รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาลปลอดภัยจริงหรือ (ตอน 2)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736609

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วได้นำเสนอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สัปดาห์นี้จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเดิมว่า การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีข้อควรคำนึงถึงอย่างไรบ้าง

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ให้พลังงานน้อยหรือไม่ให้พลังงานเลย ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น acesulfame potassium, advantame, aspartame, cyclamate, neotame, saccharin, steviol glycosides, sucralose จะเห็นว่าตัวที่เราค่อนข้างคุ้นเคย คือ aspartame กับ saccharin ซึ่ง saccharin นั้นเรารู้จักในนามขัณฑสกรมานานมากแล้ว acesulfame potassium และตัวที่เพิ่งจะดังไม่นานมานี้ ก็คือสารสกัดจากหญ้าหวานหรือ stevia แต่ละอุตสาหกรรมอาหารก็เลือกใช้แตกต่างกันไป เนื่องจากบางตัวรสชาติเปลี่ยน เมื่อผ่านความร้อน บางตัวไม่เปลี่ยนแปลง จึงเหมาะกับอาหารที่ต้องปรุงด้วยความร้อน เป็นต้น 

ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำตาลเทียมในอาหาร แต่บริโภคจากเครื่องดื่มหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีฉลากว่า sugar free, zero, lite หรือ ใช้คำว่า “น้ำตาลน้อยกว่า” เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี ในบางครั้งผู้ประกอบการไม่ระบุคำใดๆ บนฉลากให้มากพอที่จะสังเกตได้ ระบุเพียงบนส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าผู้บริโภคไม่อ่านให้ดี อาจไม่ทราบว่าได้รับประทาน หรือดื่มเข้าไปแล้ว

จากนี้ไปจึงต้องอ่านและศึกษารายละเอียดฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดีว่าเรากำลังนำสิ่งใดเข้าสู่ร่างกายอันที่จริงแล้ว เราเกือบทุกคนติดรสหวานไม่มากก็น้อย เราลองมาดูความต่างระหว่าง สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลกับน้ำตาล อย่างเช่น เราชงกาแฟแล้วเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา หรือประมาณ 4 กรัม เราจะได้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าเราใช้ stevia หรือสารสกัดจากหญ้าหวานแทน เราจะได้รสหวานโดยไม่ได้รับพลังงาน และให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติถึง 300 กว่าเท่า หรือถ้าเราเป็นคนติดน้ำอัดลม การดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 มิลลิลิตร จะมีน้ำตาล 34 กรัม คิดเป็น 140 กิโลแคลอรี่ แต่หากเราเลือกสูตร zero หรือ lite เมื่อดูที่ฉลาก จะเห็นว่าพลังงานเป็น 0 กิโลแคลอรี่ หรือให้พลังงานน้อยกว่าสูตรที่ใช้น้ำตาล หมายความว่า การเลือกเครื่องดื่มเหล่านี้ จะทำให้เราได้น้ำตาลและพลังงานน้อยกว่าสูตรปกติ ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของคนไข้เบาหวาน และเป็นการคุมแคลอรี่ที่รับเข้าสู่ร่างกายของคนปกติ นั่นหมายความว่าถ้าเดิมเราเคยดื่มน้ำอัดลมวันละกระป๋องทุกวัน และเราเปลี่ยนสูตรจากดั้งเดิมเป็นปราศจากน้ำตาล โดยเรากินอาหารอย่างอื่นและไม่เปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน เราควรน้ำหนักลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา

แต่กลับปรากฏว่า การที่เราบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาวไม่ทำให้เราควบคุมน้ำหนักได้ ตรงข้ามข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว กลับมีความสัมพันธ์ที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะอ้วน 1.76 เท่า และยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน 1.23-1.34 เท่า (ความเสี่ยงที่ว่านี้จัดว่าอยู่ในระดับต่ำ) 

จากข้อมูลนี้ ทำให้เราเห็นว่ามันสวนทางกับความรู้สึก เพราะเราอุตส่าห์เลือกกิน หรือดื่ม อาหารและเครื่อมดื่มที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

อีกมิติหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ แม้เราจะลด และระวังการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล แต่หากเราไม่ระมัดระวังในเรื่องอื่นๆ เช่น การคุมแคลอรี่ทั้งหมดที่เรากินเข้าไป เช่น จากแป้ง โปรตีน และไขมัน แล้วไม่ออกกำลังกาย ขอบอกว่าการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ไม่ได้ช่วยลดพลังงาน และลดน้ำหนัก

ส่วนการเกิดเบาหวาน แค่เพียงคุมน้ำตาลอย่างเดียว แต่ไม่คุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ให้ดี ก็ไม่ลดโอกาสของเบาหวาน

สรุป การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล อาจไม่ได้ตอบโจทย์สุขภาพในเรื่องลดการเป็นเบาหวาน และลดความอ้วน แต่เรายังสามารถใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมการระมัดระวังปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยง หรือลดความหวานลง ซึ่งดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735194

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ปลอดภัยหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เพราะชีวิตคนเราขาดรสชาติหวานๆ ไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าความหวานที่มากเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น มนุษย์จึงพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหาสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เพราะยังต้องการรสหวาน แต่ไม่ต้องการปริมาณแคลอรีที่มากเกินไป จึงมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเกิดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความวิชาการ ที่ทำให้ผู้คนตกอกตกใจออกมาฉบับหนึ่ง โดยพูดถึงผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยเฉพาะเมื่อใช้ในเวลานานๆ ต่อเนื่องกัน

ใจความโดยสรุปคือ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อควบคุมน้ำหนัก หรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงโรคหลอดเลือดหัวใจต่างๆ

เราพอจะเข้าใจกันดีแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้เกิดจากการกินของหวานหรือน้ำตาลเพียงอย่างเดียวการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล โดยไม่ได้คุมอาหารหมวดอื่น เช่น ไขมัน หรือไม่คุมพลังงานทั้งหมดที่ได้จากอาหารให้พอดี ย่อมไม่สามารถทำให้มีน้ำหนักตัวที่พอเหมาะได้ 

ภาวะน้ำหนักเกิน หรือหากเกินจนเข้าข่ายอ้วน ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายอย่าง ข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกนำเสนอเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมีข้อมูลระบุว่า การบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และยังมีความสัมพันธ์กับการเพิ่ม BMI (ดัชนีมวลกาย) และเพิ่มความอ้วนด้วย ประเด็นนี้ทำให้ผู้รักสุขภาพ หรือคนที่พยายามควบคุมการบริโภคน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลต่างพากันงง

เอกสารฉบับเต็มที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่มีจำนวนกว่า 200 หน้า บอกถึงผลการวิจัยต่างๆ ที่รวบรวมไว้ประมาณ 300 ชิ้น โดยมีคำถามวิจัยเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพในหลายๆ แง่มุมของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลหลายตัว ทั้งที่ใช้มาหลายสิบปีและตัวที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ เกือบสิบตัว เช่น acesulfame K,aspartame, advantame, cyclamates, neotame, saccharin, sucralose, stevia 

จริงๆ แล้วสารแต่ละตัวมีรายละเอียดปลีกย่อยหลากหลาย แล้วยังเป็นที่ถกเถียงในทางวิชาการอีกพอสมควร ซึ่งหากคุณผู้อ่านอยากเจาะรายละเอียดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลตัวที่คุณใช้อยู่ก็ลองอ่านได้จาก link เหล่านี้ เช่น https://www.who.int/publications/i/item/9789240046429

สำหรับรายละเอียด และประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนจะนำมาขยายเพิ่มในบทความในสัปดาห์ต่อๆ ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเล่าสู่กันฟัง และมีความสำคัญต่อการวางแผนสุขภาพของทุกคน และทำให้ทุกคนต้องคิดว่าเราจะเลือกกินต่อ หรือพอแค่นี้ 

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งทิ้งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทิ้งไปโดยทันที เพราะในแง่การจำกัดพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป รวมถึงการไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ก็ยังคงต้องพึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอยู่ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่าคิดว่าเราใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในปริมาณเท่าไรก็ได้ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและเท่าที่จำเป็น ถ้าหากเราอยากมีสุขภาพดี ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหวานให้น้อยลงเรื่อยๆ 

ส่วนข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังจะลดความหวาน แต่ไม่รู้ว่าต้องลดขนาดเท่าใด ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยตามธงโภชนาการ แนะนำให้กินน้ำตาลน้อยที่สุด หรือไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม)

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733688

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เลิกสูบบุหรี่ พูดง่าย แต่ทำยากมาก

วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.42 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม คือวันงดสูบบุหรี่โลก แม้จะมีวันงดสูบบุหรี่โลกมาหลายสิบปีแล้ว แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังสูบบุหรี่กันต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าบุหรี่ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็ยังมีคนสูบ

คนสูบรู้ว่าควันบุหรี่มีอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ที่รับควันเข้าไปด้วย (secondhand smokers) รวมถึงผู้ที่ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสาม (thirdhand smokers) แม้ไม่ได้สูบเอง แต่ก็ได้รับอันตรายไม่น้อย

เรายังคงเรียกร้องให้ผู้คนหยุดสูบบุหรี่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนทั้งคนสูบและคนรอบตัว

ขอเน้นว่าบุหรี่เป็นหนึ่งในสารเสพติด ทุกคนรู้ดี แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้โดยถูกกฎหมาย หลายคนพยายามเลิกสูบบุหรี่ แต่มีผู้ประสบความสำเร็จน้อยมาก

ผู้ติดบุหรี่ 2 ใน 3 คน เคยพยายามเลิกบุหรี่มาแล้ว แต่การหักดิบเลิกสูบเป็นเรื่องยากมากๆ น้อยคนมากที่จิตใจเข้มแข็งแล้วเลิกได้เด็ดขาด 

มีสถิติว่าคนส่วนใหญ่ที่เลิกบุหรี่ด้วยวิธีหักดิบเกินครึ่ง จะกลับมาสูบบุหรี่อีก ดังนั้น หากคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือพ่ายแพ้ เพราะคนที่ติดบุหรี่ก็คือคนที่ติดสารพิษหลายชนิด และยังมีสารเคมีที่ทำให้สมองเสพติดอย่างมากอีกด้วย จึงเป็นการยากที่จะเลิกสูบบุหรี่ เมื่อติดไปแล้ว

ผู้อยากเลิกให้สำเร็จ ต้องไปปรึกษาบุคลากรการแพทย์ เช่น หมอ เภสัชกร 

เพราะทั้งสองกลุ่มนั้นจะช่วยประเมินความรุนแรงของการติดบุหรี่ได้ แล้วเสนอทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ติดบุหรี่แต่ละราย เช่น บางคนอาจเหมาะกับการใช้ยาช่วยเลิกสูบบุหรี่ บางคนอาจเหมาะกับการใช้หมากฝรั่ง หรือแผ่นแปะนิโคติน

ปัจจุบันมียาช่วยเลิกบุหรี่หลายขนาน เช่น บูโพรพิออน (bupropion) วาเรนิคลีน (varenicline) นอร์ทริปทิลีน (nortriptyline) หรือ โคลนิดีน (clonidine) เป็นต้น 

การใช้ยาเหล่านี้ คุณหมอหรือเภสัชกรต้องพิจารณาลักษณะของผู้สูบและพิจารณาจากโรคร่วมที่เป็นอยู่ รวมถึงดูยาที่ใช้เป็นประจำอย่างละเอียด แล้วต้องนัดตรวจติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียงจากยาอย่างใกล้ชิด 

สำหรับประเทศไทย นอกจากยาที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีการนำสมุนไพรไทย เช่น หญ้าดอกขาว ช่วยให้เลิกบุหรี่ด้วย โดยใช้ในรูปแบบของชาชงดื่ม เมื่ออยากสูบบุหรี่ งานวิจัยพบว่าลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่มีอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ปากคอแห้ง ลิ้นชา เบื่ออาหาร เป็นต้น 

แม้ว่าจะเป็นชาสมุนไพร แต่ผู้มีประวัติป่วยโรคหัวใจ โรคไตรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ชานี้ เพราะอาจเกิดอันตราย

สำหรับผู้สูบบุหรี่ที่ยังคงอยากลองเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง เรามีเทคนิคดีๆ ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการเลิกคือ

(1) เริ่มจากตั้งคำถามว่าอยากเลิกบุหรี่ไปเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่ชัดเจน เช่น อยากเลิกเพื่อสุขภาพของตัวเอง อยากเลิกเพื่อสุขภาพของคนใกล้ชิด อยากเลิกเป็นของขวัญให้ลูกหรือคู่ชีวิต การมีเป้าหมายชัดเจนจะทำให้เรามีแรงฮึดทำต่อไม่คิดล้มเลิกความพยายามง่ายๆ

(2) กำหนดวันดีเดย์ ควรเป็นวันสำคัญ เช่น วันเกิดตัวเองวันครบรอบแต่งงาน วันเกิดลูก วันอะไรก็แล้วแต่ที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย และใกล้ที่สุดนับจากวันที่คิดอยากจะเลิก ระหว่างวันที่คิดได้ว่าอยากจะเลิกกับวันดีเดย์ที่กำหนดไว้จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ

(3) เมื่อถึงวันดีเดย์ เอาบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ และไฟแช็กทิ้งไปให้หมด เลิกสูบโดยเด็ดขาดทันทีรวมถึงบอกคนรอบตัวด้วยว่าเรากำลังเลิกบุหรี่ ถ้าจะให้ดีที่ไหนมีกลิ่นบุหรี่ตกค้างให้กำจัดให้สิ้นซาก จะได้ไม่รู้สึกถูกกระตุ้นให้นึกถึงบุหรี่อีก

(4) คอยระวังและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นความอยากบุหรี่ และมีแผนจัดการเมื่อเกิดความอยากบุหรี่ เช่น เดินหนีเมื่อเจอคนสูบบุหรี่ปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวน ถ้าอยากบุหรี่ให้อมชิ้นมะนาวสดชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าไม่สะดวกเตรียมมะนาวสด ก็ใช้ลูกอมรสเปรี้ยวทดแทนได้

(5) ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำสำเร็จ เช่น ไม่สูบบุหรี่ครบ 1 สัปดาห์ จะพาครอบครัวไปกินหมูกะทะ ครบ 1 เดือน จัดทริปเที่ยวทะเล ครบ 3 เดือนซื้อของขวัญที่เล็งไว้นานแล้ว เป็นต้น

(6) เมื่อเผลอสูบบุหรี่ หรือเกิดความท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ระหว่างทางสู่ความสำเร็จอาจจะเกิดความผิดพลาดได้บ้าง ต้องให้อภัยตัวเองและบอกว่าเราต้องทำได้

 โฟกัสที่สุขภาพที่ดีขึ้น อาการไอหรือเสมหะที่ลดลง ความอึดต่อการออกกำลังกายที่มากขึ้น หรืออาการภูมิแพ้ของคนรอบตัวที่ดีขึ้น หมั่นท่องไว้ว่า ไม่ล้มเหลว ถ้าไม่ล้มเลิก

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ตั้งใจเลิกบุหรี่ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ หากต้องการมากกว่ากำลังใจ สามารถขอรับคำแนะนำการเลิกบุหรี่จากเภสัชกรได้จากร้านยาคุณภาพใกล้บ้านท่าน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732187

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนึ่งในแผนสุขภาพที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรก ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค

เมื่อพูดถึงวัคซีน เรามักจะนึกถึงกลุ่มเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วแต่ละช่วงวัยก็มีความจำเป็นในการป้องกันการเกิดโรคที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย นำไปสู่การมีภูมิต้านทานต่ำลง รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัว ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ 

วันนี้ขอพูดถึงวัคซีนที่แนะนำให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำควรพิจารณาเพื่อป้องกันโรค วัคซีนตัวแรกคือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ถึงแม้ว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ไม่รุนแรงในคนปกติ แต่เมื่อคนสูงวัย หรือคนที่มีภูมิต้านทานบกพร่องติดโรคไข้หวัดใหญ่ อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือถึงกับต้องเข้าไอซียู และอาจทำให้เสียชีวิต ดังนั้นในทุกๆ ปีคนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำ 

เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปี โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็คือช่วงกลางปี ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรค ที่สำคัญคือวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีให้บริการฟรีตามสิทธิ์บริการสุขภาพ เช่น สิทธิ์บัตรทอง เป็นต้น

วัคซีนตัวที่สองที่แนะนำให้ผู้สูงอายุฉีด เป็นวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบทางเดินหายใจ ก็คือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบนิวโมคอคคัส ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อจากแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Streptococcal Pneumoniae) โดยปกติแล้วการติดเชื้อชนิดนี้ในวัยผู้ใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป การติดเชื้อนี้ทำให้ปอด ตลอดจนเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อในกระแสเลือดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ข่าวดีสำหรับวัคซีนชนิดนี้คือไม่ต้องฉีดทุกหนึ่งปี แต่ฉีดห้าปีต่อครั้ง สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น ถุงลมโป่งพอง เป็นต้น

วัคซีนชนิดที่ 3 ที่แนะนำให้ผู้สูงอายุพิจารณาฉีดได้แก่วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โรคงูสวัดเกิดจากไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นไข้อีสุกอีใส ใครก็ตามที่เคยเป็นโรคไข้สุกใสจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานต่ำลงก็จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นโรคงูสวัดแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคืออาการปวดตามเส้นประสาท ซึ่งมีอาการทุกข์ทรมานยาวนานได้เป็นปี ทำให้ต้องใช้ยาบรรเทาปวดหลายชนิด อีกทั้งยังรบกวนคุณภาพชีวิตโดยตรงของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เราสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพียงหนึ่งเข็มเท่านั้น

ย้ำว่า การจัดการความเจ็บป่วยที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยตั้งแต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของคนที่มีภูมิต้านทานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้สูงอายุ 

โชคดีที่ปัจจุบันเรามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันโรคได้ดี ผู้สูงอายุควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคทั้ง 3 ชนิดข้างต้นเพราะอย่างน้อยถ้าเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าว ก็จะไม่ป่วยไม่รุนแรง 

ระยะนี้เริ่มเข้าหน้าฝน (แต่ยังไม่รู้ว่าฝนจะมาวันไหน) ก็ควรจะไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แล้ว 

ศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730764

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : โรคหัวใจ ดูแลได้ รักษาได้ ถ้าเราใส่ใจ

วันจันทร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ผ่านพ้นวันเลือกตั้ง สส. ไปแล้ว หลายคนอาจจะหายใจสะดวกขึ้นมาบ้าง เพราะช่วงก่อนเลือกตั้งนั้น บรรยากาศการเมืองค่อนข้างร้อนแรง แต่ในช่วงนั้นมีข่าวคนดังบางคนเกิดอาการวูบหมดสติ แต่ไม่ได้หมายความว่าวูบเพราะข่าวการเมืองแต่น่าจะมีปัญหาใดๆ กับร่างกายของผู้ที่วูบอย่างแน่นอน

อาการวูบเกี่ยวกับหัวใจวายเฉียบพลันไหม คำถามนี้มีมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของพิธีกรวัยหนุ่มแน่น แถมเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมออีกด้วย บอกได้ว่าอาการวูบเกิดจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือ เป็นไปได้ว่าเกี่ยวกับหัวใจ เรื่องนี้ทำให้คนทั่วไปกลัวว่าโรคหัวใจอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราเคยคิด

โรคหัวใจมีหลายประเภทมาก เริ่มจากหัวใจพิการแต่กำเนิด มักมีอาการตั้งแต่วัยทารก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว เป็นต้น แต่ละโรคจะมีอาการต่างกัน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้ว ความผิดปกติของหัวใจมักพบในวัยกลางคนเป็นต้นไป

อาการผิดปกติที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรนึกถึงโรคหัวใจ คือ ใจสั่น หน้ามืด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมหรือเป็นลมหมดสติเจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่แล้วร้าวขึ้นไปที่ขากรรไกร ร่วมกับมีอาการเหงื่อแตก ใจสั่น เมื่อใดที่เราหรือคนในบ้านมีอาการเช่นนี้ ต้องรีบโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669 ทันที เพราะอาการของโรคหัวใจต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตกลับเป็นปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิดกับอวัยวะสำคัญอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากแค่ไหน จริงๆ แล้วโรคหัวใจนับเป็นหนึ่งในโรคกลุ่มเรื้อรัง เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ 

ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ของการเกิดโรคกลุ่มนี้ คือ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่ดี เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินอาหารหวาน มัน เค็มจัด ไม่กินผักผลไม้ ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น 

แต่ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าเราเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีมากน้อยเพียงใด สามารถลองคำนวณได้ตาม link นี้ http://doh.hpc.go.th/screen/screenThaicvd_hx.php

ซึ่งเป็นแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจหรือสมองของคนไทย จัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกรอกข้อมูลโดยไม่ต้องระบุชื่อ

กรณีที่เรามีโรคประจำตัวอื่น เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หนทางเดียวที่จะป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ คือ ต้องควบคุมโรคเหล่านั้นให้ได้ และต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ 

บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการแย่ลง เนื่องจากผู้ป่วยหยุดยาเอง เพราะเห็นว่าไม่มีอาการ หรือเห็นว่าค่าความดัน และผลเลือด อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว จึงหยุดใช้ยาเอง หรือผู้ป่วยบางรายเข้าใจผิดคิดว่า โรคที่เป็นอยู่นั้น อาจจะหายไปแล้วหรือเพราะมีอาการดีขึ้น จึงไม่เข้มงวดกับการกินยา และไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน บางคนมีนัดพบแพทย์ทุก 3 เดือน แต่มาคุมเข้มก่อนนัดตรวจแค่ 2 สัปดาห์เพื่อให้ผลเลือดต่างๆ ออกมาดี แบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่เราทำตัวตามใจ กินทุกอย่างที่อยากกินกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง ก็คือการเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก

เภสัชกรจึงต้องย้ำกับผู้ป่วยเสมอว่า ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ห้ามงด ห้ามลด ห้ามเพิ่มยาเองเด็ดขาดเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการใช้ยา

ส่วนคนที่มีคนในบ้านมีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรฝึกทักษะการช่วยเหลือการฟื้นคืนชีพเบื้องต้น หรือการทำ CPR ไว้ อย่างน้อยก็เผื่อใช้ระหว่างรอความช่วยเหลือ คนไข้โรคหัวใจบางคนมียาอมใต้ลิ้นสำหรับใช้เวลาเจ็บหน้าอก ก็ควรพกติดติดตลอด และแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบว่าเก็บยาไว้ที่ไหน เพื่อสามารถหยิบยาให้ได้เวลาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องตรวจเช็ควันหมดอายุของยาที่เก็บด้วย

สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ คือ มาจากการที่เรามีโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่ดูแลควบคุมโรคเดิมให้ดี ทำให้เกิดโรคหัวใจตามมา

ฉะนั้น จึงย้ำว่า คุณที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง ต้องรับประทานยารักษาโรคเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเช็คความเป็นไปของโรคตามระยะ หรือเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในบางครั้งแพทย์อาจต้องปรับ หรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคด้วย เพราะฉะนั้นต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729174

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใส่บาตรให้ได้บุญ ต้องเลือกของดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สิ่งหนึ่งที่เป็นกิจวัตรของพุทธศาสนิกชนคือการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยบูชาพระพุทธ ศึกษาพระธรรม และอุปถัมภ์พระสงฆ์ ดังนั้น การฟังเทศน์ ฟังธรรม ทำสมาธิภาวนา และใส่บาตรพระสงฆ์ จึงถือเป็นการทำบุญของชาวพุทธ

วันนี้จะชวนคุยเรื่องการใส่บาตรพระสงฆ์ให้ได้บุญ อย่าลืมว่าพระสงฆ์คือมนุษย์เหมือนกับเรา เพียงแต่ท่านอยู่ในสมณเพศ ส่วนความเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสงฆ์ชรา จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุในประเทศไทยโดยโรงพยาบาลสงฆ์ พบว่าพระภิกษุสงฆ์อาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง และอาพาธด้วยโรคเบาหวานเป็นอันดับสอง ถ้าเจาะดูข้อมูลเฉพาะในพระภิกษุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่มาเป็นอันดับหนึ่ง

ต้นเหตุของโรคมาจากภัตตาหารที่พระภิกษุสงฆ์ฉัน ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ อาหารรสเค็มจัด หวานมากไขมันสูง นำไปสู่โรคต่างๆ มากมาย และยังทำให้ควบคุมอาการอาพาธได้ยาก และยังรักษาโรคได้ยากตามไปด้วย 

การเลือกฉันอาหารโดยสงฆ์อาจเป็นข้อจำกัด เพราะสงฆ์ไม่สามารถเลือกภัตตาหารได้ ญาติโยมถวายอะไรให้ ก็ต้องฉันไปตามนั้น เมื่อออกบิณฑบาตแล้วได้สิ่งใดมา ก็ต้องฉันไปตามนั้น ดังนั้นญาติโยมต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพดี เพื่อถวายพระสงฆ์ด้วย เพื่อป้องกันมิให้ท่านอาพาธ แต่โดยมากญาติโยมก็ถวายอาหารใส่บาตรตามความสะดวกของตนเอง โดยมากมักเป็นกับข้าวจากร้านขายกับข้าวสำเร็จรูป หรือญาติโยมบางท่านเลือกใส่อาหาร ตามรายการที่ผู้ล่วงลับชื่นชอบ หรือไม่ก็เลือกถวายอาหารที่คิดว่าดีที่สุด อร่อยที่สุด แต่ลืมคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ 

เมื่อพระสงฆ์ต้องฉันอาหารที่ไม่มีคุณภาพที่ดีพอ ก็เป็นที่มาของอาการอาพาธ โดยที่ผู้ใส่บาตรอาจไม่คาดคิด เราต้องไม่ลืมว่า การกินอาหารที่ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ดังนั้นก็ต้องถวายอาหารมีคุณภาพแด่พระสงฆ์ด้วย

อาหารที่ดีต่อสุขภาพคือ ต้องไม่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และต้องไม่มีไขมันมากเกินไปด้วย และต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวานมาก
มันมาก เค็มมาก แต่ควรถวายอาหารหมวดผักผลไม้เพื่อให้ได้กากใยและวิตามินอย่างเพียงพอ และที่สำคัญ อาหารหมวดโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ ก็มีความจำเป็นต่อร่างกาย จึงต้องรับประทานให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การเลือกอาหารใส่บาตรหรือจัดหาภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ต้องเลือกภัตตาหารที่อุดมไปด้วยรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด เช่นแกงกะทิทั้งหลาย ก็ไม่ควรถวายบ่อยเกินไป หรืออาหารที่มีน้ำมันท่วมก็ควรต้องเลี่ยงการถวายด้วย ส่วนขนมหวานจัด เช่น ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ก็ไม่ควรถวายบ่อย ผลไม้ก็เช่นกัน ควรเลี่ยงการถวายผลไม้รสหวานจัดๆ เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการถวายเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำปานะ ก็ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำเช่นกัน ควรเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่ไม่ให้ประโยชน์ใดๆนอกจากเพิ่มน้ำตาลให้ร่างกายมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับพระภิกษุที่อาพาธด้วยโรคเบาหวาน

อีกประเด็นหนึ่งคือ ควรเลือกถวายอาหารที่มีโซเดียมต่ำ หรือมีความเค็มน้อย อาหารที่มีโซเดียมสูง มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต และยังเป็นผลเสียต่อไตอีกด้วย 

อาหารที่ทำขายทั่วไปนั้น นอกจากจะปรุงด้วยรสชาติเค็มจัดแล้ว ยังพบว่าใส่ผงชูรส หรือสารโมโนโซเดียมกลูตาเมต ซึ่งเป็นแหล่งของโซเดียมอีกด้วย อีกทั้งอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณโซเดียมสูงมาก หากเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรถวาย

สำหรับแหล่งโปรตีน ถ้าเป็นปลา ไข่ขาว หรือเต้าหู้ ก็จะเป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ ย่อยง่าย ก็จะดีกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น หมูสามชั้น

และอย่าลืมถวายอาหารประเภทกากใยด้วย เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้องและข้าวไม่ขัดสี ซึ่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดี และให้กากใยสูงอีกด้วย 

อาหารอีกประเภทหนึ่งที่ควรถวาย คือ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว แต่ต้องเลือกประเภทน้ำตาลต่ำ และชนิดที่มีจุลินทรีที่ยังมีชีวิต ซึ่งดีต่อสุขภาพสำไส้

เมื่อคุณใส่บาตรพระสงฆ์ คุณคงปรารถนาบุญกุศล ดังนั้นคุณจึงไม่ควรทำให้สุขภาพของพระสงฆ์เสียไปเพราะอาหารที่เราถวาย เราจึงต้องพิถีพิถันเลือกอาหารใส่บาตรถวายพระ โดยเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพพระสงฆ์

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727792

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เอาตัวรอดจากการฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยยา และสารเคมี

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

ฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยไซยาไนด์ทำให้หลายคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ประการแรกด้วยเหตุที่นึกไม่ถึงว่าคดีวางยาฆ่าในการ์ตูนโคนันนั้นเกิดขึ้นจริงได้และยังเกิดในเมืองไทยอีกด้วย ซึ่งน่าเห็นใจในส่วนของญาติพี่น้องของผู้ตายอย่างยิ่ง ที่ต้องมาสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้

จากในข่าวที่มีการพาดพิงว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเภสัชกรหรือร้านยาซึ่งในเวลาต่อมามีการยืนยันแล้วว่าแหล่งที่มาของไซยาไนด์ในกรณีนี้ไม่ไช่ร้านยาและไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเภสัชกรแต่อย่างใด และในบทความนี้ก็จะไม่พูดถึงว่าผู้ต้องหาได้ไซยาไนด์มาจากไหน แต่ในกรณีที่ผู้รอดชีวิตท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าน่าจะได้รับสารพิษจากผู้ต้องหาโดยอ้างว่าเป็นยาสมุนไพรจึงรับประทานยาลงไปแล้วเกิดอาการผิดปกติจนต้องไปช่วยชีวิตที่โรงพยาบาล กับอีกข้อมูลที่ญาติสันนิษฐานว่าผู้ตายอาจใช้อาหารเสริมลดความอ้วนซึ่งได้มาจากผู้ต้องหา

สองกรณีนี้จะเห็นได้ว่าการที่คนซึ่งไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้หยิบยื่นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ผู้ป่วยหรือประชาชนทั่วไปใช้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เป็นเรื่องไม่เกินจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของยา ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดเคยไปร้านยาที่มีเภสัชกรจะพบว่ากว่าจะซื้อยาได้แต่ละทีไม่ใช่คุยกันคำสองคำ เภสัชกรมักจะซักประวัติละเอียดจนผู้รับบริการบางคนถึงกับหงุดหงิด ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เราไม่อยากจ่ายยาให้กับท่าน หากพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้วมันง่ายเหลือเกินที่เภสัชกรจะหยิบยาที่ท่านชี้สั่งหรือเรียกหาไปคิดเงินและถามว่าจะรับหน้ากากอนามัยหรือเจลแอลกอฮอล์เพิ่มด้วยมั้ย แต่ที่เราไม่ทำแบบนั้นเพราะเภสัชกรทุกคนถูกฝึกมา ให้ดูแลการใช้ยาของคนไข้ทุกคนให้ปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

ยาไม่ใช่ของที่คนหนึ่งใช้ได้ผลดีแล้วจะนำไปแบ่งให้คนอื่นที่รักชอบกันใช้บ้าง เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พื้นฐานทางสุขภาพก็ไม่เหมือนกัน บางท่านมีโรคประจำตัว บางท่านมียาที่แพ้ ซึ่งบางครั้งอาจอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งความเจ็บป่วยที่มีอาการคล้ายกัน อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากคนละโรคคนละเรื่องเลยก็ได้ เช่น อาการปวดหลังของคุณ ก เกิดจากออฟฟิศซินโดรม กินยา A แล้วหายปวด เลยแนะนำให้คุณ ข ที่บ่นปวดหลังกินบ้างแต่ปรากฏว่าคุณ ข กินยา A แล้วเลือดออกในกระเพาะอาหาร เพราะคุณ ข มีโรคประจำตัวคือแผลในกระเพาะ เป็นต้น

จากกระแสข่าวฆาตกรรมต่อเนื่องโดยการใส่ยาพิษให้เหยื่อกินผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งอาหาร เครื่องดื่มอาหารเสริม รวมทั้งยา อาจทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องของการบริโภคสิ่งต่างๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ยารวมถึงอาหารเสริมก็เป็นของที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อาหารเสริมที่มีที่มาไม่ชัดเจน ไม่มี อย. ยาสมุนไพรที่ไม่มีเลขทะเบียนยาซึ่งอาจจะมีการปนปลอมสารเคมี หรือตัวยาอันตรายบางชนิด หรือไปรับหรือซื้อยาที่ไม่ได้ผ่านมือเภสัชกร ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายได้แก่ท่าน

เราไม่ควรแบ่งยาให้ใคร และแนะนำยาให้ใครว่ายาตัวโน้นดี ยาตัวนี้ดี เพราะโรคที่เขาเป็นก็อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งการรักษาและยาที่ใช้ก็อาจไม่เหมือนกัน ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรรับยา หรือรับคำแนะนำให้ใช้ยาจากคนอื่นที่ไม่ใช้บุคลากรทางการแพทย์ ถ้าท่านสงสัยเกี่ยวกับยา หรือการใช้ยาหรืออยากใช้ผลิตภัณท์สุขภาพใด ก็ขอให้ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อจะได้พิจารณาว่าถ้าใช้แล้วจะไม่มีปัญหากับสุขภาพของท่าน หรือไม่ไปตีกับยาที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ เท่านี้ท่านก็จะปลอดภัยจากการใช้ยา

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726196

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เบาๆ ความหวาน จะได้ไม่เบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงคนไข้เบาหวานกับการระวังผลไม้หวานรสหวานจัดที่ออกมามากมายในช่วงฤดูร้อน 

วันนี้ขอขยายความลงรายละเอียดโรคเบาหวานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะเบาหวานจัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศและระดับโลก การควบคุมโรคเบาหวานที่ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาหลายอย่าง เช่น ไตวายเรื้อรังมีภาวะแทรกซ้อนทางตา เกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เสียชีวิต หรือพิการตามมา

คำว่าเบาหวาน มีความหมายตรงตัวคือปัสสาวะมีความหวาน ซึ่งกว่าปัสสาวะจะมีความหวานได้ นั่นแปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดต้องสูงมาก และระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการกินอาหารประเภทน้ำตาล หรือกลุ่มที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้มากเกินไป นอกจากการกินหวาน แล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีก เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น กรรมพันธุ์ สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ออกกำลังกาย บริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

โดยทั่วไปโรคเบาหวานมักไม่มีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามในบางรายที่เป็นเบาหวานระยะแรกๆอาจมีอาการหิวบ่อย กินจุแต่น้ำหนักลด ปัสสาวะมากผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน อ่อนเพลีย แต่คนไข้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัว ดังนั้น การตรวจพบโรคเบาหวานจึงมักเกิดขึ้นเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วพบระดับน้ำตาลในเลือดสะสมเกินค่ามาตรฐาน เพราะฉะนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่อายุมากขึ้น จึงมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ค้นพบโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ก่อนจะสายเกินไป 

การรักษาโรคเบาหวานมีองค์ประกอบที่สำคัญสองอย่างที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการใช้ยา พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนในผู้ป่วยเบาหวานหลักๆ มีสองอย่าง คือเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายตามความเหมาะสมของวัยและสุขภาพ

แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ป่วย มักต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลในเลือดร่วมด้วย สิ่งที่ผู้ป่วยต้องทำ ความเข้าใจอันดับแรก คือถึงแม้ว่าจะใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ก็ยังคงต้องควบคุมอาหาร ไม่ได้แปลว่าจะกินหวานอย่างไรก็ได้ เพราะใช้ยาแล้ว

สำหรับยาที่ใช้รักษาเบาหวานหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีหลายกลุ่ม หลายกลไกการออกฤทธิ์ เช่น กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพิ่มความไวต่ออินซูลิน ยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลจากจุดต่างๆ ส่วนในรายที่โรครุนแรงมากๆ หรือผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับไตไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาฉีดอินซูลิน 

นอกจากยาควบคุมน้ำตาลในเลือดแล้ว คนไข้เบาหวานยังจำเป็นต้องได้รับยาอื่นๆ เพื่อชะลอการดำเนินไปของโรค เช่น ชะลอการเสื่อมของไต ป้องกันหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น 

การเลือกใช้ยาในคนไข้เบาหวานแต่ละรายจึงค่อนข้างซับซ้อน ยาบางชนิดต้องกินก่อนอาหาร ยาบางชนิดกินหลังอาหาร ยาบางอย่างกินเฉพาะมื้อเช้า ยาบางอย่างอาจจำเป็นต้องกินเฉพาะมื้อเย็น คนไข้บางคนต้องยากินและต้องได้รับยาฉีดด้วย จึงต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของการใช้ยา และต้องปฏิบัติตามคำสั่งการใช้ยาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รักษาโรคได้ดีที่สุด

อาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในคนไข้ที่ใช้ยาเบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลต่ำ หรือ hypoglycemia ซึ่งเกิดจากยาฉีดอินซูลิน หรือยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือดชนิดกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้จะเกิดเมื่อใช้ยาตามสั่ง แต่กินอาหารไม่เพียงพอ อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือได้รับยาสูงเกินไป เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเกินไป จะมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตกคล้ายจะเป็นลม กรณีที่อาการรุนแรง อาจช็อคหมดสติได้ 

ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวาน จึงจำเป็นต้องพกลูกอมชนิดที่มีน้ำตาลติดตัวไว้เสมอ เมื่อเริ่มมีอาการจะได้อมเพื่อบรรเทาอาการ แต่กรณีที่เกิดอาการที่บ้านสามารถดื่มน้ำหวาน หรือนมเพื่อบรรเทาอาการได้

เป้าหมายหลักของการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี และป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อน ดังนั้นการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกาย และหมั่นดูแลความสะอาดของแผลที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผลไม้หน้าร้อนอร่อยมาก แต่ต้องระวังเบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724643

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าร้อนในบ้านเมืองของเราสามารถทำให้เกิดความร้อนที่ร้อนจัดมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นฤดูกาลแห่งผลไม้แสนอร่อยที่ออกมาให้กินกันไม่หวาดไม่ไหว มีให้เลือกกินได้ไม่ซ้ำกันทั้งเจ็ดวันเลย ทั้ง มะม่วงสารพัดชนิด มะยงชิด ทุเรียน เงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผลไม้ที่มีให้กินตลอดปีตลอดชาติ เช่น สับปะรด มะละกอ แตงโม กล้วย ขนุน เป็นต้น

แค่ผลไม้สดๆ ก็แสนอร่อยแล้ว ยังผนวกกับภูมิปัญญาของคนไทยเข้าไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยให้กับผลไม้มากยิ่งขึ้นอย่าลืมว่าคนไทยมีความเป็นอัจฉริยะด้านอาหารการกินสูงมากสามารถดัดแปลงให้ผลไม้สามารถกินคู่กับของอื่นๆ ได้อย่างลงตัว เช่น มะม่วงกับน้ำปลาหวาน ข้าวเหนียวมูนกับมะม่วงสุกข้าวเหนียวทุเรียน เงาะลอยแก้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยยกระดับความหวานชื่นใจชวนให้กินตลอดเวลา 

แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะผลไม้ในช่วงหน้าร้อน คือกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โรคเบาหวานจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นกันมากกว่าสามล้านราย 

แม้จะป่วยด้วยโรคเบาหวาน แต่หากสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ก็ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่หากควบคุมไม่ได้ จะเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ตามมาอีกหลายโรค อาทิ ไตวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตจากปัญหาหลอดเลือดสมอง เป็นต้น 

การควบคุมอาหารเป็นหัวใจของการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติก็รอดตัวไป แต่หากคุมไม่ได้ ก็จะมีปัญหาใหญ่ตามมาเรื่องการคุมน้ำตาลเป็นเรื่องที่คนไข้เบาหวานทุกคนรู้ดี แต่บางคนก็คุมสำเร็จ บางรายก็ไม่สำเร็จ 

ดังนั้นจึงขอพูดเรื่องการคุมการรับประทานผลไม้รสหวานจัดๆ ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งบอกว่าเป็นเรื่องที่คุมได้ยากมากการห้ามรับประทานผลไม้รสชาติแสนอร่อยในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นความใจร้ายอย่างหนึ่งสำหรับผู้รักรสชาติแสนอร่อยของผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้ที่มีให้กินปีละครั้ง แต่การที่คนเป็นเบาหวานจะกินผลไม้ ก็จำเป็นต้องระมัดระวังไว้ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างดี เวลาไปตรวจตามนัดแล้วค่าน้ำตาลช่วงอดอาหารยังสูงเกินเกณฑ์ หรือมีค่าน้ำตาลสะสมสูงเกินเกณฑ์ หรือเป็น

คนไข้ที่ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน คนกลุ่มนี้จะรับประทานกับผลไม้ได้ แต่ก็ยังมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ต้องลดข้าวหรืออาหารหมวดคาร์โบไฮเดรตลงให้พอเหมาะ เพื่อเว้นพื้นที่ไว้ให้ผลไม้ที่อยากจะกินในบางวัน เช่น หากอยากกินทุเรียน 1 เม็ด (เน้นว่าเม็ดเล็กๆ) ก็อาจจะต้องลดข้าวลงสัก 1 ทัพพี เป็นต้น หรืออาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องอาหารแลกเปลี่ยน เช่น ข้าว 1 ทัพพี หรือ 1 ส่วน เทียบได้กับผลไม้ชนิดใด ในปริมาณมากเท่าใด เพื่อจะได้วางแผนแลกเปลี่ยนกันให้เหมาะสม ตัวอย่างของผลไม้ 1 ส่วน ก็คือ ทุเรียน 1 เม็ดเล็ก กล้วยน้ำว้า 1 ผล ลำไย 5-6 ผล มังคุด 4 ผล เป็นต้น

จะเห็นว่าปริมาณผลไม้ที่คนไข้เบาหวานกินได้ มักจะเป็นปริมาณแบบที่เรียกว่า “พอหอมปากหอมคอ” กินพอหายอยากหายคิดถึง ไม่ใช่กินทุเรียนทีละครึ่งลูก หรือส้มทีละหนึ่งกิโลกรัม ถ้าขืนกินในปริมาณแบบนั้น ต่อให้เป็นคนสุขภาพดีแต่ถ้าทำบ่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นผลดีเช่นกัน

คนไข้เบาหวานที่มีเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือด อาจจะสามารถติดตามค่าน้ำตาลในเลือดของตัวเองได้หลังจากรับประทานผลไม้โปรด ถ้าค่าน้ำตาลระหว่างมื้ออาหารเกินจาก 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตระหนักว่ามื้อที่แล้วอาจจะรับประทานอาหารกลุ่มที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้มากเกินไปแล้วต้องไปปรับลดในมื้อต่อๆ ไปลง 

ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรปรับยาเองโดยเด็ดขาด เช่น รับประทานของหวานเยอะๆ แล้วไปเพิ่มยาลดน้ำตาลในเลือดเอง เพราะเวลาที่แพทย์ปรับยาแต่ละครั้ง ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย นอกจากเรื่องน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังดูเรื่องการทำงานของตับ ไต หรือโรคร่วมอื่นๆ ของคนไข้ด้วย การที่คนไข้ปรับเพิ่มยาเองอาจส่งผลเสีย เช่น ทำให้เกิดอาการข้างเคียงของยา หรืออาจทำให้น้ำตาลต่ำเกินไปที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย ได้

อีกประเด็นหนึ่งถ้าเลือกได้ ควรรับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง แก้วมังกร แอปเปิ้ล แตงโม มะละกอ สับปะรด เป็นต้น

โดยสรุป คนไข้เบาหวานสามารถกินผลไม้ได้ แต่การกินให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ จะต้องกินโดยมีความรู้เกี่ยวกับอาหารแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ต้องรับประทานยา
ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ปรับเปลี่ยนขนาดยาเองและหากมีเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ก็ควรตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ทราบว่าระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723251

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถวายสังฆทานให้ได้บุญ ต้องดูวันหมดอายุของยาก่อน

วันจันทร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

ใกล้ถึงวันสงกรานต์แล้ว หลายคนไปทำบุญวันปีใหม่ไทย และหลายคนก็จัดชุดสังฆทานไปถวายพระสงฆ์ ทุกคนตั้งใจทำบุญ แต่บางคนก็ได้บุญไม่เต็มที่ เพราะถวายชุดสังฆทานที่มีของหมดอายุ หรือใกล้หมดอายุมาก โดยเฉพาะยา เพราะการถวายยาใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้ว เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ

ทุกคนรู้ดีว่ายามีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ โดยเฉพาะการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง วันนี้จึงขอพูดถึงการเลือกชุดสังฆทานยาที่เหมาะสมและปลอดภัยกับพระภิกษุผู้ได้รับการถวาย

การถวายชุดสังฆทานยาสามัญประจำบ้าน ทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณ ต้องพิจารณาให้ดีว่ามียาอะไรบ้าง ผลิตเมื่อไร หมดอายุวันไหน การถวายยาที่ดีที่สุดคือต้องเลือกยาที่จะหมดอายุอย่างน้อยคืออีก 12 เดือนขึ้นไป ต้องไม่ถวายยาที่ใกล้หมดอายุ เช่น อีก 1 เดือนก็หมดอายุแล้ว แบบนี้น่าจะให้โทษมากกว่า 

อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง นอกจากเรื่องวันหมดอายุยาคือ การเก็บรักษายา ก่อนนำมาจำหน่าย อย่าลืมว่าต้องเก็บรักษายาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และไม่ถูกแสงแดงส่องเป็นเวลานานมากเกินไป การเก็บรักษายาในที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป เป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเสื่อมคุณภาพของยา เพราะฉะนั้น ต้องพิถีพิถันการเลือกซื้อยาจากร้านที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพดี ต้องไม่เลือกซื้อยาที่ถูกแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานาน ร้านที่จำหน่ายยาควรจะต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม การซื้อยาที่เก็บรักษาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี แม้ยาจะยังมีอายุอีกนาน แต่ก็เสี่ยงกับการได้ยาเสื่อมคุณภาพ โดยเฉพาะจากความร้อนที่สูงเกินไป 

หลายคนคงตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวในข้างต้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงไม่ควรซื้อชุดสังฆทานยาที่จัดสำเร็จรูป แต่เลือกซื้อยาสามัญประจำบ้านไปถวายแทน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องไม่ใส่ยาอันตรายลงไปในชุดสังฆทาน ตัวอย่างยาอันตราย เช่นยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาปวดกลุ่มไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่ายาแก้ปวดคลายเส้น ยา 2 ชนิดนี้เป็นต้นเหตุการแพ้ยาบ่อยๆ ในอัตราที่สูงมาก นอกจากทำให้แพ้แล้ว ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDS ยังระคายเคืองกระเพาะอาหาร และอาจเป็นพิษต่อไตหรือตับได้ด้วย หากพระสงฆ์ท่านมีอายุมาก และมีโรคประจำตัวบางอย่าง

จะทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าว และอาจเกิดปัญหารุนแรงมากจนเป็นเหตุให้มรณภาพ

เพราะฉะนั้น ต้องเลือกยาสามัญประจำบ้านที่เหมาะสมกับการบรรจุในกล่องสังฆทาน แม้เราอาจจะคิดว่ายาบางชนิดไม่ใช่ยาอันตราย เช่น ยาแก้แพ้กลุ่มคลอเฟนิรามีน ซึ่งคนทั่วไปอาจบอกว่าใช้แล้วตนเองไม่มีปัญหาอะไร แค่ทำให้ง่วงนอนเท่านั้น แต่หากพระสงฆ์ที่เราถวายยาจำพวกนี้ไปมีโรคประจำตัว เช่น ต้อหิน หรือมีปัญหาต่อมลูกหมากโตก็จะทำให้เป็นอันตรายกับท่านได้ ดังนั้น หากต้องจัดยาในชุดสังฆทานก็ต้องเลือกยาที่ปลอดภัยกับพระสงฆ์ให้มากที่สุด โดยแทนที่จะถวายยากลุ่มคลอเฟนิรามีนก็เปลี่ยนเป็นยากลุ่มลอราทาดีน เป็นต้น เพราะนอกจากไม่ทำให้ง่วงแล้ว ยังไม่มีผลกระทบต่อโรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต

อีกสิ่งที่ต้องมีในชุดสังฆทานยาคือ ยาใช้สำหรับภายนอกที่คนมักจะลืมไปแต่มีประโยชน์ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชุดทำแผล ยาโพวิโดน-ไอโอดีน สำลี ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ปิดแผลยาดม ยาหม่อง ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย ผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือเรียกว่า ORS สำหรับทดแทนการสูญเสียเกลือแร่อาการท้องเสีย และอาเจียน อีกอย่างหนึ่งคือยาอมที่ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ เช่น ยาอมมะขามป้อม เป็นต้น

และควรจัดยาที่บรรจุแผงดีกว่าบรรจุขวด หรือกระปุก เพราะเก็บรักษาได้ง่าย และสามารถแบ่งปันกันได้ง่าย 

สำหรับญาติโยมที่ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะโยมอุปัฏฐาก หากคุณมีโอกาสไปกราบพระ สนทนาธรรมกับท่านเสร็จแล้ว ขอให้ช่วยตรวจกล่องยาที่โยมรายอื่นๆ นำไปถวายด้วย เพราะอาจจะมียาใกล้หมดอายุ หรือยาหมดอายุแล้วอยู่ในกล่องสังฆทานได้ หากพบยาใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้ว ขอให้นำไปทิ้งในที่เหมาะสมทันที

ขอย้ำว่าการถวายยาใดๆ กับพระสงฆ์ ขอให้ดูวันหมดอายุให้ดีทุกครั้ง และต้องเลือกยาที่ได้คุณภาพ ทั้งการเก็บรักษาก่อนจะนำไปถวายพระสงฆ์ และต้องเรียนนมัสการแจ้งให้ท่านเก็บรักษายาให้เหมาะสมด้วย เพื่อรักษาคุณภาพยา และเพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์

ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย