รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786518

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เรื่องของ (โรค) หัวใจ

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.45 น.

เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้มีเทศกาลสำคัญๆ หลายเทศกาล เช่น ตรุษจีน วาเลนไทน์ และมาฆบูชา แต่ว่าวันตรุษจีนเพิ่งผ่านไป แล้วกำลังจะเข้าช่วงวันวาเลนไทน์ ส่วนวันมาฆบูชาจะอยู่ในช่วงปลายเดือน 

วันนี้ขอชวนคุยเรื่องวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ก่อน เมื่อพูดถึงความรักก็ต้องนึกถึงหัวใจ แล้วก็เลยนึกไปถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการป่วยและตายที่สำคัญระดับโลกและระดับประเทศ

ถ้าไม่นับเรื่องหัวใจพิการมาแต่กำเนิดแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจัยที่ว่าได้แก่ การไม่สูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม การควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับไขมันเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ รวมถึงในคนที่เป็นเบาหวานซึ่งจะต้องใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป พูดอย่างง่ายๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป

ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงเป็นโรคที่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้น หากญาติสายตรงของเราเป็นโรคดังกล่าว เราก็ควรเพิ่มความระมัดระวัง และหมั่นตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้อยู่เสมอ หากพบว่าเรามีความผิดปกติก็ควรรีบรักษา แต่ในปัจจุบันนี้ นับว่ามนุษย์โชคดีมาก เพราะผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้สามารถใช้ยาควบคุมอาการของโรคได้ดีจึงสามารถป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่นำไปสู่การตาย หรือทำให้มีข้อจำกัดการใช้ชีวิตได้มาก ข้อจำกัดที่ว่าก็เช่น กรณีที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว อาจจะทำให้เหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้ เป็นต้น

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ในระยะเริ่มต้นของโรคต่างๆ ที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดนั้นมักไม่ค่อยมีอาการ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่เห็นความสำคัญของการกินยาคุมความดัน ยาเบาหวานหรือยาลดไขมันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายยังมีความเข้าใจผิดว่าการกินยามากไปมีผลเสียต่อตับไต ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะข้อมูลจากงานวิจัยมีการยืนยันประโยชน์ที่มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะได้รับจากการใช้ยา และการใช้ยาก็อยู่ในการดูแลของแพทย์ซึ่งจะประเมินทั้งประสิทธิผลของยาว่าควบคุมอาการได้ดีพอหรือไม่ และเกิดผลข้างเคียงจากยามากเกินไปหรือไม่ เพราะฉะนั้น การใช้ยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดในการป้องกันโรคที่จะเกิดกับหัวใจและหลอดเลือด

นอกเหนือจากการกินยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ลดหรืองดยาเองแล้ว การซื้อยาใช้เองก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะยาบางอย่างก็เพิ่มเติมความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ซึ่งมักถูกใช้ในอาการปวดข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดควรใช้อย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาใช้เอง

ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวแล้วก็ตาม ก็ควรจัดการพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อหัวใจ และสุขภาพโดยรวม ได้แก่ การลดอาหารมันๆ หวานๆ เพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ลดละเลิกเหล้าบุหรี่ ที่สำคัญต้องออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในผู้ที่เป็นโรคทางหัวใจและหลอดเลือดไปแล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถออกกำลังกายแบบใดได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

โดยสรุป หากต้องการทะนุถนอมหัวใจ เราควรดูแลสุขภาพ และรักษาโรคประจำตัวต่างๆ แต่เนิ่นๆ การรับประทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด กินอาหารที่ไม่บั่นทอนสุขภาพ ลดละเลิกเหล้าบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และถ้ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้องระมัดระวังในการใช้ยาบางชนิด หากทำได้ครบถ้วนก็มั่นใจได้ว่าเราจะมีหัวใจที่แข็งแรงได้ตลอดอายุขัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/785030

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาอมแก้เจ็บคอให้ตรงกับอาการ

วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดประเด็นตอบโต้กันไป-มาในสังคมออนไลน์เรื่องยาอมแก้เจ็บคอ โดยมีการกล่าวว่า ถ้าเราเจ็บคอมาก แล้วไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่หมอพิจารณาอาการแล้วสั่งจ่ายเพียงยาอมแก้เจ็บคอ ตกลงมันจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ อาการเจ็บคอรวมถึงอาการไอทั้งมีหรือไม่มีเสมหะเป็นเพียงแค่อาการเจ็บ บวม แดงที่คอ เป็นอาการที่เรียกว่า อักเสบ

อาการเจ็บคอเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย โดยทั่วไปถ้าติดเชื้อมักจะเป็นเชื้อไวรัส แล้วยังอาจเกิดจากการแพ้ เช่น แพ้ฝุ่น ควันต่างๆ การสูบบุหรี่ หรือเกิดจากมีแผลร้อนในลำคอ ในบางรายเกิดจากกรดไหลย้อนด้วย

นอกจากนั้น ถ้าเราใช้เสียงมาก พูดทั้งวัน หรือนอนอ้าปาก ก็เจ็บคอได้เช่นกัน ส่วนอาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เสมหะ โดยอาจไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อโรคแต่อย่างใดอาจจะเป็นเพียงฝุ่น ควัน กลิ่นฉุน ภูมิแพ้ ฯลฯ ก็ทำให้เราไอได้ 

ดังนั้น การวินิจฉัยว่าผู้มีอาการเจ็บคอ หรือไอเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง จึงจำเป็นต้องซักประวัติอย่างละเอียด และดูแลรักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่ว่าเมื่อเจ็บคอ ก็หวังจะได้แต่ยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์และเภสัชกรจะไม่จ่ายยาปฏิชีวนะ ถ้าไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต แต่ถ้าคนไข้เจ็บคอ ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอ ก็เป็นทางเลือกในการรักษาที่สมเหตุสมผลทางหนึ่ง และยาอมที่ว่าก็มีหลายประเภทให้เลือกใช้ 

ชนิดแรกเป็นกลุ่มลูกอมช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการระคายคอ ลูกอมเหล่านี้ถือเป็นอาหาร สังเกตได้ว่ามีเครื่องหมาย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ส่วนอีกประเภทหนึ่งจะใส่ตัวยาลงไป จึงจัดเป็นยา ซึ่งมีทั้งชนิดยาสามัญประจำบ้านที่หาซื้อได้ทั่วไป กับกลุ่มที่เป็นยาอันตราย ที่จำหน่ายในร้านยา หรือต้องจ่ายโดยแพทย์ 

ตัวยาที่ใส่ในยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอมีหลากหลาย ชนิดแรกคือ ยาชาเฉพาะที่ เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) ช่วยลดอาการเจ็บคอ ผู้ป่วยบางคนเมื่อเจ็บคอเวลาจะกลืนอะไรก็เจ็บมาก ยานี้ช่วยได้ดี ชนิดที่สองคือ ยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ หรือเรียกว่าantiseptic ที่ใช้กันมาก ได้แก่ ไดคลอโรเบนซิล แอลกอฮอล์ (Dichlorobenzyl alcohol) และ เอมิลเมทาครีซอล (Amylmetacresol) ชนิดที่สามคือใส่ตัวยาที่ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำคอ ชุ่มคอ และรู้สึกสบายในลำคอ ได้แก่ เมนทอล และชนิดสุดท้ายที่พบในยาแผนปัจจุบันได้แก่ ยาอมที่ใส่ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs ตัวยาที่ใช้ในยาอมคือยาฟลอร์บิโพรเฟน (flurbiprofen) ซึ่งยาประเภทนี้ต้องจ่ายโดยแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น มีบางคนแพ้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งเป็นอันตรายมาก จึงไม่ควรใช้มากเกินไป 

นอกจากนี้ ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ยังทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารด้วย และยังมียาอมประเภทสมุนไพร ที่ช่วยให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง และช่วยขับเสมหะด้วย เช่น มะแว้ง มะขามป้อมชะเอม เป็นต้น

ย้ำว่าการรักษาอาการเจ็บคอ ต้องดูที่สาเหตุเป็นสำคัญ และขอแนะนำให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง ส่วนยาอมเป็นเพียงช่วยบรรเทาอาการระคายคอ ดังนั้น ก่อนใช้ยาจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้ใช้ไม่แพ้ยาที่อยู่ในส่วนประกอบของยาอมที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกยาชาเฉพาะที่ หรือยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จึงต้องตรวจสอบหรือสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ และในกรณีที่ฉลากยาระบุขนาดการใช้ไว้ ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้บ่อยตามใจตัวเอง เพราะอาจทำให้ได้รับยามากเกินไป

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783549

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : จัดระเบียบยาในตู้ยาประจำบ้าน

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านปีใหม่มาจวนจะหมดเดือนแรกของปีแล้ว เรามาดูกันสิว่ายาต่างๆ ในบ้านของเรามีอะไรที่เหลืออยู่บ้าง ใกล้หมดอายุหรือยัง หรือหมดอายุไปแล้ว เราจะได้เคลียร์ยาออกไปให้หมด ดีกว่าเก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ทุกๆ บ้านมียา ทั้งแบบที่ตั้งใจเก็บ และแบบที่เก็บไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้น สัปดาห์นี้จึงขอชวนคุณผู้อ่านมาสำรวจตรวจสอบยาในบ้านกัน เพื่อจะได้จัดระเบียบยา

ขอถามว่าคุณผู้อ่านเก็บยากันไว้ที่ไหนบ้าง บางบ้านมีตู้ยาเป็นกิจลักษณะ บางบ้านไม่มีตู้ยาเป็นทางการ ก็อาจเก็บยาไว้ในลิ้นชัก หรือในกล่อง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นตู้ยาของเรา ไม่ว่าจะเก็บยาไว้ที่ไหนก็ตาม อยากให้ทุกคนนำยาทุกตัวออกมา แล้วทำความสะอาดที่เก็บยา แล้วพิจารณาว่าจะเก็บยาอะไรไว้บ้าง หรือตัวไหนต้องทิ้งไป หรือตัวไหนควรนำไปบริจาคให้โรงพยาบาล

เรามาเริ่มจากยากินก่อน ยาน้ำจำพวกยาธาตุน้ำแดงน้ำขาว ยาลดกรด ยาระบาย ยาน้ำเชื่อม ยาแก้ไอที่เปิดขวดแล้ว หากไม่ได้เขียนวันที่เปิดไว้ แล้วจำไม่ได้แล้วว่าล่าสุดใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ขอให้ทิ้งไปเลย แม้จะยังไม่หมดอายุก็ตาม เพราะเมื่อเปิดขวดแล้วย่อมมีโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ จะเข้าไปก่อโรค หรือยาน้ำได้ระเหยจนความเข้มข้นเปลี่ยนไป มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหากนำไปใช้ และย้ำว่าในครั้งต่อไปเมื่อต้องใช้ยาน้ำต้องเขียนวันที่ใช้ยาครั้งแรกไว้เสมอ แต่อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องยากกับการควบคุมคุณภาพยา หากผู้ผลิตยาไม่ได้ระบุว่ายาที่เปิดใช้แล้วจะอยู่ได้นานเท่าไร เพราะยาแต่ละชนิดมีความคงตัวไม่เท่ากัน สภาวะการเก็บรักษาที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น และแสง คงบอกได้คราวๆ แค่ว่ายาน้ำเปิดใช้แล้วเกิน 6 เดือนก็ต้องทิ้งไป หรือแม้ว่าอาจไม่ถึง 6 เดือนแต่ถ้าสีและกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิมก็ต้องทิ้งเช่นกัน และยาที่เราจิบจากขวดโดยตรง จำพวกยาแก้ไอ หากใช้ไม่หมดภายใน 2-3 วันก็ควรทิ้งเช่นกัน ไม่ควรนำมาเก็บไว้ เพราะปนเปื้อนเชื้อจากในช่องปากเราแล้ว

ส่วนยาเม็ด ถ้าเป็นยาที่บรรจุในแผงแบบแยกเม็ด ก็อาจจะเก็บไว้ได้จนถึงวันหมดอายุ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรตรวจสอบก่อนว่าแผงยายังอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด รั่วซึม หรือบวมเต่งผิดไปจากเดิมเพราะนั่นหมายความว่ายาในแผงอาจจะเสื่อมคุณภาพแล้ว ซึ่งต้องทิ้งเช่นกัน 

สำหรับยาแบบเม็ดเปลือยที่บรรจุในขวดแบบ 30, 60 หรือ 100 เม็ด อันนี้ก็ยึดหลักการคล้ายกันกับยาน้ำคือ หลังเปิดขวด 6 เดือนควรทิ้งไป เพราะอาจมีปัญหาความชื้น การปนเปื้อนเชื้อ ทำให้ไม่ปลอดภัยในการใช้ และถ้ามีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป เช่น สีเม็ดยาเปลี่ยน เข้มขึ้น ซีดจางลง ยาเม็ดเคลือบที่เคยมันวาวมีลักษณะด้านๆ ขึ้นๆ มีจุดเหมือนตกกระบนเม็ดยา หรือยาเม็ดแคปซูลนิ่มมีลักษณะบวมเยิ้มติดกัน ก็ต้องทิ้งเช่นกัน

สำหรับยาใช้ภายนอก เช่น ยาทาแผลโพวิโดน-ไอโอดีน น้ำเกลือล้างแผล แอลกอฮอล์เช็ดแผล ของพวกนี้มักเจอว่าเปิดใช้แล้วตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ก็อาจต้องทิ้งเช่นกัน หากเปิดใช้ครั้งแรกนานมากแล้ว แต่หากเป็นแอลกอฮอล์ขวดใหญ่ 450 มิลลิลิตร ที่เหลือเกินครึ่งขวด แต่เปิดเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็ขอให้ตัดใจทิ้งไป เพราะแอลกอฮอล์ที่เหลืออยู่นั้นไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ 

ส่วนยาใช้ภายนอกอื่นๆ เช่น ยาครีมทาแก้คัน ยาน้ำคาลาไมน์ ยาเหล่านี้หากเปิดใช้แล้วก็ควรทิ้งหลัง 6 เดือนเช่นกัน

สุดท้ายคือยาสำหรับตา ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดตา หรือยาป้ายตาที่ใช้รักษาโรคที่เป็นครั้งๆ เมื่อหายจากโรคแล้วก็ไม่ควรเก็บไว้อีก โดยเฉพาะเมื่อไม่แน่ใจว่าใช้ยาครั้งแรกเมื่อไร เพราะเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อโรค ทำให้เกิดอันตรายกับดวงตา อาจตาบอดได้ โดยทั่วไปยาสำหรับตาที่เปิดใช้แล้ว ถ้าเก็บรักษาอย่างถูกต้อง สามารถเก็บไว้ได้ 30 วัน

นอกจากยา แล้วในตู้ยาอาจมีเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้าก๊อซ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ควรอยู่ในภาชนะบรรจุปิดสนิทที่มีวันหมดอายุกำกับ เพราะของพวกนี้ใช้กับแผล จึงต้องปราศจากเชื้อ ดังนั้นหากพบว่ามันถูกเปิดแล้วแต่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่หมด ก็ทิ้งได้เลย เพราะมันอาจไม่อยู่ในสภาพปลอดเชื้อ แต่สำหรับพลาสเตอร์ชนิดที่ไม่ได้สัมผัสกับแผลตรงๆ อาจจะพอเก็บไว้ใช้ได้ถ้ากาวยังไม่เยิ้มหรือเปื่อยยุ่ย แต่ถ้าเป็นแบบสัมผัสกับแผลเปิดตรงๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงนำมาใช้อีก เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องย้ำว่าข้อพึงปฏิบัติสำหรับการจัดการยาสามัญประจำบ้าน คือ 

1 ไม่ควรมียาสำรองไว้มากเกินความจำเป็น  

2 ควรเลือกซื้อขนาดบรรจุที่เล็กที่สุด 

3 ยาเม็ดนั้น ถ้าเลือกได้ควรเลือกแบบบรรจุในแผง 

4 ควรเขียนวันที่เปิดใช้ยาไว้เสมอ 

5 ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้ยาและเวชภัณฑ์ทุกครั้ง 

6 สังเกตและจดจำลักษณะปกติของยาที่ใช้บ่อยๆ เพื่อจะทราบได้ทันทีที่ยาเกิดความเปลี่ยนแปลงก่อนใช้หรือไม่

7 หมั่นตรวจสอบตู้ยาและกล่องยาทุก 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงการเก็บยาเสื่อมคุณภาพไว้ในบ้าน

8 ยาเสื่อมคุณภาพหรือยาหมดอายุคือขยะพิษ ห้ามทิ้งรวมกับขยะอื่นๆ เพราะจะปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม วิธีทิ้งที่ถูกต้องคือนำใส่ภาชนะบรรจุปิดสนิท เช่น ถุงพลาสติกมัดปากให้แน่น เขียนบนถุงว่าขยะพิษยาหมดอายุ แยกไว้ให้พนักงานเก็บขยะเอาไปจัดการให้เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่ายาเสื่อมคุณภาพจะไม่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือไม่ก็รวบรวมใส่ถุงแล้วนำไปฝากทิ้งที่ร้านยาคุณภาพ เพราะร้านยาเหล่านี้ช่วยรวบรวมไปทำลายอย่างถูกต้อง โดยหนึ่งในร้านยาคุณภาพก็คือ โอสถศาลา สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่ถนนพญาไทตรงข้าม MBK โดยคุณแวะไปขอคำแนะนำการใช้ยา และปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-18.00 น.วันเสาร์ 10.00-18.00 น.

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782153

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ไข้จากยุงอันตราย แต่ป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สัปดาห์ก่อน มีผู้ใหญ่ซึ่งผู้เขียนเคารพมากท่านหนึ่งป่วยเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากไข้ เดิมทีท่านเป็นผู้สูงอายุที่ร่างกายแข็งแรงดี เมื่อเจ็บป่วยถึงขนาดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงทำให้ญาติสนิทมิตรสหายต่างตกอกตกใจไปตามๆ กัน สาเหตุที่ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลคือ เป็นไข้ ร่วมกับมีอาการปวดขาและอ่อนเพลียมาก ก็นึกว่าจะแค่หาหมอรับยากลับบ้าน ปรากฏว่าตรวจพบว่าเป็นไข้ซิกา จึงต้องถูกรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล

สัปดาห์นี้จึงมาคุยกันในเรื่องของไข้จากยุงอีกครั้งหนึ่ง ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันก่อนว่า เมื่อคนหนึ่งคนเป็นไข้ สามารถนึกถึงอะไรได้บ้าง ไข้สามารถเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งไวรัส แบคทีเรีย รานอกจากนั้นยังเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การอักเสบ โรคมะเร็ง โรคทางภูมิคุ้มกัน 

ดังนั้น เมื่อเป็นไข้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภูมิคุ้มกันไม่ปกติ เช่น ในเด็กเล็ก ในคนแก่ ในคนอ้วน หรือคนที่เจ็บป่วยโรคเรื้อรังที่ยังคุมอาการได้ไม่ดี จึงเป็นเรื่องที่ห้ามนิ่งนอนใจ ถ้ากินยาลดไข้ตามอาการทุก 6 ชั่วโมงแล้วสัก 24-48 ชั่วโมงแล้วไม่ดีขึ้น หรือในทางกลับกันมีอาการอื่นนอกเหนือจากไข้เพิ่มเติมอีก เช่น ในรายที่ยกตัวอย่างขึ้นมานี้ ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุหรือรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ที่สำคัญคือ ไม่ควรเสาะหายาที่แรงกว่าพาราเซตามอลมากิน เพราะนั่นหมายถึงยาบรรเทาการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งจะอันตรายมากหากสาเหตุของไข้นั้นคือไข้เลือดออก

ส่วนไข้ซิกา โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีพาหะคือยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของไข้อีกหลายๆ ไข้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา (Chikungunya) 

ไข้ซิกามีระยะฟักตัวของโรคนี้โดยประมาณคือ 4-7 วัน โดยอาการสำคัญคือ ไข้ ผื่น ปวดหัว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ในคนทั่วไปอาจไม่ต้องถึงกับถูกรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล เพียงแต่พักผ่อนให้เต็มที่ดื่มน้ำมากๆ ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามอาการ เพียงไม่กี่วันก็อาจจะหายดี 

แต่อย่างที่เกริ่นข้างต้นว่าคนที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไป การติดเชื้อนี้รวมถึงไข้อื่นๆ ที่มียุงลายเป็นพาหะ อาจทำให้ป่วยหนักจนเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เพียงพอและเหมาะสมอย่างทันท่วงที ที่น่ากลัวคือการติดเชื้อไข้ซิกาหญิงตั้งครรภ์ มีโอกาสทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด เกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไข้ซิการวมถึงไข้อื่นๆ ที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะ คือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ในระดับครัวเรือน และระดับบุคคลเราต้องสำรวจบริเวณที่มีน้ำขัง ภาชนะรองรับน้ำ และจัดการให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องอยู่ในที่เสี่ยงยุงกัดควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ใช้ยากันยุง หรือเครื่องดักจับยุง หากพบว่าสถานที่ที่เราอยู่มียุงชุกชุมอาจต้องประสานกันหน่วยงานเพื่อทำการพ่นยากำจัดยุง สมาชิกกลุ่มอ่อนแอเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยเหลือดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการป้องกันการถูกยุงกัดเป็นพิเศษ

หนึ่งในข่าวดีสำหรับการจัดการไข้ที่มีพาหะจากยุงลายคือ ในปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกใช้แล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยได้ให้การรับรองให้ใช้ได้แล้ว 2 ชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดทั้งในแง่ของช่วงอายุที่ฉีดได้ จำนวนเข็มที่ต้องฉีด คุณสมบัติของคนที่ควรฉีด รวมถึงราคา 

อย่างไรก็ตามในคนที่เสี่ยงต่อการติดไข้เลือดออกสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อพิจารณาความจำเป็นเลือกชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมกับแต่บุคคลได้และที่สำคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่งคือ เมื่อเป็นไข้และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ยาลดไข้ที่ควรใช้คือ พาราเซตามอลร่วมกับการเช็ดตัวเท่านั้น สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวัคซีนอาจสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ line@guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780685

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การให้ยากับเด็กอย่างปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

เด็กคือทรัพยากรสำคัญของโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันสร้างสรรให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ  และเนื่องจากเป็นช่วงเกี่ยวเนื่องกับวันเด็กแห่งชาติ จึงชวนคุยประเด็นการใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัยสูงสุด แม้เราจะรู้ว่าการเจ็บป่วยในเด็กเป็นเรื่องปกติ และจำเป็นต้องใช้ยา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากๆ คือ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ หรือผู้ใหญ่ย่อส่วนอวัยวะบางอย่างของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ยาจึงต้องมีข้อควรระวังที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกำหนดว่าอายุเท่าใดคือเด็ก ในทางการแพทย์มักตัดที่ 12 ปี อย่างไรก็ตาม เรายังมีคำนิยามเพิ่มเติมอีก ได้แก่ คำว่าทารก หมายถึง ตั้งแต่คลอดจนถึง อายุ 1 ขวบ ส่วนอายุ 1-5 ขวบ เรียกว่าเด็กเล็ก และเด็กโตคือ 6-12 ปีขึ้นไปส่วนอายุ 13-18 ปี ก็คือช่วงวัยรุ่น ช่วงวัยต่างๆ ของเด็กและวัยรุ่นนั้น ร่างกายยังคงเปลี่ยนแปลง และเติบโตไม่เต็มที่ก็ยังถือว่าเป็นวัยที่ต้องระมัดระวังการใช้ยาเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก่อนใช้ยาต้องได้รับคำแนะนำการใช้ยาจากแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ

การกำหนดขนาดยาในเด็กนอกจากดูที่อายุแล้ว ยังต้องพิจารณาน้ำหนักตัวร่วมด้วย และด้วยเหตุที่เด็กโตขึ้นทุกวัน การที่เราทราบน้ำหนักของเด็กก่อนให้ยาจึงเป็นเรื่องสำคัญหรืออย่างน้อยเวลาไปร้านยา เภสัชกรมักจะถามน้ำหนักเด็กอยู่เสมอ ร้านยาจึงจำเป็นต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อการคำนวณขนาดยาที่แม่นยำ

ยาที่ถูกใช้บ่อยๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาลดไข้บรรเทาปวดยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้แพ้แก้หวัด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดกรด ยาแก้ท้องเสีย ยาโรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ดังนั้นจึงมีโอกาสมากๆ ที่เด็กจะใช้ยาจำพวกบรรเทาอาการบางอย่างเพียง 2-3 มื้อหรือ 2-3 วันแล้วอาการป่วยดีขึ้น จึงมียาที่ใช้ไม่หมดเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ ยาที่เปิดใช้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาน้ำ ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ต่อจนถึงวันหมดอายุบนภาชนะบรรจุได้ เพราะมีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนลงไป 

ดังนั้น โดยทั่วไปยาบางชนิดจะระบุว่าหลังเปิดใช้แล้ว ยามีอายุนานแค่ไหน แต่หลายชนิดไม่ได้ระบุ ทุกครั้งที่เปิดขวดยาควรเขียนวันที่เปิดขวดไว้ด้วย และหากผ่านจากวันที่เปิดขวดไปแล้วเกิน 3 เดือน ก็ต้องทิ้งยานั้นไป ส่วนกรณียาฆ่าเชื้อในรูปแบบผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้ มักมีอายุจำกัดประมาณ 7-14 วันหลังผสม และโดยทั่วไปแล้วเราไม่ควรมียาฆ่าเชื้อเหลือเก็บ เนื่องจากควรต้องกินจนหมด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 

ข้อควรระวังสำหรับยากลุ่มนี้คือหลังจากผสมเป็นยาน้ำแล้ว บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น แต่หากไม่มีระบุไว้ในฉลาก ก็ไม่ควรเก็บยาใดๆ ไว้ในตู้เย็น

อีกประเด็นคืออุปกรณ์สำหรับบริหารยาให้เด็ก ปกติหน่วยตวงยาเด็กมักเป็นช้อนชา ซึ่งเท่ากับ 5 ซีซี หรือ 5 มิลลิลิตร ซึ่งช้อนชาสำหรับตวงยานี้ควรใช้จากที่ได้รับมาจากโรงพยาบาลหรือร้านยาเท่านั้น ไม่ควรใช้ช้อนชาตามบ้านเพราะขนาดไม่ได้มาตรฐาน ปริมาณยาที่ได้อาจสูงหรือต่ำเกินไป สำหรับเด็กที่กินยาจากช้อนไม่ได้ อาจป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยา (syringe) หรืออีกกรณีที่จำเป็นต้องป้อนยาตวงยาด้วยกระบอกฉีดยา คือขนาดยาที่ต้องให้เด็กไม่สามารถให้ด้วยช้อนชาได้ เช่น ต้องกินครั้งละ 4 ซีซี เป็นต้น

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้คือ การผสมยาน้ำเด็กกับนม น้ำ หรือเครื่องดื่มอื่นในขวดนม เพื่อให้เด็กกินง่ายๆ นั้น ไม่แนะนำให้ทำ เพราะยาอาจเข้ากันไม่ได้กับเครื่องดื่มนั้นๆ และอีกปัญหาหนึ่งคือเด็กอาจจะกินยาไม่หมดทำให้ได้ยาไม่ครบขนาดการใช้ยา กรณีที่เด็กกินยาชนิดนั้นไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนเป็นยายี่ห้ออื่นที่แต่งรสแตกต่างกันหรือเปลี่ยนเป็นตัวยาชนิดอื่นแทน 

จึงแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกร เมื่อเด็กจำเป็นต้องใช้ยา ผู้ปกครองจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบ ควรมีข้อมูลจำเป็น เช่น อายุ น้ำหนัก ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัวและยาอื่นๆ ที่กำลังใช้อยู่ให้แก่แพทย์หรือเภสัชกรอย่างครบถ้วน เมื่อได้รับยาแล้วยังมีเรื่องการเก็บรักษา การให้ยา ที่ต้องระมัดระวังอีกหลายประการ ดังนั้น หากผู้ปกครองมีข้อข้องใจหรือคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ในกรณีไม่ฉุกเฉินสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779284

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การตรวจร่างกายประจำปี ของขวัญปีใหม่สำหรับตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงวุ่นวายกับการเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ญาติสนิทมิตรสหาย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เวลาเราเลือกของขวัญให้คนอื่นๆ เราคงพิจารณาว่าสิ่งที่เรามอบให้ต้องเป็นสิ่งที่ผู้รับต้องชื่นชอบ เป็นของดีมีประโยชน์สำหรับชีวิต เมื่อเรามอบของขวัญให้คนอื่นๆ แต่คงมีหลายคนลืมมอบของขวัญให้กับคนสำคัญที่สุด คือตัวเราเอง

เราเองคือคนสำคัญที่สุด เพราะว่าเราต้องมีสุขภาพกายและใจที่ดี เราจึงจะมีความสามารถทำดีให้กับคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เราจึงต้องมีร่างกายแข็งแรงให้มากที่สุดเพื่อจะได้ทำงานการต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้น ก่อนจะหาของขวัญอื่นใดให้คนอื่น เราต้องมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ตัวเอง คือทำให้สุขภาพของเราดีที่สุด ดังนั้น จึงควรพาตัวเองไปตรวจร่างกายประจำปี 

ถามว่า ตรวจร่างกายประจำปี เราควรตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจากสวัสดิการทั่วไปซึ่งที่ทำงานบางแห่งอาจมีให้กับพนักงาน แต่ก็มีบริษัทหลายแห่งไม่มีสวัสดิการนี้ให้ ซึ่งย้ำว่าคนที่ไม่มีสวัสดิการด้านนี้จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปีด้วย เพื่อให้ทราบสภาวะต่างๆ ของร่างกาย และควรเริ่มตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าหลงคิดว่ายังอายุน้อยยังไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายประจำปี ไม่ต้องรอให้อายุมากๆ จึงพาร่างกายไปตรวจ ซึ่งอาจจะสายเกินไปเพราะหากเจอโรคก็จะรักษาได้ยากมากขึ้น

ช่วงวัยใดควรตรวจอะไรบ้าง เริ่มจากช่วงอายุประมาณ 25-34 ปี รายการตรวจสุขภาพประจำปีพื้นฐานที่ควรตรวจได้แก่ 

(1) การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการคำนวณดัชนีมวลกายว่ามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมหรือไม่ เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินหรืออ้วนหรือยัง 

(2) การตรวจนับความสมบูรณ์ของเลือด (complete blood count; CBC) การตรวจนี้จะช่วยให้ค้นพบภาวะโลหิตจางได้ และสามารถค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาได้อย่างเหมาะสม 

(3) การทำงานของตับ (liver function test; LFT) ที่ควรตรวจเพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดสารพิษ การเปลี่ยนแปลงยาต่างๆ ที่เราใช้ ดังนั้น ผู้ที่ดื่มเหล้าบ่อยๆ หรือใช้ยาบางอย่างเป็นประจำ ก็ควรตรวจค่านี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้รู้ว่าตับยังทำงานดีอยู่หรือไม่ หรือเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติที่ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้แล้ว 

(4) การทำงานของไต (renal function) เหตุผลที่ควรตรวจก็เพราะไตเป็นอวัยวะกำจัดของเสียของร่างกายซึ่งควรถูกตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอว่ายังทำงานได้ปกติอยู่หรือไม่อีกอย่างหนึ่งคือมีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติบางอย่างที่เริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ไต 

(5) การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (urinalysis) ซึ่งจะสามารถพบเม็ดเลือด โปรตีน น้ำตาลที่รั่วออกมาและเป็นสัญญาณสำคัญของโรคหลายๆ ชนิด รวมถึงอาจพบการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเติมด้วย 

(6) ค่าน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (fasting blood sugar; FBS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากหรือในครอบครัวมีญาติสายตรงที่เป็นโรคเบาหวาน ผลที่สูงผิดปกติจะทำให้พบโรคเบาหวานตั้งแต่เริ่มต้นและได้เริ่มการรักษาแต่เนิ่นๆ เป็นการลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานอีกด้วย 

(7) ระดับไขมันในเลือด (lipid profile) การตรวจนี้จะทำให้ทราบทั้งระดับโคเลสเตอรอลชนิดต่างๆ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งส่วนใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอาจจะยังไม่สูง แต่ในรายที่พบว่าสูงก็อาจจำเป็นต้องเริ่มใช้ยาลดไขมันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและอุดตัน 

นอกจากการตรวจเลือดหรือปัสสาวะอย่างที่กล่าวไปแล้วยังมีการตรวจเอกซเรย์ปอดที่ควรทำ โดยเฉพาะในรายที่สูบบุหรี่เพราะถึงแม้ว่าการเอกซเรย์ปอดจะไม่ใช่การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่ดี แต่ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รับการตรวจวินิจฉัยได้ทันทีว่ารอยโรคที่เห็นเข้าได้กับโรคอะไร ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือวัณโรคปอดก็ตาม

ส่วนในคนที่อายุเพิ่มขึ้น เช่น อายุ 35-50 ปี ก็ตรวจเพิ่มเติม เช่น ระดับกรดยูริก การตรวจเอกซเรย์เต้านม การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การตรวจสารบ่งชี้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเพิ่มเติมที่มีขึ้นมาก็ขึ้นกับเพศและปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งที่พบได้ในช่วงอายุที่มากขึ้น 

ส่วนคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ก็อาจพิจารณาเพิ่มการตรวจมวลกระดูก ระดับวิตามินดีในเลือด เพื่อดูความเสี่ยงการเกิดกระดูกพรุนหรือกระดูกหัก การตรวจคัดกรองต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นพบโรคที่พบบ่อยในแต่ละช่วงวัยเพื่อจะได้ให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือ การตรวจร่างกายหรือสุขภาพนี้ควรทำทุกปีเพื่อตรวจดูแนวโน้มของความเสื่อมหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถจัดการรักษาได้อย่างเหมาะสม ไม่เสียชีวิตหรือป่วยหนักก่อนวัยอันควร 

ดังนั้น ใครที่ยังไม่มีของขวัญปีใหม่ให้ตนเอง การเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่ดีมากสำหรับตัวเอง

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776978

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปาร์ตี้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หากมีการสำรวจปณิธานปีใหม่ของทุกคน การลดน้ำหนักน่าจะติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของรายการ ปณิธาน และหากสำรวจอีกทีดูเหมือนว่าปณิธานข้อนี้จะเป็นข้อที่ล้มเหลวมากที่สุดก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกว่าจะถึงปีใหม่ต้องผ่านงานเลี้ยงฉลองหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นกับที่ทำงาน กับเพื่อนฝูง กับครอบครัว แล้วอาหารสำหรับงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็มักจะเป็น เค้ก พิซซ่า ปิ้งย่างหมูกระทะ หรืออาหารบุฟเฟ่ต์อื่นๆ ยังไม่รวมน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบกับไม่มีเวลาออกกำลังกาย สุดท้ายกว่าจะหมดปีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงงานเลี้ยงนี้อาจจะสูงถึงสองถึงสามกิโลกรัม กลายเป็นภาระของปีหน้าที่จะต้องลดน้ำหนักส่วนนี้ลงไปอีกไม่รวมกับที่ยังลดไม่ได้ของปีก่อน เรียกว่าตั้งปณิธานในการลดน้ำหนักวนไปไม่จบสิ้น

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพแม้ยังต้องร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ เราจึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักขึ้นมาเกินไป ดังต่อไปนี้

(1) หากรู้ล่วงหน้าว่ามีงานเลี้ยงที่จะต้องกินมากกว่าปกติ อาจจะลดปริมาณการกินอาหารในช่วงก่อนหน้าให้น้อยลง หรือกินอาหารที่มีพลังงานต่ำก่อนงานเลี้ยง เพื่อให้พลังงานรวมที่ได้รับในทั้งวันไม่สูงเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป

(2) ระวังเครื่องดื่มในงานเลี้ยงหากเป็นไปได้ควรเลือกชนิดไม่มีน้ำตาล เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อแรกก็คือ เป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับพลังงานมากเกินไป และอีกหนึ่งสิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นให้พลังงานสูงถึง 7 กิโลแคลอรี่ ต่อ 1 กรัม คิดเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับน้ำตาลที่ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม ดังนั้นหากจะดื่ม เครื่องดื่มประเภทนี้ก็ควรจำกัดอาหารพลังงานสูงอย่างอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน

(3) จัดลำดับอาหารที่ควรกินก่อนหลังให้เหมาะสม เช่น เลือกกินผักผลไม้ปริมาณมากๆ ก่อนกินเนื้อสัตว์ติดมันหรืออาหารจำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล รวมถึงขนมหวานอื่นๆ เพราะเมื่อกินผักผลไม้ที่มักมีพลังงานต่ำกว่าไปก่อน จะทำให้รู้สึกอิ่มจนทำให้กินอาหารที่มีพลังงานสูงได้น้อยลง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของหวานต่างๆ ข้อนี้อาจทำได้ยาก อาจใช้วิธีกำหนดว่าจะกินของหวานแต่ละอย่างไม่เกินเท่าใด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองกินของหวานมากเกินไป วิธีหนึ่งในการตัดใจคือต้องตระหนักรู้ว่าของหวานนั้นมีพลังงานสูงมาก พลังงานที่ได้รับจากเค้กหนึ่งชิ้น อาจสูงถึง 300-400 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว ซึ่งพลังงานขนาดนี้เทียบเท่าได้กับข้าวราดแกง 1 จาน หรือหากจะเทียบกับการออกกำลังกาย ก็คือการวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งสำหรับบางคนแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

(4) ระหว่างอาหารจำพวกที่มีเกลือโซเดียมมากๆ เช่น น้ำซุป น้ำจิ้ม น้ำยำต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่ไตไม่ค่อยดี เพราะอาจจะได้รับเกลือมากเกินไป ผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่จำเป็นต้องระวังอาหารประเภทนี้คือผู้ป่วยโรคเกาต์เนื่องจากอาจกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหารพวกนี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดข้ออักเสบเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องของน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่กินมากเกินไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คืออาหารในงานเลี้ยงมักไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เช่น สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง ไขมันจากเนื้อสัตว์ติดมัน น้ำตาลจากน้ำอัดลมหรือของหวานที่อาจจะทำให้เกิดฟันผุ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลเสียต่อแทบจะทุกระบบของอวัยวะในร่างกายตั้งแต่สมองไปจนถึงตับไตต่างๆ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นบรรยากาศเฉลิมฉลองในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แต่เพื่อสุขภาพที่ดี เราทุกคนก็ควรฉลองอย่างมีสติ ในกรณีที่เราเป็นผู้จัดงานเลี้ยงก็ควรมีการเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพไว้เป็นทางเลือกให้แก่ผู้มาร่วมงานเพื่อให้ได้ทั้งความสุขกายสุขใจและสุขภาพที่ดีต้อนรับปีใหม่

ส่วนคนที่รักสุขภาพมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปเมื่อต้องร่วมงานเลี้ยง เพราะว่าปีๆ หนึ่งก็จะมีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แค่ช่วงเดียวเท่านั้น ดังนั้นอาจจะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้หลักผู้ใหญ่ก็มักจะมีความสุขเวลาที่เห็นลูกหลานกินอาหารที่จัดไว้ให้อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ใช่คอยแต่ระวังไม่ยอมกินอะไรเลยจนเสียบรรยากาศ หากวางแผนดีๆ เราก็สามารถรักษาสมดุลของการกินเพื่อสุขภาพที่ดีกับการรักษาน้ำใจของผู้เตรียมอาหารให้เราได้ การเดินทางสายกลางรักษาทั้งสุขภาพกายของเราและสุขภาพใจของคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และน่าจะเป็นของขวัญที่ดีสำหรับทุกคนในช่วงปีใหม่นี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775667

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ดูแลสุขภาพคุณพ่อ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม้จะเลยวันพ่อแห่งชาติมาแล้ว แต่เดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนของวันพ่อแห่งชาติ จึงขอชวนคุยในเรื่องการดูแลสุขภาพของคุณพ่อ โดยเฉพาะคุณพ่อในช่วงวัยต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคุณพ่อได้ใช้ดูแลตนเอง และเพื่อให้ลูกๆ และสมาชิกในครอบครัวใช้เป็นแนวทางดูแลคุณพ่อด้วย

สำหรับคุณพ่อยังหนุ่มวัย 20-40 ปี ช่วงวัยนี้จะยังไม่ค่อยนึกถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากนัก แต่ถ้าไม่เริ่มนิสัยที่ดี เพื่อรักษาสุขภาพ อีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น หากไม่รีบหยุดสูบบุหรี่ในช่วงวัยนี้ โรคที่จะเกิดตามมาคือมะเร็งปอด และถุงลมโป่งพอง ชีวิตในช่วงวัย 60-70 ปีแทนที่จะได้วิ่งเล่นกับหลานๆ อาจจะได้แค่นั่งมอง เพราะแค่เดินสิบก้าวก็เหนื่อยแล้ว เนื่องจากปอดทำงานได้น้อยลง

นอกจากโรคทางปอด บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในอีกหลายอวัยวะ และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย ดังนั้นการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงลดความเสี่ยงการป่วย และตายก่อนวัยอันควรได้หลายเท่า ที่สำคัญคือ ถ้าต้องการจะเลิกบุหรี่ ปัจจุบันสามารถใช้ยาช่วยได้ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ผู้สนใจเลิกบุหรี่ไปขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล และร้านยาคุณภาพได้

เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกพฤติกรรมทำลายสุขภาพหนึ่งที่คุณพ่อวัยหนุ่มควรลดละเลิกให้ได้เช่นกัน นอกจากการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังหลายๆ โรคแล้ว อันตรายจากการดื่มระยะสั้นคือเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงคือในการทำงาน เราอาจจะคุ้นเคยกับการรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่คนเมาหรือยังเมาค้างอยู่ก็ไม่ควรทำงานควบคุมเครื่องจักรหรือทำงานในที่สูง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ ในส่วนของการดื่มแอลกอฮอล์นี้ การลดละเลิกขึ้นอยู่กับใจของผู้บริโภคล้วนๆ ปัจจุบันการใช้ยาช่วยเลิกเหล้ายังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

ส่วนคุณพ่อที่เข้าสู่อายุ 50-60 ปี ช่วงนี้แหละที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมสุขภาพที่ได้ดำเนินชีวิตมาในวัยหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในอายุเท่านี้ถ้าท่านไม่เคยตรวจร่างกายประจำปีเลย ก็ถือว่าท่านเสี่ยงมากๆ เพราะเหมือนจงใจละเลย การหาสัญญาณเตือนโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ทั้งโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าดูแลแต่เนิ่นๆ ก็จะชะลอโรคลดภาวะแทรกซ้อนได้ นอกจากโรคเรื้อรังที่กล่าวข้างต้น ยังมีสิ่งที่ต้องนึกถึงเพิ่มขึ้นคือ โรคมะเร็ง เพราะวัยนี้เป็นวัยที่หากเริ่มเป็นมะเร็ง อาจจะมีรอยโรค หรือค่าทางห้องปฏิบัติการบางอย่างผิดปกติที่เริ่มตรวจได้แล้ว 

ทั้งนี้โรคมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งแต่ละโรคจะมีเกณฑ์ระบุชัดเจนว่าใครบ้างที่เสี่ยงสูงควรรับการตรวจ และตรวจด้วยวิธีใดในความถี่เท่าใด ซึ่งมะเร็งทุกชนิดนั้นหากพบในระยะเริ่มต้น ก็ยิ่งสามารถรักษาได้ง่าย และมีโอกาสหายขาดได้ และมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากพบว่ามีความผิดปกติจากพันธุกรรมบางอย่าง ผู้ป่วยอาจจะต้องกินยาบางชนิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งขึ้น ซึ่งถ้าไม่เคยตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเลย ผู้ป่วยก็จะเสียโอกาสนี้ไป และในช่วงวัยเดียวกันนี้เอง คุณพ่อบางรายอาจเกิดกลุ่มอาการวัยทอง เนื่องจากภาวะฮอร์โมนเพศลดลง บางรายอาจมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต่อมลูกหมากโต ซึ่งทุกอาการสามารถรักษาได้ด้วยยา และเมื่อเทียบระหว่างใช้ยากับไม่ใช้ยาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้ยารักษาตามอาการ ถึงแม้จะไม่ทำให้โรค หรืออาการต่างๆ หายขาด ก็ดีกว่าอย่างแน่นอน

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความต่อเนื่องในการใช้ยา เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการรักษาโดยไปพบแพทย์ตามนัด และใช้ยาตามสั่งอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเช่น ลดน้ำหนัก ลดการดื่ม เลิกบุหรี่ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และมีสมรรถนะทางกายที่สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ 

สำหรับคุณพ่อวัย 70-80 ปี ที่ดูแลสุขภาพมาดีจะไม่เป็นภาระต่อบุตรหลาน ดังนั้น ถ้าคุณพ่อทั้งหลายดูแลตนเองมาอย่างดีตลอด ก็จะแข็งแรงสุขภาพดีได้จนอายุถึง 90-100 ปี เพราะฉะนั้น ดูแลสุขภาพเสียแต่วันนี้เถอะนะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774350

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ 12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะจากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773053

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเอดส์โลก เพื่อป้องกันโรคเอดส์

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ 1 ธันวาคม เป็นวันเอดส์โลก แม้ว่าทุกวันนี้สังคมจะรับรู้แล้วว่าโรคเอดส์ไม่ได้ติดกันง่ายๆ คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวียังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมได้โดยไม่ต้องถูกตั้งแง่รังเกียจรังงอน ขณะเดียวกันก็พยายามให้ทุกคนป้องกันตัวจากโรคนี้ 

แต่ทว่าใน 2022 ก็ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รายใหม่ประมาณ 9,200 ราย จำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี สาเหตุที่ติดเชื้อเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัย

เรามาทบทวนความแตกต่างระหว่างคำว่าโรคเอดส์กับการติดเชื้อเอชไอวีกัน คำว่าโรคเอดส์หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes (AIDs) คือช่วงที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์ภูมิคุ้มกันไม่ทำหน้าที่ตามปกติส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค เชื้อราที่ทำให้ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีโอกาสติดเชื้อพยาธิหรือไวรัสอีกหลายชนิด ซึ่งหากรักษาไม่ทันการณ์อาการก็อาจรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าในการพัฒนายาต้านไวรัสเอชไอวีดีขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกดการเพิ่มจำนวนของเชื้อเป็นไปได้ดี ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เสี่ยงที่โรคจะรุนแรงจนยกระดับโรคเอดส์ 

ในทางตรงกันข้าม กรณีที่ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรักษาไม่เห็นความสำคัญของการกินยาอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา หรือในการที่ผู้ป่วยลืมกินยาเกินร้อยละ 20 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา และการรักษาล้มเหลว  ซึ่งหมายความว่าถ้าผู้ป่วยเอชไอวีมียาที่ต้องกินวันละมื้อใน 1 เดือน แต่ลืมกินยาเกินเดือนละ 6 ครั้งขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการรักษาที่ล้มเหลว จนในที่สุดก็กดการเพิ่มจำนวนของไวรัสไว้ไม่ได้นำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อฉวยโอกาสหรือที่เรียกว่าโรคเอดส์ และหากมั่นใจว่าการรักษาไม่ล้มเหลว ก็ต้องกินยาสม่ำเสมอ ต้องไม่ลืมกินยาเด็ดขาด

จะเห็นว่าเมื่อติดเชื้อและต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวีผู้ป่วยก็จะเริ่มมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเริ่มกินยาแล้วก็จะต้องกินไปตลอด และถึงจะมีการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไม่พึงประสงค์น้อยลง แต่ไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยก็ยังต้องพบเจออาการไม่พึงประสงค์บางอย่างบ้างอยู่ดี 

ดังนั้น ทางที่ดีต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่นำตัวเองไปเสี่ยงกับการติดเชื้อเอชไอวีในทุกกรณี เพราะผู้ติดเชื้อส่วนมากติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้น การใช้ถุงยางอนามัย การรู้จักคุ้นเคยกับคู่นอนของตนว่ากำลังติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ การไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย จึงเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อที่ได้ผล และอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ติดเชื้อได้คือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งส่วนมากมักเป็นกรณีของยาเสพติดย้ำว่าการลดความเสี่ยงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งและสุดขั้ว จะช่วยรักษาชีวิตเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้

สำหรับคนที่เสี่ยงไปแล้ว เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน หรือป้องกันแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุถุงยางฉีดขาด กรณีนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ สามารถใช้ยาต้านไวรัสชนิด PEP หรือ post exposure prophylaxis ได้ โดยผู้มีความเสี่ยงต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อ รับยา และกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยแพทย์จะนัดตรวจประเมินซ้ำอีกหลังกินยาไปแล้ว 4 สัปดาห์ ส่วนในคนที่มีคู่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีวิธีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยกินก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ซึ่งกรณีนี้จะเรียกว่า PrEP หรือ Pre exposure prophylaxis ซึ่งกรณีนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่มีรายละเอียดมากกว่าการเสี่ยงแบบแรก จึงต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด

แม้จะมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคเอดส์เพิ่มขึ้นมากมาย แต่โดยรวมแล้วโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด และต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ โดยใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย