รายงานพิเศษ : พัฒนาแหล่งน้ำ….กับความรับผิดชอบต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236644

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมชลประทาน แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน และการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการป้องกันบรรเทาภัยที่เกิดจากน้ำก็ตาม แต่อีกภารกิจหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่หลักดังกล่าว กรมชลประทานให้ความสำคัญเช่นกันก็คือ “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” (CSR-Corporate Social Responsibility)

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แม้จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กรมชลประทานก็พยายามที่จะลดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยได้กำหนดเป็นนโยบายว่า หากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำกระทบพื้นที่ป่าเท่าไร จะต้องปลูกป่าทดแทนไม่น้อยกว่า 2 เท่า ที่ผ่านมาได้ปลูกป่าไปแล้วไม่น้อยกว่า 90,000 ไร่ รวมทั้งยังได้โอนผืนน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ คืนให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช และกรมป่าไม้ หลังจากการก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อที่จะให้น้ำอยู่ควบคู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของป่าตลอดไป

นอกจากนี้กรมชลประทานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ ยังเข้าไปดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำ หรือฝายแม้ว เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ลดการชะล้างพังทลายของดิน และลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำธาร ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินบางส่วน ช่วยกักเก็บตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วย ทำให้คุณภาพของน้ำมีตะกอนปะปนน้อยลง และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยรอบ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของสัตว์ป่า ตลอดจนสามารถนำมาใช้เพื่อการเกษตรได้อีกด้วย

ว่าที่ร้อยตรีไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมชลประทาน ให้ความสำคัญในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมหลากหลายโครงการ ล่าสุดได้ร่วมกับสถานีวิทยุ จส.100 และ สมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นสมาคมของผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อในการทำงานเพื่อสังคม ดำเนินโครงการเพื่อสังคมเพิ่มอีก 2 โครงการคือ

1.โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคมอีกโครงการหนึ่งที่ต้องการสร้างความทัดเทียมให้พื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ และยังขาดแคลนน้ำดื่ม ได้มีน้ำดื่มที่สะอาดไว้บริโภคตลอดทั้งปี โดยได้นำร่องดำเนินการประสบผลสำเร็จมาแล้วที่ โรงเรียนบ้านหนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ติดชายแดนไทย-พม่า ทำให้นักเรียนกว่า 200 คน และชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงเรียน มีน้ำดื่มที่สะอาดและได้มาตรฐานบริโภค

สำหรับการดำเนินโครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารนั้น กรมชลประทานและสมาคมยี่สิบสองนอจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญและประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม โดยจะพิจารณาขนาดระบบกรองน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการ โดยที่โรงเรียนบ้านหนองหลวงนั้น ได้ติดตั้งระบบกรองน้ำประกอบด้วยถังเก็บน้ำดิบขนาด 2,000 ลิตร เพื่อรับน้ำที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปี จากนั้นจะต่อท่อเข้าสู่ระบบกรองที่ทันสมัย 7 ขั้นตอน ทำให้ได้ทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ที่สะอาด โดยน้ำดื่มจะถูกนำมาเก็บไว้ในถังพักน้ำขนาด 1,000 ลิตร ซึ่งระบบกรองน้ำดังกล่าวได้มีการตรวจสอบแล้วว่า น้ำที่ผ่านการกรองมีคุณภาพมาตรฐานสามารถนำไปบริโภคได้

และ 2.โครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โครงการนี้กรมชลประทานได้เล็งเห็นว่า สายตาเป็นเรื่องที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ และในพื้นที่ที่ประชาชนมีรายได้น้อยขาดโอกาสที่จะดูแลสุขภาพตาที่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสมองเห็นได้ชัดเจนสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ตลอดจนได้รับการแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพตาที่ถูกต้อง กรมชลประทานร่วมกับสมาคมยี่สิบสองนอจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยจะเข้าไปดำเนินการตรวจวัดสายตาประกอบแว่น ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมกับมอบแว่นสายตา และแว่นป้องกันแสงยูวี ให้กับประชาชนที่เข้ามาตรวจวัดฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ทั้งนี้ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ออกหน่วยปฏิบัติงานดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วที่ บ้านหนองหลวง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ปรากฏว่ามีประชาชนในพื้นที่เข้ามาตรวจวัดสายตามากกว่า 150 คน และที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาตรวจวัดสายตามากกว่า 200 คน

นายชาตรี บุญเกษม นายกสมาคมยี่สิบสองนอ กล่าวว่า สมาคมได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปีแล้ว เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ต้องการทำงานช่วยเหลือสังคม ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือสังคมที่หลากหลายโครงการ เช่น โครงการอาคารเรียนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง โครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ โครงการเพื่อการอนุรักษ์พืชสัตว์และสิ่งแวดล้อม โครงการน้ำดื่มสะอาดเพื่อถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น

สำหรับโครงการแว่นตาเพื่อประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารนั้น สมาคมได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้มีจิตกุศลบริจาคเครื่องมือตรวจวัดสายตาที่ทันสมัย มูลค่านับล้านบาทให้กับสมาคมเพื่อใช้ในการออกปฏิบัติงาน และการร่วมดำเนินกิจกรรมโครงการแว่นตากับกรมชลประทานในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลได้รับการตรวจวัดสายตาที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน ซึ่งสมาชิกสมาคมที่เข้าร่วมปฏิบัติทุกคนจะผ่านการฝึกอบรมจากจักษุแพทย์และผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการตรวจวัดสายตา นอกจากนี้ถ้าหากในการออกปฏิบัติงานโครงการแว่นตามีจักษุแทพย์ร่วมด้วย ก็จะดำเนินตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคตาเบื้องต้น แนะนำการดูแลสุขภาพตาที่ถูกต้อง รวมทั้งตรวจรักษาโรคทั่วไปให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ออกปฏิบัติการนั้นๆอีกด้วย

“ตั้งแต่ปี 2550 สมาคมได้มีการออกปฏิบัติงานโครงการแว่นตาในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน พะเยา กาญจนบุรี ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีจำนวนประชาชนมาตรวจวัดสายตาจนถึงปัจจุบันมากกว่า 10,000 คน และยังจะดำเนินการต่อไปตราบที่ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญยังมีปัญหาเรื่องสายได้ และยังได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทานเช่นนี้” นายกสมาคมยี่สิบสองนอกล่าว

สำหรับ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ในการตรวจรักษาตา และวัดสายตาประกอบแว่นที่สมาคมยี่สิบสองนอใช้ในปัจจุบันประกอบด้วย Snellen Chart, Slit Lamp, Auto refractometer, Fundus camera,Ratino, Trial Lens Set, Trial Frame, แว่นสายตาสั้น-ยาว, แว่นกันแสง UV, ยารักษาและยาหยอดตา

ปัจจุบันหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสำคัญกับโครงการ CSR มากขึ้น กรมชลประทานก็เช่นเดียวกัน มุ่งหน้าที่จะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว เพราะเข้าใจดีว่า โครงการพัฒนาต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ดังนั้นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม…จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกรมชลประทาน

รายงานพิเศษ : สวพ.2ชูแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236478

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร ได้น้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยและการพัฒนาการเกษตรอยู่ตลอดเวลา โดยยึดหลักบนทางสายกลาง มีความไม่ประมาท พึ่งตนเอง โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจในการกระทำที่รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในยุคไทยแลนด์ 4.0

นอกจากนี้ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ยังได้เน้นส่งเสริมการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยได้จัดทำแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมทั้งรูปแบบของการจัดการแปลงตามแนวพระราชดำริ และที่สำคัญ คือ องค์ความรู้ในเรื่องการผลิตพืชชนิดต่าง ๆ ที่มีทั้งแปลงผลิตพืชของจริง และป้ายอธิบายถึงรายละเอียดของการดูแลรักษาพืชแต่ละชนิด ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ในการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

นายสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหลักการที่สำคัญ คือ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนในปีที่ผ่านมาซึ่งได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชชนิดอื่นๆ ได้ ทำให้ไม่มีรายได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ในพื้นแปลงเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ที่มีสระกักเก็บน้ำภายในแปลง ยังสามารถทำการผลิตพืช สำหรับใช้เป็นอาหารในครัวเรือนและจำหน่ายได้

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ได้จัดทำแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีในปี 2539 ในพื้นที่ของสถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาการสุโขทัย อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย รวมพื้นที่ 10 ไร่ และได้มีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ดำเนินการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เป็นแปลงตัวอย่างให้เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ได้มาศึกษารูปแบบเพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตพืชต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็นสัดส่วนต่างๆ ดังนี้ ส่วนที่ 1 พื้นที่แหล่งน้ำ จำนวน 3 ไร่ โดยมีสระน้ำจำนวน 2 ลูก ความลึก 4 เมตร น้ำในสระนำมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกข้าว ใช้รดไม้ผล พืชไร่ พืชผัก และใช้เป็นแหล่งเลี้ยงปลากินพืชชนิดต่างๆ และกบในกระชัง ส่วนที่ 2 พื้นที่นาข้าว จำนวน 3 ไร่ ในหน้าฝนใช้ปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 โดยวิธีปักดำ หรือโยนกล้า โดยจะปลูกในวันแม่ คือ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี และเก็บเกี่ยวในวันพ่อ คือ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี

ในฤดูแล้งทำการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือพืชผัก ส่วนที่ 3 แปลงปลูกพืชผสมผสาน (พืชผัก ไม้ผล) ในร่องสวน จำนวน 3 ไร่ ปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ที่สอดคล้องกับภูมิสังคมของท้องถิ่นจังหวัดสุโขทัยและใกล้เคียง และความต้องการของตลาด เช่น ส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง มะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้สีทอง พันธุ์มหาชนก และพันธุ์โชคอนันต์ ชมพู่พันธุ์ทับทิมจันทร์ มะปราง มะยงชิด และกล้วย โดยในระยะแรกที่ไม้ผลยังไม่โต ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง และ พืชผัก เช่น ผักบุ้งจีน คะน้า บวบ แตงกวา มะระ น้ำเต้าพริก แซมระหว่างแถวไม้ผล ส่วนที่ 4 ที่อยู่อาศัย จำนวน 1 ไร่ ปลูกผักเป็นรั้ว พืชผักสวนครัว และพืชสมุนไพรเช่น ตะไคร้ ชะอม แมงลัก กะเพรา โหระพา มะเขือ ฟ้าทะลายโจรมะนาวในวงบ่อ มียุ้งฉางเก็บข้าว และโรงเพาะเห็ดนางฟ้า 2 โรง สามารถเพาะเชื้อเห็ดได้โรงละ 1,000 ก้อน รวมเป็น 2,000 ก้อนต่อรุ่น

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ในการจัดการแปลงไม้ผลในแปลงตัวอย่าง ประกอบด้วย การใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม การตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่ม ให้สะดวกในการดูแลและการจัดการ การห่อผล การป้องกันกำจัดโรคและแมลง เช่น การป้องกันเพลี้ยไฟในช่วงออกดอกและติดผลอ่อน การเก็บเกี่ยว และการขยายพันธุ์ และอีกหนึ่งเทคโนโลยีเด่น คือ การผลิตมะนาวในวงบ่อ ซึ่งจะมีรายละเอียดตั้งแต่การเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และตลาด เช่น พันธุ์พิจิตร 1 ที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ มีกลิ่นหอม และติดผลทั้งปี และพันธุ์ตาฮิติ ซึ่งเป็นที่ต้องการ ที่ไม่มีเมล็ด ดูแลง่าย และทนแล้ง การปลูก การดูแลรักษา และที่สำคัญ คือ เทคนิคการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู

เกษตรกรหรือผู้สนใจ สามารถติดต่อเข้าชมแปลงตัวอย่างเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย เบอร์โทรศัพท์ 0-5568-1384 หรือที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก เบอร์โทรศัพท์ 0-5531-1305

รายงานพิเศษ : ‘มันฝรั่ง’ปลูกได้ที่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236269

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันฝรั่ง (Solanum tuberosum L.) พืชที่มีศักยภาพอีกชนิดหนึ่งติดอันดับที่ 4 ของโลกรองจากข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด แม้มันฝรั่งจะไม่ได้เป็นพืชอาหารหลักของประเทศไทย แต่มีความสำคัญในด้านเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทที่สามารถสร้างรายได้สูงให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกิติพร เจริญสุข ผู้อำนวยการกลุ่มบริการวิชาการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มันฝรั่งเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ มีการปลูกมันฝรั่งเป็นอาชีพหลักกว่า 10,000 ครัวเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15,000-25,000 บาทต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,270 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากพื้นที่ทางภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งคิดเป็นสัดส่วน 94.91% มีเพียง 5.09% ที่มีการขยายผลมาปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย และนครพนม

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการปลูกมันฝรั่งมานานนับ 10 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งรวม 43,819 ไร่ ให้ผลผลิต 129,710 ตันและจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในปี 2558 มีการนำเข้ามันฝรั่งเพื่อใช้ในการแปรรูปสูงถึง 52,349.672 ตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 786.628 ล้านบาท และยังมีการนำเข้ามันฝรั่งสดเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี

จากปัญหาปริมาณมันฝรั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนินกิจกรรมการ
ขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยการส่งเสริมให้มีการปลูก
มันฝรั่งพันธุ์โรงงานในบางจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพิ่มมากขึ้น เน้นให้ใช้หัวพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรทดแทนหัวพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากผลทดสอบพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร มีการให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์ของต่างประเทศ ทั้งด้านการเจริญเติบโต และให้ผลผลผลิตสูงขึ้นกว่า 10% ปริมาณแป้งสูง อายุเก็บเกี่ยวนานขึ้น 10-20 วัน อีกทั้งลักษณะพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีลักษณะเป็นดินทรายถึงร่วนปนทราย เหมาะแก่การเจริญเติบโต และมีการเว้นระยะช่วงเวลาของการปลูก คือนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ทำให้การสะสมของโรคและแมลงศัตรูมันฝรั่งน้อยเมื่อเทียบกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ทั้งนี้ต้องปลูก
ในช่วงที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ที่เป็นช่วง
ฤดูหนาวจึงส่งผลให้มันฝรั่งเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญเกษตรกร
ต้องมีแหล่งน้ำสำรองสำหรับการให้น้ำตลอดอายุของการปลูก เพราะมันฝรั่งต้องการน้ำเฉลี่ยประมาณ 6-8 มม.ต่อวัน

ผลจากการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านแปลงทดสอบ 14 แปลง ที่ จังหวัดสกลนคร 12 แปลง และนครพนม 2 แปลง พบว่าการใช้พันธุ์มันฝรั่งคุณภาพของกรมวิชาการเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เฉลี่ยจาก 2.9 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 3.6 ตันต่อไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 6,905 บาทต่อไร่

นายกิติพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรให้การตอบรับในเรื่องของคุณภาพของหัวมันฝรั่งของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างดี อีกทั้งทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ 3 บริษัทหลัก ที่เป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ต่างก็ต้องการให้กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่
กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการนำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ ฉะนั้น ตนมองว่าการขยายผลการผลิตมันฝรั่งในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องคือการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถช่วยลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่ใช้กันอยู่ที่เฉลี่ย 5 กระสอบต่อไร่ รวมถึงค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว รวมแล้วต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตันต่อไร่ ขายผลผลิตได้กิโลกรัมละ 12 บาท จึงเหลือกำไรสุทธิประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ ซึ่งแผนงานในปี 2560 ก็จะมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีการผลิตมันฝรั่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยตั้งเป้าลดต้นทุนลงอย่างน้อย 20%

“มันฝรั่งจึงถือเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่ภาคอีสานอีก
ชนิดหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะสามารถปลูกเป็นพืชหลังนาสร้างรายได้ดี
ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการปลูกพืชทดแทนนาข้าว และที่สำคัญยังเป็นพืชที่อยู่ในระบบสัญญาข้อตกลงการผลิต หรือ
คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน 3 บริษัทใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ที่เรียกว่ามีเท่าไรก็รับซื้อหมดเพราะยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งทอดกรอบในประเทศไทย” นายกิติพร กล่าวย้ำ

รายงานพิเศษ : สวพ.2แนะเทคนิคปลูกมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236102

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ปรับตัวได้ดีในเกือบทุกสภาพพื้นที่ แม้ในดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมามีเพียงมันสำปะหลังที่มีผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างยาวนานน้อยที่สุด ในขณะที่อ้อยและข้าวโพดแล้งตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังกันมากขึ้นในปีการผลิต 2557/2558 มีพื้นที่เก็บเกี่ยวถึง 8,697,948 ไร่ ในขณะที่มีผลผลิตเฉลี่ยเพียง 3.864 ตันต่อไร่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกผลผลิตของมันสำปะหลังให้สูงขึ้น และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรมีผลตอบแทนสูงขึ้น

นายวีรวัฒน์ นิลรัตนคุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า การปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง มีปัจจัยอยู่หลายอย่างที่เกษตรกรควรทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นและลดต้นทุนได้ ประกอบด้วยฤดูปลูก การปรับปรุงดิน พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การใส่ปุ๋ย การยกร่อง ระยะปลูกที่เหมาะสม และการเก็บเกี่ยวโดยมีรายละเอียดดังนี้

ฤดูปลูก ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ต้นมันสำปะหลังได้รับน้ำฝน การปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เพราะมีระยะเวลาได้รับน้ำฝนนานกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการงอกของท่อนพันธุ์หากฝนทิ้งช่วง

การปรับปรุงดิน หลักสำคัญในการปรับปรุงดินคือการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพื่อให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เริ่มตั้งแต่การไถกลบเศษซากต้นและเหง้ามันสำปะหลังลงดิน ใส่ปุ๋ยคอกหรือเปลือกมันสำปะหลังจากโรงงาน หรือปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ

การเตรียมดิน ควรเตรียมดินให้ลึก เพื่อให้สามารถกักเก็บความชื้นในดินได้มากขึ้น โดยการใช้ผาล 3 ไถดะ ในกรณีที่มีการปลูกมันสำปะหลังมานาน อาจเกิดชั้นดินดานเป็นแผ่นแข็งใต้รอยไถทำให้น้ำฝนไม่ไหลซึมลงสูดินชั้นล่าง และทำให้รากพืชตื้น ไม่แผ่ขยาย หัวมันสำปะหลังมีขนาดเล็กให้ผลผลิตต่ำ หรือแม้กระทั่งเกิดน้ำไหลบ่าชะล้างหน้าดินเสียหาย ควรใช้ผาล 2 หรือผาล 3 ไถดินให้ลึกเพื่อระเบิดดินดานเป็นระยะ

พันธุ์มันสำปะหลัง ปัจจุบันมีพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร และพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แนะนำอยู่หลายพันธุ์ เช่นพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 13 ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 ห้วยบง 80 เป็นต้น แต่ละพันธุ์จะมีข้อดีเด่นต่างกัน เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยดูจากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร หรือปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ในแปลงของเกษตรกรเอง โดยทั่วไปผลผลิตของแต่ละพันธุ์จะไม่ต่างกันมากนัก แต่จะขึ้นอยู่กับการจัดการแปลงมากกว่า ในส่วนของปริมาณแป้งมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์ บางพันธุ์มีผลผลิตสูงแต่เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ไม่เป็นที่ต้องการของโรงงาน การเลือกพันธุ์จึงควรพิจารณาเรื่องของปริมาณแป้งด้วย

ระยะปลูก มันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่ชอบการปลูกระยะชิด หรือไม่ทนเบียด การใช้ระยะปลูกที่แคบเกินไป จะทำให้มันสำปะหลังแข่งกันเจริญเติบโตทางลำต้น หรือเรียกว่า“ขึ้นต้นหรือบ้าใบ” โดยจะออกยอดและแตกใบไปเรื่อยๆ เพื่อแย่งกันรับแสง แต่จะไม่ลงหัว ทำให้หัวมันมีขนาดเล็ก ผลผลิตต่ำ ดังนั้นระยะปลูกที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยยึดหลักดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง เช่น ในดินร่วนเหนียวซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูงควรใช้ระยะปลูก 1×1 เมตร หรือ 1.2×0.8 เมตร ส่วนในดินทรายให้ใช้ระยะปลูกที่แคบลงตามความเหมาะสมกับพื้นที่ โดยสามารถสังเกตจากการเจริญเติบโตทางลำต้น หากต้นมันสำปะหลังมีความสูงมากกว่า 3 เมตร แสดงว่ามีการเจริญเติบโตทางลำต้นมากเกินไป ในการปลูกครั้งต่อไปควรปรับระยะปลูกให้กว้างขึ้น

ท่อนพันธุ์ ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์มีการสะสมอาหารมากจะให้ผลผลิตสูง จึงควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุ 8-12 เดือน ไส้ในมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าครึ่งของลำ ตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาว 25 ซม. เลือกใช้บริเวณกลางลำ เนื่องจากส่วนยอดซึ่งเป็นยอดอ่อนจะตายง่ายหากฝนทิ้งช่วง ในขณะที่ส่วนโคนจะงอกช้าเพราะตาแก่ การเก็บรักษาท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ควรตั้งเป็นกระโจมและชะดินกลบโคน จะเก็บได้นานขึ้น

นายวีรวัฒน์กล่าวถึงการใช้ปุ๋ยว่า ถึงแม้มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนแล้ง และเจริญได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่มันสำปะหลังก็ยังต้องการธาตุอาหารเพื่อเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี โดยต้องการธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในอัตราส่วน 2:1:2 สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับมันสำปะหลัง คือ สูตร 15-7-18 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรือใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรโดยการผสมปุ๋ยใช้เอง โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60 มาผสมกันให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามที่ต้องการ นอกจากจะทำให้เกษตรกรสามารถใส่ธาตุอาหารได้ตรงตามปริมาณที่พืชต้องการแล้ว การผสมปุ๋ยใช้องยังช่วยให้ประหยัดค่าปุ๋ยลงได้อย่างน้อย 20-30% เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยสูตร ช่วยลดแรงงานค่าใส่ปุ๋ย และลดค่าขนส่งได้อีกด้วย

การยกร่อง ไม่ควรยกสันร่องให้ชันจนเกินไป เพราะน้ำฝนจะไหลบ่าไม่ซึมเข้าในสันร่อง แต่ควรยกร่องเป็นแบบหลังเต่า คือมีฐานร่องกว้าง เพราะการยกร่องแคบหัวมันจะไม่สามารถขยายออกด้านข้างได้ ถ้าเป็นไปได้ควรยกร่องขวางทางเดินของน้ำ เพื่อให้น้ำได้ซึมลงไต้ดินและชะลอการไหลบ่าของน้ำ

อย่างไรก็ตาม การกำจัดวัชพืช ในระยะ 3 เดือนแรกเป็นช่วงวิกฤติของมันสำปะหลัง ควรดูแลให้ปลอดจากวัชพืช จนพุ่มใบมันสำปะหลังคุมร่องทั้งหมด ส่วนการเก็บเกี่ยว มันสำปะหลังมีอายุเก็บเกี่ยวถึง 20 เดือน โดยผลผลิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุเก็บเกี่ยวและปริมาณน้ำในดิน ในเดือนมีนาคมมันสำปะหลังจะแตกใบอ่อนทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งเริ่มลดลง และมีปริมาณแป้งต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระยะแตกทรงพุ่มเต็มที่ หลังจากนั้นปริมาณแป้งจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น

รายงานพิเศษ : ผลไม้สหกรณ์จังหวัดระยองฮอตฮิต ครองแชมป์สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235897

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์ต่างๆ มาจำหน่ายในงานตลาดเกษตรดิจิทัล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดขึ้นบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 5-25 กันยายน 2559 นั้น นับว่าสินค้าของแต่ละสหกรณ์ได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นอย่างดี

โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า มีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อสินค้ากันเนืองแน่นทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ซึ่งสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานมีหลากหลายชนิด ทั้งผักสด ผลไม้ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า งานหัตถกรรม และส่วนหนึ่งเป็นสินค้าของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งอยู่ในการสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 13 ร้านค้า อาทิ กล้วยหอมทองปลอดสารพิษจากสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี แตงโมอพอลโล ลูกใหญ่ เนื้อแน่น หวานกรอบ จากวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแตงโมและพืชผักปลอดภัย จังหวัดชลบุรี ผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกองและสละ จากสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกินจำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้ครองแชมป์ร้านค้าที่มียอดจำหน่ายผลผลิตอันดับ 1 ของตลาดเกษตรดิจิทัล

ด้าน นางสาวปิยะนันท์ ประกอบกิจ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิก 212 ราย พื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ 2,000 ไร่ ผลผลิตสำคัญได้แก่ มังคุด ทุเรียน เงาะ ลองกอง และสละ โดยผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่เราจะคัดเกรดดีๆ ระดับส่งออกจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก 70% และส่งออกเพียง 30% เท่านั้น โดยมองว่าตลาดในประเทศยังต้องการผลไม้ไทยที่มีคุณภาพ มีกำลังซื้อหลากหลายระดับ แต่ผลผลิตที่วางขายไม่เพียงพอ คนไทยไม่ค่อยได้กินผลไม้ดีๆ ได้กินแต่ผลไม้เกรดรองในขณะที่ผลไม้ดีๆส่งออกหมด อย่างไรก็ตาม การนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ตลาดเกษตรดิจิทัลในครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเราได้คัดสรรผลผลิตคุณภาพจากสวนแบบสดๆ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ในราคาที่ยุติธรรม ซึ่งสามารถมาเลือกซื้อเลือกชิมกันได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โดยงานจะจัดถึง วันที่ 25 กันยายน 2559 นี้

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่านอกเหนือจากสินค้าผลไม้แล้ว ยังมีผ้ามัดหมี่ย้อมคราม ของกลุ่มสตรีสหกรณ์ไม้เบญจพรรณ จังหวัดสกลนคร ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมและมียอดขายสูงสุดในประเภทผ้าทอพื้นเมืองของตลาดเกษตรดิจิทัล รวมถึงสินค้าสหกรณ์ในประเภทประมงและปศุสัตว์ และอาหารแปรรูป ได้แก่ ปลานิลแปรรูปเป็นปลานิลทอดกรอบสมุนไพร คุกกี้ปลานิล น้ำพริก และปลานิลหยอง จากชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด จังหวัดเชียงราย ปลานิลแดดเดียว จากสหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อโคขุนคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม Max Beef จากสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม ไอศกรีมและนมพร้อมดื่มหลากหลายรสชาติจากสหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัด ไข่ไก่สดจากสหกรณ์ผู้เลี้ยง ไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด เนื้อหมูอนามัย จากสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัดจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้าวสาร ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล จากสหกรณ์ต่างๆ จำหน่ายโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัดข้าวราดแกงหมูชะมวงและแกงกะวาน ผัดเส้นจันท์ปูจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลายคลอง จำกัด จังหวัดจันทบุรี และขนมจีนน้ำยาจากกลุ่มแม่บ้านโพธิพระยา จังหวัดสุพรรณบุรี

“กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าให้เกิดความเข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถลดต้นทุน และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเพื่อให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการแปรรูปและขยายช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สัมมนาศูนย์ข้าวชุมชนกว่า2,000แห่งเชื่อมเครือข่ายชาวนา สร้างความเข้มแข็ง‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235503

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาประธานศูนย์ข้าวชุมชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายชาวนา สร้างความเข้มแข็งพัฒนานาแปลงใหญ่ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และเพื่อเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายองค์กรชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวเปลือกคุณภาพดี ให้มีความเข้มแข็งในด้านต่างๆ เช่น การผลิตข้าวคุณภาพดี การผลิตปัจจัยการผลิตในชุมชน และการตลาด

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสำหรับเพาะปลูก กระทรวงเกษตรฯ ได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการเชิญชวนเกษตรกรเข้ามาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นใช้เองในท้องถิ่น โดยให้รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่าศูนย์ข้าวชุมชน ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 1,650 ศูนย์ ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีเนื้อที่ประมาณ 8,000 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ไข่แดงสำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำนวน 200 ไร่ และพื้นที่ไข่ขาว จำนวน 7,800 ไร่ สำหรับนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาเพาะปลูกต่อไป โดยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรวมกันได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีมากขึ้น โดยในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนเป็นจำนวนมากได้เติบโต และมีความเข็มแข็งมากขึ้นเป็นที่พึ่งในด้านเมล็ดพันธุ์ และยังเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น เนื่องจากศูนย์ข้าวชุมชนมีกระจายอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ อีกทั้งยังต้องการยกระดับให้เกษตรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถดำรงอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เช่น การปรับปรุงพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดความรู้ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้พอเพียง เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งหวังที่จะต่อยอดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบการทำงานแบบนาแปลงใหญ่ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรในท้องถิ่น จึงได้จัดให้มีการลงนาม “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ระหว่างกรมการข้าวกับศูนย์ข้าวชุมชน” ในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย เพื่อให้การพัฒนาข้าวและชาวนามีประสิทธิภาพสูงสุด และกระชับความร่วมมือในการทำงานกับศูนย์ข้าวชุมชนให้มากยิ่งขึ้น ทั้งในระบบส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยจะได้จัดให้ผู้บริหารของกรมการข้าวในส่วนภูมิภาค คือ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวได้มีโอกาสพบปะกับประธานศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัด ที่ศูนย์รับผิดชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และวางแผนการทำงานร่วมกัน

สำหรับในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมขยายผลการดำเนินงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเกษตรแปลงใหญ่ โดยจะเพิ่มจำนวนแปลงให้ถึง 1,000 แปลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ร้อยละ 20 2.การปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรไม่เหมาะสมด้วย Agri-Map โดยการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวรอบแรก 0.57 ล้านไร่ การปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวรอบสอง 4.49 ล้านไร่ และการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชอื่นๆ และ 3.การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรแบบผสมผสาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ ในเรื่องนาแปลงใหญ่ โดยให้เกษตรกรมีการร่วมกลุ่มกันเพื่อสามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ได้จำนวน 5 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ระยะเวลาการชำระ 3 ปี อีกด้วย

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวขับเคลื่อนแนวนโยบายที่จะแก้ปัญหาเรื่องข้าวในระยะยาวให้กับชาวนาทั้งประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวของชาวนา เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว ซึ่งกรมการข้าว ได้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยลดต้นทุน เพิ่มคุณผลผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวนาให้เข้มแข็งอย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยการดำเนินงานพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นระบบนาแปลงใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพ ทั้งนี้ ได้มีการรวมกลุ่มชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและกลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวคุณภาพดี ที่มีการบริหารจัดการในรูปแบบเชิงอุตสาหกรรม โดยมีการพัฒนากรรมวิธีการปลูกข้าวแบบประณีต (Intensive Farming) นำชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ มีการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวของชานา และสามารถผลิตข้าวได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพดีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐาน (GAP) รวมทั้งต้องเชื่อมโยงการตลาด เพื่อให้สามารถกระจายผลผลิต และขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวปกติในท้องตลาด โดยจะมีการขับเคลื่อน การดำเนินงานในพื้นที่นาขนาดใหญ่ ที่ชาวนามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ

“เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ กรมการข้าวจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาในศูนย์ข้าวชุมชน และชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จึงจัดสัมมนาศูนย์ข้าวชุมชนกับการพัฒนานาแปลงใหญ่อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตปี 2559 และแนวทางการพัฒนานาแปลงใหญ่ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวและข้าวเปลือกคุณภาพดี ให้มีความเข้มแข็งต่อไป”อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้กำลังทวีความรุนแรง แล้วขยายวงกว้างออกไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนทำให้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และพืช

การรับมือภัยแล้งครั้งนี้ทุกหน่วยงานประสานมือกันอย่างเต็มที่ เข้มแข็ง ในการหามาตรการตลอดจนถึงแนวทางทุกชนิดมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือพี่น้องทุกครัวเรือนให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ลำบาก

สุรินทร์ เป็นอีกจังหวัดที่เตรียมแผนรับมือล่วงหน้ากับภัยแล้งนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรรมที่มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ เป็นการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาภัยแล้งเช่นนี้จึงกระทบกับอาชีพหลักของชาวบ้านอย่างแน่นอน

ส่วนแนวทางในการรับมือภัยแล้งดังกล่าว ชาวบ้านควรมีการเตรียมตัวอย่างไร และภาครัฐให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง ลองมาฟังรายละเอียดจากทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์

คุณภาสวัฒน์ มือขุนทด รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์ กล่าวถึงภาพรวมของเกษตรจังหวัดสุรินทร์ว่าขณะนี้มีการดำเนินงานตามนโยบายของทางรัฐบาลที่ว่าด้วยการลดต้นทุนการผลิต หาวิธีเพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ ตลอดไปถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาด ซึ่งเป็นเป้าหมายรวมและทิศทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน

แต่ขณะนี้เกิดภาวะเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในเรื่องภัยแล้ง ที่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้น แนวทางที่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ การลดพื้นที่ที่ต้องนำน้ำปริมาณมากมาใช้ทำการเกษตร ที่เป็นพื้นที่ทำนาปรังอยู่จำนวนหลายอำเภอ ขณะเดียวกันถ้าจำเป็นต้องทำนาปรังจะกำหนดขอบเขตให้อยู่ในเฉพาะพื้นที่ในเขตชลประทานเท่านั้น รวมถึงจะต้องพิจารณาดูว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอด้วยหรือไม่

ส่วนพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อย แล้วยังมีโอกาสขาดแคลนน้ำในอนาคตจะต้องงดโดยสิ้นเชิง อย่างในอำเภอรัตนบุรี หรืออำเภอโนนนารายณ์ เพื่อเปลี่ยนมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน

ดังนั้น ในกลุ่มพื้นที่เดือดร้อนเหล่านี้จะต้องมุ่งไปให้ความสำคัญกับการจัดหาน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค ก่อน โดยมีแนวทางแก้ไข อาทิ ควรจัดหาน้ำมาเติมในบ่อ เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา เพื่อบรรเทาปัญหาให้สามารถใช้ได้ถึงเดือนกรกฎาคมที่คาดว่าฝนจะเริ่มตก และนั่นคือ การบริหารจัดการน้ำ

อย่างไรก็ตาม ทุกแหล่งน้ำในทุกอำเภอของจังหวัด ได้มีการประสานงานกับทางชลประทาน เพื่อรักษาน้ำไว้ให้ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนมีน้ำไว้ใช้ ทั้งนี้ได้มีการทำแผนประชาสัมพันธ์ รณรงค์ พร้อมกับประชุมผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชุมชนทุกแห่งให้ทราบแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามที่วางแผนไว้ แต่ถ้าเป็นภาพรวมโดยทั่วไปแล้ว จังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ถึงกับขาดแคลนน้ำเพื่อการทำเกษตรกรรม

สำหรับกิจกรรมที่เตรียมไว้รองรับในยามน้ำน้อยนี้ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมให้ปลูกพืชตามหัวไร่ปลายนา ซึ่งมีแหล่งน้ำอยู่ในแต่ละแห่งแล้ว เพราะลักษณะการปลูกพืชของชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์มิได้ทำเกษตรกรรมชนิดแปลงใหญ่โตที่จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก แต่ในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ มีแปลงปลูกพืชขนาดเล็กที่สามารถนำน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

ประการต่อมาเป็นนโยบายที่ทางรัฐบาลกำหนดมา คือการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นความต้องการของชุมชน โดยระยะแรกทางสำนักงานเกษตรจะใช้หลักการพิจารณาดูว่าพืชชนิดใดที่อาศัยน้ำจากความชื้นในดิน อย่างถั่วลิสง ต่อมาจะเลือกพืชที่ต้องใช้น้ำบ้างแล้วสามารถใช้น้ำจากที่มีอยู่ในแต่ละชุมชนเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือและมีพืชที่ปลูกได้ในลักษณะเช่นนี้ อย่าง ข้าวโพด ถั่วเหลือง

กรณีที่เป็นการแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้นโดยส่วนใหญ่จะอิงกับวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน ทั้งนี้แต่ละชุมชนจะมีต้นทุนที่เป็นปัจจัยการผลิตอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง เช่น การทอผ้าไหม ก็จะมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันภายในบริเวณบ้านแต่ละหลัง หรืออาจเขยิบขึ้นมาในรูปธุรกิจอาชีพ อย่างกลุ่มที่ปลูกและแปรรูปฟักข้าวที่มีความเข้มแข็งมาก จนสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

ในสถานการณ์เช่นนี้อยากจะขอความร่วมมือจากชาวบ้านทุกท่าน คงต้องหันมาประกอบอาชีพที่ให้รายได้ในระยะสั้นกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง ฯลฯ ซึ่งเป็นการปลูกพืชที่ดูแลไม่ยาก ใช้น้ำเพียงเล็กน้อย แต่สามารถสร้างรายได้ในเวลารวดเร็ว อย่าเพิ่งไปคิดปลูกพืชที่ต้องลงทุนมากเพราะเสี่ยง

ทั้งนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกท่านที่รับผิดชอบลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างใกล้ชิดและบ่อยขึ้น เพื่อเป็นการแนะนำ อบรม ให้ความรู้การปลูกพืช รวมถึงจัดหากิจกรรมต่างๆ และทุกอำเภอมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มีหน้าที่ให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์ดินปุ๋ย เพื่อให้ความรู้ด้านการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ย หรือแม้แต่การแนะนำในเรื่องปุ๋ยสั่งตัด เพราะสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ท้ายนี้ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์กล่าวว่า อะไรที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากเกษตรกรรมขอให้บอกมา เพื่อที่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว เพื่อต้องการให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนมีความมั่นใจ สามารถอยู่ได้ในช่วงภาวะวิกฤตที่ทุกคนต้องเผชิญ ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานของภาครัฐจะอยู่เคียงข้างกับพี่น้องเกษตรกรตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ หรือรับฟังปัญหาแนวทางแก้ไข

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแหล่งปลูกหอมแดงที่มีพื้นที่มากที่สุดแล้วยังมีคุณภาพดีที่สุดคงต้องเป็นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพราะปลูกกันมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งภาค แล้วยังมีคุณลักษณะพิเศษคือ เปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรง เก็บรักษาได้ยาวนาน จึงเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีพ่อค้าจากจังหวัดใกล้เคียงมักมารับซื้อหอมแดงจากศรีสะเกษเพื่อนำไปกระจายขายยังหลายจุดทั่วประเทศ

การนำหอมแดงออกขายตามสถานที่ต่างๆ จะต้องผ่านการทำความสะอาด ที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าแต่งหอม เพื่อตัดแต่งสิ่งสกปรกรกรุงรังออกไป ให้เหลือแค่หัวหอมแดงสวยๆ ที่มีขนาดเท่ากัน พร้อมมัดเป็นจุกแลดูน่าซื้อ

ที่บ้านอียอ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านยึดอาชีพแต่งหอมกันเกือบทั้งหมู่บ้าน แล้วถือเป็นแหล่งใหญ่ที่นำหอมแต่งออกไปขายหลายจังหวัด สร้างรายได้และความมั่งมีอย่างมากให้แก่ชาวบ้านทุกครัวเรือน

คุณสมพาล ต้นทอง ในฐานะผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านนี้เคยปลูกหอมแดง แต่ประสบปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องราคาที่บางครั้งตกต่ำลงไปถึง 3-4 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากขาดทุนเป็นหนี้สินจึงเลิกปลูก แล้วหันมาเป็นพ่อค้าซื้อ-ขาย ดีกว่า ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ทุกครัวเรือน ทุกคนในบ้านไม่เลือกเพศ อายุ ต่างมีรายได้จากการทำหอมแต่งกัน

นอกจากนั้นแล้ว บางรายยังมีการแปรรูปด้วยการทำพริกคั่ว (พริกป่น) หรือแม้กระทั่งหอมเจียวส่งขายด้วยการทำแบบสำเร็จรูปแบ่งใส่ถุงขนาดเล็กส่งขายตามร้านส่งของ หรือตามร้านอาหาร ทั้งยังระบุว่าหอมเจียวเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาดีมาก แต่เนื่องจากมีขั้นตอน วิธีทำที่ยุ่งยาก จึงทำให้ชาวบ้านไม่นิยมทำกัน จะมีเพียง 1-2 ราย เท่านั้น

ผู้ใหญ่บ้านเผยว่า ราว 10 กว่าปีที่แล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ถือว่ายากจน จึงเริ่มจากการใช้ซาเล้งส่งขายก่อน แล้วค่อยๆ มีการพัฒนาจนซื้อรถปิกอัพเพื่อต้องการไปบรรทุกหอมแดง/กระเทียมมาขายได้คราวละจำนวนมาก เนื่องจากมีความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาหอมแดงสูงมาก เพราะมีทั้งจำนวน/คุณภาพดีเยี่ยม สามารถส่งขายต่างประเทศได้ราคาสูง ในคราวนั้นชาวบ้านมีรายได้กันเป็นล้านบาท”

คุณสมพงษ์ สุขเมือง พ่อค้าที่รับซื้อ-ขายหอมแดง บอกว่า ซื้อหอมแดงและกระเทียมมาจากตลาดขายส่งใหญ่ที่ชื่อ ตลาดท่าเรือ ในจังหวัดศรีสะเกษ ในทุก 2-3 วัน/ครั้ง บรรทุกหอมแดงใส่รถปิกอัพ ครั้งละประมาณ 3 ตัน ส่วนกระเทียมประมาณตันกว่า

หลังจากซื้อมาแล้วจะนำมาตัดแต่งมัดเพื่อให้สวยงามน่าซื้อ แล้วแยกขนาด มีค่าจ้างตัดแต่งและมัด ถ้าเป็นกระเทียมกิโลกรัมละ 5 บาท ถ้าเป็นหอมแดงกิโลกรัมละ 2-3 บาท หรืออาจใช้วิธีเหมา 30 กิโลกรัม ในราคา 70 บาท

ชาวบ้านที่มัดหอมแดง กระเทียม 1 คน จะมัดได้วันละประมาณ 90 กิโลกรัม แล้วจะมีรายได้ประมาณ 200 บาท แต่ถ้าทำกันเต็มวันอาจได้ถึง 300 บาท/วัน เมื่อแต่งหอม กระเทียมเสร็จจึงนำออกไปส่งขายตามสถานที่ต่างๆ ที่ลูกค้าสั่งไว้ ตลอดจนร้านขายริมทางด้วย ในราคาขายกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท และมีหลายขนาด

คุณสมพงษ์ ชี้ว่า ตลาดหอมแดง กระเทียมไม่เคยว่าง ปริมาณหอมแดงที่ศรีสะเกษจะเริ่มต้นช่วงปลายปี แล้วจะค่อยๆ ลดลงจนประมาณเดือนเมษายน พอหอมแดงจากศรีสะเกษหมดลงก็จะเปลี่ยนมารับซื้อหอมแดง กระเทียมที่ส่งมาทางภาคเหนือจากพะเยา อุตรดิตถ์ ที่จะส่งมารวมขายที่ศรีสะเกษ

จากประสบการณ์ 10 กว่าปี คุณสมพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าปีใดที่มีดอกหอมมาก ปีนั้นราคาหอมแดงลดลงเพราะมีการเน่าเสียเกิดขึ้น อย่างในขณะนี้มีดอกหอมน้อย จึงทำให้หอมแดงมีความสมบูรณ์ คุณสมพงษ์ ชี้ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดมาจากสภาพอากาศเปลี่ยน

พ่อค้ารายนี้อธิบายการออกไปซื้อหอมแดง กระเทียมที่ตลาดท่าเรือ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะต้องเหมาเป็นคันรถตามราคาที่ตกลง อย่างไรก็ตาม ภายในรถคันนั้นอาจมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพและด้อยคุณภาพปะปนกัน ดังนั้น จึงต้องใช้ความชำนาญในการดูว่ามีความสมบูรณ์มาก/น้อยเพียงใด เพราะอาจมีผลต่อกำไรมาก/น้อยด้วย

ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพค้าขายหอมแต่งจะแบ่งหน้าที่กัน อย่างผู้ชายจะออกไปซื้อและนำไปขาย ส่วนผู้หญิงและคนสูงอายุจะรับจ้างมัดตัดแต่งหอมแดง กระเทียมอยู่กับบ้าน

“การบรรทุกหอมแดง กระเทียม นอกจากจะใช้รถปิกอัพเป็นพาหนะไปส่งตามจุดต่างๆ ห่างไกลแล้ว ในแหล่งขายที่ไม่ไกลและเป็นพื้นที่จำกัดคับแคบ ชาวบ้านมักใช้รถซาเล้ง (พ่วงข้าง) ใส่หอมแดง กระเทียมไปส่งขาย เพราะมีความคล่องตัว ซาเล้งคันหนึ่งสามารถบรรทุกได้ 200 กิโลกรัม สำหรับรถปิกอัพนำออกไปขายทุก 2 วัน แต่ถ้าเป็นซาเล้งออกไปขายทุกวัน แค่ไม่เกิน 2 วัน ก็ขายหมดรถแล้ว”

คุณสมพงษ์ เผยว่า การกำหนดราคาหอมแดงกับกระเทียมม่วงเพื่อขายส่งนั้น ทางกลุ่มจะตั้งราคาด้วยวิธีการชั่งน้ำหนักทั้งกระสอบ (30 กิโลกรัม) แล้วคำนวณต้นทุนทุกอย่างรวมกัน ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วกำไรที่ผู้ขายจะได้มักอยู่ที่ราคา 2-3 บาท/กิโลกรัม ส่วนกระเทียมทางผู้ขายต้นทางกำหนดราคาไว้ให้ได้เพียงกิโลกรัมละ 2 บาท โดยสินค้าทั้งหมดที่กำหนดแล้วจะเสนอผู้รับซื้อปลายทางก่อนเพื่อจัดการต่อรองราคากันก่อนนำส่ง

คุณสมพงษ์ บอกว่า หอมแดง กระเทียมที่วางขายตามแผงค้าริมทาง และอีกหลายแห่งนั้นล้วนมาจากทางหมู่บ้านอียอเป็นส่วนใหญ่ แล้วตลาดที่ไปส่งยังพื้นที่ไกล ไม่ว่าจะเป็นแถวระยอง ตราด จันทบุรี สระแก้ว ทั้งนี้ ลูกค้าที่ไปส่งมักมีการแนะนำกัน

นอกจากหอมแดง กระเทียมที่เป็นสินค้าหลักจากการสร้างรายได้แล้ว คนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังขยันหาอาชีพอื่นสร้างรายได้กันในทุกช่วงฤดูกาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปตระเวนรับซื้อมะพร้าวตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะมีราคาดีมาก โดยชาวบ้านจะออกไปรับซื้อตามหมู่บ้าน แล้วนำไปขายให้แก่โรงงานแปรรูป หรือในอดีตเคยเผาถ่านขาย มีการรับวัว-ควายมาขาย แล้วพอเข้าช่วงหน้าร้อนก็จะพากันผลิตน้ำหวานแช่แข็งออกไปขาย

ถามผู้ใหญ่บ้านว่าอะไรที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอียอหันมายึดอาชีพเหล่านี้สร้างรายได้ คุณสมพาล บอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านรายหนึ่งไปหาซื้อพืชผลทางการเกษตรตามแหล่งปลูกต่างๆ แล้วนำไปขายที่ตลาด โดยชาวบ้านรายดังกล่าวทำอยู่ไม่นานก็มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้จึงทำให้ชาวบ้านหลังอื่นทดลองทำบ้าง แล้วก็ประสบความสำเร็จดีเช่นกัน จากนั้นคนในหมู่บ้านอียอทุกหลังคาเรือนจึงยึดอาชีพเช่นนี้ทำกัน

“กระทั่งปัจจุบันลูกบ้านทุกครัวเรือนมีรายได้ดี มีความสุข หน้าตาเบิกบานแจ่มใส เพราะถ้าสังเกตจากจำนวนครัวเรือนที่มี 128 หลังคาเรือน แล้วพบว่า 125 ครัวเรือน จะมีรถปิกอัพไว้ใช้กันอย่างน้อยบ้านละคัน หรือแม้แต่ทุกครั้งที่มีงานบุญแล้วต้องบริจาคเงินก็พบว่ายอดเงินบริจาคของชาวบ้านในชุมชนนี้จะสูงมากกว่าหมู่บ้านอื่น”

สนใจต้องการหาซื้อหอมแดง กระเทียม ไปขาย ติดต่อได้ที่ คุณสมพงษ์ สุขเมือง โทรศัพท์ (085) 015-1529

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

ชวนมากินผักปลอดภัย ที่กลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านคูขาด อำเภอศรีณรงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนมากินผักปลอดภัย ที่กลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านคูขาด อำเภอศรีณรงค์

หมู่บ้านคูขาด เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2420 โดยตั้งชื่อตามสภาพภูมิประเทศของหมู่บ้าน ซึ่งเดิมเคยมีคันคูโบราณ จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก มีความยาวประมาณ 1,400 เมตร กั้นหนองน้ำขนาดใหญ่ไว้ พอเข้าสู่ฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากเกิน จนทำให้คูโบราณไม่สามารถต้านทานแรงน้ำได้ จนทำให้คันคูขาด ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านทุกปี จนชาวบ้านเรียกติดปากว่า “คูขาด” พร้อมกับได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านคูขาด” ปัจจุบันหนองคูขาดเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในหมู่บ้านคูขาดแห่งนี้

ชาวบ้านที่บ้านคูขาดมีอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำนา มีสวนยางพารา และไร่มันสำปะหลัง ในยามว่างจากอาชีพหลักพวกเขาจะร่วมกันปลูกผักพื้นบ้านหลายชนิดแบบอินทรีย์เพื่อไว้รับประทาน โดยใช้พื้นที่ริมหนองน้ำจัดทำเป็นแปลงปลูกผัก ไม่มีการเก็บเงินค่าเช่าที่ปลูกแต่ประการใด ใครชอบรับประทานผักอะไรก็ปลูก แต่มีกติกาเพียงอย่างเดียวคือ ห้ามใช้สารเคมี

ครั้นพอได้ผลผลิตต่างนำมาแลกกัน ปรากฏว่าผักที่ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนปลูกซ้ำชนิดกันจนทำให้ต้องนำไปขายตามหมู่บ้านเพื่อป้องกันความเสียหาย พอชาวบ้านต่างหมู่ทราบว่าเป็นผักปลอดภัย แถมยังขายในราคาถูก ต่างให้ความสนใจแห่ซื้อกันจนหมดเกลี้ยงทุกครั้ง และนี่เองจึงเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นแนวคิดการตลาดปลูกผักอินทรีย์ขายของชาวบ้านหมู่บ้านคูขาดแห่งนี้

พื้นที่จำนวนทั้งหมด 10 ไร่ ที่โอบล้อมหนองคูขาด ถูกแบ่งย่อยออกเป็นแปลงเล็ก ขนาดพื้นที่ราว 1 งาน จำนวนหลายแปลง เพื่อให้ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนใช้ปลูกผัก ทั้งนี้ ผักแต่ละชนิดชาวบ้านจะไม่สามารถเลือกปลูกได้ตามใจดั่งเช่นก่อนแล้ว แต่ต้องมีการวางแผนปลูกผักโดยดูจากความเหมาะสมของฤดูกาล รวมถึงความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้คุ้มค่ากับการลงทุน

ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มจะต้องมาลงชื่อไว้แล้วแจ้งความต้องการว่าจะปลูกผักอะไร จากนั้นจึงมาพิจารณาร่วมกันเพื่อจัดสรรว่าแปลงไหนใครเป็นผู้ปลูกผักชนิดใด ปัจจุบันมีสมาชิกที่ลงชื่อปลูกผักจำนวนทั้งสิ้น 43 ราย แต่ลงมือปลูกกันอย่างจริงจังเพียง 29 ราย ในจำนวนนี้ บางรายทำเกษตรกรรมอยู่กับบ้าน บางรายมีอาชีพเป็นพนักงาน ข้าราชการ ซึ่งแต่ละรายจะต้องปลูกและดูแลผักของตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือด้านระบบน้ำจากภาคราชการและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

คุณนุชนาฎ ทองอัม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และ คุณพิทักษ์ บุญเอก ประมงอาสา และสมาชิกกลุ่ม เป็นตัวแทนกลุ่มเพื่อให้รายะเอียดการปลูกผักอินทรีย์ในครั้งนี้

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เผยว่า ที่มาของการปลูกผักอินทรีย์ครั้งนี้เริ่มมาจากการขุดลอกหนองคูขาดให้ลึกเพื่อรองรับน้ำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และดินที่ขุดขึ้นมาจากหนองได้นำมากองไว้บริเวณด้านข้างรอบหนอง กระทั่งเกิดเป็นความคิดของชาวบ้านร่วมกันเพื่อจะใช้ประโยชน์จากดิน เลยมาสรุปตรงกันว่าควรปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานกันดีกว่าจะได้ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยครั้งแรกจะช่วยกันหาบน้ำขึ้นมาจากหนองเพื่อใช้ราดผัก และยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วย

สำหรับแนวทางการปลูกแบบอินทรีย์ คุณพิทักษ์ เล่าว่า ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากทางศูนย์วิจัยจังหวัดสุรินทร์ได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการทำปุ๋ยหมัก จากนั้นจะต้องไถพรวนดินในแปลงเพื่อตากดินให้แห้ง ทิ้งไว้สัก 1 อาทิตย์

ส่วนปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมักที่ใช้นั้น แต่ละครอบครัวต้องทำกันเอง รวมถึงจะต้องมีการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของการปลูกพืชชนิดใดด้วยว่ามีระยะเวลาปลูกนานเท่าไร มีการใช้ปุ๋ยชนิดใดในปริมาณเท่าไร ขณะเดียวกัน สมาชิกกลุ่มบางรายเป็นผู้สูงอายุจึงต้องให้ความช่วยเหลือทางด้านการบันทึกข้อมูลด้วย ทางด้านเมล็ดพันธุ์บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการ แต่บางชนิดต้องซื้อเอง

“ราคาขายโดยทั่วไปมีราคาเฉลี่ยที่ 5-10 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการปลูก รวมถึงต้นทุนการปลูก แต่ยืนยันว่าผักที่ทางกลุ่มวางขายมีขนาดกำใหญ่กว่าที่ขายทั่วไป แต่อาจดูไม่สวยเหมือนผักที่ขายตามตลาด แต่ผู้บริโภคก็เข้าใจดีเพราะรู้ว่าเป็นผักอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยแม้จะไม่สวย แถมยังขายดีมาก ปลูกกันไม่ทัน”

สำหรับรายได้ของชาวบ้านที่ปลูกผักจะเกิดขึ้นจากการขายผักของตัวเอง บางรายขายให้กับทางกลุ่มที่จะรับซื้อในราคากลุ่มกำหนดไว้ แต่บางรายอาจนำผักตัวเองหรือรับซื้อผักเพื่อนสมาชิกแล้วนำไปขายยังแหล่งชุมชน

ผลแห่งความตั้งใจจริง ตลอดจนความร่วมมือสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชนแห่งนี้ จึงทำให้แปลงปลูกผักทุกคนมีผักอินทรีย์ของแท้ที่มีคุณภาพ แม้จะดูไม่สวยงามเหมือนผักในตลาดแต่รับรองในความปลอดภัย ทั้งยังสนใจที่จะนำแนวคิดนี้ไปเป็นตัวอย่างเผยแพร่ในท้องถิ่นอื่น ตลอดจนต้องการสร้างเครือข่ายปลูกผักด้วย นอกจากนั้น ยังมีหลายรายติดต่อขอซื้อผักไปขาย แต่คงยังทำไม่ได้เพราะที่ขายอยู่ในชุมชนยังไม่พอแก่ความต้องการ

คุณพงศักดิ์ สายแก้ว รักษาการเกษตรอำเภอศรีณรงค์ กล่าวว่า เมื่อมองดูความตั้งใจและความมุ่งมั่นของชาวบ้านกลุ่มนี้แล้วคิดว่าคงมีโอกาสจัดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แล้วยังจะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ออกไปยังชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นเพื่อให้ทราบกันโดยทั่วไปว่า กลุ่มชาวบ้านคูขาดนี้เป็นกลุ่มที่สามารถปลูกผักอินทรีย์ได้อย่างมีคุณภาพ

“อีกทั้งทางสำนักงานเกษตรอำเภอจะเข้ามาช่วยวางแผนการปลูกผักในแต่ละชนิดเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและถูกต้อง นอกจากนั้น ยังจะช่วยดูสัดส่วนความต้องการผักในแต่ละชนิดเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด”

คราวนี้ไปฟังข้อมูลจากชาวบ้านว่าได้รับความพึงพอใจกับการปลูกผักอินทรีย์ในครั้งนี้อย่างไร? อย่างท่านแรก คุณบัวทอง ผลเจริญ อายุ 60 ปี ปลูกผักทุกอย่างแล้วนำไปขายด้วยตัวเอง โดยนำผักของตัวเองและรับซื้อผักจากสมาชิกใส่จักรยานแล้วถีบขายตามชุมชนบ้านเรือน ขายหมดทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 400 บาท นอกจากปลูกผักอินทรีย์แล้ว ยังทำนาปลูกข้าว ทำสวนยาง คุณบัวทอง บอกว่า รายได้จากการปลูกผักนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ส่วนรายได้จากทำนาและยางพารานำไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.

หรืออย่าง คุณสวาท บุญเสริม อายุ 68 ปี บอกว่า ปลูกผักอินทรีย์มา 3 ปี ตอนทำครั้งแรกยังไม่เก่งและผลผลิตมีน้อยเพราะยังขาดความเข้าใจ อีกทั้งดินที่ปลูกเป็นดินใหม่ที่ยังขาดแร่ธาตุอาหาร ผักที่ปลูกแล้วเก็บขายในแปลง ถือว่ารายได้จากการปลูกผักดีมาก สำหรับการลงทุนปลูกผัก คุณสวาท เผยว่า มีการลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์บางชนิด ซื้อปุ๋ยคอก แต่ตอนนี้ทำปุ๋ยคอกเองจากมูลวัวที่เลี้ยงจึงไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ผักของคุณสวาทจะมัดเป็นกำขายปลีก กำละ 5 บาท แต่ถ้าขายส่ง กำละ 4 บาท สามารถขายได้วันละกว่า 20 กำ หรือในบางคราวมีการเหมาผักไปทำอาหารเลี้ยงตามงาน แล้วยังชี้ว่า ปลูกผักอินทรีย์ไม่ยาก แต่ขอให้มีแรงและความขยันเท่านั้น และที่ทำทุกวันนี้ถึงแม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่มีความสุขเพราะได้มีโอกาสออกกำลังกาย คือต้องเดินไปรดน้ำผักทุกเช้า-เย็น ทุกวัน

ชาวบ้านอีกท่านคือ คุณจุก เสนาพงศ์ อายุ 66 ปี มีอาชีพหลักคือทำนา ปลูกผักอินทรีย์มาเป็นเวลา 3 ปี ผักที่ปลูกมีหลายชนิดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง พริกขี้หนู ฟักทอง เป็นต้น คุณจุก ชี้ว่า การปลูกผักอินทรีย์เป็นเรื่องง่าย อีกทั้งผักที่ปลูกด้วยตัวเองกับเพื่อนสมาชิกล้วนเป็นผักที่สะอาด ปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างที่ปลูกอยู่ในช่วงนี้เป็นพริกขี้หนู จำนวน 200 กว่าต้น รวมทั้งยังปลูกผักอื่นแซมไปด้วย ทั้งนี้ ระหว่างรอเวลาเก็บพริกขาย อาจมีรายได้จากผักชนิดอื่นที่ปลูกแซมไว้

นับเป็นตัวอย่างของความสำเร็จอันมาจากความร่วมมือกันทุกคนของชาวบ้านหมู่ที่ 5 บ้านคูขาด ตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ที่ต่างเข้าใจดีถึงสถานการณ์ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น แล้วพร้อมให้ความร่วมมือกับภาคราชการอย่างเต็มที่ จนในที่สุดความสำเร็จก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่ยากเลย…

หน่วยงานใดสนใจแนวคิดนี้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณพงศักดิ์ สายแก้ว รักษาการเกษตรอำเภอศรีณรงค์ โทรศัพท์ (081) 725-3747

ขอขอบคุณ : เกษตรอำเภอศรีณรงค์ และคณะเจ้าหน้าที่เกษตรทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

สวนมะม่วง ปลูกแบบสวนป่าธรรมชาติ ขยายพันธุ์ ทาบกิ่ง เสียบยอด สร้างเงินสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

สวนมะม่วง ปลูกแบบสวนป่าธรรมชาติ ขยายพันธุ์ ทาบกิ่ง เสียบยอด สร้างเงินสร้างรายได้

มะม่วง เป็นไม้ผลที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าทุกบ้านที่ปลูกไม้ผลเพื่อเป็นร่มเงาคงจะขาดต้นมะม่วงเสียไม่ได้ นอกจากจะให้ร่มเงาบดบังแสงตะวันยามบ่ายแล้ว พอถึงช่วงฤดูผลิดอกออกผลยังได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีไว้กินประจำบ้าน และแจกญาติสนิทมิตรสหายที่มาเยี่ยมเยือน

สมัยผู้เขียนยังเด็ก ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียน กิจกรรมที่ชอบทำคือเล่นน้ำในแม่น้ำท่าจีนกับญาติพี่น้อง แหม!…นึกถึงแล้ว อากาศร้อนๆ แบบปัจจุบันนี้ ถ้าได้เล่นน้ำแบบสมัยก่อนโดยกระโดดลงน้ำจากต้นไม้ที่ปลูกไว้ใกล้ริ่มฝั่งแม่น้ำคงจะสุขสบายใจไม่น้อย

ต้นไม้ที่ต่างจังหวัดชอบปลูกภายในบ้านริมฝั่งแม่น้ำแถวบ้านผู้เขียนก็จะมีทั้ง ต้นหว้า มะกอกน้ำ ขาดเสียไม่ได้คงจะหนีไม่พ้นต้นมะม่วง ขณะที่ผู้เขียนเล่นน้ำชุ่มฉ่ำอุราคลายความร้อน ญาติพี่น้องก็จะเด็ดผลมะม่วงโยนลงมาในน้ำ รออะไรละครับ รีบหยิบรีบมองแบบตาลีตาเหลือก หากชักช้าผลมะม่วงลอยตามน้ำไปเป็นแน่ เมื่อมะม่วงเข้าปากตัวเราก็แช่ในน้ำ กินกันอย่างอร่อยแบบสุขใจสุดๆ หาที่ไหนไม่ได้เท่ากับชนบทบ้านเราจริงๆ

มะม่วง ที่กินบางต้นอร่อยบางต้นไม่อร่อย ในสมัยนั้นผู้เขียนก็ไม่ค่อยเข้าใจ จึงเกิดความสงสัยว่ามันเกิดจากอะไร ก็สอบถามลุงๆ ป้าๆ จึงได้คำตอบว่า ต้นที่ไม่อร่อยบางทีเกิดจากการนำเมล็ดของต้นแม่มาปลูกมันก็จะกลายพันธุ์ออกไป สมมุติต้นแม่อร่อยแต่ต้นลูกที่ปลูกด้วยเมล็ดกลับให้ผลที่มีรสชาติไม่อร่อย และเวลาออกผลก็จะมีผลมะม่วงไม่ดกก็มี ส่วนต้นที่มีรสชาติดีเป็นเพราะต้นนั้นเป็นต้นที่ได้จากการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ดังนั้น ลักษณะจึงไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากต้นแม่ ยังคงเลิศรสเหมือนถอดแบบกันมาโดยตรง เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาต้นมะม่วงปลูกไว้ที่บ้าน คงรู้แล้วใช่ไหมครับ ควรเลือกต้นพันธุ์แบบไหนดี

คุณสุทิน หะสิตะ อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 2 ตำบลชุมพลบุรี อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่ทำสวนปลูกมะม่วงเพื่อขยายกิ่งพันธุ์ โดยปลูกแบบคล้ายสวนป่าที่ไม่ยึดกฎเกณฑ์ตายตัว ภายในสวนมีไม้ยืนต้นและไม้ผลหลายชนิด เช่น สัก ตะเคียน ประดู่ ยางนา ขนุน และมะม่วง ฯลฯ ปลูกแบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง และที่เขาทำหลักๆ คือขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงสร้างรายได้

เกษตร คือ งานที่ชอบและถนัด

คุณสุทิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาทางด้านการเกษตร จึงเริ่มประกอบอาชีพตามที่ได้ร่ำเรียนมาทันที โดยไม่มองงานด้านอื่นว่าเหมาะสมและรักเท่ากับการทำเกษตร

“ผมเรียนจบมาปี 27 ซึ่งเดิมบ้านผมอยู่ที่ชัยนาท ผมก็ได้มาแต่งงานกับภรรยา ประมาณ ปี 30 ก็เลยมาอยู่ที่นี่เลย การเกษตรที่ผมทำเกี่ยวกับสวนมะม่วง ไม่ได้เป็นแบบสวนสวยๆ แบบทั่วไป ผมปลูกหลายอย่าง คือเรียกว่ารวมกันไปหมด ไม้ผล ไม้ป่า เป็นแบบธรรมชาติเลย ผสมเยอะแยะเต็มพื้นที่ไปหมด เหมือนวนเกษตรประมาณนั้น” คุณสุทิน เล่าถึงความเป็นมา

พรรณไม้ที่สร้างเงินให้กับคุณสุทินเป็นส่วนใหญ่คือ ต้นมะม่วง ซึ่งปลูกไว้เพื่อขยายพันธุ์สำหรับจำหน่าย

“ผมขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงกิ่งใหญ่ ซึ่งก็จะมีต้นพันธุ์เอง ตอนนั้นที่ดินที่จะลงปลูกยังไม่มีไม้มากนัก ผมก็ไปเอาไม้ที่ปลูกอยู่ที่ชัยนาทบ้านเกิดมาจำหน่ายก่อน โชคดีช่วงนั้นที่ ปี 35 กิ่งพันธุ์ที่ผมมีทั้งหมดที่ชัยนาทย้ายมาปลูกที่สุรินทร์ไว้มั้งแล้ว อย่างละ 2 ต้น 5 ต้น เพราะ ปี 38 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ชัยนาท มะม่วงที่ปลูกไว้ตายหมด ผมก็ไม่มีไม้ที่ชัยนาทเหลือ เลยมาทำที่นี่อย่างเดียวเลยตั้งแต่นั้นมา” คุณสุทิน เล่าถึงอุปสรรคที่ฝ่าฟันในช่วงนั้น

จากการนำต้นมะม่วงมาปลูกอย่างละไม่กี่ต้น ด้วยความสามารถและขยันมุ่งมานะอุตสาหะของคุณสุทินที่ปลูกและขยายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ภายในสวนมีต้นมะม่วงมากกว่า 1,000 ต้น

ขยายพันธุ์ให้ดี

เป็นที่ต้องการของลูกค้า

มีวิธีการ ดังนี้

คุณสุทิน เล่าว่า พื้นที่ก่อนที่จะมาปลูกมะม่วงนั้นเคยเป็นไร่อ้อยมาก่อน จึงต้องมาปรับสภาพดินใหม่ เพราะดินยังไม่เหมาะสมที่จะปลูกมะม่วงได้

“ดินที่ปลูกตอนนั้นยังไม่ดี บางหลุมเอามะม่วงมาปลูก 3-4 ครั้ง ก็ยังตาย ปลูกหลายครั้งมากจนกว่าจะได้ต้นขึ้นมา ผมก็เลยใช้ระบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง ปลูกแบบป่าเลย เพื่อให้ใบไม้ลงมาทับถม พอนานไปดินมันก็จะเริ่มดีขึ้น พอต้นไม้มันใหญ่วัชพืชตามพื้นมันก็จะไม่มี ดินดีขึ้นไส้เดือนก็มาอยู่ มะม่วงกับไม้ป่าไม่เน้นว่าจะห่างเท่าไหร่ ปลูกเลยไม่ยึดแนวยึดแถวอะไรมาก เพราะว่ามะม่วงขยายกิ่งจำหน่ายตลอด ไม่มีใหญ่เกินไปแข่งกับไม้อื่น ความสูงก็จะพอดี เพราะเราตัดไปจำหน่ายตลอด” คุณสุทิน กล่าว

ก่อนที่จะขยายพันธุ์มะม่วง คุณสุทิน บอกว่า จำเป็นที่ต้องเตรียมเพาะต้นตอไว้เสียก่อน เพื่อนำต้นตอมาใช้สำหรับทาบกับกิ่งพันธุ์ดี นำเมล็ดของมะม่วงแก้วหรือมะม่วงแก้วขมิ้นมาเพาะตามพื้นที่ทั่วไป ให้เมล็ดงอกและได้ขนาดตามที่ต้องการ

“มะม่วงแก้ว กับแก้วขมิ้นนี่เมล็ดมันมีเกือบทั้งปี เพาะเมล็ดไม่ต้องเอาขั้นตอนอะไรมาก เพาะตามพื้นดินทั่วไป รดน้ำให้ได้ความชื้น พอเมล็ดงอกได้ขนาดพอเหมาะ เราก็ค่อยถอนมาล้างรากให้สะอาด แล้วขึ้นทาบกับยอดบนต้นกิ่งพันธุ์ดีได้เลย” คุณสุทิน อธิบายการทำต้นตอสำหรับใช้ทาบกิ่ง

นำต้นตอมะม่วงแก้วที่แข็งแรงดีแล้วมาทำความสะอาดและตัดรากที่ยาวเกินไปออก นำมาใส่ลงในถุงใส ขนาด 4.5×7 นิ้ว วัสดุที่ใช้ปลูกในช่วงนี้ใช้ขุยมะพร้าว ต้องอัดให้แน่นอย่าให้หลวมเกินไป เมื่ออัดขุยมะพร้าวจนแน่นแล้วจะได้ต้นตอที่อยู่ในถุงใสลักษณะคล้ายลูกตุ้ม จากนั้นนำต้นตอมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีบนต้น พันด้วยพลาสติกใสให้แน่น อย่าให้น้ำเข้าตรงบริเวณรอยที่ทาบกิ่ง พร้อมทั้งผูกตุ้มของต้นตอให้ติดกับกิ่งพันธุ์ดี จากนั้นควั่นเนื้อไม้ออกเล็กน้อยให้รอบกิ่ง ควั่นต่ำลงมาจากตุ้มของต้นตอ เพื่อตัดท่อลำเลียงอาหารออก

“พอเราเอาตอไปทาบ รอเวลาประมาณ 30-45 วัน เดี๋ยวมันก็ติด แต่ที่ผมทำนี่ผมปล่อยข้ามปีเลย จากต้นตอที่เป็นกิ่งเล็กๆ เดี๋ยวก็ใหญ่เอง เดี๋ยวมันก็เป็นส่วนหนึ่งของลำต้น การทาบกิ่งต้องหัด ต้องใช้ฝีมือ คือกว่าจะมาถึงจุดนี้เราก็ลองทำมาเรื่อย แผลของรอยที่เราจะทาบกิ่งต้องดี ไม่เป็นขุย มันต้องเรียบ เวลาที่เราใช้มีดกรีด ถ้าไม่เรียบนี่มันจะไม่ติด” คุณสุทิน กล่าวอธิบาย

ต้นแม่พันธุ์ที่ใช้สำหรับผลิตยอดกิ่งพันธุ์ดี ดูแลแบบง่ายๆ ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ใช้ปุ๋ยคอกและใบไม้ที่หล่นภายในสวนมาใส่บำรุงต้นแม่พันธุ์

ด้านการดูแลศัตรูพืช คุณสุทิน บอกว่า ถ้าช่วงที่กำลังจะขยายพันธุ์และตัดกิ่งจำหน่ายมีการระบาดของมดแดงมากเกิน จึงจะฉีดพ่นยาเพื่อกำจัดบ้าง หากไม่กำจัดออกเวลาทำงานจะลำบากมาก

เมื่อกิ่งที่ทาบมีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป กิ่งใหญ่สวยได้ทรงนำมาปลูกใส่ตะกร้าเข่งพลาสติก ขนาด 12 นิ้ว ปลูกลงในดินที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว ขี้ไก่ และดิน นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน บำรุงต้นให้สมบูรณ์สักระยะแล้วจึงนำออกจำหน่าย

ทำเองทุกขั้นตอน ต้นทุนไม่แพง

จึงจำหน่ายราคาถูกได้

คุณสุทิน เล่าว่า ในช่วงแรกที่จำหน่ายต้องนำกิ่งมะม่วงที่ขยายพันธุ์ออกจำหน่ายเองตามจังหวัดต่างๆ บางครั้งผลิตไม่ทัน เพราะทำคนเดียว แต่ปัจจุบันเริ่มสบายกว่าเมื่อก่อน มีการจ้างคนมาช่วยงานบ้าง

ราคามะม่วงที่จำหน่าย อยู่ที่ต้นละ 100-200 บาท ถามเขาว่าทำไมจำหน่ายถูกมาก คุณสุทิน บอกว่า ทุกอย่างของเขาเอง ตั้งแต่ต้นแม่พันธุ์จนวิธีการทำในขั้นตอนต่างๆ ต้นทุนการผลิตไม่สูง จึงสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ถูก และไม้ที่ผลิตออกมาจะได้จำหน่ายได้หมดไม่มีไม้ตกค้างให้เหลือ

คุณสุทิน ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนนี้ที่สวนเริ่มมีการนำยอดกิ่งพันธุ์ดีของมะม่วงชนิดต่างๆ นำมาเสียบยอดเพิ่ม เพื่อให้ภายใน 1 ต้น มีมะม่วงมากกว่า 5 สายพันธุ์

“ต้นที่จำหน่ายก็จำหน่ายไป บางครั้งที่เราจะเพิ่มมูลค่า เราจะมาดูแลจนสมบูรณ์ เพราะถ้าต้นไม่สมบูรณ์ เวลาที่เสียบยอดกิ่งพันธุ์ดีเข้าไปก็ไม่ติดอีก ต้องให้น้ำ ให้ปุ๋ยให้ดี พอต้นเริ่มแตกใบยอดดี เราก็มาเริ่มเสียบยอดได้ เราก็เลือกยอดกิ่งพันธุ์ดีของหลายๆ ต้นมาเสียบ พอมันติดดีแล้ว เราก็ตัดยอดของต้นแม่เดิมออกให้หมด มันก็จะได้ทำให้แต่ละยอดแสดงการเจริญเติบโต มันก็จะเห็นชัดว่า ใน 1 ต้น มีมากกว่า 5 สายพันธุ์ ของสายพันธุ์อื่นๆ ที่แตกต่างกัน” คุณสุทินกล่าว

จากการทำด้วยวิธีนี้ คุณสุทิน บอกว่า เป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีมาก จากที่จำหน่ายได้ราคาไม่กี่ร้อยบาท สามารถเพิ่มไปเป็นหลักพันบาท

เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ

ประสบความสำเร็จแน่นอน

เมื่อเอ่ยถามคุณสุทินว่า คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบผลสำเร็จมาจนทุกวันนี้ และให้ฝากถึงคนทั่วไปที่อยากทำอาชีพด้านการเกษตรควรเริ่มต้นอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประสบผลสำเร็จมีรายได้

“ความสำเร็จของผมเหรอ ของพวกนี้คือเราทำแล้วเราต้องทำจริงๆ อย่างผมนี่ทำมาหลายปีมาก เรียกง่ายๆว่าทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ปี 26 ตอนนั้นยังเรียนไม่จบด้วยนะ ผมก็เริ่มทำสวนเองแล้ว ผมก็ทำมาตลอด ไม่เคยทิ้งมัน ซึ่งผมลองมาวิเคราะห์ดูต้นไม้ ไม่ว่าสมัยไหนทำจำหน่ายออกมาก็จำหน่ายกันได้ทุกปี เพราะคนที่ปลูกบ้านเสร็จก็อยากมีพื้นที่สำหรับต้นไม้ อย่างมะม่วงปลูกง่ายตายยาก ผมก็เลยจับการขยายพันธุ์มะม่วงมาเลย อย่าท้อแท้ ทำจริงๆ ไม่ใช่พอจำหน่ายไม่ได้มาเครียดไม่อยากทำ เราอย่าไปคิดมาก บางอย่างมันต้องใช้เวลา”

“ส่วนคนที่อยากทำงานด้านนี้ ต้องบอกก่อนว่า ให้ทำน้อยๆ และก็ศึกษาหาความรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเรา แล้วก็อย่าอายที่จะถามคนที่เขาทำสำเร็จแล้ว ถามว่าทำยังไงบ้าง เพราะเราจะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ มาจับในจุดที่เขาสำเร็จแล้วเลย อย่างปลูกต้นไม้ ไม่ต้องไปอ่านหนังสือแล้ว ทำตามที่คนสำเร็จเก่งๆ บอกได้เลย แบบผมเนี่ยใครมาซื้อก็จะบอกตลอด ปลูกแบบนี้ไม่มีตาย ความเก่งมันอยู่ที่ตัวเรานะ ต้องฝึกต้องทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง รับรองเก่งแน่นอน” คุณสุทิน กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจกิ่งพันธุ์มะม่วงคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสุทิน หะสิตะ หมายเลขโทรศัพท์ (089) 864-8215

สนใจ การเสียบยอดมะม่วง ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com