รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601070

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด จังหวัดตาก 1 ใน 4 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดีส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว ทำเกษตรแบบปลอดภัยมาตรฐาน GAP ลดใช้สารเคมี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ลดหนี้สิน บริหารจัดการคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อขอรับรางวัลเลิศรัฐ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างหรือกระตุ้นให้หน่วยงาน
เกิดการพัฒนาการให้บริการ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด คัดเลือกผลงานที่ปฏิบัติและมีความโดดเด่น มีผลสำเร็จ
ของงานที่เป็นรูปธรรม เข้าประกวด อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง

สำหรับ “โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด” ที่กรมฯ ส่งเข้าประกวด มีจุดต้นเริ่มจากปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ซึ่งใช้วิถีชีวิตแบบชนเผ่า มีความเกี่ยวพันกับยาเสพติด เกิดปัญหาเชื่อมโยงต่อความมั่นคงชายแดน และทำกินด้วยการบุกรุกป่า ทำไร่เลื่อนลอย ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว แม้ต่อมาจะมีการปลูกพืชแบบเกษตรพันธสัญญา แต่ต้นทุนก็ยังสูง ถูกกดราคา และผูกขาดจากนายทุน เกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้รายได้ไม่เพียงพอ เกิดหนี้สินพอกพูน สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันให้ชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหา เพื่อหาทางออก โดยรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ พร้อมกับนำแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน ประสานและอำนวยความสะดวก สนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณและบุคลากรในการขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนทำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนแนวความคิดการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกวิธีจัดหาตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด ถูกยกให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจน พร้อมทั้งขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องด้วยมีการนำศักยภาพในชุมชนมาสร้างรายได้ผ่านสหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยยังคงไว้ซึ่งสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืนส่งผลต่อรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร ปลดวงจรหนี้ และยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม จนอาจกล่าวได้ว่า แก้จนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายนิรันดร์ มูลธิดา สหกรณ์จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ 4 ชนเผ่า คือ จีนฮ่อ ม้ง ลีซอ และกะเหรี่ยง มีการทำเกษตรในรูปแบบที่ค่อนข้างผิดวิธี ไม่มีการรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ทำให้ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2558 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทั่งเกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกเฮมพ์พบพระ จำกัดส่งเสริมและพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างกัญชงหรือเฮมพ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ต่อมาจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชชนิดต่างๆ และต่อมาในปี พ.ศ.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด

ด้านนางสินีนาถ อ่อนนวลผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ทำหน้าที่เชื่อมประสานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ทำงานอย่างมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากให้ปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรม เลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ปลูกพืชแบบทำน้อยได้มาก เลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้และบริโภคในครัวเรือน จากนั้นให้ชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การเพิ่มพื้นที่ป่าในชุมชน เน้นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จนเกิดเป็นการทำงานในลักษณะของภาคีเครือข่าย

นายทรงพล อาชาวัฒนกุล ประธานกรรมการสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เปิดเผยว่า ระบบสหกรณ์ทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆโดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยวางแผนการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ ช่วยวางแผนการผลิตสินค้าและการตลาด ซึ่งเป็นสินค้าอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถไปต่อรองราคากับพ่อค้าให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไปได้

ณ วันนี้ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เป็นเสมือนศูนย์กลางของชุมชนในตำบลคีรีราษฎร์และตำบลรวมไทยพัฒนา เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่าอย่างยั่งยืนวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์นิรันดร์ มูลธิดานิรันดร์ มูลธิดาสินีนาถ อ่อนนวลสินีนาถ อ่อนนวลทรงพล อาชาวัฒนกุลทรงพล อาชาวัฒนกุล

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600506

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล  ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ เป็นประธานการดำเนินงานการพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน โดยการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมบุคคล ประกอบการพิจารณาเพิ่มชื่อในทะเบียน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดขึ้น โดยมีความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ องค์การแพลนอินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มีนางมลุลีแสนใจ รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี ต้อนรับ มีประชาชนจากอำเภอกันทรลักษ์, เบญจลักษ์, ภูสิงห์, วังหินและอำเภอเมืองศรีสะเกษ รวมถึงที่มาจากอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์จำนวน 5 คน รวมทั้งหมด 64 คนเข้ารับการตรวจสารพันธุกรรม

nn นางมลุลี แสนใจ เปิดเผยว่า แนวทางการสนับสนุนงานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่การดำเนิ่นงานของ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี โดยทางเขต 10 ได้สนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่น ที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5) เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รับรู้ และเข้าถึงสิทธิหน้าที่ในการเข้ารับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพในระดับพื้นที่ ผลงานจากหน่วย 50 (5) ศรีสะเกษ ที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้สถานะกับคนที่อยู่ในประเทศไทยแต่ต้องพิสูจน์ยืนยันสถานะ ได้ผ่านการประสานงานร่วมกันจากหลายหน่วยงานในการพิสูจน์สถานะ ใช้วิธียื่นแสดงหลักฐานว่ามีพ่อที่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่ด้วยความที่เป็นคนทำงานแบบไร้บ้าน ย้ายที่อยู่ไปทำงานก่อสร้างหลายจังหวัด และไม่มีหลักฐานการเกิดให้กับลูก ต้องยืนยันความเป็นพ่อลูกกันจริงด้วยการตรวจ DNA ซึ่งปกติมีค่าใช้จ่าย 8,000 บาท แต่ได้รับการยกเว้นจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตามที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงไว้ และได้นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ และทางหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) ทางศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมประสานงานและดำเนินการโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

nn ด้านนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ วันนี้มีผู้เข้ามาสู่กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและจะได้มีสถานะมีสิทธิตามระเบียบ ต้องขอขอบคุณทาง สปสช. และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่ช่วยกันในการที่จะนำผู้ที่ขาดโอกาสให้ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเข้าสถานทางทะเบียน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมการปกครองที่ได้ให้ความสำคัญ ให้อำเภอดำรงธรรม เพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ยังขาดสิทธิ์ด้านสัญชาติได้เข้ามาเป็นคนสัญชาติไทย เข้าสู่สถานะทางทะเบียนเพื่อได้รับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไทย เพื่อเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600509

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021  15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ Nia กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แถลงข่าวการจัดงาน Startup x Innavation Thailand Expo 2021(SITE 2021) ภายใต้แนวคิด การเปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก “Deep Tech
Rising…The Next Frontier of Innovation” การยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึก…นวัตกรรมด่านหน้าแห่งอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “STARTUP THAILAND x INNOVATION THAILAND EXPO 2021” หรือ SITE 2021 ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th ทุกกิจกรรมเข้าร่วมฟรี!!ภายใต้แนวคิดหลัก คือ “DEEP TECHRISING: The Next Frontier of Innovation” เพื่อนำเสนอโอกาสการยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึกที่ถือเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตสำหรับการขับเคลื่อนประเทศใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร (AgTech) อาหาร (FoodTech) การแพทย์ (MedTech)อวกาศ (SpaceTech) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล (AI Robotic Immersive IoT: ARI Tech) ซึ่งในกลุ่มเกษตร อาหารและการแพทย์ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) อีกด้วย ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) Virtual Forum เวทีรวบรวมสุดยอดสตาร์ทอัพ นวัตกรชั้นนำของเมืองไทย และวิทยากรชื่อดังจากต่างประเทศ กว่า 60 ท่านมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กว่า 50 หัวข้อ 2) Opportunity โอกาสสำคัญในการหาคู่ค้าทางธุรกิจ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น ทั้ง Marketplace ตลาดจำหน่ายสินค้าในรูปแบบเสมือนกว่า 200 บูธ OnlineBusiness Matching การจับคู่ธุรกิจกับหน่วยงานธุรกิจกว่า 30 บริษัท และ Online Business Consultingที่บริการให้คำปรึกษาออนไลน์จากสุดยอดเมนเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน ใน 10 สาขาธุรกิจ 3) SHOW การแสดงสดผ่านทางออนไลน์ที่นำเรื่องราวที่น่าสนใจด้านดีพเทคที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน และ 4) AWARD พิธีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ Prime Minister Award ให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

“แพลตฟอร์มในปีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดความอัจฉริยะจากเดิม ทั้งการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบไร้รอยต่อด้วยนิทรรศการรูปแบบ 360 องศาvirtual exhibition เสมือนเดินอยู่ในงานจริง และสามารถสนทนาสดกับผู้ประกอบการได้แบบเรียลไทม์ มีการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกับนิทรรศการในโลกเสมือนผ่านการสร้างตัวตนของผู้เข้าชม (Avatar)รวมถึงการให้ปัญญาประดิษฐ์(AI) ในการประมวลผลข้อมูลของแต่ละช่วงงานจากทุกความคิดเห็นของผู้เข้าชมผสมผสานกับเครื่องมือส่วน social listeningเพื่อฟังเสียงจากทั่วโลก และอยากเชิญชวนให้ผู้คนในแวดวงสตาร์ทอัพสายนวัตกรรม หรือคนที่สนใจเข้ามาพบปะกันในงานนี้ เพื่อร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดในการก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน” ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กรมวิทยาศาสตร์บริการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรยกระดับสู่สากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600295

รายงานพิเศษ : กรมวิทยาศาสตร์บริการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ “กัญชง”สู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมผลักดันเพื่อเพิ่มมูลค่าใช้ประโยชน์จากตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงพัฒนาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากลเพื่อการส่งออกในอนาคตตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การดำเนินงานที่สำคัญ ตามนโยบายเร่งด่วนของคณะรัฐมนตรีในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรมทางการเกษตร บูรณาการในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกัญชงสู่งเชิงพาณิชย์ โดยดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันอุดมศึกษา ผู้ประกอบการ เกษตรกร มุ่งผลักดันกัญชงจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชงและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ประชาชน มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของกัญชงนอกจากเส้นใย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง วัสดุคอมโพสิท อาหารและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนากัญชงให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากล

งานวิจัย CBD drink ด้านการทดสอบ CBD/THC ใน CBD drink ตอบสนองความต้องการของตลาดเครื่องดื่มเสริมอาหารซึ่งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสามารถเก็บรักษาได้นานตลอดจนพัฒนาเครื่องดื่มจากกัญชงให้ถูกหลักวิชาการและมีคุณภาพสอดคล้องตามที่มาตรฐานกำหนด การดำเนินงานบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดเป็น NQI for innovationสำหรับกัญชงอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะส่งผลต่อภาพรวมการผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ ในวันที่ 19สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบ สอบเทียบและการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร โดยมี นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการพร้อมคณะผู้บริหาร วศ. และดร.ณัฐวรพลรัชสิริวัชรบุล รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นผู้แทนลงนาม ซึ่งจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น ZOOM เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดเผยหลังการลงนามว่าความร่วมมือฯครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูล บริการทดสอบและสอบเทียบของกรมวิทยาศาสตร์บริการประกอบไปด้วยหน่วยงานภายใน ได้แก่ กองเทคโนโลยีชุมชน กองผลิตภัณฑ์อาหารและวัสดุสัมผัสอาหาร กองความสามารถห้องปฏิบัติการและรับรองผลิตภัณฑ์ และกองพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ พร้อมบูรณาการร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากกัญชง นำความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมอาหารมาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผสมสารสกัด CBD เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ มีกระบวนการวิเคราะห์ทดสอบปริมาณสาร CBD แล THC ในผลิตภัณฑ์ รวมทั้งทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและความปลอดภัยตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมีปริมาณสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ ทำให้ร่างกายสดชื่น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานโครงการจึงเป็นการตอบสนองอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ และสามารถยกระดับให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีภารกิจให้บริการทางวิทยาศาสตร์ ดูแลส่งเสริมวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากพืชสมุนไพรและการวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อเสริมสร้างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับการพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National QualityInfrastructure : NQI) และต่อยอดผลงานด้านสารสกัดจากพืชสมุนไพร ร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อพัฒนาต่อยอดการสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร ตามหลัก BCG Model มุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าให้มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพพร้อมผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากพืชสมุนไพรให้ได้สินค้าที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับรวมทั้งบูรณาการในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูล การบริการทดสอบและสอบเทียบ ผ่านระบบ MHESI One stop ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ service ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบสอบเทียบ และยกระดับบุคลากรในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศไทย ด้วย วทน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/599396

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ดันผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP

วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ

1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้นสินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออกที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90%ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAPซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้วดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่างๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการนำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้
แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598891

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

รายงานพิเศษ : สสก.5 สงขลา ขับเคลื่อนเครือข่ายทุเรียนภาคใต้ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกลไกระดับพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5) จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า “ทุเรียน” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ตลาดทุเรียนในอาเซียนช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (2554-2563) อินโดนีเซีย ครองแชมป์การผลิตทุเรียนมากที่สุดของโลกตามด้วยไทยมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) ปริมาณการส่งออกทุเรียนไทยจะนำหน้าอินโดนีเซีย ตามมาด้วย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อทุเรียนไทย ได้แก่

1. จีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากประเทศอื่น 2. ไทยขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับ 3. ปัญหาทุเรียนอ่อน และเครื่องมือในการตรวจ 4. จีนมีความเข้มงวดในการตรวจสินค้ามากขึ้น 5. มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. ตลาดทุเรียนในประเทศถูกควบคุมโดยกลุ่มล้ง

ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียนในอนาคต และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีนโยบายการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบระบบส่งเสริมเกษตรแบบใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต สร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร ได้อย่างมั่นคงในอนาคตตามแผนปฏิรูปการเกษตร

ดังนั้น จึงจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อการค้า (Quick Win ปี 2564) เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดและส่งเสริมการบริโภคทุเรียนคุณภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลผลิตไม้ผลของภาคใต้ให้มีเสถียรภาพ จึงได้จัดทำกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกร SF และ YSF ให้เป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรเบื้องต้น เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งด้านธุรกิจเกษตรให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปทุเรียน อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ออนไลน์ ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีบุคคลเป้าหมาย
เป็นเกษตรกรจากแปลงใหญ่ทุเรียน 14 จังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารกลุ่มในเรื่องเงินทุนแก่สมาชิก ข้อมูลปัญหาของกลุ่มและของเกษตรกร ข้อมูลสถานการการผลิตคาดว่าทุเรียนในฤดูเหลือน้อยแล้ว ส่วนทุเรียนนอกฤดูจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และร่วมหารือประเด็นปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาตลาด จึงแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้เกษตรกรแปลงใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการปุ๋ยของกระทรวงพาณิชย์และใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ และหาแนวทางการจำหน่ายแบบออนไลน์ให้ประสบผลสำเร็จ

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีแปลงใหญ่ทุเรียนจำนวน 111 แปลง จังหวัดยะลา มีจำนวนมากที่สุด 29 แปลง รองลงมาได้แก่ จังหวัดชุมพร 24 แปลง และจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดละจำนวน 10 แปลง ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5

จังหวัดสงขลา ได้ผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานเครือข่ายแปลงใหญ่ทุเรียนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนให้แปลงใหญ่ทุเรียนผลิตทุเรียนภาคใต้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการควบคุมคุณภาพทุเรียนเพื่อการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ของทุเรียนผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาด

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597800

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ  ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : หมอดินอาสาเมืองยโสธรพลิกฟื้นดินคุณภาพต่ำ ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน-ปลูกกินเหลือขายลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถทำการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งผลจากการดำเนินงาน ได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง เกิดความร่วมมือการมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรดินเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกได้อย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตสินค้าอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อชีวิตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นผู้ได้รับรางวัลหมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2564 และเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จนประสบความสำเร็จ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ต่อเนื่อง เปิดเผยว่า เดิมที่มีอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพดิน เนื่องจากเป็นชุดดินจักราช (Ckr) กลุ่มชุดดินที่ 40 พบปัญหา คือ ดินเป็นกรด เนื้อดินค่อนข้าง
เป็นดินทราย มีปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พืชที่ปลูกมีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ง่าย การทำนาในช่วงแรกจึงทำให้ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานแปลงเกษตรที่ประสบความสำเร็จจากหลายๆ พื้นที่ จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนามาทำเกษตรผสมผสาน โดยแบ่งพื้นที่ 31 ไร่ เป็นนาข้าว 18 ไร่ ปลูกข้าวข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 และข้าวขาวมะลิ 105 ปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ ซึ่งจะมีทั้ง ไม้ผล เช่น มะม่วง กล้วยน้ำว้า ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนใหญ่เป็นผักท้องถิ่นเช่น ผักปังบัวบก ผักชี มะเขือ มะนาว ตะไคร้ ผักหวานป่า ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดาวเรือง เยอบีร่า เป็นต้น ปลูกอ้อยคั้นน้ำ 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 1 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร และเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำให้แก้ไขปัญหาสภาพดิน ด้วยการใช้โดโลไมท์ ปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า แล้วไถกลบ และปรับรูปแบบแปลงนาให้ใหญ่ขึ้น ทำคันนาตามแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินส่วนการจัดการดินในการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น จะใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์พด.1 ในการเตรียมหลุมเพาะปลูก ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์พด.2 ฉีดพ่นต้นไม้ผลในระยะเจริญเติบโต และระยะที่ไม้ผลกำลังติดดอกและใช้เศษฟางข้าวคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน การจัดการดินในแปลงปลูกข้าว จะปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก และใช้น้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ในการไล่เพลี้ยและแมลงที่รบกวนในแปลงปลูกข้าว และไถกลบตอซังหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแทนการเผาตอซัง

นายสำรอง บอกอีกว่า หลักการทำเกษตรผสมผสานของตน คือปลูกหลายสิ่งที่อยากกิน ทำหลายๆ สิ่งที่เราต้องการ เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้ วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่ โดยทั้งหมดจะเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีในการผลิต เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้บริโภค ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงนำไปจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นและจำหน่ายที่หน้าสวน ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อเดือน จากการทำเกษตรอินทรีย์และมีการปรับปรุงบำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามลำดับ และยังได้รับคัดเลือกจากกรมพัฒนาที่ดิน ให้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2555

“เกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีใจรักและมีความอดทน ไม่หวังผลเพียงแค่ระยะสั้นเพราะเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิกใช้สารเคมีทุกชนิดในแปลงเกษตร รวมถึงต้องปลูกพืชสร้างแนวกันชนเพื่อป้องกันละอองเคมีจากแปลงข้างๆ เข้าสู่แปลงเกษตรของเรา เพื่อความสมบูรณ์ทางชีวภาพในระบบนิเวศและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามสมดุลของธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะเป็นอินทรีย์ได้ 100% แต่สิ่งที่ได้คือ คุณภาพดิน สภาพแวดล้อมในแปลงเกษตรจะค่อยๆ อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ในขณะที่ตัวเราเองก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ความตั้งใจต่อจากนี้ไป คือต้องการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ ให้เยาวชน คนรุ่นใหม่และเกษตรกรทั่วไป นำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาและการปรับปรุงบำรุงดิน เพราะเมื่อดินดี ก็จะนำไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน” นายสำรอง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน ไอคอนการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (https://www.ldd.go.th/Web_PGS/index.html) หรือ โทร.0-2579-4194 สายด่วน 1760

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’ มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597573

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

รายงานพิเศษ : ‘กาแฟเดอม้ง’มรดกแห่งขุนเขา จากยอดดอยมณีพฤกษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปลูกกาแฟมาตรฐานอินทรีย์ตามแนวป่า แล้วนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เดอม้ง” ก่อเกิดรายได้ยั่งยืนในชุมชน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร คือผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านบนดอยมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

นายวิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ หมู่ที่ 11 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของเส้นทางการทำธุรกิจกาแฟไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนเองเป็นชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็น มีต้นไม้ปกคลุมเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟเป็นอย่างยิ่ง จากความสนใจประกอบกับที่เรียนจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความตั้งใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ด้วยการเริ่มต้นปลูกกาแฟเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ปลายปี 2558

“บ้านมณีพฤกษ์แต่เดิมนั้นเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยมาก่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน กระทั่งในปี พ.ศ. 2527 ทางการจึงได้เข้ามาพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆให้ชาวไทยภูเขา นำเอาโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในลุ่มแม่น้ำน่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (พมพ.) เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและดอกไม้เมืองหนาว อย่างสตรอว์เบอรี่ ลูกท้อ แต่พืชที่สร้างรายได้หลักคือกาแฟ ซึ่งปลูกกันอยู่หลายสายพันธุ์” วิชัย กล่าว

กาแฟเดอม้ง มีความโดดเด่นในเรื่องของสายพันธุ์อาราบิก้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกอิชา คาติมอร์ ทิปปิก้า จาวา ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่ปลูกบนดอยสูง 1,400-1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และมีดินภูเขาไฟซึ่งมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง ทำให้เหมาะสมกับการปลูกกาแฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้จุดเด่นของกาแฟเดอม้งยังอยู่ที่การผลิตซึ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ กรรมวิธีในการปลูกเป็นแบบอินทรีย์ไม่พึ่งพาสารเคมีในทุกขั้นตอน มีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จนได้รับมาตรฐานการผลิต GAP รวมทั้งยังมีการส่งเสริมคนในชุมชนปลูกกาแฟไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากกาแฟนั้นเป็นพืชที่ต้องปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านหันมาดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นมิตร ลดปัญหาการถางป่าทำไร่เลื่อนลอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปได้

ด้าน นายประพันธ์ จันทร์ผง เกษตรอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ เดอม้งมณีพฤกษ์เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตกาแฟเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวของเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน และขยายจำนวนสมาชิกเพื่อเข้าร่วมเป็นแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้คั่วกาแฟ

ความสำเร็จอีกขั้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์ คือการคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท Natural Process และ Honey Process จากการประกวด Thailand Special Coffee Awards 2021 มาครองได้ในปีนี้ ซึ่งรางวัลที่ได้นั้นวิชัยบอกว่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการผลิตกาแฟคุณภาพเพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟเดอม้งมณีพฤกษ์มีการบริหารจัดการภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบมีการหักเงินรายได้จากการจำหน่ายกาแฟ เพื่อนำมาพัฒนากลุ่มและสร้างศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมวัฒนธรรมของชาวม้งและความรู้เรื่องการผลิตกาแฟไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สนใจกาแฟคุณภาพเดอม้งสามารถสั่งซื้อได้ทาง Facebook : Coffee De Hmongกาแฟเดอม้ง หรือสอบถามได้ที่ 06-3562-6696