ปลูกข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลูกข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี

อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งแห่งของพื้นที่อีสานใต้ซึ่งในอดีตมีความแห้งแล้งขาดแหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ มีแต่หญ้าขึ้นสูงเต็มไปหมด ส่วนดินก็เป็นดินปนทราย พอเข้าหน้าฝนน้ำจะท่วมทุ่งทุกปี ใต้ผืนดินลงไปเป็นดินเค็ม น้ำที่สูบขึ้นมาก็เป็นน้ำเค็ม ยากแก่การปลูกพืชชนิดใดได้สำเร็จ สภาพเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”

ภายหลังที่หน่วยงานต่างๆ ระดมเข้าให้ความช่วยเหลือ ด้วยการสร้างถนน สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดคลองซอยจำนวนหลายแห่งให้เชื่อมกัน พร้อมกับจัดการผันน้ำที่มีปริมาณมากในฤดูฝนเข้าสู่ทุกพื้นที่ ขณะเดียวกันกับความมุ่งมั่น บากบั่น และอดทนของชาวบ้านในพื้นที่แต่ละแห่งที่ต่างช่วยกันจนสามารถพลิกผืนดินที่ไร้ประโยชน์ให้กลับมาเกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้สภาพทุ่งกุลาฯ ในตอนนี้ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป

ปลูกข้าวใช้สารเคมี ไม่เคยมีเงินเหลือเลย

ครอบครัวอินทร์สำราญ ที่ประกอบไปด้วย คุณสิทธิ์ และ คุณรำพึง พร้อมบุตรชายอีกคน ได้ผจญกับความเดือดร้อนทุกข์ยากเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการเอาชนะธรรมชาติแทนการนิ่งเฉย จึงทำให้พวกเขานำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วลงมือทำนาอินทรีย์ ควบคู่ไปกับการทำสวนเกษตรผสมผสาน เมื่อปี 2550 จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้รับคัดเลือกจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็น “เกษตรกรปราดเปรื่องด้านข้าว”

คุณสิทธิ์ เล่าว่า ตอนแรกทำนาอย่างเดียว โดยใช้สารเคมี พร้อมกับมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเฟอร์นิเจอร์ไปด้วย พอทำไปได้สักพัก พบว่า การทำนาเคมีไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ อีกทั้งยิ่งทำยิ่งมีหนี้สินเพิ่มและเก็บเงินไม่ได้เลย จากนั้นจึงหยุด แล้วศึกษาการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ด้วยการขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานราชการ พร้อมไปกับได้เข้าอบรมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง

แบ่งที่ 2 งาน ทำนาอินทรีย์ ไม่นานมีเงินเก็บเฉียดหมื่น

เมื่อคิดว่าตัวเองเข้าใจลึกซึ้งระดับหนึ่ง แล้วจับหลักของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ชัดเจน จึงลงมือทดลองทำทั้งการปลูกข้าวและปลูกพืชชนิดอื่นแบบผสมผสาน ในพื้นที่ จำนวน 2 งานก่อน มีทั้งปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ โดยใช้เวลาลองผิด/ถูกกับแปลงเรียนรู้นี้ เป็นเวลา 5 ปี ระหว่างทดลองทำได้ให้คุณรำพึงทำบัญชีรับ-จ่าย เพื่อเก็บตัวเลขควบคู่ไปด้วย

ผลที่ตามมาปรากฏว่า จากไม่เคยมีเงินเก็บเลย กลับเริ่มพอมีเงินเก็บจากการทำสวนผสมอินทรีย์ ด้วยหลักการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนทั้งการทำปุ๋ยเอง บริโภคอาหารจากพืช/ผักที่ปลูกไว้ สามารถประหยัดค่าอาหาร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงเดือนละ 6,000-10,000 บาท แล้วยังลดต้นทุนการทำนาจาก 5,000 บาท เหลือเพียง 3,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ครอบครัวอินทร์สำราญ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากแปลงทดลอง 2 งาน ที่ได้คลุกคลีกับวิถีอินทรีย์นี้เอง

มั่นใจแน่…ขยายพื้นที่ทำนาอินทรีย์เต็มร้อย

คุณสิทธิ์ ต่อยอดทันทีด้วยการเริ่มต้นปรับปรุงที่นาของเขาให้เป็นแนวทางอินทรีย์ทั้งหมด มีการขุดบ่อ ปลูกหญ้าแฝกบริเวณโดยรอบพื้นที่เพื่อสร้างกำแพงกั้นตามธรรมชาติตามหลักการทำเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันขุดหลุมเพื่อปลูกต้นไม้หลายชนิดจำนวนร้อยกว่าต้น จากนั้นได้ไปปลูกบ้าน และปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์กลางทุ่งนา จนชาวบ้านที่เห็นต่างสบประมาทว่าคงเป็นไปไม่ได้ จึงทำให้เขาตัดสินใจนำเงินที่เก็บสะสมไว้เมื่อคราวทำแปลงทดลองมาซื้อแผงโซลาร์เซลล์

หลายปีที่ทำนาอินทรีย์ เกษตรกรรายนี้พบความจริงว่า เมื่อการปลูกข้าวอินทรีย์ในช่วงเริ่มต้นมีการทุ่มเทเอาใจใส่อย่างเต็มที่แล้ว หลังจากนั้น สามารถค่อยๆ ลดจำนวนและปริมาณปุ๋ย/น้ำหมัก ลงได้จนอาจไม่ต้องใช้เลยในที่สุด ทั้งนี้ เป็นเพราะการสะสมอาหารและแร่ธาตุในดินมีมากพอจากที่ให้ในตอนแรก ขณะเดียวกันดินกลับฟื้นคืนสภาพที่มีความสมบูรณ์ดียิ่งขึ้นอันเอื้อประโยชน์ต่อพืช

เดินหน้าทำศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

พื้นที่ในแปลงอินทรีย์ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ทุกขั้นตอน การทำไร่นาสวนผสม ปลูกไม้ผล พืชผัก ไม้ยืนต้น การปศุสัตว์ การขุดบ่อเลี้ยงปลา เพื่อการบริโภคและจำหน่าย จัดสร้างที่อยู่อาศัย

จากการที่ คุณรำพึงได้เข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมูลนิธิชัยพัฒนา “เพื่อนช่วยเพื่อน” ทำให้ได้รับพระราชทานทุนทรัพย์จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 7,000 บาท เพื่อสร้างศาลาเรียนรู้พระราชทานและฝึกอบรมแก่เกษตรกรผู้ที่สนใจอีกด้วย

คุณรำพึง ชี้ว่าจากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเกษตรอินทรีย์มา ทำให้พบว่า การปลูกพืชแบบอินทรีย์ไม่ได้ยากอย่างที่เคยเข้าใจ ขออย่างเดียวคือ ต้องมีใจรักก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ทีละอย่าง ทำความเข้าใจแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด ควรจัดระบบดินให้มีความสมบูรณ์ ด้วยการไถกลบตอซังแล้วหว่านปุ๋ยพืชสด

“เมื่อจัดการได้เช่นนี้แล้ว ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกแทบจะไม่ต้องใส่เลย โดยเฉพาะหลังเกี่ยวข้าวแล้วจะใช้โรตารีปั่นตอซังข้าวกลบ กระทั่งน้ำแห้งจึงค่อยหว่านถั่วพร้าที่เป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อบำรุงดินต่อ”

นอกจากนั้น ยังเพิ่มเติมว่าการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มคุณภาพดิน และควรไถกลบหลายครั้งไป-มา เพื่อเป็นการเติมออกซิเจนในดิน แล้วยังช่วยกำจัดวัชพืชแทนการปราบด้วยสารเคมี ถือเป็นการลดรายจ่าย

แล้วยังระบุว่า การปลูกข้าวแบบนาดำจะช่วยในการประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มาก เป็นการช่วยลดต้นทุน เพราะฉะนั้นจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น ประการต่อมาของข้อดีการทำนาดำคือ ต้นข้าวกอไม่แน่นเกินไป ทำให้แสงแดดสามารถส่องลงมายังผิวดินได้ทั่วถึง จึงไม่เป็นแหล่งก่อให้เกิดโรค/แมลง ได้ง่าย

ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในศูนย์เรียนรู้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้

การผลิตข้าวอินทรีย์ด้วยคุณภาพจากความใส่ใจเช่นนี้ จึงทำให้คุณรำพึงและสามีอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และได้รับเลือกให้ทำนาปลูกข้าวเพื่อขายเมล็ดพันธุ์ให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา และอีกหลายแห่ง

ไม่เพียงแค่ปลูกข้าว ยังปลูกพืช/ไม้ผลชนิดอื่นแบบผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงร่วมในพื้นที่ด้วย อย่าง กล้วยน้ำว้า มะม่วง มะนาว ไผ่ ฯลฯ โดยผลผลิตเหล่านี้มักมีผู้ที่เข้ามาดูงานซื้อกลับไปบ้าง บางส่วนจะเก็บไว้สำหรับใช้ประกอบอาหารหรือเลี้ยงผู้ที่เข้ามาดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ไก่เลี้ยงแบบอินทรีย์ ด้วยการซื้อข้าวจากชาวบ้านที่กินไม่หมด ราคากิโลกรัมละ 3 บาท แล้วนำมาผึ่งแดด มาแช่ แล้วนำแมลงที่ดักไว้ในช่วงกลางคืนเทลงไปพร้อมข้าวเพื่อให้เป็ด/ไก่กิน ดังนั้น ไข่ที่ได้ก็เป็นไข่อินทรีย์ที่ปลอดภัยด้วย

ส่วนปลาให้อาหารด้วยการต้มข้าวคลุกกับรำ หรือใช้ฟางทั้งก้อนโยนลงในบ่อ เพื่อให้ปลากิน เพราะเลี้ยงแต่ปลากินพืชอย่าง ปลาตะเพียน นอกจากนั้น ยังเลี้ยงหมูไว้ จำนวน 100 ตัว เพื่อขายลูกหมูเป็นรายได้ สำหรับปุ๋ยคอกที่นำมาใส่ต้นไม้หลายชนิดจะมาจากมูลสัตว์ที่เลี้ยง

“การทำพืชอินทรีย์เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มที่มีใจเต็มร้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นใครในครอบครัวก็ตาม และไม่ต้องไปมองนาด้านข้างบ้านว่า ทำไมจึงสวยจัง แต่ควรมองเฉพาะแปลงตัวเอง แล้วตั้งใจทำแปลงตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น” คุณรำพึง กล่าวในตอนท้าย

บุคคลทั้งสองถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากวิถีเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง สามารถพลิกท้องทุ่งที่แห้งแล้งกันดารให้กลับมาเป็นผืนนาที่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งสร้างความเขียวขจีให้พื้นที่ จึงถือเป็นต้นแบบให้กับคนทั่วไปได้ศึกษา

หมู่คณะใดที่สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมความสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวและสวนผสม สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณรำพึง และ คุณสิทธิ์ อินทร์สำราญ บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 3 บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์ (089) 634-2273, (089) 845-4725

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้

มทร. อีสาน สุรินทร์ ชู?”ตลาดกรีน ม.” คำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

มทร. อีสาน สุรินทร์ ชู?”ตลาดกรีน ม.” คำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียว

ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรอินทรีย์มักถูกนำไปวางขายตามตลาดนัดและปะปนกับสินค้าเกษตรประเภทอื่น อย่างตามโรงพยาบาล หน่วยงานราชการ เนื่องจากผู้บริโภคต่างรู้กันดีว่าสถานที่เหล่านั้นจะมีอาหารที่ปลอดภัยขาย

ในประเทศไทยมีการจัดตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีรูปแบบอย่างถูกต้อง เป็นที่รับรอง จำนวน 3 แห่ง โดยตลาดเขียว สุรินทร์ นับเป็น 1 ใน 3 ตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความสนใจทางภาคอีสาน ส่วนที่เหลือคือ กาดนัดเกษตรอินทรีย์ ที่ตลาดเจเจ เชียงใหม่ และตลาดเขียว ยโสธร ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน

ล่าสุด…จังหวัดสุรินทร์ มีตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจและความนิยมอย่างมาก ในชื่อ “ตลาดกรีน ม.” เป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่จัดรูปแบบได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ รับผิดชอบ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่าวิทยาเขตสุรินทร์ เป็นผู้นำจัดการศึกษาและบริการเป็นเลิศด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมกับวางเป้าหมายให้สถาบัน เป็น GREEN-U ในคอนเซ็ปต์ “ราชมงคลสุรินทร์ ก้าวสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว”

ผศ. อนุรัตน์ ลิ่มสกุล รองอธิการบดี กล่าวว่า สถาบันแห่งนี้มี 2 คณะหลัก ได้แก่ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี กับคณะเทคโนโลยีการจัดการ ฉะนั้น ในด้านงานบริการวิชาการจะมีอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องเข้าไปส่งเสริมแนะนำ นั่นคือ เรื่องอาชีพทางด้านการเกษตรให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยจะต้องหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีรายได้ดีจากการทำเกษตรกรรม

ขณะเดียวกันสุรินทร์เป็นจังหวัดที่เน้นและให้ความสำคัญเรื่องเกษตรอินทรีย์ แล้วมุ่งมั่นให้ทุกสาขาอาชีพเกษตรกรรมต้องเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ทางสถาบันจึงมีเป้าหมายที่ต้องการให้คนเหล่านี้ผลิตอาหารอินทรีย์เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือนก่อน แต่หากสามารถผลิตได้มาก อาจขยายผลไปสู่การแจกจ่ายพี่น้อง หรือนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้

“คราวนี้เมื่อเข้าไปส่งเสริมแนะนำแล้ว ก็ควรจะต้องจัดหาสถานที่ไว้ให้คนเหล่านี้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกมาขายด้วยตัวเองในคอนเซ็ปต์ “เกษตรตัวจริง ทุกสิ่งปลอดภัย”

ตลาดกรีน ม. เป็นรูปแบบการจัดแนวตลาดนัด ครบวงจร มีจำหน่ายทั้งพืช ผัก ผลไม้ ของคาว ของหวาน ขนมพื้นบ้าน เสื้อผ้าและของใช้ โดยมีการนำสินค้าอินทรีย์ทางการเกษตรจากชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้อง สมบูรณ์แบบ และเป็นการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบมาขายด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกประเภทที่ยังไม่ได้รับรอง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าปลอดภัยเป็นอินทรีย์ที่นำมาขายด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีสินค้าโอท็อปที่ได้มาตรฐานหลายชนิดมาให้เลือกซื้อ พร้อมกับสร้างสีสันของตลาดแห่งนี้ด้วยกิจกรรมสันทนาการหลายอย่าง อาทิ การจัดแข่งขันประกวดนก การสาธิตความรู้ต่างๆ การเล่นดนตรี เป็นต้น

รองอธิการบดีเผยว่า จากการสอบถามพ่อค้าแม่ขายที่เป็นชาวบ้านต่างบอกกันว่ามีรายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วเหลือเงินกว่าพันบาทในช่วงเวลาเพียงครึ่งวัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ แล้วตอบโจทย์สังคมได้อย่างชัดเจน

แล้วกล่าวต่ออีกว่า จากความสำเร็จเช่นนี้จึงถือโอกาสต่อยอดด้วยการสร้างศูนย์เกษตรอินทรีย์ บนเนื้อที่ 17 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรตัวจริงลงไปใช้ประโยชน์ด้วยการสาธิต ถ่ายทอด ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างครบวงจร ขณะเดียวกันทางสถาบันจะคอยอำนวยความสะดวกทางด้านวิชาการ เครื่องมืออุปกรณ์ ครั้นเมื่อชาวบ้านมีรายได้ให้เก็บไว้โดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใดเลย ขณะเดียวกันจะใช้โอกาสนี้เปิดศูนย์เกษตรอินทรีย์นี้ให้เป็นสถานที่ขายสินค้าเกษตรอินทรีย์สำหรับคนที่เดินทางมาเยี่ยมชมงานทุกวัน

นอกจากนั้น ยังเปิด ORGANIC FARM OUTLET ที่อาคารบริเวณด้านหน้าเพื่อให้เกษตรกรนำสินค้าออร์แกนิกทุกชนิดมาจัดวางขาย เพื่อต้องการกระตุ้นให้มีการผลิตสินค้าปลอดภัย โดยมองว่าถ้าช่วยทำให้ตลาดกว้างมากยิ่งขึ้นจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตคือ เกษตรกร

“แนวคิดนี้ถือเป็นการสร้างกรอบทางเกษตรอินทรีย์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรม มองเห็นภาพเกษตรอินทรีย์ที่แท้จริงได้ทุกมิติ ดังนั้น ต่อไปใครที่ต้องการทำอาชีพเกษตรอินทรีย์ไม่ว่าชนิดใด สามารถนำกรอบแนวทางที่เป็นสูตรสำเร็จเช่นนี้ไปปฏิบัติจริงได้ทันที” รองอธิการบดีกล่าว

อาจารย์จารุวรรณ ภัทรสรรเพชร หนึ่งในคณาจารย์ที่ดูแลเผยว่า ชื่อโครงการที่กำหนดว่า กรีน ม. (GREEN MORE) เป็นคำพ้องเสียง เพราะมีเจตนาที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า สีเขียว เป็นการแทนความสดชื่น ความสะอาด และมิตรภาพ

อาจารย์บอกว่าภายในเวลาเพียง 3 ปี พัฒนาการของ ตลาดกรีน ม. มีความเติบใหญ่มาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากแรงหนุนของประชาชนทุกคนที่ตั้งใจเข้ามาอุดหนุนสินค้าทุกชนิด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปแล้ว โดยมีจำนวนร้านค้าและผู้ขายสินค้าต่างๆ จำนวนกว่า 300 ราย ได้แก่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ มีจำนวน 15 ราย สินค้าโอท็อป จำนวน 40 ราย สินค้าปลอดภัย จำนวน 60 ราย ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าทั่วไป

อาจารย์ระบุว่า โครงการ ตลาดกรีน ม. มีเป้าหมายเพื่อกำหนดให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับทุกกิจกรรม เพื่อต้องการให้ผู้ที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของได้ผ่อนคลาย มีความสุข และไม่ต้องการเพียงแค่เดินเข้ามาซื้อของเสร็จแล้วกลับไป แต่ต้องการให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่หรือเล็ก เพื่อนสนิทมิตรสหายได้เข้ามาร่วมกันสานมิตรภาพที่ดีแก่กัน

“ตั้งแต่ ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ได้ออกสำรวจความต้องการตลาดผู้บริโภคของลูกค้า พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการสินค้าบริโภคที่แปรรูป ดังนั้น ที่ ตลาดกรีน ม. จึงเฟ้นกลุ่มผู้ผลิตอาหารประเภทนี้เข้ามา และให้มีหลากชนิดมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างทางเลือก”

ผศ. กิตติกร จินดาพล เป็นอาจารย์อีกท่านที่อยู่ในทีม เปิดเผยว่า จากเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโครงการตลาดสีเขียว หรือ กรีน ม. ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นการช่วยชาวบ้านในพื้นที่ให้มีสถานที่สำหรับขายผลผลิตของตัวเอง อีกทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันมีเสียงตอบรับจากประชาชนและผู้สนใจเข้ามาซื้อของเพิ่มมากขึ้น

“ฉะนั้น ผลที่เกิดจากโครงการนี้ ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายขึ้น โดยเครือข่ายเหล่านี้พร้อมจะรับสินค้าจากโครงการนี้ไปจำหน่ายตามสถานที่สำคัญทันที เพราะเห็นว่าได้มีการกลั่นกรองจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว”

ตลาดกรีน ม. ถือเป็นตลาดนัดอินทรีย์อีกแห่งที่เปิดพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรตัวจริงได้มีโอกาสนำผลผลิตจากฝีมือตัวเองมาขายด้วยตัวเอง พร้อมไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค จึงถือได้ว่าเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ปราศจากพ่อค้าคนกลาง โดยผู้บริโภคหาซื้อสินค้าปลอดภัยได้ในราคาไม่แพงตามคอนเซ็ปต์ “เกษตรตัวจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” ฉะนั้น “ตลาดกรีน ม.” จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียวอย่างแท้จริง

ตลาดนัดสีเขียว กรีน ม. กำหนดเวลาขายเฉพาะในทุกวันอาทิตย์ ระหว่าง เวลา 6 โมงเช้า-เที่ยง โดยใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่ติดกับถนนใหญ่ ทั้งนี้ทุกท่านที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ โดยมีบริการรถพลังงานไฟฟ้าฟรี ไว้อำนวยความสะดวกให้กับทุกท่าน

สอบถามรายละเอียดเรื่อง ตลาดกรีน ม. ได้ที่ ผศ. กิตติกร จินดาพล โทร. (080) 465-5522 และ อาจารย์จารุวรรณ ภัทรสรรเพชร โทร. (081) 448-6017 ในเวลาราชการ

ปลานิล เลี้ยงในบ่อดิน ปลาไม่มีกลิ่นโคลน แถมจำหน่ายได้ราคา เป็นที่ต้องการของตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

ปลานิล เลี้ยงในบ่อดิน ปลาไม่มีกลิ่นโคลน แถมจำหน่ายได้ราคา เป็นที่ต้องการของตลาด

ปลานิล ปลาน้ำจืดตระกูลทิลาเปีย คือ Nile Tilapia จำนวน 50 ตัว ที่ได้จากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต แห่งญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2508 ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำไปเลี้ยงไว้ที่บ่อปลา สวนจิตรลดา โดยมีกรมประมงดูแลในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ได้ผลเป็นอย่างดี

ในเวลาต่อมาพระองค์ได้พระราชทานลูกปลานิล ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขนและสถานีประมงต่างๆ อีกจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้กับประชาชนต่อไป

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ปลานิลกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การเก็บข้อมูลรวบรวมของกรมประมง พบว่า ภายในประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลจำหน่ายกว่า 200,000 ตัน ต่อปี และยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศเกือบ 20,000 ตัน ต่อปี

แต่เดิมปลานิลมีการขยายพันธุ์และเลี้ยงมากในภาคกลางเท่านั้น แต่เวลาต่อมาสามารถเลี้ยงปลานิลได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ขอเพียงมีแหล่งน้ำที่เหมาะสมก็สามารถเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพสร้างเงินได้อีกด้วย

คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี โดยเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ พร้อมทั้งลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จนทำให้เขาประสบผลสำเร็จ ยึดการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพหลัก เพราะสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

ทดลองทำเกษตรหลายอย่าง

สุดท้ายจบลงที่เลี้ยงปลานิล

คุณไว เล่าให้ฟังว่า ชีวิตก่อนที่จะประสบผลสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายหลายอย่าง ซึ่งปัญหาเหล่านั้นเป็นดังบททดสอบที่ทำให้เขาได้รับประสบการณ์

“สมัยก่อนนี้ผมทำมาหลายอย่าง ไร่นาสวนผสมบ้าง เลี้ยงปลาเล็กๆ น้อยๆ บางทีก็ปลูกผักตามหัวคันนา รายได้นี่ถือว่าได้ไหม ก็พอได้ แต่มันน้อยมาก ต่อมาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูคือทุกอย่างล้มเหลวหมด เลยคิดว่าถ้าเราจะอยากมีเงินเก็บเยอะๆ ก็คงยาก เลยตัดสินใจกับภรรยาว่าจะหาอย่างอื่นทำใหม่ ผมจึงตัดสินใจมาขุดบ่อเลี้ยงปลาเลยที่นี้” คุณไว เล่าถึงอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต

ประมาณปี 2526 คุณไว เล่าว่า เริ่มเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงนั้นมีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกทดลองเลี้ยงปลาดุกเป็นอย่างแรก พอปี 2537 คนหันมากินปลานิลจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิลอย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมานะและความขยันของคุณไว ปลานิลที่เลี้ยงจึงสร้างรายได้ให้กับเขามากมายในช่วงปี 2540 แบบทวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสุดๆ

“ช่วงที่เลี้ยงใหม่ๆ ผมชอบอ่านหนังสือ ก็จะหาหนังสือมาอ่านเพื่อศึกษาลองทำเองบ้าง ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก ช่วงนั้นประมาณปี 40 คือเศรษฐกิจไม่ดี แต่ปลานิลที่ผมเลี้ยงจำหน่ายได้แบบสวนทางเศรษฐกิจเลย ตอนนี้เพื่อนบ้านทั้งหมดก็เลยมาเลี้ยงเหมือนกันหมด เปลี่ยนจากทำนามาเลี้ยงปลาก็มี เพราะรายได้พอมาเปรียบเทียบกันมันต่างกันมาก” คุณไว กล่าว

ปลานิลเลี้ยงในบ่อดิน

ไม่มีกลิ่นดินโคลนอย่างที่คิด

คุณไว เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลในบ่อดินพอขนาดใหญ่เริ่มจำหน่ายได้ แม่ค้าที่มารับซื้อถึงบ่อเลี้ยงไม่กล้าจับเพื่อไปจำหน่าย เพราะกลัวเหม็นกลิ่นโคลน หากรับซื้อไปไม่น่าจะมีคนซื้อ

“ที่เราต้องเลี้ยงในบ่อดิน เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะว่าเรื่องน้ำเรามีอย่างจำกัด ช่วงแรกนี่แม่ค้ามารับซื้อไม่อยากได้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ลองกินเนื้อปลาเลย ผมก็เอ้า! ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรก็เอาไปจำหน่ายเอง ในตอนนี้คนในสุรินทร์ก็กินปลาในบ่อดินกันหมด เพราะมันไม่ได้มีกลิ่นอย่างที่เข้าใจ” คุณไว กล่าวอธิบาย

บ่อที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลานิล ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20-2 เมตร เตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว และที่สำคัญต้องกำจัดปลาที่เหลือออกให้หมด มิเช่นนั้นจะมากินลูกปลาเล็กจนหมดบ่อ

จากนั้นปล่อยลูกปลานิลไซซ์ใบมะขาม ประมาณ 3,200 ตัว ในระยะนี้ให้กินอาหารลูกอ๊อดที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 เวลา คือ เช้าและเย็น จนกว่าจะจับจำหน่ายได้

ด้านการป้องกันโรค คุณไว บอกว่า ปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินไม่ค่อยเกิดปัญหามากนัก ซึ่งการเลี้ยงภายในบ่อไม่ค่อยมีโรคที่มากับน้ำเหมือนปลากระชังที่เลี้ยงในแม่น้ำ หากเจอโรคก็มีบางครั้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“เราเลี้ยงนี่เราจะรู้ว่าช่วงไหนที่ปลามีอาการแบบไหนบ้าง อย่างอากาศเปลี่ยนนี่ก็จะมีปลาตายบ้าง จะเตรียมพร้อมรับมือเพื่อป้องกัน เพราะเจออาการแบบนี้ต้องทำยังไง ประสบการณ์จะสอนเราเอง” คุณไว กล่าว

ปลานิล

ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณไว บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาจนถึงปัจจุบัน ปลานิลก็ถือว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาด มีการรวมตัวของเพื่อนบ้านรอบๆ เลี้ยงส่งจำหน่ายหมุนเวียนกันไปประมาณ 90 คน เพื่อให้มีปลานิลจำหน่ายได้ตลอดไม่ขาดช่วง

ปลานิลที่จำหน่ายใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-7 เดือน จะได้ไซซ์ขนาด 0.7-1.2 กิโลกรัม จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 65 บาท

“ราคาก็จะยืนพื้นอยู่ประมาณนี้ ถ้าไซซ์เล็กลงมาหน่อยก็อยู่ที่ 60 บาท ตั้งแต่จำหน่ายมาก็ยังไม่มีเรื่องล้นตลาดจำหน่ายไม่ได้นะ เดี๋ยวนี้ก็จะมีแต่คนกินปลาฟาร์มตาไว เพราะรถที่ลูกฟาร์มจะติดสติ๊กเกอร์ชื่อเราไปเลย คนเห็นก็จะเชื่อมั่นในปลา บางคนก็รับซื้อไปจำหน่ายหลายแบบ ตามตลาดนัดบ้าง ย่างเป็นปลาเผาบ้าง ทำให้รู้ว่าคนยังนิยมกินปลานิลอยู่” คุณไว เล่าถึงสถานการณ์ทางด้านการตลาด

ความขยัน นำมาซึ่งความสำเร็จ

คุณไว บอกว่า จากความสำเร็จที่มีในวันนี้ต้องขอบคุณตัวเองที่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ศึกษาหาความรู้ ลองผิดลองถูกจนเกิดความชำนาญในสัมมาอาชีพของตนเอง

“ตอนนี้เรามีทุกอย่างก็เพราะเรามาเลี้ยงปลานี่แหละ คนเราต้องมีความขยัน สู้ชีวิต อย่างผมนี่ก็คนไม่มีอะไรมากนัก ผู้ชายบ้านๆ ภรรยาเป็นครู สมัยก่อนเราอายเขานะ เพราะว่าอาชีพเราเหมือนมันไม่มั่นคง ทั้งโดนดูถูกสารพัด เราก็เอาสิ่งนั้นแหละมาสร้างกำลังใจ จนเรามีทุกอย่างที่เราต้องการ เท่านี้ก็ถือว่าเรามาไกล ความสำเร็จที่เกิดจากเรามานะมาตลอดในชีวิต” คุณไว กล่าว

สำหรับใครที่กำลังมองหาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ หรือสนใจอยากเลี้ยงปลา คุณไว แนะนำว่า

“ปลานิลถ้าคิดจะเลี้ยง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งน้ำ ตรงที่ผมเลี้ยงนี่ถึงจะเป็นแหล่งน้ำที่ไม่ใหญ่แต่ก็พอมีเลี้ยงได้ อย่างบางคนมีเงินทุนพอ อยากเลี้ยงมากแต่พื้นที่ไม่เหมาะสม ไม่มีน้ำเขาก็เลี้ยงไม่ได้ อาชีพเกษตรถ้ามีแหล่งน้ำ อย่างการเลี้ยงปลานี่สำหรับผมว่าดีนะ เพราะผมเองทำเกษตรด้านอื่นๆ มาก็เยอะ แต่เห็นว่าเลี้ยงปลานิลนี่แหละผลตอบแทนใช้ได้เลย ใช้เวลาแค่ 5-7 เดือน เท่านั้น อีกอย่างคนจะทำเกษตรนี่อยากให้อดทน มันต้องทนรอได้ เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ประสบผลสำเร็จเอง ผมเขียนไว้ให้คนที่มาบ้านอ่านด้วยว่า “ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะคน” ชีวิตคนเรานี่ไม่มีใครมาลิขิตหรอก ตัวเราเองนี่แหละที่ลิขิตชีวิตเราเอง”

พร้อมกันนี้ คุณโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงมีการสนับสนุนให้สินค้าประมงมีความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้น

“กรมประมง และสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์ มีการสนับสนุนให้คือ พัฒนาคุณภาพสินค้าประมง ให้มีความปลอดภัยทางด้านอาหารมากขึ้น ซึ่งอย่างฟาร์มพี่ไวนี่ก็ผ่านเรื่องอาหารปลอดภัยมาตรฐาน จีเอพี (GAP) เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะว่าอาหารปลอดภัยทำให้การส่งออกของเราก็จะดี มีการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น เป็นการนำรายได้เข้าประเทศ ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ของพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งปัจจุบันและอนาคตต่อไปครับ” คุณโชควัตร กล่าว

จากความสำเร็จในการประกอบสัมมาอาชีพของคุณไว ทำให้เกิดแนวคิดและมองเห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ถึงแม้มีความล้มเหลวเกิดขึ้น หากใจยังคิดสู้ ไม่ย่อท้อยอมแพ้ต่ออุปสรรค คำว่าความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกลเกินสองมือมนุษย์อย่างเราๆ แน่นอน

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณไว สายกระสุน หมายเลขโทรศัพท์ (081) 977-2459

ขอบพระคุณ คุณโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ และ คุณชนาทิป บุญสิทธิ์ เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ติดตามดูคลิปวิดีโอ ปลานิลในบ่อดินและการจับปลานิลจำหน่าย ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook : Technologychaoban.com

ศึกษาการเลี้ยงปลาให้เข้าใจ การเพาะพันธุ์ปลา จึงไม่ยากอย่างที่คิด สมาน จงเทพ…เกษตรสุรินทร์ นำเสนอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

ศึกษาการเลี้ยงปลาให้เข้าใจ การเพาะพันธุ์ปลา จึงไม่ยากอย่างที่คิด สมาน จงเทพ…เกษตรสุรินทร์ นำเสนอ

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าปลาที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ลดจำนวนน้อยลง อันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ ประกอบกับการหาปลาที่เกินกำลังผลิตของสัตว์น้ำ รวมถึงภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรง

จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวกลับเป็นการสร้างโอกาสของใครหลายๆ คน ได้ทำอาชีพทางด้านการประมง คือการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มประชากรของสัตว์น้ำให้มีเพียงพอต่อการบริโภค ซึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลานับวันมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้บางครั้งลูกปลาที่เพาะพันธุ์สำหรับนำมาเลี้ยงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงเกิดความขาดแคลน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมาน จงเทพ อยู่บ้านเลขที่ 145/5 หมู่ที่ 15 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้มองเห็นถึงปัญหาในด้านนี้ จึงได้นำวิชาความรู้ มาเพาะพันธุ์ปลาเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว

ใช้เวลาหลังเลิกงาน

เพาะพันธุ์ปลาเป็นรายได้เสริม

อาจารย์สมาน เล่าให้ฟังว่า เริ่มมาสอนหนังสือตั้งแต่ปี 2530 เมื่อเวลาผ่านมาได้สักระยะหนึ่งจึงคิดหารายได้เสริม

“เราก็มองว่าเรามีความรู้ด้านนี้ บวกกับภรรยาก็ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน ก็เลยถือโอกาสมาเพาะขยายพันธุ์ปลา เพราะสมัยก่อนนั้น เพาะพันธุ์ปลาคนยังทำไม่มาก ก็เลยเริ่มทำในช่วงประมาณปี 40 เหมือนเป็นการหาอาชีพเสริมไป เพราะคนที่เลี้ยงปลาเอง เขาหาซื้อลูกปลาสำหรับเลี้ยงไม่เพียงพอ เราก็เลยมองเห็นโอกาสนั้นมาลองทำดู” อาจารย์สมาน เล่าถึงความเป็นมา

ลูกปลาที่ตลาดต้องการในช่วงนั้น อาจารย์สมาน บอกว่า เป็นพวกลูกปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกบิ๊กอุย ตะเพียน ยี่สก ฯลฯ ซึ่งในแต่ละช่วงที่เพาะพันธุ์ก็จะดูตามความนิยมที่แตกต่างกันไป

“ความต้องการในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน บางช่วงก็นิยมเลี้ยงปลาตะเพียน แล้วแต่ความชอบ พักหลังๆ มาก็จะเลี้ยงกุ้งกัน เราก็ต้องหาลูกกุ้งมาจากภาคกลางแล้วมาอนุบาลต่อก็จำหน่ายไป พอช่วงฤดูน้ำน้อยก็จะเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบใช้น้ำน้อย พวกกบ ปลาดุก ประมาณนั้น” อาจารย์สมาน เล่าถึงการเลี้ยงปลาของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ปลาแต่ละชนิด

มีช่วงการเพาะพันธุ์ไม่เหมือนกัน

อาจารย์สมาน บอกว่า การเพาะพันธุ์ปลาต้องดูที่ความเหมาะสม คือปลาบางชนิดสามารถเพาะพันธุ์ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝน และปลาบางชนิดสามารถเพาะพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี

“ช่วงแล้งเข้าฝนปลามันจะมีไข่แล้ว อย่างปลาบางชนิดก็ต้องรอช่วงพฤษภาคม-มิถุนายนขึ้นไป ถึงจะมีไข่ให้เพาะพันธุ์ได้ อย่างช่วงนี้ก็จะเพาะปลาที่วางไข่ตลอดทั้งปี ก็พวกปลานิล ปลาไน ปลาดุกรัสเซีย คนที่ซื้อก็เริ่มมาบ้างแล้ว ยังซื้อไม่เท่าไร เพราะต้องรอให้มีฝนอีกสักหน่อยเพราะปีนี้น้ำน้อยอยู่” อาจารย์สมาน กล่าว

ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ปลา อาจารย์สมานยกตัวอย่างการเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุยให้ฟัง ดังนี้

การเลือกพ่อแม่พันธุ์นั้น แม่พันธุ์จะใช้ปลาดุกบิ๊กอุย ส่วนพ่อพันธุ์ที่นำมาผสมใช้ปลาดุกยักษ์ หรือที่รู้จักกันดีคือ ปลาดุกรัสเซีย

“การเพาะปลาดุกบิ๊กอุย ตัวเมียเป็นปลาดุกบิ๊กอุย ตัวผู้เป็นปลาดุกรัสเซีย อายุของตัวเมียที่ใช้ก็ 8 เดือนขึ้นไป ยิ่งปีกว่าได้ยิ่งดี ส่วนตัวผู้ก็เน้นไปสัก 1 ปีขึ้นไป ซึ่งการคัดเพศจะแสดงออกทางลักษณะของตัวปลาเอง อย่างตัวเมียท้องจะอูม อวัยวะเพศขยายใหญ่ แสดงว่าเริ่มมีไข่แล้วพร้อมที่จะผสมได้ ส่วนตัวผู้ก็ดูที่ตัวเรียวยาวจะสังเกตเห็นติ่งเพศอยู่ ยิ่งติ่งเพศยาวแสดงว่าน้ำเชื้อจะดี อันนี้ก็วิธีการคัดเลือกหลักๆ ที่ดูกัน” อาจารย์สมาน อธิบาย

หลังจากที่คัดแยกพ่อแม่พันธุ์เป็นที่เรียบร้อย นำแม่พันธุ์มาฉีดฮอร์โมน ทิ้งไว้ประมาณ 12-13 ชั่วโมง แม่พันธุ์ก็จะพร้อมให้รีดไข่

ส่วนพ่อพันธุ์ฉีดฮอร์โมนหลังแม่พันธุ์ประมาณ 6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง น้ำเชื้อที่ได้ก็จะทันพอดีกับช่วงที่แม่พันธุ์รีดไข่ได้พอดี จากนั้นนำแม่พันธุ์มารีดไข่ออกแล้วผสมน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์เข้าไป แล้วจึงนำไข่ที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วเทลงในตาข่ายมุ้งเขียวที่อยู่ในบ่อสำหรับอนุบาล เทกระจายให้ทั่วตาข่ายมุ้งเขียว เพื่อที่ไข่ปลาดุกบิ๊กอุยไม่เกาะยึดกันเป็นก้อน ไข่จะยึดเกาะกับตาข่ายมุ้งเขียวจนกว่าจะฟักตัว

อาจารย์สมาน บอกว่า หลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ลูกปลาดุกบิ๊กอุยจะฟักออกจากไข่ ใน 2 วันแรก ยังไม่ให้อาหารกับลูกปลา ในวันที่ 3 นำมาอนุบาลต่อที่บ่อดิน ขนาด 20×20 เมตร อาหารในระยะนี้ให้กินปลาป่นผสมกับรำอ่อน วันละ 2 มื้อ คือ เช้าและเย็น ประมาณ 7 วัน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกเล็กพิเศษ เลี้ยงต่ออีกประมาณ 15-20 วัน ก็จะได้ขนาดไซซ์ลูกปลาที่พร้อมจำหน่าย

ปลาเลี้ยงง่าย

จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาด

อาจารย์สมาน บอกว่า ปลาที่คนส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในแถบนี้จะเป็นปลานิล ส่วนปลาชนิดอื่นก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ความชอบของผู้เลี้ยง

“ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่นี่ถือว่าเดี๋ยวนี้มีน้อยลง ก็เลยมีการเลี้ยงเพื่อบริโภคกันมากขึ้น อย่างที่จำหน่ายได้ดี ก็จะพวกปลาดุก ปลาหมอ ปลานิล เพราะพวกนี้พอเอาไปเลี้ยงมันกินง่าย อยู่อย่างง่าย อาหารเป็นพวกเศษอาหารมันก็กิน เศษผักพวกนี้กินได้หมด คนก็จะชอบพวกนี้เอาไปเลี้ยงส่วนใหญ่” อาจารย์สมาน กล่าว

ราคาลูกปลาที่จำหน่ายของอาจารย์สมานนั้น มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์ของลูกปลา เช่น ปลาดุกบิ๊กอุย ขนาดไซซ์ 1-1.5 นิ้ว ราคาตัวละ 20 สตางค์ ส่วนปลาดุกรัสเซีย ขนาดไซซ์ 1-1.5 นิ้ว ราคาตัวละ 15 สตางค์ และปลาไนกับปลานิล ขนาดไซซ์ 2-3 เซนติเมตร ราคาตัวละ 30 สตางค์ หากมีคนมาซื้อในจำนวนมากๆ ราคาที่จำหน่ายก็สามารถถูกลงกว่านี้อีก

ก่อนที่จะทำเป็นอาชีพ

ควรศึกษาอุปนิสัยของปลาเสียก่อน

ในช่วงท้ายจึงถามอาจารย์สมานว่า หากผู้ที่มีความสนใจอยากทำเพื่อประกอบเป็นอาชีพ ควรเตรียมตัวในเรื่องนี้อย่างไร

“คนที่สนใจควรเริ่มจากการเลี้ยงปลาให้เป็นก่อน เพราะการที่จะเป็นนักเพาะพันธุ์ปลานี่มันต้องรู้การเลี้ยงปลาก่อน ขั้นต่ำสัก 1-2 ปี เพราะที่เราเลี้ยงนั้นแหละ พอได้อายุก็จะกลายพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสมให้เรา เพราะก่อนที่จะทำจุดอื่นนิสัยปลานี่เราก็ต้องรู้ว่ามันกินอาหารแบบไหน วางไข่ยังไง หากไปเพาะพันธุ์เลยไม่มีความรู้พื้นฐานเสียก่อน กลัวว่าจะผิดพลาดได้ อยากให้ศึกษามากๆ ในเรื่องนี้ ส่วนการเพาะสำหรับผม ผมว่าเรียนรู้ไม่ยากหรอก แต่ปัญหาหลักคือ การอนุบาลและการเลี้ยงนี่สำคัญ มีอย่างบางคนทำไปได้ 1 ปี พอไม่สำเร็จท้อแท้ก็ล้มเลิก ของแบบนี้มันต้องใช้ระยะเวลา ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล มันก็ได้จากการทดลองของเราเองนี่แหละ” อาจารย์สมาน กล่าวแนะนำ

จากประสบการณ์ของผู้ที่มีความชำนาญการเพาะพันธุ์ปลาของอาจารย์สมาน ทำให้เห็นได้ชัดว่าปลาที่เพาะพันธุ์ออกมาเป็นปลาที่สายพันธุ์แท้ และเป็นอีกหนึ่งแหล่งผลิตพันธุ์ปลา ที่เชื่อถือได้สำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาพันธุ์ปลาไว้เลี้ยงเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมาน จงเทพ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 470-7026

สนใจดูคลิป วิธีดูพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ อำเภอปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ อำเภอปราสาท

“ฟักข้าว” เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลายประเทศ ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์

ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน นำมาเป็นผักได้ ด้วยการนึ่งหรือลวกให้สุก หรือนำผลอ่อนไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค และจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจ ฟักข้าว ในฐานะพืชเป็นยา เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ

ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์จึงมีการนำเยื่อฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการบริโภค แล้วยังสามารถเข้าถึงประโยชน์จากคุณค่าของฟักข้าวได้อย่างง่าย

ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 ตำบลโชคนาสาม ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ” เพื่อนำผลสดฟักข้าวที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายครัวเรือนปลูกกัน แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ฟักข้าวชนิดต่างๆ ส่งขาย อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ปลูกฟักข้าวรายใหญ่ ผสานมือกันเพื่อส่งออกเยื่อฟักข้าวแช่แข็งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สร้างรายได้เป็นจำนวนมาก

แนวทางนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อ คุณสัญญา ยอดเพ็ชร ชาวบ้านในหมู่บ้านตั้งใจจะปลูกฟักข้าวแล้วส่งขายให้แก่กลุ่มผู้ปลูกที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แต่เกิดความผิดพลาดไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จึงทำให้เขาตัดสินใจชักชวนเพื่อนบ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อปลูกและแปรรูปฟักข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมในเชิงพาณิชย์ เมื่อ ปี 2556 โดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์

คุณสัญญา เผยว่า ในตอนแรกที่ปลูกฟักข้าวยังไม่ดีนัก เพราะยังขาดความรู้ ทักษะ และความชำนาญ ก็ปลูกไปตามธรรมชาติ ตามความรู้เช่นเดียวกับไม้ชนิดอื่น แต่ถ้าติดขัดตรงไหนก็จะสอบถามกลับไปยังผู้รู้ที่กำแพงแสน

เขาให้รายละเอียดการปลูกฟักข้าวว่า มีการกำหนดระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร ส่วนค้างที่ต้นเลื้อย ควรทำให้มีระดับสูงเลยศีรษะเล็กน้อย เพื่อความสะดวกกับผู้ปลูก

ฟักข้าวใช้เมล็ดปลูก แต่ก่อนปลูกต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ไม่มีการใช้สารเคมีชนิดใดเลย ให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และภายในเวลา 5-6 เดือน จะได้ผลฟักข้าว หลังจากเริ่มมีผลผลิตแล้ว จากนั้นจะทยอยมีเรื่อยๆ และสามารถเก็บได้ทุก 1-2 วัน ยิ่งถ้าปลูกเก่งและใส่ใจมากสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด แล้วมีขนาดมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการด้วยขนาดผลที่เหมาะสม จะอยู่ที่น้ำหนัก ประมาณ 7 ขีด ถึง 1.8 กิโลกรัม

คุณสัญญา ชี้ว่าคุณภาพฟักข้าวไม่ได้ดูจากผิวและความสวยงามของผลเหมือนไม้ผลชนิดอื่น เพราะสิ่งที่ต้องใช้ทำประโยชน์คือ เนื้อเยื่อด้านใน เพียงแต่จะต้องให้สุกแก่เต็มที่เท่านั้น ทั้งนี้ผลผลิตที่เก็บได้ให้สังเกตที่สีเปลือกจะมีสีแดงจัด แสดงว่าสุกแล้ว สามารถเก็บได้ แต่กรณีที่ต้องส่งผลสดไปขายที่อื่นจะต้องเผื่อการขนส่งด้วย

สำหรับชาวบ้านที่ปลูกฟักข้าวส่วนมากปลูกกันเกือบทุกครัวเรือน โดยแต่ละครอบครัวจะปลูกไว้บ้านละ 1-2 งาน ถือว่าเป็นจำนวนเนื้อที่เหมาะสมและสะดวกกับการดูแล เพราะถ้ามากกว่านี้แล้วอาจดูแลไม่ทั่วถึง หรืออาจต้องลงทุนจ้างแรงงานเพิ่ม

ที่ผ่านมาอาชีพหลักของสมาชิกกลุ่มคือ ปลูกข้าวและพืชหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง แล้วมีการปลูกฟักข้าวเป็นอาชีพเสริม แต่บางรายใส่ใจกับการดูแลเป็นอย่างดี จนทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นกับฟักข้าวกลายเป็นรายได้หลักไปแล้ว

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ มี คุณสัญญา ยอดเพ็ชร รับตำแหน่งประธานกลุ่ม คุณกนกรัตน์ เติมสุข เป็นรองประธานกลุ่ม คุณจำเนียร บำรุงมี เป็นเหรัญญิก คุณรัชดาภรณ์ เติมสุข เป็นเลขาฯ และมีสมาชิกกลุ่ม อาทิ คุณวรารัตน์ เก่านาน คุณเยาวเรศ สีหยดยอ คุณละออง ยอดเพ็ชร คุณธิติมา เติมสุข

มีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 47 คน ที่มาช่วยกันแปรรูป แต่สมาชิกอีกกลุ่ม จำนวน 200 กว่าคนจะปลูกและส่งผลสดขายเท่านั้น โดยทางกลุ่มจะรับซื้อผลสดในราคาประกัน กิโลกรัมละ 15 บาท ทั้งนี้จำนวนที่รับซื้อผลสดเฉลี่ยต่อรอบ(สัปดาห์ละ 3 วัน) จำนวน 3 ตันกว่า ส่วนชาวบ้านที่ปลูกจะมีรายได้จากการขายผลสด เดือนละ 12,000-15,000 บาท

คุณสัญญา เผยถึงต้นทุนการปลูกฟักข้าวว่า เป็นการลงทุนน้อยมาก อย่างค้างที่ใช้ปลูกในช่วงเริ่มแรก อาจใช้ต้นยูคาลิปตัส ที่มีในพื้นที่ หรือต้นไผ่ ครั้นพอมีรายได้ค่อยเปลี่ยนเป็นเสาปูน เพื่อให้เกิดความทนทาน แข็งแรง สามารถต้านทานกระแสลม ทั้งนี้ชาวบ้านมักปลูกกันบ้านละ 1-2 งาน ถ้าคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมดแล้ว น่าจะมีเนื้อที่ประมาณ 100 กว่าไร่ โดยเฉพาะตอนนี้ได้รับความสนใจมาก มีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังหลายอำเภอ หลายหมู่บ้านในจังหวัดสุรินทร์

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ มีรายได้จากฟักข้าว 2 ด้าน คือ การขายเยื่อฟักข้าวแช่แข็งทั้งภายในและต่างประเทศ อีกด้านคือ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป อันได้แก่ น้ำฟักข้าวพร้อมดื่ม น้ำฟักข้าวเข้มข้น สบู่ฟักข้าว และเค้กฟักข้าว

คุณสุพจน์ ภูมิสุข นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มแปรรูปฟักข้าว ได้กล่าวว่า กลุ่มนี้เป็นสมาชิกเครือข่าย Young Smart Farmer ของจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น มีความตั้งใจ มุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จดีมาก กระทั่งสามารถเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มอื่น

ความจริงแล้วชาวบ้านมีการปลูกฟักข้าวกันมายาวนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการจัดรูปแบบที่ชัดเจน ภายหลังเมื่อนำเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง และมีการพัฒนาจนได้มาตรฐานก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องตัวผลิตภัณฑ์และรายได้ อีกทั้งการปลูกฟักข้าวยังได้เปรียบกว่าแหล่งอื่น เพราะสามารถได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ต่างจากที่อื่นที่ต้องหยุดในบางช่วง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล

เจ้าหน้าที่เกษตรฯ ชี้ว่า นอกจากการได้เปรียบทางธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้ยังวางแผนการผลิตได้ตรงจุดตามความต้องการที่หลากหลายของตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการต่างกัน บางรายต้องการเยื่อไปเป็นส่วนผสมในสินค้าบางชนิด หรือบางรายต้องการนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และบางรายอาจต้องการนำไปแปรรูปเป็นอาหาร/เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันว่าการปลูกฟักข้าวทำให้ชาวบ้านมีความสุข จากรายได้ที่เกิดขึ้น จึงได้ลงพื้นที่ไปพบกับคุณสวิง เติมสุข เจ้าของสวนฟักข้าว

คุณสวิง บอกว่า ปลูกฟักข้าวมาได้สัก 3 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่ มีอาชีพหลัก คือ ปลูกข้าว ส่วนฟักข้าวที่ปลูกเป็นรายได้เสริม แต่ที่ผ่านมามีรายได้ดีมาก ปีละเกือบแสนบาท จนคิดว่าน่าจะเป็นรายได้หลักไปแล้ว

คุณสวิงเล่าให้ฟังว่าจำนวนผลฟักข้าวที่เก็บส่งเข้ากลุ่มใน 1 สัปดาห์ มี 3 ครั้ง ได้จำนวนกว่า 100 กิโลกรัม ฟักข้าวมีผลผลิตตลอด เก็บได้ทุกวัน นอกจากนั้น ยังระบุว่า ฟักข้าว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาปุ๋ยไม่เคยใช้เลย ปลูกแบบธรรมชาติ เพียงแค่ใช้น้ำหมัก และปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง จะใส่กระป๋องผสมน้ำราดที่ต้น

แล้วบอกต่ออีกว่า การปลูกฟักข้าวใช้ต้นทุนน้อย อีกทั้งยังเพาะเมล็ดต้นพันธุ์เอง เสาค้างที่ปลูกเดิมใช้ไม้ยูคาลิปตัส แต่ไม่ทน ต่อมาเมื่อสะสมรายได้จำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนมาเป็นเสาปูนแทน เพราะต้องการให้ทนทาน แข็งแรง สามารถใช้ได้นาน

ท่านที่สนใจแล้วมีบริเวณพื้นที่ในบ้านไม่มาก อาจปลูกไว้สัก 1-2 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตมาไว้รับประทานกันในครอบครัว เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งยอดและใบ นับเป็นพืชสมุนไพรชั้นยอด หรืออาจปลูกในกระถางเป็นร่มเงาได้ ดัดแปลงเป็นโรงจอดรถที่ปกคลุมด้วยต้นฟักข้าวได้ หรืออาจปลูกเป็นซุ้มเพื่อนั่งพักผ่อน พอมีผลฟักข้าวเกิดขึ้นก็ช่วยกันเก็บ ถือเป็นความสุขทางใจได้อีกด้ว

สนใจผลิตภัณฑ์ ฟักข้าว ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (091) 862-8262, (087) 481-2527, (090) 836-8657

ขอขอบคุณ : ทีมงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สาวบางแค 22

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

มะม่วง เป็นไม้ผลที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศ เป็นผลไม้เขตร้อนที่ปลูกมากที่สุด เป็น อันดับ 2 ของโลก และปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจพบว่า ทั่วประเทศมีกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง 92 กลุ่ม ส่วนใหญ่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 31 จังหวัด โดยแหล่งใหญ่ที่มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมากที่สุด ได้แก่ เลย เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น พิษณุโลก และอ่างทอง

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสนับสนุนให้ผู้ผลิตมะม่วงแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนกระทั่งรวมตัวเป็นสมาพันธ์ชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย ในปี 2548 ก่อนจะรวมตัวจดทะเบียนในนาม ” สมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (ส.ม.ท.)” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 โดย คุณมานพ แก้ววงษ์นุกูล ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเป็นคนแรก ครองตำแหน่ง 2 สมัยซ้อน

ต่อมา อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย คนที่ 2 (ปี 2557-2559) ล่าสุด เมื่อ วันที่ 24-25 มีนาคม 2559 ทางสมาคมได้จัดสัมมนารวมพลคนมะม่วง พร้อมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ที่ประชุมได้ลงมติแต่งตั้งให้ คุณมนตรี ศรีนิล เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยคนใหม่ (ปี 2559-2561)

ในฉบับนี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์” อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ปัจจุบันเป็นประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสมาคมในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มตลาดส่งออกมะม่วงไทยในอนาคต

ภาพรวมการผลิตมะม่วงของไทย

ปัจจุบัน มะม่วงที่ปลูกเชิงการค้ามีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งมะม่วงพันธุ์ไทย มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศ (จินหวง ของไต้หวัน, อาร์ทูอีทู ของออสเตรเลีย, แก้วขมิ้น ของกัมพูชา) และมะม่วงพันธุ์ลูกผสม (มหาชนก) สำหรับมะม่วงพันธุ์ไทยส่วนใหญ่มีผลผลิตในช่วงฤดู (เมษายน-พฤษภาคม) ส่วนมะม่วงล่าฤดู โดยการจัดการคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สำหรับมะม่วงและผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อการส่งออกในปัจจุบัน ได้แก่ ผลสด (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 มหาชนก เขียวเสวย ฯลฯ) มะม่วงแช่เยือกแข็ง (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4) มะม่วงกระป๋อง (มหาชนก โชคอนันต์)

ปัจจุบัน เกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการผลิตมะม่วงเข้าสู่ตลาดทุกเดือนตลอดทั้งปี มีการรวมกลุ่มชาวสวนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียง และมีผลผลิตเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน คือกลุ่มที่ผลิตมะม่วงในฤดู (เก็บเกี่ยว เมษายน-พฤษภาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงล่าฤดู (เก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู (เก็บเกี่ยว สิงหาคม-มีนาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบต้นฤดู (เก็บเกี่ยว มกราคม-มีนาคม) และกลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบหลังฤดู (สิงหาคม-ธันวาคม) ซึ่ง “ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรชาวสวนผลิตมะม่วงออกมาในแต่ละรุ่น

ทุกวันนี้ เปอร์เซ็นต์การผลิตมะม่วงนอกฤดูของชาวสวนมะม่วงเริ่มมีสัดส่วนที่เยอะขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ บวกกับเกษตรกรมีความรู้ ความสามารถ ในการผลิตมะม่วงนอกฤดูที่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่มักเลือกตัดสินใจที่จะผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลัก โดยแบ่งจัดสรรพื้นที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูตามความเหมาะสมของแหล่งน้ำและศักยภาพทางการเงิน ส่วนใหญ่จะทยอยผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลายแปลง ซึ่งแต่ละแปลงมีระยะเวลาทำมะม่วงนอกฤดูห่างกัน ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี

โดยทั่วไป การผลิตมะม่วงนอกฤดูมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 60% ของราคาที่ขายได้ คือ 120 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ถือว่าได้ผลกำไรคุ้มค่ากับการลงทุน หากผลิตมะม่วงก่อนหรือหลังฤดู สัดส่วนต้นทุนและผลกำไรจะเหลืออย่างละครึ่ง ลงทุน 50 อาจได้ผลกำไร 50

สถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในปีนี้

ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมได้จัดประชุมสัญจรหลายครั้ง โดยหยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องการผลิตมะม่วงของสมาชิกขึ้นมาพูดคุยพร้อมแจกแบบสอบถามให้ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง จำนวน 40 กลุ่ม ได้กรอกข้อมูลการผลิตมะม่วงของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก จนกระทั่งกลางเดือนธันวาคม 2558 ในวาระการประชุมสัญจรคณะกรรมการที่จังหวัดสระแก้ว ได้ข้อสรุปว่า

ปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิก จำนวน 1,631 คน มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 50,106 ไร่ คิดเป็น จำนวน 2,267,496 ตัน แบ่งเป็นสายพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1,000,014 ต้น พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จำนวน 474,980 ต้น ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อื่นๆ จำนวน 791,502 ต้น โดยมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี ประมาณ 42,914 ตัน โดยเดือนมีนาคม คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าตลาดถึง 9,800 ตัน และเดือนเมษายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดมากที่สุด คือ 10,000 ตัน ส่วนช่วงเดือนกันยายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อย คือ 400 ตัน และเดือนตุลาคมจะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อยที่สุด คือ 120 ตัน

“ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ” อุปสรรคสำคัญในการทำงาน

ในปี้ชาวสวนมะม่วงทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำงาน เพราะผลกระทบจากภาวะอากาศร้อน ฝนแล้ง ฝนฟ้าอากาศไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้สวนมะม่วงส่วนใหญ่ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สวนบางแห่งเจอปัญหาต้นมะม่วงได้รับอาหารและสารแพคโคลบิวทราโซลไม่เต็มที่ เมื่อเวลากระตุ้นให้มะม่วงออกดอกในเวลาที่ต้องการ ปรากฏว่า ต้นมะม่วงออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเลย

ขณะที่สวนมะม่วงบางพื้นที่เจอฝนตกหนัก หลังจากเจอภัยแล้งมายาวนาน ต้นมะม่วงที่จะแทงช่อดอกออกมา กลับกลายเป็นแตกใบอ่อนออกมาแทน เกษตรกรต้องเริ่มทำการเตรียมต้น บำรุงให้ปุ๋ยกันใหม่ ต้องยอมรับว่า ปัญหาภาวะอากาศแปรปรวนตลอดปีนี้ ทำให้ต้นมะม่วงรวนไปหมด มีทั้งที่ไม่ออกดอก หรือออกดอกออกใบปนกันไปหมด ถือว่า การทำมะม่วงนอกฤดูปีนี้ ทำได้ยากขึ้น และมีผลผลิตน้อยมาก

แต่สวนมะม่วงที่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลให้น้ำ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่ จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกหรือเกษตรกรหน้าใหม่ที่อยากทำสวนมะม่วงเป็นอาชีพ ให้ความสำคัญกับการลงทุนทำแหล่งน้ำในสวนมะม่วงกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ในอนาคต ผมมองว่า การทำสวนมะม่วงนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำสวนมะม่วงกับเกษตรกรชาวสวนมะม่วงมืออาชีพ นอกจากนี้ ควรมีอุปนิสัยช่างสังเกตสภาพแวดล้อม ใส่ใจด้านรายละเอียดในการทำงาน เรียนรู้หลักการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้ชาวสวนมะม่วงประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน

จัดโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูง

ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ คือ

1. ขยายจำนวนสมาชิกสมาคมให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทั่วประเทศ

2. เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น สารพาโคลบิวทราโซล ฯลฯ ให้แก่สมาชิกสมาคมในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการผลิต

3. จัดให้มีระบบการสื่อสารถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป็นกลุ่มไลน์สมาคม

4. จัดทำฐานข้อมูลการผลิต การตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำในช่วงฤดูการผลิต

จังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ เป็นแหล่งใหญ่ที่ปลูกมะม่วง เนื้อที่รวมกันกว่า 2 แสนไร่ โดยมีผลผลิตเข้าตลาดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ขายผลผลิตในราคา กิโลกรัมละ 60-70 บาท ใครๆ ก็อยากขายผลผลิตได้ราคาแพงเหมือนกับ จังหวัดขอนแก่น ที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู เข้าตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม ในราคาขาย กิโลกรัมละ 120 บาท

ปีที่ผ่านมาทางสมาคมมีนโยบายจัดโซนนิ่ง โดยอาศัยความสมัครใจของสมาชิก ที่เห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง โดยแนะนำให้สมาชิกทดลองแบ่งพื้นที่ปลูกสัก 10-30 ไร่ มาผลิตมะม่วงนอกฤดูในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 5% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมะม่วงของ พิจิตร-เพชรบูรณ์ ช่วงเดือนกุมพันธ์-มีนาคม เหลือแค่ 95% ส่วนอีก 5% ผลิตเป็นมะม่วงนอกฤดู (กรกฎาคม-สิงหาคม) นี่คือ วิธีการจัดโซนนิ่งแบบสมัครใจที่ได้ผลดี

ตอนนี้ทางสมาคมได้ขยายผลโครงการโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูงไปยังจังหวัดต่างๆ โดยจัดทำในรูปปฏิทินการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงของกลุ่มชาวสวนทั่วประเทศว่า จะมีผลผลิตในฤดูและนอกฤดู ในช่วงเดือนไหนบ้าง การจัดโซนนิ่งดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตที่เป็นระบบและได้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น

ผมมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการจัดระบบข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อรู้แผนการผลิตมะม่วงที่ชัดเจนแล้ว ทางสมาคมก็เชิญผู้ส่งออก เช่น บริษัท สวิฟท์ บริษัท สยาม เอ็กซ์สปอร์ต มาร์ท ฯลฯ เข้ามาคุยว่า สมาชิกสมาคมมีผลผลิตในช่วงนี้ ปริมาณเท่านี้ ผู้ส่งออกต้องการรับซื้อผลผลิตสักกี่ตัน เพื่อจะทำสัญญาข้อตกลงกับสมาคมผู้ส่งออกก็ทำงานได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ว่าจะมีผลผลิตส่งออกตามเป้าหมายที่วางไว้

ต่างประเทศมีความต้องการบริโภคมะม่วงไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากตัวเลขการส่งออกมะม่วงไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2558 ไทยมีปริมาณการส่งออก จำนวน 65,423 ตัน มูลค่า 3,150 ล้านบาท แม้วันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านจะผลิตมะม่วงส่งออกเช่นกัน แต่มีเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงล้าหลังไทยอยู่ ขอเพียงเกษตรกรรักษาจุดแข็ง คือผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพดีป้อนตลาดส่งออก ผมเชื่อว่า มะม่วงไทยยังคงเติบโตในเวทีตลาดโลกได้ต่อเนื่อง

เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือ ที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

คุณไตรรัตน์ เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่นคือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่ามีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมด ในพื้นที่ 100 ไร่

พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 95 เปอร์เซ็นต์ และมะม่วงพันธุ์มหาชนก อีก 5 เปอร์เซ็นต์ อาศัยน้ำในการเพาะปลูกจากน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ปลูกดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ คุณไตรรัตน์ แก้ปัญหาโดยยึดแนวพระราชดำริ ในการทำการเกษตรที่ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ จึงขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อไว้กักเก็บน้ำ รวมพื้นที่ 25 ไร่ กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่ปลูก การขุดบ่อกักเก็บน้ำพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ บริเวณที่ลาดเมื่อฝนตกน้ำไหลไปรวมกัน จึงขุดบ่อบริเวณนั้น และขุดบ่อลึกกว่าบ่อมาตรฐาน 2-3 เท่า เน้นความลึก เพื่อให้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก และพื้นผิวด้านบนของบ่อแคบ เพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากการระเหย

ระยะปลูก 6×4 และ 5×4 จำนวนต้นอยู่ที่ 60-80 ต้น ต่อไร่

คุณไตรรัตน์ มีเทคนิคในการผลิตมะม่วงส่งออก โดยพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง ดังนี้

1. นำเครื่องขุดเจาะหลุมมาใช้ในการขุดหลุมปลูกมะม่วงเพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการจ้างขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วงต่อหลุมปัจจุบันราคาประมาณ 20 บาท หากปลูก 1 ไร่ จำนวน 70 ต้น จะเสียค่าขุดหลุมปลูกเป็นเงิน 1,400 บาท หากใช้เครื่องขุดเจาะจะมีต้นทุนหลุมละ 5 บาท เป็นเงิน 350 บาท ประหยัดต้นทุนได้ไร่ละ 1,050 บาท

2. การใช้น้ำระบบมินิสปริงเกลอร์และทำคันดินเล็กรอบๆ บริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกนอกบริเวณชายพุ่ม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสภาพดินที่ไม่อุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดต้นทุนเรื่องแรงงานในการให้น้ำมะม่วง ทั้งยังเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ

3. ใช้การพ่นสารเคมีแบบแอร์บัส คือการใช้แรงดันพ่นผ่านปั๊มแรงดันสูง มีพัดลมช่วยกระจายสารเคมีให้ละอองกระจายทั่วถึง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากแอร์บัสจะประหยัดสารเคมีลง 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แรงงานในการพ่นสารเคมีเพียง 1 คน ทำงานได้รวดเร็ว จากเดิมพื้นที่ 30 ไร่ ใช้แรงงานพ่นสารเคมี 2 คน ต้องใช้เวลาพ่น 5 วัน แต่การใช้แอร์บัส ใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้การป้องกันโรคและแมลงทำได้ทันเวลา

4. มะม่วงที่ปลูกอยู่เดิมเป็นพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีได้ จึงใช้เทคนิคการเปลี่ยนยอดและอุ้มบุญ ในการเปลี่ยนยอดมะม่วงในพื้นที่ให้เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพื่อลดระยะเวลาในการปลูกใหม่ และเทคนิคการอุ้มบุญ คือการนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไปเสียบฝากในต้นพันธุ์เขียวเสวยและฟ้าลั่น ทำให้เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายมะม่วงฟ้าลั่น เขียวเสวย และมีผลพลอยได้จากมะม่วงฝากท้องในช่วง 1-3 ปี ก่อนที่จะทยอยตัดกิ่งต้นเดิมเหนือรอยทาบออก เพื่อให้เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 100 เปอร์เซ็นต์

5. การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่ แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้ง ลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล

“ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แต่ถ้าติดดอกออกผลใต้พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้าคือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือการให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วงเกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านบริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเชงเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง โทรศัพท์ (089) 858-7358

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

การกำหนดให้ไม้ผลมีการออกดอกติดผลนอกฤดู เป็นแนวทางหนึ่งที่ชาวสวนนิยมนำมาใช้ อาจเป็นเพราะแรงจูงใจจากราคาขายในช่วงดังกล่าวสูงกว่าฤดูกาลปกติ อันเนื่องมาจากในตลาดมีจำนวนน้อย

ด้วยเหตุนี้ชาวสวนเป็นจำนวนมากจึงหันมาทำไม้ผลนอกฤดูกันอย่างแพร่หลาย แต่แนวทางนี้มิใช่จะทำสำเร็จได้ทุกรายเพราะมีเงื่อนไขสำคัญคือ “น้ำ” ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งกับการทำไม้ผลนอกฤดู

ไม่เพียงเท่านั้นการมีความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญ ตลอดจนความอดทน ยังเป็นปัจจัยที่มีส่วนสัมพันธ์กับแนวทางนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวสวนจำนวนมากต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเนื่องจากประเมินว่าการทำไม้ผลนอกฤดูเป็นเรื่องง่าย

“บ้านสวนเมธ-ตา” ตั้งอยู่ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ทำมะม่วงนอกฤดูประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ ส่งขายตลาดค้าส่งใหญ่ และต่างประเทศด้วย

คุณสุเมธ รักสนธิกุล เจ้าของสวน เล่าว่า การปลูกมะม่วงเพื่อขายผลในฤดูกาลปกติ ดูเป็นเรื่องที่เสี่ยง ดังนั้น จึงตัดสินใจทำมะม่วงนอกฤดูมาเป็นเวลา 15 ปี ด้วยเหตุผลที่ต้องการขายให้ได้ราคาสูงแม้จะต้องดูแลเป็นพิเศษ

บ้านสวนเมธ-ตา จัดแบ่งพื้นที่สวนมะม่วงออกเป็น 10 แปลง ตามสายพันธุ์ ได้แก่ น้ำดอกไม้จำนวน 600 ต้น อกร่อง 100 ต้น เขียวเสวย 100 ต้น และมันขุนศรี 100 ต้น มีลักษณะการปลูกแบบสวนยกร่อง เช่นเดียวกับชาวสวนในจังหวัดนี้ทุกแห่ง เพราะมีแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ การทำนอกฤดูจะพิจารณาว่าควรเริ่มทำแปลงไหนก่อน แล้วค่อยทยอยทำไปทีละแปลงจนครบ อย่างไรก็ตาม ในรอบปีที่ผ่านมาสวนนี้มีจำนวนมะม่วงที่เก็บส่งขาย อย่างน้ำดอกไม้จำนวน 30 ตัน อกร่อง 10 ตัน เขียวเสวย 10 ตัน

เจ้าของสวนอธิบายว่า หลังจากการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย อาจต้องมีการเร่งให้มียอดอ่อนแตกใบเร็วด้วยการใช้สารไทโอยูเรีย ในช่วงนี้ใช้เวลา 7-10 วัน จึงแตกยอด แล้วสังเกตใบถ้าเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองอมแดงในเวลาประมาณ 15 วัน จึงราดสารพาโคลบิวทราโซล

สำหรับสารที่ใช้ควรมีปริมาณเท่าไรควรพิจารณาจากขนาดทรงพุ่มและดูความสมบูรณ์ของใบใหม่ควบคู่ แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่สวนแถวนี้เป็นดินเหนียวจึงต้องกำหนดอัตราการใช้ยาให้สัมพันธ์กับขนาดทรงพุ่ม

“ถ้าทรงพุ่มประมาณ 1 เมตร ใช้ปริมาณสาร 70 กรัม ถ้าหากงามน้อยก็ใช้สารปริมาณน้อย ถ้าใบงามมากต้องเพิ่มความเข้มข้นของสาร เพราะที่ใบมีฮอร์โมนมาก ถ้าสารไม่เข้มข้นดอกก็จะแตกยาก หลังจากราดสารแล้วให้ต้นสะสมอาหารด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 ควรใช้ประมาณ 40 กรัม พอราดสารสัก 45-60 วัน จึงมีการทำดอก

“สารเคมีป้องกันเชื้อรา” นับมีความสำคัญกับการทำมะม่วงนอกฤดู ทั้งนี้ เพราะความเสี่ยงกับเชื้อราที่มักเกิดขึ้นในหน้าฝน ส่วนปุ๋ยให้ตามปกติ เพียงแต่ดูว่าถ้าผลผลิตในช่วงนั้นมีมากเกินไปอาจต้องปรับสูตรปุ๋ยที่มีตัวหน้ากับตัวท้ายสูง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขนาดมะม่วง ส่วนปุ๋ยคอกใช้ขี้ไก่ใส่ปีละครั้ง เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดิน แต่ไม่ได้ช่วยทางด้านผลผลิตแต่อย่างใด

คุณสุเมธ บอกว่า ในสมัยก่อนมะม่วงอกร่อง แรด และมันขุนศรี เป็นพันธุ์ที่ทำนอกฤดูยากมาก แต่ความที่ได้เปรียบเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงประสบการณ์ที่สะสมมา ตลอดจนการเรียนรู้ แก้ไขจุดบกพร่อง ก็สามารถทำมะม่วงในช่วงนอกฤดูได้ไม่ยาก

“ตลาดผู้บริโภคนิยมทางมะม่วงพันธุ์อกร่อง ทั้งๆ ที่พันธุ์นี้ทำนอกฤดูยากมาก จึงทำให้ไม่ค่อยพบเห็นในท้องตลาด ที่ขายกันอยู่มีราคาสูง ชาวสวนมักหนีไปทำมะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูมากกว่า ฉะนั้น คนทำอกร่องนอกฤดูเก่งๆ จะมีรายได้ดีมาก” คุณสุเมธ บอก

มะม่วงนอกฤดูในสวนคุณสุเมธจะให้ผลผลิตดกตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยมีการเก็บทุกวัน วันละประมาณ 1 ตัน น้ำหนักต่อผล ถ้าเป็นน้ำดอกไม้ประมาณ 4-6 ขีด อกร่องประมาณ 2-3 ขีด ทั้งนี้ ก่อนการเก็บต้องสังเกตผลให้แน่ใจว่าพร้อมแล้วหรือยัง โดยต้องใช้วิธีนับวัน โดยแต่ละพันธุ์มีช่วงเวลานับวันต่างกัน อย่างน้ำดอกไม้มักใช้เวลาประมาณ 120 วัน อกร่องใช้เวลา 110 วัน ฉะนั้น การเก็บมะม่วงควรให้ถึงเวลาตามที่กำหนดเพื่อให้ได้มะม่วงที่สมบูรณ์ มีรสหวาน

สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้ อกร่อง ที่เก็บจากต้นแล้วต้องบ่มก่อน แต่ถ้าเป็นเขียวเสวยและมันขุนศรี ไม่ต้องบ่ม แต่หลังจากเก็บแล้วต้องคัดแยกเกรดก่อนส่งขาย

คุณสุเมธเปิดเผยถึงราคามะม่วงน้ำดอกไม้กำหนดไว้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 บาท อกร่องขนาดเบอร์ใหญ่ราคากิโลกรัมละ 80-85 บาท ถ้าขนาดกลางกิโลกรัมละ 60-65 บาท สำหรับมะม่วงเขียวเสวยและมันขุนศรีจัดเป็นเกรดเดียวกัน ขายราคาเดียวกันคือกิโลกรัมละ 35-40 บาท

แล้วยังชี้ว่า ถ้าต้องการขายให้ได้ราคาสูงและมีกำไรดีคงต้องทำส่งนอก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะคุณต้องใส่ใจทำอย่างมีคุณภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนเก็บผลผลิต ต้องมีการห่อผลเพื่อให้ผิวสวย เพราะถ้าผิวมีจุดหรือรอยด่างเพียงเล็กน้อย ราคาตกหรือขายไม่ได้ เนื่องจากช่วงระหว่างเวลาการทำนอกฤดูต้องผ่านหลายฤดู เจอปัญหาอุปสรรคกับการเกิดโรคซึ่งล้วนมีผลกระทบกับการส่งออก

“ตอนนี้กำลังปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อส่งออก เพราะว่าในระยะยาวตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองยังไปได้ไกลและนาน เพราะตลาดต่างประเทศยังต้องการอีกมาก อีกทั้งน้ำดอกไม้สีทองสามารถทำได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งง่ายกว่าอกร่องที่ทำได้เพียงครั้งเดียว”

คุณสุเมธ แนะว่า คนที่สนใจต้องการหันมาทำมะม่วงนอกฤดูควรเริ่มที่ความชอบจริงๆ อย่าไปคิดว่าคนอื่นทำสำเร็จแล้วเราจะทำอย่างนั้นได้ เพราะคนที่ผ่านการทำสำเร็จมาแล้วต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหามากมาย ควรลดความเสี่ยงด้วยการหาพันธุ์มะม่วงที่ง่ายๆ ก่อน เพื่อเป็นการสะสมความรู้ เพิ่มทักษะให้แก่วิชา จากนั้นเมื่อมั่นใจจึงค่อยปรับไปทำพันธุ์ที่ยากขึ้นเพื่อทำให้ได้ราคาดีขึ้น

“ฉะนั้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้องมีใจรัก อดทน หมั่นสังเกต มีการจดบันทึกทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข อย่าท้อแท้” เจ้าของสวนยืนยัน

สนใจมะม่วงนอกฤดูของ “บ้านสวนเมธ-ตา” สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสุเมธ รักสนธิกุล โทรศัพท์ (081) 854-0832

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

มีนา

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าสุรา และไวน์จากต่างประเทศ เป็นอีกบริษัทหนึ่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มนักดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันได้จับมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รณรงค์แก้ไขปัญหาอันเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คุณวรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้จัดการ กิจการสาธารณะ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมของบริษัท ซึ่งดำเนินมากว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งกับหน่วยงานและประชาชน ให้ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น

“การทำกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนของบริษัทที่ให้ความสำคัญร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน โดยจับมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ปีใหม่ สงกรานต์ ซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมุ่งเน้นรณรงค์ให้ใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ และดื่มไม่ขับ”

สำหรับรูปแบบของกิจกรรมจะเน้นนำองค์ความรู้เข้าไปถ่ายทอดสู่หน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่องของผลที่เกิดจากการดื่ม กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้หน่วยงานได้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป

“บริษัทได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมา เราจึงนำองค์ความรู้เข้าไปป้อนโดยเริ่มต้นในพื้นที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และต่อไปถึงจังหวัดพิษณุโลก เน้นในรูปแบบที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะเห็นว่าในส่วนของมูลนิธิ ทำงานใกล้ชิดชุมชน จึงสามารถถ่ายทอดไปยังผู้นำชุมชนได้ง่าย ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ยังถ่ายทอดไปยังเทศบาล หน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด บริษัทขนส่ง เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสำคัญ กับโครงการ กลับบ้านปลอดภัย คนไทยเมาไม่ขับ”

นอกจากในส่วนของบริษัทที่มุ่งเน้นกิจกรรมเพื่อสังคม ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ อย่าง ชีวาส รีกัล ก็ตระหนักในการเข้าไปมีส่วนส่งเสริมรณรงค์ให้ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ โดยล่าสุดจับมือร่วมกับ U DRINK I DRIVE บริษัทให้บริการคนขับรถสำหรับนักดื่มแอลกอฮอล์เพื่อกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

“เราต้องการนำรูปแบบของ U DRINK I DRIVE แนะนำสู่นักดื่ม ให้รู้ว่ามีบริการดังกล่าวนี้อยู่ ถือเป็นทางเลือกสู่ความปลอดภัย เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งโครงการนำร่องในปีที่ผ่านมา ได้แนะนำกิจกรรมผ่านร้านค้าพันธมิตร 10 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้บริการของ U DRINK I DRIVE ปรากฏผลออกมาถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี ในปีนี้จึงสานต่อร่วมกัน และเราพยายามสร้างการรับรู้ไปสู่ร้านค้าให้มากแห่งขึ้น ให้องค์ความรู้ทั้งด้านผลอันเกิดจากการดื่มและในด้านกฎหมาย”

คุณวรรณภร ยังกล่าวถึงกิจกรรมทั้งในส่วนของบริษัท และตัวผลิตภัณฑ์ว่า ให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลา ไม่ใช่เฉพาะเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น เพื่อเกิดตระหนักรู้อย่างแท้จริง

“พฤติกรรมการดื่มของคนไทยค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ คนไทยไม่ได้มองว่าถ้าดื่มแล้วไม่ควรขับขี่รถ จึงต้องสร้างการตระหนักรู้ และจะให้ดีควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตก็หวังกระจายองค์ความรู้ไปยังจุดอื่นๆ ให้ครอบคลุม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูง นี่คือเป้าหมายของบริษัท” คุณวรรณภร กล่าวทิ้งท้าย

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

จังหวัดเชียงใหม่…ไม่เพียงเพราะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หากแต่…เสน่ห์ ของดินแดนล้านนาต่างหากที่ทำให้…เชียงใหม่ ไม่เคยหลับใหล ยิ่งแสงสียามค่ำ คงทำให้ความรู้สึกของวัยรุ่นหนุ่มสาว-กลุ่มคนเที่ยวกลางคืนคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น

เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านค้าในย่านบันเทิงกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ภายในจะมีอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกเสพ แต่กลิ่นหอมเย้ายวนใจของ…ปลาหมึกย่างบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุ…จากพ่อค้าเร่ข้างนอก กลับดึงดูดความสนใจของลูกค้าหญิงชายได้มากกว่า

สมศักดิ์ หรือ ศักดา แก้วเงิน หนุ่มวัย 40 ปี เอื้อนเอ่ยว่า นี่คือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินออกจากร้านเหล้า ซึ่งตนเองเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนๆ ออกมาทำ “กับแกล้มเทพเจ้า” โคตรอร่อย ตระเวนไปตามแหล่งท่องเที่ยวทุกค่ำคืน โดยนำชื่อกลุ่มมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ “ก๊อดออฟธันเดอร์-God of Thunder” มาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

“เดิมผมจะเล่นดนตรีตอน 3 ทุ่ม แต่ก็จะไปร้านก่อนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปช่วยเขาทำกับแกล้มให้ลูกค้าที่มานั่งดื่มในร้าน เพราะร้านก็เป็นพรรคพวกกัน ผมชอบคิดเมนูใหม่ขึ้นเอง ทำออกมาแล้วอร่อย แต่ที่น่าแปลกคือ เวลารถเร่ปลาหมึกย่าง หรือส้มตำ มาจอดหน้าร้าน ลูกค้าทุกโต๊ะสั่ง ผมก็เออ เริ่มคิดแล้วว่าทำไม…มันอร่อย หรือมันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่ชอบช่วยเหลือกัน ที่ชอบซื้อ”

ศักดา บอกว่า ตอนนั้นอายุ 35 ปี เริ่มอิ่มตัวกับการเล่นดนตรี กำลังคิดหาทางขยับขยาย หาอาชีพอะไรทำดี รถเร่ปลาหมึกจุดประกายความคิดให้ตัดสินใจแยกตัวจากเพื่อนมามีกิจการเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากซื้อรถยนต์คันเล็กมาดัดแปลงให้มีที่ทางวางอุปกรณ์ทำครัว และออกตระเวนขายกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยยึดฟุตปาธหน้าร้านเพื่อนก่อนเป็นอันดับแรก

“กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย บุกตลาด…ท่าช้าง ก่อนเลยครับ ลงทุนไปประมาณ 1,000 บาท ขายได้ 300 บาท ขาดทุนสิครับ อดทนอยู่อย่างนั้นประมาณ 1 เดือน ลูกค้าเริ่มติด ทำให้รายได้เริ่มขยับเป็นวันละ 500 บาท ก่อนจะสูงขึ้นเป็น 1,000 บาท และ 3,000-4,000 บาท ผมก็ชักสนุก ตอนแรกเลยผมขาย 30 บาททุกจาน”

ความแปลกของร้าน กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย คือ ชื่อเมนูที่คิดขึ้นมา…ต้องโดนใจลูกค้า เช่น นางฟ้าโดนจิ้ม มาจากเห็ดนางฟ้านึ่งจิ้มน้ำพริกข่า หมู-เนื้อ 18 มงกุฎ มาจากหมู-เนื้อตุ๋น ลาบปลาอะเมซอน คือลาบปลาทับทิมที่จะเสิร์ฟมาพร้อมยอดใบมะกอกอ่อนขบเผาะ บาทาหลอกลวง-ตีนไก่ต้มตุ๋น ภาพยนตร์กรอบ หรือหนังหมูทอดกรอบ และเมนูสุดฮิต “น้ำแดงทรงเครื่อง” ที่ทำมาจากเลือดสดๆ คลุกเครื่อง ที่เรียกว่า หลู้ เน้นแปลกและแตกต่าง ทั้งหมดที่กล่าวมา คืออาหารพื้นเมือง ราคา 50 บาททุกจาน

แต่ด้วยรถคันเล็ก ทำให้ไปไหนไกลๆ ไม่ได้ ก็หันมาซื้อรถกระบะที่คันใหญ่ขึ้น นำมาดัดแปลงด้านหลังมีชั้นวางของและประตูเปิดด้านข้าง เพื่อสะดวกในการทำครัวเคลื่อนที่ ทุกอย่างลงมือเองหมด เพราะเรียนจบ ปวส. ทางด้านไฟฟ้า วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ประหยัดและได้อย่างที่เราต้องการ ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่เดือนละ 2,500 บาท ขอให้ติดคำว่า “คนหัวใจสิงห์” เพราะการไปออกร้านทุกครั้งจะมีงานดนตรีหรือมีอีเว้นต์ต่างๆ เช่น Jive อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน งาน Biker ของพวกเพื่อนที่ขี่จักรยานยนต์ขนาดใหญ่ด้วยกัน

ทุกค่ำคืนฟ้าเริ่มมืด ไฟหน้ารถส่องนำทาง ศักดาจะควบม้าเหล็กคู่ใจ ป้ายทะเบียน ผม 9933 เชียงใหม่ สีเหลืองขาวมาจอดประเดิมที่ริมฟุตปาธหน้าร้าน คึ Club ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นร้านของพรรคพวกเดิมที่ย้ายตามกันไป…ตามกันมา บอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่จางหาย

3 ทุ่มคืนนั้นลูกค้าร้าน คึ Club เริ่มแน่น และร้องสั่งกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยเฉพาะเมนู “น้ำแดงทรงเครื่อง” ภาพยนตร์กรอบ และลาบปลาอะเมซอน ซึ่งน้องแพทกับน้องมิ้ง ลูกค้าสาวสวยยืนยันความอร่อยว่า เด็ดแท้

พอ 4 ทุ่ม ไอ้หนุ่มฮาเลย์ก็ย้ายตัวเองไปหน้าร้าน Ollie โครงการฮาร์เบอร์ ตำบลห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อเสิร์ฟให้กับนักเที่ยวยามราตรีอีกกลุ่ม ยิ่งดึกก็จะตระเวนไปย่านถนนนิมมานเหมินท์ และย่านเจเจมาร์เก็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งบันเทิงชื่อดังกลางเมืองเชียงใหม่

“เศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี บวกกับคำสั่งปิดสถานบันเทิงเวลาเที่ยงคืน ทำให้จากเดิมที่ขายได้เฉลี่ย 3,000-4,000 บาท ต่อคืน ก็ลดลงเหลือ 2,000-3,000 บาท ต่อคืน แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ ผมไม่เคยอายเลย เพราะทำอาชีพสุจริต ทุกวันนี้มีคนขอซื้อแฟรนไชส์นะ แต่ผมยังไม่คิด เพราะกลัวเขาเอาไปทำแล้วไม่อร่อย แต่กำลังคิดจะจดลิขสิทธิ์ชื่อร้านอยู่เหมือนกัน กลัวโดนขโมยความคิด”

ศักดาหัวเราะ พร้อมบอกต่อว่า จะยังยึดอาชีพนี้ต่อไป เพราะเป็นนายตัวเอง ควบคู่กับการเพาะพันธุ์ไก่-เป็ด เก็บไข่ขายอีกทางหนึ่ง โดยมีวันจันทร์เป็นวันหยุด เพื่อขับรถบิ๊กไบค์ให้แฟนสาวซ้อนท้ายท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ

สนใจดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืน เคล้า กับแกล้มเทพจ้าว โครตอร่อย (ต้องพิมพ์ผิด จึงจะเป็นของแท้) เจอกันได้ตามสถานที่แจ้งไว้ ระหว่างเวลา 21.00-24.00 น. หรือจะโทรตามหาได้ที่ (081) 998-1878