รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเกษตรกรทำนา‘ขั้นบันได’ ช่วยลดต้นทุน–ผลผลิตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232944

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ทำเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง ยังมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับสมรรถนะของที่ดิน ทำการเพาะปลูกโดยขาดหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ ขาดการบำรุงดินอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ดอนและพื้นที่ที่มีความลาดชันมากจะมีอัตราการชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้นสูง

กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้แนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับรูปแปลงเกษตรให้มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก เช่น การทำนาขั้นบันได เป็นการทำนาบนพื้นที่สูง โดยทำการขุดและปรับสภาพพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเคยใช้ปลูกข้าวไร่หรือพืชไร่อื่นๆ ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำนา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่ง ในการลดปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย โดยใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินชนิดต่างๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารบนพื้นที่สูงได้อย่างยั่งยืน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในอดีต พื้นที่ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติฯ จ.น่าน เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกษตรกรที่นี่นิยมปลูกข้าวไร่ เพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือนมีการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สภาพดินเกิดการเสื่อมโทรม จึงได้รณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีการปรับพื้นที่เพื่อทำนาขั้นบันได สนับสนุนการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าว

“เพราะการทำนาขั้นบันไดนั้น นอกจากจะเป็นวิธีหนึ่งในการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงแล้ว เกษตรกรยังใช้ประโยชน์พื้นที่ในการปลูกข้าวนาน้ำขัง ข้าวไร่ และพืชผักต่างๆ เพื่อบริโภคในครัวเรือน ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจ และเริ่มปรับตัวหันมาทำนาข้าวแบบขั้นบันได้กันมากขึ้น” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าว

นายฉัตรชัย บัวแสน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาขั้นบันได อ.เฉลิมพระเกียรติฯจ.น่าน กล่าวว่า ตนได้เปลี่ยนความคิดจากการทำข้าวไร่ในพื้นที่การเกษตรที่มีความลาดชันสูง แล้วปรับรูปแปลงนาเป็นขั้นบันได เพื่อปลูกข้าวนาปี โดยมีนักวิชาการเกษตรจากสถานีพัฒนาที่ดินน่าน เข้ามาส่งเสริมความรู้ในการวางแผน การวางแนวระดับในการทำนาขั้นบันได และวางแผนช่วงทางเดินน้ำเพื่อนำมาใช้ในแปลง ซึ่งหากเปรียบเทียบการปลูกข้าวไร่กับการทำนาแบบขั้นบันได พบว่า การปลูกข้าวไร่จะได้ผลผลิตน้อย โดยได้เพียง 15 ถัง/ไร่ แต่หลังจากเปลี่ยนมาทำนาขั้นบันได ผลผลิตที่ได้สูงขึ้นเป็น 45 ถัง/ไร่ โดยมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพควบคู่ไปด้วย

“การทำนาขั้นบันไดเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวในพื้นที่ลาดชันเพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว ระบบน้ำที่ใช้ปลูก จะเป็นระบบน้ำขัง โดยน้ำจะเป็นน้ำจากป่าต้นน้ำ ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ และสามารถช่วยลดการเกิดวัชพืชในนาข้าว อีกทั้งยังนำความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินมาปรับใช้ในแปลงเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตงอกงาม และมีเกษตรกรเพื่อนบ้านเข้ามาดูตัวอย่างการทำนาในรูปแบบขั้นบันไดและนวัตกรรมของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” นายฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษ : สับปะรดบ้านคา‘ราชบุรี’ แปลงใหญ่ประชารัฐสร้างความยั่งยืนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232589

วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีแนวทางการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด ซึ่งทางคณะทำงานลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตรได้มีการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) โดยให้แต่ละหน่วยงานนำผลการดำเนินงานบูรณาการเข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในรูปแบบประชารัฐ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โดยการทำเกษตรกรรมแปลงใหญ่ที่จะดำเนินการใน 76 จังหวัด มีจำนวนทั้งสิ้น 268 แปลง พื้นที่รวม 662,669 ไร่ มีเกษตรกรในโครงการ 29,169 ครัวเรือนเป็นแปลงที่เริ่มดำเนินการในปี 2559 จำนวน 31 แปลง โดยแปลงใหญ่ทั้งหมดมีสินค้า 31 สินค้า แบ่งเป็น ข้าว 142 แปลง พืชไร่ 38 แปลง ปาล์มน้ำมัน/ยางพารา 15 แปลง ไม้ผล 37 แปลง ปศุสัตว์ 12 แปลง ประมง 9 แปลง ที่เหลือเป็นพืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับและหม่อนไหม มีการคัดเลือกเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบ จังหวัดละ 1 แปลง รวม 76 แปลง  จึงเหลือแปลงที่ไม่ได้คัดเลือกเข้ามาเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบอยู่ 192 แปลง ซึ่งการดำเนินการแปลงใหญ่ในขณะนี้ในบางพื้นที่ของแต่ละจังหวัดนั้นสามารถดำเนินการและเป็นแปลงต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์แล้ว อย่างเช่น การดำเนินงานแปลงใหญ่ต้นแบบสับปะรดบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย หรือสับปะรดบ้านคา เป็นแหล่งปลูกสับปะรดขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง พร้อมกับเป็นแปลงใหญ่ต้นแบบสับปะรด โดยมีจำนวนสมาชิก 82 ราย มีแปลงย่อย 89 แปลง พื้นที่ 1,014 ไร่

โดยพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า S1 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสมในการปลูกพืช แต่ในปัจจุบันมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยทางด้านกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาปรับปรุงบำรุงดินให้ ในขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรก็ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมในเรื่องของการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงอย่างถูกต้อง ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็เข้าช่วยมาบริหารจัดการในการทำเกษตรแปลงใหญ่ โดยจากที่เมื่อก่อนผลผลิตที่ได้ออกมานั้นไม่ค่อยได้มาตรฐานและผลผลิตทั้งหมดจะถูกส่งไปที่โรงงานเป็นหลัก อีกทั้งการปลูกสับปะรดของเกษตรกรก็มีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่หลังจากที่รัฐบาลมีโครงการแปลงใหญ่ และผู้นำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดก็ได้เอานโยบายเรื่องของแปลงใหญ่มาใช้กับการทำเกษตร ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการผลิตจากรูปแบบเดิม โดยมีการกำหนดแนวทางการผลิตใหม่ จากเดิมที่จะส่งผลผลิตให้กับโรงงานทั้งหมด เปลี่ยนเป็นการส่งเข้าโรงงานบางส่วน และคัดเลือกสับปะรดสดที่สวยและมีคุณภาพออกขายตามแหล่งท่องเที่ยวและกระจายในหลายพื้นที่แทน ซึ่งสามารถการันตีได้ว่าสับปะรดบ้านคาเป็นสับปะรดที่ดีที่สุดในภาคตะวันตก

วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โดยแปลงสับปะรดที่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เป็นการตอบสนองนโยบายกระทรวงเกษตรปี 2559 โดยกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดจะมุ่งเน้นการผลิตสับปะรดให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด โดยลดต้นทุนการผลิตด้วยวิธีการผลิตที่เหมาะสม การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้หน่อพันธุ์และจุกพันธุ์คุณภาพดี คัดขนาดหน่อพันธุ์และจุกพันธุ์ จำนวนต้นพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 38.5จากต้นทุนเดิม 6.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงเหลือ 4.00 บาทต่อกิโลกรับ มีการเพิ่มผลผลิตด้วยระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์และระบบน้ำพุ่ง ในพื้นที่ 500 ไร่ และเพิ่มจำนวนการปลูกต้นสับปะรดต่อไร่ จากเดิมปลูกสับปะรด 7,500 ต้นต่อไร่ เพิ่มเป็น 10,000 ต้นต่อไร่ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.7 ที่จากเดิมนั้นมีผลผลิตเดิม 4.8 ตันต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 8 ตันต่อไร่ ส่งเสริมการแปรรูป และใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ใช้สติ๊กเกอร์ตราสินค้าสับปะรดบ้านคา รวมทั้งประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่และการทำบัญชีครัวเรือน ปัจจุบันได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้ส่งเสริม 3 ด้านหลัก คือ 1.การรวมกลุ่ม โดยการให้ความรู้เรื่องกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างถูกหลักถูกวิธีการและมีความเข้มแข็ง / 2. ของเงินทุน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาดูแลกลุ่มที่มีการจัดตั้งดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงฯ แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ ส่งเสริมเงินทุนในการดำเนินการของกลุ่ม โดยในส่วนนี้ทางรัฐบาลได้อนุมัติวงเงินให้กับกลุ่มเกษตรกร 1 พันล้านบาท ซึ่งกลุ่มเกษตรกรจะต้องผ่านมาตรฐานในการประเมิน 2.การสำรองแหล่งน้ำ กรมส่งเสริมได้รับวงเงินอนุมัติจาก ครม.วงเงิน 300 ล้านบาท ซึ่งได้มาจากเงินกองทุนส่งเคราะห์เกษตรกร โดยจะให้เกษตรกรในสถาบันได้กู้ผ่านสถาบันเพื่อจะขุดแหล่งน้ำ อย่างเช่น บ่อน้ำ เป็นพื้นที่กว้าง 1 ไร่ ลึก 2 เมตร เพื่อจะเป็นแหล่งน้ำในการดำเนินการเกษตร / และ ด้านที่ 3.จักรกลทางการเกษตร โดยในส่วนนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนให้กับสถาบันการรวมกลุ่ม ได้กู้ยืมกับทาง ธ.ก.ส.ที่มีวงเงินทั้งหมด 2,879 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 2% เพื่อจัดหาเครื่องมือทางการเกษตร

นายวิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า ในด้านการส่งเสริมเรื่องของเครื่องจักรกลทางการเกษตรกรกรมฯมีแนวคิดที่จะประสานงานกับสถาบันวิชาการของมหาวิทยาลัยที่ได้มีการวิจัยในเรื่องของเครื่องมือการทำการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสับปะรด เพื่อให้ลองนำเอาเครื่องมือมาทดสอบใช้ในพื้นที่แห่งนี้เพื่อดูความเหมาะสมซึ่งถ้าหากเป็นเครื่องมือที่ใช้แล้วมีประสิทธิภาพก็จะดำเนินการขับเคลื่อนต่อเพื่อให้เกษตรกรได้รับเครื่องมือ เครื่องจักรกลที่ดีเพื่อช่วยในการลดต้นทุน

จันทร์ เรืองเรรา

ด้าน นายจันทร์ เรืองเรรา เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี กล่าวว่า การรวมตัวกันเป็นกลุ่มสามารถสร้างประโยชน์ได้ 3 ด้านหลัก คือ 1.สามารถกำหนดจุดรับซื้อสินค้าและราคาได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าได้ 2.สามารถต่อรองราคาในการซื้อปัจจัยการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ และ 3.ทำให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ พร้อมทั้งมีการแบ่งปั่นข้อมูลเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มของเรามีเกษตรกรทั้งสิ้น 89 คน และพร้อมที่จะเพิ่มสมาชิกเข้ามาอีก นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อจะดำเนินการในเรื่องของการจัดตั้งเป็นกองทุนหรือหาแหล่งเงินทุนต่างๆแต่จะต้องมีการพูดคุยกันภายในกลุ่มอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาข้อสรุป นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีแนวคิดที่จะขอ GI ให้กับสับปะรดบ้านคา เพื่อกำหนดตัวสินค้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี้โดยเฉพาะ เนื่องจากสับปะรดของที่นี้มีรสชาติหวาน อร่อย หรือที่เรียกว่า “ไม่หวานจัดไม่กัดลิ้น” เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ดีของสับปะรดที่นี้

เห็นได้ว่าการทำแปลงใหญ่ประชารัฐของที่นี่ เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เนื่องจากช่วยสร้างความเป็นอยู่และมีรายได้ที่ดีขึ้นแล้ว ชุมชนยังมีความเข้มแข็ง เกษตรกรมีรายจ่ายลดลงและมีแนวทางการตลาดที่ดีอีกด้วย

รายงานพิเศษ : เสริมศักยภาพกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาดที่เข้มแข็ง-สร้างอาชีพที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232192

วันศุกร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้มีการนำพื้นที่ไปสร้างที่อยู่อาศัยมากขึ้น ประกอบกับมีพื้นที่แห้งแล้งและยังไม่ได้ฟื้นฟูอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้จำเป็นต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร ให้มีศักยภาพในการผลิตสินค้ามากขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า เรื่องการเกษตร เป็นเรื่องที่สำคัญ อนาคตข้างหน้าอาหารการกิน จะมีความสำคัญกับประชากรโลก เนื่องจากประชากรมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ บนที่ดินเท่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้มีความเข้มแข็ง คือ ต้องมีการเสริมองค์ความรู้ เช่น ด้านเทคโนโลยี วิธีการลดต้นทุนการผลิต อยู่บนพื้นฐานของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และไม่ล้นตลาด มีทิศทางการผลิตที่ถูกต้อง ปลูกแล้วต้องมีตลาดรับซื้อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนให้สหกรณ์ใหญ่ๆในแต่ละจังหวัด ให้เป็นหน่วยหลักในการรวบรวมผลผลิต และกระจายไปยังศูนย์กระจายสินค้า

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าเกษตร เป็นภารกิจหนึ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ความสำคัญ เพื่อต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งถือเป็นอาชีพหัวใจหลักของคนไทย การเชื่อมโยงสินค้า จะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้สินค้าสหกรณ์ เป็นสินค้าที่ผลิตและสามารถขายได้ มีตลาดรองรับที่แน่นอน มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และผู้ที่รับสินค้าของสหกรณ์ไปจำหน่าย การสร้างช่องทางการตลาดที่เข้มแข็ง เป็นส่วนหนึ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง และยั่งยืนให้กับสมาชิก

ทั้งนี้ การพัฒนาเครือข่ายการผลิตและการตลาดเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขยายการตลาดสินค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการสร้างโอกาสเรียนรู้ โอกาสทางการตลาด และโอกาสการพัฒนาตนเอง เพิ่มพูนศักยภาพของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าการเกษตร เพิ่มปริมาณธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพิ่มรายได้สมาชิก และส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนภาคการเกษตร

 

รายงานพิเศษ : เกษตรเข้มขึ้นทะเบียนสารเคมี ยึดหลักปลอดภัย-หลายทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/232013

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรยันระบบการขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรเน้นปลอดภัย ไม่ผูกขาดเพื่อสร้างทางเลือกให้เกษตรกรมากขึ้น ขณะนี้ มีสารเคมีทางการเกษตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบกว่า 8,800 ฉบับ ครอบคลุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกประเภท พร้อมพิจารณาเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร 20 ชนิด วอนผู้ประกอบการให้มีจรรยาบรรณในการผลิตและจำหน่าย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การดำเนินการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือ สารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กับพืช อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 โดยมีคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานโดยตำแหน่ง เป็นผู้พิจารณาความถูกต้องเหมาะสมทางด้านวิชาการสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีชนิดนั้นๆ เพื่อให้สารเคมีที่ขึ้นทะเบียน มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้พิจารณารับขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรที่สกัดจากสารธรรมชาติ เป็นสำคัญ รวมทั้งสารเคมีที่มีความเจาะจงกับพืชชนิดเดียวกัน แต่มีผู้ขึ้นทะเบียนเพียงสารเดียว หรือสารเคมีที่มีผู้ขึ้นทะเบียนน้อยรายให้พิจารณารับขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีทางเลือกในการใช้สารเคมีหลากหลายชนิด ไม่เกิดการผูกขาด

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 ถึงเดือนกันยายน 2558 มีสารเคมีทางการเกษตรขึ้นทะเบียนไว้แล้วจำนวน 8,879 ฉบับซึ่งเมื่อตนมาเป็นประธานคณะอนุกรรมการ ดังกล่าว ในเดือนตุลาคม 2558 ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการหลายรายว่าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการล่าช้า จึงได้ปรับการประชุมของคณะอนุกรรมการใหม่ เป็นเดือนละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ 10 เดือนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับขึ้นทะเบียนสารเคมีทางการเกษตรไปแล้ว 517 ฉบับ โดยใช้หลักเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพ และพิษวิทยา ประกอบกับเงื่อนไขความปลอดภัยที่เป็นสากล สำหรับรายที่ไม่รับขึ้นทะเบียนส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน และเพียงพอที่จะให้คณะอนุกรรมการพิจารณาได้ ซึ่งได้แจ้งให้นำไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลมาให้พิจารณาใหม่ โดยเรียงลำดับก่อนหลังตามการยื่นเอกสารและข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถตรวจสอบได้ ส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนมีจำนวนประมาณ 1,000 ฉบับ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจำนวนมากแล้วในปัจจุบัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร เป็นการรับรองเบื้องต้นว่า สารเคมีที่ผ่านการขึ้นทะเบียน เมื่อใช้ตามคำแนะนำที่กำหนดไว้ในฉลากจะมีความปลอดภัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม ศัตรูพืชสามารถที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมาต้านทานสารเคมีทางการเกษตรชนิดนั้นๆ ได้ หากไม่ใช้ตามคำแนะนำ และสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับสารอื่น หรือ เกิดพิษสะสมในสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างการพิจารณาเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร จำนวน 20 ชนิด อย่างใกล้ชิด เช่น ไซเพอร์เมทริน อะลาคลอร์อัลดิคาร์บอะบาเมกตินคลอร์ไพริฟอส ไดโครโตฟอส เป็นต้น หากพิจารณาแล้วมีความจำเป็นต้องควบคุมการใช้อย่างใกล้ชิด กรมวิชาการเกษตรสามารถที่จะเสนอคณะอนุกรรมการ ให้พิจารณาห้ามขึ้นทะเบียนสารเคมีชนิดดังกล่าวได้

กรมวิชาการเกษตรพยายามเต็มที่ ในการควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมา ยังพบการลักลอบนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีการขึ้นทะเบียนและไม่ขออนุญาตนำเข้าที่ด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จำนวน 18.2 ตัน และด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 20.2 ตัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ลักลอบจำหน่ายสารเคมีที่ห้ามใช้แล้ว หรือสารเคมีที่ไม่มีคุณภาพ จึงได้กำชับให้สารวัตรเกษตรตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิตอย่างเข้มงวดและขอความร่วมมือให้เกษตรกร หรือประชาชนทั่วไปหากพบผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าว ช่วยแจ้งเบาะแสให้กรมวิชาการเกษตรทราบด้วย

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452743

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นบนโลกใบนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าปัจจุบันการใช้พลังงานหลักอย่าง พลังงานฟอสซิล น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ที่นิยมใช้อยู่มีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากประเทศไทยขณะนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศมากกว่าครึ่งที่ผลิตในประเทศ และยิ่งนับวันพลังงานในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมายาวนาน กำลังจะหมดลงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล ภาคเอกชน กำลังเร่งระดมศึกษา วิจัยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนอื่น อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวมวล ฯลฯ ทั้งนี้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทยกับทิศทางพลังงานภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อเป็นเวทีพูดคุยถึงทิศทางพลังงาน และแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตว่าจะไปในทิศทางใดต่อไป

ศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เริ่มฉายภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงในประเทศไทยว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีการซื้อขายได้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าแล้ว เห็นได้จากข้อมูลราคาพลังงานทดแทนใน 16 ประเทศ จาก 6 ทวีปทั่วโลก ปัจจุบันราคาพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.70-3.30 บาท/หน่วย ส่วนพลังงานลมราคาอยู่ที่ 1.10-3.50 บาท/หน่วย หากเทียบกับพลังงานหลักที่ใช้ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกกว่า

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552-2556 มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการขายพลังงานเข้าสู่ระบบของไทยที่มีมากสุดในภาคกลาง รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันนโยบายแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลปี 2558-2579 ที่รัฐบาลอนุมัติเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ได้กำหนดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพิ่ม อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในอนาคต โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากที่ผ่านมาไทยทำลายสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าเลยจุดสูงสุดหลายครั้ง เห็นได้จากเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 29,619 เมกะวัตต์ แต่หากเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่สามารถรองรับได้ถึง 40,932 เมกะวัตต์ ซึ่งตรงนี้มีค่าส่วนต่าง 11,313 เมกะวัตต์ ฉะนั้นจึงมองว่าตรงนี้ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพียงพออยู่

“อีก 10 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2558-2568 รัฐบาลจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 25 แห่ง ซึ่งจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75 บาท/หน่วย เพิ่มเป็น 5.26 บาท/หน่วย โดยราคานี้ไม่นับรวมภาษีอื่นเพิ่มเติม แต่ผมมองว่าศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนของไทยยังเพียงพอต่อจุดพีกการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่การดำเนินการขึ้นอยู่ที่ว่าส่วนราชการจะทำหรือไม่นั้น” ผู้จัดการนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ระบุ

ปัญหา 10 ปีที่ผ่านมาของไทยกับนโยบายการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายการคอร์รัปชั่น รูปแบบหนึ่ง คือ 1.การรับซื้อมีการกำหนดปริมาณเฉพาะและเปิดเป็นรอบๆ โดยไม่ยอมให้เปิดแบบรับซื้อเสรี จึงทำจำนวนการรับซื้อพลังงานทดแทนไม่มีความแน่นอน  2.ราคารับซื้อถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมือง และไม่ยอมเปิดให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาราคากลาง จึงทำให้การปรับราคาไม่โปร่งใส 3.การอนุมัติโครงการต่างๆ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาทางธุรกิจ จึงทำให้ภาพรวม 3 นโยบายดังกล่าวเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น

ศุภกิจ เสนอแนะว่า การใช้พลังงานทดแทนในอนาคตไทยยังติดอยู่กับรูปแบบการทำอุตสาหกรรมแบบเดิม ดังนั้นควรต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทัน เช่น กลางวันใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนใช้พลังงานชีวมวล ถ้าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาพลังงานฟอสซิลในอนาคตได้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิพากษ์ว่า ประเด็นพลังงานที่ผ่านมาในไทยมีการถกเถียงเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะถึงแม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะโตเร็วมากในอาเซียน แต่พลังงานฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนการใช้ที่มีอยู่มาก เห็นได้จากประเทศในแถบยุโรป จีน อินเดีย ยังคงใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักในการผลิตพลังงานอยู่

ทั้งนี้ จากแผนความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน ที่มีแนวโน้มการประหยัดพลังงานในทางที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นเสาหลักในการดำเนินการเรื่องนี้มาพอสมควร ดังนั้นคิดว่าหน่วยงานองค์กรต่างๆ ของไทยควรพัฒนาเรื่องพลังงานหมุนเวียนให้เกิดการขยายตัวในอาเซียน

วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการบริษัท เอสพีซีจี ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายแรกในประเทศไทย อธิบายว่า พลังงานเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคน ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีการประกาศรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางด้านพลังงานของประเทศ

ขณะที่การเติบโตทางด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ วันดี มองว่า ขณะนี้การผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้ปีละ 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ และไทยยังติด 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีการพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุด จนถูกยกให้เป็นผู้นำด้านโซลาร์เซลล์ในอาเซียน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าไทยจะสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ถึงปีละกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ เพราะอนาคตไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพราะจะต้องเป็นโจทย์การใช้พลังงานของประเทศอย่างเห็นได้ชัด

 

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452516

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กไทย หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (ไอคิว) และระดับความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทยช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2559 กว่า 23,644 คน พบว่าเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยไอคิวอยู่ที่ระดับ 98.2 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากการวัดผลเมื่อปี 2554 โดยขณะนั้นอยู่ที่ระดับ 94 แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา 4.2 นี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ยังมองว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่กำหนดอยู่ในระดับ 100

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เด็กไทยที่มีไอคิวสูงส่วนใหญ่ระดับไอคิวกลับหยุดนิ่ง สาเหตุหลักมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เล่นเกม หรือโปรแกรมอื่นมากเกินไป จนทำให้ไม่มีการพัฒนาทางด้านความคิด การสื่อสาร ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องหันมาสนใจว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้สติปัญญาของเด็กไทยมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า สถานการณ์ระดับไอคิวของเด็กในแต่ละประเทศ ปัจจัยหนึ่งพบว่าขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ และสถานะประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เยอรมนี ระดับสติปัญญาของเด็กในประเทศเหล่านี้จะมากกว่า 110 ขึ้นไป ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาระดับสติปัญญาเด็กจะอยู่ในช่วงใกล้เคียง 100 ประมาณ 90-110 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังไม่เคยมีการสำรวจระดับไอคิวอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าระดับไอคิวของเด็กในประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ระดับสติปัญญาของเด็กไทยปัจจุบันอยู่ระดับ 98 ถือว่าเป็นผลที่น่าพอใจ แต่อีกมุมหนึ่งที่ในปัจจุบันโลกมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น กลับพบว่าเด็กบางส่วนที่อยู่ในเขตเมืองมีระดับไอคิวสูงกว่า 100 แต่ระดับการพัฒนาการของไอคิวกลับหยุดนิ่ง ซึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน มากจนเกินไป จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาทางความคิด ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองเข้าใจผิดคิดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความฉลาดให้กับเด็ก จึงอาจปล่อยให้เด็กเล่นศึกษาเพียงลำพังโดยไม่ได้ติดตามดูแล จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้สติปัญญาไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

“มีรายงานชี้ว่าเด็กที่จมอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้มากจนเกินไป จะเป็นตัวดึงรั้งพัฒนาการทางด้านความคิด การเรียนรู้ การอ่าน การเขียน รวมไปถึงการอยู่ร่วมในสังคมให้เกิดการชะงัก ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้ต้นทุนชีวิตไม่ได้แย่ แต่ถูกละเลยจากการเลี้ยงดูโดยที่ผู้ปกครองเอาแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ไปเลี้ยงดู” ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ระบุ

พญ.อัมพร มองว่า ปัญหาเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย และจากรายงานพบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากถึง 90 ล้านเครื่อง ตรงนี้มองว่าถ้าใช้แบบที่ไม่เกิดประโยชน์ก็จะทำให้เกิดโทษได้

ดังนั้น การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ควรเข้าให้ถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลที่เป็นพิษที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น เช่น เกมหรือโปรแกรมที่มีลักษณะเกี่ยวกับการต่อสู้ แข่งขัน ช่วงชิง ทำร้ายกัน ซึ่งตรงนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เทคโนโลยีก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เสมอไป

ส่วนที่ปัจจุบันเด็กไทยรวมถึงทุกคนในสังคมนิยมเล่นโปรแกรมเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ซึ่งก็มีแนวโน้มเข้าข่ายหมกมุ่นได้ ฉะนั้นมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยให้ถูกวิธี ควรรู้เท่าทันก่อนการใช้ หรือควรเลือกศึกษาสื่อที่มีประโยชน์ โดยที่จะต้องมีวินัยในการใช้ด้วย นอกจากนี้ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรช่วยอธิบายให้เด็กใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ และรู้จักควบคุมตัวเองในการใช้สื่อให้ได้

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ไอคิวเด็กในเมืองสูงกว่าเด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกล พญ.อัมพร ชี้ว่า เด็กเมืองกับเด็กชนบทมีความแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยแรกมาจากด้านสังคม ทั้งระดับเศรษฐกิจ ระดับการเรียนรู้ ระดับการศึกษา ของสังคม ส่วนปัจจัยที่เกิดจากครอบครัวมาจากพันธุกรรมที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด การเลี้ยงดูที่หลากหลาย ฉะนั้นมองว่าปัจจัยเหล่านี้สังคมครอบครัวควรที่จะต้องเพิ่มอาหารทั้งทางกายและใจให้กับเด็กอย่างเหมาะสม

พญ.อัมพร

พญ.อัมพร เสนอแนะว่า แนวทางการป้องกันรักษา ในระดับครอบครัวควรดูแลให้เด็กได้รับอาหารกายที่มีโภชนาการเพียงพอ ส่วนอาหารใจครอบครัวควรให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจอย่างเหมาะสม ไม่ควรปล่อยปะละเลย ขณะที่ระดับสังคมภาครัฐควรช่วยเหลือเรื่องระบบสวัสดิการกับแม่ที่ยากจน และควรส่งเสริมให้สถานประกอบการเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ โดยทำให้เด็กมีความใกล้ชิดกับมารดา เช่น อาจมีการตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กภายในบริษัทเพื่อทำให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด

สำหรับทางการแพทย์ขณะนี้ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งการช่วยเหลือสนับสนุนอาหารเสริมตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเพื่อป้องกันโรค รวมถึงให้คำแนะนำทางด้านจิตเวชศาสตร์กับพ่อแม่และครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด อบรมให้พ่อแม่มีความรู้ดูแลบุตรอย่างถูกวิธี ส่วนกลุ่มเด็กนอกระบบสาธารณสุขจะลงไปติดตามดูแลคุณภาพชีวิตความเสี่ยงของเด็กกลุ่มนี้ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือกับพ่อแม่ในการเลี้ยงดู โดยปัจจุบันมีการให้เงินช่วยเหลือ 400 บาท/เดือน แต่อนาคตอาจปรับเพิ่มเป็น 600 บาท

พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจัดรูปแบบการสอนให้ถูกหลักเพื่อให้ไอคิวเด็กเกิดการพัฒนาทักษะทางความคิด กระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจอยากพัฒนา ไม่ควรมุ่งเน้นการอ่านเขียนเพียงอย่างเดียว ส่วนเด็กระดับที่โตขึ้น ไม่ควรปลูกฝังค่านิยมการเรียนวิชาสายสามัญเพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ในสายอาชีพ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการงานในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“การพัฒนาไอคิวเด็กภาพรวม ต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ควรขาดช่วง โดยทุกหน่วยงานควรร่วมมือบูรณาการกันทำงาน เพราะเมื่อกระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านสุขอนามัยในช่วงเด็กแล้ว เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการควรเป็นเจ้าภาพ จัดกระบวนการหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเชื่อมโยงส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง”พญ.อัมพร ระบุ

ช่วงท้าย ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล มองว่า สถานการณ์ไอคิวของเด็กในอนาคต ทิศทางจะเป็นไปตามพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และระบบการศึกษาที่มีแนวโน้มดีขึ้น ฉะนั้นคิดว่าต้นทุนไอคิวของเด็กไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรวางใจและต้องเฝ้าระวัง เพราะการสำรวจยังพบว่ารูปแบบการเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังขาดการที่ให้เด็กเกิดความมานะ พยายาม ฝึกฝนทักษะในการแก้ปัญหา

ฉะนั้น เรื่องนี้ควรต้องทำให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้ได้ โดยการพัฒนาครอบครัว การแพทย์ การศึกษา ต้องร่วมมือกันเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

คนโกงหนี…เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 06:56 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452511

คนโกงหนี...เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้ให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจะเป็นเขี้ยวเล็บที่เสริมแข็งแกร่งในการทำงานกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เพิ่งมีการก่อตั้งไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้วิธีการพิจารณาคดีด้วยระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในกฎหมายและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนการพิจารณาไม่ถูกต้อง ดำเนินกระบวนการพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนดด้วย

ที่สำคัญ มาตรา 10 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

อนึ่ง มาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกำหนดอายุความในกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีหลังจากศาลพิพากษาเป็นที่สุด ดังนี้ 1.โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 20 ปี มีอายุความ 20 ปี 2.โทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี มีอายุความ 15 ปี 3.โทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี มีอายุความ 10 ปี 4.โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีลงมาหรือโทษอย่างอื่น มีอายุความ 5 ปี

ดังนั้น การที่มาตรา 10 กำหนดให้ไม่ต้องนำมาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ เท่ากับว่าถ้าผู้ต้องหาหลบหนีจะไม่หยุดการนับอายุความเอาไว้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ มาตรา 11 ยังระบุเพิ่มเติมจากที่มาตรา 10 กำหนดว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.นี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”

การพิจารณาของศาลจะเป็นระบบ 3 ศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

กำหนดให้การฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้

ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ประธานและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือหน่วยงานหรือบุคคลใดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แล้วรายงานให้ศาลทราบและจัดส่งพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นจะต้องทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาชั้นต้นหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เช่นเดียวกับการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ก็ต้องทำภายในหนึ่งเดือน

โดยการพิจารณาและวินิจฉัยจะดำเนินการด้วยองค์ผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกา 1 คน และผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อย 3 คน การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็นของฝ่ายที่เห็นควรรับฎีกา

ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกวาดล้างขบวนการทุจริต โดยศาลจะเข้ามาทำงานในเชิงรุกมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

 

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452484

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศไม่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ดูเหมือนหลายปัจจัยยังคงเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะแรงงานสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันมาหลายปี ขณะที่ข้อจำกัดดังกล่าวบีบให้ไทยจำเป็นต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานแทนแรงงานคนไทยที่หายาก โดยเฉพาะงานประเภทที่เป็นงานหนักและมีความเสี่ยง

รายงานการย้ายถิ่นของประเทศไทยฉบับปี 2557 ได้ประมาณการประชากรต่างด้าวในประเทศไทย พ.ศ. 2556 ทั้งสิ้น 3.68 ล้านคน เป็นผู้พํานักอาศัย 428,827 คน หรือ 11.6% พํานักและทํางาน 3.25 ล้านคน หรือ 88.4% หรือประมาณ 8% ของกําลังแรงงานในไทยในข้อมูลจํานวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานคงเหลือทั่วประเทศล่าสุด ณ เดือน ก.ค. 2559 อยู่ที่ 1.56 ล้านคน เทียบกับ 1.44 ล้านคน ณ สิ้นปี 2558 โดยแยกเป็นแรงงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ 45% ภูมิภาคอื่นๆ 55% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชั่วคราวรอการพิสูจน์สัญชาติ 989,374 คน และชั่วคราวนําเข้าตาม MOU 279,311 คน และจากทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตนี้ 88.2% เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว รวม 88.2% หรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาต กับข้อมูลประมาณการจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย เป็นการชี้ให้เห็นว่ายังมีแรงงานต่างด้าวจํานวนมากที่ยังไม่ทราบสถานภาพของการทํางาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งเป็นลูกจ้างโดยไม่ถูกกฎหมาย การประกอบอาชีพผิดกฎหมาย

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจได้ดำเนินการสำรวจ “การประกอบอาชีพค้าขายรายย่อยของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4 พ.ค.-22 มิ.ย. 2559 ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมีมาตรการป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต

รายงานของ สศช. ระบุให้เห็นว่า ขณะนี้แรงงานต่างด้าวไม่เพียงแต่เข้ามาทำงานในขอบข่ายที่ทางการไทยอนุญาต แต่เริ่มมีการประกอบอาชีพอิสระที่หลากหลายและจำนวนมากที่เข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยเฉพาะอาชีพค้าขายรายย่อย ซึ่งการรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ตัวอย่าง 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร เชียงใหม่ นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี และสงขลา นั้น พบว่าแรงงานต่างด้าวมีการค้าขายในทุกระดับตั้งแต่ในศูนย์สรรพสินค้า ตลาดนัด ตลาดสด และตลาดชุมชน

เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบร้านค้าที่เปิดขายทั้งสิ้น 10,453 ร้าน/แผง อยู่ในศูนย์สรรพสินค้า 1,480 ร้าน ตลาดนัด 8,497 ร้าน/แผง ตลาดสด 321 ร้าน/แผง และตลาดชุมชน 155 ร้าน/แผง ในนี้พบว่ามีร้านค้าที่มีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของ 102 ร้าน หรือ 6.9% 149 ร้าน/แผง หรือ 1.8% 67 ร้าน/แผง 20.9% และ 15 ร้าน/แผง 9.7% แต่จะพบมากในตลาดสดและตลาดชุมชน เนื่องจากความง่ายในการเข้าถึงสถานที่ และในผลสำรวจก็ระบุว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการค้าขายเป็นอาชีพสงวนของคนไทย จากการสอบถามคนต่างด้าว 424 ราย มีเพียง 1 ใน 4 รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดกฎหมาย และส่วนใหญ่ของคนที่รู้คือผู้ค้าต่างด้าวที่เป็นเจ้าของกิจการ

ด้าน สศช.ระบุถึงสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อควบคุมการประกอบอาชีพของคนต่างด้าว ได้แก่ 1.ข้อกำหนดงานอาชีพสำหรับคนต่างด้าวไม่สอดคล้องกับสภาพความต้องการใช้แรงงาน 2.การขาดการรับรู้ด้านกฎหมายของทั้งแรงงานต่างด้าวและพ่อค้าแม่ค้าไทยจํานวนไม่น้อยที่ขาดความตระหนักไปให้ความร่วมมือกับแรงงานต่างด้าว 3.ยังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายเห็นได้จากผู้ค้าต่างด้าวที่ถูกจับแต่ก็ยังสามารถกลับมาขายได้อีก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงยังขาดการให้ความสําคัญกับนายหน้าหรือกลุ่มทุนที่เป็นแหล่งใหญ่ของการลักลอบนําเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.การมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานจนกลายเป็นมีช่องโหว่ เช่น ขาดการบันทึกข้อมูลประวัติการทําผิดของแรงงานต่างด้าว ทําให้ผู้ถูกส่งกลับประเทศสามารถกลับเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายใหม่ในประเทศไทยได้อีก และที่สำคัญยังขาดข้อมูลความต้องการแรงงานต่างด้าวในเชิงปริมาณและอาชีพที่ชัดเจน ส่งผลต่อการกําหนดจํานวนแรงงานต่างด้าวและอาชีพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการแรงงานต่างด้าวในประเทศและการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 5.ความซับซ้อนของขั้นตอนการบริหารจัดการต้องพึ่งพานายหน้าทําให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เป็นสาเหตุให้แรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่เลือกขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง

ทว่า แม้จากรายงานการสำรวจจะระบุว่าการมีผู้ค้ารายย่อยต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยังไม่สร้างผลกระทบที่ชัดเจนเพราะผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนไทยเองก็มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้บรรยากาศการค้าขายคึกคัก ส่วนข้อเสียก็คือการแย่งอาชีพคนไทย

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดสด นฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ เจ้าของตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภาครัฐจะต้องการแก้ไขปัญหาอย่างไร หากต้องการจัดระเบียบก็ต้องทำให้คนต่างด้าวมีที่ทำกินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งก็ต้องอยู่กับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น หากมีแผงขายผักจะเข้าข่ายกฎหมายธุรกิจต่างด้าวหรือไม่ หากเปิดกว้างตลาดยิ่งเจริญมีแผงลอยรองรับอยู่แล้ว ปัจจุบันมี 2,000 แผง

แหล่งข่าวจากผู้ค้าในย่านตลาดบางแค ตลาดสดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดในย่านบางแค เปิดเผยว่า เดิมแรงงานเมียนมาเป็นเพียงลูกจ้างของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเริ่มเห็นว่ามีชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเจ้าของแผงเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 30% ของผู้ค้าทั้งตลาดที่มีเจ้าของแผงเป็นชาวเมียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นแผงด้านในตลาด ได้แก่ แผงปลา แผงผัก และแผงไก่สด ส่วนแผงหมูและแผงของชำยังเป็นคนไทย และมีลูกจ้างเป็นชาวเมียนมา ส่วนแผงด้านนอกบริเวณหน้าตลาดบางแคริมถนนเพชรเกษมเจ้าของแผงยังคงเป็นคนไทย

สำหรับชาวเมียนมาที่เป็นเจ้าของแผงในตลาด เดิมเป็นลูกจ้างตามแผงต่างๆ ทำงานเก็บเงินมายาวนานจนมีทุนที่จะเซ้งแผงเป็นของตัวเอง ส่วนคนไทยเจ้าของแผงเดิมก็มีทั้งปล่อยเช่าช่วงต่อให้ชาวเมียนมาทำต่อแล้วเก็บค่าเช่า หรือใช้วิธีรับเงินก้อนใหญ่ให้ชาวเมียนมาเซ้งแผงทำต่อไป ซึ่งปัจจัยสำคัญที่คนไทยไม่ทำต่อ เพราะลูกหลานพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากทำต่อแล้ว เรียนหนังสือแล้วก็หางานประจำทำ และมีบางส่วนที่ชาวเมียนมาที่ทำงานในย่านนี้ ชวนเครือข่ายเพื่อนและญาติที่มหาชัยมาเช่าแผงแล้วนำปลาสดมาขาย

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่ทำงานคลุกคลีในด้านนี้มานาน อธิบายฉายภาพว่า การที่คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยมีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากประเทศไทยมีชายแดนติดกับประเทศอื่น ซึ่งการติดต่อเริ่มแรกมาจากการค้าขายบริเวณชายแดน จากนั้นกาลเวลาเปลี่ยนไปไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2537

จากนั้นจึงมีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา โดยเริ่มจากงานภาคประมง ต่อมารัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบอยู่เป็นระยะ จากนั้นจึงเกิดการขยายตัวจากแรงงานภาคประมงทะเล ได้แปรสภาพเป็นแรงงานกรรมกรให้กว้างขึ้น และมีข้อยกเว้นให้ทำงานได้ อาทิ กรรมกรประเภทต่างๆ งานรับใช้ในบ้าน อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำ แต่ไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ก็ผันตัวจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบกิจการ เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กในตลาด ซึ่งตรงนี้นอกจากทำให้คนต่างด้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ดีขึ้นแล้ว ก็ยังได้การยอมรับจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันอีก

อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า การป้องกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ที่ผ่านมามีการติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด ซึ่งจะลงไปดูทุกพื้นที่ที่มีปัญหาตามย่านการค้า แหล่งท่องเที่ยว กับมัคคุเทศก์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ รวมไปถึงการปล่อยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีการตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด เห็นได้จากช่วงหลังมา แขกชาวอินเดียที่ผิดกฎหมาย มีจำนวนปริมาณลดการกระทำผิดก็ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่ต้อง บูรณาการกับทุกฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทำงานลักษณะสืบสวนสอบสวนคงไม่ได้ ส่วนแผนการแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้ไทยกำลังวางแนวทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560-2565 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อนำมาปรับใช้จะทำให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในกิจการตามพื้นที่ต่างๆ ของไทย สามารถกำกับดูแลได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

กางเอกสาร”ทัพเรือ” ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452478

กางเอกสาร"ทัพเรือ" ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

กองทัพเรือเผยแพร่เอกสารชี้แจงความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำเนื่องในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 ก.ย. ด้าน “บิ๊กป้อม” มั่นใจได้ซื้อในรัฐบาลนี้

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. กองทัพเรือ (ทร.) ได้เผยแพร่เอกสาร “ความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำ ในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 กันยายน” โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า ความต้องการที่จะมีเรือดำน้ำ เข้าประจำการในกองทัพเรือไทยมีมานานกว่า 100 ปี มาแล้ว

สำหรับเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีดังนี้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงถวายบันทึกรายงานความเห็นเรื่อง เรือ  “ส” (หมายถึงเรือดำน้ำ “ส” คือ Submarine) ต่อ นายพลโท พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เมื่อ พ.ศ.2458 ว่าการมีเรือ “ส” ในประเทศไทยมีได้แน่และจะได้ประโยชน์ดังความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเรามีเรือ ส แล้ว ข้าศึกจะต้องนึกถึงเรือ ส ของเราด้วยในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเข้ามาตีกรุงสยามสงครามคราวนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของเรือ ส เพราะฉะนั้นเพื่อจะหนีอันตรายเรื่องเรือ ส ข้าศึกคงไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้เป็นเป้าแก่เรือ ส ได้”

จนกระทั่งกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ในปี พ.ศ.2477 โดยได้มีการเสนอพระราชบัญญัติบำรุงกำลังกองทัพเรือต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกองทัพเรือ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ และได้คัดเลือกแบบเรือดำน้ำของบริษัทมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ซึ่งทั้ง 4 ลำนี้ เป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก สำหรับใช้รักษาชายฝั่ง ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่า เรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล

โดย เรือหลวงมัจฉานุ และเรือหลวงวิรุณ ได้ต่อเสร็จสมบูรณ์ก่อนสองลำแรก และได้ทำพิธีส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและนักดำเรือดำน้ำแห่งราชนาวีจึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำไทย

ในอดีตเรือดำน้ำเคยช่วยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครอง และ เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทไทย–อินโดจีนมาแล้ว และจากประวัติการรบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวี ที่เกาะช้างที่กองทัพเรือต้องเสีย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยอย่างมาก หลังจากต่อตีเรือของกองทัพเรือแล้ว จึงรีบถอนกำลังทางเรือกลับทันที

ต่อมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ถูกปลดประจำการไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 จึงทำให้ประเทศไทยขาดรั้วที่สำคัญไปหนึ่งด้าน มาเป็นเวลากว่า 64 ปี จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเล ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน

เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า

ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาสมดุลย์กำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้

โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้

เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วย

คุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึง

ดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุกๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี

เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึงร้อยละ 95 มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกอ่าวไทยปีละประมาณ 15,000 ลำ โดย อ่าวไทย ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคม ที่มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่เชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา เข้าไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ทั้งนี้อ่าวไทย เป็นพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือ เนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูก ปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย อย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ 

แม้ว่ากองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ในการสกัดกั้นการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกัน สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ในแง่ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ นั้นประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร

จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำ USS Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวงสมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้

ส่วนในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรือดำน้ำยุคใหม่ จะมีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัย มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมาก ในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้

จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือ มีความจำเป็น ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล ซึ่งนับว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลที่ยั่งยืนตลอดไป

ในอดีตการทำสงครามจะทำกันเฉพาะบนบกกับในทะเลบริเวณเหนือผิวน้ำเท่านั้น ส่วนการรบทางอากาศกับใต้น้ำนั้นยังไม่มีเนื่องจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่มี ความเจริญก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบันที่ได้มีการทำสงครามเต็มรูปแบบทั้ง 4 มิติ ดังนั้น องค์ประกอบของกำลังรบในกองทัพปัจจุบัน จึงต้องมีทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ โดยเฉพาะกำลังทางเรือนั้น ต้องมีทั้งในส่วนของเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งกองทัพในนานาอารยประเทศต่างก็ได้มีการพัฒนากำลังรบดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานาวิกานุภาพของกองทัพเรือไทยได้มีการเสริมสร้างกำลังทางเรือ อาทิ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ เรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือยกพลขึ้นบก เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และกำลังอากาศนาวีอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประเทศไทยไม่มีเรือดำน้ำนั้น ทำให้เสียเปรียบบางประเทศที่มีเรือดำน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงรุกที่สามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จะส่งเรือรบผิวน้ำเข้ามาประชิดยังทะเลอาณาเขตจึงต้องใช้ความระมัดระวังที่สูงมาก ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์แบบอื่น ๆ

แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และจัดหาไว้เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ากำลังทางเรือของไทยจะสามารถปกปักรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำต้องมีการใช้ระยะเวลา เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ล้วนแล้วแต่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่ จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไทยไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี

ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 6 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ

ประเทศเวียดนามสั่งต่อเรือดำน้ำจากรัสเซียจำนวน 6 ลำ ขณะนี้เข้าประจำการแล้ว 4 ลำ

ประเทศอินโดนีเซียมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ กำลังต่อเพิ่มที่เกาหลีใต้อีก 3 ลำ

ประเทศมาเลเซียปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ เป็นต้น

กองทัพเรือ ได้เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ใช้งบประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมองระยะยาวเมื่อนับอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่มีอย่างน้อย 30 ปีรวมกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่อปีแล้ว คิดเป็นเพียง 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงมีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งหากการคมนาคมขนส่งทางทะเลมีความมั่นคง ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจในด้านการลงทุนได้เป็นอย่างดี

สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้

แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ทั้งนี้การพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ นั่นได้ดำเนินการคัดเลือกเรือดำน้ำ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้านทั้งในด้านสมรรถนะและขีดความสามารถ ความปลอดภัย การบำรุงรักษา ส่วนสนับสนุนบนบก การฝึกกำลังพล และอื่นๆ ที่ประเทศผู้ผลิตจะเสนอภายในวงเงินที่กำหนด

โดยกองทัพเรือได้พิจารณาข้อเสนอจากประเทศต่างๆ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเยอรมนี

โดยผู้ผลิตจากจีนเป็นรายเดียวที่เสนอเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท

ในขณะที่รายอื่นเสนอเพียงจำนวน 2 ลำ แต่ก็มิได้เป็นเหตุผลเดียว ที่นำมาตัดสิน หากแต่ได้มีการคำนึงถึงในทุกประเด็นที่กล่าวข้างต้น

ในส่วนของสมรรถนะและขีดความสามารถ ของเรือดำน้ำจีนที่กองทัพเรือพิจารณาจัดหานี้ มีระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ทำให้สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นาน โอกาสที่จะถูกตรวจจับจึงต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำประเทศอื่นที่อยู่ในน้ำได้อย่างมาก 4-5 วัน จึงต้องโผล่ขึ้นมาทำการชาร์จแบตเตอรี่

แต่เรือดำน้ำจีนสามารถอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานาน 21 วัน โดยไม่ต้องขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งหากในสถานการณ์รบที่ยืดเยื้อ หรือสถานการณ์คับขัน เรือดำน้ำ ที่อยู่ใต้น้ำได้นานโดยไม่ต้องขึ้นมาเปิดเผยตัวจะได้เปรียบทางการรบมากกว่า

นอกจากนั้น เรือดำน้ำจีน ยังมีการติดตั้งระบบอาวุธที่ครบถ้วนหลายชนิดมาพร้อมกับเรือ ได้แก่ อาวุธปล่อยนำวิถีที่สามารถยิงจากใต้น้ำสู่เป้าหมายเรือรบผิวน้ำ และยังสามารถยิงเป้าหมายบนฝั่งได้ รวมทั้งอาวุธตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด จึงทำให้มีขีดความสามารถที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นที่เสนอมา

นอกจากนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับกำลังพลในการขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉิน ก็ใช้อุปกรณ์ของยุโรป จึงมีความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลเช่นเดียวกันกับเรือดำน้ำของยุโรป

สำหรับความปลอดภัยของตัวเรือนั้น เรือเป็นแบบตัวเรือ 2 ชั้น (Double Hull) มีกำลังลอยสำรองสูงกว่าแบบตัวเรือชั้นเดียว (Single Hull) มีการออกแบบผนังกันน้ำภายในเรือและช่องทางออกจากตัวเรือที่สมบูรณ์ และช่องทางออกของเรือดำน้ำสามารถเชื่อมต่อกับยานกู้ภัยใต้น้ำได้ตามมาตรฐานนาโต้ จึงนับว่ามีความปลอดภัยอยู่ในเกณท์ที่ดี

สำหรับในด้านการบำรุงรักษาเรือ ทางบริษัทผู้สร้างเรือจะรับประกันอุปกรณ์ทุกระบบเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมากกว่าของประเทศอื่นๆ ที่รับประกันเพียง 1 ปี และสนับสนุนอะไหล่เป็นเวลาถึง 8 ปี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำให้ กำลังพล ทร.อีกด้วย

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ของ ทร. ว่า ถ้ามีเงิน ก็ซื้อ ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่ซื้อ

ส่วนจะได้ซื้อในรัฐบาล นี้หรือไม่ นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็น่าจะได้นะ ถ้างบประมาณ ผ่าน สภา สนช. ก็ค่อยว่ากัน”

 

ชำแหละพฤติการณ์ “ทหาร-ตำรวจเก๊” มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452038

ชำแหละพฤติการณ์ "ทหาร-ตำรวจเก๊" มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวการจับกุมผู้ต้องหาแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

พฤติการณ์ของคนกลุ่มนี้คือ จะแต่งชุดเครื่องแบบสีเขียวสีกากี ติดยศปลอม วางก้ามอวดเบ่ง ข่มขู่รีดไถประชาชน จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สินรายแล้วรายเล่า เพราะความหวาดกลัว

คำถามก็คือ วันที่ตำรวจ-ทหารเก๊อาละวาดไปทั่วเมือง ประชาชนตาดำๆอย่างเราจะรับมือ”มิจฉาชีพในเครื่องแบบ”เหล่านี้อย่างไร

มีเงิน2,000ก็ปลอมเป็นตำรวจ-ทหารได้?

รับรู้กันดีว่า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องหมายระบุยศตำแหน่ง ตราประทับ จนถึงสติ๊กเกอร์ของหน่วยงานราชการ มีวางจำหน่ายให้แก่บรรดาข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะบริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร ถือเป็นแหล่งกระจายสินค้าประเภทเครื่องแบบข้าราชการที่ใหญ่ที่สุด

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”  เปิดเผยว่า คนขายที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานจะทราบดีว่า คนไหนตัวคือเจ้าหน้าที่ตัวจริง คนไหนเป็นตัวปลอม

“บางคนเข้ามาซื้อปลอกใส่ปืน แต่ดันหยิบปืนอัดลมขึ้นมาโชว์ พวกนี้มันส่อพฤติการณ์ กลิ่นไม่ค่อยดี บางคนมาซื้อกุญแจมือ แต่ดันพูดว่า ‘ขอซื้อที่ล็อกหน่อย’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ไม่ใช่ตำรวจทหารพูดกัน อีกจุดสังเกตคือถุงเท้า ตำรวจตัวจริงขาดถุงเท้าไม่ได้ต้องใส่ตลอด หรือข้าราชการตัวจริง เวลามาซื้อของมักมากัน 2-3 คนหรือมาเป็นกลุ่ม พูดจาฉะฉาน รู้เรื่อง บอกความต้องการชัดเจน เอาเสื้อพราง ชุดเกราะ เปลสนาม อะไรก็ว่าไป ไม่อึกอัก ขณะที่ตัวปลอม บางคนเราถามว่าต้องการอะไรครับ เอาไปใช้ทำอะไร เป็นตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการ มักจะชะงัก คิดนาน ตอบไม่ถูก พวกมิจฉาชีพจะมีพิรุธ แต่ไม่ค่อยเจอบ่อยหรอกครับ”

ผู้ซื้อบางรายแม้ไม่ใช่ทหาร ตำรวจ แต่ต้องการสินค้าเพื่อนำไปใช้ในกองถ่ายละคร หรือกองถ่ายภาพยนตร์ แม้กระทั่งงานเลี้ยงที่จัดตามธีมของผู้จัด คนขายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความต้องการของผู้ซื้อได้อยู่แล้ว

“เราไม่ทราบเจตนาที่ผู้ซื้อได้ทุกคน ถึงแม้จะรู้ว่าคนนี้ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ทหาร แต่ห้ามไม่ได้หรอก ของซื้อของขาย อย่างพวกกองถ่ายเขาซื้อทีเป็นสิบๆชุด คนทั่วไปก็ซื้อกันได้ เรื่องแอบอ้างมันไม่ใช่หน้าที่คนขายในการคัดกรอง”

พ่อค้าหนุ่มใหญ่วัย 44 มองว่า แม้การเข้าถึงชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การนำไปใช้หลอกลวงเพื่อก่อเหตุในสถานการณ์จริง ถือเป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบท่าทีลักษณะของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารได้อย่างแนบเนียน

“ตัวปลอมมันทำไม่เหมือนหรอก เราต้องขอดูบัตร ถามเยอะๆมันก็ลนแล้ว พวกนี้ท่าทางจะกร่างกว่าปกติ และทำตัวรู้มาก อ้างโน่น อ้างนี่ รู้จักคนนั้น คนนี้ …สงสัยกลัวคนไม่รู้มั้ง (หัวเราะ) “

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์” ให้ความเห็นว่า ผู้ค้ามีหน้าที่ขายของ จะให้คอยตรวจสอบผู้ซื้อคงเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่คุ้มที่จะทำ เขาเชื่อว่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงมาซื้อชุดไปก่อเรื่องนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

“เราไม่รู้หรอกว่า คนที่มาซื้อเขามีวัตถุประสงค์อะไร บางคนเห็นเสื้อผ้าทหารเป็นแฟชั่น งานประจำปีหลากหลายบริษัทก็ฮิตจัดธีมเครื่องแบบทหารกัน บางคนไปเดินป่าหรือออกค่ายก็มาหาซื้อรองเท้า หาเสื้อผ้าที่ดูแข็งแกร่งใส่ มันลำบากในการตรวจสอบ จะขอดูบัตรก่อนซื้อก็ไม่ใช่หน้าที่เรา หรือให้ขายแต่เฉพาะคนที่ใส่เครื่องแบบอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ในฐานะผู้ขายก็ขาย เราไม่ใช่หน่วยงานที่จะมาตรวจสอบ”

เจ้าของร้านหนุ่มรายนี้ให้ข้อมูลว่า ราคาค่างวดของชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจเต็มยศ อยู่ที่ ไม่เกิน 2,000 บาท

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์”

“เลิกกลัว กล้าถาม”วิธีรับมือกับทหาร-ตำรวจเก๊

สำหรับประชาชนทั่วไป หากเจอเจ้าหน้าที่ราชการเข้ามาแสดงท่าทีไม่สุภาพ อวดเบ่ง หรือข่มขู่กรรโชก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก บอกเสียงเข้มว่า หากไม่มั่นใจว่ากำลังเผชิญหน้ากับทหารหรือตำรวจตัวจริงหรือไม่ ให้เริ่มจากขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ และขอถ่ายภาพบัตรเก็บไว้เพื่อนำส่งหน่วยงานพิสูจน์ต่อไป

“ประชาชนไม่ต้องกังวล หรือเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ หากถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิ์ขอดูบัตรประจำตัว ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริงเขาพร้อมยืนยันแสดงตัวตนอยู่แล้ว ตามหลักเกณฑ์หากเป็นทหาร ทุกครั้งที่ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นสิ่งกฎหมาย เขาจะมีหนังสือระบุคำสั่งชัดเจน สังกัดหน่วยงานใด ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องอะไร เพื่อแสดงตัวตนและอำนาจหน้าที่ ไม่เช่นนั้นก็แยกไม่ออกใครเป็นใคร และใคร ทุกคนสามารถแอบอ้างทำหน้าที่ได้หมด”

พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า ทหารไม่มีสิทธิ์ไปข่มขู่หรือกร่างกับประชาชน หากพูดจาไม่สุภาพ หรือแสดงท่าทีที่มีลักษณะเสื่อมเสียต่อความเป็นเจ้าหน้าที่ แม้กฎหมายไม่ได้ระบุความผิด แต่ในทางระเบียบวินัยของราชการนั้นทำไม่ได้ ถือว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้บังคับบัญชาไม่ปกป้องคนพวกนี้แน่นอน เพราะกองทัพต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน

ส่วนประเด็นเรื่องการเข้าถึงเครื่องแบบเจ้าหน้าที่และตราสัญลักษณ์ได้ง่ายนั้น โฆษกกองทัพบก เห็นว่าไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากตามกฎหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบอยู่แล้ว เชื่อว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กล้าตัดสินใจซื้อเครื่องแบบทหารมาใส่เพื่อแอบอ้างหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

ขณะที่ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ยอมรับว่า การลอกเลียนแบบบุคลิกท่าทางของนายตำรวจและทหาร โจรผู้ร้ายสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้จึงยากที่ประชาชนจะจับได้ว่า ‘ใครจริง ใครปลอม’

“ถ้าเป็นตำรวจด้วยกันเอง คงดูกันออก และสอบถามจนหาความผิดปกติได้ แต่ประชาชนทั่วไปดูยาก ทั้งตำเเหน่ง ยศ สัญลักษณ์ต่างๆ ฉะนั้นวิธีรับมือคือ ตั้งสติ อย่ากลัว ยิ่งกลัวมันยิ่งทำใครคนนั้นเข้ามากร่าง มาเบ่งใส่ ขอดูบัตร สอบถามเขาเลย นอกเครื่องแบบก็ถามได้ คุณมาด้วยวัตถุประสงค์อะไร สังกัดไหน ผู้บังคับบัญชาชื่ออะไร มีหนังสือคำสั่งมาไหม อย่ากลัวตำรวจถ้าไม่ผิด เรามีสิทธิ์ที่จะถาม คนบริสุทธิ์ใจเขาตอบได้อยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะวิธีสังเกตตำรวจปลอม เอาไว้ดังนี้

1. ดูจากการแต่งกาย บุคลิกท่าทางไม่มีมาดลุกลี้ลุกลน

2.พูดจากร่างเกินไปมักแสดงตนและนำเสนอว่าเป็นตำรวจบ่อยครั้ง

3.ติดเครื่องหมายประดับหน้าอกแพรแถบและป้ายชื่อไม่เรียบร้อย

4.ใส่เครื่องแบบเต็มยศบ่อยครั้งผิดปกติแม้กระทั่งใส่ไปเที่ยว

5.ทรงผมยาวกว่าปกติไม่ใช่รองทรงต่ำแบบไม่ยาวมาก

6.หน้าตา อายุ วัย ไม่สัมพันธ์กับยศหรือตำแหน่งที่อ้างถึง

7.ตอบคำถามรุ่นหรือหลักสูตรที่จบไม่รู้เรื่อง

8.บัตรข้าราชการเป็นบัตรกระดาษ นำรูปถ่ายมาติดและเคลือบพลาสติก

9.ตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานที่ต้นสังกัดแบบอ้อมค้อมหรือปกปิด

10.ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ ได้ทางเว็บไซต์ของกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ …โทษถึงคุก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า การแต่งการเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนั้นมีความผิดตามกฎหมาย

โดย พ.ร.บ.เครื่องแบบทหาร พ.ศ. 2477 มาตรา 6 ระบุ ว่า

“ผู้ใดแต่งเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือแต่งเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ โดยไม่มีสิทธิจะแต่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน – 5 ปีและถ้าการกระทำเช่นว่ามานี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

นอกจากความผิดฐานจงใจแต่งเครื่องแบบทหารโดยพลการแล้วใน พ.ร.บ.เครื่องแบบทหารยังระบุถึงความผิดของผู้ที่แต่งกายเลียนแบบทหาร จนสร้างความเสื่อมเสียและเกิดความเกลียดชังกับทหาร โดยในมาตรา 6 ทวิ (แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2485) ระบุว่า

“ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือคล้ายเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ อันอาจนำความดูหมิ่นเกลียดชัง หรือความเสื่อมเสียมาสู่ราชการทหารก็ดี อันอาจทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นทหารก็ดีผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าการกระทำเช่นว่านี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำความผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

ขณะที่ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกาศเอาไว้ดังนี้

มาตรา 108 ผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี

มาตรา 110 ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และกระทำการใดๆ อันทำให้ ราชการตำรวจถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ราชการตำรวจ หรือทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนเป็นตำรวจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 ระบุด้วยว่า ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน…หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง… กระทำการเช่นนั้น เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้ทุกวันนี้จะมีมิจฉาชีพบางกลุ่มแต่งเครื่องแบบคนมีสีไว้หากินในทางมิชอบ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะยอมให้คนเหล่านี้มาหลอกลวงกันได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว