รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.45 น.

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ายังคงพบได้ในสังคม ทั้งในแง่การตีตราผู้ป่วย และอีกด้านหนึ่งคือการใช้คำว่าซึมเศร้า ในบริบทที่อาจไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์ที่แท้จริง

ดังนั้น จึงอยากให้สังคมมีความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าให้ถูกต้อง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจแท้จริง ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมโดยรวม โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความเศร้าหรือความท้อแท้ชั่วคราว แต่เป็นโรคทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย รู้สึกว่างเปล่า หรือไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาการเหล่านี้มักเป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งสำคัญคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่สามารถหายได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย

อาการโรคซึมเศร้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเกือบตลอดเวลา เบื่อ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก นอนไม่หลับ หลับยาก หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ สมาธิลดลง คิดช้า ตัดสินใจลำบาก รู้สึกไร้ค่า โทษตนเอง บางรายอาจมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต้องไปขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ โรคซึมเศร้าไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง การรู้สึกเครียด เหนื่อย หมดไฟ หรือเศร้าในบางช่วงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป อาการหลายอย่างอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาครอบครัว การทำงานหนัก หรือภาวะเจ็บป่วยทางกายบางชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายโรคซึมเศร้าได้ 
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ โดยพิจารณาทั้งอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ต้องได้รับความเข้าใจและเห็นใจจากสังคม อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องใช้คำว่าซึมเศร้าอย่างระมัดระวัง และสอดคล้องกับการประเมินทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม และกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จริง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการอ้างโรค หรือไม่พยายามดูแลตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการเรียนหรือการทำงานเป็นการชั่วคราวในบางช่วง ทั้งนี้ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และจิตแพทย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและการใช้ชีวิตประจำวัน
ข่าวดีคือโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การพูดคุยให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การใช้ยาในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้หายขาดทันทีเหมือนยาฆ่าเชื้อ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการดีขึ้น ลดความทุกข์ทางใจ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วสามารถหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่บางรายอาจต้องรักษาเป็นเวลานาน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยเฉพาะบุคคล 
ยาต้านเศร้าไม่จัดเป็นยาเสพติด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ และห้ามหยุดใช้ยาเอง เพราะการหยุดยาโดยพลการเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคและการมีส่วนร่วมในการรักษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การติดตามการรักษาตามนัด และการสื่อสารกับแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
โรคซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ขอย้ำว่าโรคนี้ในทางการแพทย์มักพบได้บ่อย แต่สามารถรักษาได้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 

ดังนั้น การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม การไม่ตีตราผู้ป่วย และไม่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
เมื่อได้รับการประเมิน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผสมกับการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยจำนวนมากก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้อีกครั้ง

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สร้างภูมิให้ร่างกายสู้ภัย PM 2.5

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ต้องบอกตรง ๆ ว่าช่วงนี้ประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับ PM 2.5 หนักหน่วงสุด ๆ เมื่อตื่นลืมตาแล้วเปิดหน้าต่างมองไปนอกห้อง ก็เห็นทันทีว่ามีฝุ่นพิษ PM 2.5 จัดมาก ทำให้วิตกว่าแล้วเราจะรอดพ้นมะเร็งปอดได้ไหมหนอ แต่หากจะบอกว่า คิดมากไปหรือไหม คำตอบคือ ไม่เลย เพราะว่ามีฝุ่นพิษ PM 2.5 จัดมาก มากจนอดหวาดวิตกไม่ได้

ปกติแล้วเวลาเราหายใจ ขนจมูกและน้ำมูกจะช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถจับ PM 2.5 ได้ เพราะมันเดินทางผ่านหลอดลมเข้าสู่ถุงลมปอด แล้วซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงทันทีที่หายใจสูดมันเข้าไป แล้วที่หนักกว่านั้นคือในฝุ่นพิษนี้ยังมีสิ่งแปลกปลอม เช่น โลหะหนัก สารเคมี และสารก่อมะเร็ง เมื่อมันหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะมองว่ามันเป็นผู้บุกรุก จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว แล้วพากันปล่อยสารอักเสบออกมาเพื่อต่อสู้ แล้วยังทำให้เราเกิดภาวะอักเสบกระจายไปทั่วร่างกาย 

ฝุ่นพิษ PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ของเราเสื่อมสภาพเร็วและยังก่ออาการโดยทำให้ผิวหนังแพ้ง่าย เกิดริ้วรอย และหากร่างกายได้รับฝุ่นพิษนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้กำเริบ หอบหืด หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง

ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่เหมือนกับทหารคอยปกป้องบ้านเมือง คอยฟาดฟันทำลายศัตรู เมื่อศัตรูคือฝุ่นพิษ PM 2.5 อยู่รายล้อมรอบตัวเราแบบนี้ จึงต้องเช็คว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานเก่งแบบรับมือกับมันไหวหรือไม่ ภูมิคุ้มกันของเราทำงานไหวไหม ช่วยปกป้องร่างกายของเราได้หรือไม่ 

ลองสังเกตดูว่าใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรามีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่ เช่น หายใจช้ากว่าปกติ คัดจมูก มีน้ำมูก ไอแห้งตลอด ๆ แม้ว่าจะพักผ่อนหรือกินยาแล้วก็ตาม ผิวหนังมีผื่นคัน แพ้ง่ายกว่าปกติ หรือมีผื่นขึ้นในที่ที่ไม่ควรขึ้น มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนนานก็จริงแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น สมองตื้อ คิดอะไรก็ช้า ตาอักเสบหรือแห้งผิดปกติ แสบตา ตาแดง มีขี้ตา และสัญญาณสุดท้ายคือ ป่วยง่าย เจ็บคอบ่อย ๆ เป็นหวัดง่าย แบบนี้แสดงว่าภูมิคุ้มของเราไม่ดี ร่างกายแย่แล้ว

สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ อย่าพาตัวไปอยู่ท่ามกลางฝุ่นพิษ ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากมาก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่พอช่วยได้ก็คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ โดยต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย นอนในที่ปลอดภัยที่ไร้ฝุ่นพิษและมลพิษอื่น ๆ ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่ถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศ อย่างน้อยก็เช็ดพื้นกำจัดฝุ่นเป็นประจำ และหมั่นจิบน้ำตลอดเวลาในยามตื่น 
หลายคนเมื่อเห็นฝุ่นพิษแล้วรีบวิ่งเข้าร้านยา หาซื้อวิตามินกินจนวุ่นวาย แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้วเราควรเริ่มจากการล้างพิษด้วยการดื่มน้ำให้พอ จิบน้อย ๆ  แต่บ่อย ๆ โดยทั้งวันให้ได้ 1.5-2 ลิตร คุณูปการของการดื่มน้ำให้เพียงพอ คือช่วยให้ระบบน้ำเหลืองกำจัดของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือ ล้างจมูกให้บ่อยขึ้น จะช่วยเคลียร์ฝุ่นพิษที่ติดในโพรงจมูกได้ ซึ่งเหมาะมากกับวันที่ต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ แต่ที่ละเลยไม่ได้คือ ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ต้องกินครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้หลากสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักผลไม้ อย่าลืมว่าอาหารไทยมีเครื่องแกง และเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมภูมิต้านอักเสบได้ เช่น ขิง หอมแดง หอมใหญ่ ขมิ้นชัน เลือกกินเมนูเหล่านี้ให้มากขึ้นในช่วงมีฝุ่นพิษมาก ๆ แล้วต้องงดเหล้า บุหรี่ เพราะมันเป็นตัวเพิ่มการอักเสบ และทำให้มีอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แล้วก็ต้องงดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารหวาน ๆ ทั้งหลาย ย้ำว่าเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยง

จากข้อมูลย้อนหลังและพยากรณ์อากาศทำให้เห็นว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 มีมากในช่วงธันวาคมถึงเมษายนทุกปีแต่ช่วงที่หนักที่สุดคือมกราคมถึงมีนาคม โดยเดือนที่โหดร้ายที่สุดที่ได้จากสถิติ IQAir และกรมควบคุมมลพิษคือเดือนมีนาคม เป็นเดือนที่ค่าฝุ่นพิษพุ่งสูงที่สุดในรอบปี เพราะอากาศแห้งจัด ลมสงบนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมตัวหนาแน่น แต่ฝุ่นพิษ PM 2.5 จะหมดไปก็เมื่อมีฝนตกลงมา ดังนั้น ต้องใส่ใจดูแลตัวเองให้ดี ตราบใดที่มียังฝุ่นพิษ เราก็ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของเราให้มากขึ้น

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

สภาพอากาศในช่วงนี้เรียกว่าวิกฤตก็น่าจะได้ ทุกคนคงรับรู้ได้ เพราะส่งผลให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ และคันหน้าตา และคันตัว ยิ่งคนที่มีคนที่ปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว ยิ่งประสบความเดือดร้อนหนัก เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ที่เมื่อสูดฝุ่นเข้าไปในระบบทางเดินหายใจมาก ๆ ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้

ดังนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ก็ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ริมถนนใหญ่ บริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง การก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ทราบอยู่แล้วว่าสภาพอากาศเลวร้าย มีปริมาณ PM 2.5 หนักมาก ๆ เพราะฉะนั้น หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ก็ต้องสวมใส่หน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นได้ระดับ N95 หรือเทียบเท่า เพราะหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่เพียงพอกับการกันฝุ่นขนาดจิ๋ว ส่วนคนที่ชอบออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ต้องงดไปก่อนในระยะที่ฝุ่นพิษระบาดหนัก

ในช่วงนี้ ดูเสมือนว่าบางวันอากาศเย็นสบาย บางคนก็เปิดประตูหน้าต่างรับลม บางคนเปิดหน้าบ้านแล้วนอนรับลมเย็น ต้องขอบอกตรง ๆ ว่า ในภาวะที่มีฝุ่นพิษมาก ๆ เช่นนี้ ขอร้องว่าอย่าเปิดหน้าต่างบ้านแล้วนอน และขอแนะนำว่าต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบ้านให้มากขึ้น และต้องดูดฝุ่น ถูพื้นให้บ่อยขึ้น หากสามารถติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพได้ ก็จะช่วยให้มีอากาศดีภายในบ้าน แต่ถ้าพักอาศัยอยู่ในเขตที่สภาพอากาศไม่ดีมาก ๆ ก็ต้องสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลา แม้แต่เวลาอยู่ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยกับสุขภาพ ขอย้ำว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจเกิดอาการกำเริบของโรคได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมไว้ให้พร้อม พกยาติดตัวไว้ตลอดเวลา รวมถึงตรวจสอบซ้ำว่ามียาสำรองเพียงพอหรือไม่ แต่หากมีอาการกำเริบบ่อยกว่าปกติ ต้องรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดเพื่อประเมินการรักษาว่าต้องปรับหรือเพิ่มยาหรือไม่

