รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727792

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

ฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยไซยาไนด์ทำให้หลายคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ประการแรกด้วยเหตุที่นึกไม่ถึงว่าคดีวางยาฆ่าในการ์ตูนโคนันนั้นเกิดขึ้นจริงได้และยังเกิดในเมืองไทยอีกด้วย ซึ่งน่าเห็นใจในส่วนของญาติพี่น้องของผู้ตายอย่างยิ่ง ที่ต้องมาสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้

จากในข่าวที่มีการพาดพิงว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเภสัชกรหรือร้านยาซึ่งในเวลาต่อมามีการยืนยันแล้วว่าแหล่งที่มาของไซยาไนด์ในกรณีนี้ไม่ไช่ร้านยาและไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเภสัชกรแต่อย่างใด และในบทความนี้ก็จะไม่พูดถึงว่าผู้ต้องหาได้ไซยาไนด์มาจากไหน แต่ในกรณีที่ผู้รอดชีวิตท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าน่าจะได้รับสารพิษจากผู้ต้องหาโดยอ้างว่าเป็นยาสมุนไพรจึงรับประทานยาลงไปแล้วเกิดอาการผิดปกติจนต้องไปช่วยชีวิตที่โรงพยาบาล กับอีกข้อมูลที่ญาติสันนิษฐานว่าผู้ตายอาจใช้อาหารเสริมลดความอ้วนซึ่งได้มาจากผู้ต้องหา

สองกรณีนี้จะเห็นได้ว่าการที่คนซึ่งไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้หยิบยื่นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไปใช้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เป็นเรื่องไม่เกินจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของยา ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดเคยไปร้านยาที่มีเภสัชกรจะพบว่ากว่าจะซื้อยาได้แต่ละทีไม่ใช่คุยกันคำสองคำ เภสัชกรมักจะซักประวัติละเอียดจนผู้รับบริการบางคนถึงกับหงุดหงิด ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เราไม่อยากจ่ายยาให้กับท่าน หากพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้วมันง่ายเหลือเกินที่เภสัชกรจะหยิบยาที่ท่านชี้สั่งหรือเรียกหาไปคิดเงินและถามว่าจะรับหน้ากากอนามัยหรือเจลแอลกอฮอล์เพิ่มด้วยมั้ย แต่ที่เราไม่ทำแบบนั้นเพราะเภสัชกรทุกคนถูกฝึกมา ให้ดูแลการใช้ยาของคนไข้ทุกคนให้ปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

ยาไม่ใช่ของที่คนหนึ่งใช้ได้ผลดีแล้วจะนำไปแบ่งให้คนอื่นที่รักชอบกันใช้บ้าง เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พื้นฐานทางสุขภาพก็ไม่เหมือนกัน บางท่านมีโรคประจำตัว บางท่านมียาที่แพ้ ซึ่งบางครั้งอาจอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งความเจ็บป่วยที่มีอาการคล้ายกัน อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากคนละโรคคนละเรื่องเลยก็ได้ เช่น อาการปวดหลังของคุณ ก เกิดจากออฟฟิศซินโดรม กินยา A แล้วหายปวด เลยแนะนำให้คุณ ข ที่บ่นปวดหลังกินบ้างแต่ปรากฏว่าคุณ ข กินยา A แล้วเลือดออกในกระเพาะอาหาร เพราะคุณ ข มีโรคประจำตัวคือแผลในกระเพาะ เป็นต้น

จากกระแสข่าวฆาตกรรมต่อเนื่องโดยการใส่ยาพิษให้เหยื่อกินผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งอาหาร เครื่องดื่มอาหารเสริม รวมทั้งยา อาจทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องของการบริโภคสิ่งต่างๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ยารวมถึงอาหารเสริมก็เป็นของที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อาหารเสริมที่มีที่มาไม่ชัดเจน ไม่มี อย. ยาสมุนไพรที่ไม่มีเลขทะเบียนยาซึ่งอาจจะมีการปนปลอมสารเคมี หรือตัวยาอันตรายบางชนิด หรือไปรับหรือซื้อยาที่ไม่ได้ผ่านมือเภสัชกร ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายได้แก่ท่าน

เราไม่ควรแบ่งยาให้ใคร และแนะนำยาให้ใครว่ายาตัวโน้นดี ยาตัวนี้ดี เพราะโรคที่เขาเป็นก็อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งการรักษาและยาที่ใช้ก็อาจไม่เหมือนกัน ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรรับยา หรือรับคำแนะนำให้ใช้ยาจากคนอื่นที่ไม่ใช้บุคลากรทางการแพทย์ ถ้าท่านสงสัยเกี่ยวกับยา หรือการใช้ยาหรืออยากใช้ผลิตภัณท์สุขภาพใด ก็ขอให้ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อจะได้พิจารณาว่าถ้าใช้แล้วจะไม่มีปัญหากับสุขภาพของท่าน หรือไม่ไปตีกับยาที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ เท่านี้ท่านก็จะปลอดภัยจากการใช้ยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726196

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงคนไข้เบาหวานกับการระวังผลไม้หวานรสหวานจัดที่ออกมามากมายในช่วงฤดูร้อน 

วันนี้ขอขยายความลงรายละเอียดโรคเบาหวานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะเบาหวานจัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศและระดับโลก การควบคุมโรคเบาหวานที่ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาหลายอย่าง เช่น ไตวายเรื้อรังมีภาวะแทรกซ้อนทางตา เกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เสียชีวิต หรือพิการตามมา

คำว่าเบาหวาน มีความหมายตรงตัวคือปัสสาวะมีความหวาน ซึ่งกว่าปัสสาวะจะมีความหวานได้ นั่นแปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดต้องสูงมาก และระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการกินอาหารประเภทน้ำตาล หรือกลุ่มที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้มากเกินไป นอกจากการกินหวาน แล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีก เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น กรรมพันธุ์ สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ออกกำลังกาย บริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

โดยทั่วไปโรคเบาหวานมักไม่มีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามในบางรายที่เป็นเบาหวานระยะแรกๆอาจมีอาการหิวบ่อย กินจุแต่น้ำหนักลด ปัสสาวะมากผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน อ่อนเพลีย แต่คนไข้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัว ดังนั้น การตรวจพบโรคเบาหวานจึงมักเกิดขึ้นเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วพบระดับน้ำตาลในเลือดสะสมเกินค่ามาตรฐาน เพราะฉะนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่อายุมากขึ้น จึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ค้นพบโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ก่อนจะสายเกินไป 

การรักษาโรคเบาหวานมีองค์ประกอบที่สำคัญสองอย่างที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการใช้ยา พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนในผู้ป่วยเบาหวานหลักๆ มีสองอย่าง คือเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายตามความเหมาะสมของวัยและสุขภาพ

แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ป่วย มักต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลในเลือดร่วมด้วย สิ่งที่ผู้ป่วยต้องทำ ความเข้าใจอันดับแรก คือถึงแม้ว่าจะใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ก็ยังคงต้องควบคุมอาหาร ไม่ได้แปลว่าจะกินหวานอย่างไรก็ได้ เพราะใช้ยาแล้ว

สำหรับยาที่ใช้รักษาเบาหวานหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีหลายกลุ่ม หลายกลไกการออกฤทธิ์ เช่น กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพิ่มความไวต่ออินซูลิน ยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลจากจุดต่างๆ ส่วนในรายที่โรครุนแรงมากๆ หรือผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับไตไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาฉีดอินซูลิน 

นอกจากยาควบคุมน้ำตาลในเลือดแล้ว คนไข้เบาหวานยังจำเป็นต้องได้รับยาอื่นๆ เพื่อชะลอการดำเนินไปของโรค เช่น ชะลอการเสื่อมของไต ป้องกันหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น 

การเลือกใช้ยาในคนไข้เบาหวานแต่ละรายจึงค่อนข้างซับซ้อน ยาบางชนิดต้องกินก่อนอาหาร ยาบางชนิดกินหลังอาหาร ยาบางอย่างกินเฉพาะมื้อเช้า ยาบางอย่างอาจจำเป็นต้องกินเฉพาะมื้อเย็น คนไข้บางคนต้องยากินและต้องได้รับยาฉีดด้วย จึงต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของการใช้ยา และต้องปฏิบัติตามคำสั่งการใช้ยาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รักษาโรคได้ดีที่สุด

อาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในคนไข้ที่ใช้ยาเบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลต่ำ หรือ hypoglycemia ซึ่งเกิดจากยาฉีดอินซูลิน หรือยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือดชนิดกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้จะเกิดเมื่อใช้ยาตามสั่ง แต่กินอาหารไม่เพียงพอ อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือได้รับยาสูงเกินไป เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเกินไป จะมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตกคล้ายจะเป็นลม กรณีที่อาการรุนแรง อาจช็อคหมดสติได้ 

ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวาน จึงจำเป็นต้องพกลูกอมชนิดที่มีน้ำตาลติดตัวไว้เสมอ เมื่อเริ่มมีอาการจะได้อมเพื่อบรรเทาอาการ แต่กรณีที่เกิดอาการที่บ้านสามารถดื่มน้ำหวาน หรือนมเพื่อบรรเทาอาการได้

เป้าหมายหลักของการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี และป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้นการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกาย และหมั่นดูแลความสะอาดของแผลที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผลไม้หน้าร้อนอร่อยมาก แต่ต้องระวังเบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724643

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าร้อนในบ้านเมืองของเราสามารถทำให้เกิดความร้อนที่ร้อนจัดมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นฤดูกาลแห่งผลไม้แสนอร่อยที่ออกมาให้กินกันไม่หวาดไม่ไหว มีให้เลือกกินได้ไม่ซ้ำกันทั้งเจ็ดวันเลย ทั้ง มะม่วงสารพัดชนิด มะยงชิด ทุเรียน เงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผลไม้ที่มีให้กินตลอดปีตลอดชาติ เช่น สับปะรด มะละกอ แตงโม กล้วย ขนุน เป็นต้น

แค่ผลไม้สดๆ ก็แสนอร่อยแล้ว ยังผนวกกับภูมิปัญญาของคนไทยเข้าไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยให้กับผลไม้มากยิ่งขึ้นอย่าลืมว่าคนไทยมีความเป็นอัจฉริยะด้านอาหารการกินสูงมากสามารถดัดแปลงให้ผลไม้สามารถกินคู่กับของอื่นๆ ได้อย่างลงตัว เช่น มะม่วงกับน้ำปลาหวาน ข้าวเหนียวมูนกับมะม่วงสุกข้าวเหนียวทุเรียน เงาะลอยแก้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยยกระดับความหวานชื่นใจชวนให้กินตลอดเวลา 

แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะผลไม้ในช่วงหน้าร้อน คือกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โรคเบาหวานจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นกันมากกว่าสามล้านราย 

แม้จะป่วยด้วยโรคเบาหวาน แต่หากสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ก็ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่หากควบคุมไม่ได้ จะเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ตามมาอีกหลายโรค อาทิ ไตวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตจากปัญหาหลอดเลือดสมอง เป็นต้น 

การควบคุมอาหารเป็นหัวใจของการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติก็รอดตัวไป แต่หากคุมไม่ได้ ก็จะมีปัญหาใหญ่ตามมาเรื่องการคุมน้ำตาลเป็นเรื่องที่คนไข้เบาหวานทุกคนรู้ดี แต่บางคนก็คุมสำเร็จ บางรายก็ไม่สำเร็จ 

ดังนั้นจึงขอพูดเรื่องการคุมการรับประทานผลไม้รสหวานจัดๆ ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งบอกว่าเป็นเรื่องที่คุมได้ยากมากการห้ามรับประทานผลไม้รสชาติแสนอร่อยในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นความใจร้ายอย่างหนึ่งสำหรับผู้รักรสชาติแสนอร่อยของผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้ที่มีให้กินปีละครั้ง แต่การที่คนเป็นเบาหวานจะกินผลไม้ ก็จำเป็นต้องระมัดระวังไว้ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างดี เวลาไปตรวจตามนัดแล้วค่าน้ำตาลช่วงอดอาหารยังสูงเกินเกณฑ์ หรือมีค่าน้ำตาลสะสมสูงเกินเกณฑ์ หรือเป็น

คนไข้ที่ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน คนกลุ่มนี้จะรับประทานกับผลไม้ได้ แต่ก็ยังมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ต้องลดข้าวหรืออาหารหมวดคาร์โบไฮเดรตลงให้พอเหมาะ เพื่อเว้นพื้นที่ไว้ให้ผลไม้ที่อยากจะกินในบางวัน เช่น หากอยากกินทุเรียน 1 เม็ด (เน้นว่าเม็ดเล็กๆ) ก็อาจจะต้องลดข้าวลงสัก 1 ทัพพี เป็นต้น หรืออาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องอาหารแลกเปลี่ยน เช่น ข้าว 1 ทัพพี หรือ 1 ส่วน เทียบได้กับผลไม้ชนิดใด ในปริมาณมากเท่าใด เพื่อจะได้วางแผนแลกเปลี่ยนกันให้เหมาะสม ตัวอย่างของผลไม้ 1 ส่วน ก็คือ ทุเรียน 1 เม็ดเล็ก กล้วยน้ำว้า 1 ผล ลำไย 5-6 ผล มังคุด 4 ผล เป็นต้น

จะเห็นว่าปริมาณผลไม้ที่คนไข้เบาหวานกินได้ มักจะเป็นปริมาณแบบที่เรียกว่า “พอหอมปากหอมคอ” กินพอหายอยากหายคิดถึง ไม่ใช่กินทุเรียนทีละครึ่งลูก หรือส้มทีละหนึ่งกิโลกรัม ถ้าขืนกินในปริมาณแบบนั้น ต่อให้เป็นคนสุขภาพดีแต่ถ้าทำบ่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นผลดีเช่นกัน

คนไข้เบาหวานที่มีเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือด อาจจะสามารถติดตามค่าน้ำตาลในเลือดของตัวเองได้หลังจากรับประทานผลไม้โปรด ถ้าค่าน้ำตาลระหว่างมื้ออาหารเกินจาก 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตระหนักว่ามื้อที่แล้วอาจจะรับประทานอาหารกลุ่มที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้มากเกินไปแล้วต้องไปปรับลดในมื้อต่อๆ ไปลง 

ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรปรับยาเองโดยเด็ดขาด เช่น รับประทานของหวานเยอะๆ แล้วไปเพิ่มยาลดน้ำตาลในเลือดเอง เพราะเวลาที่แพทย์ปรับยาแต่ละครั้ง ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย นอกจากเรื่องน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังดูเรื่องการทำงานของตับ ไต หรือโรคร่วมอื่นๆ ของคนไข้ด้วย การที่คนไข้ปรับเพิ่มยาเองอาจส่งผลเสีย เช่น ทำให้เกิดอาการข้างเคียงของยา หรืออาจทำให้น้ำตาลต่ำเกินไปที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย ได้

อีกประเด็นหนึ่งถ้าเลือกได้ ควรรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง แก้วมังกร แอปเปิ้ล แตงโม มะละกอ สับปะรด เป็นต้น

โดยสรุป คนไข้เบาหวานสามารถกินผลไม้ได้ แต่การกินให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ จะต้องกินโดยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ต้องรับประทานยา
ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ปรับเปลี่ยนขนาดยาเองและหากมีเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ก็ควรตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ทราบว่าระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723251

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

วันจันทร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

ใกล้ถึงวันสงกรานต์แล้ว หลายคนไปทำบุญวันปีใหม่ไทย และหลายคนก็จัดชุดสังฆทานไปถวายพระสงฆ์ ทุกคนตั้งใจทำบุญ แต่บางคนก็ได้บุญไม่เต็มที่ เพราะถวายชุดสังฆทานที่มีของหมดอายุ หรือใกล้หมดอายุมาก โดยเฉพาะยา เพราะการถวายยาใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้ว เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ

ทุกคนรู้ดีว่ายามีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ โดยเฉพาะการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง วันนี้จึงขอพูดถึงการเลือกชุดสังฆทานยาที่เหมาะสมและปลอดภัยกับพระภิกษุผู้ได้รับการถวาย

การถวายชุดสังฆทานยาสามัญประจำบ้าน ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ ต้องพิจารณาให้ดีว่ามียาอะไรบ้าง ผลิตเมื่อไร หมดอายุวันไหน การถวายยาที่ดีที่สุดคือต้องเลือกยาที่จะหมดอายุอย่างน้อยคืออีก 12 เดือนขึ้นไป ต้องไม่ถวายยาที่ใกล้หมดอายุ เช่น อีก 1 เดือนก็หมดอายุแล้ว แบบนี้น่าจะให้โทษมากกว่า 

อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง นอกจากเรื่องวันหมดอายุยาคือ การเก็บรักษายา ก่อนนำมาจำหน่าย อย่าลืมว่าต้องเก็บรักษายาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และไม่ถูกแสงแดงส่องเป็นเวลานานมากเกินไป การเก็บรักษายาในที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป เป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเสื่อมคุณภาพของยา เพราะฉะนั้น ต้องพิถีพิถันการเลือกซื้อยาจากร้านที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพดี ต้องไม่เลือกซื้อยาที่ถูกแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานาน ร้านที่จำหน่ายยาควรจะต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม การซื้อยาที่เก็บรักษาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี แม้ยาจะยังมีอายุอีกนาน แต่ก็เสี่ยงกับการได้ยาเสื่อมคุณภาพ โดยเฉพาะจากความร้อนที่สูงเกินไป 

หลายคนคงตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวในข้างต้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงไม่ควรซื้อชุดสังฆทานยาที่จัดสำเร็จรูป แต่เลือกซื้อยาสามัญประจำบ้านไปถวายแทน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องไม่ใส่ยาอันตรายลงไปในชุดสังฆทาน ตัวอย่างยาอันตราย เช่นยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาปวดกลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่ายาแก้ปวดคลายเส้น ยา 2 ชนิดนี้เป็นต้นเหตุการแพ้ยาบ่อยๆ ในอัตราที่สูงมาก นอกจากทำให้แพ้แล้ว ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDS ยังระคายเคืองกระเพาะอาหาร และอาจเป็นพิษต่อไตหรือตับได้ด้วย หากพระสงฆ์ท่านมีอายุมาก และมีโรคประจำตัวบางอย่าง

จะทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าว และอาจเกิดปัญหารุนแรงมากจนเป็นเหตุให้มรณภาพ

เพราะฉะนั้น ต้องเลือกยาสามัญประจำบ้านที่เหมาะสมกับการบรรจุในกล่องสังฆทาน แม้เราอาจจะคิดว่ายาบางชนิดไม่ใช่ยาอันตราย เช่น ยาแก้แพ้กลุ่มคลอเฟนิรามีน ซึ่งคนทั่วไปอาจบอกว่าใช้แล้วตนเองไม่มีปัญหาอะไร แค่ทำให้ง่วงนอนเท่านั้น แต่หากพระสงฆ์ที่เราถวายยาจำพวกนี้ไปมีโรคประจำตัว เช่น ต้อหิน หรือมีปัญหาต่อมลูกหมากโตก็จะทำให้เป็นอันตรายกับท่านได้ ดังนั้น หากต้องจัดยาในชุดสังฆทานก็ต้องเลือกยาที่ปลอดภัยกับพระสงฆ์ให้มากที่สุด โดยแทนที่จะถวายยากลุ่มคลอเฟนิรามีนก็เปลี่ยนเป็นยากลุ่มลอราทาดีน เป็นต้น เพราะนอกจากไม่ทำให้ง่วงแล้ว ยังไม่มีผลกระทบต่อโรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต

อีกสิ่งที่ต้องมีในชุดสังฆทานยาคือ ยาใช้สำหรับภายนอกที่คนมักจะลืมไปแต่มีประโยชน์ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชุดทำแผล ยาโพวิโดน-ไอโอดีน สำลี ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ปิดแผลยาดม ยาหม่อง ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย ผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือเรียกว่า ORS สำหรับทดแทนการสูญเสียเกลือแร่อาการท้องเสีย และอาเจียน อีกอย่างหนึ่งคือยาอมที่ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ เช่น ยาอมมะขามป้อม เป็นต้น

และควรจัดยาที่บรรจุแผงดีกว่าบรรจุขวด หรือกระปุก เพราะเก็บรักษาได้ง่าย และสามารถแบ่งปันกันได้ง่าย 

สำหรับญาติโยมที่ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะโยมอุปัฏฐาก หากคุณมีโอกาสไปกราบพระ สนทนาธรรมกับท่านเสร็จแล้ว ขอให้ช่วยตรวจกล่องยาที่โยมรายอื่นๆ นำไปถวายด้วย เพราะอาจจะมียาใกล้หมดอายุ หรือยาหมดอายุแล้วอยู่ในกล่องสังฆทานได้ หากพบยาใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้ว ขอให้นำไปทิ้งในที่เหมาะสมทันที

ขอย้ำว่าการถวายยาใดๆ กับพระสงฆ์ ขอให้ดูวันหมดอายุให้ดีทุกครั้ง และต้องเลือกยาที่ได้คุณภาพ ทั้งการเก็บรักษาก่อนจะนำไปถวายพระสงฆ์ และต้องเรียนนมัสการแจ้งให้ท่านเก็บรักษายาให้เหมาะสมด้วย เพื่อรักษาคุณภาพยา และเพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคลมแดด อันตรายถึงชีวิต ถ้าแก้ไขไม่ทัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721595

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคลมแดด อันตรายถึงชีวิต ถ้าแก้ไขไม่ทัน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคลมแดด อันตรายถึงชีวิต ถ้าแก้ไขไม่ทัน

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ระยะนี้ คนมากมายในเมืองไทยจะบ่นว่า ทำไมอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ แล้วก็ดูเสมือนว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนในบ้านเราจะสูงขึ้นๆ ทุกๆ ปี แค่เดินกลางแดดเดี๋ยวเดียวเท่านั้น บางคนบ่นว่าแทบจะละลาย สำหรับคนที่ทำงานในห้องแอร์ยังโชคดีมาก แต่สำหรับคนทำงานกลางแจ้งและกลางแดดนั้นน่าเห็นใจและน่าเป็นห่วงมาก ยิ่งมีข่าวผู้คนเสียชีวิตจากลมแดดหรือ heat stroke ก็ยิ่งทำให้กังวลมากขึ้น

มาทำความรู้จักกับโรคลมแดดกันก่อน มันคือภาวะที่เกิดจากร่างกายมีความร้อนสูงเกินไป เพราะไม่สามารถระบายความร้อน และไม่สามารถควมคุมอุณหภูมิในร่างกายได้ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไปในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ขณะเกิดลมแดด คนไข้มักมีอุณหภูมิร่างกายสูงมากถึง 40 องศาเซลเซียสหัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่มาก บางรายปวดหัว ชัก หมดสติหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที Heat Stroke สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อสมอง หัวใจ ไต และอาจเสียชีวิตได้

คนที่เสี่ยงต่อการเป็น Heat Stroke คือ คนที่ทำงานหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากกว่าปกติในที่มีแดดร้อนหรืออุณหภูมิสูงมาก คนที่เสี่ยงมากกว่าก็คือเด็กเล็กและคนชรา คนมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศเมืองหนาว ซึ่งอาจปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนไม่ทัน 

ดังนั้น หากเราเห็นว่าใครมีอาการผิดปกติตามลักษณะที่กล่าวในข้างต้น จึงสันนิษฐานว่าเป็นลมแดด ต้องรีบให้การปฐมพยาบาลด่วน โดยพาเข้าที่ร่มถอนหรือคลายเสื้อผ้าออก พยายามช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย และระบายความร้อนให้เร็วที่สุด ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว และประคบตามข้อพับ ซอกและง่ามขา รวมถึงรักแร้ ระหว่างรอรถฉุกเฉินมารับไปโรงพยาบาล

ที่น่าสนใจคือ การใช้ยาบางอย่าง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นลมแดดได้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ในกลุ่มผู้ป่วยความดันเลือดสูง หรือหัวใจล้มเหลวชนิดมีน้ำคั่ง เพราะยาพวกนี้ออกฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดลมแดดมากขึ้น แต่ยาบางกลุ่มทำให้ร่างกายขับเหงื่อน้อยลง ส่งผลให้ระบายความร้อนได้ไม่ดี เช่น กลุ่มยาจิตเวช และยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้ควรระมัดระวังการเป็นลมแดด 

นอกจากนี้ยังมียาที่มีผลต่อการหดและขยายตัวของหลอดเลือด ที่มักใช้ในคนไข้โรคห้วใจ หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจมีผลต่อการระบายความร้อนออกจากร่างกายของคนไข้เช่นกัน ดังนั้น ใครที่มีโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาที่กล่าวในข้างต้น ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังการเป็นลมแดดมากกว่าคนปกติ

แต่หาก ถ้าเกิดอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากอากาศร้อนและอบอ้าวจัด หรือรู้สึกเพลียแดดต้องหลบเข้าร่มทันที แต่ถ้าต้องอยู่กลางแดดต่อไป ต้องใช้พัดลม หรือพัด เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย แล้วปลดหรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น แล้วต้องดื่ม หรือจิบน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ 

เราสามารถป้องกันการเกิดโรคลมแดดได้ดังนี้ ถ้าต้องมีทำงานหนัก หรือออกแรงหนักๆ ในที่ร้อนจัด มีแดดแรงมาก ต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี เช่น เสื้อผ้ากันแดดที่เบาบางแต่ระบายความร้อนได้ดี พกน้ำสะอาดไว้ แล้วจิบไปเรื่อยๆ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ต้องหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำ หมั่นคอยสังเกตอาการตัวเอง และคนรอบข้างว่ามีอาการลมแดดเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลได้ทันท่วงที ซึ่งจะลดโอกาสการป่วยรุนแรง และเสียชีวิตจากลมแดดได้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712188

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยากับการเกิดไตเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.31 น.

ทราบไหมว่าคนไทยจำนวนมากถึง 8 ล้านคน ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง หากไม่รักษาให้ถูกต้องทันกาล คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องพาตัวไปเข้าสู่กระบวนการล้างไตเพื่อกำจัดของเสีย เพราะไตไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวของมันเองอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าเสี่ยงกับการเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น

คุณอาจจะเคยเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งที่บอกให้ลดการกินน้ำซุปสารพัดชนิดที่ปรุงอย่างเข้มข้น รสจัดจ้านมากโดยเฉพาะเค็มมากๆ ต้องบอกว่าเป็นโฆษณาที่คุณดูแล้วต้องทำตาม เพราะน้ำซุปที่มีปริมาณเกลือ หรือโซเดียมมากๆ ทำให้คุณเสี่ยงเป็นโรคไต 

แต่ในความจริงแล้ว สาเหตุสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมก็เพราะการใช้ยา เนื่องจากยาหลายชนิดมีผลข้างเคียงต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ที่พบบ่อยมากๆ คือกลุ่มยาบรรเทาปวด โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือ non-steroidal anti inflammatory drugs (NSAIDs) โดยปกติยากลุ่มนี้ใช้รักษาอาการอักเสบหรือบรรเทาปวดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ กระดูก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากยกของหนัก หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และออกกำลังกายที่ผิดวิธี 

ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen, piroxicam celecoxib etoricoxin เป็นต้น แม้ยากลุ่มนี้จะมีข้อดีคือ กินแล้วเห็นผลรวดเร็ว ความเจ็บปวดแบบสุดๆ จะถูกบรรเทาไปโดยเร็วหลังจากกินยานี้จึงทำให้ผู้ใช้ยาติดอกติดใจ แล้วใช้ยาทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บปวด แม้เจ็บนิดเจ็บหน่อย ก็คว้ายามากิน เพราะต้องการให้หายเจ็บปวดโดยไว 

แต่ต้องบอกตรงๆ ว่ายากลุ่มนี้เป็นตัวการที่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่สนับสนุนให้กินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะนอกจากเมื่อกินแล้วเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน ยังเสี่ยงอีกหลายอย่าง เช่น การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร บางคนถึงขั้นกระเพาะทะลุ แล้วหากกินมากเกินไปก็เสี่ยงเป็นมะเร็งที่ไตด้วย

ย้ำว่า การใช้ยากลุ่มนี้ ต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และใช้ในเวลาที่สั้นที่สุด หากจำเป็นต้องใช้ในระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุต้องระวังการใช้ยากลุ่ม NSAIDs มากเป็นพิเศษ เพราะจะเกิดอาการข้างเคียงได้เร็ว และมากกว่าคนที่อายุยังน้อย

แต่ถึงแม้ NSAIDs จะเป็นกลุ่มยาเสี่ยงสูงที่ควรเลี่ยงแต่ก็มียาบางกลุ่มที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางโรคต้องกินต่อเนื่องดังนั้นการใช้ยากลุ่มนี้จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด 

เมื่อคุณได้ยินว่าการกินยานานๆ อาจทำให้ไตเสียหายได้ขอบอกว่าความคิดนี้เป็นจริงสำหรับยาบางชนิด แต่ไม่เป็นจริงในยาบางชนิด ดังนั้นการที่คุณอาจต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเกิดความกังวลว่า ตกลงกินยาต่อเนื่องนานๆ จะเกิดผลเสียต่อไตหรือไม่ บางคนเลยไม่กินยาให้สม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนด แต่ก็ต้องบอกอีกว่า การไม่กินยาให้สม่ำเสมอ ก็ทำให้เกิดภาวะไตวายได้เช่นกันเช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียลดลง และในระยะยาวก็จะเกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ นอกจากนี้ความดันโลหิตสูงก็ยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ด้วย

ดังนั้นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ถ้าไม่กินยาสม่ำเสมอ จะคุมความดันไม่ได้ หรือในกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาล หากไม่กินยาให้สม่ำเสมอ ก็จะมีผลเสียทำให้ไตเสื่อมได้ในเวลาต่อมา

พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่กลัวการทานยามากๆ เพราะคิดว่าจะทำให้ไตวาย จึงไม่กินยาให้ตรงตามที่แพทย์กำหนดสุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมโรคที่เป็นอยู่ได้ เมื่อคุมความดันไม่ได้ และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ก็ทำให้เกิดภาวะไตวายได้ 

ทุกคนรู้ว่าไตเป็นอวัยวะสำคัญมาก ดังนั้นต้องลดความเค็มในอาหารและเครื่องดื่ม และต้องระมัดระวังการใช้ยาด้วย ต้องใช้ยาตามที่แพทย์สั่งหรือตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเอง

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอยู่แบบนี้ (จะ) ห่างไกลมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710583

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มะเร็งกับคนไทย ดูจะเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันค่อนข้างมาก และเป็นมูลเหตุของการตายอันดับต้นๆ ของสังคมไทย 

สถิติปี 2562 คนไทยตายจากโรคมะเร็งประมาณวันละ 200 กว่าคน แต่รู้ไหมว่าอันที่จริงแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ของคนเป็นมะเร็งนั้นเราสามารถป้องกันได้ หากดูแลการกินการอยู่การใช้ชีวิตของตนเองเป็นอย่างดี

วันนี้ เรามาลงรายละเอียดกันว่าทำอย่างไรเราจึงจะไม่เป็นหนึ่งในวันละกว่า 200 คน ที่เสียชีวิตเพราะมะเร็ง

อันดับแรกคือลด ละ เลิกเหล้า รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และบุหรี่อย่างเด็ดขาด สำหรับควันบุหรี่นั้น แม้ว่าเราไม่ได้สูบเอง แต่แค่การสัมผัสควันบุหรี่มือสองก็เสี่ยงเป็นมะเร็ง ดังนั้นการที่ผู้สูบบุหรี่เลิกได้แล้วจึงไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ รอบตัวด้วย เป็นการลดความเสี่ยงให้คนรอบข้างอย่างดี 

คุณทราบใช่ไหมว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งปอด โดย 9 ใน 10 คนที่ตายจากมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ หรือไม่ก็เป็นคนสูบบุหรี่มือสอง แต่คุณอาจจะไม่ทราบว่าการสูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งหลอดลม มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางประเภท เป็นต้น

นอกจากเหล้า (รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด) และบุหรี่แล้ว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงไม่นำเข้าสู่ร่างกายก็ได้แก่ อาหารปิ้งย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไหม้เกรียม เพราะมีส่วนประกอบของสาร polyaromatic hydrocarbon หรือ PAH ที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ และควรงดกินปลาน้ำจืด ปลาร้า หรือเนื้อสัตว์ดิบ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคพยาธิใบไม้ ซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีต่อไปได้

อันดับต่อมา ต้องพยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เราก็ต้องเลือกกินผักหรือผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพิ่มขึ้น ร่วมกับการออกกำลังกาย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ดี และที่สำคัญคือพฤติกรรมทั้งสองนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ และหลอดเลือดได้อีก

ประเด็นสำคัญอีกข้อที่คนมักนึกไม่ถึงว่าทำแล้วเสี่ยงมะเร็งคือพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย เพราะการติดเชื้อไวรัสชื่อ HPV จากการมีคู่นอนมากหน้าหลายตาเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนักหรือองคชาติ การใช้ถุงยางอนามัยอาจลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่การไม่เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยจะปลอดภัยมากที่สุด

อีกสิ่งที่ต้องเลี่ยงอีกอย่างคือการอยู่กลางแสงแดดจัดๆ เป็นเวลานาน และต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษมากๆ ในอากาศ เพราะสภาวะทั้งสองเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้

เชื่อว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มท้อ เพราะมีข้อห้ามมากมายเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเตือนให้ระวังหากคุณไม่ต้องการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และอีกสิ่งที่ต้องทำคือหมั่นคอยสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และต้องไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเมื่อมีอายุที่เหมาะสม ย้ำว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งสำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ตัวอย่างการตรวจคัดกรองที่แพร่หลาย ได้แก่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยแปปสเมียร์ การตรวจแมมโมแกรมหรือเอกซเรย์เต้านมเพื่อหาความผิดปกติของเต้านม การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็ง การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกเพื่อคัดกรองมะเร็งปอด ทั้งหมดนี้จะมีเกณฑ์อายุที่แนะนำให้เริ่มตรวจและความถี่ของการตรวจจะแตกต่างกันไป โดยขึ้นกับความเสี่ยงทั้งทางกรรมพันธุ์และพฤติกรรม 

คุณสามารถไปปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือเภสัชกรได้เพื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของการตรวจคัดกรองแต่ละอย่างที่เหมาะกับตัวของคุณ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัน (ต่อต้าน) มะเร็งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/709015

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งที่คราชีวิตผู้คน (รวมถึงสัตว์อื่นๆ) มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นเพื่อให้ตระหนึกถึงความร้ายแรงของมะเร็ง นานาสากลจึงร่วมใจตกลงให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วัน (ต่อต้าน) มะเร็งโลก 

ข้อมูลจาก World Cancer Research Fund International รายงานเมื่อปี 2020 ว่ามีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกประมาณ 18 ล้านคน คิดคร่าวๆ คือทุกๆ ประชากร 100,000 คน จะมีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ 190 คน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่า เรามักได้ข่าวว่าคนโน้นคนนี้ที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวและเป็นคนดังระดับประเทศที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ป่วยเป็นมะเร็งอยู่เรื่อยๆ ข่าวร้ายเรื่องโรคมะเร็งมีมาให้เราตกใจกันเนืองๆ สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุยเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

อันที่จริงแล้ว มะเร็งเกิดขึ้นได้ทั้งร่างกายของเราตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะเซลล์ทุกส่วนของร่างกายสามารถเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์ผิดปกติได้ทั้งนั้น แต่สำหรับคนไทย ถ้าแยกตามเพศแล้ว เราพบว่าเพศชายพบมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากที่สุด รองลงมาเป็นมะเร็งปอด ส่วนเพศหญิงพบมะเร็งเต้านมบ่อยที่สุด รองลงมาเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีเช่นกัน

น่าสนใจว่าทำไมคนไทยจึงเป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากกว่าเมื่อเทียบกับคนยุโรปและอเมริกา ข้อสังเกตหนึ่งคือเรื่องสุขอนามัยและอาหารการกินเป็นเหตุสำคัญ สาเหตุที่พบบ่อยว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับคือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ดื่มสุรา มีภาวะไขมันพอกตับ การบริโภคสารอะฟลาท็อกซินที่ปนเปื้อนในอาหาร 

ส่วนสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งท่อน้ำดีคือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับที่ปนเปื้อนมากับอาหารหมักดองจำพวก ปลาร้า เนื้อดิบ เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือการบริโภคอาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมด้วยสารไนโตรซามีน ดินประสิว เช่น แหนม กุนเชียง ปลาเค็ม หรืออาหารรมควันต่างๆ มากเกินไป ถ้าพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า สาเหตุของทั้งมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี เป็นเรื่องที่เราสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ เช่น ป้องกันการเป็นมะเร็งตับบางส่วนได้ตั้งแต่ต้นด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ลดละเลิกการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการกินถั่วป่นที่ไม่รู้ว่าเก่าหรือใหม่เพื่อลดโอกาสได้รับอะฟลาท็อกซิน

ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีก็ป้องกันได้ด้วยการไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ ลดกินอาหารที่ผ่านการถนอมด้วยสารที่ไม่ปลอดภัยส่วนคนที่คิดว่าเอาละต่อไปนี้ฉันจะลดละเลิกอาหารจำพวกดังกล่าวอย่างจริงจัง แต่ทว่าที่ผ่านนั้น ได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายไปไม่มากก็น้อยแล้ว หากเป็นแบบนี้จะต้องทำอย่างไร

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การรักษามะเร็งได้ผลดีคือ ต้องตรวจพบโรคตั้งแต่ตัวมะเร็งยังไม่ลุกลามเหมือนกับมะเร็งเต้านมที่ปัจจุบันนี้อัตราการรอดชีวิตและรักษาหายขาดสูงมาก เพราะคนไข้ไปหาหมอตั้งแต่โรคยังไม่ลุกลามบานปลาย แต่โชคไม่ค่อยดีที่ทั้งมะเร็งตับและท่อน้ำดีนั้นเมื่อเริ่มต้นเป็น จะสังเกตอาการได้ค่อนข้างยากมาก 

อาการเริ่มต้นของมะเร็งตับและท่อน้ำดี อาทิ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง อึดอัดแน่นท้อง เป็นอาการที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเหมือนคลำพบก้อนที่เต้านม ทำให้กว่าผู้ป่วยจะไปพบแพทย์ก็ช้าเกินไป โรคจึงอยู่ในระยะลุกลามแล้ว หมายความว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่อาจจะไม่ถึงปีแล้วก็ได้

ด้วยเหตุที่อาการเริ่มต้นของทั้งมะเร็งตับและท่อน้ำดีมักเป็นอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดแน่นท้อง ไม่อยากกินอาหาร ทำให้ผู้ป่วยหรือญาติอาจเริ่มต้นจากการซื้อยาบรรเทาอาการเบื้องต้นจากร้านยาก่อน เช่น ยาลดกรด ยาช่วยย่อย บางคนอาจมาปรึกษาขอซื้อวิตามินไปกินเพื่อเพิ่มความอยากอาหาร แต่หากตระหนักถึงโรคร้ายแรงไว้สักนิดว่าผู้ป่วยอาจมีปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับหรือท่อน้ำดี โดยการให้เวลาเพื่อดูอาการด้วยตนเองประมาณไม่เกิน 1 เดือน หากอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมให้ทันการณ์ 

ล่าสุดภาครัฐมีโครงการ cancer anywhere หรือเป็นมะเร็งแล้วรักษาได้ทุกที่ ผู้มีสิทธิ์บัตรทองและได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสามารถเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงได้ เพิ่มทั้งความสะดวกสบายและโอกาสการได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าที่ผ่านมา

สรุปว่า แม้มะเร็งจะใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่โอกาสได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงก็เข้าถึงได้ไม่ยากเย็นอีกต่อไป การตระหนักถึงโรคและการเข้าถึงการรักษาได้ทันการณ์จะทำให้สามารถรักษาโรคได้หายขาด ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพราะฉะนั้นจึงต้องหมั่นสังเกตสุขภาพของตนเอง หากพบเหตุผิดปกติก็ไม่ควรทิ้งไว้ แต่ต้องไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707475

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกเหล้าให้สำเร็จ คุณทำได้

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเราพูดถึงผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้ว เชื่อว่าคนที่อ่านอาจจะต้องการเลิกดื่มไปเลย แต่ปัญหาคือการจะเลิกดื่มจะต้องทำอย่างไรให้สำเร็จลุล่วง เพราะหลายคนเคยตั้งใจ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ การหักดิบไม่ใช่เรื่องง่าย แถมหากทำไม่ดีแล้ว อาจจะกลับไปดื่มหนักกว่าเดิมด้วย

วันนี้เรามาคุยกับถึงเทคนิคการเลิกเหล้า เบียร์ ไวน์ (เรียกรวมๆ ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แล้วกัน) ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องกลับไปดื่มอีกหลังจากล้มเหลวเพราะทำไม่สำเร็จ

ก่อนอื่น ขั้นแรก สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าติดเหล้าจนมีเสี่ยงมีปัญหาตามมาหรือไม่ สามารถทำแบบประเมินของกรมควบคุมโรคได้ก่อน เพื่อให้ทราบความเสี่ยงการเกิดปัญหาของตนในเบื้องต้น โดยเข้าไปในเว็บไซต์ “ติดเหล้ายัง.com” 

เมื่อได้ผลแล้ว ขั้นที่สอง สำหรับผู้ติดเหล้าที่ต้องการเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาด คือ วิเคราะห์ตัวเองให้พบว่า ดื่มเหล้าเพราะอะไร อะไรกระตุ้นให้อยากดื่ม ความเครียดจากปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนในครอบครัว หรือปัญหากับคนรอบตัวในสังคม หรือดื่มเพื่อให้นอนหลับ เมื่อทราบเรื่องนี้แล้ว จะนำไปสู่การวางแผนขั้นต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ ที่กระตุ้นให้อยากดื่มเหล้า แล้วหาวิธีจัดการกับความเครียด ด้วยวิธีการอื่น โดยไม่ใช่หนีปัญหาด้วยการดื่มเหล้า 

กรณีนอนไม่หลับนั้น สามารถไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และปัจจัยของปัญหา เพื่อการแก้ไขถูกจุด บางครั้งแพทย์ต้องจ่ายยาช่วยให้นอนหลับ การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ดีกว่าติดเหล้าอย่างแน่นอน

ส่วนคนที่ดื่มเพื่อเข้าสังคม ก็ค่อยๆ จิบ โดยใช้กลยุทธ์แก้วเดียวถือไว้ไม่ต้องเติมตลอดเวลา อาจต้องเตรียมบทพูดไว้ เช่น ช่วงนี้ขอพักตับก่อน เพราะเริ่มมีอาการไม่ค่อยดี แล้วต้องใจแข็ง ไม่เติมตามแรงเชียร์ แล้วต้องลดการดื่มลงอย่างจริงๆ จังๆ โดยให้ถือว่าปริมาณเหล้าที่ลดทุกๆ วัน ถือเป็นความสำเร็จทีละขั้นของชีวิต และจะต้องทำต่อไปจนกว่าจะเลิกได้เด็ดขาด 

ขั้นที่ 3 หาคนเป็นแรงใจให้เลิกเหล้า เช่น ในกรณีมีครอบครัวแล้ว ก็คือภรรยา สามีหรือลูก แต่คนที่ยังไม่มีครอบครัว ก็มีพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และเพื่อนฝูง คอยให้กำลังใจทุกวัน 

คนรอบข้างต้องชื่นชมความสำเร็จของผู้ลดการดื่มเหล้า เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเขาทำดีและถูกต้องแล้ว เช่น แสดงความยินดีและชื่นชมที่ลดการดื่มมาได้ 1 เดือนแล้ว ความยินดีของคนที่เรารักคือกำลังใจทำให้สามารถทำสิ่งที่ยากได้สำเร็จ

ขั้นที่ 4 เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรม ขั้นนี้น่าจะได้ผลมากในรายที่ดื่มเมื่อเครียดหรือกลุ้มใจ แทนที่จะเลือกดื่มเหล้าตามสัญชาตญาณ ให้หาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาแทน เช่น น้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาล หรือจะดื่มโซดาเปล่าๆ ก็ได้ หรืออาจเปลี่ยนกิจกรรมการนั่งดื่มไปทำอย่างอื่น เช่น ยิมออกกำลังกาย เล่นเกม ปลูกต้นไม้ จัดบ้านล้างรถยนต์ เพื่อใช้กิจกรรมเหล่านั้นทดแทนการดื่ม

ขั้นที่ 5 เตรียมตัวรับมือกับอาการที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ดื่มเหล้า ส่วนใหญ่คนที่ติดเหล้ามักจะมีอาการกระวนกระวาย วิตกกังวล ปวดหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มือสั่น เหงื่อแตก อารมณ์ไม่คงที่ เมื่อไม่ได้ดื่ม ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพราะมียาที่ใช้บรรเทาอาการดังกล่าวได้ ทั้งที่ใช้เมื่อเกิดอาการและเพื่อป้องกัน ซึ่งการรักษาแบบนี้ใช้ระยะเวลาเพียงชั่วคราว และสามารถช่วยให้ผู้ต้องการเลิกเหล้า กลับไปใช้ชีวิตเกือบปกติโดยเร็ว 

มีสิ่งหนึ่งที่ย้ำว่าห้ามทำเด็ดขาด คือซื้อยาเลิกเหล้าออนไลน์ ขอย้ำ และย้ำว่า อันตรายมาก อย่าลืมว่าก่อนใช้ยาใดๆ ต้องปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

ส่วนใครที่ยังลังเล สงสัย ไม่มั่นใจว่าจะเลิกเหล้าได้สำเร็จหรือไม่ หรือระหว่างการเลิกเหล้ายังมีปัญหาต่างๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1413 : ศูนย์ปรึกษาปัญหาเลิกสุรา

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ตั้งใจเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขอให้ประสบความสำเร็จทุกคน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ และเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของคนใกล้ชิด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705934

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถึงรู้ว่าเหล้า เบียร์ ไวน์มีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ก็อดใจไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และไวน์ถูกยอมรับโดยคนไม่น้อยว่าช่วยสร้างบรรยากาศและสีสันในการพบปะสังสรรค์มีประวัติกล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่บนโลกใบนี้มานานนับพันๆ ปีแล้ว ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยกับเครื่องดื่มชนิดนี้จึงใกล้ชิดกันมาก

แต่ก็มิใช่ว่าคนที่ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์จะไม่รู้ว่าหากดื่มมากๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ถึงรู้ ก็ยังมีคนดื่มต่อไป 

การดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์มากเกินความพอดีทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพหลายประการและมีผลโดยตรงกับระบบการทำงานของร่างกาย ผลกระทบอันแรกคือ สมอง แอลกอฮอล์ทำให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพต่ำลง มีผลโดยตรงต่อการทรงตัว ความจำ การพูด การมองเห็น สมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ มีผลต่อความสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และความรับรู้ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวลดลงและช้าลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นพฤติกรรมของคนดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ดื่มแล้วทำให้ความกล้าเพิ่มขึ้น ความยับยั้งชั่งใจลดลงผู้ดื่มเหล้าจนมึนเมามีแนวโน้มก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับคนอื่นมากขึ้น รวมถึงอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวได้

เมื่อขาดความยับยั้งชั่งใจ บวกกับการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมลดลง การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ก็ลงลด ดังจะพบว่าคนที่เมาสุราแล้วขับรถยนต์จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้โดยง่าย แล้วนำไปสู่ความพิการ หรือความตายของทั้งของผู้เสพและผู้อื่น

น่าอัศจรรย์ใจมากที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนในเมืองไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้ทุกคนรับรู้ดี แต่ก็แค่รับรู้เท่านั้น เพราะปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อเท็จจริงพบว่ากฎหมายไทยดูเสมือนยินยอมให้คนเมาแล้วขับรถยนต์ได้ เพราะบทลงโทษต่ำมาก คนเมาแล้วขับรถยนต์ ถูกตัดคะแนนความประพฤติการขับรถเพียงแค่ 4 คะแนนเท่านั้น 

การดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ขนาดสมองหดแฟบลง และยังฟ่อในส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ และการใช้เหตุผล โดยผลในส่วนนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่ม

ทุกคนอาจทราบดีว่าแอลกอฮอล์ที่เราดื่มคือ เอธิลแอลกอฮอล์ หรือ เอทานอล (ethanol) เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว แอลกอฮอล์จะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสารที่เรียกว่าอะเซตาลดีไฮด์ (acetaldehyde) และ อะซีเตท (acetate) ตามลำดับ สารนี้มีผลทำให้เกิดการอักเสบที่ตับ เมื่อดื่มเหล้ามากๆ และบ่อยๆ การอักเสบก็จะรุนแรงและเรื้อรัง จนเกิดภาวะตับแข็งตามมา 

ภาวะตับแข็งทำให้ตับทำหน้าที่ผิดปกติ หน้าที่หลักของตับคือกำจัดของเสียต่างๆ ในร่างกาย คนที่ตับแข็งจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน นอกจากนั้น ตับยังทำหน้าที่สร้างสารช่วยให้เลือดแข็งตัว คนตับแข็งจึงเลือดออกง่าย แต่ที่สำคัญคือเมื่อตับแข็งแล้ว จะไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อีก

แอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูง มีผลทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ

หลายคนอ้างว่า แม้จะดื่ม แต่ก็รู้ limit ของตัว จึงไม่มีทางดื่มจนเมา หรือเป็นตับแข็งอย่างแน่นอน แต่ทว่าหากสังเกตดีๆ คนดื่มเหล้าจัดๆ มักมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ โปรดอย่าคิดว่าเป็นผลมาจากกับแกล้ม เพราะอันที่จริงเหล้าหรือแอลกอฮอล์มีพลังงานสูงมาก เทียบกับคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี เกือบ 2 เท่าของคาร์โบไฮเดรต จึงไม่น่าแปลกใจที่คนที่ดื่มเบียร์วันละ 2-3 ขวด จะมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่ได้กินอาหารหลักมากมายก็ตาม แล้วเมื่อถึงจุดภาวะอ้วนลงพุง โรคที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญหรือ metabolic diseases ก็จะตามติดมาติดๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น 

ดังนั้น แม้จะไม่นับผลทางตรงที่เหล้ามีต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย แต่ก็มีผลทางอ้อมที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ หลายโรค และเหล้ายังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้หลายตำแหน่งด้วย นอกจากมะเร็งตับ ที่เกิดจากผลของเหล้าต่อตับโดยตรง อะเซตาลดีไฮด์ที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์คือสารที่มีความสัมพันธ์กับการก่อมะเร็งโดยตรง 

เพราะ อะเซตาลดีไฮด์ สามารถเปลี่ยนแปลงสาย DNA ทำให้มีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง 

มีงานวิจัยพบว่าเหล้าเป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ยิ่งในคนที่ทั้งดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ด้วย ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ หรืออันตรายจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปตีกับยาที่ใช้ มียาจำนวนไม่น้อยที่เกิดปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวดอื่นๆ ยานอนหลับ ยาต้านชัก ยาต้านซึมเศร้า ยาฆ่าเชื้อบางประเภท เป็นต้น 

เห็นแล้วใช่ไหมว่าโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมากมาย สามารถทำลายล้างระบบการทำงานของร่างกายได้อย่างน่ากลัว แต่ก็เป็นดุลยพินิจของปัจเจกว่าจะยังคงดื่มต่อไป หรือจะยุติการดื่มแน่นอนว่าในรายที่เคยดื่มหนักมาก อาจจะยากกับการหักดิบเลิกดื่มโดยพลัน แต่การค่อยๆ ลดปริมาณ และความถี่ในการดื่มลง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก่อนดื่มทุกครั้งขอให้คิดก่อนว่าจะมีความสุขตอนนี้ หรือจะต้องทนทุกข์แสนสาหัสในวันหน้า ส่วนเรื่องความจนความรวยนั้น เป็นเรื่องที่หลายคนรู้ดีว่าจ่ายค่าเหล้า เบียร์ ไวน์นั้นแพงกว่าจ่ายค่าอาหาร แต่ที่จ่ายแพงกว่าคือค่ารักษาพยาบาล ส่วนเรื่องนายทุนขายเหล้า เบียร์ ไวน์ร่ำรวยมากขึ้นกี่แสนกี่ล้านเท่านั้น ก็ลองดูความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอาเองก็แล้วกัน

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และรศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย