รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771598

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยารักษาเบาหวาน

วันจันทร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.55 น.

สัปดาห์ก่อนพูดถึงเรื่องโรคเบาหวานว่าเป็นโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ แต่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งระดับโลกและระดับประเทศเพราะหากผู้ป่วยไม่ยอมไปรับการรักษา หรือรับการรักษาแล้วแต่ไม่ร่วมมือในการใช้ยา และไม่ปรับพฤติกรรม ผลที่ตามมาคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แล้วทำให้เจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดอุดตันที่สมองหรือหัวใจ ไตวายจอประสาทตาเสื่อม ปลายประสาทอักเสบ เกิดแผลติดเชื้อ จนต้องตัดเท้าหรือขา ทำให้พิการ หรือเสียชีวิตได้ในที่สุด 

แต่แม้ว่าเบาหวานจะน่ากลัวมากเพียงใดก็ตาม หากผู้ป่วยรักษาตัวให้ดี ก็ยังมีหวังในการรักษา ปัจจุบันมีการคิดค้นหาสูตรยารักษาเบาหวานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ทำให้คุมเบาหวานได้ดีขึ้นลดความเจ็บป่วย และลดการตายจากโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากเดิมที่เคยมียาเพียง 2-3 กลุ่ม ปัจจุบันยาเบาหวานมีถึง 6-7 กลุ่มเป็นทางเลือกในการรักษา 

วันนี้จะขอเล่ายาแต่ละกลุ่มโดยสังเขป ดังนี้ 

1. อินซูลิน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะขาดอินซูลินหรือดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ จึงจำเป็นต้องให้อินซูลินสังเคราะห์จากภายนอก แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตอินซูลินชนิดกินได้ ต้องทำในรูปแบบยาฉีดเท่านั้น อย่างไรก็ตามคนไข้เบาหวานส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากยากินก่อน และถ้าคุมเบาหวานได้ดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลิน

2. ยาเม็ดเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ในผู้ป่วยที่ไม่มีความผิดปกติในการสร้างหรือหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน การให้ยาเม็ดเพื่อให้ร่างกายไว และตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มความไวต่ออินซูลินมี เช่น metformin และ pioglitazone เป็นต้น

3. ยาเม็ดกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักคือ sulfonylureas ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ glipizide, glimipiride เป็นต้น กลุ่มที่ 2 คือ meglitinides หรือที่เรียกชื่อย่อว่า glinides ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ repaglinide เป็นต้น กลุ่มที่ 3 คือ dipeptidyl peptidase-4 inhibitors (DPP-4 inhibitors หรือที่เรียกย่อๆ ว่า gliptins) ซึ่งกลุ่มนี้นอกจากเพิ่มการหลั่งอินซูลิน แล้วยังยับยั้งการผลิตฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งมีฤทธิ์ตรงข้ามกับอินซูลินด้วย ตัวอย่างเช่น ยา sitagliptin

4. ยาเม็ดลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากทางเดินอาหาร ยาชนิดนี้ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารจำพวกแป้งที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำตาลลดลง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป เช่น acarbose, voglibose เป็นต้น

5. ยาเม็ดยับยั้งการดูดกลับของน้ำตาลและเพิ่มการขับน้ำตาลออกทางไตและปัสสาวะ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้คือ empagliflozin, dapagliflozin เป็นต้น

6. ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งยาเบาหวานกลุ่มนี้เป็นยาที่ออกมาใหม่ล่าสุด มีทั้งที่เป็นยาฉีดและยากิน นอกจากฤทธิ์คุมน้ำตาลแล้ว ยังทำให้ความอยากอาหารลดลง และผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจจะมีน้ำหนักตัวลดลงด้วย

นอกจากยากลุ่มใหญ่ๆ ถึง 6 กลุ่ม ที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนายาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าอีกไม่นานคงมียาเบาหวานกลุ่มใหม่ๆ มาให้ผู้ป่วยใช้

ยากลุ่มที่มักถูกเลือกใช้เป็นลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งแพทย์จะเลือกชนิดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ยาแต่ละกลุ่มมีวิธีใช้ และอาการข้างเคียงแตกต่างกัน เช่น ยาที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินส่วนใหญ่แนะนำให้กินก่อนอาหารประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ทันเมื่อกินอาหาร ยากลุ่มนี้กินแล้ว ควรกินอาหารตามมื้อปกติ เพราะหากกินยา แต่งดอาหาร ก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย

ส่วนยาลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ควรกินพร้อมอาหารคำแรก เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มที่ หากลืมแต่ไปกินหลังจากอาหารย่อยหรือดูดซึมแล้ว ประสิทธิภาพจะต่ำลง ขณะที่ยาที่มีผลทำให้น้ำตาลขับออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ผู้ใช้ยาอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังความสะอาดเป็นพิเศษ

เภสัชกรจะแจ้งข้อมูลที่จำเป็นขณะจ่ายยาให้ผู้ป่วย รวมถึงระบุข้อควรระวังต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้อง ปลอดภัย ผู้ป่วยเบาหวานควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับเพิ่มลด หรืองดยาเอง และที่สำคัญไม่เกิดอาการแพ้เมื่อใช้ยาสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกาย ไปพบแพทย์ตามนัด เมื่อสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ ก็ปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อน มีชีวิตปกติ และมีคุณภาพชีวิตดีได้ 

แต่หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าจะเกิดจากยาก็ขอให้สอบถามเภสัชกรที่จ่ายยา หรือสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ศูนย์ข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทาง line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วันเบาหวานโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770198

รู้เรื่องยา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวานอันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ 422 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 3.3 ล้านคน ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 47,000 ล้านบาท 

เหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่าเบาหวานก็เพราะในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคนี้มีน้ำตาลปนออกมา ซึ่งก็หมายความว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยจะต้องสูงมากจนปัสสาวะออกมาหวานจนมดมา

สาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานก็คือฮอร์โมนอินสุลิน ที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลที่ร่างกายรับจากอาหารไปใช้เป็นพลังงานมีไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินจนนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลตกค้างอยู่ในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่อเนื่องตามมา อาทิ ไตเสื่อม หลอดเลือดสำคัญๆ เช่น หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจตีบปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดอาการมือเท้าชาจอประสาทตาเสื่อม ภูมิต้านทานโรคต่ำลง แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย อย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงว่าหวานตัดขา ซึ่งก็มีที่มาจากความจริงที่ว่าพอเป็นเบาหวาน เท้าอาจจะชาจนไปเหยียบของมีคมที่สกปรกจนเกิดแผลแล้วผู้ป่วยไม่รู้ตัว จนแผลที่เกิดขึ้นติดเชื้อลุกลาม ไม่หายส่งผลให้ต้องตัดเท้า หรือขาทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้

ปัญหาก็คือ เบาหวานเป็นโรคที่ในระยะแรกไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยรู้ตัวเลยไม่ได้ไปพบแพทย์ อันที่จริงเวลาน้ำตาลในเลือดสูงถึงระดับหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยกินจุแต่น้ำหนักลด กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน ติดเชื้อบ่อย แผลหายช้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นผู้ป่วยมักไม่ทันสังเกต จะมารู้ตัวกันอีกทีก็เมื่อถึงกำหนดการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ไปเสียแล้ว เผลอๆ อาจจะพบพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างอื่นร่วมด้วยไปแล้ว เช่น จอประสาทตาเสื่อม ชาจากปลายประสาทอักเสบ เป็นต้น ดังนั้น การหมั่นสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น การหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นมาตรการสำคัญในการค้นหาโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น เพื่อรีบรับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันเลือดที่มีผลช่วยชะลอไตเสื่อม ในรายที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยก็ต้องได้รับยาลดไขมันด้วย นอกจากนั้นยังต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด

คนที่ควรไปตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเป็นประจำทุกปีคือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ผู้ชายที่มีรอบเอวใหญ่เกิน 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอยเอวใหญ่ 80 เซนติเมตรคนที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หญิงที่เคยคลอดบุตรที่น้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หญิงที่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือที่เรียกว่าโรค PCOS (polycystic ovary syndrome) คนที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมองหรือเป็นโรคหัวใจ

เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด หากผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแม้จะไม่หายขาดจากโรคเบาหวาน แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดีได้ยาวนาน มีผู้ป่วยหลายคนที่ในที่สุดก็อยู่กับโรคเบาหวานโดยการคุมอาหาร และไม่ต้องใช้ยาเพียงแค่ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ และในทางกลับกันก็มีผู้ป่วยเบาหวานที่ดูแลตนเองไม่ดี และเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำตาล ก็ไม่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยหลายคนกลัวว่ายาจะทำให้ไตพัง แต่หารู้ไม่ว่าการที่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ นั่นแหละที่ทำให้ไตพัง จนในที่สุดเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะมัวแต่ต้องรักษาโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ฉะนั้นผลการรักษาจะดี หรือไม่ขึ้นกับการตรวจพบโรคในระยะแรกๆ ร่วมกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768766

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : รักษาไตให้ดี ชีวีเป็นสุข

วันจันทร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายไม่น้อยกว่า สมอง หัวใจ หรือตับ หน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียให้ร่างกายตลอดเวลา แล้วยังต้องรักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ต่างๆ ในเลือดอีกด้วย หากไตเสื่อมจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียออกจากร่างกายได้ หรือเกิดอาการไตวายจึงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก จะทำให้ของเสียต่างๆ คั่งในเลือด เกิดอาการบวมน้ำ ความดันเลือดสูง เลือดจาง กระดูกบางหรือหัก หัวใจทำงานผิดปกติ จนอาจเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการล้างไตทันเวลา

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไตวาย เฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันคือการที่จู่ๆ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสียได้ภายในเวลาเป็นวันหรือสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปัญหาไตวายเรื้อรังแล้ว กรณีไตวายเฉียบพลันถือว่าเกิดไม่บ่อย สาเหตุหลักๆ ของไตวายเฉียบพลัน นอกจากเรื่องน้ำ หรือปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปที่ไตลดลงจนเกิดการบาดเจ็บของตัวไตแล้ว ก็คือการใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่มีพิษต่อไต ตัวอย่างยาที่พบบ่อยว่าทำให้ไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวด ลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NSAIDs ตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ เช่น Naproxen, Diclofenac, Ibuprofen, Celecoxib และ Etoricoxib เป็นต้น 

จึงต้องใช้ยากลุ่มนี้อย่างระมัดระวัง และใช้ในระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีที่มีการบาดเจ็บ ปวด หรืออักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย หากจำเป็นต้องต้องใช้ยาระยะยาว ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพและเสียหน้าที่ในการกำจัดของเสียได้น้อยลงเรื่อยๆ ใช้เวลาเป็นหลักปีถึงหลายปี แต่ความเสื่อมที่เกิดขึ้นในที่สุดจะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย จนถึงขั้นต้องทำการบำบัดทดแทนไต เพื่อให้ผู้ป่วยยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ การบำบัดที่ว่าก็คือการปลูกถ่ายไตใหม่ หรือการล้างไตไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต แต่ไม่ว่าจะปลูกถ่ายไตหรือจะล้างไต ชีวิตของผู้ป่วยก็ไม่มีทางกลับไปปกติเหมือนเดิม กรณีรับการปลูกถ่ายไตผู้ป่วยจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต 

ส่วนการล้างไต ก็เป็นการรักษาต่อเนื่อง คือล้างวันเว้นวัน หรือเว้นสองสามวัน โดยต้องควบคุมการกินอาหารอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ของเสียเกินจากความสามารถของการบำบัดทดแทนไต ซึ่งก็แปลว่า ถึงจะล้างไต ก็ไม่ได้หมายถึงจะกินของต้องห้ามได้ตามใจต่อไป

โรคไตวายเรื้อรังที่พบในคนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักๆ คือ การมีความดันโลหิตสูงนาน ๆ และการเป็นโรคเบาหวานและคุมน้ำตาลไม่ดี การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปมีไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลง และป้องกันได้ ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้ไตเสื่อมจนถึงระดับที่จะต้องล้าง หรือปลูกถ่ายไตใหม่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายไตต้องตรวจร่างกายประจำปีเพื่อดูว่าค่าไตปกติหรือไม่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หยุดสูบบุหรี่ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือมีไขมันในเลือดสูง ต้องหมั่นกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งเพื่อคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของไตให้ได้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต รวมถึงอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย

ลดการกินเกลือ และอาหารรสเค็ม ความเค็มที่มากเกินไปในอาหาร ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดของเสีย และรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การไม่กินเค็มเกินไป จะช่วยถนอมไตไว้ให้อยู่กับเรานานๆ เมื่อพูดถึงความเค็มหลายคนอาจระวังแค่เกลือและน้ำปลา แต่ที่จริงแล้วความเค็ม หรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในซอสต่างๆ ซีอิ๊ว ผงปรุงรสปลาร้า รวมถึงน้ำซุป ขนมขบเคี้ยว และอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่นๆ ด้วย เราจึงควรระมัดระวังจำกัดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มากเกินไป

โดยสรุป เราต้องคุมความดันเลือดให้ดี ถ้าเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาลให้ได้ คุมไขมันและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดละเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไตหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากทำได้ครบถ้วนก็น่าจะลดความเสี่ยงการต้องล้างไต หรือปลูกถ่ายไต แล้วไตที่ดีก็จะอยู่กับเราไปตลอดอายุขัยของเรา

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767341

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ออฟฟิศซินโดรม โรคที่คนไม่ได้ทำงานออฟฟิศก็เป็นได้

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

ช่วงใกล้ปลายปีแบบนี้ คงมีคนที่กำลังเร่งปิดจ๊อบทำงานให้เสร็จตามที่วางแผนไว้ วันๆ เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน กว่างานจะเสร็จ หรือถึงเวลาเลิกงานก็ตึงไปทั้งตัว ตั้งแต่ คอ บ่า ไหล่ ปวดหลังร้าวไปยันต้นขา เรียกว่างานเสร็จก็อยากจะไปนวดต่อสัก 2 ชั่วโมง และหลายคน เลยจบปัญหาด้วยการกินยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อให้พอบรรเทาอาการเฉพาะหน้าไปได้ เหตุการณ์แบบนี้หากเกิดขึ้นนานๆ ที ก็คงไม่เป็นไร แต่หากเริ่มเกิดเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมถึงมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะต้องไปพบแพทย์สักครั้งเพื่อประเมินว่าเรากำลังมีอาการเข้าได้กับออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) หรือไม่

คำว่าออฟฟิศซินโดรมใช้สื่อถึงกลุ่มอาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการทำงานต่อเนื่องกันยาวนานในบรรยากาศแบบสำนักงาน แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงการปวดตึงคอบ่าไหล่หลังจากการนั่งโต๊ะทำงานเอกสารกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมครอบคลุมถึง อาการปวดชาที่นิ้วโป้งและนิ้วชี้เนื่องจากเส้นประสาทถูกกดทับ (carpal tunnel syndrome) ซึ่งสามารถเกิดได้จากการใช้ข้อมือทำงานต่อเนื่องนานๆ เช่นการเมาส์คอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงอาการตาล้า ตาแห้ง ตาพร่า ไปจนถึงปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ยังไม่นับเรื่องการอยู่นิ่งๆ แทบไม่ได้ขยับตัวที่โต๊ะทำงาน เสี่ยงต่อการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความเครียดจากงานที่อาจจะมากจนกลายเป็นโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้

ถึงจะเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่ทางออกของปัญหาย่อมไม่ใช่การลาออกจากงานแน่นอน ที่จริงแล้วต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากการทำงานนานเกินไปในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงต้องแก้ให้ถูกจุดด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและพักเป็นระยะระหว่างการทำงาน คนที่ทำงานนั่งโต๊ะพิมพ์คอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องลงทุนศึกษาหาความรู้เรื่องการจัดโต๊ะทำงาน การจัดระดับจอคอมพิวเตอร์ การปรับความสว่างของจอ ความสูงของเก้าอี้ การหาหมอนอิงพิงหลังหรือเบาะเสริมรองนั่งให้สบาย อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์เสริมบางอย่างที่ป้องกันโรคที่อาจเกิดจากการทำงาน เช่น เมาส์แบบพิเศษ เป็นต้น และต่อให้จัดเต็มด้านอุปกรณ์แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต่อจากนี้ไปจะนั่งทำงานมาราธอนได้ยาวครั้งละ12 ชั่วโมง แต่ยังคงต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ในรายที่ป้องกันไม่ทันแล้ว เกิดอาการตึงคอบ่าไหล่ ปวดหลังไปเรียบร้อยแล้ว การใช้ยาแก้ปวดก็เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งนอกจากยากินแล้ว เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา เช่น พิษต่อตับจากยาพาราเซตามอลที่กินมากหรือบ่อยไป หรือเกิดแผลในกระเพาะ
จากยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAIDs การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดทาถูนวดหรือจำพวกแผ่นแปะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ได้ ที่จริงอาจพิจารณาเป็นทางเลือกที่ใช้ก่อนยากินเพราะตรงจุดและปลอดภัยมากกว่า ถ้าใช้ยาเฉพาะที่แล้วไม่หายค่อยขยับไปใช้ยากิน ในส่วนของยากินก็ควรเลือกใช้ตัวที่ปลอดภัยมากกว่าก่อน เช่น ใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาคลายกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่กลุ่ม NSAIDs ก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ระคายเคืองกระเพาะ สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมในกรณีที่เลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อคือ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำให้ง่วง แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการทำงานด้วยไม่มากก็น้อย ยิ่งงานเร่งพอกินยาแล้วเกิดง่วงขึ้นมา คราวนี้จะทำงานก็ไม่ไหวแต่จะนอนก็ไม่ได้อีกก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่ อีกประเด็นคือ ยาคลายกล้ามเนื้ออาจมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความแข็งแรงกล้ามเนื้อเช่นการทำงานในที่สูง การควบคุมเครื่องจักร ผู้ใช้ยาจึงต้องระมัดระวังเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะงานของตนเองด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลกับเภสัชกรโดยละเอียดจะทำให้สามารถเลือกยาบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างไรก็ตาม การใช้ยาบรรเทาอาการเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม และการหยุดพักเป็นระยะระหว่างทำงานคือกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาอาการออฟฟิศซินโดรมได้

โดยสรุป ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักและนานเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้ยาบรรเทาอาการปวดตึงที่เกิดขึ้นควรพิจารณาเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย และหากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นติดต่อกันระยะเวลานานขึ้น ก็ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่ามีปัญหาสุขภาพอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ รวมถึงเพื่อหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะไม่ทำให้เกิดอาการมารบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765872

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แพ้ยา เรื่องใหญ่ของชีวิต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

“คุณเคยมีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมีหรือไม่” คือคำถามหลักที่ผู้รับยาจากเภสัชกรต้องเคยถูกถามเช่นนี้เป็นประจำ และเป็นคำถามซ้ำๆ ที่หลายคนอาจรู้สึกไม่ชอบตอบ เพราะพยาบาลก็ถามเมื่อก่อนจะส่งตัวคุณไปพบแพทย์ เมื่อพบแพทย์ ก็ต้องตอบคำถามนี้อีก แล้วเมื่อต้องนำยากลับบ้าน ก็ถูกเภสัชกรถามคำถามนี้อีก สาเหตุที่ต้องถามซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาที่ตนเองแพ้ เพราะอาการแพ้ยาอาจรุนแรงถึงทำให้เสียชีวิตได้

อาการแพ้ยาคืออะไร ทำไมเกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้เสียชีวิตได้

การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อยาที่บุคคลรับเข้าสู่ร่างกายไวเกินไปส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น ผื่นคัน ผื่นลมพิษ ปากบวม ตาบวม ความดันเลือดตก หน้ามืด หัวใจเต้นเร็วหลอดลมหดเกร็ง กรณีที่แก้ไขไม่ทัน อาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ อาการแพ้ยาที่รุนแรงอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับอักเสบ เป็นต้น 

โดยทั่วไปอาการแพ้ยามักเกิดทันที หรือภายในเวลาไม่นานหลังได้รับยาเข้าสู่ร่างกาย แต่อาการแพ้ยาบางชนิดก็สามารถเกิดได้หลังจากใช้ยาต่อเนื่องไปแล้วหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งการแพ้ยาแบบหลังนี้มีความน่ากังวลมากกว่า เพราะผู้ป่วยมักนึกไม่ถึงว่าแพ้ยา จึงยังคงใช้ยาต่อไป ทำให้อาการแพ้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถคาดการณ์การแพ้ยาล่วงหน้าได้ เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร แพ้แอลกอฮอล์ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ การมีคนในครอบครัวมีประวัติแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าลูกหรือพี่น้องพ่อแม่เดียวกันจะต้องแพ้ของสิ่งเดียวกัน เราจะรู้ว่าแพ้อะไรได้ก็ต่อเมื่อสัมผัสสาร หรือรับสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย ส่วนวิธีจัดการเมื่อเกิดการแพ้คือให้ยาต้านฮิสสตามีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้หรือกรณีแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการรักษาตามอาการ จนกระทั่งอาการแพ้ยาดีขึ้น 

แต่ที่สำคัญคือคนที่แพ้อะไรก็ตาม จะต้องรู้ตัวว่าตนเองแพ้อะไร แล้วต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่แพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพ้ยา หากเราแพ้ยาหรืออาหาร ก็ต้องจำชื่อยาและอาการที่แพ้ให้ดี หากสถานพยาบาลออกบัตรแพ้ยาให้ ก็ต้องพกติดตัวไว้เสมอ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น หมดสติกะทันหัน ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ ก็ยังมีข้อมูลจากบัตรที่เราพกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ยาที่เราแพ้ ในขณะที่ได้รับการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อการค้นหาตัวบ่งชี้ของการแพ้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยาที่แพ้แล้วเกิดอาการรุนแรง ทำให้เราสามารถตรวจหาว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางพันธุกรรม หรือมียีนที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการแพ้ยามากกว่าคนอื่นหรือไม่ แม้ว่าจะยังทำไม่สำเร็จกับยาทุกชนิด แต่ตัวที่ได้รับการตรวจคัดกรองแล้วในปัจจุบันก็ถือว่าสำคัญมาก ช่วยลดความเสี่ยงการแพ้ยาได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ ได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล (allopurinol)ยาสำคัญในการรักษาโรคเกาต์ มีความเสี่ยงที่ผู้ใช้ยานี้แล้วเกิดการแพ้ เกิดอาการผื่นแพ้รุนแรงชนิด Steven Johnson Syndrome (SJS) หรือ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตของผู้ใช้ยา

ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาจึงควรตรวจหายีนแพ้ยานี้ ซึ่งได้แก่ยีน HLA-B*5801 ในคนที่มียีนนี้มีความเสี่ยงแพ้ยาอัลโลพิวรินอลรุนแรงกว่าคนที่ไม่มียีนนี้ มากกว่า 300 เท่า จึงไม่ควรได้รับยาอัลโลพิวรินอล จึงต้องรักษาโรคเก๊าต์ด้วยยาชนิดอื่น

นอกจากการตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*5801 ก่อนการใช้ยาอัลโลพิวรินอล ยังมียาอื่นอีกหลายชนิดที่ตรวจยีนเพื่อทำนายการแพ้ยาก่อนได้ อาทิ ยากันชักคาร์บามาซีพีน ยาต้านไวรัสเอชไอวีบางชนิด ซึ่งหากผู้ใช้ยามีความเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม

อาการแพ้ยาขั้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ และอาจเกิดขึ้นทันทีเมื่อใช้ยา หรืออาจเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใช้ยามานานแล้ว แต่เพิ่งเกิดอาการแพ้ก็ได้เช่นกัน ย้ำว่า ผู้มีประวัติแพ้ยา ต้องจำชื่อยา อาการแพ้ รวมถึงถ้ามีบัตรแพ้ยา ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันการได้รับยาที่แพ้

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : RSV โรคที่คล้ายไข้หวัด แต่ร้ายแรงกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764456

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ใกล้จะหมดหน้าฝนแล้ว สิ่งที่น่าวิตกที่จะตามมาในหน้าหนาว (ซึ่งไม่ค่อยจะหนาวเท่าไรนักในกรุงเทพฯ) คือฝุ่นจิ๋ว PM2.5 นอกจากนั้น ช่วงปลายฝนต้นหนาวก็ต้องระวังโรคที่มาจากไวรัสซึ่งเป็นต้นตอของโรคทางเดินหายใจหลายๆ ชนิด ที่จะแพร่ระบาดได้มากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งหนึ่งในโรคทางเดินหายใจคือ RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus 

อาการที่เกิดจากติดเชื้อ RSV ก็ไม่ต่างจากการเป็นไข้หวัดธรรมดาๆ คือ น้ำมูกไหล มีไข้ จาม ไอ แต่ในคนที่แข็งแรงสามารถหายป่วยจากโรคนี้ได้เอง แต่ทว่ามักจะเกิดปัญหารุนแรงกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้รับประทานยาที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ อาการติดเชื้อ RSV ที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงมาก จนนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องไม่ทันเวลา ก็อาจเสียชีวิต

RSV แพร่เชื้อจากคนสู่คน ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม สัมผัสสารคัดหลั่ง หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ดังนั้นแม้ว่าเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่อยู่แต่ในบ้าน ก็สามารถติดเชื้อจากคนในครอบครัวที่ไปรับเชื้อมาจากนอกบ้าน แต่ไม่แสดงอาการได้

ความน่ากังวลของการติดเชื้อ RSV ก็คือขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง ที่ต้องระวังคือเมื่อติดเชื้อแล้วสามารติดเชื้อซ้ำอีกได้ เพราะเชื้อไวรัสในโรคนี้มีมากกว่า 1 สายพันธุ์ ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือทำให้ตัวเองไม่ติดเชื้อ

ดังนั้น การรักษาโรคในขณะนี้ที่ทำได้ จึงมีเพียงแต่รักษาตามอาการเ เช่น ให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว ยาลดไข้ชนิดเดียวที่แนะนำให้ใช้คือ พาราเซตามอล นอกจากการลดไข้แล้ว ยังแนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ นอกจากอาการไข้ มีน้ำมูก ในบางรายยังมีเสมหะ การใช้ยาละลายเสมหะ และดื่มน้ำบ่อยๆ ก็อาจช่วยได้ในรายที่มีเสมหะมาก 

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ RSV ในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ จะทำให้การติดเชื้อมีความรุนแรง เกิดการอักเสบของหลอดลม กล่องเสียง ปอด ทำให้ไข้สูง ไอมาก มีเสมหะปริมาณมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก มีเสียงครืดคราด หรือเสียงวี้ดขณะหายใจ กรณีแบบนี้ต้องรีบพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะอาจจะต้องให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นผ่านเครื่อง

ส่วนการติดเชื้อนี้ในคนทั่วไป ก็เหมือนกับการเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในผู้สูงอายุ ที่อายุมากกว่า 65 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีโรคประจำตัว ที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหัวใจ 

สำหรับเด็ก กลุ่มเสี่ยงคือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเด็กยิ่งเล็กก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่คลอดก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 29 สัปดาห์ และเช่นเดียวกับการติดเชื้อไวรัสโควิดที่หลังติดเชื้อสามารถมีกลุ่มอาการที่เรียกว่า long COVID เกิดตามมาได้ ซึ่งการติดเชื้อ RSV ก็มีอาการหลังจากรักษา RSV หายแล้วได้ด้วย เช่น ภาวะหลอดลมไวทำให้เหนื่อยง่าย เป็นต้น 

ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรก หรือรีบรับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนจะเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงจึงเป็นมาตรการที่ดีที่สุด

ตามที่บอกแล้วว่าการติดเชื้อ RVS เกิดจากรับเชื้อผ่านละอองฝอยผ่านทางเดินหายใจ และการสัมผัส ดังนั้นวิธีการป้องกันการติดเชื้อที่ง่ายที่สุดคือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย ส่วนคนที่ออกไปทำงาน หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน ต้องล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ สระผมก่อนเข้าไปอยู่ใกล้กับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ

และควรเลี่ยงไปในที่ซึ่งมีผู้คนแออัด หนาแน่น ถ้าจำเป็นต้องเข้าไป ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ ส่วนในบ้านก็ต้องทำความสะอาดของใช้ต่างๆ และของเล่นเด็กบ่อยๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อนี้ได้ 

โดยสรุป ช่วงนี้เป็นช่วงระบาดของเชื้อ RSV หากพบว่าผู้ร่วมงาน หรือคนในบ้านมีอาการเหมือนไข้หวัดก็ต้องระวังไว้ด้วย และย้ำว่าโรคนี้จะส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภูมิต้านทานโรคต่ำ หากพบอาการตามที่ระบุข้างต้น ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยทันที

รศ.ภญ ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762970

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อันตรายจากปากกาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนมากอยากมีรูปร่างสวยงามสมส่วน แล้วทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการจะมีรูปร่างงดงามนั้นเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมาย แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้น เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ 

แต่ที่แปลกคือมีคนจำนวนมาก ทั้งที่มีปัญหาน้ำหนักเกินหรือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ผอมพอ ยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อจะให้ผอมลง แต่ไม่ยอมควบคุมอาหาร และไม่ชอบออกกำลังกายบางคนทุ่มเงินมากมาย แล้วยังนำตัวไปเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพอีกด้วย เช่น ไปกินยา อาหารเสริม สมุนไพร หรืออะไรต่อมิอะไรมากมาย ทั้งๆ ที่ของเหล่านั้นไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพจากคณะกรรมการอาหารและยา และของเหล่นั้นไม่ผ่านการสั่งจ่าย และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์หรือเภสัชกร แต่ใช้โดยความเชื่อ โดยดูจากรีวิวของใครก็ไม่รู้ในอินเตอร์เนต โดยเฉพาะจากใครก็ไม่รู้อีกที่ถูกตั้งให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ (ผู้มีอิทธิพลต่อความเชื่อ)

ดังนั้นจึงเกิดกระแสสั่งปากกาลดความอ้วนกันยกใหญ่ เพราะหลงเชื่อว่าทำให้น้ำหนักลดลงได้เพียงแค่จิ้มปากกาฉีดยาให้ตัวเองวันละครั้ง แน่นอนว่าถ้ายาที่ได้มาเป็นของจริง และเก็บรักษายาให้มีคุณภาพ ก็อาจจะช่วยลดน้ำหนักได้บ้าง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น แล้วดันใช้ยาไม่มีคุณภาพ หรือยาปลอม รับรองจะเกิดอันตรายแน่นอน อีกทั้งคนที่ใช้ยาโดยที่ไม่มีข้อบ่งใช้ หรืออาจมีข้อห้ามใช้ หรือเกิดแพ้ยา ก็จะเกิดอันตรายร้ายแรงได้ 

ปากกาลดความอ้วน หรือปากกาลดน้ำหนักที่คนพูดกันมากในสังคมนั้นมีอยู่จริง มีข้อบ่งใช้ และมีประสิทธิภาพทางการแพทย์จริง แต่สิ่งที่มีอยู่จริงอีกข้อหนึ่งคือ มีผู้เอามาขายกันทางอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องทั้งในแง่กฎหมาย และความปลอดภัย 

ยาที่บรรจุอยู่ในตัวปากกาคือยาฉีดกลุ่ม glucagon-like peptide 1 receptor agonist ซึ่งมีผลทำให้อิ่มนานขึ้นหิวน้อยลง เมื่อกินน้อยลง ผู้ใช้ยาจึงมีน้ำหนักลดลง นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว ยากลุ่มนี้มีข้อบ่งใช้เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากยาชนิดนี้คือผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย

 ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักของปากกาชนิดนี้ในผู้ที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน คือสามารถลดน้ำหนักได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าพูดให้เห็นภาพคือ ถ้าน้ำหนักตั้งต้นอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ผู้ใช้ยาส่วนใหญ่จะลดน้ำหนักได้ 4-8 กิโลกรัม ซึ่งควรเห็นผลภายใน 3 เดือนหลังจากใช้ยา

แต่ผู้เขียนลองค้นในอินเตอร์เนต กลับพบโฆษณาชวนเชื่อว่าการใช้ยาอาจจะลดได้ 10-20 กิโลกรัม ภายใน 4 เดือนซึ่งเกินจากค่าเฉลี่ยในรายงานวิจัยส่วนใหญ่หลายเท่า

ทั้งนี้ยังมีเหตุผลมากมายที่ไม่ควรสั่งยานี้จากอินเตอร์เนตมาใช้เอง ข้อแรกคือ ยานี้มีประโยชน์คุ้มความเสี่ยงในคนที่มีดัชนีมวลกาย 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป หรือคนที่มีดัชนีมวลกาย 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ร่วมกับมีปัญหาสุขภาพอื่น เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น 

ข้อ 2 คือ ยานี้มีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังหลายอย่าง เช่น ในกลุ่มที่เป็น หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งไทรอยด์ หรือคนที่เป็นโรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่เรียกว่ากลุ่มเนื้องอกของต่อมไร้ท่อหลายต่อมชนิดที่ 2 ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว กระเพาะหรือลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนอักเสบถุงน้ำดีอักเสบ หรือมีนิ่วในถุงน้ำดี หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวอร์ฟาริน ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดที่กล่าวมาควรประเมินอย่างละเอียดรอบคอบโดยแพทย์ผู้สั่งยา 

ด้านตัวยาเองซึ่งเป็นยาฉีดในรูปแบบปากกา มีข้อควรระวังในการเก็บรักษาคือก่อนการใช้งานจะต้องเก็บรักษาในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็ง ดังนั้น การสั่งซื้อยาจากในเนตมาใช้เองก็อาจจะต้องเสี่ยงกับยาปลอมหรือยาที่เก็บรักษาไม่ได้มาตรฐาน

อีกประเด็นที่มักถูกชูเป็นจุดเด่นของปากกาลดน้ำหนักในรีวิวคือเรื่องอาการข้างเคียง หลายคนถูกทำให้เข้าใจผิดว่ายานี้เป็นยาที่เลียนแบบฮอร์โมนที่มีอยู่แล้วในร่างกายจึงมีความปลอดภัย แต่ที่จริงแล้วยาทุกตัวมีอาการข้างเคียงทั้งนั้น รวมทั้งปากกาลดน้ำหนักด้วย อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน การรับรสผิดปกติ เวียนหัว อ่อนแรง ท้องอืดเฟ้อ เจ็บบริเวณที่ฉีด นอนไม่หลับ รวมถึงอาการข้างเคียงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการแพ้ยา ไตวายเฉียบพลัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้ยานี้ต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

โดยสรุป ปากกาลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้จริงแต่เฉพาะในผู้ที่มีข้อบ่งใช้เท่านั้น ส่วนด้านอาการไม่พึงประสงค์ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาลดน้ำหนักที่เคยมีมา แต่ถึงแม้เป็นเช่นนั้นก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้ยานี้จึงต้องอยู่ในการดูแลโดยแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง โดยเฉพาะจากอินเตอร์เนต เพราะจะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ 

และขอบอกว่าการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะจะให้ทั้งสุขภาพที่ดี มีร่างกายสมส่วน และสุขภาพจิตดี

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761647

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ปกติแล้วคนไทยส่วนหนึ่งชอบทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานๆ ว่า อ้วนขึ้น ผอมลง หรือเปล่า

แต่ในระยะหลัง กลุ่มผู้ระวังเรื่องที่กระทบความรู้สึก และคำนึงถึงมารยาทต่างออกมารณรงค์ว่า ไม่ควรทักแบบนี้ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกทักเสียความรู้สึก และขาดความมั่นใจ 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่มีใครคอยทัก เราเองก็ต้องระมัดระวังน้ำหนักตัวไม่ให้น้อยหรือมากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายแรงหลายโรค

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เราควรมีนำ้หนักตัวเท่าใดจึงจะเหมาะสม การที่เราควรหนักเท่าใดขึ้นกับความสูงของเรา ซึ่งความสูงนี้อันที่จริงก็ไม่ใช่ค่าคงที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เข้าสู่วัยทอง ดังนั้นนอกจากเราจะต้องคอยชั่งน้ำหนักเรื่อยๆ แล้ว ก็ควรวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ด้วยเช่นกัน ที่ต้องทั้งชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงก็เพราะเราจะนำมาคิดค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) โดย เอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร แล้วยกกำลัง 2 เช่น คนน้ำหนัก 62 กิโลกรัม สูง 162 เซนติเมตร หรือ 1.62 เมตร เมื่อคิดดัชนีมวลกายจะได้ 23.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 

หากไม่ชอบจำสูตรหรือกดเครื่องคิดเลข เดี๋ยวนี้ใน internet เราสามารถเข้าเว็บไซต์โดยค้นหาคำว่า คำนวณดัชนีมวลกาย จากนั้นเลือกสักเว็บหนึ่ง แล้วกรอกค่าต่างๆ เข้าไป ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายของเรา บางเว็บแปลผลให้ด้วยว่าค่าที่ได้เข้าข่าย น้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับใด ซึ่งค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะกันควรอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ค่า 23-24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และค่า 25 ขึ้นไป คือเป็นโรคอ้วนแล้ว

โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2557 พบว่า ทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนอย่างน้อย 600 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบว่า ในปี 2557 อัตราความชุกของภาวะอ้วนในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราร้อยละ 37.7 ถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขอย่างมาก เพราะโรคต่าง ๆ ที่พบร่วมกัน หรือมีความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงมีอีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ข้อเข่าเสื่อม หยุดหายใจขณะหลับ ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ทราบแล้วว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น มะเร็งเต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โดยทั่วไปคงไม่มีใครอยากอ้วน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็อึดอัด ทำอะไรไม่สะดวก ใส่เสื้อผ้าไม่สวยแล้วดูไม่สวยอย่างที่อยากสวย เจ็บเข่าเจ็บขาเวลาเดิน เป็นที่ทราบดีว่าโรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตไม่สมดุลกล่าวอย่างง่ายคือ กินมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันส่วนที่เกินจึงถูกสะสมไว้จนเป็นโรคอ้วนในที่สุด 

นอกจากเรื่องสมดุลพลังงานแล้ว อาการป่วยบางอย่างยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำเกินไป โรคที่เกิดความผิดปกติของต่อมใต้สมองบางชนิด โรคทางจิตเวชบางชนิดซึ่งส่งผลให้กินมากผิดปกติ รวมถึงเป็นผลมาจากยาบางชนิด ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าเรากินปกติ ออกกำลังกายเหมาะสมแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความอ้วนที่เกิดขึ้น

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มียาที่รักษาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายรวมถึงรายการยาที่มีข้อมูลจากการวิจัยยืนยันแล้วว่าพอจะใช้ช่วยลดน้ำหนักได้ ก็มีน้อยมาก ยาลดความอ้วนหลายตัวที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ ก็ถูกถอนทะเบียนออกจากตลาด เพราะให้ผลข้างเคียงรุนแรงจนถึงชีวิต

ตัวอย่างล่าสุดคือกรณียาลดความอยากอาหาร sibutramine ที่บริษัทผู้ผลิตได้ถอนทะเบียนจากตลาดโดยสมัครใจตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เมื่อผลทดลองชี้ให้เห็นว่ายานี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 16

ดังนั้น วิธีปลอดภัยที่สุดในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักที่มากเกินไปคือ ต้องมีความรู้เรื่องสารอาหารและพลังงานที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด เพื่อให้เรากินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ รวมถึงมีความรู้ด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินให้หมด เสริมสร้างกล้ามเนื้อสำคัญๆ ให้แข็งแรง เพราะยาที่ใช้ลดความอยากอาหารมีประสิทธิภาพต่ำและอาจก่อให้เกิดอันตราย มากจนไม่คุ้มความเสี่ยง 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงยาลดความอ้วนในรูปแบบปากกา ที่โฆษณาแพร่หลายในสื่อต่างๆ บางคนอาจสงสัยว่ามีจริงหรือ ออกฤทธิ์อย่างไร ได้ผลมากแค่ไหน และใครคือคนที่ควรใช้ยานี้ เรามาติดตามรายละเอียดเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าค่ะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/760163

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สุขภาพวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.00 น.

สัปดาห์นี้หลายหน่วยงานโดยเฉพาะภาคราชการมีการจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุให้แก่พนักงานที่ทำงานจนครบอายุ 60 หรือ 65 ปี ก่อนอื่นต้องขอต้องกราบขอบพระคุณ และแสดงความยินดีกับท่านที่ได้ทำงานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาจนถึงวันเกษียณอายุนี้

เมื่อถึงวันทำงานวันแรกของเดือนตุลาคม ผู้เกษียณหลายท่านอาจจะมีแผนอยู่แล้วว่าจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร บางท่านมีแผนเที่ยวยาวเหยียดหลังจากที่อัดอั้นมานานเนื่องจากภารกิจในการทำงานรัดตัวเหลือเกิน บางท่านอาจไม่ได้มีแผนอะไรนอกจากขอนอนดูซีรี่ส์แบบมาราธอนให้เต็มที่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะทำตามแผนใดๆ ขอให้ท่านทบทวนความพร้อมด้านสุขภาพและประเมินความเสี่ยงให้ดีก่อนเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่มากับแผนของแต่ละท่าน

ท่านที่เตรียมแผนแบบที่ต้องใช้ร่างกายแบบสมบุกสมบัน เช่น ไปเที่ยวแบบเดินป่าปีนเขา หรือกระทั่งแค่นั่งรถนานๆ รวมถึงท่านที่เกษียณไปทำสวนทำไร่ที่ปลูกเตรียมไว้ต้องประเมินความพร้อมของร่างกายก่อน ท่านที่มีโรคประจำตัวเช่น ความดันสูง หัวใจ ปอด อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ว่าแผนที่ท่านคิดต้องมีการปรับยาหรือเตรียมยาสำหรับบรรเทาอาการเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ ส่วนท่านที่ไม่มีโรคประจำตัวมาจนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งนั้น ก็อย่าเพิ่งได้ชะล่าใจ เราต้องยอมรับความจริงที่ว่าความเสื่อมของร่างกายนั้นไม่ได้แปรผันตรงกับอายุที่เพิ่มขึ้น จู่ๆ ถึงอายุ 60 ปี บทจะเกิดความเสื่อมขึ้นมาพร้อมๆ กัน โรคภัยก็อาจรุมเร้าครบทีม ทั้งความดัน ไขมัน เบาหวานหัวใจ ก็เป็นไปได้ ท่านอาจจะต้องหมั่นสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ เช่น อาการปวดมึนหัว ใจสั่น ใจหวิวถ้าเป็นบ่อยๆ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ติดเชื้อง่าย ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนโรคเบาหวาน เมื่อพบอาการผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเช็คร่างกาย เพราะโรคทุกโรคถ้าพบในระยะที่เริ่มเป็นนั้นรักษาได้ง่ายและผลการรักษาก็จะดีกว่าเมื่อปล่อยให้โรคดำเนินนานเกินไปอยู่แล้ว ความยากคือท่านอาจจะคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อดูว่าต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

ถึงแม้ไม่ได้ทำงานประจำ แต่ผู้ที่เกษียณแล้วก็ยังควรคงไว้ซึ่งการมีกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันให้ได้พอๆ เดิมหรือมากกว่าเดิม ใครที่เคยสัญญากับตัวเองไว้ว่าหลังเกษียณจะออกกำลังกายตอนเช้า ก็ขอให้ทำอย่างน้อยสักวันละ 10-15 นาทีในช่วงต้น และพอร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายจนทำได้มากขึ้นก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาจนได้สัก 30 นาทีต่อครั้ง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ว่ากิจกรรมใดก็แล้วแต่ที่ดูจะเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บของข้อและกล้ามเนื้อ ก็ขอให้ค่อยๆ ทำในช่วงเริ่มต้น ดีกว่าหักโหมจนร่างกายบาดเจ็บแล้วในที่สุดก็ต้องล้มเลิกไป

สำหรับด้านยา ยาที่พบว่าเป็นปัญหาบ่อยๆ ในผู้สูงอายุคือยากลุ่ม NSAIDS หรือที่เรียกว่ายาต้านอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก นาปรอกเซน เซเลคอกซิบเป็นต้น ยานี้มักถูกใช้เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปวดเมื่อยจากความเสื่อม หรือการทำงาน และกิจกรรมต่างๆ หรือการออกกำลังกาย เช่น ไปเที่ยวแล้วเดินเยอะ เดินนาน ทำสวนก้มๆ เงยๆ ยกของหนักแล้วปวดหลัง ปวดเอว บางคนเลยเรียกยากลุ่มนี้ว่ายาแก้ยอก ยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งการใช้ยานี้แม้จะบรรเทาปวดได้ดี แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงหลายอย่าง ตั้งแต่การระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร จนกระทั่งเลือดออกในทางเดินอาหารได้ นอกจากนั้นยังทำให้หลอดเลือดที่ไปที่ไตหดตัว ไตขาดเลือด เกิดการบาดเจ็บที่ไต และเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน และอาจมีผลทำให้เกิดโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เช่น มีความดันสูง เคยมีหรือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ดังนั้น การใช้ยาจึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะต้องประเมินทุกอย่างทั้งระบบของผู้สูงอายุแต่ละรายเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดหากต้องใช้จริงๆ รวมถึงต้องกำหนดระยะเวลาการใช้ยาให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุดด้วย

โดยสรุปแล้ว หลังเกษียณถือว่าเป็นช่วงเวลาดีๆในชีวิตช่วงหนึ่งที่ท่านจะได้เริ่มต้นกิจกรรมใหม่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นสุขภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น และการระมัดระวังในการใช้ยาเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากขึ้นในวัยเกษียณเพื่อให้ทุกท่านยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงไปได้อีกนานๆ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758669

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถามเรื่องยากับเภสัชกรไทย เพื่อความปลอดภัยของคุณ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 07.30 น.

วันที่ 22-29 กันยายน 2566 เป็นสัปดาห์เภสัชกรรม ซึ่งแนวคิดหลังของงานปีนี้คือ เภสัชกรทั่วไทยห่วงใยทุกคน 

หากคุณผู้อ่านมีโอกาสไปโรงพยาบาล หรือห้างสรรพสินค้าในช่วงนี้ อาจมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมหรือชมนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับการรณรงค์เสริมความปลอดภัยในการใช้ยา แต่หากผู้อ่านไม่ได้พบเจอกิจกรรมสัปดาห์เภสัชกรฯ บทความฉบับนี้ ก็ขออนุญาตทำหน้าที่เภสัชกรไทยที่ห่วงใยสุขภาพของคุณ 

เมื่อพูดถึงเภสัชกร ก็จะนึกถึงยาต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิต และจะนึกถึงมากขึ้นเมื่อใช้ยาแล้วมีปัญหา หรือมีข้อสงสัยเรื่องยา แต่ก็ต้องบอกว่า จริงๆ แล้ว ก่อนที่ใครก็ตามจะใช้ยา ก็ต้องเข้าใจก่อนว่ายาคือสารเคมี หากใช้ผิดก็สร้างปัญหาให้ผู้ใช้ได้ ดังนั้นเราต้องบอกตัวเองตลอดเวลาว่า เมื่อเราจำเป็นต้องใช้ยา เราต้องมั่นใจว่าเราจะปลอดภัย แต่หากคุณไม่มั่นใจเรื่องยา และมีคำถามเกี่ยวกับยา คุณสามารถปรึกษาเภสัชกรได้

โดยทั่วไปคนเรานั้นมักมีปัญหาเรื่องยา ในประเด็นต่อไปนี้

1 ไม่ได้ใช้ยาที่ควรใช้ หรือจำเป็นต้องใช้ เช่น คนที่อาจมีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง แต่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพ จึงยังไม่ได้กินยาลดความดัน ยาลดน้ำตาล หรือยาลดไขมัน

2 เรื่องนี้ตรงกันข้ามกับประเภทแรก คือ ใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่มีข้อบ่งใช้ เช่น เป็นไข้หวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส แต่น้ำมูกมีสีเขียว ก็คิดว่าติดเชื้อแบคทีเรียจึงไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งความจริงไม่มีความจำเป็นเลย เพราะไม่ตรงโรค แถมอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา แล้วเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมา

3 เลือกใช้ยาไม่เหมาะสมกับโรคที่เป็น เช่น เป็นภูมิแพ้ แต่ต้องทำงานหรือเรียนหนังสือ แต่เลือกใช้ยาแก้แพ้แบบกินแล้วง่วงนอนมาก แทนที่จะเลือกแบบไม่ง่วงหรือในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง แต่ไปเอายาฆ่าเชื้อที่ไม่ตรงชนิดของแบคทีเรียมาใช้

4 ขนาดยาที่ใช้ไม่เหมาะสม อาจจะสูงหรือต่ำเกินไปหรือไม่ได้ปรับขนาดให้เหมาะกับอายุ หรือการทำงานของตับ ไตของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น คุณแม่มีลูก 2 คน อายุและน้ำหนักไม่เท่ากัน วันหนึ่งลูกเป็นไข้ทั้งคู่ แต่คุณแม่ให้ยาเด็กทั้ง 2 คน ในขนาดเท่ากัน ซึ่งอาจจะน้อยไปสำหรับคนโต หรือมากไปสำหรับคนเล็ก เป็นต้น

5 เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่ใช้ เช่น กินยาบรรเทาปวดลดอักเสบแล้วระคายเคืองกระเพาะอาหาร กินยาแก้ไอแล้วท้องผูก เป็นต้น ปัญหาเกี่ยวกับยาข้อนี้อาจจะเป็นประสบการณ์ที่ผู้ใช้ยาพบบ่อยที่สุดเพราะยาเกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย

6 ปัญหายาตีกัน ซึ่งมีโอกาสเกิดได้เสมอ เมื่อใช้ยามากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป นอกจากนั้น ยาบางตัวตีกับอาหารบางประเภท เช่น นม การกินยาร่วมกับนม อาจทำให้ยาดูดซึมน้อยลงจนไม่ได้ผล เป็นต้น และยากับสมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็มีโอกาสเกิดปัญหาต่อการรักษา และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

7 ความไม่ร่วมมือในการใช้ยา การไม่ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ หรือคำแนะนำของเภสัชกร เช่น ยาปฏิชีวนะ ต้องกินต่อเนื่องกันจนหมด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา แต่ในชีวิตจริงเมื่ออาการจากการติดเชื้อดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็หยุดใช้ยาเอง

จะเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับยามีไม่น้อย คุณผู้อ่านลองสำรวจตัวเองว่ามีปัญหาในข้อใดบ้าง หรือตรวจสอบการใช้ยาของคนในความดูแล แล้วพบว่ามีข้อมูลบางอย่างสอดคล้องกับบางปัญหาที่กล่าวมาแล้ว หากเป็นดังนั้น คุณต้องรีบไปปรึกษาเภสัชกร โดยสามารถสอบถามได้ที่ line : @guruya เพื่อให้เภสัชกรประจำศูนย์ข้อมูลยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสดูแลสุขภาพคุณ ผ่านการตอบคำถามเกี่ยวกับยา เพื่อให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด ด้วยความห่วยใยจากเภสัชกรทุกคน

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย