รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472236

รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาพการณ์น้ำแล้งที่แต่ละพื้นที่ของประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจแตกต่างกันไป บางแห่งต้องงดทำการเกษตรที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก หรือบางพื้นที่ต้องงดการจ่ายน้ำประปาในบางช่วงเวลา

แต่ที่น่าเป็นกังวลและจะส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างได้หากขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ คือ บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการสร้างรายได้เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์กลางหลักในการบริหารจัดการน้ำ กระจายน้ำไปให้จังหวัดข้างเคียง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่น้ำต้นทุนมีน้อยในขณะนี้ จึงมีนโยบายให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจแบ่งปันทรัพยากรน้ำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ต่อมากรมชลประทานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด แบ่งปันน้ำสนับสนุนน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเกษตร พาณิชย์ อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวให้ภาคตะวันออกในช่วงหน้าแล้งสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ จะช่วยนำน้ำไปแก้ไขปัญหาขาดน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จ.ระยอง ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนดว่า จะมีการเริ่มแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจแบ่งปันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดมาให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ในจังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 1-25 มีนาคมนี้ โดยเป็นการปล่อยน้ำจากอ่างฯ ประแกด จ.จันทบุรี ในอัตรา 7.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที หรือวันละ 648,000 ลบ.ม. เพื่อส่งน้ำสนับสนุนให้กับอ่างฯ ประแสร์วันละ 432,000 ลบ.ม. ส่วนมวลน้ำที่เหลืออีก 216,000 ลบ.ม. จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำวังโตนดเป็นน้ำต้นทุนและรักษาระบบนิเวศให้พื้นที่ด้านล่างต่อไป

จากสถานการณ์ภัยแล้ง กรมชลประทานได้คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายน จะเหลือปริมาณน้ำในอ่างฯ ประแสร์ใกล้เคียงกับจุดเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ที่สุด จึงต้องทำการเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯ ประแสร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ ทั้งนี้การแบ่งปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กิจกรรมการใช้น้ำในจังหวัดระยองแล้ว ยังหมายรวมไปถึงการช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้จังหวัดชลบุรีด้วย เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกมีระบบท่อผันน้ำเป็นพวงเชื่อมโยงถึงกัน สามารถเชื่อมโยงปริมาณน้ำจากระยองไปชลบุรีได้ โดยอ่างฯ ในระบบประกอบไปด้วยอ่างฯ ประแสร์, อ่างฯ คลองใหญ่, อ่างฯหนองปลาไหล, อ่างฯดอกกราย, อ่างฯ หนองค้อ, อ่างฯบางพระ และกลุ่มอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในเมืองพัทยาอีก 5 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมการใช้น้ำในภาคเกษตรพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกไม่หยุดชะงัก สร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และนักลงทุน

“กล่าวได้ว่าการแบ่งปันน้ำครั้งนี้เป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ ที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยเหลือแบ่งปันกันเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ไปได้ ความสามัคคี จะช่วยให้เราฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้ในที่สุด” นายสุชาติกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีปริมาณน้ำท่ารายปีถึง 1,237 ล้านลบ.ม. ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำประแกดเสร็จสิ้น เก็บน้ำได้ 60 ล้านลบ.ม. และภายในปี 2565 จะได้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองพวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ให้เสร็จสิ้น เก็บน้ำรวมกันได้อีก 148.8 ล้านลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ที่อยู่ระหว่างพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) โดยทั้ง 4 อ่างฯ สามารถเก็บน้ำรวมกันได้ 308.5 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานจะได้เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดและลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ เจริญ ปิยารมย์ ประธานกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด กล่าวว่า ในภาพรวมของอ่างฯ ประแกดในปีนี้เก็บน้ำได้เต็มความจุ 60.26 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำราว 35 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ที่จะได้ผันไปช่วยจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยจะผันน้ำไปทั้งสิ้นปริมาณ 10 ล้านลบ.ม.

“เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยพัดไปไม่ถึงระยองและชลบุรี ทำให้สภาพฝนลดลงไปกว่าปกติกว่าครึ่ง ในขณะที่จันทบุรีได้รับฝนปกติ การผันน้ำจำนวน 10 ล้านลบ.ม. เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหานับว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอเรียนในตอนท้ายว่า ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญมาก ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด” ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472072

รายงานพิเศษ : แนะทำสาวหม่อนคุมคุณภาพผลิตใบได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมแนะเกษตรกรทำสาวหม่อนไหม หรือตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 1 ปี เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตใบหม่อนไหมได้ตลอดทั้งปี และสามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอนและมีประสิทธิภาพ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่าในการดูแลแปลงหม่อน การตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน หรือที่เรียกว่าการทำสาวหม่อนนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การปลูกหม่อนต้องมีการเตรียมแปลงหม่อน หรือการทำสาวหม่อน หรือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อน โดยต้องตัดให้ติดชิดพื้นดิน เพื่อควบคุมการผลิตใบหม่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งหม่อนเพื่อเตรียมใบหม่อนในการเลี้ยงไหมแต่ละครั้งปีละ 3-4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ซึ่งการตัดแต่งกิ่งหม่อนทั้ง 4 ครั้ง มีการเรียงลำดับดังนี้คือ การตัดแต่งกิ่งครั้ง ที่ 1 เรียกว่าตัดต่ำ โดยตัดหม่อนไว้ตอสูงจากพื้นดิน 30-50 เซนติเมตร ปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5-3 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 2 เรียกว่าตัดกลาง เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม จะตัดหม่อนสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5 เดือน การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 3 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 1 เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม ครั้งที่ 2 ทิ้งไว้อีก 2.5 เดือน และ การตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 4 เรียกว่าตัดแขนง ครั้งที่ 2 เพื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 3 ทิ้งต้นหม่อนให้เจริญเติบโตต่อไปอีก 2.5 เดือน จะตัดหม่อนอีกครั้งเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 4 เป็นการตัดแต่งหม่อนครบรอบปี แล้วจะไปตัดต่ำอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตัดต่ำในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงแล้งในเขตอาศัยน้ำฝน อาจทำให้ผลผลิตใบหม่อนที่ได้จากการตัดแต่งแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอหรือเท่ากันทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการตัดแต่งที่แตกต่างกันปริมาณและความสม่ำเสมอของน้ำฝนที่หม่อนได้รับในแต่ช่วงของการตัดแต่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำสาวหม่อนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ทั้งนี้ การทำสาวหม่อนคือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง และเพื่อให้ได้ปริมาณใบหม่อนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ได้เปอร์เซ็นต์ใบสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมเป็นกิ่งทำให้กากเหลือน้อย และได้กิ่งที่มีความยาวสม่ำเสมอ พอดีกับขนาดความกว้างของชั้นเลี้ยงไหม ทำให้สามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอน ส่วนของงานผลิตพันธุ์คือการผลิตไข่ไหมก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยในการเตรียมไข่ไหมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การทำสาวหม่อนจะต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ คือพันธุ์หม่อน ควรเป็นพันธุ์ที่มีการตอบสนองต่อน้ำและปุ๋ยดี ปัจจุบันแนะนำให้ใช้พันธุ์สกลนคร หรือพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ส่วนการปลูก อาจใช้กิ่งปักชำอายุ 3-4 เดือน แล้วย้ายปลูกในแปลงหรือใช้ท่อนพันธุ์อายุ 4-8 เดือน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลูกในแปลงที่เตรียมดินด้วยการไถพรวนให้มีหน้าดินลึกประมาณ 40 เซนติเมตร โดยตรงให้มีระยะปลูก 1.0 x 1.0 เมตร จำนวน 10 แถว ติดกัน เว้นพื้นที่ระหว่างแปลงย่อยกว้าง 3.0 เมตร เพื่อให้รถ และเครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้กิ่งปักชำ หรือท่อนพันธุ์ จำนวน 1,300 ต้น/ท่อน เหลือพื้นที่ทางเดินระหว่างแปลง 300 ตารางเมตร การให้น้ำ จะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 แรงม้า เพื่อใช้ปั้มน้ำสำหรับแปลงหม่อนนาด 4 ไร่ โดยจะให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีโดยการวางท่อน้ำพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว แล้วลดขนาดลงมาเหลือ 2 นิ้ว และ 1 นิ้วตามลำดับ แต่ละหัวให้น้ำแบบสปริงเกอร์ห่างกัน 4 เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 2 เมตร การให้น้ำมักจะให้เพียง 4 เดือน ระหว่าง ธันวาคม – เมษายน หรือในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีการรักษาความชื้นของดินดี

สำหรับการรักษาความชื้นในดิน และการกำจัดวัชพืช จะมีการปราบวัชพืชด้วยการดาย หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพียงครั้งเดียวในเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน จากนั้นจะใช้ฟางคลุมอย่างหลวมๆ ให้มีความหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตรในช่วงธันวาคม เมื่อให้น้ำฟางจะยุบตัวลง แต่สามารถคุมวัชพืชได้ตลอดปี และรักษาความชื้นของดินได้ตลอดตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน นอกจากนั้นในแปลงที่ปฏิบัติเช่นนี้จะพบไส้เดือนที่เป็นประโยชน์ในการช่วยปรับโครงสร้างของดินมากกว่าในแปลงหม่อนที่ดูแลตามปกติ ส่วนการใส่ปุ๋ย หลังการกำจัดวัชพืชต้องใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ส่วนปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จะใส่ 3 ครั้ง หลังการตัดแต่งเพื่อเก็บผลผลิต 3 ครั้ง อัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม แต่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยคอก สุดท้าย การตัดแต่ง จะต้องตัดชิดดินทุกครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตใบ ประมาณ 1,040 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม ไร่/ปี สามารถเลี้ยงไหมได้ครั้งละ 2 กล่องหรือปีละ 8 กล่อง นอกจากนี้ การตัดแต่งกิ่งหม่อนนี้ยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูหม่อนด้วยการทำสาวหม่อนนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่แปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ ต้นหม่อนจึงจะผลิตใบที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรายละเอียดและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 ต่อ 404

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470541

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.

ปริมาณฝนตกในปี 2562 ที่ผ่านมาเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1,342.5มม. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปกติแล้วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมตลอดปีอยู่ที่ประมาณ 1,572.5 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศมีน้อย กระทบกิจกรรมใช้ในน้ำในภาคส่วนต่างๆ ทำให้ 20 จังหวัด ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ตามแผนของรัฐบาลที่ให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่พอใช้จนสิ้นฤดูแล้งปี 2563

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูฝนจะมาล่าช้ากว่าทุกๆปี อาจเลยถึงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศถึงจะพอเพียง โดยเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” อู่ข้าวอู่น้ำและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 28 มกราคม มีท้ังหมด 10,508 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42
โดยปริมาณน้ำใช้การได้ 3,812 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 21 เท่านั้น ขณะที่การปลูกข้าวปรังลุ่มเจ้าพระยาได้รณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่อง
ในฤดูแล้งปี 2562/63 แต่ ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.87 ล้านไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมฯตั้ง“ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” หาแนวทางแก้วิกฤตภัยแล้ง และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน ระยะสั้นได้สำรวจพื้นที่ที่พัฒนา ปรับปรุง สร้างฝาย แก้มลิง สระน้ำกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงฤดูฝน การแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีหลายโครงการแต่ที่เป็นไปได้สูงจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้มีประสิทธิภาพคือ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้เร่งดำเนินการ เพราะศึกษาแล้วว่าคุ้มค่า สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยาได้ยั่งยืน ผลกระทบไม่มาก แม้วงเงินลงทุนจะสูงกว่า 60,000 ล้านบาทก็ตาม

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากสถิติพบน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ6,000-7,000 ล้านลบ.ม. ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานจึงเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว พบแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน ลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำเมยก่อนไหลลงแม่น้ำสาละวินและไหลออกทะเลที่เมียนมา มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล

ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำจากแม่น้ำยวมมีมากกว่าปีละ2,800 ล้านลบ.ม. นำมาใช้ประโยชน์ โดยไม่กระทบแม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน ไม่น้อยกว่าปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. จึงเป็นโอกาสดีที่จะผันน้ำจำนวนนี้มาเก็บกักไว้ที่เขื่อนภูมิพล เพื่อใช้สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งได้พลังงานไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้น ทดแทนนำเข้าน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า

สำหรับแนวทางผันน้ำจากแม่น้ำยวมดังกล่าว ต้องขุดอุโมงค์ผันน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง พร้อมสร้างเขื่อนขุนยวม ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลาง ความจุณ 68 ล้าน ลบ.ม.กั้นแม่น้ำยวม ก่อนไหลลงแม่น้ำเมย จากนั้นจะสูบน้ำจากเขื่อนแม่ยวมช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 8 เดือน ส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินความยาว 60-68 กิโลเมตร มาลงแม่น้ำปิงบริเวณ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงเขื่อนภูมิพล โดยจะสูบน้ำช่วงค่าไฟต่ำ (Off Peak)เพื่อประหยัดค่าไฟ วันละ 8 ชั่วโมง จะได้น้ำไปเติมเขื่อนภูมิพลวันละ600,000 ลบ.ม.หรือประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เพิ่มความมั่นคงให้น้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ยเพิ่มปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี เพื่อการเกษตรทำให้เปิดพื้นที่นาในลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำเพื่อพื้นที่การเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000ไร่ คิดเป็นมูลค่า 845 ล้านบาทต่อปี ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญอีกส่วนคือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพลอีก 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสร้างมูลค่าให้ทั้งด้านประมงและท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในการผันน้ำต้องสร้างเขื่อนขุนยวมกักเก็บน้ำก่อนนั้นจะกระทบที่ทำกินของราษฎร 25 ราย ไม่กระทบที่อยู่อาศัย เพราะผันน้ำมาเติมส่วนที่ว่างของอ่างฯได้อีกถึง 4,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ผันน้ำเติมเพียง 1,795 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมยังมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างอ่างฯแม่ป่าไผ่ท้ายอุโมงค์ส่งน้ำใช้เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรอีกด้วย และโครงการนี้ไม่กระทบป่าไม้ สัตว์ป่าและระบบนิเวศอื่น เพราะสร้างอุโมงค์ใต้ผิวดิน อีกทั้ง จะปลูกป่า 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ยังตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปลาสนับสนุนงบให้กรมประมง หรือสถาบันการศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

การดำเนินงานของกรมชลประทานยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมประโยชน์ของประเทศ ประชาชนเป็นหลัก ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยในขณะนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า ควรจะเร่งพัฒนาแหล่งน้ำที่แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469559

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มรุนแรงและแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจ.ชัยนาทและจ.สุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้แปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จ.ชัยนาท พื้นที่ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท
ต.กุดจอก อ.หนองมะโมงและต.ห้วยกรดพัฒนา อ.สรรคบุรี ส่วนจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช ต.หนองหญ้าไซ  อ.หนองหญ้าไซ  ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบพืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว  ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สศท.7 ในฐานะหน่วยงานผู้แทนคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด ได้เสนอแนะมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร โดยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาในพื้นที่ ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงช่วงภัยแล้ง และยังได้สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด เก็บกักน้ำ และซ่อมแซมแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนยังสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่แห้งแล้ง ได้ที่เว็บไซต์ http://drought.gistda.or.th เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการเพาะปลูก หากแปลงเกษตรอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งปีนี้ ควรจะเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพืชทนแล้งแทนได้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดข้อมูลการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5007-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th

ชีวิต เม่งเอียด

ชีวิต เม่งเอียด
ทัศนีย์  เมืองแก้ว

ทัศนีย์ เมืองแก้ว

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469317

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร คลอดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่ “สุโขทัย 1” ผลกลมป้อม ใหญ่ยาว เนื้อทั้งสุกและดิบสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว รสชาติหวานไม่อมเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง 1 เครือมี 9 หวี  น้ำหนักเครือกว่า 16 กิโลกรัม ทึ่งคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียมสูงแซงพันธุ์การค้า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยประมาณ 481,639 ไร่  ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดจำนวน 328,456 ไร่ กล้วยไข่จำนวน 63,233 ไร่ กล้วยหอมจำนวน 62,525 ไร่ และกล้วยอื่นๆจำนวนประมาณ 27,425 โดยพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าจะปลูกมากที่สุดในเขตภาคเหนือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยแต่ยังขาดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดี และขาดข้อมูลของพันธุ์ ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย  กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาหาสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ดีมีคุณภาพ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่น ให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์การค้า เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร

ระหว่างปี 2547-2554 ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ได้คัดเลือกสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากแปลงรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยของศูนย์ฯ  โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ ให้ผลผลิตสูง มีจำนวนหวีต่อเครือไม่ต่ำกว่า 7 หวี เนื้อแน่น สีเนื้อขาวนวลถึงเหลือง รสชาติหวาน คุณภาพการบริโภคดี ผู้บริโภคยอมรับสูง  โดยสามารถคัดเลือกไว้ 7 สายต้น นำไปปลูกเปรียบเทียบสายต้น และคัดเลือกสายต้นที่ดีเด่นไว้ 2 สายต้น  ปี 2558-2560 นำไปปลูกทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน พบว่า กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 เจริญเติบโตได้เร็ว ต้นแข็งแรง ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักเครือและจำนวนหวีต่อเครือสูงสุดทั้ง 3 สถานที่ผลิต ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดตรงกับวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย เป็นหน่วยงานในการพัฒนาพันธุ์กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่นี้ว่า “กล้วยน้ำว้าสุโขทัย 1” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง น้ำหนักเครือ 16.1 กิโลกรัมสูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ให้ผลผลิต 13.7 กิโลกรัม จำนวน 9 หวี/เครือ  สูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งให้จำนวนหวี 8 หวี/เครือ ให้คุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียม สูงกว่าพันธุ์การค้า นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1ยังลักษณะผลค่อนข้างป้อมกลม  ผลค่อนข้างใหญ่กว้าง 3.8 เซนติเมตร และยาว 14 เซนติเมตรซึ่งใหญ่กว่าพันธุ์การค้า เนื้อผลทั้งดิบและสุกมีสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว และมีรสชาติหวานไม่ปนเปรี้ยว

ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยมีแปลงแม่พันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1 พร้อมขุดแยกหน่อได้ปีละ 2,000 – 3,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่  โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาสามารถขุดแยกหน่อได้ประมาณ 2,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-5567-9085-6

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468749

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีปัจจุบันมีปริมาณจำกัด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นภาครัฐคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และเตรียมมาตรฐานรับมือต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

….แต่ปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ มีน้อยมาก จึงไม่เพียงพอสำหรับการใช้ในทุกๆกิจกรรม

จากสถิติปริมาณฝนตกเฉลี่ยในรอบ 50 ปี ของประเทศไทย เกิดภาวะฝนแล้งจัดอยู่ 3 ปีด้วยกัน คือ ปี 2522 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,332.3 มิลลิเมตร (มม.) ปี 2535 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,357.3 มม. และปี 2562 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,342.5 มม. อย่างไรก็ตาม แม้สถิต ฝนตกปี 2562 จะเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2522 ก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในฤดูปี 2562/63 รุนแรงมากกว่าด้วย เพราะจำนวนประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม ตลอดจนพื้นที่การเกษตรขยายมากกว่าปี 2522 ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 มีปริมาณน้ำรวม 45,416 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 60% ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,608 ล้าน ลบ.ม.หรือ 41% ของความจุอ่างฯ และในจำนวนดังกล่าวเป็นอ่างฯขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ของความจุอ่างฯ มากถึง 12 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลําพระเพลิง ลําแชะ ลํานางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลากระเสียว คลองสียัด และหนองปลาไหล

ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,648 ล้านลบ.ม. หรือ 43% ของความจุอ่างฯเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 3,952 ล้าน ลบ.ม. หรือ 22% ของความจุอ่างฯ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ทั้งหมดกรมวางแผนจัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค หากมีเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง รวมถึงทำนาปรัง ดังนั้น จึงมีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาให้งดทำนาปรังทั้งหมด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรส่วนหนึ่ง แต่ยังมีปลูกข้าวนาปรังบ้างพอสมควร

ทั้งนี้ ในการจัดสรรน้ำที่วางแผนไว้ในฤดูแล้งทั้งประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. และสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 จัดสรรน้ำไปแล้ว 7,144 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40 % ของแผน เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำไว้ 4,000 ล้านลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 2,222 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 56% ของแผน ในขณะที่การปลูกพืชฤดูแล้งวางแผนไว้ทั่วประเทศ 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปรากฏว่าการปลูกข้าวนาปรังไม่เป็นไปตามแผน ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 3.10 ล้านไร่ เกินกว่าแผนที่วางไว้คิดเป็น 134.21% ของแผนฯ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยารณรงค์งดทํานาปรังหรือนาต่อเนื่องในฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผลออกมาขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.76 ล้านไร่

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนจะอยู่ที่ลุ่มเจ้าพระยาเกือบทั้งหมด

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่าจากการสำรวจเบื้องต้นเกษตรกรที่ทำนาปรังส่วนใหญ่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง ดังนั้น การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้มีน้ำพออุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะมาเดือนกรกฎาคมแน่นอน

“การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาค่อนข้างยากกว่าลุ่มน้ำอื่นๆ เพราะพื้นที่กว้างครอบคลุมกว่า 22 จังหวัด และไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมีน้อยมากมีปริมาณน้ำที่ได้งานได้เพียง 204 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ต้องใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จัดสรรน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยา ด้วยระยะทางไกลน้ำย่อมสูญเสียในแต่ละพื้นที่น้ำไหลผ่านจะมีการสูบน้ำขึ้นไปใช้ระหว่างทาง บางครั้งนำไปใช้ไม่เป็นไปตามที่จัดสรรให้ กรมจึงขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเรื่องจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน” ดร.ทองเปลวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการน้ำให้พ้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้นั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน ประชาชนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของน้ำ พื้นที่การเกษตรกรที่ให้งดทำนาปรังก็ต้องงดทำจริงๆ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด หากบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ กรมชลประทานมั่นใจว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ จะเพียงพอสำหรับรักษาระบบนิเวศของลำน้ำและอุปโภคบริโภคจนถึงฤดูฝนแน่นอน

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467950

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อผลงานรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” พบ 4 รมต. ผลงานเข้าตา “บิ๊กป้อม” เป็นที่พึ่งของปชช.ในโครงการแก้หนี้นอกระบบ-ปลดหนี้ “จุรินทร์” ประกันรายได้เกษตรกรจับต้องได้ “เฉลิมชัย” แก้ราคาสินค้าเกษตรและราคายางให้ปชช.ได้ชัดเจน ขณะที่ปชช.ส่วนใหญ่อยากรู้จักและเข้าถึง “พลังงานชุมชน” ไอเดียของ “สนธิรัตน์” รมว.พลังงาน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม  วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยผลสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรี และความชื่นชอบต่อโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยหรือทำงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวมทั้งสิ้น 1,200 คน

ทั้งนี้ผลการสำรวจได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ 1,144 ชุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 678 คน คิดเป็นร้อยละ 59.27 มีอายุอยู่ระหว่าง 21-30 ปี 576 คนคิดเป็นร้อยละ 50.35 มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับปริญญาตรี 639 คน คิดเป็นร้อยละ 55.86 มีสถานภาพโสด 745 คน คิดเป็นร้อยละ 65.12 ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป จำนวน 355 คน คิดเป็นร้อยละ 31.03 และมีที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร 607 คน คิดเป็นร้อยละ 53.06 และได้ผลการสำรวจข้อคิด ดังนี้

1.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในโครงการแก้ไขปัญหาโครงการหนี้นอกระบบ/ปลดหนี้ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง คิดเป็นร้อยละ 50.46

2.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่จับต้องได้ พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นโครงการที่มีผลงานที่จับต้องได้คิดเป็นร้อยละ 58.31

3.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชำชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัยศรีอ่อน ในโครงการดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและราคายาง ที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 50.59

4.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในโครงการพลังงานชุมชน ที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย คิดเป็น
ร้อยละ 60.03

5.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรม พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี ในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรมมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 20.96 โครงการส่งเสริมเปลี่ยนน้ามันปาล์มเป็นน้ำมันไบโอดีเซลบี 10 คิดเป็นร้อยละ20.46 และโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ คืนที่ดินทำกินให้ประชาชน และแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน คิดเป็นร้อยละ 15.57 ตามลำดับ

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467750

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้งที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลโป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุร้อน อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ซึ่งน้ำพุร้อนมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ทำให้ส้มของที่นี่มีความแตกต่างจากที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องรสชาติที่มีความหวานหอม ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนส้มกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อกระจายสู่ตลาดให้ทันในช่วงเทศกาลตรุษจีน และคาดว่าปีนี้ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งจะทยอยออกเป็นรุ่น และน่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม 2563

กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ได้ดำเนินธุรกิจหลักรวบรวมส้มสายน้ำผึ้งจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 เป็นระยะเวลา 43 ปีแล้วซึ่งทางกลุ่มทำหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงหาตลาด ซึ่งเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะเน้นผลิตส้มที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การตรวจสอบแปลงผลิต ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลรักษาระหว่างรอผลผลิตออก จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่งมายังกลุ่มฯ เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพ ทางกลุ่มฯจะรับซื้อราคาที่สูงกว่าพ่อค้าทั่วไป 3-5 ต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการยกระดับราคาผลผลิตให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกผลิตส้มได้มาตรฐาน GAP ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 – 4,000 กก./ไร่

แต่ละวันเกษตรกรจะเข้าสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเพื่อเก็บผลผลิตส้ม และขนส่งเพื่อมาขายให้กับทางกลุ่มเกษตรกรฯเมื่อเกษตรกรนำส้มมาถึงโรงคัดแยกแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการล้างทำความสะอาดผลส้ม ตั้งแต่การล้างน้ำ การขัด และเป่าด้วยลมให้แห้ง จากนั้นได้คัดเกรดตามขนาดของผลส้มตั้งแต่ขนาดเบอร์ 2 ถึง 7เพื่อจัดสรรส้มตามขนาดต่างๆ ส่งจำหน่ายให้คู่ค้าปลายทางตามการสั่งซื้อซึ่งส้มขนาดเบอร์ 5-7 ส่วนส้มขนาดเล็กจะขายให้พ่อค้าทั่วไปที่มารับซื้อ เพื่อนำไปขายให้ร้านค้าเพื่อนำไปคั้นเป็นน้ำส้มสดขาย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน และสนับสนุนเงินทุนปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้กลุ่มฯนำไปรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร สนับสนุนโรงเรือนรวบรวมคัดแยกผลผลิต เครื่องทำสะอาดและคัดแยกส้ม ซึ่งการคัดเกรดเพื่อส่งขายให้คู่ค้าทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าการขายแบบคละให้พ่อค้าทั่วไปที่มาเหมาซื้อตามสวน โดยกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและสร้างอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ทางกลุ่มฯกำลังจะขอยื่นจดส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งผลิตตำบลโป่งน้ำร้อน เป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อสร้างความแตกต่างของส้มสายน้ำผึ้งของที่นี่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและช่วยยกระดับราคาส้มสายน้ำผึ้งให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายภาคิน พันธุพิน ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ขณะนี้มีตลาดปลายทางที่รับซื้อส้มสายน้ำผึ้ง โดยนำส้มที่คัดเกรดมาบรรจุลงกล่อง ส้มเบอร์ 5 จะบรรจุกล่อง 24 ลูก และเบอร์ 6 จะบรรจุลงกล่อง 18 ลูก กระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและส่งให้กับทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อได้ที่ 08-1823-3639 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดจำหน่ายส้มสายน้ำผึ้งส่งตรงถึงบ้านผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด http://www.thailandpostmart.com โครงการอร่อยทั่วไทย หรือติดต่อCall Center : 1545 เพื่อสั่งซื้อส้มจากทางกลุ่มเกษตรกรโป่งน้ำร้อน ส่งถึงบ้านท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือจะติดต่อสอบถามกับทางกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนได้โดยตรงที่หมายเลข 08-9429-4469, 08-1025-8949

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467274

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) 4.54 ล้านไร่
โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจเกิดปัญหาพิพาทการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่ โดย สศก.ศึกษาแนวทางส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสงถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตันขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน  (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียวมีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่