รายงานพิเศษ : สศก.เปิดตัวแอพพลิเคชั่น‘OAE RCMO’ กระดานเศรษฐี-ชี้ช่องรวยให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235320

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งปรับเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี ที่จะทำให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิด “มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าสศก.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานดูแลข้อมูลทางเศรษฐกิจการเกษตร ได้พัฒนาข้อมูลสารสนเทศการเกษตรและการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรสู่เกษตรกร ผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นOAE RCMO (โอเออี อาร์ซีโม) หรือ “กระดานเศรษฐี” ซึ่งเป็นการให้บริการรูปแบบใหม่ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน ทั้งในระบบปฏิบัติการ IOSและ Android โดยเกษตรกรสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตพืช ปศุสัตว์และประมงได้เอง เช่น ค่าแรง/ค่าจ้าง ค่าวัสดุ ค่าเช่าที่ดินต่อฤดูกาลค่าเสียโอกาส เมื่อนำมาคำนวณเปรียบเทียบกับรายได้จากราคาที่เกษตรกรขายผลผลิต จะทำให้ทราบถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ถ้าผลตอบแทนเป็นบวกหมายถึงเกษตรกรจะเป็นเศรษฐีเพราะมีกำไร แต่ถ้าผลตอบแทนเป็นลบคือใกล้จะจนเพราะขาดทุน หรือผลตอบแทนคงที่หมายถึงพออยู่ได้เสมอตัว เมื่อทราบเช่นนั้นเกษตรกรก็สามารถที่จะปรับลดต้นทุนหรือวิธีการผลิตบางด้านลงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นแทน

นอกจากนี้ ในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ยังมีข้อมูลแนะนำว่าพื้นที่ของเกษตรกรเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืช ปศุสัตว์ หรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยแบ่งเป็นเขตการทำเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสม หรือ โซนนิ่ง (Zoning) ตั้งแต่เหมาะสมระดับสูง (S1) ไปจนถึงไม่เหมาะสม (N) เบื้องต้นได้จัดทำข้อมูลพืชรวม 37 ชนิด ปศุสัตว์ 5 ชนิด และประมง 4 ชนิด แต่หากเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมก็มีข้อแนะนำสำหรับปลูกพืชทำการเกษตรชนิดอื่นที่เหมาะสมแทน ที่สำคัญยังมีข้อมูลของแหล่งรับซื้อและราคารับซื้อผลผลิต เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ก่อนเริ่มต้นการผลิตในแต่ละฤดูกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตลอดจนนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน พัฒนาเกษตรกรสู่เกษตรกรสมัยใหม่ ที่มีการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายคมสัน จำรูญพงษ์

อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนาการให้บริการข้อมูลผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่น OAE RCMO ในสมาร์ทโฟน แล้ว สศก.ยังได้จัดทำข้อมูลผ่านช่องทางปกติเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและเข้าถึงเกษตรกรทุกระดับมากขึ้นคือ กระดานเศรษฐี ในรูปแบบโปสเตอร์บรรยายขั้นตอนและวิธีการคำนวณต้นทุนการผลิตอย่างละเอียด โดยขณะนี้ได้นำไปติดตั้งไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) นำร่อง 100 ศูนย์ และจะทยอยติดตั้งให้ครบทั้ง 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ที่ประจำแต่ละศพก. เป็นผู้ให้คำแนะนำเกษตรกร ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบว่าต้นทุนการผลิตของตนเองสูงเกินไปในด้านใด เช่น ต้นทุนปัจจัยการผลิตด้านปุ๋ยเคมีสูงก็สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ก็สามารถหาคำแนะนำหรือวิธีการทำปุ๋ยใช้เองได้จากที่ ศพก.ได้ทันที เนื่องจาก ศพก.เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรสามารถไปขอรับบริการและเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ณ จุดเดียว

“จากการทดลองนำกระดานเศรษฐี ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพื้นที่ 4 อำเภอ ของ 2 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี และอุดรธานี พบว่าเกษตรกรให้การยอมรับเป็นอย่างดี อีกทั้งมีข้อเสนอแนะให้ขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทั้งนี้ สศก.จะเร่งขยายผลให้ครบทุกจังหวัดเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรในวงกว้างต่อไป เนื่องจากวิธีการคำนวณต้นทุนการผลิตในกระดานเศรษฐีจะถูกนำมาคำนวณเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลค่าเฉลี่ยของ สศก.ซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากที่สุดส่งผลให้เกษตรกรทราบถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เกษตรกรจะได้เรียนรู้หรือตัดสินใจปรับลดหรือเพิ่มเติมด้านใด เพื่อให้มีกำไรได้เป็นเศรษฐี เพราะเราต้องการให้เกษตรกรไทยทุกคนร่ำรวยนั่นเอง เกษตรกรที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น OAE RCMO ได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” นายคมสัน กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ สศก. ยังเปิดตัวอีกแอพพลิเคชั่นคือ โอเอซี โอไอซี(OAE OIC) ให้บริการข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และด้านเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านราคาสินค้าเกษตร รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรจะทราบว่าช่วงเวลาใดมีผลผลิตสินค้าเกษตรชนิดใดออกมาจำหน่าย และสามารถวางแผนการผลิตได้ ช่วยลดการกระจุกตัวและแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ ที่สำคัญเกษตรกรยังสามารถคำนวณระยะทางจากไร่นาไปยังแหล่งรับซื้อได้ และสามารถรู้ราคาที่จุดรับซื้อต่างๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและตัดสินใจในการนำผลผลิตไปจำหน่ายต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘กรมหมอดิน’ปลื้มคว้า4รางวัลจาก ก.พ.ร. การันตีคุณภาพพร้อมพัฒนาการให้บริการแบบไม่หยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234986

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และวิธีการบริหารงานภาครัฐที่จากเดิม ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า และกฎระเบียบซึ่งยืดถือเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความถูกต้อง สุจริตและเป็นธรรม โดยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการบริหารแบบเน้นถึงวัตถุประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงาน ทั้งในแง่ของผลผลิต ผลลัพธ์และความคุ้มค่าของงาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนผู้รับบริการ ภายใต้ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 กำหนดให้ภาครัฐนำเอาเครื่องมือบริหารจัดการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การวัดและประเมินผล การบริหารคุณภาพโดยรวม เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ในการพัฒนาระบบราชการของกรม ในแต่ละด้านอย่างต่อเนื่องโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์การเพื่อยกระดับ กระบวนการทำงาน และผลการปฏิบัติงานตามเกณฑ์ Public Sector Management Quality Award (PMQA) การปรับปรุงกระบวนการให้บริการประชาชนเพื่อสนองตอบความพึงพอใจของผู้รับบริการของกรม รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการที่มีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปี พ.ศ.2559 กรมพัฒนาที่ดินได้รับรางวัลจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. จำนวน 4 รางวัล คือ 1.รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 2.รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ โดยแบ่งออกเป็น 2 รางวัลได้แก่ 1.รางวัลนวัตกรรมการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดีเด่น ชื่อผลงาน “จุลินทรีย์เพื่อควบคุมโรครากเน่าและแมลงศัตรูพืช” 2.รางวัลการพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดี ชื่อผลงาน “ชุดตรวจสอบดินภาคสนามสู่การปรับปรุงคุณภาพดินอย่างรวดเร็วและลดต้นทุน” 3.รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ชื่อผลงาน “โครงการบริหารจัดการเครือข่ายหมอดินอาสาแบบมีส่วนร่วม เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก” ในพื้นที่ต้นแบบ คือ หมอดินอาสา นายสังคม น้อยสงวน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

ทั้งนี้ เกณฑ์การประเมินในการเข้ารับรางวัล กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำหนดกลไก วิธีการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้ภาครัฐนำเอาเครื่องมือบริหารจัดการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น และได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการอย่างต่อเนื่องเป็นฉบับที่ 3ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2556-2561) โดยมีเป้าประสงค์หลัก 4 ประการ คือ 1.การพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น 2.การปรับบทบาทภารกิจและขนาดให้มีความเหมาะสม 3.ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงเทียบเท่าเกณฑ์สากล และ 4.ตอบสนองต่อการบริหารการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ตามมาตรา 3/1 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน การให้บริการแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

“อย่างไรก็ตาม จำนวนรางวัลที่กรมพัฒนาที่ดินได้รับจากสำนักงาน ก.พ.ร. นั้น นับว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นที่สิ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐของกรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : เครื่องต้นแบบปลิดฝักข้าวโพดแบบปลิด2แถว ลดต้นทุนค่าเก็บเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234800

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องจักรกลเกษตรในการเตรียมดิน การปลูก ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และนวดกะเทาะข้าวโพดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การเก็บเกี่ยวยังใช้แรงงานคนในการหักปลิดเก็บข้าวโพดทีละฝัก ซึ่งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนเก็บเกี่ยวสูงกว่า 1,000 บาท/ไร่ หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานทำให้เก็บเกี่ยวข้าวโพดไม่ทันฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย หรือเตรียมดินไม่ทันฤดูเพาะปลูก

การใช้เครื่องจักรกลเกษตรในการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานได้
ซึ่งขณะนี้มีการนำเครื่องเกี่ยวนวดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มารับจ้างเก็บเกี่ยวโดยราคาค่าเกี่ยวอยู่ที่ 600-750 บาท/ตัน ซึ่งต่ำกว่าการใช้แรงงานคน ประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ออกแบบและพัฒนา “เครื่องปลิดฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบปลิดสองแถว” เป็นหนึ่งอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร และสามารถขยายผลต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้

นายมงคล ตุ่นเฮ้า วิศวกรการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด จะมีนายหน้าจัดหาคนงานมารับจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยคิดค่าจ้างหักข้าวโพดเป็นกระสอบ และเกษตรกรยังต้องจ้างคนงานขนย้ายข้าวโพดออกจากแปลงเข้าไปเก็บในยุ้งเพื่อรอราคา และขนไปลานสีข้าวโพดเพื่อจำหน่ายด้วย จากประเด็น
ดังกล่าว ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่นจึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ดำเนินการออกแบบและพัฒนาเครื่องปลิดฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบปลิดสองแถวขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบเครื่องปลิดฝักข้าวโพดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร และใช้ทดแทนแรงงานการเก็บฝักข้าวโพดที่นับวันยิ่งขาดแคลน หายาก และมีค่าจ้างที่สูงด้วย

เครื่องปลิดฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบปลิดสองแถวมีส่วนประกอบที่สำคัญของตัวเครื่อง 3 ส่วน ได้แก่ ระบบปลิดฝัก ระบบลำเลียงฝักพร้อมเก็บ และระบบขับเคลื่อน โดยลักษณะการทำงานคือ สามารถปลิดฝักข้าวโพดจากต้นได้ครั้งละ 2 แถว แล้วลำเลียงฝักข้าวโพดตามรางลำเลียงขนาดกว้าง 0.4 เมตร ยาว 2.50 เมตร ลงสู่ถังเก็บโดยไม่ปอกเปลือก สำหรับถังเก็บมีปริมาตร 2 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถเปิดและปิดด้านข้างเพื่อเทฝักข้าวโพดได้เมื่อเต็มถังเก็บ

ส่วนระบบขับเคลื่อนเครื่องปลิดฝักใช้ชุดเกียร์ของรถไถนาเดินตาม เครื่องยนต์ต้นกำลังเป็นเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียว ขนาด 16 แรงม้า มีความเร็วการเคลื่อนที่ 0.5-1.2 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำงาน คือ 2,400 รอบ/นาที มีอัตราการทำงาน ประมาณ 2 ไร่/ชั่วโมง ซึ่งจากการทดสอบการทำงานของเครื่องดังกล่าว พบว่า มีประสิทธิภาพการปลิดฝักข้าวโพด 73% และมีปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ชั่วโมงละ 2 ลิตร เหมาะสำหรับการใช้งานกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เก็บผลผลิตด้วยวิธีไม่ปอกเปลือก

ทั้งนี้ ระบบปลิดฝักของเครื่องต้นแบบยังมีข้อจำกัด คือ ความสูงของฝักแรกของต้นข้าวโพดต้องไม่ต่ำกว่า 70 เซนติเมตร เนื่องจากหัวปลิดฝักไม่สามารถปรับระดับได้ และระบบลำเลียงฝักยังมีความเร็วรอบไม่เหมาะสมกับการทำงาน ส่งผลให้ฝักกระเด็นเลยถังเก็บเป็นบางช่วง และระบบบังคับเลี้ยวที่ไม่มีต้นกำลังช่วยขับ ทำให้เลี้ยวลำบากในการกลับหัวงาน เป็นต้น ซึ่งสามารถที่จะปรับปรุงและพัฒนาระบบการทำงานบางส่วนให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพได้

จากการที่ได้พัฒนาเครื่องต้นแบบปลิดฝักข้าวโพดแบบปลิดสองแถว ทำให้ได้ข้อสรุปว่า เครื่องปลิดฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถที่จะสร้างและผลิตได้ในประเทศไทย โดยใช้วัสดุที่ไม่แพง ต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ราคาจำหน่ายถูกลง และคืนทุนได้เร็วขึ้น เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรจากต่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเก็บเกี่ยวนวดข้าวโพดให้กับเกษตรกรได้ ทำให้ได้รับผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้

หากสนใจ “เครื่องต้นแบบปลิดฝักข้าวโพดแบบปลิดสองแถว” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โทร.0-4325-5038 หรือ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2940-5790, 0-2579-4497, 0-2940-5581 ในวันและเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : ปลุกสวนมะพร้าวลดต้นทุน-ทำเงินเสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234364

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มะพร้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 1.3 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิต 1.05 ล้านตัน โดยมีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น ซึ่งปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลงทุกปี เนื่องจากปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เช่น แมลงดำหนาม และหนอนหัวดำ และสภาพพื้นที่ปลูกมะพร้าวกว่า 50% เป็นสวนเก่า ต้นมะพร้าวมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และขาดการดูแลรักษาทำให้ต้นโทรม ให้ผลผลิตต่ำ

ขณะเดียวกันชาวสวนมะพร้าวยังมีต้นทุนการผลิตสูง ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำในสวนมะพร้าว ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ประกอบกับที่ผ่านมา สวนมะพร้าวได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้มะพร้าวติดผลน้อยลง ทำให้ได้ผลผลิตต่ำและไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศสมาชิกเออีซี(AEC) เพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เช่น กะทิสำเร็จรูป โดยนำเข้าจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนามขณะที่มะพร้าวในประเทศก็มีราคาดีด้วย

นายจำรอง ดาวเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ชาวสวนมะพร้าวมีต้นทุนสูง คือ เกษตรกรไม่มีการวิเคราะห์ดินและไม่ได้ใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ ทั้งยังมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างมากด้วย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนให้ต่ำลง และพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและทำให้มีรายได้สูงขึ้น โดยเลือกใช้มะพร้าวพันธุ์ดีไปปลูกแซมหรือปลูกแทนสวนมะพร้าวเก่าที่มีอายุมากหรือต้นสูง อาทิ พันธุ์รับรองและพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ พันธุ์สวีลูกผสม1, ลูกผสมชุมพร60, ลูกผสมชุมพร2, กะทิลูกผสมชุมพร 84-1 และชุมพร84-2 เป็นต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งผลิตต้นพันธุ์มะพร้าวพันธุ์ดีเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปีนี้มีแผนเพิ่มปริมาณการผลิตต้นพันธุ์จาก 200,000 ต้น เป็น 300,000-400,000 ต้น นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายสร้างแปลงพ่อแม่พันธุ์มะพร้าวเพิ่มเติมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ราชบุรี พิจิตร ปทุมธานี และศรีสะเกษ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีได้มากขึ้น เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรยังมีแผนเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวที่ถูกต้องและเหมาะสมให้กับชาวสวนมะพร้าว เพื่อเป็นแนวทางพัฒนายกระดับการผลิตและช่วยลดต้นทุนด้วย อาทิ การปลูกทดแทนมะพร้าวอายุมากโดยปลูกแทรกระหว่างต้นเดิมเพื่อลดค่าแรงเก็บเกี่ยวมะพร้าวในอนาคต ทั้งยังส่งเสริมให้ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพโดยให้เพิ่มจำนวนต้นต่อไร่ด้วยการปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า จะได้จำนวนต้นต่อไร่มากขึ้น 15% อาทิ การปลูกมะพร้าวต้นเตี้ยแบบสามเหลี่ยม เช่น มะพร้าวน้ำหอม ที่ระยะระหว่างต้น 6.50 เมตร และระหว่างแถว 5.63 เมตร จะปลูกได้43 ต้น/ไร่ สำหรับมะพร้าวต้นสูง หากปลูกแบบสามเหลี่ยมที่ระยะ 9×7.80 เมตร จะปลูกได้ 22 ต้น/ไร่ และช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้

นอกจากนั้น ยังแนะนำให้ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พร้อมส่งเสริมให้ผสมปุ๋ยเคมีใช้เองหรือใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลง และให้ความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการป้องกันศัตรูมะพร้าวโดยทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเป็นประจำ กำจัดวัชพืชและกองทางมะพร้าวภายในแปลง ตัดทางใบมะพร้าวแก่ที่อยู่ด้านล่างออก เพื่อลดการคายน้ำ 25-50 % ทางใบอ่อนจะได้รับธาตุอาหารและความชื้นมากขึ้น และควรไถพรวนระหว่างแถวมะพร้าวไม่ลึกเกินไปเพื่อตัดรากเดิม โดยไถสลับกันทุกปีช่วงปลายฤดูแล้ง เพื่อให้เกิดรากใหม่

“ควรมีระบบให้น้ำในช่วงฤดูแล้งถ้าฝนแล้งนานจะกระทบต่อการติดดอกออกผล ถ้ามีการให้น้ำ มะพร้าวจะติดผลดกและให้ผลผลิตต่อไร่สูง เมื่อมะพร้าวอายุมาก ต้นสูงเก็บเกี่ยวลำบากและเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวมากขึ้น ควรทยอยปลูกทดแทนแล้วโค่นต้นเก่าทิ้ง และเกษตรกรสามารถที่จะปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าฝรั่ง พืชผักและสมุนไพร เช่น ผักเสี้ยน ขมิ้นชัน แซมในสวนมะพร้าว เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง”ผอ.สถาบันวิจัยพืชสวน กล่าว

 

รายงานพิเศษ : ลดต้นทุน‘หอมแดง’ง่ายนิดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234199

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หอมแดงเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออกโดยปีนี้คาดว่าจะมีเนื้อที่เพาะปลูกหอมแดง ประมาณ 47,517 ไร่ ได้ผลผลิต ประมาณ 99,562 ตัน แยกเป็นภาคเหนือ 28,670 ไร่ ผลผลิต 57,918 ตัน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18,847 ไร่ ผลผลิต 41,644 ตัน มีแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน ตาก แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ เป็นต้น นอกจากตลาดภายในประเทศแล้วยังมีการส่งออกไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ค่อนข้างมากในรูปหอมแดงสด/แช่เย็น และหอมแดงแห้ง ซึ่งปีที่ผ่านมามีปริมาณการส่งออกรวม 11,731 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 180.66 ล้านบาท

ถึงแม้หอมแดงของไทย จะขึ้นชื่อและได้รับการยอมรับในเรื่องกลิ่นและรสชาติความอร่อย โดยเฉพาะหอมแดงศรีสะเกษ ถือว่ามีชื่อเสียงมาก แต่ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงยังมีต้นทุนการผลิตสูงถึง 26,800 บาท/ไร่ หรือประมาณ 14 บาท/กิโลกรัม ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินเดีย และจีน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้มีทางออกสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในการลดต้นทุนการผลิตลงซึ่งสามารถทำได้ไม่ยาก

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหอมแดงเพิ่มขึ้น คือ หัวพันธุ์หอมแดงซึ่งมีราคาแพง อยู่ที่ประมาณ 31-32 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ผลิตหัวพันธุ์เอง แต่อาศัยซื้อหัวพันธุ์จากภายนอกเป็นหลัก จึงต้องแบกรับภาระค่าหัวพันธุ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การซื้อหัวพันธุ์หอมแดงจากต่างถิ่นทำให้มีความเสี่ยงเรื่องโรคและแมลงศัตรูหอมที่อาจติดมากับ
หัวพันธุ์ อาทิ โรคหอมเลื้อยหรือแอนแทรกโนส หนอนกระทู้หอม และหนอนเจาะสมอฝ้าย เป็นต้น ดังนั้น เกษตรกรควรแบ่งพื้นที่ผลิตหัวพันธุ์ไว้ใช้เอง หรือซื้อหัวพันธุ์สะอาดจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้ถึง 41%

กรมวิชาการเกษตรมีเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์หอมแดงสะอาด ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ในการผลิตหัวพันธุ์ได้ เบื้องต้นต้องเตรียมแปลงปลูกโดยเก็บเศษซากหอมแดงเก่าออกจากพื้นที่และนำไปเผาทลาย แล้วไถตากดิน 2-3 ครั้ง เพื่อลดปัญหาเชื้อราในดิน ใส่ปูนขาวตามค่าวิเคราะห์ดิน ผสมเชื้อไตรโคเดอร์มาสดกับปุ๋ยหมักในอัตราเชื้อต่อปุ๋ยหมักเท่ากับ 1:300 ใส่รองพื้นก่อนปลูก อัตรา 10 กิโลกรัม/ตารางเมตร แล้วทำการไถพรวนและปลูกหอมแดงระยะ 16×16 เซนติเมตร และฉีดพ่นสารคลุมวัชพืชก่อนงอก พร้อมคลุมฟางหลังปลูกด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรควรป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงโดยใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาสด อัตรา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วันและพ่นด้วยสารโพรคลอราด 50% WP หรือสารแมนโคเซบ 80% WP โดยปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดต้นทุนค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ค่อนข้างมาก

การเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ต้องเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม โดยหอมพันธุ์ควรเก็บเกี่ยวที่อายุ 45 วัน การเก็บควรตัดช่อดอกออกแล้วผึ่งให้แห้งก่อนนำไปคัดแยกและทำความสะอาดหัวพันธุ์ จากนั้นเก็บไว้ในโรงเก็บที่มีอากาศถ่ายเทดี ผลผลิตเสียหายน้อย จะทำให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น หากเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ในระยะที่ไม่เหมาะสม จะทำให้หัวพันธุ์หอมแดงคุณภาพไม่ดี หรือหัวลีบฝ่อ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเก็บรักษาคุณภาพหอมแดงอย่างถูกวิธี และต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี การแขวนหอมแดงในโรงเก็บต้องไม่ชิดหรืออัดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราและเน่าเสียได้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ผลิตหอมแดงป้อนตลาดควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินก่อนปลูก และใช้ปุ๋ยพืชสด เช่นปอเทือง เพื่อปรับปรุงบำรุงดินในช่วงเตรียมแปลงปลูก นอกจากนั้น ควรผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเชื้อไตรโคเดอร์มาสดใช้เอง จะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งยังควรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเท่าที่จำเป็น และใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธี จะลดค่าใช้จ่ายค่าสารเคมีกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชได้ ทำให้มีรายได้ที่มั่นคงและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

หากสนใจเกี่ยวกับแนวทางการลดต้นทุนการผลิตหอมแดง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2940-5484-5, 0-2579-0583 และ 0-2579-0508 หรือ ศูนย์วิจัยพืชสวนทั่วประเทศ

 

รายงานพิเศษ : ‘ทนงศักดิ์ นิลน้อย’หมอดินอาสาดีเด่นอนุรักษ์ดินและน้ำปี’59 โชว์ผลงานเด่นฟื้นฟูแปลงผลผลิตมะม่วงด้วยวิธีธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/234046

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ทนงศักดิ์ นิลน้อย” หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน สังกัดสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ที่อยู่ 1/1 หมู่ 3 ตำบลปากน้ำ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ 08-1888-4795 ได้รับการคัดเลือก เป็นหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2559 สาขาการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเข้ารับโล่รางวัล ในวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดินเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา แต่ทว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรมของตนเอง รวมถึงสามารถเป็นตัวอย่างให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วไปได้นั้น เส้นทางที่ผ่านมาก็ต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคมาไม่น้อยเลยทีเดียว

นายทนงศักดิ์ นิลน้อย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2544 ที่ผ่านมาส่งผลให้สวนมะม่วงนั้นเสียหายสูญเสียรายได้และต้องใช้เงินนับล้านบาทเพื่อฟื้นฟูสวนมะม่วงให้กลับมาสามารถให้ได้ผลผลิตเหมือนเดิม จากสาเหตุตรงนี้นี่เองทำให้ตนมีแนวคิดที่จะศึกษาหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เริ่มจากหาความรู้และสอบถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญได้แก่สถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี จนแน่ใจว่าการอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นวิธีที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยคำนึงถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและน้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดและยั่งยืน

หลังจากได้เรียนรู้และศึกษาเรื่องการอนุรักษ์ดินและมาระยะหนึ่งก็เริ่มดำเนินการฟื้นฟูสวน โดยช่วงแรกที่ได้มีการวางแผนทำคันดินกั้นน้ำและจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในลักษณะต่างๆ โดยรูปแบบการแก้ปัญหาในสวนมะม่วงของตนนั้น เริ่มจากจัดทำโครงสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำคันล้อม เป็นคันดินกั้นน้ำให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมสูงสุด ให้มีความสูง ขนาดใหญ่ และแข็งแรงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหาย โดยได้นำดินมาถมเป็นคันกั้นน้ำล้อมรอบสวนมะม่วงเพื่อป้องกันน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ด้านในได้ท้าการยกร่องสวนเพื่อปลูกมะม่วง

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ตนรู้สึกสนใจงานด้านอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างจริงจัง พร้อมกับมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่เกษตรกรทุกคนจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้เอาไว้นายทนงศักดิ์ จึงได้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นมา

ภายหลังจากการทำคันดินกั้นน้ำแล้ว ก็ได้นำหญ้าแฝกมาปลูกจนสามารถป้องกันพื้นที่สวนมะม่วงเนื่องจากแนวหญ้าแฝกที่ปลูกสามารถป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ แนวคิดที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ของตนเองก็เพื่อการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นไปที่หลักปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญ 4 ประการ คือ การมีสติ ปัญญา ศรัทธา และความเพียร ซึ่งได้ร่วมกับคนในครอบครัวบริหารจัดการเพื่อการใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสมและเต็มศักยภาพ ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับหญ้าแฝกที่ถือเป็น“พืชมหัศจรรย์” ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีรากแข็งแรงสามารถเจาะลงในดินดานได้ลึกปลูกง่าย ลักษณะกอหนาแน่นเป็นกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต ช่วยหยุดยั้งการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลบ่า น้ำจะซึมลงไปเก็บไว้ในดินได้มาก ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น และใบหญ้าแฝกยังใช้คลุมดิน เพื่อรักษาความชื้นอีกด้วย เป็นประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินปรับปรุง ฟื้นฟูดิน และสภาพแวดล้อม สามารถต่อยอดในการสร้างอาชีพและรายได้ อีกหลายประการทั้งในด้านเกษตรกรรมและด้านวิศวกรรมอีกทั้ง หญ้าแฝกมีรากแข็งแรง สามารถเจาะลงในดินดานได้ลึกปลูกง่าย ลักษณะกอหนาแน่น จึงจัดเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยหยุดยั้งการชะล้างการพังทลายของหน้าดินได้อย่างดีเยี่ยม

นายทนงศักดิ์  กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูสวนภายหลังประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ได้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบว่าจะต้องหาทางป้องกันน้ำให้ได้ด้วยการใช้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมกับการปลูกหญ้าแฝกแนวหญ้าแฝกเพื่อให้ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการยอมรับในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ำให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถต่อยอดในการสร้างอาชีพ และรายได้จากการทำการเกษตรที่ดีขึ้น โดยผลผลิตมะม่วงในแปลงที่เพิ่งให้ผลผลิตปีแรกหลังจากน้ำท่วมสามารถขายส่งได้กิโลกรัมละ 50 บาท มีรายได้ไม่น้อยกว่า780,000 บาท ในการผลิตมะม่วงแต่ละรุ่นมีต้นทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ25 บาท ซึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจะเหลือกำไรสุทธิรุ่นละประมาณ 390,000 บาท และมีรายได้เพิ่มจากการขายกิ่งพันธุ์มะม่วงประมาณ 200,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการทำนาปลูกข้าวพันธุ์ กข. 49 จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 100 ถัง/ไร่ เนื่องจากตนนั้นเน้นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภาพจากธรรมชาติต่างๆ จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตต่อไร่ประมาณ 3,500 บาท ทำให้มีกำไรต่อรอบการผลิตเป็นเงิน 32,000 บาท ส่งผลให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันนายทนงศักดิ์ นอกจากได้รับการยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่และเจ้าหน้าที่จากภาครัฐแล้ว ยังเป็นแกนนำสำคัญในการจัดทำกิจกรรมตรวจวิเคราะห์ดินให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งนี้ก็เพื่อตรวจสอบธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดิน ตรวจสภาพความเป็นกรด–เป็นด่าง ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามความต้องการของพืช ซึ่งจะเน้นให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสั่งตัดพร้อมกับการอนุรักษ์ดินและน้ำไปพร้อมกัน รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย

สำหรับเกษตรกรหรือผู้อ่านท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อเข้าศึกษาดูงานในพื้นที่ของนายทนงศักดิ์นิลน้อย สามารถติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 3 ตำบลปากน้ำ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์08-1888-4795

รายงานพิเศษ : เทคนิคลดต้นทุนการผลิต‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/233829

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของไทย โดยปีเพาะปลูก 2559/60 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า จะมีการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 6.97 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตรวมกว่า 4.57 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยการผลิตทางการเกษตรมีราคาแพง ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดพืช เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าว สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร ได้มีทางออกให้เกษตรกรในการปรับลดต้นทุนการผลิตต่ำลง ซึ่งจะทำให้มีรายได้สูงขึ้น และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรของไทยด้วย

สมชาย  ชาญณรงค์กุล 

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์การค้าใช้เองได้ จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์แทบทุกปี ทั้งยังเลือกใช้พันธุ์ตามประสบการณ์ที่เคยปลูก โดยซื้อจากร้านค้าและพ่อค้าในท้องถิ่น มีราคาสูงถึง 120-150 บาท/กิโลกรัม ประกอบกับส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บตัวอย่างดินในแปลงมาตรวจวิเคราะห์ และไม่ได้ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยพบว่า เกษตรกรเลือกใช้ปุ๋ยตามประสบการณ์ หรือตามคำแนะนำของพ่อค้า เพื่อนบ้าน และระบบการให้สินเชื่อ สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยจะเลือกใช้ปุ๋ยสูตรที่มีราคาถูก หรือใส่ในอัตราน้อยลง และถ้าฝนดีจะมีการใช้ปุ๋ยทางดิน ทางใบ หรือให้สารเสริมประสิทธิภาพมากขึ้น และยังมีค่าแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 700-1,000 บาท//ไร่ เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

เกษตรกรสามารถปรับลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ โดยการเพิ่มการบริหารจัดการไร่ข้าวโพด ตั้งแต่
การใช้เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีความต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมนครสวรรค์ 3
ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ ต้านทานโรคราน้ำค้าง และทนทานแล้งสภาพขาดน้ำ 3-4 สัปดาห์ระยะออกดอกให้ผลผลิตเฉลี่ย 836 กิโลกรัม/ไร่ และ 1,106 กิโลกรัม/ไร่ในสภาพได้รับน้ำปกติ ซึ่งการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์นี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมได้ไม่น้อยกว่า 40% และควรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมนครสวรรค์ 3 เพื่อใช้เอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากท้องตลาดได้มากกว่า 40% ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนอยู่ที่ 50-60 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรควรได้ผลผลิตอย่างน้อย 150 กิโลกรัม/ไร่ จึงจะคุ้มต่อการลงทุน

นอกจากนั้น เกษตรกรควรใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กสำหรับปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใส่ปุ๋ย และกำจัดวัชพืช โดยการปลูกควรใช้ระยะ 75×20 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 2.5-3 กิโลกรัม/ไร่ และ 1 ต้น/หลุมโดยไม่ถอนแยก ทั้งยังควรระมัดระวังอย่าให้ต้นข้าวโพดขาดน้ำและกระทบอุณหภูมิสูงในระยะออกดอก หรือประมาณ 50-60 วันหลังปลูก จะทำให้ผลผลิตลดลงกว่า 50% ที่สำคัญเกษตรกรควรเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์ก่อนปลูก เมื่อทราบผลการวิเคราะห์ดินในแปลงแล้ว เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ตั้งแต่ชนิดปุ๋ยที่ใช้ สูตรปุ๋ย วิธีใส่ปุ๋ย อัตราที่ต้องใส่ รวมถึงระยะเวลาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมและถูกต้อง ทำให้เกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยสำหรับใส่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยประหยัดและลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ 10-40%  อีกทั้งยังควรจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสม และไม่ใช้สารเคมีเกินความจำเป็นด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาแพงและขาดแคลน ทำให้ต้นทุนค่าแรงเก็บเกี่ยวคิดเป็น 20% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม โดยใช้เครื่องเก็บเกี่ยวขนาดเล็กซึ่งจะไม่ทำให้ดินในแปลงอัดแน่น เช่น การใช้เครื่องเก็บเกี่ยวต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์ ซึ่งจะมีต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 650 บาท/ไร่ จะสามารถลดต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรได้ถึง 10-40% ขณะเดียวกันเกษตรกรยังสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ สบู่ข้าวโพด ข้าวเกรียบข้าวโพด และน้ำพริกเผาข้าวโพด เป็นต้น

หากสนใจหรือสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-3930-3 หรือ ศูนย์วิจัยพืชไร่ ทุกแห่ง

 

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ประชารัฐ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ต้นแบบความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับปลานิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/233670

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การดำเนินงานตามนโยบายแปลงใหญ่ประชารัฐ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายให้ทุกส่วนราชการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยใช้กลไกประชารัฐในการขับเคลื่อนและให้ภาคธุรกิจเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญของการลดต้นทุนการผลิตสัตว์น้ำ จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงและการผลิต รวมทั้งผลักดันสหกรณ์ที่มีศักยภาพให้เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่าโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับปลานิล อ.บ้านสร้างจ.ปราจีนบุรี เป็นผลมาจากคณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กลุ่มสัตว์น้ำ ได้ประชุมหารือร่วมกัน โดยภาคเอกชนโดยการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำจะให้ความสนับสนุนด้านความรู้และเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ข้อมูลทางการตลาด และส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบประชารัฐ ทั้งนี้ ได้มีการลงบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ และการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ระดับพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการจ้างงานสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถของภาคประชาชนและประชาสังคม

การเชื่อมโยงการตลาดโดยอาศัยกลไกประชารัฐ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ดำเนินการโดยเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรสามารถส่งจำหน่ายผลผลิตปลานิลสดให้กับแพปลาในพื้นที่ 9 แห่ง ได้แก่ แพปลามีชีวิต 3 ราย และแพปลาแช่น้ำแข็ง 6 ราย นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตปลานิลสด ประมาณ 4 ตัน/วัน กุ้งขาว ประมาณ 3 ตัน/วัน และมีการแปรรูปปลานิล ในรูปแบบปลานิลแดดเดียวและปลานิลปลาร้าขายที่ตลาดเกษตรกรด้วย และ 2.สำหรับการดำเนินการโดยสหกรณ์ ได้มีการวางแผนการผลิตและการตลาด ตลอดห่วงโซ่การผลิตปลานิล ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยดำเนินการตั้งแต่กระบวนการเตรียมบ่อ จัดหาปัจจัยการผลิต การให้ความรู้การผลิต และส่งเสริมช่องทางการตลาด รวมถึงการให้สหกรณ์เป็นตัวแทนเจรจาขายสินค้าของสมาชิกให้กับห้องเย็นหรือพ่อค้าอื่นๆ โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ในการจัดหาปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์ปลา อาหารปลา และเวชภัณฑ์ การให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนปรับปรุงบ่อด้วย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีการดำเนินงานในรูปแบบ “ประชารัฐ”ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม คือ บูรณาการร่วมระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาในพื้นที่มีการเลี้ยงปลานิลมาอย่างต่อเนื่องจนได้รับผลผลิตต่ำ ปลามีขนาดไม่สม่ำเสมอ คุณภาพไม่เหมาะกับการจำหน่าย เป็นปลามีชีวิตและผลผลิตต่อไร่ต่ำ ประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น และยังมีปัญหาเรื่องของกลิ่นโคลนในเนื้อปลาอีกด้วย และภายหลังจากได้ดำเนินการภายใต้โครงการประชารัฐรวมการผลิตเป็นแปลงใหญ่ ยังผลให้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไมในบ่อดิน โดยเลี้ยงแบบ ปล่อยลูกปลาขนาด 15-20 ตัวต่อกิโลกรัม (น้ำหนักตัวประมาณ 50-60 กรัมต่อตัว) อัตราไร่ละ 2,000-2,500 ตัวเลี้ยง ประมาณ 6-7 เดือน มีอัตราการรอดจากเดิม ร้อยละ 40-50 เพิ่มเป็นร้อยละ 90 ระยะเวลาการเลี้ยงลดลง จากเดิม 10 เดือน เป็น 6 เดือน เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้ 2 รอบต่อปี มีผลผลิตปลานิลเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ผลิตปลานิลได้ 1 รอบต่อปี เฉลี่ย 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เพิ่มรอบการผลิตได้เป็น 2 รอบต่อปี ผลผลิตเพิ่มเป็น 4,260 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คิดเป็น 3.26 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายปลานิลเพิ่มมากขึ้นและยังมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงกุ้งขาว ที่ปล่อยไร่ละ 30,000 ตัวต่อไร่ อีกด้วย

สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใต้รูปแบบประชารัฐนั้น มีสหกรณ์ที่ร่วมโครงการทั้งสิ้น 12สหกรณ์ ได้แก่ 1.สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด จังหวัดจันทบุรี  2. สหกรณ์กุ้งตราด จำกัด จังหวัดตราด 3.สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จังหวัดตราด 4.สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำปากพนัง จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช 5.สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม 6.สหกรณ์การเกษตรบ้านสร้าง จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี 7.สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี 8.สหกรณ์การเกษตรเมืองแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา 9.สหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตรัง จำกัด จังหวัดตรัง 10.สหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด จังหวัดจันทบุรี 11.สหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี จำกัด จังหวัดชลบุรี และ 12. สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จังหวัดเชียงราย

นายวิณะโรจน์กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จะใช้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ในสหกรณ์ประมง 12 สหกรณ์ ที่เข้ามาร่วมโครงการประชารัฐ โดยในเบื้องต้นกรมได้มีการให้กองทุนไปแล้วกว่า 65 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์นำมาใช้พัฒนาสร้างความเข้มแข็ง นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายที่จะให้กรมจัดหาแหล่งทุนอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรมาใช้ในการสร้างความเข้มแข็งในรูปแบบการปลอดดอกเบี้ย หรือ ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งกรมได้วางโครงการในภาคประมงไว้กว่า 1 ร้อยล้านบาท โดยไม่นับรวมเรื่องของการดูแลภาคการตลาด ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งจะให้สหกรณ์เข้ามาร่วมงานกับทางภาคเอกชน กรมประมงและองค์การสะพานปลา หรือแม้กระทั่งของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การดำเนินงานภาคส่วนนี้มีความเข้มแข็งมากขึ้น พร้อมทั้งจะมีการขยายผลให้กับสหกรณ์อื่น จำนวน 45 สหกรณ์ จำนวน 5,000 ราย จำนวนพื้นที่ 25,000 ไร่ ส่งเสริมให้สหกรณ์มีการจัดตั้งกองทุนประกันราคาและรักษาสิ่งแวดล้อม ให้กับสมาชิกเพื่อบริหารความเสี่ยงเมื่อราคาตกต่ำ และการปรับปรุงบ่อ การบำรุงรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมเกษตรกรให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP ฟาร์ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจและตอบสนองความต้องการของสมาชิกอีกด้วย

ขณะที่ นายสนชัย คำพานนท์ ผู้จัดการนิคมสหกรณ์บ้านสร้างพัฒนา จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนิคมสหกรณ์บ้านสร้างพัฒนา มีสมาชิก 223 คน ซึ่งสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพการประมง 100% โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงปลานิลเป็นหลัก และจะมีการเลี้ยงปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาจีน ปลาตะเพียน เป็นปลาเสริมรายได้ หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการประชารัฐก็มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงปลาให้กับเกษตรกร โดยจะให้เกษตรกรรวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิต วางแผนการผลิตปลาเพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของตลาด เลี้ยงปลาให้มีขนาดและน้ำหนักที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งการทำแพปลาหรือฟาร์มปลาให้ได้มาตรฐาน GAP นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมโครงการเกษตรกรได้ซื้อกุ้ง 1 แสนตัว ในราคาตัวละประมาณ 12 สตางค์ แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วเกษตรกรสามารถซื้อกุ้งในราคาตัวละ 4 สตางค์ นอกจากนี้นิคมสหกรณ์ฯมีแนวคิดที่จะทำกองทุนเพื่อจะป้องกันความเสี่ยงให้กับสมาชิก และการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนนี้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เข้ามาอบรมและนำองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาเพื่อตัวของสหกรณ์เองให้เกิดการคิดวิเคราะห์ เพื่อที่จะทำอย่างไรที่จะทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีการสร้างระบบการผลิตที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเกษตรกรทำนา‘ขั้นบันได’ ช่วยลดต้นทุน–ผลผลิตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232944

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ทำเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง ยังมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับสมรรถนะของที่ดิน ทำการเพาะปลูกโดยขาดหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ ขาดการบำรุงดินอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ดอนและพื้นที่ที่มีความลาดชันมากจะมีอัตราการชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้นสูง

กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้แนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับรูปแปลงเกษตรให้มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก เช่น การทำนาขั้นบันได เป็นการทำนาบนพื้นที่สูง โดยทำการขุดและปรับสภาพพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเคยใช้ปลูกข้าวไร่หรือพืชไร่อื่นๆ ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำนา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่ง ในการลดปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย โดยใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินชนิดต่างๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในอดีต พื้นที่ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติฯ จ.น่าน เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรที่นี่นิยมปลูกข้าวไร่ เพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือนมีการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สภาพดินเกิดการเสื่อมโทรม จึงได้รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีการปรับพื้นที่เพื่อทำนาขั้นบันได สนับสนุนการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าว

“เพราะการทำนาขั้นบันไดนั้น นอกจากจะเป็นวิธีหนึ่งในการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงแล้ว เกษตรกรยังใช้ประโยชน์พื้นที่ในการปลูกข้าวนาน้ำขัง ข้าวไร่ และพืชผักต่างๆ เพื่อบริโภคในครัวเรือน ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจ และเริ่มปรับตัวหันมาทำนาข้าวแบบขั้นบันได้กันมากขึ้น” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าว

นายฉัตรชัย บัวแสน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาขั้นบันได อ.เฉลิมพระเกียรติฯจ.น่าน กล่าวว่า ตนได้เปลี่ยนความคิดจากการทำข้าวไร่ในพื้นที่การเกษตรที่มีความลาดชันสูง แล้วปรับรูปแปลงนาเป็นขั้นบันได เพื่อปลูกข้าวนาปี โดยมีนักวิชาการเกษตรจากสถานีพัฒนาที่ดินน่าน เข้ามาส่งเสริมความรู้ในการวางแผน การวางแนวระดับในการทำนาขั้นบันได และวางแผนช่วงทางเดินน้ำเพื่อนำมาใช้ในแปลง ซึ่งหากเปรียบเทียบการปลูกข้าวไร่กับการทำนาแบบขั้นบันได พบว่า การปลูกข้าวไร่จะได้ผลผลิตน้อย โดยได้เพียง 15 ถัง/ไร่ แต่หลังจากเปลี่ยนมาทำนาขั้นบันได ผลผลิตที่ได้สูงขึ้นเป็น 45 ถัง/ไร่ โดยมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพควบคู่ไปด้วย

“การทำนาขั้นบันไดเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวในพื้นที่ลาดชันเพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว ระบบน้ำที่ใช้ปลูก จะเป็นระบบน้ำขัง โดยน้ำจะเป็นน้ำจากป่าต้นน้ำ ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ และสามารถช่วยลดการเกิดวัชพืชในนาข้าว อีกทั้งยังนำความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินมาปรับใช้ในแปลงเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตงอกงาม และมีเกษตรกรเพื่อนบ้านเข้ามาดูตัวอย่างการทำนาในรูปแบบขั้นบันไดและนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” นายฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : สับปะรดบ้านคา‘ราชบุรี’ แปลงใหญ่ประชารัฐสร้างความยั่งยืนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232589

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีแนวทางการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด ซึ่งทางคณะทำงานลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตรได้มีการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) โดยให้แต่ละหน่วยงานนำผลการดำเนินงานบูรณาการเข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในรูปแบบประชารัฐ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โดยการทำเกษตรกรรมแปลงใหญ่ที่จะดำเนินการใน 76 จังหวัด มีจำนวนทั้งสิ้น 268 แปลง พื้นที่รวม 662,669 ไร่ มีเกษตรกรในโครงการ 29,169 ครัวเรือนเป็นแปลงที่เริ่มดำเนินการในปี 2559 จำนวน 31 แปลง โดยแปลงใหญ่ทั้งหมดมีสินค้า 31 สินค้า แบ่งเป็น ข้าว 142 แปลง พืชไร่ 38 แปลง ปาล์มน้ำมัน/ยางพารา 15 แปลง ไม้ผล 37 แปลง ปศุสัตว์ 12 แปลง ประมง 9 แปลง ที่เหลือเป็นพืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับและหม่อนไหม มีการคัดเลือกเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบ จังหวัดละ 1 แปลง รวม 76 แปลง  จึงเหลือแปลงที่ไม่ได้คัดเลือกเข้ามาเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบอยู่ 192 แปลง ซึ่งการดำเนินการแปลงใหญ่ในขณะนี้ในบางพื้นที่ของแต่ละจังหวัดนั้นสามารถดำเนินการและเป็นแปลงต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์แล้ว อย่างเช่น การดำเนินงานแปลงใหญ่ต้นแบบสับปะรดบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย หรือสับปะรดบ้านคา เป็นแหล่งปลูกสับปะรดขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง พร้อมกับเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบสับปะรด โดยมีจำนวนสมาชิก 82 ราย มีแปลงย่อย 89 แปลง พื้นที่ 1,014 ไร่

โดยพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า S1 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสมในการปลูกพืช แต่ในปัจจุบันมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยทางด้านกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาปรับปรุงบำรุงดินให้ ในขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรก็ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมในเรื่องของการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงอย่างถูกต้อง ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เข้าช่วยมาบริหารจัดการในการทำเกษตรแปลงใหญ่ โดยจากที่เมื่อก่อนผลผลิตที่ได้ออกมานั้นไม่ค่อยได้มาตรฐานและผลผลิตทั้งหมดจะถูกส่งไปที่โรงงานเป็นหลัก อีกทั้งการปลูกสับปะรดของเกษตรกรก็มีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่หลังจากที่รัฐบาลมีโครงการแปลงใหญ่ และผู้นำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดก็ได้เอานโยบายเรื่องของแปลงใหญ่มาใช้กับการทำเกษตร ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการผลิตจากรูปแบบเดิม โดยมีการกำหนดแนวทางการผลิตใหม่ จากเดิมที่จะส่งผลผลิตให้กับโรงงานทั้งหมด เปลี่ยนเป็นการส่งเข้าโรงงานบางส่วน และคัดเลือกสับปะรดสดที่สวยและมีคุณภาพออกขายตามแหล่งท่องเที่ยวและกระจายในหลายพื้นที่แทน ซึ่งสามารถการันตีได้ว่าสับปะรดบ้านคาเป็นสับปะรดที่ดีที่สุดในภาคตะวันตก

วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โดยแปลงสับปะรดที่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เป็นการตอบสนองนโยบายกระทรวงเกษตรปี 2559 โดยกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดจะมุ่งเน้นการผลิตสับปะรดให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด โดยลดต้นทุนการผลิตด้วยวิธีการผลิตที่เหมาะสม การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้หน่อพันธุ์และจุกพันธุ์คุณภาพดี คัดขนาดหน่อพันธุ์และจุกพันธุ์ จำนวนต้นพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 38.5จากต้นทุนเดิม 6.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงเหลือ 4.00 บาทต่อกิโลกรับ มีการเพิ่มผลผลิตด้วยระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์และระบบน้ำพุ่ง ในพื้นที่ 500 ไร่ และเพิ่มจำนวนการปลูกต้นสับปะรดต่อไร่ จากเดิมปลูกสับปะรด 7,500 ต้นต่อไร่ เพิ่มเป็น 10,000 ต้นต่อไร่ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.7 ที่จากเดิมนั้นมีผลผลิตเดิม 4.8 ตันต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 8 ตันต่อไร่ ส่งเสริมการแปรรูป และใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ใช้สติ๊กเกอร์ตราสินค้าสับปะรดบ้านคา รวมทั้งประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่และการทำบัญชีครัวเรือน ปัจจุบันได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้ส่งเสริม 3 ด้านหลัก คือ 1.การรวมกลุ่ม โดยการให้ความรู้เรื่องกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างถูกหลักถูกวิธีการและมีความเข้มแข็ง / 2. ของเงินทุน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาดูแลกลุ่มที่มีการจัดตั้งดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงฯ แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ ส่งเสริมเงินทุนในการดำเนินการของกลุ่ม โดยในส่วนนี้ทางรัฐบาลได้อนุมัติวงเงินให้กับกลุ่มเกษตรกร 1 พันล้านบาท ซึ่งกลุ่มเกษตรกรจะต้องผ่านมาตรฐานในการประเมิน 2.การสำรองแหล่งน้ำ กรมส่งเสริมได้รับวงเงินอนุมัติจาก ครม.วงเงิน 300 ล้านบาท ซึ่งได้มาจากเงินกองทุนส่งเคราะห์เกษตรกร โดยจะให้เกษตรกรในสถาบันได้กู้ผ่านสถาบันเพื่อจะขุดแหล่งน้ำ อย่างเช่น บ่อน้ำ เป็นพื้นที่กว้าง 1 ไร่ ลึก 2 เมตร เพื่อจะเป็นแหล่งน้ำในการดำเนินการเกษตร / และ ด้านที่ 3.จักรกลทางการเกษตร โดยในส่วนนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนให้กับสถาบันการรวมกลุ่ม ได้กู้ยืมกับทาง ธ.ก.ส.ที่มีวงเงินทั้งหมด 2,879 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 2% เพื่อจัดหาเครื่องมือทางการเกษตร

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า ในด้านการส่งเสริมเรื่องของเครื่องจักรกลทางการเกษตรกรกรมฯมีแนวคิดที่จะประสานงานกับสถาบันวิชาการของมหาวิทยาลัยที่ได้มีการวิจัยในเรื่องของเครื่องมือการทำการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสับปะรด เพื่อให้ลองนำเอาเครื่องมือมาทดสอบใช้ในพื้นที่แห่งนี้เพื่อดูความเหมาะสมซึ่งถ้าหากเป็นเครื่องมือที่ใช้แล้วมีประสิทธิภาพก็จะดำเนินการขับเคลื่อนต่อเพื่อให้เกษตรกรได้รับเครื่องมือ เครื่องจักรกลที่ดีเพื่อช่วยในการลดต้นทุน

จันทร์ เรืองเรรา

ด้าน นายจันทร์ เรืองเรรา เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี กล่าวว่า การรวมตัวกันเป็นกลุ่มสามารถสร้างประโยชน์ได้ 3 ด้านหลัก คือ 1.สามารถกำหนดจุดรับซื้อสินค้าและราคาได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าได้ 2.สามารถต่อรองราคาในการซื้อปัจจัยการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ และ 3.ทำให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ พร้อมทั้งมีการแบ่งปั่นข้อมูลเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มของเรามีเกษตรกรทั้งสิ้น 89 คน และพร้อมที่จะเพิ่มสมาชิกเข้ามาอีก นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อจะดำเนินการในเรื่องของการจัดตั้งเป็นกองทุนหรือหาแหล่งเงินทุนต่างๆแต่จะต้องมีการพูดคุยกันภายในกลุ่มอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาข้อสรุป นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีแนวคิดที่จะขอ GI ให้กับสับปะรดบ้านคา เพื่อกำหนดตัวสินค้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี้โดยเฉพาะ เนื่องจากสับปะรดของที่นี้มีรสชาติหวาน อร่อย หรือที่เรียกว่า “ไม่หวานจัดไม่กัดลิ้น” เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ดีของสับปะรดที่นี้

เห็นได้ว่าการทำแปลงใหญ่ประชารัฐของที่นี่ เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เนื่องจากช่วยสร้างความเป็นอยู่และมีรายได้ที่ดีขึ้นแล้ว ชุมชนยังมีความเข้มแข็ง เกษตรกรมีรายจ่ายลดลงและมีแนวทางการตลาดที่ดีอีกด้วย