คนที่มีอาการแพ้ เช่น เจอฝุ่นแล้วน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม และภูมิแพ้ระบบผิวหนัง มีอาการคันตามร่างกายเมื่อสัมผัสฝุ่น อาจต้องรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนเป็นประจำ แทนที่จะรับประทานตามอาการ การรับประทานยาตามอาการอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการกินยาเป็นประจำ เพื่อป้องกันการแพ้ โดยยาแก้แพ้เบื้องต้นที่แนะนำให้รับประทานคือ ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วง หรือง่วงน้อย เนื่องจากยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่รับประทานแล้วง่วงอาจจะมีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไป ไม่ว่าจะทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง หรือง่วงนอนจนไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวกับการขับรถ ควบคุมเครื่องจักร หรือทำงานในที่สูงได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคบางโรค เช่น ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

ปัจจุบัน ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ลอราทาดีน (Loratadine) เดสลอราทาดีน (Desloratadine) ไบลาสทีน (Bilastine)

สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ก่อนใช้ยาแก้แพ้ใด ๆ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อเลือกชนิดและขนาดของยาให้เหมาะสม เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด รวมถึงไม่เกิดปัญหายาตีกับยารักษาโรคเรื้อรังที่กำลังใช้อยู่

เมื่อเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพิษและฝุ่นต่าง ๆ ได้ ก็ต้องอยู่กับมันด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของเรา

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาเสื่อมสภาพ ยาหมดอายุ ต้องทิ้งสถานเดียว

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ก่อนอื่นต้องถามว่า ตรวจดูยาต่าง ๆ ในบ้านคุณบ้างไหมว่าหมดอายุหรือยัง หรือเก็บยาไว้ในที่ที่ไม่ทำให้ยาเสื่อมสภาพหรือไม่ หากตอบว่าไม่เคยดูวันหมดอายุของยา ก็ต้องดูโดยด่วน หากหมดอายุ ก็ต้องทิ้งทันที
การใช้ยาให้ปลอดภัย ไม่ใช่เพียงรับประทานตามคำสั่งแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบวันหมดอายุและสภาพของยาก่อนใช้ทุกครั้ง หากพบว่ายาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ต้องทิ้งให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างยาเสื่อมสภาพ เช่น ยาเม็ดและแคปซูล อาจมีสีเปลี่ยนไป เช่น จากสีขาวกลายเป็นเหลืองหรือมีจุดดำ เม็ดแตกหักง่ายหรือมีผงร่วงออกมา มีกลิ่นผิดปกติ ถ้าเป็นยาน้ำ เช่น ยาน้ำเชื่อม ลักษณะการเสื่อมคือ สีเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น น้ำเชื่อมใสกลายเป็นขุ่น มีกลิ่นแปลกหรือรสชาติเปลี่ยน มีตะกอนหรือการแยกชั้น ยาผงแห้งสำหรับละลายน้ำหากผสมแล้วเกินระยะเวลาที่กำหนด เช่น 7 วัน หรือ 14 วันตามฉลาก ไม่ควรใช้ ถ้ายังไม่ผสมแล้วเนื้อผงจับตัวเป็นก้อนหรือเปลี่ยนสี ก็ต้องทิ้งไป สำหรับ ยาขี้ผึ้งและครีม หากเนื้อครีมแยกชั้นเป็นน้ำมันและเนื้อครีมมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดปกติ หรือสีเปลี่ยนไปจากเดิม ลักษณะแบบนี้แปลว่ายาเสื่อมสภาพแล้ว นอกจากนี้ยาหยอดตาที่เปิดใช้แล้วเกิน 1 เดือนก็ต้องทิ้ง แม้ยังใช้ไม่หมด เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค
การใช้ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะประสิทธิภาพลดลง ยาที่หมดอายุไม่สามารถรักษาโรคได้ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคืออาจเกิดสารพิษ ยาบางชนิดเมื่อเสื่อมสภาพ อาจเปลี่ยนเป็นสารอันตราย เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจทำให้เกิดพิษต่อไต การใช้ยาปฏิชีวนะที่หมดอายุ อาจทำให้เชื้อโรคไม่ถูกกำจัดให้ และจะเกิดการดื้อยา เป็นต้น ดังนั้น เราจึงควรสำรวจตู้ยาและสถานที่เก็บยาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้มียาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ

ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ คือขยะ แต่ที่มากกว่านั้นมันจะเป็นอันตราต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การกำจัดหรือจัดการจึงต้องทำอย่างระมัดระวังและรัดกุม 
วิธีการทิ้งยาอย่างถูกต้อง ได้แก่ ส่งคืนที่สถานพยาบาล โรงพยาบาลและร้านขายยาหลายแห่งมีจุดรับคืนยาเสื่อมสภาพ วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด เพราะมีระบบกำจัดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน แต่หากไม่สะดวก หรือหาจุดรับคืนยาไม่ได้ วิธีการทิ้งยาก็จะยุ่งยากขึ้นมาสักหน่อย คือ หากมีฉลากระบุชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของเราจะต้องดึงออกก่อน จากนั้นต้องแยกยาออกจากบรรจุภัณฑ์ แล้วเอายาผสมกับเศษอาหารหรือดิน เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิทก่อนทิ้งลงถังขยะ พร้อมกับติดฉลากให้ผู้รับขยะไปกำจัดต่อว่าเป็นขยะยาหมดอายุ สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การทิ้งยาลงชักโครกหรือท่อระบายน้ำ และไม่ทิ้งยาลงถังขยะโดยตรง เพราะอาจมีคนเก็บไปใช้ต่อ

การทิ้งยาบางประเภทที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะ สารเคมีจากยาอาจปนเปื้อนในน้ำ ทำให้สัตว์น้ำได้รับผลกระทบ ยาปฏิชีวนะที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอาจทำให้เชื้อโรคในธรรมชาติดื้อยา สารบางชนิดอาจสะสมในดินและกระทบต่อการเพาะปลูก

หากคุณมีโรคประจำตัวแล้วต้องรับยาทุก ๆ 3-4 เดือน และคุณหมอสั่งยาเผื่อให้เป็นประจำ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่อยู่กับคุณมีเหลือจำนวนมาก คุณสามารถแจ้งกับโรงพยาบาลที่ไปรับบริการว่า ขอลดจำนวนยาที่นำกลับไปใช้ โดยขอรับแค่จำนวนที่เพียงพอสำหรับวันนัดครั้งหน้า และอาจแจ้งกับคุณหมอที่สั่งยาได้ด้วย เพียงเท่านี้ก็จะลดภาระเก็บยาหรือทำลายยาเมื่อหมดอายุหรือเสื่อมสภาพได้ และลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายยาของทุกภาคส่วน และขอย้ำว่า เมื่อได้รับยาไปแล้ว ต้องเก็บรักษายาให้ถูกต้อง เพราะสำคัญกับการคงคุณภาพของยา

ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องเก็บในที่แห้งและอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อนหรือชื้นเกินไป หลีกเลี่ยงการวางยาในที่โดนแสงแดดโดยตรง ปิดฝาภาชนะให้สนิททุกครั้งหลังใช้ ไม่ควรเก็บยาไว้ในรถยนต์ เพราะอุณหภูมิสูงทำให้ยาเสื่อมเร็ว ตรวจสอบยาที่มีอยู่เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อคัดแยกยาที่หมดอายุออก

ปีใหม่นี้ ขอให้สำรวจและดูยาที่มีอยู่ในบ้าน หากพบยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ต้องจัดเก็บและทิ้งให้ถูกวิธี 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.42 น.


โรคความดันโลหิตสูงอาจเป็นฆาตกรเงียบของมนุษย์ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเตือนใด ๆ แต่ในขณะเดียวกัน แรงดันเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญภายในร่างกายได้อย่างช้า ๆ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุม โรคนี้จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และไตวายเรื้อรัง

การที่เราเข้าใจเกี่ยวกับโรค และการใช้ยาลดความดันโลหิตอย่างถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตัวเอง

ความดันโลหิต คือแรงดันที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดและคลายตัว โดยค่าความดันจะมีค่าบนซึ่งเป็นค่าแรงดันขณะหัวใจบีบตัว และค่าล่างซึ่งเป็นแรงดันขณะหัวใจคลายตัว ภาวะความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นเมื่อค่าความดันสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

สาเหตุของความดันโลหิตสูงแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ มากกว่า 90 % ไม่สามารถระบุสาเหตุเฉพาะเจาะจงได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากความซับซ้อนของปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติ กับอีกชนิดคือความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10 % โดยเกิดจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายที่ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งหากรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ความดันโลหิตก็จะกลับมาเป็นปกติ ตัวอย่างโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคไตเรื้อรัง หลอดเลือดแดงที่ไตตีบ เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต โรคต่อมไทรอยด์บางชนิด และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูงชนิดใดก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงและควบคุมได้ยาก ได้แก่ อายุที่เพิ่มสูงขึ้นตามวัย ทำให้หลอดเลือดจะเริ่มแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป เพศชายมักมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ในเพศหญิงจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในวัยหลังหมดประจำเดือน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรม ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งทำให้หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดเลี้ยงทั่วร่างกาย การกินเค็ม หรือโซเดียมสูงทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในหลอดเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรเลือดและแรงดันสูงขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำจะทำลายหัวใจและเพิ่มความดันโลหิต การสูบบุหรี่ซึ่งสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและทำให้หลอดเลือดหดตัว แล้วยังทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ส่วนคนที่ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียดเรื้อรัง ก็เสี่ยงมาก ซึ่งหากมีความเครียดสะสมเป็นเวลานานจะนำไปสู่ความดันโลหิตสูงแบบถาวร ส่วนโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน และ ไขมันในเลือดสูง ทำให้มีความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เนื่องจากโรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเสียหายของหลอดเลือด

ดังนั้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นความดันโลหิตสูง นอกจากการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้อย่างเคร่งครัดต่อเนื่องแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงก็จำเป็น จึงต้องลดการสูบบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก คุมอาหารเค็ม รักษาโรคเรื้อรังอื่น และออกกำลังกายให้เหมาะสม ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตอยู่ในค่าเป้าหมายได้ดี

สำหรับยาที่ใช้รักษาเพื่อลดความดันโลหิตมีหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน เพื่อมุ่งเป้าไปที่การลดแรงดันในหลอดเลือดและปกป้องอวัยวะสำคัญ ซึ่งการใช้ยาทุกชนิดนี้ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ห้ามผู้ป่วยหยุดยาเองโดยเด็ดขาด เพราะการหยุดยาโดยไม่มีการควบคุมทางการแพทย์ อาจทำให้ความดันดีดกลับสูงขึ้นอย่างรุนแรง แล้วนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น หลอดเลือดสมองแตกฉับพลัน แต่หากเกิดอาการข้างเคียงใด ๆ จากการใช้ยาต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อปรับยาให้เหมาะสมที่สุด แต่ยังต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยในการควบคุมอาหารและพฤติกรรมควบคู่กันไป เพื่อให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ยาดมสมุนไพรเป็นของคู่ใจคนไทยมาช้านาน ช่วยให้รู้สึกสดชื่น คลายวิงเวียน และผ่อนคลายได้ บางคนใช้แก้ง่วงแก้เครียดซะด้วยซ้ำ แต่เบื้องหลังความหอมเหล่านั้นคือคำถามสำคัญที่เรามักมองข้ามว่า “ปลอดภัยจริงหรือไม่” เพราะแม้ยาดมสมุนไพรจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่หากกระบวนการผลิตไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน ยาดมที่ดูเหมือนธรรมดาอาจกลายเป็นแหล่งนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานมานี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ในยาดมสมุนไพรบางผลิตภัณฑ์ ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มักมีที่มาจากดินหรือสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่มีกระบวนการทำความสะอาด กำจัดหรือลดเชื้อ และกระบวนการผลิตที่ดี ก็จะทำให้มีโอกาสที่มีการปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการสูดดม ยาสมุนไพรชนิดรับประทานหากไม่มีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่ดี ก็สามารถพบเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานได้เช่นกัน พอเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราสูดดม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นต่อระบบทางเดินหายใจและปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ หากเป็นยาสมุนไพรชนิดรับประทาน เชื้อเหล่านี้ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย อาการแพ้ และอักเสบได้
ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย รา และเชื้อบางสายพันธุ์ที่จำเพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
อย่างที่เรียนให้ทราบ สมุนไพรมาจากธรรมชาติ การพบเชื้อจุลินทรีย์ในวัตถุดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่สำคัญคือการลดปริมาณเชื้อให้เหลือน้อยที่สุดก่อนนำมาใช้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขั้นตอนเริ่มต้นคือการล้าง ตากแห้ง และควบคุมความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราขยายตัว ในขั้นตอนการผลิต โรงงานต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดีตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ และให้ความสำคัญกับความสะอาดของอุปกรณ์ วัตถุดิบ และบุคลากร บางกรณีต้องใช้การฉายรังสีแกมมา หรืออีบีม หรือเอ็กซเรย์เพื่อฆ่าเชื้อหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ทำลายสารสำคัญของสมุนไพร กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีต้นทุนมาก และมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่ให้บริการ จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของผู้ผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความตั้งใจดีแต่ขาดทรัพยากร

ผู้เขียนคลุกคลีอยู่กับเรื่องของคุณภาพสมุนไพรมาเป็นสิบปี พอจะเห็นภาพรวมของความท้าทายทั้งในมุมของผู้ประกอบการและเชิงกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค และระบบการตรวจสอบคุณภาพ สมุนไพรจำนวนมากใน
2 / 2

ประเทศไทยเป็นพืชพันธุ์ที่ทรงคุณค่าทั้งทางยาและวัฒนธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็น “ความท้าทาย” ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้ก้าวไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง

ในวงการสมุนไพรไทย เรามีผู้ประกอบการอยู่หลากหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความพร้อม มีความรู้ และตั้งใจผลิตอย่างมีมาตรฐาน กลุ่มที่สองคือผู้ที่อยากทำดีแต่ยังไม่พร้อม อาจขาดองค์ความรู้หรือทรัพยากร ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่มุ่งขายอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย เน้นกำไร และไม่ใส่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างภาพลบต่อวงการสมุนไพรโดยรวม ในความเป็นจริงแล้ว สมุนไพรไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง การเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

ในประเด็นของการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร จริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อีกหลายภาคส่วนของรัฐมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการอย่างเพียงพอ และยังต้องหานโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการฉายรังสีในต้นทุนที่ทำให้ธุรกิจสมุนไพรอยู่ได้ สิบปีผ่านไป ปีนี้อาจจะเป็นปีหนึ่งที่รัฐมองเห็นประเด็นสำคัญของปัญหาในธุรกิจสมุนไพรไทย และถึงเวลาลงมือแก้ไขอย่างแท้จริง 

สมุนไพรไทยไม่ใช่เป็นเพียงมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ปัญหาคุณภาพเป็นเรื่องใหญ่ถ้าอยากให้สมุนไพรไทยก้าวสู่ตลาดสากล หากเราร่วมกันดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สมุนไพรไทยจะไม่เพียง “หอมชื่นใจ” แต่ยัง “ปลอดภัย เชื่อถือได้ และทรงคุณค่า” สมดังความตั้งใจของผู้ประกอบการและคนไทยที่อยากเห็นสมุนไพรไทยก้าวไกลไปทั่วโลก

 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนินนานหลายทศวรรษที่คนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณนานัปการอันหาที่สุดมิได้จากน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พสกนิกรไทยมีความผูกพันและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสูงเสมอมา

ข่าวการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 จึงถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทย คนไทยตระหนักดีว่าพระองค์ท่านทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทย พระองค์พระราชทานความรัก ความห่วงใย และพระเมตตาอันล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ และได้รับรู้ชัดเจนถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความผาสุกของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ 

ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงด้านการสาธารณสุขได้ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ท่านทรงสนับสนุนด้านสมุนไพรของไทยมาโดยตลอด เพราะทรงตระหนักว่าสมุนไพรไทยมีคุณต่อสุขภาพของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเน้นสุขภาวะองค์รวมของประชาชน และมีพระราชดำริที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ทรงมองว่าสุขภาพมิใช่เพียงการไม่มีโรคภัย แต่แท้ที่จริงคือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายกและใจไปพร้อม ๆ กัน  สมดั่ง พระราชดำรัสที่ว่า “จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” สะท้อนถึงแนวคิดสุขภาวะองค์รวมที่พระองค์ทรงยึดถือและผลักดันเสมอมา ทรงตระหนักว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย ทั้งด้านบุคลากรการแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ และความรู้ด้านสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญคือการจัดตั้ง “หน่วยแพทย์พระราชทาน” ในปี พ.ศ. 2510 เพื่อให้บริการการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม หน่วยแพทย์พระราชทานมิได้แค่เพียงให้การรักษาเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการแจกจ่ายยา ให้ความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้อง และส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยา หน่วยแพทย์พระราชทานยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับระบบสาธารณสุขของรัฐ โดยส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทางไปยังโรงพยาบาลหลัก พร้อมทั้งเก็บข้อมูลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาสุขภาพในระยะยาว

ยังมีโครงการเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ทรงสนับสนุน “โครงการแพทย์ประจำหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นการฝึกอบรมบุคคลในชุมชน ให้มีความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงการใช้ยาอย่างปลอดภัย และการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพ พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กระชายดำ และบัวบก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่สืบต่อไป

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่แสนยิ่งใหญ่ที่พระราชทานต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ พระองค์ทรงก่อตั้ง “มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อให้การดูแลทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อพระองค์ทรงพบราษฎรเจ็บป่วยก็จะทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมูลนิธิฯ ให้การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดหาเวชภัณฑ์ ยา และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และผู้พิการ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางกายและจิตใจของผู้บาดเจ็บ และพิการด้วย

พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือในยามวิกฤตเสมอมา โดยพระราชทานยา เวชภัณฑ์ และพระราชทานกำลังใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในยามที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ทรงพระชราภาพและยังทรงพระประชวร แต่พระองค์ยังทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ไม่เสื่อมคลาย จึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เพราะทรงเห็นว่าหากบุคลากรการแพทย์ประสบปัญหาสุขภาพ จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานสำคัญของประเทศได้ผลดี

สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมสมุนไพรไทยในระดับนโยบาย มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยสมุนไพรในหลายภูมิภาค เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการใช้สมุนไพรในระบบสาธารณสุข ทรงส่งเสริมการปลูกสมุนไพรในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังสร้างรายได้เสริมจากการแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาหม่อง น้ำมันสมุนไพร และชาสมุนไพร

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมิได้เป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ หากแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงส่องทางให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพและสาธารณสุขทุกระดับของประเทศไทย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า “สุขภาพ” มิใช่เพียงเรื่องของการรักษาโรค แต่คือการดูแลชีวิตอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ และเข้าถึง
ในฐานะผู้เขียนมีบทบาทในแวดวงสุขภาพและยา จึงขอน้อมนำแนวทางของพระองค์มาเป็นหลักในการทำงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยาอย่างปลอดภัย การพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ป่วย หรือการฟื้นฟูภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเพื่อให้มีผลดีต่อระบบสุขภาพยั่งยืนของประเทศ

การสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการลงมือทำด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ด้วยความเข้าใจในความทุกข์ของผู้ป่วย และด้วยความเชื่อมั่นว่า “สุขภาพที่ดีคือรากฐานของชีวิตที่มีคุณภาพ” ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ร่วมกันสืบสานงานต่อจากพระองค์ เพื่อให้น้ำพระทัยจากพระเมตตายังคงสว่างไสวในหัวใจของประชาชนไทยตลอดไป
ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจะดำเนินงานตามพระราชดำริของพระองค์ท่านตลอดไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงอาการปวดชนิดต่าง ๆ ที่เรามักพบเจอในชีวิตประจำวันไปแล้ว สัปดาห์นี้จะกล่าวถึงชนิดของยาแก้ปวดที่เราใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด

สำหรับการใช้ยาบรรเทาปวดที่ใช้กันบ่อยมี 2 ชนิด คือ ยาบรรเทาปวดตัวแรกที่หลายคนคุ้นเคยคือ พาราเซตามอล (Paracetamol หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อะเซตามิโนเฟน, Acetaminophen) เป็นยาแก้ปวดและลดไข้พื้นฐานที่หาซื้อได้ง่าย ยาพาราเซตามอลเป็นยาปลอดภัยสำหรับคนที่ไม่แพ้ยานี้ และเมื่อใช้ตามขนาดที่แนะนำ สามารถใช้บรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรง และช่วยลดไข้ 

แต่มีข้อควรระวังสำคัญที่สุด คือ ห้ามรับประทานเกินขนาดสูงสุดต่อวันเด็ดขาด โดยทั่วไปในผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เท่ากับยาเม็ด 500 มิลลิกรัม ไม่เกิน 8 เม็ด) ห้ามรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรปรึกษาแพทย์ 

การรับประทานยาเกินขนาดแม้เพียงเล็กน้อยแต่ทำต่อเนื่อง หรือคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแล้วกินยาพาราเซตามอล จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับวายเฉียบพลัน

ส่วนยาบรรเทาปวดกลุ่มที่ 2 คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ยาเอ็นเสด, NSAIDs) ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), เซเลคอกซิบ (Celecoxib) เป็นต้น มีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และลดการอักเสบได้พร้อมกัน จึงมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมด้วย เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดประจำเดือน 

แต่มีข้อควรระวังที่สำคัญในการใช้ยาเอ็นเสด (NSAIDs) คือ ยากลุ่มนี้มีผลต่อทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง แสบท้อง หรืออาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ จึงควรรับประทานหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคือง ยากลุ่มเอ็นเสดยังมีผลต่อไตและหัวใจ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง  ย้ำว่าไม่ควรซื้อยากลุ่มเอ็นเสดมากินเองโดยเด็ดขาด และเน้นว่ายานี้ไม่ควรใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือแอสไพรินขนาดต่ำ และขอบอกย้ำ ๆ ว่าต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพราะหากใช้เองแล้วใช้ผิด ก็เพิ่มความเสี่ยงของการมีเลือดออกได้ 

เพื่อให้เราใช้ยาแก้ปวดอย่างได้ผลดี โดยไม่ทำร้ายตนเอง จึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

1. อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่รับประทานยาเกินขนาด หรือเกินความถี่ที่กำหนด  

2. ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อน ต้องตรวจสอบส่วนประกอบของยาที่กำลังจะรับประทาน ว่ามียาตัวเดียวกัน หรือมีส่วนผสมของยาแก้ปวดซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น ยาแก้หวัดบางชนิดมีส่วนผสมของพาราเซตามอล จะทำให้เราได้ยาเกินขนาดได้ 

3. แจ้งข้อมูลสุขภาพแก่เภสัชกรและแพทย์ทราบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ความดันโลหิตสูง ยาประจำตัว หรือยาชนิดอื่นที่ใช้อยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยา 

4. สังเกตอาการแพ้ยา และผลข้างเคียง หากมีผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระสีดำเข้ม ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย(ตอน 1)

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

อาการปวดเป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายส่งออกเพื่อเตือนเราว่ากำลังมีความผิดปกติ หรือได้รับบาดเจ็บ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน เมื่อมีอาการปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน ซึ่งบางครั้งผู้มีอาการยังทนได้ หรืออาจไม่มีเวลาไปพบแพทย์ จึงต้องพึ่งยาบรรเทาปวด แต่การใช้ยาแก้ปวดโดยไม่ระมัดระวังจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้  

อาการปวดมีหลายรูปแบบ บางคนมีอาการเฉียบพลัน มักเกิดทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ หรือหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยต้องเพิ่มการระมัดระวัง และพักผ่อนให้มาก แล้วอาการปวดก็จะหายไป เมื่อสาเหตุที่ทำให้ปวดถูกแก้ไขได้แล้ว

แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรัง เป็นอาการที่คงอยู่เป็นเวลานาน แม้บาดแผลภายนอกจะหายแล้วก็ตาม อาการปวดชนิดนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตอย่างมาก และมักต้องการการรักษาที่ซับซ้อนกว่า 
สาเหตุของอาการปวดที่พบบ่อยที่สุดมักเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ และการใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวันและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลังส่วนล่างที่ปวดเรื้อรังมาจากการนั่งทำงานผิดท่าเป็นเวลานาน หรืออาการปวดคอและไหล่จากการก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ นับเป็นรูปแบบของการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ ๆ 

นอกจากนี้ การบาดเจ็บเฉียบพลันอย่างการข้อเท้าพลิก กล้ามเนื้อฉีก หรือกระดูกหักจากอุบัติเหตุ ก็เป็นสาเหตุของอาการปวดที่รุนแรงและต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนกลุ่มถัดมาคือ อาการปวดจากการอักเสบและการติดเชื้อ ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับสิ่งผิดปกติ เช่น อาการปวดข้อต่อจากโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ ซึ่งเป็นภาวะอักเสบเรื้อรัง หรืออาการปวดฟัน และปวดท้องรุนแรงจากการติดเชื้อ ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม 

การรู้สาเหตุอาการปวดเป็นกุญแจสำคัญ ในการจัดการความปวดได้ตรงจุด และช่วยให้เรารู้ว่าเมื่อใดควรพัก และต้องใช้ยาแก้ปวด และเมื่อไรจำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แล้วจะได้ช่วยป้องกันการกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

หากมีอาการปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ แถมยังปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าที่ยาแก้ปวดทั่วไปจะช่วยบรรเทาได้ ต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาการปวดอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ เช่น ติดเชื้อรุนแรง เนื้องอก หรือภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ 
 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของเหล่าชายชาตรีคือ “นกเขาไม่ขัน” หรือ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างมากเท่าและยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจตัวเอง รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย ปัญหานี้ละเอียดอ่อนมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุให้ชัด เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาให้ถูกต้อง 

การที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือไม่สามารถคงความแข็งตัวไว้ได้นานพอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือด เนื่องจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายต้องอาศัยการไหลเวียนของเลือดที่ดีเยี่ยม แต่หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศไม่แข็งแรง หรือตีบแคบลงจากโรคต่าง ๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี 

ดังนั้น คุณที่มีโรคดังกล่าวจะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษา และรับประทานยารักษาโรคเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ควบคุมโรคต่าง ๆ ได้ดี เพื่อให้คุณภาพของหลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดดี

แต่ในบางรายอาจมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ปัญหาจากระบบประสาท เนื่องจากระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หากระบบประสาทถูกทำลาย ซึ่งอาจมาจากโรคเบาหวาน การผ่าตัดต่อมลูกหมาก หรือโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการแข็งตัวได้ และยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการแข็งตัว หรืออาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แล้วยังสูบบุหรี่จัด สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบบุหรี่จัด มีผลโดยตรงต่อหลอดเลือด และระบบประสาทที่สัมพันธ์กับการหดและขยายหลอดเลือด

นอกจากนี้อาจมีสาเหตุทางจิตใจ โดยเกิดจากภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความตื่นเต้นจนเกินไป การหมกมุ่นอยู่กับ “ความล้มเหลว” ในครั้งก่อน ๆ ก็อาจสร้างความกังวลและทำให้เกิดปัญหาได้

ปัญหาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างทันกาล

ถ้าพูดถึงการใช้ยา ในปัจจุบันมียาหลายชนิดใช้ในแก้ปัญหานี้ เช่น ยาช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนเข้าไปในอวัยวะเพศได้มากขึ้น แต่ก่อนใช้ยา ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อดูว่ามีข้อจำกัดการใช้ยา หรือมีความเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากยาหรือไม่ 

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายไม่ควรใช้ยารักษาสมรรถภาพทางเพศบางชนิด เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยายาไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerin) เพราะยาเหล่านี้จะไปทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

เนื่องจากยาที่ใช้รักษาสมรรถภาพทางเพศอาจทำให้บางคนได้รับอันตราย จึงจำเป็นต้องได้รับการสั่งจ่ายยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมีการขายยาเหล่านี้โดยผิดกฎหมาย และยังพบว่ามียาปลอม หรือยาไม่ได้มาตราฐาน ที่ทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพแก้ปัญหาการแข็งตัวของเพศชายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย และพบด้วยว่าส่วนใหญ่มีการปนปลอม และผสมยาเคมีลงไป ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดอันตรายจากสารเคมีหรือยาที่ใส่ลงไป อีกทั้งยาที่ผสมนั้นมักเป็นยาไม่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพต่ำ และผสมในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อีกไม่น้อยที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย แต่แอบใส่สารเคมีที่ผิดกฎหมายลงไป 

นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบันที่ผู้ป่วยใช้อยู่ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นต้องใช้ยา ต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้รับยาที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี และย้ำว่าต้องไม่หาซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายมาใช้เป็นอันขาด โปรดอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยง เพราะอันตรายถึงชีวิต

แต่มีสิ่งสำคัญเพื่อการดูแลตัวเองคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะ เพราะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศให้ดีขึ้นได้ในเบื้องต้น โดยต้องกระำเรื่องดังต่อไปนี้

· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งอวัยวะเพศ การเดินเร็ว วิ่ง หรือว่ายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้ได้ นอกจากนี้ การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก็สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแข็งตัวได้

· รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยเพิ่มอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาล และโซเดียม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว

· เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ย้ำว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ไม่เพียงพอ ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ก็ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงได้

● จัดการกับความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาทางเพศ การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ การอ่านหนังสือ หรือการใช้เวลากับธรรมชาติ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด

● นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ และยังเป็นผลดีต่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

● พูดคุยกับคู่รักแบบเปิดอก เพราะการสื่อสารอย่างเปิดอกกับคู่รักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การแบ่งปันความรู้สึกระหว่างกัน ช่วยคลายความกังวล ลดแรงกดดัน และช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน คู่รักสามารถช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา และหาวิธีการช่วยให้ทั้งสองรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายในเรื่องเพศได้

ท้ายนี้ ขอย้ำว่าปัจจุบัน มีการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหลากหลายวิธี มียาแผนปัจจุบันที่ประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

และขอเตือนว่า มีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการปนปลอม ใส่สารเคมีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต และยังเสี่ยงกับการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่นที่ผู้ป่วยกำลังใช้ แต่ที่สำคัญคือต้องดูแลรักษาโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ให้ดี กินยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัว และต้องย้ำเหมือนเดิมว่า เมื่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ ต้องไปปรึกษาแพทย์ หรือพบเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย และเพื่อการรักษาที่ดีที่สุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย