รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516552

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด เผยเคล็ดลับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทำบัญชีต้นทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการทำบัญชีว่าสามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนแท้จริง

นางนิตยากล่าวว่า ด้วยบทบาทหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์หลายคนล้วนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบมาโดยตลอด ทำให้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพที่สูง อันเป็นผลมาจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้สินต่างๆ ทดลองการจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

โดยหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และหาวิธีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ส่งเสริมให้นำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในร้านค้าของสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากการส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีอย่างจริงจัง ส่งผลให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% รวมทั้งยังนำข้อมูลทางบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ด้วยการนำมาเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อสมาชิกเข้ามาจำหน่ายยังสหกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์ อาทิ สหกรณ์ได้มีการซื้อปุ๋ยมาผสมเองและขายให้สมาชิกในราคาถูก โดยสหกรณ์จะมีเครื่องตรวจวิเคราะห์ดินที่สมาชิกสามารถนำดินตัวอย่าง มาวิเคราะห์ว่าสภาพดินในพื้นที่ทำเกษตรของตัวเองเป็นอย่างไร ควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับสมาชิกในเรื่องของการส่งเสริมการทำบัญชีและทำให้สมาชิกสามารถลดหนี้คงค้างได้นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกเกิดการยอมรับ มีความรักความสามัคคี ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีแนวทางดำเนินงานโดยนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) มาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ฯ และข้อมูลของตนเองได้ ผ่านนวัตกรรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่าง Smart 4M เป็นต้น

ปัจจุบัน นอกจากครูนิตยาจะเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด แล้ว ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นครูบัญชีอาสา ที่เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบัน ยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของแปลงสาธิตในโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งมีการทำเกษตรผสมผสาน จากการได้ลงมือทำในโครงการดังกล่าวและนำเรื่องการทำบัญชีเข้ามาใช้ ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เพียง 1 ปี ก็สามารถสร้างรายได้และคืนทุนจากการลงทุนไปทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช ขุดสระน้ำและเลี้ยงปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม

“จากการทำแปลงสาธิตโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แล้วนำข้อมูลจากการทำบัญชีเข้าไปวางแผนการบริหารต้นทุนการใช้จ่าย เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการทำบัญชี และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสา ก็ได้นำความรู้ดังกล่าวจากแปลงต้นแบบที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ ไปแนะนำให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้นำไปปรับใช้ โดยใช้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน” นางนิตยา กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516056

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19  ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมประชุมร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในภาคเหนือตอนบน

รมว.อว. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลคาดหวังให้อว.เป็นกำลังให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศ เรื่องที่ถูกมองว่ากำลังเป็นปัญหาของประเทศ อว.เห็นว่าคือโอกาสทำงาน สถาบันอุดมศึกษาอย่าเล็งเพียงความเป็นเลิศด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีส่วนพัฒนาจังหวัด พัฒนาการศึกษาและการสาธารณสุขของประเทศจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน อว.

ในปี 2564 ขอฝากชาวมหาวิทยาลัยคิดและพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือ เรื่องเกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา อว.และสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองและมีส่วนร่วมกับประชาชนปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่ก้าวล่วงและละเมิดบุคคลอื่น กิจกรรมนักศึกษาในนามมหาวิทยาลัยต้องให้สาธารณชนเห็นว่านิสิตนักศึกษามีความจงรักภักดีในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เหมือนคนไทยทุกคน มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเยาวชนในทิศทางที่ตรงกับความสนใจกับเยาวชนไทยในยุคไซเบอร์ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ซึมซับรากเหง้าของความเป็นไทย พร้อม กับการเติบโตก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง รวมทั้งหารือกันว่าทำอย่างไรบัณฑิตจะเข้าสู่งานอาชีพใหม่และใช้ชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลงของโลกได้มีความสุข

เรื่องที่สองคือ ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-2019 (COVID -19) อว.เห็นว่าเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพ อว.เข้าร่วมแก้ปัญหาให้รัฐบาลและประชาชนที่ได้ผลกระทบโดยตรงหลังโควิดด้วยโครงการ อว.จ้างงานประชาชนในพื้นที่ทำงานให้มหาวิทยาลัย 400,000 คนเศษ ในปี 2563 ส่วนของบัณฑิตจบใหม่มีโครงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท 100,000 ทุน ศึกษาต่อในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น การเกษตร อาหาร สาธารณสุข พลังงานโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ออกไป แรงงานระดับปริญญาที่อยู่ในระบบ จะมีการ Re-skill Up-Skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้แรงงานปรับตัวให้ทันกับอาชีพใหม่

เรื่องที่สามคือ นำศักยภาพของ อว.และสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจาก อว.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ควรเร่งกระจายองค์ความรู้และโอกาสเข้าช่วยพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยอว.มีแนวคิดจะให้ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆของรัฐบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ด้วยการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคม โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ หน่วยงานสนับสนุนการสร้างและใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับชุมชนสังคมและคุณภาพชีวิตคนไทย

จากนั้นภาคบ่าย รมว.การอุดมศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลดำเนินการโครงการ อว.จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ณ ชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โครงการ อว. จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 25 อำเภอของจ.เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ระยะที่ 1 จ้างงานมี 70 คน ระยะที่ 2 มี 192 คน ให้ผู้ได้รับการจ้างงานเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ตลอดจนงานวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้จัดทำแผนส่งเสริมพัฒนาผลกระทบที่เกิดในชุมชน ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ มีฐานข้อมูลเพื่อใช้วางแผนพัฒนาอาชีพให้ชุมชน ตรงความต้องการของชุมชนมากขึ้น

ด้านผศ.เกษม กุณาศรี ผอ.ศูนย์ประสานงานอพ.สธ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการจะยกระดับชุมชน เรื่องทรัพยากรชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องกายภาพ ชีวภาพ แล้วก็ภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกมาให้ชาวโลก คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้นำไปใช้ ซึ่งการสำรวจนั้นทำให้เด็กได้ประสบการณ์ ในเรื่องของการเอาไปต่อยอดด้านงานอาชีพ และอีกอย่าง เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะเกิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาด้านการ
ท่องเที่ยวของประเทศเรา

ส่วนน.ส.นนทิชา พวงแก้ว และน.ส.พรทิพย์ พึ่งจาบ ผู้รับจ้างงาน อว. เฟส2 เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จบมาทางด้านสายงานการ
ท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 มีการปิดรับนักท่องเที่ยว พอมีประกาศจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงเข้าร่วมโครงการนี้ งานที่รับผิดชอบคือ เก็บข้อมูล สำรวจ รวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลทั้งหมด 9 หมู่บ้าน เก็บข้อมูลทั้งด้านชีวภาพ กายภาพ แล้วก็โบราณวัตถุ แล้วนำมาทำในใบงาน 9 ใบงาน ข้อมูลบางอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น พืชใกล้สูญพันธุ์ โบราณวัตถุที่หายาก ทำให้เราได้รู้ข้อมูลต่างๆมากขึ้น อยากฝากว่า อยากให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะเป็นโครงการที่ให้ความรู้หลากหลาย นำไปต่อยอดเรื่องท่องเที่ยวที่เราเรียนมาได้

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515262

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้  เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ใช้งานวิจัยทลายกำแพงส่งออกมะม่วงไปสหภาพยุโรปสำเร็จ เป็นครั้งแรกของไทยใช้น้ำร้อนปราบแมลงวันผลไม้อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สยบแมลงวันผลไม้ได้ผล ไม่กระทบคุณภาพผลผลิต ใช้ต้นทุนต่ำ ระยะเวลาสั้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ผู้ประกอบการรายเล็กทำเองได้ สหภาพยุโรปจัดหนักอ้าแขนรับมะม่วงไทยแล้วกว่า 167 ตัน สวิตเซอร์แลนด์แฟนพันธุ์แท้นำเข้าอันดับ 1

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่การผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกยังมีปัญหาด้านคุณภาพ เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะปัญหาแมลงวันผลไม้ชนิดBactrocera dorsalis (Hendel) แมลงศัตรูสำคัญด้านกักกันพืช มีพืชอาหารกว้างจึงเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วและต่อเนื่องตลอดปี จัดเป็นแมลงศัตรูทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด เช่น มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เนื่องจากประเทศคู่ค้ากลัวแมลงวันผลไม้ติดไประบาดภายในประเทศ ดังนั้น จึงกำหนดเงื่อนไขนำเข้าโดยให้กำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเสนอวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วงให้พิจารณาก่อนที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ จากผลการทดลองพบว่าการนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมะม่วง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา ผลปรากฏว่าวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวได้รับการยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงที่ผ่านการแช่น้ำร้อนไปกลุ่มสหภาพยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ได้รวม 13 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2563 ไทยได้ส่งออกมะม่วงไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแล้วรวมปริมาณทั้งสิ้น 167,574 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,617,591 บาท โดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการนำเข้ามะม่วงจากไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี

วิธีการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวประเทศไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นครั้งแรก เป็นวิธีการที่ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยการอบไอน้ำ โดยตู้อบไอน้ำขนาดเล็กขนาด 2.5 ตัน ราคาประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาดกลาง 350 กิโลกรัม ราคาประมาณ 480,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถลงทุนทำได้เอง ทำให้มะม่วงผลสดจากประเทศไทยมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ปัจจุบันมีโรงงานแช่น้ำร้อนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้วรวมจำนวน 11 โรงงาน

“การแช่น้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วง สามารถใช้ได้กับไม้ผลหลายชนิดในเชิงอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลาสั้นในการดำเนินการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมากคุ้มค่ากับการลงทุน หากไม่มีปัญหาเรื่องสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019คาดว่าปริมาณและมูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องสูงกว่า 10 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากมะม่วงไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวยุโรปด้วยรสชาติที่มีความหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากมะม่วงที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากอินเดีย และบังกลาเทศ ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร 0-2579-5583”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514498

รายงานพิเศษ :  ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง  ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยภาพรวมปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนม ชี้เติบโตและขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะ 10 ปี รวมทุนดำเนินงานกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทเน้นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ประเมินความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภทพร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชี เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ลดความเสี่ยงการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จินดา เสถียรุจิกานนท์

นางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นว่า อาชีพเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารมีคุณค่า มีอาชีพมั่นคงเป็นหลักแหล่ง ทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรวมกลุ่มดำเนินการในรูปสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริ หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนจึงร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาต่อเนื่อง ด้านจัดการฟาร์มโคนมและแปรรูปอุตสาหกรรมนมครบวงจร และได้รับการยอมรับระดับสากลว่า ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปี 2562 มีสหกรณ์โคนมรวม 94 สหกรณ์ จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 19,389 คน

สำหรับธุรกิจของสหกรณ์โคนม คล้ายธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรับฝากเงิน ส่งเสริมให้สมาชิกออม นอกเหนือจากถือหุ้น 2.ธุรกิจให้สินเชื่อ ช่วยเหลือสมาชิกด้านเงินทุน เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้เงินทุนค่อนข้างมาก 3.ธุรกิจรวบรวมแปรรูปผลผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ โดยรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก จำหน่ายให้บริษัทเอกชนหรือสหกรณ์อื่น สำหรับสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปนม จะนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์นมยูเอชที และไอศกรีม สำหรับผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ส่วนใหญ่จำหน่ายให้โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) บางสหกรณ์กำลังผลิตของเครื่องจักรมีมาก ก็รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์นมให้บริษัทเอกชนเพื่อสร้างรายได้ให้คุ้มค่าการลงทุนเครื่องจักร

4.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิก ได้แก่ เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับอาหารสัตว์บางสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายด้วย 5.ธุรกิจทำฟาร์มโคนม สำหรับธุรกิจนี้สหกรณ์ต้องพัฒนาคุณภาพฟาร์มและน้ำนมดิบให้มีมาตรฐาน จึงเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนและแรงงานค่อนข้างมาก 6.ธุรกิจขายและให้บริการด้านเครื่องดื่มและอาหาร เป็นธุรกิจใหม่ที่ได้รับความนิยม และขยายตัวเพิ่มขึ้นรองรับภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัว และปรับตัวให้เข้าชีวิตวิถีใหม่ ที่เรียกว่า ยุค New Normal เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ซึ่งขยายช่องทางจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์เปิดธุรกิจใหม่ “ร้านแฟรนไชส์ หนองโพ Cafe”ขายแฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนที่สนใจ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ดีลิเวอรี่ที่เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนมในเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2562 ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีปริมาณมากที่สุดร้อยละ 45.15 รองลงมาเป็นธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและแปรรูปในส่วนทุนดำเนินงานของสหกรณ์ 14,315.29ล้านบาท เป็นหนี้สิน 10,250.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.60 ในหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้และเครดิตการค้า 7,315.20 ล้านบาท และเป็นทุนของสหกรณ์ 4,065.27 ล้านบาท ส่วนของสินทรัพย์ทั้งสิ้นสหกรณ์ลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 5,010.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35

นางสาวจินดากล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม ที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น มีการพัฒนาให้ทัดเทียมธุรกิจเอกชน กรมมุ่งเน้นให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกรมฯ ในการปฏิบัติงานสอบบัญชี เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีและมาตรฐานสอบบัญชีจึงจำเป็นต้องมีหลักการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์อย่างถี่ถ้วนรอบด้าน อาทิ ด้านคุณภาพน้ำนมดิบ ควรสอบทานกระบวนการรวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ว่าปฏิบัติตามระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยดูการปฏิบัติจริง และสอบถามเจ้าหน้าที่และสมาชิกที่มาส่งน้ำนมการวิเคราะห์การสูญเสียในแต่ละรอบการผลิต เนื่องจากการผลิตสินค้าจะมีการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจึงควรวิเคราะห์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและหาความแตกต่าง หรือสิ่งผิดปกติ การสอบทานสัญญาและเงื่อนไขตรวจสอบว่า สหกรณ์ติดตามลูกหนี้การค้า หรือประสานงานกับตัวแทนอย่างไร หากเก็บมาแล้วไม่นำส่งสหกรณ์มีมาตรการเช่นไร นอกจากนี้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสหกรณ์วางแผนบริหารเงินทุนที่ได้มาและใช้ไปเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เหมาะสม รวมถึงกำหนดราคาขาย วิเคราะห์หรือเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละธุรกิจ และการบันทึกค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบเอกสาร อนุมัติรายการ วิเคราะห์ เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นสิ่งหรือรายการที่ผิดปกติ

“สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ มีประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดในอนาคตได้ และประเมินความเสี่ยงว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร รวมทั้งสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดีและได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512553

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม  ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : ‘สุริยะ ชูวงศ์’เกษตรกรดีเด่นบัญชีฟาร์ม ยึดปรัชญาศก.พอเพียงนำทางสู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุริยะ ชูวงศ์ เปิดเผยว่า ตนเองสืบสานพระราชปณิธานด้านเกษตรและยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2526 หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ร.9 ณ สวนจิตรลดา ซึ่งทรงอธิบายและสอนการทำเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงสอนให้เป็นคนรอบรู้ รอบคอบ ช่างสังเกต เมื่อได้รับพระราชดำรัสก็น้อมนำทฤษฎีไร่นาสวนผสมและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางพัฒนาสวนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบของการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกผลไม้ปลอดสารพิษ เช่น ชมพู่ ละมุด มะนาว มะละกอ มะยงชิด กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ตาลโตนด เป็นต้น

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการจดบันทึกทางบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ และมีการวางแผนการผลิต การตลาด และหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัวอย่างเป็นระบบ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการจดบันทึกมาคิดวิเคราะห์ ภายใต้การแนะนำจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปวางแผนในการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องกับกลไกการตลาดเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตเคยประสบปัญหาในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการวางแผนการผลิตกล้วยหอมทองที่ผิดพลาดจนผลผลิตออกมามากในช่วงสินค้าล้นตลาด ทำให้ขายได้ราคาตกต่ำ แต่เมื่อนำข้อมูลจากการจดบันทึกทางบัญชีมาวิเคราะห์ จึงทำให้รู้ว่า ในช่วงเทศกาล กล้วยหอมทองจะเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในท้องตลาดมีผลผลิตจำหน่ายน้อยมาก สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ จึงปรับเปลี่ยนวางแผนการเพาะปลูกกล้วยหอมทองเพื่อให้ได้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคาดี

“จากประสบการณ์ที่เรียนรู้และปฏิบัติมาตลอดชีวิต ปัจจุบันจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สนใจ ที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน และยังรับเชิญเป็นวิทยากรทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร่พืชสวนแบบผสมผสาน รวมถึงเทคนิคและวิธีการทำการเกษตรต่างๆ ที่ตนทำมาแล้วประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้ที่มารับความรู้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเน้นย้ำกับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ทุกครั้งว่า จะต้องทำบัญชีในทุกกิจกรรมที่ทำ แล้วนำข้อมูลที่จดบันทึกไว้มาวิเคราะห์วางแผนการผลิต จึงจะทำให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ เพราะองค์ความรู้ทางบัญชีจะเป็นอาวุธทางปัญญาที่ส่งผลให้การผลิตภาคการเกษตร ผ่านพ้นความเสี่ยงจากกลไกทางการตลาดที่มีผลต่อการกำหนดราคาพืชผลทางการเกษตร”นายสุริยะ กล่าว

ด้านนางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีสู่เกษตรกร ให้ทำบัญชีได้ใช้บัญชีเป็นในภาคครัวเรือนและภาคการเกษตร มาแล้วตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบการเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง โดยเกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ทางบัญชีนอกจากจะรู้รายรับ รายจ่าย รู้ตัวตนแล้ว ข้อมูล ที่ได้บันทึกจากการประกอบการทำเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตลาด รวมถึงต่อยอดพัฒนาพืชผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ สำหรับนายสุริยะ ถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่กรมฯ เข้ามาแนะนำ และจากการจดบันทึกทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นายสุริยะรู้แต่ละรายการว่าจะมีรายได้ในช่วงไหนเท่าไหร่ ผลผลิตจะออกเดือนไหน ได้เรียนรู้และนำไปพัฒนาทางความคิดในวิชาชีพเกษตรกรของเขาโดยใช้หลักบัญชี การจดการรับจ่ายในครัวเรือนตลอดจนบันทึกบัญชีต้นทุนอาชีพได้ ซึ่งนายสุริยะ นับว่าเป็นเกษตรกรต้นแบบคนหนึ่งที่กรม ภูมิใจ เพราะนอกจากนำระบบการบันทึกทางบัญชีมาใช้ด้วยเองจนประสบความสำเร็จแล้ว ยังทำหน้าที่ครูบัญชีอาสา นำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้เกษตรกรคนอื่นๆ

รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกอีกว่า ก่อนที่ทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเข้ามาสอนแนะ นายสุริยะก็มีหลักคิด มีวิธีการที่ดีในการทำการเกษตรและมีวินัยทางการเงินที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับองค์ความรู้ด้านบัญชีเพิ่มเติม ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับการจดบันทึกทางบัญชีที่เป็นระบบมากขึ้น เมื่อจดบันทึกแล้วความคิดก็เป็นระบบมากขึ้น เกิดการวางแผนที่ดีออกแบบการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเห็นว่านายสุริยะเป็นผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมที่ไม่มีหนี้สิน เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรและเป็นแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ มาให้ความสำคัญกับการทำบัญชี

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสุริยะ ชูวงศ์ นับเป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ยอมรับและทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรและการตลาดที่มีผลกระทบต่อการเกษตรที่ทำอยู่ ส่งผลให้มีความพร้อมในการปรับตัวฝ่าวิกฤติที่เกิดขึ้นสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในภาคการเกษตรและการดำเนินชีวิตในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำระบบบัญชีมาเป็นคู่มือในการพัฒนาตนเองจากเกษตรกรทั่วไป ขึ้นเป็นนักเกษตรยุคใหม่ที่คิดเป็นระบบสู่การวางแผนและบริหารจัดการการเกษตรของตนเองด้วยระบบบัญชี”รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512303

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’  กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว

รายงานพิเศษ : เฉลิมพระชนมพรรษา‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ39.5ล้านตัว

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 1 ล้านตัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็น
พระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดย นายจรัลธาดา กรรณสูตองคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ท่าชัยยุทธ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงวันที่ 12 สิงหาคม 2563 หรือวันแม่แห่งชาติ ในปีนี้ กรมประมงได้ จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 9 ชนิด ประกอบด้วยพันธุ์ปลาไทย 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสร้อยขาว ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาจาด ปลาชะโอน ปลากระโห้ และปลาสวาย จำนวน 400,000 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 600,000 ตัว เพื่อปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ กรมประมง ยังดำเนินการปล่อยพันธุ์น้ำลงสู่แหล่งน้ำที่เหมาะสมในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 39.5 ล้านตัว เป็นการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำที่สำคัญของชุมชนก่อให้เกิดอาชีพด้านการประมง และเพิ่มพูนรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น สร้างกิจกรรม และเสริมสร้างความสามัคคีให้แก่ชุมชน และที่สำคัญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านประมง และเป็นการสนองตามพระราชดำรัสของพระองค์ที่ทรงห่วงใยต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมด้วย

ทั้งนี้ การจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำดังกล่าวนี้ เป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้นและอนุรักษ์ปลาหายากไว้ รวมไปถึงการฟื้นฟูและช่วยขยายพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประจำทุกปี กรมประมงได้ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ท่าชัยยุทธ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังผลให้บริเวณแห่งนี้มีกุ้งก้ามกรามชุกชุม
สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างมาก จนชาวบ้านต่างพร้อมใจกันเรียกกุ้งก้ามกรามเหล่านี้ว่า “กุ้งสมเด็จฯ”

ดังนั้น ในโอกาสอันดีนี้ กรมประมงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลอง ให้สะอาดสวยงาม เพื่อให้ฟื้นคืนความสมบูรณ์ดังเดิม…อธิบดีกรมประมง กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511552

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน โดยการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง โดยได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรม ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าให้สหกรณ์ โดยมีนวัตกรรม Smart4M ที่สามารถใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย Smart Me แอพพลิเคชั่นสำหหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้ในการบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชันสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชันสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ได้อีกด้วย

ด้าน นายสมเกียรติ วงศ์สอน ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจ อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจากการสหกรณ์ฯ ได้มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายประเภท และการดำเนินงานที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชี ที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำเพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิกสหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดย นางสาวสิรัชชา วิเศษรจนา เจ้าหน้าที่การเงิน แทนผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจาก ในขณะนั้นสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลายด้านและมีแนวโน้มปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายจัดการจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลด้านการเงินการบัญชีที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ในการนำเสนอผู้บริหารสหกรณ์เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนและติดตามงาน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง

จากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้
โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบ ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

นางสาวลภัสรดา บัวโพธิ์เจ้าหน้าที่บัญชีสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า การบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจง่าย และสามารถจัดพิมพ์รายงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของแต่ละแผนกได้ครบถ้วน การปิดบัญชีประจำวัน ประจำเดือน และประจำปีจึงเป็นเรื่องง่ายและสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่างๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชี นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Memberซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511347

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลามากกว่า 55 ปี ที่กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาแล้วมากกว่า 3,000 โครงการ เก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,743 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.88 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 576,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.37 ล้านไร่ พร้อมทั้งยังนำมากำหนดแนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” โดยให้ความสำคัญในการเร่งรัดดำเนินงานโครงการอันเนื่ิองมาจากพระราชดำริเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ยังนำพระราชกระแสของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงให้ สืบสาน รักษา ต่อยอด และเร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรได้ตามพระราชประสงค์มาดำเนินการ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานดำเนินการนั้น สามารถแก้ไขความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลประโยชน์ที่ได้รับนอกจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพิ่มแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค บรรเทาอุทกภัย และนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าระบบเพื่อการจัดการที่เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องเและเชื่อมโยงกัน นำไปสู่การวางแผนพัฒนาแต่ละลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจน

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จึงนับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกของพระองค์ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจัน 2 อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งดังกล่าว ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในตำบลยางหัก มากกว่า 7,300 ไร่ได้ทั่วถึง ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะรายได้ที่ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปเพราะการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผล พากันกลับสู่บ้านเกิดด้วยความหวังในชีวิตที่เกิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัย เมื่อครั้นพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำและปัญหาในด้านน้ำมากเป็นพิเศษ เช่น เมื่อครั้งพายุโซนร้อนเซินกา พัดถล่มภาคอีสานทำให้ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เสียหาย พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รีบปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ให้ใช้การได้โดยเร็ว และทรงรับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

กรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2561 ทำให้ราษฎรบ้านห้วยทรายหมู่ที่ 4 บ้านพังขว้างเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลพังขว้าง และบ้านขมิ้น หมู่ที่ 2บ้านพาน หมู่ที่ 8 ตำบลขมิ้น อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร รวม 1,223 ครัวเรือน 4,584 คน มีน้ำใช้ทำเกษตรและอุปโภคบริโภคเพียงพอ และส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรในฤดูแล้ง 1,000 ไร่ และฤดูฝน 3,000 ไร่ ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 100 โครงการ รวมทั้งยังทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงมีพระราชกระแสให้สืบสาน รักษา ต่อยอด และเร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร

ดร.ทองเปลวกล่าวด้วยว่า ปีนี้ (2563) กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ เช่น โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อปี 2520 มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า “….ควรพิจารณาสร้างฝายทดน้ำหรือเขื่อนทดน้ำตามความเหมาะสมในลำน้ำเลยตอนล่าง เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกผืนใหญ่สองฝั่งแม่น้ำเลย ในเขตอำเภอเชียงคาน โดยระบายน้ำจากเขื่อนเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำเลยตอนบนลงมาเสริมปริมาณน้ำธรรมชาติที่ฝายทดน้ำหรือเขื่อนทดน้ำเลยตอนล่างดังกล่าว….”

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ โดยก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปิดกั้นแม่น้ำเลยก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ประกอบด้วยงานสำคัญๆ ได้แก่ การก่อสร้างปตร.ศรีสองรักปิดกั้นระหว่างลำน้ำเลยกับลำน้ำโขง ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยช่วงน้ำหลากจะยกบานประตูเพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเลยลงแม่น้ำโขง ส่วนช่วงน้ำโขงหนุน ประตูจะปิดบานกั้นน้ำโขงไม่ให้ไหลเข้ามาในแม่น้ำเลย รวมทั้งทำหน้าที่สำคัญในการทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำเลยไว้ใช้ในฤดูแล้ง การก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำเลยแบบให้เรือสัญจรผ่านได้ ระบายน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ ยังจะขุดช่องลัดเชื่อมแม่น้ำเลยที่บ้านคกมาก หมู่ 3 อำเภอเชียงคาน ความยาว 1 กิโลเมตร เพื่อย่นระยะเวลาระบายน้ำด้านท้ายแม่น้ำเลยให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งก่อสร้างระบบส่งน้ำ สถานีสูบน้ำถาวรอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเก็บน้ำส่งให้พื้นที่การเกษตรสองฝั่งของแม่น้ำเลยกว่า 90,600 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 7 ตำบล มีประชากรได้รับประโยชน์รวมกว่า 9,287 ครอบครัว อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภค-บริโภคให้ภาคการท่องเที่ยวเมืองเชียงคานได้อีกปีละ 1.02 ล้านลบ.ม. และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในอำเภอวังสะพุง อำเเภอเมือง และอำเภอเชียงคาน โดยใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาทคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ คือ ปี 2565

นอกจากนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานยังดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งโครงการนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า “..ควรพิจารณาเลื่อนเขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีมาก่อสร้างใต้ลงไปที่พิกัด 47PQT984-485 ซึ่งอ่างเก็บน้ำอาจเล็กลง แต่ปัญหาเรื่องที่ดินภายในอ่างเก็บน้ำมีน้อย สามารถทำการก่อสร้างได้…”

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริ ไปศึกษาความเหมาะสม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน กระทั่งวันที่ 2 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริณ บริเวณพื้นที่บ้านยางนาดี ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า และพื้นที่บ้านละหานค่ายตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ งบประมาณ 3,100 ล้านบาท

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาางความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่เกษตร เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 75,000 ไร่ และฤดูแล้ง 30,000 ไร่ รวมทั้งยังบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและเขตเกษตรกรรม เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และสนับสนุนการประมง ตลอดจนรองรับแผนพัฒนาที่เพิ่มขึ้นให้เต็มศักยภาพในลุ่มน้ำชีอีกด้วย

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า 3,000 โครงการที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดขึ้นอีกหลายโครงการในอนาคต ล้วนแต่สร้างประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงในด้านน้ำให้กับประเทศชาติอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511160

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานในการจัดทำผังน้ำและรายการประกอบ “ผังน้ำ” เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ทั้ง 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566

“ผังน้ำ” หมายถึง แผนที่หรือแผนผังแสดงระบบทางน้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงทางออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ระบบทางน้ำดังกล่าวครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง กุด ป่าบุ่ง ป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนอง พื้นที่ลุ่มต่ำ ทางน้ำหรือพื้นที่อื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น โดยทางน้ำดังกล่าวอาจมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีหรือบางช่วงเวลาก็ได้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมาสทนช. ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม ตลอดจนกำหนดรูปแบบแผนที่ผังน้ำ ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ของลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้จึงต้องจัดการระบบเส้นทางน้ำ หรือ “ผังน้ำ” เพื่อกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำ แจ้งให้ประชาชนทราบถึงพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยระดับต่างๆ และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม

“โดยเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ต้องการให้การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดเอกภาพและเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมีการวางผังทางน้ำและทิศทางการไหลของทางน้ำทั้งระบบขึ้นมาก่อน ซึ่งการวางผังน้ำดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แผนแม่บท และแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ อีกทั้งผังน้ำที่จัดทำขึ้น จะนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในภาพรวมของประเทศให้เกิดประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบต่อไปได้” เลขาธิการสทนช. กล่าว

“ผังน้ำ” ที่ สทนช. จัดทำขึ้นนี้ เป็นการดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีความเหมาะสมและความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้

เพราะก่อนที่จะได้ผังน้ำในแต่ละลุ่มน้ำออกมานั้น จะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำศึกษา วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การศึกษาทบทวนข้อมูลและรายงานที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาที่ผ่านมาแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำต่างๆ รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ และรายงานการศึกษาที่ผ่านมาของหน่วยงานต่างๆ รูปแบบและแนวทางการใช้งานของผังน้ำจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะ กฎหมาย มาตรการต่างๆ ในการนำผังน้ำไปประยุกต์ใช้งานในทางปฏิบัติ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยข้อมูลทุติยภูมิต้องมีที่มาและแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ก็จะมีรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะสภาพกายภาพ การใช้ที่ดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ประชากร การตั้งถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาของพื้นที่ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา พื้นที่แก้มลิงแม่น้ำ พื้นที่จังหวัด รวมทั้งวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของพื้นที่ลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ทิศทางการบริหารทรัพยากรน้ำ จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ มาเชื่อมโยงแผนความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำในทุกๆ ด้านทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต จากนั้นถึงจะมากำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจัดทำผังน้ำ โดยต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผังน้ำที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ สทนช. ได้จัดทำผังน้ำตัวอย่าง คือ ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจัดประชุมปัจฉิมเทศโครงการ และประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดกรอบจัดทำผังน้ำที่เหมาะสมมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ จนได้ออกมาเป็นแผนที่และแผนผัง ประกอบด้วย

แผนที่แสดงขอบเขตผังน้ำ และระบบทางน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ แผนผังแสดงพื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนองและพื้นที่ลุ่มต่ำ แผนที่แสดงความจุลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติต่างๆ แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติ 2 ปี 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี ผังระบบระบายน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ผังน้ำท่า และความต้องการน้ำในรูปแบบของไดอะแกรม

ล่าสุด สทนช. ได้ขยายผลจัดทำผังน้ำจากลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี สู่ลุ่มน้ำอื่นๆ อีก 8 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลองสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2564 จากนั้นก็จะดำเนินการศึกษาจัดทำผังน้ำจนครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 2566 และเมื่อผังน้ำถูกประกาศแล้ว จะทำให้การบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงานจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นระบบมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกัน สามารถช่วยบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สามารถรักษา เส้นทางน้ำ ไม่สูญหายและถูกเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ไม่นานประเทศไทยก็จะมี “ผังน้ำ” ใช้แล้ว การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจะได้มีเอกภาพและเป็นระบบเสียที…

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510882

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล  เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย