี้ ส่วนที่ 1 พื้นที่แหล่งน้ำ จำนวน 3 ไร่ โดยมีสระน้ำจำนวน 2 ลูก ความลึก 4 เมตร น้ำในสระนำมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกข้าว ใช้รดไม้ผล พืชไร่ พืชผัก และใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลากินพืชชนิดต่างๆ และกบในกระชัง ส่วนที่ 2 พื้นที่นาข้าว จำนวน 3 ไร่ ในหน้าฝนใช้ปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 โดยวิธีปักดำ หรือโยนกล้า โดยจะปลูกในวันแม่ คือ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี และเก็บเกี่ยวในวันพ่อ คือ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี

ในฤดูแล้งทำการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือพืชผัก ส่วนที่ 3 แปลงปลูกพืชผสมผสาน (พืชผัก ไม้ผล) ในร่องสวน จำนวน 3 ไร่ ปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ที่สอดคล้องกับภูมิสังคมของท้องถิ่นจังหวัดสุโขทัยและใกล้เคียง และความต้องการของตลาด เช่น ส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง มะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้สีทอง พันธุ์มหาชนก และพันธุ์โชคอนันต์ ชมพู่พันธุ์ทับทิมจันทร์ มะปราง มะยงชิด และกล้วย โดยในระยะแรกที่ไม้ผลยังไม่โต ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง และ พืชผัก เช่น ผักบุ้งจีน คะน้า บวบ แตงกวา มะระ น้ำเต้าพริก แซมระหว่างแถวไม้ผล ส่วนที่ 4 ที่อยู่อาศัย จำนวน 1 ไร่ ปลูกผักเป็นรั้ว พืชผักสวนครัว และพืชสมุนไพรเช่น ตะไคร้ ชะอม แมงลัก กะเพรา โหระพา มะเขือ ฟ้าทะลายโจรมะนาวในวงบ่อ มียุ้งฉางเก็บข้าว และโรงเพาะเห็ดนางฟ้า 2 โรง สามารถเพาะเชื้อเห็ดได้โรงละ 1,000 ก้อน รวมเป็น 2,000 ก้อนต่อรุ่น

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ในการจัดการแปลงไม้ผลในแปลงตัวอย่าง ประกอบด้วย การใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม การตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่ม ให้สะดวกในการดูแลและการจัดการ การห่อผล การป้องกันกำจัดโรคและแมลง เช่น การป้องกันเพลี้ยไฟในช่วงออกดอกและติดผลอ่อน การเก็บเกี่ยว และการขยายพันธุ์ และอีกหนึ่งเทคโนโลยีเด่น คือ การผลิตมะนาวในวงบ่อ ซึ่งจะมีรายละเอียดตั้งแต่การเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และตลาด เช่น พันธุ์พิจิตร 1 ที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ มีกลิ่นหอม และติดผลทั้งปี และพันธุ์ตาฮิติ ซึ่งเป็นที่ต้องการ ที่ไม่มีเมล็ด ดูแลง่าย และทนแล้ง การปลูก การดูแลรักษา และที่สำคัญ คือ เทคนิคการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู

เกษตรกรหรือผู้สนใจ สามารถติดต่อเข้าชมแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย เบอร์โทรศัพท์ 0-5568-1384 หรือที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก เบอร์โทรศัพท์ 0-5531-1305

รายงานพิเศษ : ‘มันฝรั่ง’ปลูกได้ที่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236269

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันฝรั่ง (Solanum tuberosum L.) พืชที่มีศักยภาพอีกชนิดหนึ่งติดอันดับที่ 4 ของโลกรองจากข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด แม้มันฝรั่งจะไม่ได้เป็นพืชอาหารหลักของประเทศไทย แต่มีความสำคัญในด้านเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทที่สามารถสร้างรายได้สูงให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกิติพร เจริญสุข ผู้อำนวยการกลุ่มบริการวิชาการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มันฝรั่งเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ มีการปลูกมันฝรั่งเป็นอาชีพหลักกว่า 10,000 ครัวเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15,000-25,000 บาทต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,270 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากพื้นที่ทางภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งคิดเป็นสัดส่วน 94.91% มีเพียง 5.09% ที่มีการขยายผลมาปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย และนครพนม

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการปลูกมันฝรั่งมานานนับ 10 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งรวม 43,819 ไร่ ให้ผลผลิต 129,710 ตันและจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในปี 2558 มีการนำเข้ามันฝรั่งเพื่อใช้ในการแปรรูปสูงถึง 52,349.672 ตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 786.628 ล้านบาท และยังมีการนำเข้ามันฝรั่งสดเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี

จากปัญหาปริมาณมันฝรั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนินกิจกรรมการ
ขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยการส่งเสริมให้มีการปลูก
มันฝรั่งพันธุ์โรงงานในบางจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพิ่มมากขึ้น เน้นให้ใช้หัวพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรทดแทนหัวพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากผลทดสอบพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร มีการให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์ของต่างประเทศ ทั้งด้านการเจริญเติบโต และให้ผลผลผลิตสูงขึ้นกว่า 10% ปริมาณแป้งสูง อายุเก็บเกี่ยวนานขึ้น 10-20 วัน อีกทั้งลักษณะพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีลักษณะเป็นดินทรายถึงร่วนปนทราย เหมาะแก่การเจริญเติบโต และมีการเว้นระยะช่วงเวลาของการปลูก คือนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ทำให้การสะสมของโรคและแมลงศัตรูมันฝรั่งน้อยเมื่อเทียบกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ทั้งนี้ต้องปลูก
ในช่วงที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ที่เป็นช่วง
ฤดูหนาวจึงส่งผลให้มันฝรั่งเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญเกษตรกร
ต้องมีแหล่งน้ำสำรองสำหรับการให้น้ำตลอดอายุของการปลูก เพราะมันฝรั่งต้องการน้ำเฉลี่ยประมาณ 6-8 มม.ต่อวัน

ผลจากการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านแปลงทดสอบ 14 แปลง ที่ จังหวัดสกลนคร 12 แปลง และนครพนม 2 แปลง พบว่าการใช้พันธุ์มันฝรั่งคุณภาพของกรมวิชาการเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เฉลี่ยจาก 2.9 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 3.6 ตันต่อไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 6,905 บาทต่อไร่

นายกิติพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรให้การตอบรับในเรื่องของคุณภาพของหัวมันฝรั่งของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างดี อีกทั้งทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ 3 บริษัทหลัก ที่เป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ต่างก็ต้องการให้กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่
กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการนำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ ฉะนั้น ตนมองว่าการขยายผลการผลิตมันฝรั่งในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องคือการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถช่วยลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่ใช้กันอยู่ที่เฉลี่ย 5 กระสอบต่อไร่ รวมถึงค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว รวมแล้วต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตันต่อไร่ ขายผลผลิตได้กิโลกรัมละ 12 บาท จึงเหลือกำไรสุทธิประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ ซึ่งแผนงานในปี 2560 ก็จะมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีการผลิตมันฝรั่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยตั้งเป้าลดต้นทุนลงอย่างน้อย 20%

“มันฝรั่งจึงถือเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่ภาคอีสานอีก
ชนิดหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะสามารถปลูกเป็นพืชหลังนาสร้างรายได้ดี
ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการปลูกพืชทดแทนนาข้าว และที่สำคัญยังเป็นพืชที่อยู่ในระบบสัญญาข้อตกลงการผลิต หรือ
คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน 3 บริษัทใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ที่เรียกว่ามีเท่าไรก็รับซื้อหมดเพราะยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งทอดกรอบในประเทศไทย” นายกิติพร กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : สวพ.2แนะเทคนิคปลูกมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236102

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ปรับตัวได้ดีในเกือบทุกสภาพพื้นที่ แม้ในดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมามีเพียงมันสำปะหลังที่มีผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนานน้อยที่สุด ในขณะที่อ้อยและข้าวโพดแล้งตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังกันมากขึ้นในปีการผลิต 2557/2558 มีพื้นที่เก็บเกี่ยวถึง 8,697,948 ไร่ ในขณะที่มีผลผลิตเฉลี่ยเพียง 3.864 ตันต่อไร่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกผลผลิตของมันสำปะหลังให้สูงขึ้น และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรมีผลตอบแทนสูงขึ้น

นายวีรวัฒน์ นิลรัตนคุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง มีปัจจัยอยู่หลายอย่างที่เกษตรกรควรทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นและลดต้นทุนได้ ประกอบด้วยฤดูปลูก การปรับปรุงดิน พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การใส่ปุ๋ย การยกร่อง ระยะปลูกที่เหมาะสม และการเก็บเกี่ยวโดยมีรายละเอียดดังนี้

ฤดูปลูก ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ต้นมันสำปะหลังได้รับน้ำฝน การปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เพราะมีระยะเวลาได้รับน้ำฝนนานกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการงอกของท่อนพันธุ์หากฝนทิ้งช่วง

การปรับปรุงดิน หลักสำคัญในการปรับปรุงดินคือการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพื่อให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เริ่มตั้งแต่การไถกลบเศษซากต้นและเหง้ามันสำปะหลังลงดิน ใส่ปุ๋ยคอกหรือเปลือกมันสำปะหลังจากโรงงาน หรือปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ

การเตรียมดิน ควรเตรียมดินให้ลึก เพื่อให้สามารถกักเก็บความชื้นในดินได้มากขึ้น โดยการใช้ผาล 3 ไถดะ ในกรณีที่มีการปลูกมันสำปะหลังมานาน อาจเกิดชั้นดินดานเป็นแผ่นแข็งใต้รอยไถทำให้น้ำฝนไม่ไหลซึมลงสูดินชั้นล่าง และทำให้รากพืชตื้น ไม่แผ่ขยาย หัวมันสำปะหลังมีขนาดเล็กให้ผลผลิตต่ำ หรือแม้กระทั่งเกิดน้ำไหลบ่าชะล้างหน้าดินเสียหาย ควรใช้ผาล 2 หรือผาล 3 ไถดินให้ลึกเพื่อระเบิดดินดานเป็นระยะ

พันธุ์มันสำปะหลัง ปัจจุบันมีพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร และพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แนะนำอยู่หลายพันธุ์ เช่นพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 13 ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 ห้วยบง 80 เป็นต้น แต่ละพันธุ์จะมีข้อดีเด่นต่างกัน เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยดูจากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร หรือปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ในแปลงของเกษตรกรเอง โดยทั่วไปผลผลิตของแต่ละพันธุ์จะไม่ต่างกันมากนัก แต่จะขึ้นอยู่กับการจัดการแปลงมากกว่า ในส่วนของปริมาณแป้งมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์ บางพันธุ์มีผลผลิตสูงแต่เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงาน การเลือกพันธุ์จึงควรพิจารณาเรื่องของปริมาณแป้งด้วย

ระยะปลูก มันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่ชอบการปลูกระยะชิด หรือไม่ทนเบียด การใช้ระยะปลูกที่แคบเกินไป จะทำให้มันสำปะหลังแข่งกันเจริญเติบโตทางลำต้น หรือเรียกว่า“ขึ้นต้นหรือบ้าใบ” โดยจะออกยอดและแตกใบไปเรื่อยๆ เพื่อแย่งกันรับแสง แต่จะไม่ลงหัว ทำให้หัวมันมีขนาดเล็ก ผลผลิตต่ำ ดังนั้นระยะปลูกที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยยึดหลักดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง เช่น ในดินร่วนเหนียวซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูงควรใช้ระยะปลูก 1×1 เมตร หรือ 1.2×0.8 เมตร ส่วนในดินทรายให้ใช้ระยะปลูกที่แคบลงตามความเหมาะสมกับพื้นที่ โดยสามารถสังเกตจากการเจริญเติบโตทางลำต้น หากต้นมันสำปะหลังมีความสูงมากกว่า 3 เมตร แสดงว่ามีการเจริญเติบโตทางลำต้นมากเกินไป ในการปลูกครั้งต่อไปควรปรับระยะปลูกให้กว้างขึ้น

ท่อนพันธุ์ ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์มีการสะสมอาหารมากจะให้ผลผลิตสูง จึงควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุ 8-12 เดือน ไส้ในมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าครึ่งของลำ ตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาว 25 ซม. เลือกใช้บริเวณกลางลำ เนื่องจากส่วนยอดซึ่งเป็นยอดอ่อนจะตายง่ายหากฝนทิ้งช่วง ในขณะที่ส่วนโคนจะงอกช้าเพราะตาแก่ การเก็บรักษาท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ควรตั้งเป็นกระโจมและชะดินกลบโคน จะเก็บได้นานขึ้น

นายวีรวัฒน์กล่าวถึงการใช้ปุ๋ยว่า ถึงแม้มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนแล้ง และเจริญได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่มันสำปะหลังก็ยังต้องการธาตุอาหารเพื่อเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี โดยต้องการธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในอัตราส่วน 2:1:2 สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับมันสำปะหลัง คือ สูตร 15-7-18 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรือใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรโดยการผสมปุ๋ยใช้เอง โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60 มาผสมกันให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามที่ต้องการ นอกจากจะทำให้เกษตรกรสามารถใส่ธาตุอาหารได้ตรงตามปริมาณที่พืชต้องการแล้ว การผสมปุ๋ยใช้องยังช่วยให้ประหยัดค่าปุ๋ยลงได้อย่างน้อย 20-30% เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตร ช่วยลดแรงงานค่าใส่ปุ๋ย และลดค่าขนส่งได้อีกด้วย

การยกร่อง ไม่ควรยกสันร่องให้ชันจนเกินไป เพราะน้ำฝนจะไหลบ่าไม่ซึมเข้าในสันร่อง แต่ควรยกร่องเป็นแบบหลังเต่า คือมีฐานร่องกว้าง เพราะการยกร่องแคบหัวมันจะไม่สามารถขยายออกด้านข้างได้ ถ้าเป็นไปได้ควรยกร่องขวางทางเดินของน้ำ เพื่อให้น้ำได้ซึมลงไต้ดินและชะลอการไหลบ่าของน้ำ

อย่างไรก็ตาม การกำจัดวัชพืช ในระยะ 3 เดือนแรกเป็นช่วงวิกฤติของมันสำปะหลัง ควรดูแลให้ปลอดจากวัชพืช จนพุ่มใบมันสำปะหลังคุมร่องทั้งหมด ส่วนการเก็บเกี่ยว มันสำปะหลังมีอายุเก็บเกี่ยวถึง 20 เดือน โดยผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุเก็บเกี่ยวและปริมาณน้ำในดิน ในเดือนมีนาคมมันสำปะหลังจะแตกใบอ่อนทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งเริ่มลดลง และมีปริมาณแป้งต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระยะแตกทรงพุ่มเต็มที่ หลังจากนั้นปริมาณแป้งจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น

รายงานพิเศษ : ผลไม้สหกรณ์จังหวัดระยองฮอตฮิต ครองแชมป์สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235897

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์ต่างๆ มาจำหน่ายในงานตลาดเกษตรดิจิทัล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดขึ้นบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 5-25 กันยายน 2559 นั้น นับว่าสินค้าของแต่ละสหกรณ์ได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นอย่างดี

โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า มีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อสินค้ากันเนืองแน่นทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ซึ่งสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานมีหลากหลายชนิด ทั้งผักสด ผลไม้ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า งานหัตถกรรม และส่วนหนึ่งเป็นสินค้าของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งอยู่ในการสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 13 ร้านค้า อาทิ กล้วยหอมทองปลอดสารพิษจากสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี แตงโมอพอลโล ลูกใหญ่ เนื้อแน่น หวานกรอบ จากวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแตงโมและพืชผักปลอดภัย จังหวัดชลบุรี ผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกองและสละ จากสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกินจำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้ครองแชมป์ร้านค้าที่มียอดจำหน่ายผลผลิตอันดับ 1 ของตลาดเกษตรดิจิทัล

ด้าน นางสาวปิยะนันท์ ประกอบกิจ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิก 212 ราย พื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ 2,000 ไร่ ผลผลิตสำคัญได้แก่ มังคุด ทุเรียน เงาะ ลองกอง และสละ โดยผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่เราจะคัดเกรดดีๆ ระดับส่งออกจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก 70% และส่งออกเพียง 30% เท่านั้น โดยมองว่าตลาดในประเทศยังต้องการผลไม้ไทยที่มีคุณภาพ มีกำลังซื้อหลากหลายระดับ แต่ผลผลิตที่วางขายไม่เพียงพอ คนไทยไม่ค่อยได้กินผลไม้ดีๆ ได้กินแต่ผลไม้เกรดรองในขณะที่ผลไม้ดีๆส่งออกหมด อย่างไรก็ตาม การนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ตลาดเกษตรดิจิทัลในครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเราได้คัดสรรผลผลิตคุณภาพจากสวนแบบสดๆ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่ยุติธรรม ซึ่งสามารถมาเลือกซื้อเลือกชิมกันได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โดยงานจะจัดถึง วันที่ 25 กันยายน 2559 นี้

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่านอกเหนือจากสินค้าผลไม้แล้ว ยังมีผ้ามัดหมี่ย้อมคราม ของกลุ่มสตรีสหกรณ์ไม้เบญจพรรณ จังหวัดสกลนคร ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมและมียอดขายสูงสุดในประเภทผ้าทอพื้นเมืองของตลาดเกษตรดิจิทัล รวมถึงสินค้าสหกรณ์ในประเภทประมงและปศุสัตว์ และอาหารแปรรูป ได้แก่ ปลานิลแปรรูปเป็นปลานิลทอดกรอบสมุนไพร คุกกี้ปลานิล น้ำพริก และปลานิลหยอง จากชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด จังหวัดเชียงราย ปลานิลแดดเดียว จากสหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อโคขุนคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม Max Beef จากสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม ไอศกรีมและนมพร้อมดื่มหลากหลายรสชาติจากสหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัด ไข่ไก่สดจากสหกรณ์ผู้เลี้ยง ไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด เนื้อหมูอนามัย จากสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัดจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้าวสาร ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล จากสหกรณ์ต่างๆ จำหน่ายโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัดข้าวราดแกงหมูชะมวงและแกงกะวาน ผัดเส้นจันท์ปูจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลายคลอง จำกัด จังหวัดจันทบุรี และขนมจีนน้ำยาจากกลุ่มแม่บ้านโพธิพระยา จังหวัดสุพรรณบุรี

“กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าให้เกิดความเข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถลดต้นทุน และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเพื่อให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการแปรรูปและขยายช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สัมมนาศูนย์ข้าวชุมชนกว่า2,000แห่งเชื่อมเครือข่ายชาวนา สร้างความเข้มแข็ง‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235503

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาประธานศูนย์ข้าวชุมชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายชาวนา สร้างความเข้มแข็งพัฒนานาแปลงใหญ่ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และเพื่อเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายองค์กรชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวเปลือกคุณภาพดี ให้มีความเข้มแข็งในด้านต่างๆ เช่น การผลิตข้าวคุณภาพดี การผลิตปัจจัยการผลิตในชุมชน และการตลาด

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสำหรับเพาะปลูก กระทรวงเกษตรฯ ได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการเชิญชวนเกษตรกรเข้ามาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นใช้เองในท้องถิ่น โดยให้รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่าศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 1,650 ศูนย์ ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีเนื้อที่ประมาณ 8,000 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ไข่แดงสำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำนวน 200 ไร่ และพื้นที่ไข่ขาว จำนวน 7,800 ไร่ สำหรับนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาเพาะปลูกต่อไป โดยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรวมกันได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีมากขึ้น โดยในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนเป็นจำนวนมากได้เติบโต และมีความเข็มแข็งมากขึ้นเป็นที่พึ่งในด้านเมล็ดพันธุ์ และยังเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น เนื่องจากศูนย์ข้าวชุมชนมีกระจายอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ อีกทั้งยังต้องการยกระดับให้เกษตรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถดำรงอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เช่น การปรับปรุงพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดความรู้ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้พอเพียง เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งหวังที่จะต่อยอดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบการทำงานแบบนาแปลงใหญ่ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น จึงได้จัดให้มีการลงนาม “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ระหว่างกรมการข้าวกับศูนย์ข้าวชุมชน” ในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย เพื่อให้การพัฒนาข้าวและชาวนามีประสิทธิภาพสูงสุด และกระชับความร่วมมือในการทำงานกับศูนย์ข้าวชุมชนให้มากยิ่งขึ้น ทั้งในระบบส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยจะได้จัดให้ผู้บริหารของกรมการข้าวในส่วนภูมิภาค คือ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวได้มีโอกาสพบปะกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัด ที่ศูนย์รับผิดชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และวางแผนการทำงานร่วมกัน

สำหรับในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมขยายผลการดำเนินงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเกษตรแปลงใหญ่ โดยจะเพิ่มจำนวนแปลงให้ถึง 1,000 แปลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ร้อยละ 20 2.การปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรไม่เหมาะสมด้วย Agri-Map โดยการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวรอบแรก 0.57 ล้านไร่ การปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวรอบสอง 4.49 ล้านไร่ และการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชอื่นๆ และ 3.การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรแบบผสมผสาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ ในเรื่องนาแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกรมีการร่วมกลุ่มกันเพื่อสามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ได้จำนวน 5 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ระยะเวลาการชำระ 3 ปี อีกด้วย

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวขับเคลื่อนแนวนโยบายที่จะแก้ปัญหาเรื่องข้าวในระยะยาวให้กับชาวนาทั้งประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวของชาวนา เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว ซึ่งกรมการข้าว ได้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยลดต้นทุน เพิ่มคุณผลผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวนาให้เข้มแข็งอย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยการดำเนินงานพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นระบบนาแปลงใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ทั้งนี้ ได้มีการรวมกลุ่มชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและกลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวคุณภาพดี ที่มีการบริหารจัดการในรูปแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยมีการพัฒนากรรมวิธีการปลูกข้าวแบบประณีต (Intensive Farming) นำชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ มีการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวของชานา และสามารถผลิตข้าวได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพดีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน (GAP) รวมทั้งต้องเชื่อมโยงการตลาด เพื่อให้สามารถกระจายผลผลิต และขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวปกติในท้องตลาด โดยจะมีการขับเคลื่อน การดำเนินงานในพื้นที่นาขนาดใหญ่ ที่ชาวนามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

“เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ กรมการข้าวจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาในศูนย์ข้าวชุมชน และชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จึงจัดสัมมนาศูนย์ข้าวชุมชนกับการพัฒนานาแปลงใหญ่อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตปี 2559 และแนวทางการพัฒนานาแปลงใหญ่ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวและข้าวเปลือกคุณภาพดี ให้มีความเข้มแข็งต่อไป”อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้กำลังทวีความรุนแรง แล้วขยายวงกว้างออกไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนทำให้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และพืช

การรับมือภัยแล้งครั้งนี้ทุกหน่วยงานประสานมือกันอย่างเต็มที่ เข้มแข็ง ในการหามาตรการตลอดจนถึงแนวทางทุกชนิดมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือพี่น้องทุกครัวเรือนให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ลำบาก

สุรินทร์ เป็นอีกจังหวัดที่เตรียมแผนรับมือล่วงหน้ากับภัยแล้งนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรรมที่มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ เป็นการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาภัยแล้งเช่นนี้จึงกระทบกับอาชีพหลักของชาวบ้านอย่างแน่นอน

ส่วนแนวทางในการรับมือภัยแล้งดังกล่าว ชาวบ้านควรมีการเตรียมตัวอย่างไร และภาครัฐให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง ลองมาฟังรายละเอียดจากทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์

คุณภาสวัฒน์ มือขุนทด รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์ กล่าวถึงภาพรวมของเกษตรจังหวัดสุรินทร์ว่าขณะนี้มีการดำเนินงานตามนโยบายของทางรัฐบาลที่ว่าด้วยการลดต้นทุนการผลิต หาวิธีเพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ ตลอดไปถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาด ซึ่งเป็นเป้าหมายรวมและทิศทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน

แต่ขณะนี้เกิดภาวะเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในเรื่องภัยแล้ง ที่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้น แนวทางที่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ การลดพื้นที่ที่ต้องนำน้ำปริมาณมากมาใช้ทำการเกษตร ที่เป็นพื้นที่ทำนาปรังอยู่จำนวนหลายอำเภอ ขณะเดียวกันถ้าจำเป็นต้องทำนาปรังจะกำหนดขอบเขตให้อยู่ในเฉพาะพื้นที่ในเขตชลประทานเท่านั้น รวมถึงจะต้องพิจารณาดูว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอด้วยหรือไม่

ส่วนพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อย แล้วยังมีโอกาสขาดแคลนน้ำในอนาคตจะต้องงดโดยสิ้นเชิง อย่างในอำเภอรัตนบุรี หรืออำเภอโนนนารายณ์ เพื่อเปลี่ยนมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน

ดังนั้น ในกลุ่มพื้นที่เดือดร้อนเหล่านี้จะต้องมุ่งไปให้ความสำคัญกับการจัดหาน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค ก่อน โดยมีแนวทางแก้ไข อาทิ ควรจัดหาน้ำมาเติมในบ่อ เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา เพื่อบรรเทาปัญหาให้สามารถใช้ได้ถึงเดือนกรกฎาคมที่คาดว่าฝนจะเริ่มตก และนั่นคือ การบริหารจัดการน้ำ

อย่างไรก็ตาม ทุกแหล่งน้ำในทุกอำเภอของจังหวัด ได้มีการประสานงานกับทางชลประทาน เพื่อรักษาน้ำไว้ให้ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนมีน้ำไว้ใช้ ทั้งนี้ได้มีการทำแผนประชาสัมพันธ์ รณรงค์ พร้อมกับประชุมผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชุมชนทุกแห่งให้ทราบแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามที่วางแผนไว้ แต่ถ้าเป็นภาพรวมโดยทั่วไปแล้ว จังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ถึงกับขาดแคลนน้ำเพื่อการทำเกษตรกรรม

สำหรับกิจกรรมที่เตรียมไว้รองรับในยามน้ำน้อยนี้ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมให้ปลูกพืชตามหัวไร่ปลายนา ซึ่งมีแหล่งน้ำอยู่ในแต่ละแห่งแล้ว เพราะลักษณะการปลูกพืชของชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์มิได้ทำเกษตรกรรมชนิดแปลงใหญ่โตที่จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก แต่ในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ มีแปลงปลูกพืชขนาดเล็กที่สามารถนำน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

ประการต่อมาเป็นนโยบายที่ทางรัฐบาลกำหนดมา คือการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นความต้องการของชุมชน โดยระยะแรกทางสำนักงานเกษตรจะใช้หลักการพิจารณาดูว่าพืชชนิดใดที่อาศัยน้ำจากความชื้นในดิน อย่างถั่วลิสง ต่อมาจะเลือกพืชที่ต้องใช้น้ำบ้างแล้วสามารถใช้น้ำจากที่มีอยู่ในแต่ละชุมชนเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือและมีพืชที่ปลูกได้ในลักษณะเช่นนี้ อย่าง ข้าวโพด ถั่วเหลือง

กรณีที่เป็นการแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้นโดยส่วนใหญ่จะอิงกับวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน ทั้งนี้แต่ละชุมชนจะมีต้นทุนที่เป็นปัจจัยการผลิตอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง เช่น การทอผ้าไหม ก็จะมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันภายในบริเวณบ้านแต่ละหลัง หรืออาจเขยิบขึ้นมาในรูปธุรกิจอาชีพ อย่างกลุ่มที่ปลูกและแปรรูปฟักข้าวที่มีความเข้มแข็งมาก จนสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

ในสถานการณ์เช่นนี้อยากจะขอความร่วมมือจากชาวบ้านทุกท่าน คงต้องหันมาประกอบอาชีพที่ให้รายได้ในระยะสั้นกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง ฯลฯ ซึ่งเป็นการปลูกพืชที่ดูแลไม่ยาก ใช้น้ำเพียงเล็กน้อย แต่สามารถสร้างรายได้ในเวลารวดเร็ว อย่าเพิ่งไปคิดปลูกพืชที่ต้องลงทุนมากเพราะเสี่ยง

ทั้งนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกท่านที่รับผิดชอบลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างใกล้ชิดและบ่อยขึ้น เพื่อเป็นการแนะนำ อบรม ให้ความรู้การปลูกพืช รวมถึงจัดหากิจกรรมต่างๆ และทุกอำเภอมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มีหน้าที่ให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์ดินปุ๋ย เพื่อให้ความรู้ด้านการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ย หรือแม้แต่การแนะนำในเรื่องปุ๋ยสั่งตัด เพราะสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ท้ายนี้ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์กล่าวว่า อะไรที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากเกษตรกรรมขอให้บอกมา เพื่อที่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว เพื่อต้องการให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนมีความมั่นใจ สามารถอยู่ได้ในช่วงภาวะวิกฤตที่ทุกคนต้องเผชิญ ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานของภาครัฐจะอยู่เคียงข้างกับพี่น้องเกษตรกรตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ หรือรับฟังปัญหาแนวทางแก้ไข

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแหล่งปลูกหอมแดงที่มีพื้นที่มากที่สุดแล้วยังมีคุณภาพดีที่สุดคงต้องเป็นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพราะปลูกกันมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งภาค แล้วยังมีคุณลักษณะพิเศษคือ เปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรง เก็บรักษาได้ยาวนาน จึงเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีพ่อค้าจากจังหวัดใกล้เคียงมักมารับซื้อหอมแดงจากศรีสะเกษเพื่อนำไปกระจายขายยังหลายจุดทั่วประเทศ

การนำหอมแดงออกขายตามสถานที่ต่างๆ จะต้องผ่านการทำความสะอาด ที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าแต่งหอม เพื่อตัดแต่งสิ่งสกปรกรกรุงรังออกไป ให้เหลือแค่หัวหอมแดงสวยๆ ที่มีขนาดเท่ากัน พร้อมมัดเป็นจุกแลดูน่าซื้อ

ที่บ้านอียอ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านยึดอาชีพแต่งหอมกันเกือบทั้งหมู่บ้าน แล้วถือเป็นแหล่งใหญ่ที่นำหอมแต่งออกไปขายหลายจังหวัด สร้างรายได้และความมั่งมีอย่างมากให้แก่ชาวบ้านทุกครัวเรือน

คุณสมพาล ต้นทอง ในฐานะผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านนี้เคยปลูกหอมแดง แต่ประสบปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องราคาที่บางครั้งตกต่ำลงไปถึง 3-4 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากขาดทุนเป็นหนี้สินจึงเลิกปลูก แล้วหันมาเป็นพ่อค้าซื้อ-ขาย ดีกว่า ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ทุกครัวเรือน ทุกคนในบ้านไม่เลือกเพศ อายุ ต่างมีรายได้จากการทำหอมแต่งกัน

นอกจากนั้นแล้ว บางรายยังมีการแปรรูปด้วยการทำพริกคั่ว (พริกป่น) หรือแม้กระทั่งหอมเจียวส่งขายด้วยการทำแบบสำเร็จรูปแบ่งใส่ถุงขนาดเล็กส่งขายตามร้านส่งของ หรือตามร้านอาหาร ทั้งยังระบุว่าหอมเจียวเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาดีมาก แต่เนื่องจากมีขั้นตอน วิธีทำที่ยุ่งยาก จึงทำให้ชาวบ้านไม่นิยมทำกัน จะมีเพียง 1-2 ราย เท่านั้น

ผู้ใหญ่บ้านเผยว่า ราว 10 กว่าปีที่แล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ถือว่ายากจน จึงเริ่มจากการใช้ซาเล้งส่งขายก่อน แล้วค่อยๆ มีการพัฒนาจนซื้อรถปิกอัพเพื่อต้องการไปบรรทุกหอมแดง/กระเทียมมาขายได้คราวละจำนวนมาก เนื่องจากมีความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาหอมแดงสูงมาก เพราะมีทั้งจำนวน/คุณภาพดีเยี่ยม สามารถส่งขายต่างประเทศได้ราคาสูง ในคราวนั้นชาวบ้านมีรายได้กันเป็นล้านบาท”

คุณสมพงษ์ สุขเมือง พ่อค้าที่รับซื้อ-ขายหอมแดง บอกว่า ซื้อหอมแดงและกระเทียมมาจากตลาดขายส่งใหญ่ที่ชื่อ ตลาดท่าเรือ ในจังหวัดศรีสะเกษ ในทุก 2-3 วัน/ครั้ง บรรทุกหอมแดงใส่รถปิกอัพ ครั้งละประมาณ 3 ตัน ส่วนกระเทียมประมาณตันกว่า

หลังจากซื้อมาแล้วจะนำมาตัดแต่งมัดเพื่อให้สวยงามน่าซื้อ แล้วแยกขนาด มีค่าจ้างตัดแต่งและมัด ถ้าเป็นกระเทียมกิโลกรัมละ 5 บาท ถ้าเป็นหอมแดงกิโลกรัมละ 2-3 บาท หรืออาจใช้วิธีเหมา 30 กิโลกรัม ในราคา 70 บาท

ชาวบ้านที่มัดหอมแดง กระเทียม 1 คน จะมัดได้วันละประมาณ 90 กิโลกรัม แล้วจะมีรายได้ประมาณ 200 บาท แต่ถ้าทำกันเต็มวันอาจได้ถึง 300 บาท/วัน เมื่อแต่งหอม กระเทียมเสร็จจึงนำออกไปส่งขายตามสถานที่ต่างๆ ที่ลูกค้าสั่งไว้ ตลอดจนร้านขายริมทางด้วย ในราคาขายกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท และมีหลายขนาด

คุณสมพงษ์ ชี้ว่า ตลาดหอมแดง กระเทียมไม่เคยว่าง ปริมาณหอมแดงที่ศรีสะเกษจะเริ่มต้นช่วงปลายปี แล้วจะค่อยๆ ลดลงจนประมาณเดือนเมษายน พอหอมแดงจากศรีสะเกษหมดลงก็จะเปลี่ยนมารับซื้อหอมแดง กระเทียมที่ส่งมาทางภาคเหนือจากพะเยา อุตรดิตถ์ ที่จะส่งมารวมขายที่ศรีสะเกษ

จากประสบการณ์ 10 กว่าปี คุณสมพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าปีใดที่มีดอกหอมมาก ปีนั้นราคาหอมแดงลดลงเพราะมีการเน่าเสียเกิดขึ้น อย่างในขณะนี้มีดอกหอมน้อย จึงทำให้หอมแดงมีความสมบูรณ์ คุณสมพงษ์ ชี้ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดมาจากสภาพอากาศเปลี่ยน

พ่อค้ารายนี้อธิบายการออกไปซื้อหอมแดง กระเทียมที่ตลาดท่าเรือ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะต้องเหมาเป็นคันรถตามราคาที่ตกลง อย่างไรก็ตาม ภายในรถคันนั้นอาจมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพและด้อยคุณภาพปะปนกัน ดังนั้น จึงต้องใช้ความชำนาญในการดูว่ามีความสมบูรณ์มาก/น้อยเพียงใด เพราะอาจมีผลต่อกำไรมาก/น้อยด้วย

ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพค้าขายหอมแต่งจะแบ่งหน้าที่กัน อย่างผู้ชายจะออกไปซื้อและนำไปขาย ส่วนผู้หญิงและคนสูงอายุจะรับจ้างมัดตัดแต่งหอมแดง กระเทียมอยู่กับบ้าน

“การบรรทุกหอมแดง กระเทียม นอกจากจะใช้รถปิกอัพเป็นพาหนะไปส่งตามจุดต่างๆ ห่างไกลแล้ว ในแหล่งขายที่ไม่ไกลและเป็นพื้นที่จำกัดคับแคบ ชาวบ้านมักใช้รถซาเล้ง (พ่วงข้าง) ใส่หอมแดง กระเทียมไปส่งขาย เพราะมีความคล่องตัว ซาเล้งคันหนึ่งสามารถบรรทุกได้ 200 กิโลกรัม สำหรับรถปิกอัพนำออกไปขายทุก 2 วัน แต่ถ้าเป็นซาเล้งออกไปขายทุกวัน แค่ไม่เกิน 2 วัน ก็ขายหมดรถแล้ว”

คุณสมพงษ์ เผยว่า การกำหนดราคาหอมแดงกับกระเทียมม่วงเพื่อขายส่งนั้น ทางกลุ่มจะตั้งราคาด้วยวิธีการชั่งน้ำหนักทั้งกระสอบ (30 กิโลกรัม) แล้วคำนวณต้นทุนทุกอย่างรวมกัน ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วกำไรที่ผู้ขายจะได้มักอยู่ที่ราคา 2-3 บาท/กิโลกรัม ส่วนกระเทียมทางผู้ขายต้นทางกำหนดราคาไว้ให้ได้เพียงกิโลกรัมละ 2 บาท โดยสินค้าทั้งหมดที่กำหนดแล้วจะเสนอผู้รับซื้อปลายทางก่อนเพื่อจัดการต่อรองราคากันก่อนนำส่ง

คุณสมพงษ์ บอกว่า หอมแดง กระเทียมที่วางขายตามแผงค้าริมทาง และอีกหลายแห่งนั้นล้วนมาจากทางหมู่บ้านอียอเป็นส่วนใหญ่ แล้วตลาดที่ไปส่งยังพื้นที่ไกล ไม่ว่าจะเป็นแถวระยอง ตราด จันทบุรี สระแก้ว ทั้งนี้ ลูกค้าที่ไปส่งมักมีการแนะนำกัน

นอกจากหอมแดง กระเทียมที่เป็นสินค้าหลักจากการสร้างรายได้แล้ว คนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังขยันหาอาชีพอื่นสร้างรายได้กันในทุกช่วงฤดูกาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปตระเวนรับซื้อมะพร้าวตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะมีราคาดีมาก โดยชาวบ้านจะออกไปรับซื้อตามหมู่บ้าน แล้วนำไปขายให้แก่โรงงานแปรรูป หรือในอดีตเคยเผาถ่านขาย มีการรับวัว-ควายมาขาย แล้วพอเข้าช่วงหน้าร้อนก็จะพากันผลิตน้ำหวานแช่แข็งออกไปขาย

ถามผู้ใหญ่บ้านว่าอะไรที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอียอหันมายึดอาชีพเหล่านี้สร้างรายได้ คุณสมพาล บอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านรายหนึ่งไปหาซื้อพืชผลทางการเกษตรตามแหล่งปลูกต่างๆ แล้วนำไปขายที่ตลาด โดยชาวบ้านรายดังกล่าวทำอยู่ไม่นานก็มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้จึงทำให้ชาวบ้านหลังอื่นทดลองทำบ้าง แล้วก็ประสบความสำเร็จดีเช่นกัน จากนั้นคนในหมู่บ้านอียอทุกหลังคาเรือนจึงยึดอาชีพเช่นนี้ทำกัน

“กระทั่งปัจจุบันลูกบ้านทุกครัวเรือนมีรายได้ดี มีความสุข หน้าตาเบิกบานแจ่มใส เพราะถ้าสังเกตจากจำนวนครัวเรือนที่มี 128 หลังคาเรือน แล้วพบว่า 125 ครัวเรือน จะมีรถปิกอัพไว้ใช้กันอย่างน้อยบ้านละคัน หรือแม้แต่ทุกครั้งที่มีงานบุญแล้วต้องบริจาคเงินก็พบว่ายอดเงินบริจาคของชาวบ้านในชุมชนนี้จะสูงมากกว่าหมู่บ้านอื่น”

สนใจต้องการหาซื้อหอมแดง กระเทียม ไปขาย ติดต่อได้ที่ คุณสมพงษ์ สุขเมือง โทรศัพท์ (085) 015-1529

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้