“มุ่งขายสมาชิก-ใช้เทรนเนอร์หารายได้” ถอดบทเรียนธุรกิจ เมื่อ “ฟิตเนส” ไปไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498508

"มุ่งขายสมาชิก-ใช้เทรนเนอร์หารายได้" ถอดบทเรียนธุรกิจ เมื่อ "ฟิตเนส" ไปไม่รอด

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหนุ่มสาวคนเมืองสวมชุดสปอร์ตสีสันสดใส กำลังวิ่งบนลู่ไฟฟ้า ปั่นจักรยาน เวทเทรนนิ่ง คาดิโอ ตลอดจนเต้นซุมบ้า ภายในสถานบริการฟิตเนสเซ็นเตอร์กลายเป็นภาพคุ้นตาในปัจจุบัน

ทว่าท่ามกลางกระแสรักสุขภาพของคนเมือง อีกด้านหนึ่งกลับมาพร้อมกับความล้มเหลวของธุรกิจฟิตเนส ไล่ตั้งแต่ แคลิฟอร์เนีย ว้าว เมื่อปี 2556 และล่าสุด ทรูฟิตเนส ที่ปิดให้บริการกระทันหัน หลังจากขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี คิดเป็นเงินรวมกว่า 70 ล้านบาท

นาทีนี้ สาเหตุความล้มเหลวในธุรกิจฟิตเนสเมืองไทย กำลังเป็นกลายคำถามที่น่าสนใจ..

 

มุ่งขายสมาชิก ใช้เทรนเนอร์แบกธุรกิจ เส้นทางความล้มเหลว

ภายหลังการหยุดให้บริการของทรูฟิตเนส มีการเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายของบริษัทพบว่า ขาดทุนถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยปี 2556 ขาดทุน 9.8 ล้านบาท ปี 2557 ขาดทุน 11.65 ล้านบาท และปี 2558 ขาดทุน 49.65 ล้านบาท  “กลุ่มทรูกรุ๊ป สิงคโปร์” บริษัทแม่ “ทรูฟิตเนส” ร่อนแถลงการณ์ชี้แจงว่า การปิดกิจการ เกิดจากสภาวะการแข่งขันอันท้าทาย โดยเฉพาะค่าเช่าสถานที่ที่สูงมาก แม้จะพยายามฟื้นฟูกิจการหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความยืดหยุ่นเพียงพอจากเจ้าของสถานที่และเจ้าหนี้

ธีศิษฎ์ ธนะทักษ์ ผู้ประกอบการฟิตเนสขนาด 1,700 ตารางเมตร ฉายภาพให้ฟังว่า ปัจจัยพื้นฐานในการทำธุรกิจฟิตเนส คือ ทำเลที่ตั้ง ขนาดของพื้นที่ ค่าเช่าและค่าบริหารจัดการ ทั้งหมดเป็นต้นทุนคงที่ในการกำหนดรายได้ของบริษัท

“ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริหารจัดการอื่นๆ ฟิตเนสใหญ่ ตามห้างดังหรือพื้นที่ใจกลางกรุง มีค่าใช้จ่ายตายตัวอยู่ราวๆ 4.5 แสนบาทโดยประมาณ เนื่องจากค่าเช่าที่ค่อนข้างแพง ถ้าบริหารงานได้ต่ำกว่าก็เท่ากับเจ๊ง”

สำหรับรายได้หลักของฟิตเนสมาจากสองส่วนสำคัญคือ

1.ค่าสมาชิก

หลายฟิตเนสพยายามผูกมัดลูกค้าด้วยความพยายามขายในลักษณะรายเดือน รายปี หรือตลอดชีพ พร้อมกับกำหนดให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น อย่างไรก็ตามค่าสมาชิกอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของฟิตเนสได้

2.ค่าเทรนเนอร์

ค่าเทรนเนอร์เป็นรายได้สำคัญของฟิตเนส จะเห็นว่า มีความพยายามขายในจำนวนชั่วโมงและราคาที่สูงมาก เช่น 60 ชั่วโมงในราคา 4-5 หมื่นบาท ซึ่งผู้ออกกำลังกายตัวจริงจะทราบดีว่าเป็นการขายชั่วโมงล่วงหน้าที่กินเวลายาวนานเกินไป สาเหตุเป็นเพราะฟิตเนสต้องการเงินก้อนใหญ่ไปบริหารดำเนินงาน  โดยสัดส่วนรายได้ของเทรนเนอร์ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างเทรนเนอร์กับฟิตเนส บางแห่งเลือกจ้างเทรนเนอร์ลักษณะฟรีแลนซ์ ขณะที่บางแห่งเลือกจ้างประจำ

“เทรนเนอร์บางแห่งถูกกำหนดให้ทำยอด ถ้าเทรนไม่ถึง 100 ชั่วโมง จะได้แค่ค่าเทรนเพียงชั่วโมงละ 100 บาท หรือ 150 บาท  ถ้าเกิน 100 ชั่วโมงอาจได้ถึง 250 บาท แล้วแต่ตกลง เป็นเหตุผลว่าทำไมฟิตเนส หลายแห่งถึงพยายามขายเทรนเนอร์กันจนลูกค้ารำคาญ”

ธีศิษฎ์ บอกว่า การทำธุรกิจฟิตเนสโดยให้เทรนเนอร์เป็นผู้แบกรับภาระในการหารายได้เป็นหลักถือเป็นวงจรอุบาทว์และเส้นทางสู่ความล้มเหลว

“สมมติเทรนเนอร์คนหนึ่งทำยอดขายให้ฟิตเนสในเดือนนี้ได้ 3 แสนบาท จากสมาชิก 50 คน คำถามคือเดือนหน้าเขาจะทำแบบนี้ได้อีกไหม ?  เงินที่เก็บมาก็ถูกนำใช้ในระบบหมดแล้ว เดือนหน้าต้องพยายามหาใหม่ ปัญหาคือคนที่สมัครไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วยังเทรนไม่หมดเลย ของเก่ารับไว้จำนวนมาก จะหาใหม่อีกแล้ว

ที่สำคัญคือเทรนเนอร์บางคนยังต้องมานั่งโทรตามลูกค้าให้เข้ามาเทรน เพราะเงินก้อนที่ขายได้เข้าไปอยู่กับเจ้าของฟิตเนส พวกเขาจะได้รับก็ต่อเมื่อมีการเทรนเกิดขึ้นจริง”

 

 

ผู้ประกอบการรายนี้ ชี้ว่า การหาเงินไปจุนเจือค่าเช่า ค่าดำเนินการพื้นฐานในลักษณะดังกล่าว นำไปสู่ความเบื่อหน่ายของลูกค้า จนกระทั่งเริ่มมองหาสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน

“ออกกำลังกายเสร็จกว่าจะเดินออกจากสถานที่ได้ต้องโดนยื้ออยู่พัก ขายโน่นนี่นั่น คนเริ่มรู้สึกแย่ เริ่มมองหาที่ใหม่ ตัวเลือกสมัยนี้เยอะ ไม่มีสัญญาผูกมัด ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น”

สัญญาณความล้มเหลวของฟิตเนสที่ทุกคนควรทราบเอาไว้ก็คือ การเริ่มเก็บค่าสมาชิกในการราคาถูกลง ขายคอร์สตลอดชีพ และมีโปรโมชั่นสิทธิประโยชน์มากมาย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการสมัคร

“เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ฟิตเนส ค่าเช่าที่แพงๆ บนห้างสรรพสินค้าหรือใจกลางเมือง เดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายประจำ 4-5 แสน อยู่ๆ ประกาศลดค่าสมัครสมาชิกรายปีเหลือหมื่นกว่าบาทจากปกติ 2-3 หมื่น หรือตลอดชีพเพียงแค่ 2 หมื่น พาเพื่อนมาเล่นฟรีได้อีก 5 คน  แบบนี้มันเป็นการโกยเงินให้ได้มากที่สุดก่อนจะบินหนีแล้ว”

รักษาลูกค้าเก่า กลยุทธ์สำคัญกว่าการหาใหม่

“พฤติกรรมของคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง ต่อให้เป็นคนเมือง พวกเขาก็สามารถออกกำลังกายได้ในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่สวนสาธารณะไปจนกระทั่งเตะตะกร้อหลังโรงงาน ฟิตเนสเมืองไทยจึงไม่ได้เติบโตในลักษณะบูมสุดขีดเหมือนต่างประเทศ”  เสียงจาก วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เขาบอกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจฟิตเนสล้มเหลวคือ ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย จนนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง เกิดการไขว่คว้าหาลูกค้าใหม่ของแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น

“เดินตามห้างจะมีคนมาแจกโบชัวร์ ไปที่ไหนก็มีแต่คนเดินเข้ามาบอก สนใจไหมไหมคะ สนใจไหมครับ”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเห็นว่า แท้จริงแล้วกลยุทธ์สำคัญต่อความยั่งยืนคือ การรักษาลูกค้าเก่า สร้างความประทับใจด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่น คลาสออกกำลังกาย ตลอดจนสังคมภายใน เพื่อให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่ากับการบริการมากที่สุด จนไม่คิดอยากเริ่มต้นใหม่ที่ไหน โดยตัวเลขทางวิชาการชี้ว่าการรักษาลูกค้าเก่านั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่าการออกไปหาลูกค้าใหม่ถึง 5 เท่า

“หาลูกค้าใหม่คุณต้องจ้างพนักงาน เปิดบูทตามห้างต่างๆ โฆษณาหลากหลายช่องทาง ขึ้นบิลบอร์ด ลงหนังสือ ค่าใช้จ่ายสูง แต่การรักษาลูกค้าเก่าแค่บริการดี ใส่ใจ สร้างสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในสถานที่ มันใช้ต้นทุนต่ำกว่า หลายๆ เเห่งล้มเหลว ไม่ดูแลจุดนี้ มัวแต่มุ่งไปหาลูกค้าใหม่จนเกิดอัตรายกเลิกสมาชิกสูง”

อีกเรื่องสำคัญที่วีรพลเห็นว่า ไม่ควรละเลยก็คือ พฤติกรรมการเลือกเข้าฟิตเนสของคนเมือง ที่ต้องการความแปลกใหม่ของการออกกำลังกายมากขึ้นกว่าในอดีต เพียงแค่อุปกรณ์พื้นฐานอาจไม่เพียงพอต่อการดึงดูดลูกค้าอีกแล้ว

“เทรนด์เริ่มไปทางฟิตเนสที่เป็นลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น พิลาทิส (Pilates) โพลแด๊นซ์ (Pole Dance) ไต่เชือกหรือว่าวิ่งในน้ำ พูดง่ายๆ ว่ามีการรูปแบบการออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้ฟิตเนสแบบเดิมๆ ไม่น่าดึงดูด ไม่รู้จะฝ่ารถติดไปเล่นทำไม ถ้ามีเพียงแค่สิ่งของพื้นฐาน เก็บเงินซื้อไว้เล่นเองที่บ้านดีกว่า”

ทั้งนี้แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจฟิตเนสรายเล็ก และใหญ่รวมกันไม่น้อยกว่า 480 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาลงทุนเปิดฟิตเนสขนาดเล็กใช้งบลงทุนไม่สูงและที่ใช้พื้นที่ไม่มาก ราว 300 ตร.ม. ตามตึกแถว อพาร์ตเมนท์ คอนโดมิเนียม เเละย่านชุมชน มีอุปกรณ์ออกกำลังกายพื้นฐาน และคิดอัตราค่าบริการต่ำเพื่อจับกลุ่มลูกค้าในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับกรุงเทพฯ ยังมีโอกาสจะเติบโตได้อีก เนื่องจากมีจำนวนประชากรหนาแน่น และลูกค้าส่วนใหญ่เน้นเรื่องการเดินทางมาใช้บริการ จึงมักจะเลือกเล่นฟิตเนสใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านเป็นหลัก ที่สำคัญกระเเสการออกกำลังของเหล่าศิลปินดาราก็ช่วยหล่อเลี้ยงกระเเสให้เดินต่อไป

 

 

เลือกฟิตเนสที่ใช่

องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุ ข้อแนะนำในการเลือกสถานให้บริการออกกำลังกายดังนี้

1.ผู้ให้บริการ

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะเป็นนิติบุคคล จึงควรตรวจสอบรายที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการซึ่งมุ่งเน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยไม่มีการขายสินค้าอื่นแอบแฝง

สถานภาพของผู้ให้บริการ ไม่ควรมีหนี้สินมากเกิน และไม่ควรมีผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง

ไม่สามารถเชื่อถือชื่อเสียงของผู้ให้บริการที่มีสาขาจากต่างประเทศได้เสมอไป

ควรดูระยะเวลาที่ผู้ให้บริการรายนั้นได้ดำเนินกิจการมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ

2. สถานที่

สะดวกต่อการเดินทาง คำนึงถึงที่จอดรถและค่าจอดรถ

สาขาที่เปิดให้บริการ ควรมีทางเลือกให้สามารถเข้ารับบริการได้มากกว่าจุดเดียว

ช่วงเวลาการเปิดให้บริการ ควรมีทางเลือกที่หลากหลาย เลือกใช้ได้ตลอดทั้งวัน

ขนาดของสถานที่กับปริมาณสมาชิกที่เข้าใช้บริการควรมีสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่หนาแน่นเกินไป

สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย และความสะอาดควรมีการให้บริการห้องล็อกเกอร์, ห้องน้ำ, ห้องอาบน้ำ, อุปกรณ์ สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว โดยจัดให้มีพนักงานคอยตรวจสอบดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

ระบบปรับอากาศ และระบายอากาศควรสมดุลกับปริมาณสมาชิกที่กำลังออกกำลังกาย

แยกสัดส่วนการออกกำลังกายประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน บรรยากาศแสงและเสียงส่งเสริมกับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ

3. อุปกรณ์ออกกำลังกาย

อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ผู้ให้บริการจัดไว้ให้ควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งานตลอดเวลา

อุปกรณ์ฯ มีความหลากหลาย

ควรมีพนักงานแนะนำการใช้งานอุปกรณ์ฯ โดยที่ไม่หวังผลจากการขายชั่วโมงฝึก หรือควรมีภาพอธิบายประกอบการใช้

ควรมีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการใช้อุปกรณ์ฯ

4. ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล และโปรแกรมการฝึก

เนื่องจากสถานให้บริการออกกำลังกายส่วนใหญ่มักไม่เคร่งครัดและไม่มีข้อกำหนดในการรับผู้ฝึกสอนเข้าปฏิบัติงาน จึงควรเลือกสถานให้บริการออกกำลังกายที่มีมาตรฐาน โดยผู้ฝึกสอนควรได้ผ่านการเรียนในการออกกำลังกายประเภทที่สอนมาอย่างถูกวิธี เช่น ได้รับประกาศนียบัตรรับรอง

ผู้ฝึกสอนควรให้บริการเฉพาะการฝึกเพียงอย่างเดียว กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ควรมีหน้าที่ในการขายชั่วโมงฝึกด้วย

ผู้ฝึกต้องสามารถให้บริการตามโปรแกรมที่กำหนด และต้องไม่รับฝึกผู้อื่นทับซ้อนในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นควรการประเมินผลการฝึกสอนของผู้ฝึกสอนอย่างเป็นระบบ

การฝึกออกกำลังกายแบบกลุ่ม (Group Exercise) ควรมีชั้นเรียนที่หลากหลายไว้บริการ

5. อัตราค่าให้บริการที่เหมาะสม

ค่าผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลนั้นยังไม่ปรากฏข้อจำกัดที่ชัดเจน โดยแตกต่างกันไป อาทิ ค่าฝึกการออกกำลังกายประเภทยกน้ำหนัก และประเภท TRX ควรอยู่ระหว่าง 300 -700 บาท ต่อชั่วโมง ค่าฝึกออกกำลังกายประเภทโยคะ และพิลาทิส (Pelates) ควรอยู่ระหว่าง 500 –2500 บาท ต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของผู้ฝึกสอน)

ไม่ควรซื้อชั่วโมงฝึกสะสมไว้มาก ๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ฝึกสอนเป็นผู้ขายด้วย เพราะชั่วโมงฝึกมีวันหมดอายุ

ค่าฝึกการออกกำลังกายกลุ่ม บางสถานประกอบการมักรวมอยู่ในค่าสมาชิก หรืออาจแยกจ่ายขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทฯ รายละเอียดที่ควรพิจารณาประกอบได้แก่  ประเภทของการออกกำลังกาย จำนวนคนในกลุ่มแต่ละครั้ง ราคาต่อครั้ง ต่อชั่วโมงไม่ควรมากไปกว่า 300 บาทในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์การฝึกประกอบ และถ้ากลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ค่าฝึกควรต้องลดลง

ถึงแม้จะมีความล้มเหลวของฟิตเนสให้ได้เห็น แต่อนาคตของวงการฟิตเนสเมืองไทยถูกคาดการณ์ว่าค่อนข้างสดใส  โดยรายงานของ International Health Racquet & Sports Club Association ปี 2558 พบว่าสัดส่วนของประชากรไทยที่ใช้บริการฟิตเนสมีเพียง 0.6% ของประชากร ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับตัวเลขค่าเฉลี่ยของชาติในทวีปเอเชียที่ 8% เมื่อดูเทรนด์พฤติกรรมของคนไทยที่หันมาดูแลสุขภาพร่างกาย และรูปร่างของตนเองแล้ว ธุรกิจฟิตเนสยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก

นอกจากหันมาดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว ถึงเวลาหันกลับมาทบทวนและประเมินความคุ้มค่าในการเลือกฟิตเนสด้วย

ส่องกฎหมายกกต. เพิ่มอำนาจคุมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498343

ส่องกฎหมายกกต. เพิ่มอำนาจคุมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็เป็นไปตามคาด ภายหลังเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มติเสียงข้างมาก 177 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

นอกจากนี้ มีมติเสียงข้างมาก 161 ต่อ 15 คะแนน เห็นด้วยกับมาตรา 70 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่ว่าด้วยการให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

สำหรับมาตรา 70 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ได้ทำการแก้ไข จนทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันควันออกหู มีเนื้อหาระบุว่า “ให้ประธาน กกต. และ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต. และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่”

มาตรา 70 ที่คณะ กมธ.วิสามัญแก้ไขนั้นมีเนื้อหาแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.แทน

การเซตซีโร่ กกต.ครั้งนี้ ถือเป็นการแหวกม่านประเพณีครั้งใหญ่ เพราะย้อนกลับไปเมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2550 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นกำหนดให้ กกต. และองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากเรื่องการเซตซีโร่ที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนอื่นๆ ของร่างกฎหมายก็มีหลายประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เริ่มตั้งแต่กระบวนการสรรหาอย่างกระบวนการเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.นั้น มาตรา 11 ได้กำหนดให้กรรมการสรรหาต้องมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต มีความเข้าใจในภารกิจของ กกต. และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

ขณะเดียวกันการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่ง กกต.ของคณะกรรมการสรรหาก็ยังมีการกำหนดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไว้ในมาตรา 12 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาสามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ยื่นใบสมัคร กกต.ต่อคณะกรรมการสรรหามาเข้าร่วมรับการสรรหาเป็น กกต. และที่สำคัญยังกำหนดให้กรรมการสรรหาต้องบันทึกเหตุผลที่ตนเองลงมติเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาเป็น กกต.ด้วย

“ในการสรรหากรรมการ ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

โดยนอกจากการประกาศรับสมัครแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมทั่วไปได้ด้วย แต่ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความหลากหลายของประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละด้านประกอบด้วย” เนื้อหาของมาตรา 12

ทั้งนี้ ในภาพรวมของอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่มีบางเรื่องที่มีการกำหนดขึ้นใหม่

โดยเฉพาะการให้ กกต.ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดตามมาตรา 28 เพื่อทำหน้าที่เป็นตาสับปะรดให้กับ กกต.กลางในระหว่างการจัดเลือกตั้ง สส. หรือการเลือก สว. ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง และที่สำคัญต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ส่วนอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเน้นในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง แล้วรายงานให้ กกต.กลางทราบ

จากนี้เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ผ่าน สนช.แล้ว จะต้องรอดูว่าทั้งคณะ กรธ. และ กกต.จะมีท่าทีต่อร่างกฎหมายที่ สนช.แก้ไขอย่างไร

ดังนั้น ศึกนี้จะเป็นศึกใหญ่ที่ต้องจับตา เนื่องจาก กกต.ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบคงต้องสู้ยิบตาอย่างแน่นอน

 

ถอดบทเรียน “เปรี้ยว” เส้นทางตายหมู่ของสื่อหลักที่หลงวิ่งตามโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497977

ถอดบทเรียน "เปรี้ยว" เส้นทางตายหมู่ของสื่อหลักที่หลงวิ่งตามโซเชียล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สัปดาห์ที่ผ่านมาสังคมไทยมีการถกเถียงหลากหลายแง่มุมต่อการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการฆ่าหั่นศพอำพรางหญิงสาวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จนกระทั่งนำมาสู่การจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “ฆ่า หรือ ค่า สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย” เพื่อสะท้อนมุมมองพร้อมกับหาทางออกต่อการนำเสนอข่าวในอนาคต

รศ.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา ฉายภาพว่า เหตุการณ์อาชญากรรมในสังคมไทยเป็นเรื่องปกติที่มีมานาน แต่กรณีที่เกิดกระแสในระดับที่ทำให้คนในสังคมเริ่มคล้อยกำลังมีเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากสื่อออนไลน์เป็นตัวปลุกกระแสให้สื่อหลักคล้อยตาม หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะกลายเป็นผลร้ายในแง่ลบย้อนกลับมาสู่สังคม

“ระยะสั้นอาจยังไม่มีผลกระทบมาก แต่อนาคตจะกลายเป็นแผลลึกทำให้สังคมไทยเกิดความรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่กำลังค้นหาพฤติกรรมตัวเอง สื่อยิ่งนำเสนอทำให้ผู้รับสารจดจำและกลายเป็นความเคยชินกับความรุนแรง โดยเฉพาะเยาวชนหากปล่อยให้ซึมซับ โดยไม่มีวุฒิภาวะแยกแยะว่าอะไรถูกหรือผิด คิดเพียงว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากปล่อยไปอีกไม่นานสังคมไทยจะเกิดปัญหา”

นักวิชาการด้านจิตวิทยา เสนอว่า ทางแก้ปัญหา คือ ครอบครัว ชุมชน และสื่อต้องร่วมมือกัน โดยพยายามสร้างมุมมองอีกด้านที่มีความรู้ คุณภาพ เพื่อให้เกิดการรับข่าวสารที่หลากหลาย ไม่เดินตามกระแสอย่างเดียว

ส่วนครอบครัวต้องตระหนักรับผิดชอบดูแลบุตรหลานมากกว่าที่เป็น เพราะการโยนหน้าที่ดูแลเด็กให้กับโรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ดี ต้องร่วมกันสร้างชุมชนให้เข็มแข็งกว่านี้

 

 

ผศ.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ นักวิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อ กล่าวว่า ปรากฎการณ์ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว สะท้อนให้เห็นว่ามีคนลักษณะเช่นนี้อยู่อีกมากในสังคมไทย ต้องการมีรูปร่างหน้าตาดี รวย และดังเพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน ทางแก้ปัญหานี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตั้งแต่สื่อหลักและสื่อออนไลน์ที่ต้องมีความรับผิดชอบ จากนั้นควรมีตัวแทนหรือหน่วยงานคอยเฝ้าระวังติดตามวิเคราะห์ดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อหลักเดินตามกระแสสังคมโซเชียลมีเดียอย่างทุกวันนี้

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ทำให้ข่าวฆ่าหั่นศพช่วงที่ผ่านมามีคนสนใจมากกว่าเรื่องดีอื่นๆ เพราะข่าวมีแง่มุมที่หลากหลายทั้งเชิงวาบหวิว ลึกลับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบทำให้ข่าวได้รับความสนใจ พฤติกรรมของสื่อจะชอบเล่นกับเรื่องความอยากรู้อยากเห็นของคน เพราะต้องพยายามแข่งขันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

“สื่อยุคปัจจุบันต้องทำเพื่อปากท้อง แม้จะผิดหลักจรรยาบรรณก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด หากไม่ทำอาจถูกหัวหน้าให้เลือกว่าจะทำงานหรือให้ลาออก เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติงานต้องเลือกระหว่างเรื่องอุดมการณ์กับปากท้อง จนทำให้คนในสังคมมองว่าสื่อยุคนี้เป็นเสือกระดาษหรือแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ไม่สามารถกำกับดูแลกันได้จริง สุดท้ายคนจึงหันไปสนใจสื่อประเภทอื่นที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และเล่นข่าวหนักๆ มากกว่า”

ผศ.มรรยาท ระบุว่า สื่อที่เป็นนักวิชาชีพควรมีจุดแข็งเรื่องการนำเสนอในด้านคุณภาพมากกว่าการแข่งขันเชิงปริมาณ เพื่อเป็นเป็นน้ำดีที่คอยไล่น้ำเสีย ไม่ใช่กระโจนลงไปแข่งกับสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสุดท้ายสื่อจะกลายเป็นผู้ฆ่าสังคมและตัวเองตายไปพร้อมกัน

ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชสังคม บอกว่า คดีล่าสุดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า คนในสังคมยังมีความเข้าใจผิด หลายคนมักชอบบอกไว้ก่อนว่าผู้ที่ก่อเหตุฆาตกรรมต้องป่วยทางจิตเสมอ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ จากนี้ขอร้องว่า หากเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น เบื้องต้นอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปว่าเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิต โดยวงการแพทย์ถือว่าผิดหลักการ ไม่ควรวินิจฉัยหรือให้ความเห็นดังกล่าวต่อสื่อมวลชน

 

แม้จะเป็นผู้ต้องหา แต่ก็ห้ามนำมาแถลงข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497891

แม้จะเป็นผู้ต้องหา แต่ก็ห้ามนำมาแถลงข่าว

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ, เพ็ญญาเรีย บุญประเสริฐ

ปรากฏการณ์ “ข่าวเปรี้ยว” ในคดีฆ่าหั่นศพ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ทั้งการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่โลกโซเชียลว่า เกินพอดี โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กระทำไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพ 3 ผู้ต้องหาหญิงขณะถูกควบคุมตัว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่ง 855/2548 ต่อมาได้แก้ไขเป็นคำสั่งที่ 465/2550 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า ห้ามอนุญาตหรือจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงถ่ายภาพ สัมภาษณ์ หรือให้ข่าวของผู้ต้องหาในระหว่างการควบคุมของตำรวจทั้งภายในและภายนอกที่ทำการหรือสถานีตำรวจ รวมถึงเหยื่ออาชญากรรม รวมทั้งภาพที่มีลักษณะอุจาดหรือทารุณโหดร้าย หรือล่วงละเมิดสิทธิบุคคล หรือส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งผ่านกระทรวงยุติธรรม ห้ามนำตัวผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าว เพื่อไม่ให้ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนในประเทศ

นั่นเท่ากับว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เผยแพร่ภาพผู้ต้องหาขัดต่อคำสั่งของ สตช. หรือนายกรัฐมนตรีเสียเอง?

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ตอบคำถามนี้โดยยืนยันว่า ตำรวจไม่มีสิทธินำภาพผู้ต้องหามาเผยแพร่

“มันไม่ใช่เรื่องของความเหมาะสมหรือไม่ที่ตำรวจถ่ายภาพผู้ต้องหาและเผยแพร่ออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือตำรวจไม่มีสิทธิในการกระทำนั้นๆ กับตัวผู้ต้องหา เพราะอย่าลืมว่า ตามกระบวนการกฎหมายแล้วแม้ผู้นั้นจะตกเป็นผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหาก็ตาม จะต้องปฏิบัติด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ให้เหมือนกับว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าจะมีคำสั่งจากศาลตัดสินในคดี แต่ตำรวจส่วนใหญ่ก็นำผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว ซึ่งไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น และนานาชาติก็ไม่มีประเทศไหนที่ทำแบบนี้”

“แม้คดีฆ่าหั่นศพที่เกิดขึ้นล่าสุดจะไม่มีการเอาตัวผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว แต่ตำรวจเองก็เปิดโอกาสให้มีการเก็บภาพผู้ต้องหา หากถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบคือตำรวจก็ต้องการผลงาน ต้องการให้สังคมรับรู้ แต่เขาไม่รู้ว่าไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้นได้ แม้ผู้ต้องหาจะสารภาพก็ตาม”

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องสิทธิของผู้ต้องหาทั้งในหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม เรื่องนี้จะต้องมีคนเข้ามารับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจับผู้ต้องหามานั่งแถลงข่าว รวมถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องออกมามีท่าทีกับเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยผ่านไปเหมือนที่ผ่านๆ มา และไม่จำเป็นจะต้องมีใครมาร้องเรียน เมื่อเห็นว่าผิด ละเมิดสิทธิก็ต้องเข้ามาจัดการทันที

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติห้ามนำเอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาการนำตัวผู้ต้องหามาให้สาธารณะได้เห็นนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งเรื่องของครอบครัวของผู้ต้องหาที่ต้องได้รับความอับอายจากสังคม ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับคดีที่ผู้ต้องหาได้ก่อขึ้น หรือหากผู้ต้องหารายนั้นๆ ไม่ได้กระทำความผิด เราจะเยียวยาเขาได้อย่างไร

กรณี 3 สาวผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ ที่มีภาพการใช้ชีวิตขณะถูกตำรวจควบคุมตัว ทั้งการกินข้าว สูบบุหรี่ หรือการแต่งหน้า ธวัชชัย มองว่า แม้จะไม่ได้เป็นการแถลงข่าว แต่ภาพถูกถ่ายและเผยแพร่ออกมาจากตำรวจที่ควบคุมตัวอยู่ หากมองว่ามีความผิดหรือไม่ ก็คงไม่ชัดเจน แต่หากถามถึงความเหมาะสม แน่นอนว่าภาพนี้ย่อมไม่เหมาะสมอย่างมาก

“กระบวนการยุติธรรมก็ต้องเดินหน้าต่อ ทำผิดจะโดนโทษทัณฑ์อย่างไรก็เป็นไปตามกระบวนการตัดสิน แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหามาให้สาธารณะได้รับรู้ หรือเผยแพร่ภาพออกไป อีกอย่างสังคมโลกไม่มีใครเขาทำกัน ไม่มีใครเอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวเลย”

อย่างไรก็ตาม ธวัชชัย มองว่า ตำรวจเองก็มีสิทธิจะถ่ายรูปผู้ต้องหา แต่การเผยแพร่ออกไปยังภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำคดี ก็ต้องทวงถามความรับผิดชอบส่วนบุคคลกันเอง รวมถึงสื่อมวลชนก็ต้องมีวิจารณญาณในการเผยแพร่ เช่น การเบลอภาพผู้ต้องหา

สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การนำเสนอข่าวคดีเปรี้ยวหั่นศพ สะท้อนความไม่ปกติในสังคม โดยสื่อหลักต้องแข่งกับสื่อออนไลน์ทำให้คนแย่งข่าวกัน สื่อหลักมองว่าถ้าไม่นำเสนอคนก็จะไปดูในออนไลน์จึงต้องช่วงชิงนำเสนอ ไปที่ไหนก็เจอข่าวนี้ทุกช่องทาง ไม่ว่า ไลน์ เฟซบุ๊ก ทีวี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ “เยอะเวอร์” ขณะที่ในส่วนของสังคม เข้าใจว่าช่วงนี้ของคนไทยไม่ค่อยมีความมั่นคงเพราะการเมืองมีความอึมครึม ใครวิจารณ์รัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้ ทุกอย่างจึงพุ่งเป้าไปที่ข่าวอาชญากรรม

สุภิญญา กล่าวว่า ประเด็นที่ตำรวจถ่ายรูปผู้ต้องหาและส่งให้สื่อมวลชนนั้น ไม่ควรทำเพราะพื้นที่อาชญากรรมควรเป็นเรื่องของรูปคดี แม้ว่าเขายอมรับผิด แต่มันก็ควรเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

“เข้าใจว่าตำรวจอาจจะอยากเล่นกับกระแสในสังคม แต่ถ้าเป็นมาตรฐาน ตำรวจต้องทำให้รัดกุมมิดชิดไม่ให้ภาพหลุดออกมา แต่บางกรณีปล่อยออกมาเพราะไม่ต้องเกรงใจอะไรจริงๆ ควรมีมาตรฐานเดียวคือเป็นเรื่องกระบวนการที่อยู่ภายในห้องขังและจะปล่อยให้สื่อทำข่าวได้คือช่วงทำแผนประกอบการสารภาพ หรือตอนขึ้นศาลเพื่อให้ได้ภาพเพื่อสาธารณะ”

ตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตคนดีมีคุณธรรม มีจริยธรรมได้ เพราะถ้าการศึกษาดี เขาก็จะไม่มีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม

“เปรี้ยวเกิดมาในยุคที่มีความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำของสังคม เขาจึงได้มีพฤติกรรมอย่างที่เกิดเหตุ แน่นอนเขาทำความผิดเขาต้องถูกลงโทษ แต่การที่บอกว่าเพราะความเหลื่อมล้ำเพราะความยากจนไม่ได้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ได้รับผิดตามกฎหมาย ต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน” ตวง กล่าว

 

“อย่าเริ่มจากสั่งสอน แต่ให้เหลาความคิด” แนะนำลูกดูข่าวฆ่าหั่นศพแบบได้บทเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497759

"อย่าเริ่มจากสั่งสอน แต่ให้เหลาความคิด" แนะนำลูกดูข่าวฆ่าหั่นศพแบบได้บทเรียน

โดย…วรรณโชค  ไชยสะอาด

ข่าวฆ่าหั่นศพและชื่อของผู้ต้องหาที่ก่อเหตุกำลังกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

สื่อกระแสหลักและรองนำเสนอข่าวของกลุ่มผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่องจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมพร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่ากำลังมอบพื้นที่ให้กับคนกลุ่มนี้มากเกินไปหรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวฆ่าหั่นศพที่ไหลบ่าในโซเชียลมีเดีย นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองถึงวิธีการที่ควรใช้กับลูกหลานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในแง่บวกจากข่าวในแง่ลบ

เหลาความคิด เพื่อพัฒนาสมอง

ในอดีตพ่อแม่อาจจะสั่งสอนลูกหลานด้วยการชี้นิ้วไปที่จอโทรทัศน์ หน้าหนังสือพิมพ์ แล้วบอกว่า “อย่าทำแบบนี้นะ” มันไม่ดี แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะหมดเวลาของวิธีนั้นแล้ว

นพ.สุริยเดว แนะนำว่า 3 คำถามง่ายๆ ที่ผู้ปกครองควรใช้กับลูกก็คือ ‘รู้สึกอย่างไร คิดอะไร และได้เรียนรู้อะไรบ้าง’ เพื่อเป็นการสอนและเหลาความคิดให้เด็กๆ เกิดการพัฒนา

“อย่าเริ่มจากการสั่งสอน ต้องเริ่มจากการฟังว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบ้างจากข่าว คิดอะไร เรียนรู้อะไร คำถามคือวิธีการสอน  ถ้าตัวคุณมัวแต่นั่งดูข่าว พอถึงเวลาก็บอกลูกว่า เห็นไหมมันทำอย่างงี้ มันไม่ดี โน่นนี่นั่น เลิกสักทีเถอะ วิธีการสอนแบบนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์ ลูกๆ คงนั่งนึกในใจว่า เเล้วพ่อแม่จะดูทำไมถ้ามันแย่ขนาดนั้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก บอกต่อว่า รูปแบบการอบรมสั่งสอนในอดีตใช้ไม่ได้กับเด็กสมัยใหม่ เพราะพวกเขาเริ่มสงสัยและเห็นว่า ผู้ใหญ่ไม่ได้ดีเด่นเลิศเลอ ปฏิบัติตนได้ดีอย่างที่พูด ที่สำคัญยังปรากฏภาพความผิดพลาดออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง

“กระบวนการใหม่คือการเหลาความคิดเขาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิชาชีวิต เขารู้สึกอย่างไร ถ้ามองคนผิดแล้วรู้สึกเฉยๆ เป็นไปได้ว่า ลูกคุณอาจอยู่ในภาวะมีปัญหาและส่งสัญญาณเตือนว่าที่ผ่านมาคุณสอนหรือให้อะไรกับลูกบ้าง ได้ส่งเสริมให้เขามีความรู้สึกสงสารชีวิต เคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์หรือไม่”

 

 

สื่อ อย่าทำตัวเป็นแรงเสริมลบของสังคม

การนำเสนอข่าวสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การนำเสนอโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมานั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

นพ.สุริยเดว บอกว่า สื่อมักชอบอ้างถึงความสนใจของประชาชน เป็นเหตุผลหลักในการนำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจดี แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ อย่าไปเกาะติดสถานการณ์จนตกเป็นเครื่องมือของคนผิด จนนำไปสู่การทำซ้ำ

“ระมัดระวังในการนำเสนอเรื่องที่ก่อให้เกิดกระแส คิดเสมอว่าสิ่งที่นำเสนอออกไปได้สอนหรือให้บทเรียนอะไรกับสังคม หรือเป็นเพียงแค่ของบริโภคโดยไม่ได้ประโยชน์เท่านั้น” คุณหมอบอกหนักแน่น “อย่ากลายเป็นเครื่องมือ ให้ใครตีราคาตัวเองจากลบเป็นบวก เเละไม่ควรเอาประชาชนมาเป็นข้ออ้างในการนำเสนอ”

เขา บอกว่า คณะบรรณาธิการของสื่อกระแสหลักทั้งหมดต้องประชุมกันอย่างจริงจัง ให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า สื่อจะไม่ทำตัวเป็นแรงเสริมลบหรือหนุนให้เกิดความเละทะของสังคมต่อไป พูดง่ายๆ ว่าต้องเป็นสื่อมืออาชีพ

คุ้มค่าที่จะทำเรื่องแย่ เพื่อแลกกับความดัง

สาเหตุที่คนส่วนหนึ่งเลือกหยิบเอาเรื่องฆาตกรรมหั่นศพไปพูดในลักษณะขำขันและดัดแปลงต่อยอดเป็นเรื่องราวสนุกสนานผ่านโลกออนไลน์นั้น

ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากช่วงเวลาที่ผ่านมาสื่อมักคอยสร้างกระแสให้กับคนพวกนี้ ไม่ว่าจะดี เลว เฟะฟะ ผิดศีลธรรมหรือไร้มนุษยธรรมอย่างไรก็สามารถแจ้งเกิดได้

“การไปหยิบฉวยคนพวกนี้มาเป็นกระแสหรือประเด็นคือการแรงเสริมลบทางสังคม เกิดการเรียนรู้ในหมู่ประชาชนกันเองว่า คนบางคน แจ้งเกิดได้ ทั้งๆ ที่เปลืองตัว แก้ผ้า เปลือยอก แต่มันดังและทำมาหากินได้เลย ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็น ได้เงินทอง บางทีคนเราก็ไม่สนใจเท่าไหร่ว่าจะผิดถูกยังไง วันนี้ฉันดังแล้วอ่ะ”

นพ.สุริยเดว ทิ้งท้ายว่า อาจถึงเวลาที่ภาครัฐต้องมีกฎกติกาควบคุมหรือส่งเสริมมารยาททางสังคมในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากกว่าปัจจุบัน

“พฤติกรรมไหนที่ต้องการดำรงอยู่ต้องให้ความสำคัญ พฤติกรรมไหนไม่ต้องการก็อย่าไปใส่ใจ  ส่วนพฤติกรรมไหนที่ก่อให้เกิดอันตราย รุกล้ำละเมิดคนอื่น ต้องใช้กลไลภาครัฐในการควบคุม เพื่อหยุดยั้งเชื้อโรคร้ายที่กำลังระบาด”

สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับดราม่าทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือ เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเพียงแค่ปล่อยผ่านหูผ่านตาไปเท่านั้น

“ขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้จนวันตาย” 42ปีละครลิง “ประกิตศิษย์พระกาฬ” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 19:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497677

"ขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้จนวันตาย" 42ปีละครลิง "ประกิตศิษย์พระกาฬ" ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ยุคสมัยหนึ่งไม่มีใครไม่รู้จัก “คณะละครลิง ประกิตศิษย์พระกาฬ” ที่มีดาราตัวเอกชื่อ ประกิต และฝูงเพื่อนลิงที่จะถูกจับแต่งแต้มใบหน้าสวมใส่ชุดสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ เดินสายเปิดวิกการแสดงตามงานวัดและงานรื่นเริงต่างๆทั่วประเทศ สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง

‘ประกิตศิษย์พระกาฬ’ เคยมีโอกาสสูงสุด ถวายการแสดงหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คณะฯ อนุรักษ์การแสดงนี้มาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะผ่านมรสุมมามากมาย

วันนี้ “วัชระ กันรอบรู้” อายุ 39 ปี เจ้าของคณะละครลิงระดับตำนาน ผู้สืบทอดมรดกศิลปะการแสดงนี้มาจาก ปัญญา กันรอบรู้ ผู้เป็นทั้งพ่อและคนก่อตั้งคณะ จะมาเปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแสดงพื้นฐานที่ดำรงอยู่มา 42 ปี ให้เลือนหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของคนไทย…

วันเก่าๆยุครุ่งเรืองของประกิตศิษย์พระกาฬ

วัชระ เล่าว่า จุดกำเนิดของละครลิงคณะประกิตศิษย์พระกาฬ เริ่มก่อตั้งในปี 2518 ก่อนหน้านั้นคุณพ่อปัญญาเคยเป็นอดีตเด็กหนึ่งในสามคณะละครลิง ชื่อดังของประเทศอย่าง คณะเริงลมสยามปากน้ำโพธิ์ นอกเหนือจาก คณะดำรงค์ศิลป์วานร และคณะลิงไทยมั่นคง ที่ตอนนั้นทั้งสามคณะนี้โด่งดังมาก แต่สุดท้ายทั้งหมดเลิกทำการแสดงไป หลังจากไม่มีทายาทสืบสานต่อ ด้วยความที่พ่อรักในศิลปะการแสดงแขนงนี้จึงตัดสินใจเดินหน้าด้วยตัวเอง โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้เข้ากับยุคสมัย เล่นแนวสากลมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่การแสดงละครลิงจะเล่นแต่ละครจักรๆวงศ์ๆ อาทิ จันทโครพ สิงหไกรภพ แก้วหน้าม้า ไกรทอง พร้อมกับมีเสียงดนตรีของตะโพน กลอง ปีพาทย์ คอยประกอบจังหวะทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน

คณะประกิตศิษย์พระกาฬเริ่มเมื่อปี 38 ทำการแสดงมาเรื่อย แต่จุดที่ทำให้คณะโด่งดังเป็นที่รู้จักมาจากลิงตัวหนึ่งที่รับบทเป็นนักเลงชื่อ ‘ประกิต’ ซึ่งมีลักษณะการแสดงที่ทำให้ผู้ชมชื่นชอบและพร้อมส่งเสียงหัวเราะ จนเป็นจุดที่ทำให้คนรู้จักคณะประกิตตั้งแต่นั้นมา

“ตอนนั้นดังมากชนิดที่ว่าพ่อชื่อปัญญา แต่คนก็เรียกพ่อว่าประกิต ซึ่งเป็นชื่อลิง ดังจนคนเอาชื่อลิงไปเป็นชื่อคน จนเรียกติดหูมาถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นงานเยอะมาก เหนื่อยแต่ก็ยอมเพราะคิดว่ามีงานดีกว่าไม่มีใครจ้าง”

วัชระ เล่าว่าปีทองของคณะประกิตอยู่ระหว่างปี 2520-2540 พากันเดินสายเล่นตามงานวัด งานต่างๆ เกือบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตั้งแต่ลอยกระทงถึงช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงทอง เคยเล่นมากสุดวันเดียว 6-7 ที่ ทำการแสดงไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

ปัจจุบันลิงชื่อประกิตนั้นเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงรุ่นลูกและหลานตามสายเลือดของมันเท่านั้น

“ตอนนี้ลูกประกิตเหลือ 4 ตัวไม่ได้ทำการแสดง เป็นพ่อพันธุ์อย่างเดียว ที่ทำการแสดงอยู่เป็นหลานประกิตทั้งหมด แต่ยังคงความสามารถของประกิตไว้คือ วิชาเพลงดาบอยู่ ส่วนวิชาการแสดงอื่นอยู่ที่การฝึกฝนและความชอบของลิงแต่ละตัว” เจ้าของละครลิงระดับตำนานบอก

วัชระ กับเจ้าลิงในคณะ

ยุคสมัยพัฒนา จุดตกต่ำละครลิง

ความเปลี่ยนแปลงของละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ วัชระเล่าว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2540 หลังภาวะเศษฐกิจฟองสบู่แตก ประกอบยุคสมัยเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทำให้ยอดงานแสดงทยอยลดลงไปมาก คนรุ่นใหม่ไม่คอยรู้จักศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอดีตของไทย หันไปสนใจวิดีโอเกม สื่อออนไลน์มากกว่า ทำให้การแสดงในอดีตบางชนิดได้สูญหายไป

“หลังปี 40 เมื่องานน้อย โลกพัฒนา บางช่วงไม่มีงาน ชาวคณะแย่มาก ต้องช่วยกันทำขนมขายเพื่อหาค่ากับข้าวเลี้ยงคนกับลิง บางครั้งต้องไปหยิบยืมเงินมาใช้ก่อน เมื่อมีงานแสดงค่อยนำเงินไปคืน ถึงขั้นหนักสุดต้องเก็บผักตบชวา ผักบุ้ง หอยขมในแม่น้ำมาต้ม หรือปลากระป๋องเดียวละลายน้ำกินทั้งบ้าน หรือไปขอข้าววัดมากินยังชีพทั้งคนละลิงก็เคยมาแล้ว”

วัชระ เล่าว่า สาเหตุที่ไม่ทิ้งลิงเพราะคนในคณะกับลิงมีความผูกพันกันมาก คนได้กินอะไรลิงต้องได้กินด้วย บางครั้งกินทุเรียนลิงก็ได้กินเช่นกัน เพราะคิดว่าลิงเสมือนคนในครอบครัว หากไม่มีลิงก็ไม่มีงาน ส่งเสริมครอบครัวให้อยู่มาได้ถึงวันนี้

ผู้สืบทอดละครลิงคณะประกิตรุ่น 2 ยอมรับว่า หลังเข้ามาดูแลต่อจากคุณพ่อเมื่อปี 2546 ถึงวันนี้กว่า 15 ปีแล้วพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้ทันยุคสมัยมากขึ้น ลดเรื่องความรุนแรง เน้นโชว์ความสามารถของลิงที่แต่ละตัวความสามารถไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามยังคงรูปแบบการแสดงที่เน้นความน่ารักไว้

ทั้งนี้พี่น้องในครอบครัวของวัชระ บางส่วนได้ขยายคณะออกไปทำการแสดงที่อื่น จากเมื่อก่อนรวมกันอยู่ที่เดียวใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ปัจจุบันแยกการแสดงออกไปถึง 5 ทีม คือ 1.ปางช้างเผือกดำเนินสะดวก. อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี 2.ตลาดน้ำสี่ภาค เทศบาลเมืองพัทยา จ ชลบุรี 3.บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 4.ห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า และ 5.เดินสายแสดงทั่วประเทศ ทั้งหมดสร้างรายได้ในระดับที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตคนและลิงไปได้แม้จะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าอดีต

“วันนี้ยังไม่ถึงยุคอวสานละครลิง แต่ไม่รู้อีก 10-20 ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่สามารถตอบได้ ตอนนี้จะพยายามอนุรักษ์รักษาการแสดงประเภทนี้ไว้ให้ดีที่สุด”

 

สร้างยุค 3 ละครลิงคณะประกิตฯ

ปัจจุบัน วัชระ กำลังถ่ายทอดวิชาความรู้การฝึกลิงให้กับลูก หลาน คนในครอบครัวรุ่นที่ 3 เพื่ออนุรักษ์และสานต่อศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านนี้ไว้ให้คงอยู่ แต่ก็อาจต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้เข้ากับยุคสมัยบ้าง

“รุ่นผมอาจเลยกระแสไปแล้ว ตอนนี้ยุค 2560 ความคิดบางอย่างเป็นของเก่า ต้องให้คนรุ่นใหม่มาเล่าของใหม่ๆ เพื่อทันกับความคิดของคนยุคนี้ แต่อยู่ที่ว่าคนรุ่นใหม่จะได้สืบทอดแล้วนำไปดัดแปลงพัฒนาสร้างสรรค์อย่างไรให้ละครลิงอยู่ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่ล้าหลังก็อาจจะอยู่ไม่ได้”

วัชระ ฝากถึงแฟนคลับว่า วันนี้คณะละครลิงประกิตยังทำการแสดงและรับงาน พร้อมสร้างเสียงหัวเราะความสุขให้แก่ผู้ชมตามเดิม แม้ก่อนหน้านี้อาจเงียบหายไปบ้างจนบางคนเข้าใจว่าเลิกไปแล้ว ที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยหยุดนิ่ง กำลังฝึกลิงรุ่นใหม่และพยายามคิดค้นรูปแบบการแสดงใหม่ๆ ออกมาเสมอ อยากขอให้แฟนคลับหรือผู้ที่เคยรู้จักคณะละครลิงประกิตติดตามชมดูอีกครั้งให้หายคิดถึง

เจ้าของคณะละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ ทิ้งท้ายว่า วินาทีนี้เหตุผลที่ยังคงทำคณะลิงต่อไป เพราะมีต้นแบบจากพ่อ (ปัญญา) ที่มีพลังกายพลังใจเต็มที่ในการแสดงและต่อสู้กับยุคสมัย ตนจึงขอสืบทอดมรดกชิ้นนี้ไปจนกว่าจะตาย

*********************

ผู้สนใจสามารถติดต่อคณะละครลิงประกิตศิษย์พระกาฬ ได้ที่

-เฟซบุ๊ก ละครลิงประกิตโชว์ https://www.facebook.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C-402773616527579/

-โทรศัพท์ 089 228 5774

-id line : prakitshow

-อีเมล prakitshow@gmail.com

ลูกชายวัชระ ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 กำลังเรียนรู้การแสดงกับเจ้าลิง

เตรียมตัวก่อนเริ่มแสดง

 

 

กทม.กับปัจจัยเสี่ยงอนาคต แผ่นดินกัดเซาะ-น้ำทะเลหนุนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497334

กทม.กับปัจจัยเสี่ยงอนาคต แผ่นดินกัดเซาะ-น้ำทะเลหนุนสูง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เคยปรานีใครในมวลมนุษยชาติ เมื่อสถาบันระดับโลกอย่างสถาบันเวิลด์วอตช์ ออกมาเตือนว่า 160 ประเทศ จะจมอยู่ใต้บาดาลในปี 2563 ที่สำคัญรวมเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ติดโผด้วย หลังได้ทำการวิจัยสภาพแวดล้อมโลก พบว่าเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกอย่างน้อย 30 เมือง กำลังเผชิญกับอันตรายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพิบัติภัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และสาเหตุจากแผ่นดินทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับเพิ่มขึ้น

งานวิจัยขององค์กรดังกล่าวสร้างความสับสนให้กับคนเมืองกรุงไม่น้อย เรื่องนี้ ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา สำนักวิทยาศาสตร์ ไขข้อข้องใจถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำ ว่า โอกาสที่กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้บาดาลภายในปี 2563 นั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็จมอยู่แล้วในลักษณะน้ำท่วมแบบถาวรและค่อยๆ เป็นไปซึ่งไม่ใช่น้ำท่วมเหมือนเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554

“ห้วงระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวไทยตอนบน เช่น เขตบางขุนเทียนพื้นที่ชายฝั่งหายไปแล้วประมาณ 1 กิโลเมตร (กม.) แล้วไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ยังเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดปริมณฑลอย่าง สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีพื้นที่หายไปร่วมกันนับหมื่นไร่จากห้วงระยะเวลาดังกล่าว”

ธนวัฒน์ กล่าวว่า แนวทางการศึกษาพบว่า หากเราไม่ดำเนินการป้องกันอะไรเลยในระยะเวลา 20 ปี  พื้นที่ชายฝั่งจะถูกกัดเซาะกว่า 6.3 หมื่นไร่ ระยะทางประมาณ 1.3 กม. ถัดมาระยะเวลา 50 ปี พื้นที่จะถูกกัดเซาะเข้ามาอีกประมาณ 1.5 แสนไร่ ระยะทางกว่า 2.3 กม. และระยะเวลา 100 ปี พื้นที่จะถูกกัดเซาะอีกกว่า 2.4 แสนไร่ ระยะทางประมาณ 6 กม. อย่างไรก็ตามระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ และอีก 5 จังหวัดใกล้เคียงจมไปแล้วประมาณ 1 กม.

สำหรับสิ่งที่เวิลด์วอตช์ทำวิจัยออกมาพร้อมระบุกรุงเทพฯ ติดเมืองชายฝั่งที่เสี่ยงจมน้ำในปี 2563 นั้นในความเป็นจริงคือเป็นข้อมูลเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ฉะนั้นจากการศึกษาวิจัยต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เกี่ยวกับเรื่องธรณีวิทยา ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา แต่ถ้าในอนาคตเรายังไม่ทำอะไรเลยอีก 20 ปีแผ่นดินจะถูกกัดเซาะไปอีก 1.3 กม. เฉลี่ย 6.3 หมื่นไร่ ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ จะหายไปเรื่อยๆ

“กรุงเทพฯ กำลังมีปัญหาเรื่องระบบการระบาย ฝนตกนิดหน่อยก็น้ำท่วม ผลที่ตามมาเราระบายน้ำไม่ได้เนื่องจากคลองเราไปทำผนังกั้นน้ำท่วม พอสูงขึ้นก็ตกตะกอนทำให้เกิดการตื้นเขินจึงระบายน้ำลงสู่คลองได้ไม่สะดวก สังเกตจากปัจจุบันเห็นว่าช่วงฝนตกน้ำระบายลงคลองยากมาก น้ำเอ่อล้นท่วมไปหมดกลายเป็นน้ำรอระบาย ซึ่งผมว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงและหนักมาก เราต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน”

ชวลิต จันทรรัตน์ นักวิชาการทางด้านน้ำภายในประเทศไทย หรือ ทีม กรุ๊ป ฉายภาพว่า การวิจัยขององค์กรดังกล่าวถือว่าเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่ค่าการคำนวณดูรุนแรงเกินไป หากใช้งานวิจัยที่มีค่าสูงเกินความเป็นจริงอ้างอิงอาจทำให้ค่าที่ออกมาเกินความเป็นจริง และข้อมูลที่ออกเตือนก็เป็นข้อมูลเก่าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่ยอมรับว่าประเทศไทยอยู่ในรายชื่อของประเทศลุ่มต่ำเวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นจะเอ่อท่วมขึ้นมา

“กรณีที่ว่ากรุงเทพฯ จะจมในปี 2563 ไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่จะเกิดขึ้นในอีกกว่า 80 ปีข้างหน้าน้ำทะเลที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำอ่าวไทยจะมีระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระดับ 60 เซนติเมตร (ซม.) ซึ่งเป็นค่าที่ยูเอ็นฯ ให้การยอมรับ และจากการติดตามค้นคว้าวิจัยมาตลอด ในทุกประเทศต่างหามาตรการบรรเทาสถานการณ์เหล่านี้เพื่อรุ่นลูกหลานเราในอนาคต”

ชวลิต กล่าวว่า การสูบน้ำบาดาล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินทรุดลงไปเช่นกัน ทุกวันนี้ในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำอย่าง กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียงไม่มีการอนุญาตให้สูบน้ำบาดาลแล้ว ถ้าใครสูบน้ำจะคิดค่าธรรมเนียมแพงมาก ซึ่งได้มีตรวจสอบวัดดูพบว่าน้ำบาดาลเพิ่มขึ้นจำนวนมากและการทรุดตัวน้อยลงแล้ว เพราะฉะนั้นการตั้งสมมติฐานกรุงเทพฯ ทรุดลง 10 ซม./ปี มันคือเหตุการณ์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ปัจจุบันไม่มีการทรุดตัวเพียง 1-2 ซม. เท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องดีเตือนใจว่าอย่าทำให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1 องศา

ชวลิต กล่าวทิ้งท้ายว่า อนาคตระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 60 ซม. ดังนั้นการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาอาจไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ คันป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงพระนครศรีอยุธยา จะต้องสูงขึ้นลดหลั่นกันออกไป

 

“เล่นมือถือ-เมารถ-กลิ่นแก๊สรั่ว”ไขคำตอบอาการมโนถูก”มอมยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/497141

"เล่นมือถือ-เมารถ-กลิ่นแก๊สรั่ว"ไขคำตอบอาการมโนถูก"มอมยา"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ข่าวหญิงสาวอ้างว่าถูกวางยาจนสลบไสลไม่ได้สติบนรถโดยสารสาธารณะ ปรากฎเป็นข่าวให้เห็นบ่อยครั้งในเมืองไทย

ล่าสุด สาวสวย รายหนึ่ง เล่าเรื่องราวผ่านสังคมออนไลน์ว่า เห็นคนขับแท็กซี่หยิบขวดน้ำสีเหลืองมาสูดดม
ส่งผลให้เธอรู้สึกมึนศีรษะ ตาเบลอเเละรู้สึกชาตามร่างกาย สุดท้ายเห็นว่าอาการตัวเองไม่ดี เลยพยายามหาทางลงจากรถโดยสั่งให้คนขับจอด
ก่อนจะเดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในเวลาต่อมา โชเฟอร์หนุ่มออกมาเปิดเผยว่า ขวดน้ำสีเหลืองเป็นเพียงน้ำมันหอมระเหยเท่านั้น และไม่มีเจตนาคิดร้ายแต่ผู้โดยสารแม้แต่นิดเดียว

เหตุดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่ว่า สรุปแล้วที่สาวๆ พากันอ้างว่า โดนคนร้ายมอมยา วางยาสลบผ่านช่องแอร์นั้นมีจริงไหมหรือเป็นแค่เพียงเรื่องที่มโนไปเอง

มอม โปะ ป้าย ไม่มีจริง

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า การมอมหรือป้ายยานั้นไม่มีจริง การใช้ยาเพื่อให้คนสลบมีเพียงแค่วิธีรับประทานและฉีดเข้าร่างกายเท่านั้น โดยการกระทำที่พบบ่อยคือ นำยาเม็ดไปบดแล้วละลายน้ำ ผสมอาหาร หรือนำไปป้ายไว้ที่บริเวณหัวนม เมื่อเหยื่อใช้ลิ้นสัมผัสเข้าไปก็จะเกิดอาการสลึมสลือและสลบในที่สุด ส่วนวิธีอื่นๆ เป็นเพียงเรื่องที่ร่ำลือกันเท่านั้น

“ยาสลบจะออกฤทธิ์ได้ ตัวยาต้องเข้าไปในร่างกายและส่งผ่านสู่สมอง การรับประทานจะส่งผ่านระบบย่อยอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดและส่งต่อไปยังสมอง ส่วนการฉีดเป็นวิธีนำเข้ากระแสเลือดโดยตรง”

อ.เจษฎา ขยายความต่อว่า หากร่างกายจะสลบเพราะการดม ต้องได้รับสารเคมีปริมาณมาก ที่เห็นในภาพยนตร์ใส่ในผ้าเช็ดหน้าและนำมาโปะเป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น โลกแห่งความจริงสารตระกูลคลอโรฟอร์มและอีเทอร์ที่เป็นยาสลบ ต้องใช้ระยะเวลาออกฤทธิ์ค่อนข้างนานประมาณ 5-10 นาที และต้องใช้ปริมาณมาก ที่สำคัญหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงภายในรถคงต้องมีการต่อสู้ขัดขืนกันบ้าง

“ดมแล้วสลบทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพอากาศภายในห้องโดยสารมีการหมุนเวียนไปทั่วทั้งคัน และด้วยสถานปิดไม่ถ่ายเทหากมีการวางยาสลบในแท็กซี่จริง คนขับก็ต้องสลบกับผู้โดยสารด้วย เว้นแต่คนขับจะใส่หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ”

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้โดยสารเกิดอาการมึนเมาและสะลึมสะลือนั้น อ.วิทยาศาสตร์ ไขข้อข้องใจว่า ผู้โดยสารเมารถโดยไม่รู้ตัว โชเฟอร์ขับรถโคลงเคลง ผู้โดยสารเล่นโทรศัพท์และจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่อาการเมารถได้ นอกเหนือจากนั้น ภายในรถอาจมีแก๊สรั่วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์จนกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งไม่มีกลิ่น ส่งให้คนที่ไม่เคยสูดดมเป็นประจำเกิดอาการอ่อนเพลีย มึนหัว

ทางแก้คือ นั่งพักสูดดมอากาศที่สดชื่นจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ส่วนที่คนขับไม่รู้สึกเนื่องจากสูดดมทุกวันจนเกิดความเคยชิน”

การวางยาสลบในรถแท็กซี่ไม่เป็นเรื่องจริง เช่นเดียวกับป้ายยาที่กระทบกับผิวหนังด้านนอกเท่านั้น ผิวหนังมนุษย์หนาและมีชั้นไขมัน การซึมผ่านไปถึงเส้นเลือดใหญ่จนเข้าสู่หัวใจเป็นเรื่องยากมาก หากทำจริงต้องใช้เวลานาน แต่มีโอกาสเป็นไปได้หากเลือกใช้ยาบางชนิดที่สัตวแพทย์ใช้กับช้าง ซึ่งมีความรุนแรงมากและคนป้ายอาจได้รับผลกระทบด้วย

ขณะที่อาการคล้อยตามมิจฉาชีพที่คนรู้สึกนั้น ไม่ได้เกิดจากยาป้าย แต่เกิดจากการถูกล่อลวงด้วยคำพูด ที่พยายามทำให้เหยื่อเกิดความสับสน

“มิจฉาชีพวกนี้ชอบสัมผัสร่างกายจนเหยื่อคิดว่าโดนป้ายยา จริงๆ ไม่ใช่ เป็นหลักจิตวิทยา การสัมผัสเป็นการสร้างความคุ้นเคย เมื่อผู้โดยสารถูกหลอก พอไปปรึกษาครอบครัวหรือตำรวจ บางคนกลัวว่า ถ้ายอมรับว่าถูกหลอกจะเสียชื่อ เลยอ้างว่าถูกป้ายยา ส่วนอาการที่บอกว่าเวียนหัว หายใจไม่ออก วิงเวียน เอาเข้าจริงถ้าไม่ถูกมอมด้วยการให้กินยา ที่เหลือเป็นอุปทานรู้สึกไปเองหรือถูกกระทำจนมีอาการอย่างที่ว่า”

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

กิน-ฉีด วีธีเดียวทำให้สลบ

ศ.นพ.วิชัย อิทธิชัยกุลฑล ประธานราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ แห่งประเทศไทย  ยืนยันเช่นเดียวกันว่า การมอมหรือป้ายยาสลบทางการแพทย์ไม่มีจริง เพราะการทำให้สลบต้องทำให้ตัวยาส่งไปถึงสมองและการป้ายยามีโอกาสน้อยมาก หากมีจริงวงการแพทย์ก็ต้องการนำมาใช้

“ยาป้ายกว่าจะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังเป็นเรื่องยาก ผิวหนังคนเราเป็นตัวป้องกันที่ดีมาก มีเพียงยาชาที่ใช้ป้ายบริเวณผิวหนังก่อนใช้เข็มแทง หรือใช้สารทาผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดเท่านั้นที่อาจเป็นไปได้ แต่จะทำให้สลบหรือหลับยังไม่มี”

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีแพทย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์มิจฉาชีพที่ปรากฎเป็นข่าว หลอกให้รับประทานอาหารหรือน้ำดื่มจนมีอาการง่วง มักใช้สารประเภทยานอนหลับโดมิคุมหรือมิดาโซแลม แต่ใช้เวลาออกฤทธิ์พอสมควรราว 5-10 นาทีขึ้นไป นั่นหมายความว่า การป้ายยาเพื่อหวังผลให้สลบนั้นเป็นเรื่องยากมาก

“ตามหลักการแพทย์หากเกิดในรถซึ่งเป็นสถานที่ปิดก็เชื่อว่าคนขับหรือผู้ที่อยู่ภายในรถทุกคนต้องสลบไปด้วย เป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งจะสลบและอีกคนไม่เป็นไร”

ศ.นพ.วิชัย บอกว่า ผู้ชอบอ้างว่ามีอาการมึน วิงเวียนศรีษะ เท่าที่เคยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในแต่ละคดีทราบว่าคนไข้บางส่วนมีอาการผิดปกติทางสติและบางคนก่อนที่อ้างว่าถูกป้ายยามักจะรับประทานอาหารที่อาจมีผลมาก่อน  ขอยืนยันที่บอกว่าถูกป้ายยา จับซองบุหรี่หรือนามบัตร จนทำให้มีอาการง่วงนอนหรือสลบนั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นทางแก้ดีที่สุดควรสูดอากาศบริสุทธิ์หรือเดินออกจากพื้นที่บริเวณนั้น

 

 

หยุดขยายข่าว-หาความจริง หนทางยุติความเชื่อผิดๆ

อ.เจษฎา กล่าวว่า ทางยุติความเชื่อเหล่านี้ ต้องแก้ที่สื่อเพราะเป็นตัวช่วยประโคมให้เกิดสีสัน โดยใช้ความน่ากลัวและความเร็วในการแข่งขัน หากไม่ประโคมข่าวและช่วยกันตรวจสอบ ชี้แจงเนื้อหาข้อเท็จจริงในหลากหลายแง่มุม เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลดลง ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการเวียนหัว เมารถ เมาแดด วิธีบรรเทาอาการที่ดีที่สุด คือ สูดอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้ร่างกายสดชื่นหรือขอลงจากรถเพื่อนั่งพัก สิ่งสำคัญคืออย่าดื่มหรือรับประทานอาหารจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด ขณะเดียวกันควรหมั่นไปตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เนื่องจากบางรายมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่รู้ตัว

อ.เจษฎา เห็นว่า เรื่องนี้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมเชื่อถือและคล้อยตามกันง่าย ไม่มีการตรวจสอบ ค้นหาความจริง ในทางกลับการไปถ่ายรูปรถหรือป้ายทะเบียนแท็กซี่แล้วนำไปโพสต์ต่อว่า โดนมอมยา เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เป็นการกล่าวหาปรักปรำโดยไร้หลักฐาน อยากให้ทุกคนปรับเปลี่ยนความคิดกันใหม่ ควรหาความจริงก่อนเสมอ

สรุปวินาทีนี้การมอมยาสลบโดยสูดดมและป้ายผ่านผิวหนังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ยิ่งบนรถแท็กซี่ด้วยแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย….มิจฉาชีพอาจไม่ใช่แท็กซี่แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดของตัวคุณเอง

 

ต้องกู้สถานการณ์ด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/847462

ชั่วโมงสั้นๆที่ทำให้คนไทยรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว

ในการส่งแรงใจลุ้นและเชียร์ “น้องน้ำตาล” ชลิตา ส่วนเสน่ห์ สาวงามจากประเทศไทย บนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงสายของวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

แม้จะพลาดหวังคว้าตำแหน่งผู้หญิงสวยสุดในจักรวาลปีนี้ไป แต่น้อง “น้ำตาล” ก็สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งชาติ

โดยเฉพาะช็อตสำคัญการตอบคำถามในรอบ 6 คนสุดท้าย ที่พิธีกรถามว่า ผู้นำโลกคนไหนในอดีตหรือปัจจุบันที่คุณชื่นชอบหรือเคารพ เพราะอะไร ซึ่งสาวงามตัวแทนจากประเทศไทยตอบมาจากส่วนลึกของใจ โดยไม่ต้องคิดนานเลยว่า

“คนนั้นก็คือ ในหลวงของดิฉันค่ะ ตั้งแต่ดิฉันเกิดมาก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักมาตลอด ทรงไม่เคยบ่นแม้แต่น้อย และพระองค์ท่านก็เปรียบเสมือนพ่อของทุกคนในประเทศไทยค่ะ”

ได้ใจคนไทยทั้งประเทศ ได้รับรู้กันไปทั่วโลก

นับเป็นความสวยงาม เกียรติภูมิของไทยที่ผู้หญิงตัวเล็กๆทำให้ปรากฏในเวทีสำคัญ

ในบรรยากาศหักมุมกันเลยกับสถานการณ์ที่ต้องรีบกู้เครดิตประเทศไทยจากภาพ “แลนด์ ออฟ คอร์รัปชัน”

เชื้อชั่ว “โกง” ลามลึกจนเข้าขั้นโคม่า

ตามอาการแบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นคณะกรรมการชุดย่อย “มินิคาบิเนต” ของคณะกรรมการบริหาราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

เพื่อหารือเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

ภายหลังจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้คะแนนไทยตกรูดไปอยู่ในอันดับที่ 101 จากเดิมอันดับที่ 76

ในจังหวะกระแส “สินบนข้ามชาติ” ประจานซ้ำ

โดยการแฉจากหน่วยงานปราบทุจริตในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยข้อมูลฉาวๆในการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ที่โยงกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และเอี่ยวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อเนื่องถึงการจัดซื้อสายเคเบิลไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง

ล้วนแต่รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ระบบธรรมาภิบาลพังไม่เหลือ

และตามกระแสไหลลามไม่หยุด ล่าสุดปมสินบนข้ามชาติถูกเปิดโปงไปถึงโครงการจัดซื้อกล้องซีซีทีวีในรัฐสภาของไทย

เจาะถึงจุดศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติเลย

โดยรูปการณ์ “คอร์รัปชัน” กระทบเครดิตประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ สั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจของประเทศที่วันนี้ก็แทบไม่มีปัจจัยบวกเหลืออยู่แล้ว

แนวโน้มแบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ พยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์อันดับความโปร่งใสของไทยที่ร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 101 เป็นเพราะบางอันดับเป็นตัวเลขที่เกาะกลุ่มกัน

แต่คะแนนดิบจริงๆของไทยลดไปแค่ 3 แต้มเท่านั้น

มันก็เป็นอะไรที่น่าเห็นใจ เพราะไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่านี้

นายสมคิดต้องฝืนมองโลกในแง่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คอร์รัปชันมันสะเทือน ไม่อย่างนั้น “นายกฯลุงตู่” คงไม่ต้องเรียกประชุมด่วนมินิคาบิเนตกู้สถานการณ์

นั่นก็เพราะมันจะพาลฉุดงานด้านอื่นไปหมด

ตามจังหวะ “ขนมผสมน้ำยา” แม้ประเด็นสินบนข้ามชาติจะเป็นเรื่องเก่าค้างปี คาบโยงรัฐบาลในอดีตมาหลายยุคหลายสมัย แต่มันมาโยงพอดีกับบรรยากาศห้วงอำนาจพิเศษที่องค์กรระดับโลกตั้งแง่การตรวจสอบที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างที่เห็นการปิดกั้นฝ่ายต่อต้านการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา

อันดับคอร์รัปชันในประเทศไทยเลยตกฮวบฮาบ

แม้ผู้นำรัฐบาล คสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ที่ “หัวไม่ส่าย” พร้อมประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการปฏิรูป แถมยังยึดเอาตามคำทำนายโหรว่า เป็นศักราชแห่งการโชว์ความโปร่งใส

แต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอทำให้องค์กรตรวจโกงโลกเชื่อใจ.

ทีมข่าวการเมือง

 

สินบนโรลส์รอยซ์ด่านทดสอบองค์กรปราบโกง : ปูทางขุดรากคอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/846152

องค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชันเด้งรับตรวจสอบสินบน “โรลส์รอยซ์” กันเป็นทิวแถว แต่จะสามารถเอกซเรย์ขุดรากถอนโคนจับคนโกงเงินแผ่นดินได้ถึงระดับไหน

“ทีมข่าวการเมือง” ขอโฟกัสไปที่สององค์กรตรวจสอบหลัก เริ่มจาก นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอำนาจตรวจสอบหลักฐานการใช้จ่ายเงินการจัดซื้อจัดจ้าง จะช่วยแบ่งเบาภาระการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อว่าขั้นตอนใดผิดระเบียบหรือไม่

ขณะนี้องค์กรอิสระต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่สอดรับซึ่งกันและกัน ไม่ซ้ำซ้อน แต่เป็นการซ้ำเสริม ถ้าทั้งสองฝ่ายได้ข้อมูล สตง.ก็รวบรวมข้อมูลตามที่เรามีประสบการณ์ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

และถ้า ป.ป.ช.ได้รายชื่อผู้รับสินบนมาแล้ว ต้องการหลักฐานรายละเอียดให้เราช่วยสอบ หรือ ป.ป.ช.จะตรวจสอบเองก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายทุกอย่างจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรืออาจจะเข้าศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ถือเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล

เห็นได้จากการใช้มาตรา 44 สั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงกลัว เพราะ ทำงานรวดเร็ว ตรงไปตรงมา หลักฐานไปถึงไหนก็ไปถึงนั้น ไม่ประจบใครหรือเอาใจใคร ทราบว่าจะมีการเรียกประชุมในเร็วๆนี้ เพื่อหารือถึงปัญหานี้ เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

นับจากนี้ไป สตง.จะต้องขยันปราบปรามการคอร์รัปชัน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณเอาจริงกับปัญหานี้ เพื่อสร้างธรรมาภิบาลการบริหารบ้านเมืองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ทันทีที่เป็นข่าวบริษัทโรลส์รอยซ์จ่ายสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์และเครื่องจักรแก่เจ้าหน้าที่รัฐในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สตง.ก็รีบเข้าไปตรวจสอบ ปมนี้ถึงจะตรวจสอบตามปกติก็ไม่ปรากฏร่องรอย เพราะเป็นการรับสินบนในที่ลับ

เมื่อมีเบาะแสแพลมออกมา เรามีหน้าที่ค้นหาความจริงให้มากที่สุด โดยไม่ยึดติดอายุความ อย่างน้อยถ้าไม่สามารถดำเนินการคดีอาญา แพ่ง หรือเอาผิดทางวินัยได้ สตง.จะเปิดเผยรายชื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าใครรับสินบน

ที่ผ่านมาได้ย้ำมาตลอดว่า รายชื่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดซื้อ ทั้งในส่วนของการบินไทยและ ปตท.อยู่ในกำมือแล้ว แล้วนำมาสังเคราะห์ว่าใครอยู่ในเส้นทางการจัดซื้อบ้าง มีตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ที่เสนอเรื่องจัดซื้อผ่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)

แต่ขบวนการ “เชียร์ ชม ชิม” โดยเชียร์ ชมว่าเครื่องยนต์ยี่ห้อไหนดี จะฟันธงคนนี้รับสินบนยังไม่ได้ จะต้องนำไปประกอบกับหลักฐานจากคนให้สินบนหรือคนที่ไปสอบคนให้สินบน เพื่อยืนยันว่าใครเป็นคนชิมสินบน เพราะเขาอาจจะไม่ได้เรียก แต่มีคนมาเสนอให้ เพราะมีอำนาจหน้าที่

กรณีนี้จะสามารถคลี่คลายความซับซ้อนถึงคนรับสินบนได้อย่างไร นายพิศิษฐ์ บอกว่า แต่ละองค์กรที่ถูกระบุถึงมีเอกสารหลักฐานเป็นบันทึกการประชุม โดยเฉพาะของการบินไทยที่ทำบันทึกค่อนข้างละเอียดว่า ใครนำเสนออย่างไร ใครทะเลาะกับใคร จุดนี้จะชี้ให้เห็นร่องรอยว่าใครทำผิดบ้าง

หากเชื่อมโยงถึงคนนอกเราก็มีร่องรอยให้ค้นหาต่อ เชื่อมั่นสิ่งที่เราทำจะไม่สูญเปล่า สุดท้ายจะส่งอัยการเพื่อดำเนินการยืนฟ้องต่อศาลได้

แต่จะสามารถสาวถึงนักการเมืองได้แค่ไหน นายพิศิษฐ์ บอกว่า อย่าเพิ่งไปพูดให้คนรับสินบนดีใจ ควรปล่อยให้คนรับสินบนร้อนๆหนาวๆไปก่อน เพราะกลัวถูกประจาน แม้จะไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้

แต่ไม่หลุดพ้นโทษทางสังคมที่จะจดจำชื่อคนทำผิดได้

ขณะที่ ป.ป.ช.ถูกสังคมจับตาเป็นพิเศษว่า จะหาหลักฐานเด็ดมัดตัวคนรับสินบนโรลส์รอยซ์ได้ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่า ทันทีเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนและรวบรวมข้อมูลสินบนโรลส์รอยซ์

พร้อมรายงานข้อเท็จจริงไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ข้อมูลที่ขอจากการบินไทยและ ปตท.ถึงการจัดซื้อในช่วงนั้น ตอนนี้การบินไทยและ ปตท.ต่างตั้งคณะกรรมการสอบข้อ เท็จจริง

และหลังจากคณะทำงานฯประชุมทางไกลผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ เพื่อประสานข้อมูลกับสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) ทางอังกฤษยินดีให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูล เพราะต่างฝ่ายต่างมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว

แต่เอสเอฟโอขอให้ ป.ป.ช.ทำหนังสือยืนยันมาอย่างเป็นทางการ ว่า เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบคดีนี้ และขอความร่วมมือมาทางการไทยให้ระวังการให้ข่าว เพราะคดีดังกล่าว อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอังกฤษ อาจจะมีผลต่อรูปคดี

ส่วนที่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาที่ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ ก็ตอบกลับมาว่ายินดีให้ความร่วมมือ แต่กรอบความร่วมมือจะต้องประสานพูดคุยกันอีกครั้งว่า เราต้องการอะไร และเขาจะให้ได้มากน้อยเพียงใด

ขั้นตอนจากนี้ไปจะสืบให้ลึกลงไปว่า เริ่มตั้งแต่แผนการจัดซื้อแล้วเสนอใครบ้าง จนถึงขอมติ ครม. ข้อมูลเหล่านี้ได้จากการบินไทยและ ปตท.แล้ว และทราบว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ถัดไปจะต้อง ไปดูว่าการจ่ายค่าสินบนตามการสืบสวนของต่างชาติหรือไม่ ใครคือ ผู้รับสินบน

คณะทำงานสอบสวนและรวบรวมข้อมูลฯจะต้องพิสูจน์ตรงนี้ให้ได้ว่า ใครเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใครเรียกรับสินบน เรียกกันเมื่อไหร่ อย่างไร ใครเกี่ยวข้องบ้าง ใครเป็นนายหน้าสนับสนุน ก่อนสรุปรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่ส่วนปมนี้หรือไม่ อย่างไร

ถ้าที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.เห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จะมีการมอบหมายให้กรรมการ ป.ป.ช.รับผิดชอบและการดำเนินคดีกับคนที่เราตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

หลักฐานในเบื้องต้นพอจะพิสูจน์ได้หรือยังว่าใครบ้างที่อยู่ในข่ายตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายสรรเสริญ บอกว่า วันนี้ที่ได้ข้อมูลจากเมืองไทยเพียงพอแล้วว่าใครเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน ในแต่ละช่วงเวลา และน่าจะสรุปได้ว่าใครในประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนต่อไปอยากได้ข้อมูลจากต่างประเทศที่สอบสวนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ การได้มาซึ่งหลักฐานต้องผ่านอัยการสูงสุด ผ่านกระทรวงการต่างประเทศส่งไปยังหน่วยงานนั้นๆ

ถึงจะเป็นหลักฐานที่ใช้ในสำนวนได้ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนการได้พยานหลักฐานต้องทำโดยชอบ

ศาลถึงจะรับฟัง และเอาคนผิดมาลงโทษได้

แต่กระแสสังคมต้องการให้เอาคนผิดมาลงโทษโดยเร็ว นายสรรเสริญ บอกว่า ยอมรับว่าสังคมไทยอยากทราบว่าใครรับสินบน เพราะเงินในรัฐวิสาหกิจเป็นภาษีของคนไทย ฉะนั้นในการไต่สวนของ ป.ป.ช.ดูทั้งหมด จะบอกให้รู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ ฟ้องได้หรือไม่ ติดเงื่อนไขอายุความก็ว่ากันไป จะอธิบายให้ได้ว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทางคดีอาญา คดีแพ่ง ยึดทรัพย์ได้ทำหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ข้อมูลสินบนโรลส์รอยซ์ของเอสเอฟโอจากอังกฤษ เปิดเผยชัดเจนระดับไหน ถึงขั้นชี้ชัดว่าใครรับสินบนเลยหรือไม่ นายสรรเสริญ บอกว่า เอสเอฟโอมีข้อมูล

แต่ในรายงานไม่ระบุชื่อว่าเป็นใคร บอกเพียงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้

แบบนี้ไม่มีปัญหา เราสามารถสืบได้ว่าระยะเวลานั้นใครเป็นคนทำ

ทั้งหมดเป็นการให้ข้อมูลกลางๆ ไม่ขอลงลึกในรายละเอียด

อย่ามาคาดคั้นให้ ป.ป.ช.เปิดเผยมากนัก เพื่อให้เอสเอฟโอไว้ใจทางการไทย

จะได้ส่งข้อมูลมายืนยันกับข้อมูลของเรา

การไต่สวนคดีนี้จะรวดเร็วขึ้น.

ทีมการเมือง