รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476412

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง  รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งระบบสหกรณ์ พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ควรมุ่งเน้นการรวบรวมผลผลิตการเกษตร เพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้เกษตรกร พร้อมส่งเสริมการผลิตสินค้าปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในสหกรณ์ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ เพื่อสร้างรายได้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการร่วมงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย กรุงเทพฯว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติซึ่งในปีนี้ครบรอบ 104 ของการสหกรณ์ไทย นับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพให้กับประชาชน ปัจจุบันมีสหกรณ์จำนวนกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์มีนโยบายในการยกระดับสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยจะดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการของสหกรณ์ โดยเฉพาะเรื่องระบบการควบคุมภายใน ซึ่งคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการต้องร่วมกันวางแผนการจัดการตัวองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ลดปัญหาเรื่องข้อบกพร่อง 2.การพัฒนาด้านธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาชีพและรายได้ของสมาชิก ดังนั้น สหกรณ์ควรทำธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการและเอื้อต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ โดยกรมจะมุ่งเป้าไปที่สหกรณ์ภาคการเกษตร สนับสนุนให้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคามีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และการเก็บชะลอผลผลิตเพื่อยืดอายุหรือทยอยระบายผลผลิตสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ

ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ จะมุ่งเน้นการสร้างระบบการตรวจสอบภายในของสหกรณ์ ให้ความรู้กับสมาชิก ได้เข้ามามีส่วนในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานสหกรณ์ของตัวเอง เนื่องจากสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งกรมจะให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินให้กับสมาชิกผ่านทางออนไลน์ ให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่าสหกรณ์ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ และในส่วนของการกำกับดูแลสหกรณ์ซึ่งเป็นบทบาทของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลระหว่างที่สหกรณ์มีการประชุมใหญ่ คอยให้คำแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง และหากพบข้อบกพร่องเกิดขึ้นในสหกรณ์ ต้องมีแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามถึงตัวสมาชิกหรือสหกรณ์อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งภาคออมทรัพย์และภาคการเกษตร เนื่องจากปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมจึงมีโครงการเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีเงินเหลือพอชำระหนี้คืนสหกรณ์ และใช้กลไกสหกรณ์เข้ามารองรับนโยบายของภาครัฐ ส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ซึ่งขณะนี้ กรมดำเนินการตามนโยบายของรมว.เกษตรฯ เช่น สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าและผลผลิตสู่ผู้บริโภค และจะผลักดันให้สหกรณ์ผลิตสินค้าปลอดภัย โดยตั้งเป้าว่าจะมีสหกรณ์กว่า 100 แห่งเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน เป็นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สนใจจะกลับไปประกอบอาชีพการเกษตร มีคนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 7,500 คน โดยกรมจะดึงสหกรณ์แต่ละพื้นที่เข้ามาร่วมดูแลแนะนำให้ความรู้และช่วยเหลือการประกอบอาชีพ และหวังว่าคนกลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการสหกรณ์ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันผู้บริหารสหกรณ์ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 65-70 ปี จึงต้องเตรียมความพร้อมและสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งทั้งหมดนี้คือทิศทางขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งในปี 2563 นี้

รายงานพิเศษ : ‘วราวุธ’ สั่งสกัดไฟป่าภาคเหนือ เข้มลดจุดความร้อนให้เป็นศูนย์-ดับฝุ่นพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475329

รายงานพิเศษ : ‘วราวุธ’ สั่งสกัดไฟป่าภาคเหนือ เข้มลดจุดความร้อนให้เป็นศูนย์-ดับฝุ่นพิษ

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ จ.ลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันประจำปี 2563 ของ 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมเน้นย้ำข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน โดยที่ประชุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงและผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนจาก 9 จังหวัดภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานส่วนกลางและระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน

รมว.ทส. ได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้เข้มงวดดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากร เพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานนับจากนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2563 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคร่งครัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และข้อสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ได้ให้ไว้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 อาทิ ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยหลัก บูรณาการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หากฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานให้ประกาศห้ามเผาโดยทันที ให้นายอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ถึงระดับตำบล โดยเฉพาะตำบลเสี่ยงเผา ให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนการลาดตระเวนและดับไฟทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างเต็มที่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดใน9 จังหวัดภาคเหนือ ไปสู่การเป็นเกษตรปลอดการเผา ภายใน 3 ปี

สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขอให้ลดจุดความร้อนในพื้นที่ป่าให้เป็นศูนย์ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 พร้อมระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์เครื่องมือจากนอกพื้นที่ มาเสริมการลาดตระเวน เฝ้าระวังและดับไฟป่าไม่ให้ลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ และให้เข้มงวดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ“การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ รมว.ทส. เดินทางไปยังจุดสกัดป้องกันไฟป่าดอยพระบาท บริเวณอ่างเก็บน้ำวังเฮือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ตรวจเยี่ยมและปล่อยแถวกำลังพล พร้อมมอบถุงยังชีพ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ จิตอาสา และเครือข่ายภาคประชาชน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและดับไฟป่า เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและขอให้ทุกคนเดินหน้าช่วยกันป้องกันและดับไฟป่าอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยขยายผลสร้างการรับรู้สร้างแนวร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้อันมีค่าให้คงอยู่ถึงลูกหลาน

ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) พื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จะเริ่มดีขึ้นกว่าเดือนมกราคม 2563 แต่หากเทียบกับสถิติเมื่อปี 2562 ซึ่งเกิดสถานการณ์ระดับรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ ประกอบกับจากการติดตามสถานการณ์ไฟป่าผ่านดาวเทียมระบบ VIIRS พบจุดสะสมความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือถึง 19,364 แห่ง มากกว่าปี 2562 ที่ตรวจสอบพบ 10,449 แห่ง หรือมากขึ้นเกือบ 1 เท่าตัวโดย จ.ตาก พบ 4,213 แห่ง จ.เชียงใหม่ 3,541 แห่ง จ.ลำปาง 3,098 แห่ง จ.แม่ฮ่องสอน 2,151 แห่ง จ.ลำพูน 1,728 แห่ง จ.น่าน 1,624 แห่ง จ.แพร่ 1,412 แห่ง จ.พะเยา 828 แห่ง และ จ.เชียงราย 769 แห่ง

รมว.ทส. จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร อุปกรณ์ และเครื่องมือ เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า รวมทั้งให้การแก้ปัญหามลพิษและฝุ่นละอองในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รายงานพิเศษ : เปิดตัว… ‘แหล่งน้ำหนองหัวลิง มุกดาหาร’ นำร่องเข้าโครงการธนาคารผลผลิตฯปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475072

รายงานพิเศษ : เปิดตัว… ‘แหล่งน้ำหนองหัวลิง มุกดาหาร’ นำร่องเข้าโครงการธนาคารผลผลิตฯปี’63

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แหล่งน้ำหนองหัวลิง” เป็นแหล่งน้ำที่กรมประมงคัดเลือกเข้าร่วมโครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมในปีพ.ศ. 2563 โดยมีขนาดพื้นที่ 30.25 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านหนองกกเปลือย ตำบลหนองแวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร มีประชากร 95 ครัวเรือน จำนวนทั้งหมด 376 คน เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติของหมู่บ้าน โดยมีต้นไม้ล้อมรอบมีน้ำขังตลอดปีและมีต้นหัวลิงอยู่กลางหนองน้ำ จึงถูกเรียกขนานนามตามชื่อต้นไม้ว่า “หนองหัวลิง” เป็นแหล่งน้ำที่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านยกให้เป็นแหล่งหากินของชุมชน ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2527 ได้มีโครงการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะประโยชน์เพื่อกักเก็บน้ำใช้เพื่อการเกษตรของหมู่บ้าน

ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาบริหารจัดการแหล่งน้ำดังกล่าวให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดทุกมิติ กรมประมงจึงคัดเลือกแหล่งน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำนำร่องเข้าร่วมโครงการธนาคาร เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนในพื้นที่เข้มแข็งสามารถบริหารจัดการผลผลิตเกษตรด้านการประมงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมเป็นโครงการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำชุมชนและสร้างรายได้จากสัตว์น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ในการสนับสนุนด้านงบประมาณและข้อมูลวิชาการ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับราษฎรในพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปีเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 – 2564 โดยในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายดำเนินการโครงการทั้งหมด 80 แห่ง โดยจะดำเนินการในแหล่งน้ำแห่งใหม่ จำนวน 20 แห่ง และติดตามการดำเนินงานโครงการฯ เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่องในแหล่งน้ำแห่งเก่าปี 2562 จำนวน 20 แห่ง ในแหล่งน้ำแห่งเก่า ปี 2561 จำนวน 20 แห่ง และในแหล่งน้ำแห่งเก่าปี 2560 จำนวน 20 แห่ง

สำหรับกรอบแนวความคิดในการดำเนินโครงการธนาคารเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม จะเน้นการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนโดยชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมประมงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้คำปรึกษาด้านวิชาการและอำนวยการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนที่ชุมชนได้ร่วมกันพิจารณาจัดทำร่วมกันภายใต้กรอบการดำเนินโครงการ การนำองค์ความรู้ด้านต่างๆ มาปรับใช้ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เช่น การติดตามประเมินผลผลิตสัตว์น้ำที่ปล่อยเลี้ยงในแหล่งน้ำชุมชน การอนุบาลเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มอัตรารอดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำชุมชนหรือจำหน่ายเป็นรายได้ของโครงการ การประเมินผลจับสัตว์น้ำที่จับมาใช้ประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้นำมาใช้ประเมินความสำเร็จของโครงการ ในระหว่างการดำเนินการจะมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจกรรมโครงการ ราษฎรได้เรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ สร้างแรงจูงใจในการจัดการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนของตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเชื่อมโยงหลักการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนด้านการประมง เพื่อให้มีผลผลิตสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภคและสร้างรายได้เพื่อความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนและการดำรงชีวิตของราษฎรให้อยู่ดีกินดีชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

ในปีงบประมาณ 2563 นอกจากการตั้งเป้าผลักดันชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วนั้น ยังมีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้บทเรียนและประสบการณ์เพื่อที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในการบริหารโครงการในแหล่งน้ำชุมชนของตนเองและแหล่งน้ำอื่นต่อไปได้ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการสร้างเครือข่ายแหล่งน้ำชุมชนทั่วประเทศเพื่อการติดต่อประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการพัฒนางานด้านประมงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนตลอดจนการบริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำโครงการธนาคารสินค้าเกษตร : กิจกรรมสนับสนุนธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวแหล่งน้ำครั้งแรกอย่างเป็นทางการภายหลังได้เข้าร่วมโครงการกับทางกรมประมง ซึ่งนอกจากจะมีพิธีเปิดป้ายแหล่งน้ำของโครงการ กรมประมงได้เตรียมพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 1 ล้านตัว ได้แก่ ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน มาปล่อยบริเวณแหล่งน้ำชุมชนโดยรอบในอำเภอนิคมอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ติวเข้มชาวสวนพัฒนาคุณภาพทุเรียนGAPส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474276

รายงานพิเศษ : ติวเข้มชาวสวนพัฒนาคุณภาพทุเรียนGAPส่งออก

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านส่งเสริมการผลิต เผยว่า ระยะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกเริ่มทยอยให้ผลผลิตแล้ว โดยเฉพาะทุเรียน หนึ่งในสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศไทย มีตลาดส่งออกหลักคือ จีน ส่งออกมากถึงร้อยละ 80 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ. 9001 – 2556 : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร) และมาตรฐานสินค้าเกษตร : ทุเรียน (มกษ. 3-2556) เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตใช้เป็นแนวทางทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานที่กำหนด ผลผลิตสูงคุ้มค่าต่อการลงทุน กระบวนการผลิตมีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ผลผลิตเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้ข้อแนะนำแก่เกษตรกรในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากหน่วยงานรับรอง ดังนี้

1. มาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ. 9001 – 2556) 8 ข้อ คือ 1.1 ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสะอาด 1.2 ปลูกในพื้นที่ดี ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารพิษในดิน เลือกชนิดของไม้ผลให้เหมาะสมเพื่อป้องกันดินเสื่อมโทรม และพื้นที่ปลูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1.3 ใช้และเก็บ ปุ๋ย/สารเคมี อย่างถูกต้อง โดยจัดเก็บสารเคมีในสถานที่แยกจากที่พักอาศัย หรือที่ประกอบการ มีการระบายอากาศที่ดี, เก็บสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนพืช ให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ปะปนกัน เขียนป้ายชัดเจน, ใช้สารเคมีที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง โดยอ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีใช้ ช่วงเวลา และปริมาณที่แนะนำไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด, ไม่ซื้อสารเคมีที่ร้านค้าแบ่งขายหรือไม่ติดฉลาก และสารเคมีต้องบรรจุในขวด/ภาชนะบรรจุที่ปิดฝาขวด/กล่องเรียบร้อย ไม่ฉีกขาด, ห้ามใช้หรือเก็บรักษาสารเคมีที่ราชการประกาศห้ามใช้ (ตาม พรบ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม), ป้องกันตนเองขณะฉีดพ่นสารเคมีอย่างถูกต้อง และอาบน้ำสระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที ภายหลังพ่นสารเคมีทุกครั้ง, หยุดใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุไว้ในฉลาก และภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ห้ามนำมาใช้ใหม่อีก ให้ทำลายโดยการฝังดินให้ห่างจากแหล่งน้ำ และลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถคุ้ยขึ้นมาได้ ห้ามเผาทำลาย

1.4 จัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว โดยปฏิบัติและดูแลรักษาไม้ผลในสวน/แปลง ตามขั้นตอนสำคัญต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผนควบคุมการผลิต 1.5 เก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลา/ถูกวิธี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม ตามความสุกแก่ของผลผลิตที่ระบุไว้ในแผนควบคุมการผลิต, ใช้อุปกรณ์เก็บเกี่ยว ภาชนะบรรจุผลผลิตที่สะอาด และวิธีการเก็บเกี่ยวที่ป้องกันการกระแทก ไม่ทำให้ผลผลิตบอบช้ำ และมีการจัดการระบบการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามข้อกำหนดของลูกค้า 1.6 การพัก การขนย้าย และการเก็บรักษาผลผลิตให้สะอาดและปลอดภัย โดยวางพักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในสวน/แปลง บนวัสดุรองพื้นที่สะอาดก่อนการขนย้าย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรก, คัดแยกผลผลิตที่มีศัตรูพืชติดปะปนอยู่ออกจากผลผลิตที่มีคุณภาพ, คัดแยกผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพออกจากผลผลิตที่มีคุณภาพหลังจากการเก็บเกี่ยว, ทำความสะอาดภาชนะ เช่น ตะกร้า ฯลฯ และพาหนะในการขนย้ายผลผลิตก่อนและหลังใช้งาน, สถานที่เก็บรักษาผลผลิตต้องสะอาด มีวัสดุปูรองพื้น อากาศถ่ายเทได้ดีและมีการป้องกันสัตว์พาหะนำโรค, ขนย้ายผลผลิตด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความสกปรก/บอบช้ำเสียหาย

1.7 ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความเข้าใจหรือได้รับการอบรม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกสุขลักษณะ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขลักษณะส่วนบุคคลที่เพียงพอ ผู้ที่สัมผัสกับผลผลิตโดยตรงต้องมีการดูแลสุขลักษณะส่วนบุคคลและมีวิธีการป้องกัน และผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 1.8 จดบันทึกทุกขั้นตอนต้องบันทึกข้อมูลการใช้สารเคมี ประวัติการฝึกอบรม ข้อมูลผู้รับซื้อผลผลิต การปฏิบัติงานก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และเก็บรักษาข้อมูลการปฏิบัติงานและเอกสารสำคัญอย่างน้อย 2 ปี ของการผลิตติดต่อกัน และผลผลิตที่อยู่ระหว่างการเก็บรักษา ขนย้ายหรือบรรจุเพื่อจำหน่ายต้องมีการระบุรุ่นหรือรหัส

2. มาตรฐานสินค้าเกษตร : ทุเรียน (มกษ. 3-2556) 4 ข้อ คือ 2.1 มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ใช้กับผลทุเรียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Durio spp.วงศ์ Bombacaceae (พันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อนำมาบริโภคสด) 2.2 ชั้นคุณภาพ ประกอบด้วย 1) ชั้นพิเศษ (Extra Class) มีคุณภาพที่ดีที่สุด, มีลักษณะหนามสมบูรณ์, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 4 พู, ไม่มีตำหนิ และไม่มีความผิดปกติด้านรูปทรง 2) ชั้นหนึ่ง (Class I) มีคุณภาพดี, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 3 พู พูไม่สมบูรณ์อีก 2 พู และไม่ทำให้รูปทรงทุเรียนเสียไป3) ชั้นสอง (Class II) มีคุณภาพ, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 2 พู พูไม่สมบูรณ์อีก 2 พู และไม่ทำให้รูปทรงทุเรียนเสียไป

หมายเหตุ : ชั้นหนึ่งและชั้นสอง มีตำหนิได้เล็กน้อย จากกระบวนการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว/การขนส่ง เช่น รอยแผลเป็นหนามช้ำ (รวมต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ผิวทุเรียน) 2.3 คุณภาพของทุเรียนที่ดี ต้องเป็นทุเรียนทั้งผลที่มีขั้วผล ตรงตามพันธุ์ สด สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้ ไม่มีรอยแตกที่เปลือก ไม่มีศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อลักษณะภายนอกของผลทุเรียน ไม่มีร่องรอยความเสียหาย เนื่องมาจากศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อคุณภาพของเนื้อทุเรียน ไม่มีความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำหรือสูง และผลทุเรียนสุก ไม่มีความผิดปกติของเนื้อ ได้แก่ แกน เต่าเผา ไส้ซึม

2.4 ขนาดผลทุเรียน : ขนาดผลที่เป็นพันธุ์ทางการค้าทั่วไป ควรมีน้ำหนักต่อผล ดังนี้ 1) พันธุ์ชะนี ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม/ไม่มากกว่า 4.5 กิโลกรัม 2) พันธุ์หมอนทอง ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 6 กิโลกรัม 3) พันธุ์ก้านยาว ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4 กิโลกรัม 4) พันธุ์กระดุมทอง ไม่น้อยกว่า 1.3 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4 กิโลกรัม 5) พันธุ์นวลทองจันทร์ ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4.5 กิโลกรัม 6) พันธุ์พวงมณี ไม่น้อยกว่า 1.0 กิโลกรัม 7) พันธุ์หลงลับเเล ไม่น้อยกว่า 1.0 กิโลกรัม และ 8) พันธุ์อื่นๆ ที่เป็นพันธุ์ทางการค้า ไม่น้อยกว่า 0.5 กิโลกรัม

นอกจากข้อกำหนดข้างต้น การผลิตทุเรียนให้ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานความต้องการของตลาด ชาวสวนจำเป็นจะต้องศึกษาหาข้อมูลและติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งต้องมีการรับรองทั้งมาตรฐาน GAP และมาตรฐานโรงคัดบรรจุผลไม้ GMP ด้วย

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473814

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“อลงกรณ์” ปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเล หวังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกลือตกต่ำ พบปริมาณเกลือทะเลยังค้างสต๊อกในยุ้งฉาง และกำลังจะออกสู่ตลาดอีก 9 แสนตัน มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้กลไกสหกรณ์เร่งระบายเกลือสู่ตลาด ประสานเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดเป็นช่องทางกระจายเกลือสู่ผู้บริโภค พร้อมประสานองค์การสะพานปลาเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านประมงรับซื้อเกลือทะเลจากสหกรณ์เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าประมงด้วย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยรถคาราวานเกลือทะเล 500 ตัน ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และเครือข่ายขบวนการสหกรณ์ ร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมปล่อยคาราวานสินค้าเกลือทะเล เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการกระจายสินค้าเกลือทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายเกลือทะเลสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือแก้ปัญหาเกลือทะเลค้างสต๊อกในยุ้งฉางและเกลือทะเลที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลผลิต 2562/2563 หลังตรวจพบว่าปัจจุบันมีเกลือที่ยังค้างในยุ้งฉางสหกรณ์ 25,000 ตัน และคาดว่ากำลังจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางช่วยเหลือสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาครและสมุทรสงคราม โดยวางแผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ 800 แห่ง โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล 1 ครัวเรือน 1 ถุง(ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) 120 แห่งทั่วประทศ ช่วยนำเกลือทะเลไปจำหน่าย เป้าหมายแห่งละ 10 ตัน 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อเกลือทะเล เนื่องจากสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือทั่วประเทศ 18 แห่ง มีความพร้อมดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง ที่ต้องการใช้เกลือเป็นวัตถุดิบรักษาคุณภาพสินค้าประมง 11 แห่ง โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับแจ้งยอดการสั่งซื้อเกลือจากสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว 1,500 ตัน รวมมูลค่า 8,250,000 บาท

สำหรับผลดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือสหกรณ์ผู้ซื้อเกลือ โดยประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดให้ขอความร่วมมือสหกรณ์/สมาชิกแต่ละรายช่วยซื้อเกลือทะเล ประสานสหกรณ์ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ภายในจังหวัด ขอความร่วมมือช่วยกระจายสินค้าเกลือทะเล รวมทั้งประสานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล นอกจากนี้ ยังประสานสหกรณ์ผู้ผลิต/จำหน่ายเกลือ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด และผู้แทนสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เพื่อร่วมวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งลงพื้นที่สำรวจสินค้าเกลือทะเล ณ สหกรณ์การเกษตรนาเกลือเพชรบุรี จำกัด จ.เพชรบุรี และสหกรณ์กรุงเทพจำกัด จ.สมุทรสาคร ซักซ้อมแนวทางเตรียมความพร้อมของสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือ เพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเกลือทะเลไปใช้ผลิตสินค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ คุณคฑาวุท บุญมา ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โทรศัพท์ 08-1015-5739 และ 0-3270-6232

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473621

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ฤดูฝนอาจมาล่าช้ายาวไปถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้วิกฤติภัยแล้งยาวนานและรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และปฏิบัติให้ได้ สถานการณฺ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งปีนี้ต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และภัยแล้งขณะนี้

เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ในขั้นวิกฤติปริมาณน้ำที่ใช้งาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 ติดลบไป 131 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ -7.08% ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ต้องงดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด จัดสรรเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น เช่นเดียวกับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เหลือเพียง 7 ล้านลบ.ม. หรือ 5.51% เขื่อนลำพระเพลิงจ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17.84 ล้านลบ.ม. หรือ 11.61% เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 62.97 ล้านลบ.ม. หรือ 23.50% และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 18.56 ล้านลบ.ม. หรือ 10.43%

จะมีเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และเขื่อนสิริธร จ.อุบลราชธานี เท่านั้นที่ปีนี้ปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเขื่ือนลำปาว กรมชลประทานผันน้ำมาช่วยสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพื่อลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ ล่าสุด เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 1,143.48 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 57.75 ของปริมาณการกักเก็บ ส่วนเขื่อนสิริธรมีปริมาณน้ำ 1,520.15 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 77.32 ของปริมาณการกักเก็บ

สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืนของภาคอีสาน ค่อนข้างยากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง พื้นที่เหมาะสมสร้างอ่างเก็บน้ำมีน้อย แต่ใช่ว่าการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งหลายโครงการ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำโขง ล่าสุดมีการสำรวจพื้นที่ที่พัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นฝาย แก้มลิง ประตูระบายน้ำ กระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ลักษณะคล้ายๆถาดขนมครก อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดเล็กจะแก้ปัญหาได้ในพื้นที่แคบๆเท่านั้น ถ้าปีไหนฝนตกน้อย หรือฝนทิ้งช่วงนาน ปริมาณที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ยังจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มารองรับด้วย

ภัยแล้งปีนี้ มีเสียงจากคนอีสานพูดว่า….ถ้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล เป็นจริง ปัญหาภัยขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่วิกฤติแน่นอน เพราะถ้าจะนำน้ำโขงเข้ามาใช้ประโยชน์จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการระยะที่ 1 เสร็จแล้วเมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์เพื่อจัดหาบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง

“กรมชลประทานพร้อมบูรณาการร่วมกับสทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการโขง-เลย-ชี-มูลให้เป็นจริง เพื่อแก้ปัญหาน้ำได้ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่อีกด้วย จำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ซึ่งหากเพียงพอแล้ว รายได้ของคนอีสานจะเพิ่มขึ้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแน่นอน” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ที่ จ.เลย เนื่องจากมีค่าลงทุนสูงมาก จึงต้องแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โครงการระยะที่ 1 ที่กรมศึกษา มีเป้าหมายส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)

เขื่อนอุบลรัตน์ ปีนี้น้ำแห้งขอดมีปริมาณน้ำเหลือเพียงแค่ 450 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำที่ติดก้นอ่างฯเท่านั้น ทั้งที่เขื่อนแห่งนี้จุระดับกักเก็บถึง 2,431 ล้าน ลบ.ม. และมีความจุสูงสุด 4,640 ล้าน ลบ.ม. จึงยังมีพื้นว่างที่จะเติมน้ำได้อีกจำนวนมาก หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลากมาเติมไว้ ปัญหาขาดแคลนน้ำจะไม่เกิดขึ้น และยังจะมีน้ำไปเติมเต็มให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่รัฐบาลได้เร่งสำรวจเพื่อก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ก็จะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งส่งน้ำให้ได้ 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือน หรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤติแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง

บทเรียนจากภัยแล้งครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกแรงที่จะผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ให้เป็นจริง อีสานจะได้เขียวขจี มั่นคง
มั่งคง ยั่งยืนเสียที….

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472767

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องยอมรับความจริงว่า พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในฤดูแล้งปีนี้ ต้องเผชิญภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง ต้องรณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่องหรือนาปรัง เพราะน้ำต้นทุนมีจำกัด เพียงพอเฉพาะอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศของลำน้ำเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องคุมเข้มเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

“ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ต้องบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ และประชาชนควรใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า
ใช่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ลุ่มเจ้าพระยา มีลุ่มน้ำสาขาสำคัญ 4ลุ่มน้ำด้วยกันคือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวังลุ่มน้ำยม และลุ่่มน้ำน่าน แต่พอประสบภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือภัยแล้ง ลุ่มน้ำที่จะถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ลุ่มน้ำยม”ภัยแล้งที่กำลังเผชิญปีนี้เช่นกัน มีเสียงสะท้อนว่า เมื่อไหร่จะพัฒนาลุ่มน้ำยมเสียที ลุ่มน้ำสาขาอื่นล้วนแต่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนลุ่มน้ำยม ไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เลย ฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก ฤดูฝนน้ำเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมเป็นประจำทุกปี และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย

ฤดูแล้งปีนี้เช่นกัน ถ้าลุ่มน้ำยมมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนส่งมาหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) บรรเทาภัยแล้งขณะนี้ได้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม กรมศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยม จ.แพร่ทุกด้าน โดยทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและจัดการน้ำหลาก แผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง

สำหรับแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและการจัดการน้ำหลาก ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง และน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลาก ในจ.สุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล รวมทั้งยังปรับปรุงคลอง 2 สาย พร้อมกันคือ คลองหกบาทและคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ตลอดจนสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าแล้วเสร็จปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังใช้คลองปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเฉพาะคลองยม-น่านที่ยาวถึง 35 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำเป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในเขตโครงการชลประทานและพื้นที่ใกล้เคียงมีน้ำไว้ใช้ดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท และยังทำให้มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงคลองดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะปรับปรุงรูปแบบคลองจากดินขุดให้เป็นคลองดาดคอนกรีต ซึ่งลดพื้นที่ดำเนินโครงการแต่ยังรับน้ำได้ปริมาณตามแผนที่วางไว้ โดยคลองหกบาทจะระบายจากเดิม 250 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองยม-น่าน จะระบายน้ำจากเดิม 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำจากคลองหกบาทที่เหลืออีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะระบายลงแม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลไปอ.พรหมพิราม ก่อนลงแม่น้ำน่าน ซึ่งปรับปรุงแล้ว

ส่วนแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลางนั้น กรมชลฯน้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพพันธ์ 2525 ความตอนหนึ่งว่า “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

ที่ผ่านมากรมชลประทานนำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดเหมาะสมมีศักยภาพที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง ความจุระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง สร้างกั้นลำน้ำปีที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยาความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

“เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรในเขตชลประทานได้ถึง28,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 7,520 ครัวเรือน และยังส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จ.แพร่ ช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือนนอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าได้อีก 6.34 ล้านหน่วย/ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้วยลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ แม้จะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางได้ทั้ง 22 แห่งก็ตาม ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เมื่อนำมารวมกับปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้แค่ประมาณ 19% ของปริมาณน้ำท่าลุ่มน้ำยม จะแก้ปัญหาได้เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาที่สร้างอ่างเก็บน้ำเท่านั้น แต่ถ้าจะให้แก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ควบคู่ไปด้วย

จะใช้โอกาสวิกฤติภัยแล้ง ชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็น เพื่อขับเคลื่อนโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ต่อไปหรือจะหยุดโครงการไว้แค่นี้ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ….

รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472236

รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาพการณ์น้ำแล้งที่แต่ละพื้นที่ของประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจแตกต่างกันไป บางแห่งต้องงดทำการเกษตรที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก หรือบางพื้นที่ต้องงดการจ่ายน้ำประปาในบางช่วงเวลา

แต่ที่น่าเป็นกังวลและจะส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างได้หากขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ คือ บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการสร้างรายได้เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์กลางหลักในการบริหารจัดการน้ำ กระจายน้ำไปให้จังหวัดข้างเคียง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่น้ำต้นทุนมีน้อยในขณะนี้ จึงมีนโยบายให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจแบ่งปันทรัพยากรน้ำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ต่อมากรมชลประทานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด แบ่งปันน้ำสนับสนุนน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเกษตร พาณิชย์ อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวให้ภาคตะวันออกในช่วงหน้าแล้งสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ จะช่วยนำน้ำไปแก้ไขปัญหาขาดน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จ.ระยอง ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนดว่า จะมีการเริ่มแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจแบ่งปันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดมาให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ในจังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 1-25 มีนาคมนี้ โดยเป็นการปล่อยน้ำจากอ่างฯ ประแกด จ.จันทบุรี ในอัตรา 7.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที หรือวันละ 648,000 ลบ.ม. เพื่อส่งน้ำสนับสนุนให้กับอ่างฯ ประแสร์วันละ 432,000 ลบ.ม. ส่วนมวลน้ำที่เหลืออีก 216,000 ลบ.ม. จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำวังโตนดเป็นน้ำต้นทุนและรักษาระบบนิเวศให้พื้นที่ด้านล่างต่อไป

จากสถานการณ์ภัยแล้ง กรมชลประทานได้คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายน จะเหลือปริมาณน้ำในอ่างฯ ประแสร์ใกล้เคียงกับจุดเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ที่สุด จึงต้องทำการเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯ ประแสร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ ทั้งนี้การแบ่งปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กิจกรรมการใช้น้ำในจังหวัดระยองแล้ว ยังหมายรวมไปถึงการช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้จังหวัดชลบุรีด้วย เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกมีระบบท่อผันน้ำเป็นพวงเชื่อมโยงถึงกัน สามารถเชื่อมโยงปริมาณน้ำจากระยองไปชลบุรีได้ โดยอ่างฯ ในระบบประกอบไปด้วยอ่างฯ ประแสร์, อ่างฯ คลองใหญ่, อ่างฯหนองปลาไหล, อ่างฯดอกกราย, อ่างฯ หนองค้อ, อ่างฯบางพระ และกลุ่มอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในเมืองพัทยาอีก 5 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมการใช้น้ำในภาคเกษตรพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกไม่หยุดชะงัก สร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และนักลงทุน

“กล่าวได้ว่าการแบ่งปันน้ำครั้งนี้เป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ ที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยเหลือแบ่งปันกันเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ไปได้ ความสามัคคี จะช่วยให้เราฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้ในที่สุด” นายสุชาติกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีปริมาณน้ำท่ารายปีถึง 1,237 ล้านลบ.ม. ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำประแกดเสร็จสิ้น เก็บน้ำได้ 60 ล้านลบ.ม. และภายในปี 2565 จะได้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองพวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ให้เสร็จสิ้น เก็บน้ำรวมกันได้อีก 148.8 ล้านลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ที่อยู่ระหว่างพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) โดยทั้ง 4 อ่างฯ สามารถเก็บน้ำรวมกันได้ 308.5 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานจะได้เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดและลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ เจริญ ปิยารมย์ ประธานกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด กล่าวว่า ในภาพรวมของอ่างฯ ประแกดในปีนี้เก็บน้ำได้เต็มความจุ 60.26 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำราว 35 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ที่จะได้ผันไปช่วยจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยจะผันน้ำไปทั้งสิ้นปริมาณ 10 ล้านลบ.ม.

“เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยพัดไปไม่ถึงระยองและชลบุรี ทำให้สภาพฝนลดลงไปกว่าปกติกว่าครึ่ง ในขณะที่จันทบุรีได้รับฝนปกติ การผันน้ำจำนวน 10 ล้านลบ.ม. เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหานับว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอเรียนในตอนท้ายว่า ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญมาก ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด” ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472072

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมแนะเกษตรกรทำสาวหม่อนไหม หรือตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 1 ปี เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตใบหม่อนไหมได้ตลอดทั้งปี และสามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอนและมีประสิทธิภาพ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าในการดูแลแปลงหม่อน การตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน หรือที่เรียกว่าการทำสาวหม่อนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การปลูกหม่อนต้องมีการเตรียมแปลงหม่อน หรือการทำสาวหม่อน หรือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน โดยต้องตัดให้ติดชิดพื้นดิน เพื่อควบคุมการผลิตใบหม่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งหม่อนเพื่อเตรียมใบหม่อนในการเลี้ยงไหมแต่ละครั้งปีละ 3-4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ซึ่งการตัดแต่งกิ่งหม่อนทั้ง 4 ครั้ง มีการเรียงลำดับดังนี้คือ การตัดแต่งกิ่งครั้ง ที่ 1 เรียกว่าตัดต่ำ โดยตัดหม่อนไว้ตอสูงจากพื้นดิน 30-50 เซนติเมตร ปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5-3 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 2 เรียกว่าตัดกลาง เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม จะตัดหม่อนสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 3 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 1 เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม ครั้งที่ 2 ทิ้งไว้อีก 2.5 เดือน และ การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 4 เรียกว่าตัดแขนง ครั้งที่ 2 เพื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 3 ทิ้งต้นหม่อนให้เจริญเติบโตต่อไปอีก 2.5 เดือน จะตัดหม่อนอีกครั้งเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 4 เป็นการตัดแต่งหม่อนครบรอบปี แล้วจะไปตัดต่ำอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตัดต่ำในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงแล้งในเขตอาศัยน้ำฝน อาจทำให้ผลผลิตใบหม่อนที่ได้จากการตัดแต่งแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอหรือเท่ากันทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการตัดแต่งที่แตกต่างกันปริมาณและความสม่ำเสมอของน้ำฝนที่หม่อนได้รับในแต่ช่วงของการตัดแต่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำสาวหม่อนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การทำสาวหม่อนคือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง และเพื่อให้ได้ปริมาณใบหม่อนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ได้เปอร์เซ็นต์ใบสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมเป็นกิ่งทำให้กากเหลือน้อย และได้กิ่งที่มีความยาวสม่ำเสมอ พอดีกับขนาดความกว้างของชั้นเลี้ยงไหม ทำให้สามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอน ส่วนของงานผลิตพันธุ์คือการผลิตไข่ไหมก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยในการเตรียมไข่ไหมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การทำสาวหม่อนจะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ คือพันธุ์หม่อน ควรเป็นพันธุ์ที่มีการตอบสนองต่อน้ำและปุ๋ยดี ปัจจุบันแนะนำให้ใช้พันธุ์สกลนคร หรือพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ส่วนการปลูก อาจใช้กิ่งปักชำอายุ 3-4 เดือน แล้วย้ายปลูกในแปลงหรือใช้ท่อนพันธุ์อายุ 4-8 เดือน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลูกในแปลงที่เตรียมดินด้วยการไถพรวนให้มีหน้าดินลึกประมาณ 40 เซนติเมตร โดยตรงให้มีระยะปลูก 1.0 x 1.0 เมตร จำนวน 10 แถว ติดกัน เว้นพื้นที่ระหว่างแปลงย่อยกว้าง 3.0 เมตร เพื่อให้รถ และเครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้กิ่งปักชำ หรือท่อนพันธุ์ จำนวน 1,300 ต้น/ท่อน เหลือพื้นที่ทางเดินระหว่างแปลง 300 ตารางเมตร การให้น้ำ จะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 แรงม้า เพื่อใช้ปั้มน้ำสำหรับแปลงหม่อนนาด 4 ไร่ โดยจะให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีโดยการวางท่อน้ำพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว แล้วลดขนาดลงมาเหลือ 2 นิ้ว และ 1 นิ้วตามลำดับ แต่ละหัวให้น้ำแบบสปริงเกอร์ห่างกัน 4 เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 2 เมตร การให้น้ำมักจะให้เพียง 4 เดือน ระหว่าง ธันวาคม – เมษายน หรือในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีการรักษาความชื้นของดินดี

สำหรับการรักษาความชื้นในดิน และการกำจัดวัชพืช จะมีการปราบวัชพืชด้วยการดาย หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพียงครั้งเดียวในเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน จากนั้นจะใช้ฟางคลุมอย่างหลวมๆ ให้มีความหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตรในช่วงธันวาคม เมื่อให้น้ำฟางจะยุบตัวลง แต่สามารถคุมวัชพืชได้ตลอดปี และรักษาความชื้นของดินได้ตลอดตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน นอกจากนั้นในแปลงที่ปฏิบัติเช่นนี้จะพบไส้เดือนที่เป็นประโยชน์ในการช่วยปรับโครงสร้างของดินมากกว่าในแปลงหม่อนที่ดูแลตามปกติ ส่วนการใส่ปุ๋ย หลังการกำจัดวัชพืชต้องใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ส่วนปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จะใส่ 3 ครั้ง หลังการตัดแต่งเพื่อเก็บผลผลิต 3 ครั้ง อัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม แต่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยคอก สุดท้าย การตัดแต่ง จะต้องตัดชิดดินทุกครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตใบ ประมาณ 1,040 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม ไร่/ปี สามารถเลี้ยงไหมได้ครั้งละ 2 กล่องหรือปีละ 8 กล่อง นอกจากนี้ การตัดแต่งกิ่งหม่อนนี้ยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูหม่อนด้วยการทำสาวหม่อนนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่แปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ ต้นหม่อนจึงจะผลิตใบที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรายละเอียดและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 ต่อ 404

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470541

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.

ปริมาณฝนตกในปี 2562 ที่ผ่านมาเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1,342.5มม. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปกติแล้วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมตลอดปีอยู่ที่ประมาณ 1,572.5 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศมีน้อย กระทบกิจกรรมใช้ในน้ำในภาคส่วนต่างๆ ทำให้ 20 จังหวัด ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ตามแผนของรัฐบาลที่ให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่พอใช้จนสิ้นฤดูแล้งปี 2563

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูฝนจะมาล่าช้ากว่าทุกๆปี อาจเลยถึงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศถึงจะพอเพียง โดยเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” อู่ข้าวอู่น้ำและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 28 มกราคม มีท้ังหมด 10,508 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42
โดยปริมาณน้ำใช้การได้ 3,812 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 21 เท่านั้น ขณะที่การปลูกข้าวปรังลุ่มเจ้าพระยาได้รณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่อง
ในฤดูแล้งปี 2562/63 แต่ ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.87 ล้านไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมฯตั้ง“ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” หาแนวทางแก้วิกฤตภัยแล้ง และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน ระยะสั้นได้สำรวจพื้นที่ที่พัฒนา ปรับปรุง สร้างฝาย แก้มลิง สระน้ำกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงฤดูฝน การแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีหลายโครงการแต่ที่เป็นไปได้สูงจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้มีประสิทธิภาพคือ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้เร่งดำเนินการ เพราะศึกษาแล้วว่าคุ้มค่า สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยาได้ยั่งยืน ผลกระทบไม่มาก แม้วงเงินลงทุนจะสูงกว่า 60,000 ล้านบาทก็ตาม

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากสถิติพบน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ6,000-7,000 ล้านลบ.ม. ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานจึงเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว พบแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน ลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำเมยก่อนไหลลงแม่น้ำสาละวินและไหลออกทะเลที่เมียนมา มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล

ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำจากแม่น้ำยวมมีมากกว่าปีละ2,800 ล้านลบ.ม. นำมาใช้ประโยชน์ โดยไม่กระทบแม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน ไม่น้อยกว่าปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. จึงเป็นโอกาสดีที่จะผันน้ำจำนวนนี้มาเก็บกักไว้ที่เขื่อนภูมิพล เพื่อใช้สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งได้พลังงานไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้น ทดแทนนำเข้าน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า

สำหรับแนวทางผันน้ำจากแม่น้ำยวมดังกล่าว ต้องขุดอุโมงค์ผันน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง พร้อมสร้างเขื่อนขุนยวม ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลาง ความจุณ 68 ล้าน ลบ.ม.กั้นแม่น้ำยวม ก่อนไหลลงแม่น้ำเมย จากนั้นจะสูบน้ำจากเขื่อนแม่ยวมช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 8 เดือน ส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินความยาว 60-68 กิโลเมตร มาลงแม่น้ำปิงบริเวณ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงเขื่อนภูมิพล โดยจะสูบน้ำช่วงค่าไฟต่ำ (Off Peak)เพื่อประหยัดค่าไฟ วันละ 8 ชั่วโมง จะได้น้ำไปเติมเขื่อนภูมิพลวันละ600,000 ลบ.ม.หรือประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เพิ่มความมั่นคงให้น้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ยเพิ่มปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี เพื่อการเกษตรทำให้เปิดพื้นที่นาในลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำเพื่อพื้นที่การเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000ไร่ คิดเป็นมูลค่า 845 ล้านบาทต่อปี ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญอีกส่วนคือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพลอีก 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสร้างมูลค่าให้ทั้งด้านประมงและท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในการผันน้ำต้องสร้างเขื่อนขุนยวมกักเก็บน้ำก่อนนั้นจะกระทบที่ทำกินของราษฎร 25 ราย ไม่กระทบที่อยู่อาศัย เพราะผันน้ำมาเติมส่วนที่ว่างของอ่างฯได้อีกถึง 4,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ผันน้ำเติมเพียง 1,795 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมยังมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างอ่างฯแม่ป่าไผ่ท้ายอุโมงค์ส่งน้ำใช้เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรอีกด้วย และโครงการนี้ไม่กระทบป่าไม้ สัตว์ป่าและระบบนิเวศอื่น เพราะสร้างอุโมงค์ใต้ผิวดิน อีกทั้ง จะปลูกป่า 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ยังตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปลาสนับสนุนงบให้กรมประมง หรือสถาบันการศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

การดำเนินงานของกรมชลประทานยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมประโยชน์ของประเทศ ประชาชนเป็นหลัก ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยในขณะนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า ควรจะเร่งพัฒนาแหล่งน้ำที่แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?