‘ทักษิณ’ ก็ข้ามช็อตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668429

 

“คดีพลิก” กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ

หลักฐานจากกล้องวงจรปิดเห็นชัดๆว่า เด็กหญิง 8 ขวบ 2 คน คือไอ้ “ตัวร้าย” ตัวจริง ที่เป็นคนฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ภายในโรงเรียนวชิรสารศึกษา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

จากการซุกซนตามประสา โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เป็นสถานการณ์หักมุมที่เล่นเอาเขินไปไม่น้อย กับท่าทีก่อนหน้าของ คสช.ในอารมณ์แบบที่ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมงานโฆษก คสช.วิเคราะห์ฟันธงเลยว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การทำลายระหว่างพรรคหรือบุคคล แต่เป็นเรื่องของรัฐที่เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิลงประชามติ

จึงเชื่อได้ว่า เป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ

ท็อปบูตตั้งท่าซัดกลับกลุ่มป่วนฝ่ายตรงข้ามเต็มบาทา

ในอารมณ์ที่มาโทนเดียวกันกับปม “ร่างรัฐธรรมนูญปลอม” ที่คนระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาสำทับ “ข่าวกรอง” ที่ถูกปล่อยออกมาจากวงในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

แต่สุดท้ายในภายหลังมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องว่าเป็น “เอกสารแย้ง” ในทางวิชาการด้วยเหตุด้วยผล จากกลุ่มขบวนการนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่

โอละพ่อ คดีพลิกจบแบบขำๆ

แต่ที่หัวเราะไม่ออก เพราะมันตอกย้ำมาตรฐานการข่าวมั่วๆ เอะอะก็ตั้งธงซัดฝั่งตรงข้าม โยนเป็นเรื่องของฝ่ายต่อต้านจงใจป่วนไว้ก่อน

เติมหัวเชื้อ เร่งสถานการณ์ให้ร้อนเป็นไฟ

และตามปรากฏการณ์ก็เป็นฝ่ายคุมเกมอำนาจคือ คสช.เอง ที่ก่อชนวนรุกไล่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ท่ามกลางสงครามชิงกระแส ชิงคะแนนเสียงประชามติโค้งสุดท้าย

ขณะที่หันไปอีกทาง มันก็มีการปูดข่าวจากทีมข่าวกรองฝั่งตรงข้าม คสช.ว่า นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกเรียกเข้าค่ายไปคาดโทษล่วงหน้า

ถ้าคะแนนเสียงประชามติออกมาพลาดเป้า ต้องมีเคลียร์กันยาวแน่

เรื่องของเรื่อง ภาษามวยต้องเรียกว่า “ออกอาการ” โดยสถานการณ์ที่หยั่ง

เบื้องลึกได้ เกมประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ในจุดเสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย

ฝ่ายคุมเกมไม่มั่นใจจะเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ฝ่าด่านสำเร็จหรือไม่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง มันก็แค่เหลี่ยมรักษาหน้า

เดิมพันอยู่ที่การเพิ่มหรือลดความชอบธรรมของ คสช.

ตามรูปเกมที่มีการเดินหมากข้ามช็อตไปแล้ว จากการเปิดช่องปูทางล่วงหน้าของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่โยนทุ่นใน ครม. ต่อเนื่องกับข้อมูล “ทางใน” ของ “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต

ไม่ว่าผลประชามติจะคว่ำหรือหงาย คสช.ก็ต้องลากยาวอำนาจต่อไป

และก็เหมือนจะเดินแผนข้ามช็อตล้อไปกับการต่อโปรโมชั่นของท็อปบูต

ตามจังหวะล่าสุดที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีการเรียกบรรดาแกนนำตัวหลักของพรรคเพื่อไทย บินไปพบที่กรุงปักกิ่ง เมืองจีน เพื่อร่วมฉลองแฮปปี้เบิร์ธเดย์ล่วงหน้า

เลือกเฉพาะบรรดาผู้เล่นตัวหลัก ทั้ง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล “เสียแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ฯลฯ

เปิดห้องคุยแบบเปิดอกกัน 2 วัน 2 คืน

แจกการบ้านให้แกนนำพรรคเพื่อไทยแบ่งงานกันไปทำทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ

เป็นการทดสอบ “กึ๋น” วัดฝีมือใครจะเหมาะกับตำแหน่งแม่ทัพพรรคเพื่อไทยคนต่อไป ในเงื่อนสถานการณ์บังคับที่คนตระกูล “ชินวัตร” ติดชนักปักหลัง

โดน “ล็อกตาย” ไม่ให้ลงสนามได้

“นายใหญ่” วางหมาก สลับฉากรองรับดีลอำนาจที่เห็น “พิมพ์เขียว” แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

สูตรลากยาวอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667721

 

เหลืออีกสิบกว่าวัน จะถึงคิวลงประชามติ 7 สิงหาคม แต่หงายไพ่กันแล้ว

จากมุกของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ที่ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

มาถึงสัญญาณจาก “หลวงปู่เกวาลัน” ที่ส่งซิกผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต เปิดนิมิตในระหว่างเป็นประธานพิธีทำบุญใหญ่เข้าพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่

ฟันธงเลยว่า หลังจากการลงประชามติ อาจจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนไปตามสถานการณ์ ที่ทางรัฐบาลเองก็ตั้งใจที่จะให้เป็นไปตามโรดแม็ป แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ได้พบในสถานการณ์ปัจจุบันอยากให้รัฐบาลอยู่ต่อ

รัฐบาล คสช.ต้องขยายเวลาทั้งๆที่อยากทำตามโรดแม็ปที่วางไว้

สัญญาณชัดทั้ง “ทางนอก” และ “ทางใน” เป็นอะไรที่แบไต๋กันล่วงหน้า คสช.เปิดหมากข้ามช็อตประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปแล้ว

ผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ว่าผลของร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะออกมาอย่างไรไม่สำคัญ

คสช.ต้องต่อเวลา ลากยาวอำนาจพิเศษออกไปค่อนข้างแน่

โดยเหลี่ยมที่จับจังหวะได้ งานนี้ คสช.ชิงจังหวะกระโดดข้ามช็อตสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวาย

ตามฉากแบบที่ทีมงานเข็นร่างรัฐธรรมนูญทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดศึกชิงกระแสกับเครือข่ายฝ่ายต้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง นปช. รวมไปถึงขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ยัดไส้กล่าวหากันว่าด้วยปมร่างรัฐธรรมนูญจริง ร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ในบรรยากาศที่นักศึกษา ชนชั้นปัญญาชนยกระดับการเคลื่อนไหวแบบเข้มข้นในการเรียกร้องให้รัฐบาลทหาร คสช.เปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความเห็นประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างเสรี ล้อไปกับแรงกดดันจากนานาชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กดดันให้รัฐบาลทหารของไทยผ่อนคลายบรรยากาศการทำประชามติ เลิกจับกุมคุมขังฝ่ายต่อต้าน

สถานการณ์บีบให้เข้ามุมอับ รัฐบาลทหาร คสช.เลยต้องชิ่งออกจากเกมประชามติ

ตีไพ่ขยายโรดแม็ป เปิดทางลากยาวล่วงหน้า

ตามเงื่อนไขความจำเป็นในการรองรับสภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ใช่แค่ปมปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

แต่มันยังต้องเผื่อปัจจัยนอกเหนือปมการเมือง

เป็นเรื่องประชาธิปไตยแบบไทยๆที่ฝรั่งต่างชาติไม่เข้าใจเท่ากับคนไทยด้วยกัน

เอาเป็นว่า ในหมู่นักเลือกตั้งอาชีพของเมืองไทย ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงป้อมค่ายการเมืองอื่นๆต่างก็เข้าใจสถานการณ์ตรงกัน

กับไฟต์บังคับที่ทหารต้องคุมเกมยาวต่อไป

ภายใต้สูตรที่แกะรอยได้จาก “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ถูกออกแบบผ่านคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เปิดทางให้ “ส.ว.สรรหา” ที่มาจาก คสช.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

ตัวแปรกำหนดรัฐบาลใหม่คือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ดังนั้นไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะการเลือกตั้ง ได้เสียงถล่มทลายยังไง สุดท้ายเมื่อมาผนวกกับเสียงของรัฐสภาที่มี “พรรค ส.ว.ลากตั้ง” 250 เสียงเป็นตัวแปร

นายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องได้รับไฟเขียวจากทหาร

และอีกสูตรหนึ่งก็เป็นไปได้ กับรูปแบบรัฐบาลแห่งชาติ ระดมนักการเมืองมืออาชีพทุกป้อมค่ายเข้ามาช่วยกันบริหารภายใต้การกำกับของ คสช.ให้รัฐบาลอยู่ในลู่ในทาง

ไม่มีทางที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจจะปล่อยประชาธิปไตยแบบฟรีสไตล์แน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

ทหารไทยเก๋ากว่าตุรกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666962

 

ปฏิวัติไม่สำเร็จก็ต้องกลายเป็นกบฏไปตามระเบียบ

โฟกัสทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ประเทศตุรกี ตามฉากโหดๆที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิบ เออร์โดกัน กำลังเดินหน้ายุทธการไล่ล่ากวาดล้างขบวนการที่ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นอำนาจตนเองแต่ไม่สำเร็จ

เป้าหมายที่ถูกล็อกมีทั้งนายทหารใหญ่ของกองทัพ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา อัยการ ฯลฯ โดนปลดออกจากตำแหน่งนับพันราย จับกุมคุมขังไม่ไว้หน้า

สถานการณ์ของประเทศตุรกีอยู่ในจุดที่อ่อนไหวอย่างมาก

เพราะด้านหนึ่งแม้รัฐบาลจะกุมความได้เปรียบไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการกระตุกแรงแค้นของฝ่ายตรงข้ามนายเออร์โดกันให้เปิดเกมใต้ดินสู้

โดยเฉพาะการโยงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียอยู่เบื้องหลังเกมอำนาจภายในประเทศตุรกีที่โยงกับเกมการเมืองโลก

แผ่นดินตุรกีกำลังลุกเป็นไฟ ย้อนกลับมาที่เมืองไทยในสภาพที่ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงกัน

เบื้องต้นเลยมีความพยายามของฝ่ายต้านทหาร ทั้งพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเสื้อแดง นปช.ในการโหน “ปฏิวัติแป้ก” ในตุรกี กระตุกกระแสประชาชนโค่นอำนาจทหาร

ถึงขั้นมีการออกแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทยแสดงความยินดีและชื่นชมกันข้ามประเทศอย่างเป็นการเป็นงาน

ที่สำคัญได้จังหวะตีปี๊บปลุกชาวบ้าน ช่วยกันโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ลูกทีม “ทักษิณ” ได้เหลี่ยมหักหน้า คสช.พอดี

แต่นั่นก็อาจจะช้าเกินไปก้าวหนึ่ง ตามรูปเกมที่ฝ่ายกุมอำนาจพิเศษเดินหมากข้ามช็อตประชามติไปแล้ว

ตามสัญญาณล่าสุดที่ส่งตรงจาก “สำนักหลวงปู่เกวาลัน”

ผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต เปิดนิมิตในระหว่างเป็นประธานในพิธีทำบุญใหญ่เข้าพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่

ฟันธงเลยว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาใดๆ เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติบ้านเมืองอย่างจริงใจ

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงประชามติ อาจจะมีสิ่งใด สิ่งหนึ่งเคลื่อนไปตามสถานการณ์ ที่ทางรัฐบาลเองก็ตั้งใจที่จะให้เป็นไปตามโรดแม็ป แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มที่ได้พบในสถานการณ์ปัจจุบันอยากให้รัฐบาลอยู่ต่อ

รัฐบาล คสช.ต้องขยายเวลาทั้งๆที่อยากทำตามโรดแม็ปที่วางไว้

ที่แน่ๆในพิธีสำคัญที่ว่า มีคนระดับ “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่มีชื่อต่อแถวอยู่ในไลน์จ่าฝูงกองทัพบก นั่งเป็นประธานในพิธีซะด้วย

นับเป็นสถานการณ์ “ทางนอก” ที่ตอกย้ำน้ำหนักคำทำนาย “ทางใน”

เรื่องของเรื่องมันเป็นอะไรที่ล้อไปกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. เพิ่งปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

ก่อนที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะนำมาแถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ ขยายความกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เหมือนต้องการให้สังคมร่วมรับรู้ไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร

แน่นอนมันวิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว

รัฐบาล คสช.ส่อเค้าต่อเวลาอำนาจพิเศษออกไปแน่ๆ

ทหารไทยเก๋าเกม ไม่แพ้ง่ายๆเหมือนทหารตุรกี.

ทีมข่าวการเมือง

 

คิดสูตรจุดพลุ“กำจัด”เชื้อร้าย : ลงดาบปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665886

 

นับเป็นนักการเมืองอีกคนที่กล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบการทุจริต ไม่เว้นแม้จะเป็นคนในพรรคการเมืองของตัวเอง ที่มาฉายามือปราบคอร์รัปชันจึงอยู่ติดตัว

วันนี้เห็นกลไกตรวจสอบการโกงของรัฐมีช่องโหว่ เชื้อร้ายจึงระบาดเกาะกินประเทศไทยโดยไม่มีวันหยุด

จะหยุดการคอร์รัปชันได้อย่างไร นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยพยายามยกตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพการโกงกิน การทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ

พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เจ้าตัวลงไปตรวจสอบและประสบเจอด้วยตัวเอง

ล่าสุดหลายโครงการใน กทม. เมื่อตรวจสอบส่วนใหญ่ปรากฏว่าพบการทุจริต ทั้งหมดเกิดจากผู้บริหารใน กทม. มอบหมายให้คนดูแลรับผิดชอบมีอำนาจเต็มที่ ไม่ต้องมารายงานผลคืบหน้า

ฉะนั้น พอเกิดเรื่องไม่โปร่งใสขึ้นมา ผู้บริหารใน กทม.ไม่อาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้

ขอให้เตรียมตัวรับมือกับคดีต่างๆในอนาคต เพราะโครงการที่ร้องไปยัง ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 20 เรื่อง มั่นใจจากประสบการณ์ผ่านงานตรวจสอบการทุจริตมาเยอะ เห็นว่าเข้าข่ายกระทำความผิด

ล่าสุดคือโครงการจัดซื้อรถกะป๊อดับเพลิงเทวดาและเรือดับเพลิงที่กำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

ที่รัฐสภาก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้มีกระแสว่าบางฝ่ายเริ่มขุดคุ้ยการขายที่ดินกว่า 5 แสนคิว จากการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ นายวิลาศ บอกว่า ปมขุดที่ดินเอาไปขายเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

หากจะตรวจสอบขอให้เริ่มจากการพิจารณาบริษัทที่เกี่ยวข้องและบริษัทที่ปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎรว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง มีตัวละครกี่คนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า

วันนี้ นายพรเพชร พิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งตัวแทนของสภาฯ ทั้งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะตัวแทนของผู้มีอำนาจบางคน เข้าไปเป็นกรรมการเร่งรัดและติดตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

ว่าการก่อสร้างล่าช้าเกินกำหนดเวลาเช่นนี้ เพราะใคร จากสาเหตุอะไร ที่ดินที่ขนไปขายมีการทุจริตหรือไม่ ดูแล้วข้าราชการประจำเป็นแค่ตัวหมากรุกให้เขาเดิน

สุดท้ายถ้าผู้ที่มีอำนาจยังขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ออกไปอีก ผมจะขอเปิดแถลงข่าวในเรื่องนี้แน่ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร

ทั้งหมด นายวิลาศ กำลังจะบอกถึงต้นเหตุการแก้ไขปัญหาการทุจริต ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อกลั่นออกมาจากประสบการณ์พบปัญหาหลักๆคือ 1.ระบบอุปถัมภ์ พอตรวจสอบพบการทุจริตก็จะมีการขอละเว้นยกโทษ ไม่สอบสวนต่อให้ถึงต้นตอ มีการเอื้อประโยชน์ให้กัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็เกรงใจและขอกันได้ด้วย

2.คนดีที่บริสุทธิ์จริง พูดง่ายๆคือ ไม่มีแผล มีไม่มาก ไม่เคยรับผลประโยชน์ใดๆ หายาก

3.คนดี คนบริสุทธิ์พอมี แต่จะหาคนกล้าทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่มีผลประโยชน์ หรือทำเพื่อส่วนรวมมีน้อย แม้แต่ผมยังมีคนเตือนว่าขอให้ระวัง ไปทำทำไมให้วุ่นวาย เสี่ยงเปล่าๆ ทำให้คนที่จะมาทำงานตรวจสอบท้อใจ

4.ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีคนกล้าเสี่ยงลงทุนทำทุจริต เพราะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการทุจริตแต่ละครั้งสูงถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง

แม้เสี่ยงถูกตรวจสอบและติดคุก สุดท้ายมีคนรับผิดติดคุกแค่คนเดียว ที่เหลือทั้งตระกูลสุขสบาย ดังนั้นต้องแก้ไข 4 จุดหลักนี้ก่อนถึงจะแก้ปัญหาการทุจริตได้

อย่าไปหวังพึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ขอบอกไว้ล่วงหน้าว่ามันปราบและแก้การโกงไม่ได้

หากต้องการปราบโกงจริงๆควรเขียนกติกาใหม่ให้รัดกุม ไม่ใช่เขียนห้ามเฉพาะนักการเมืองที่โกงเข้าสู่ตำแหน่งเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการทุจริต คือ ข้าราชการประจำ ซึ่งจับไม่ได้มันมีอีกมาก

วันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับออกกฎหมายหลายฉบับเพิ่มอำนาจให้ข้าราชการประจำ ยิ่งเอื้อให้มีการทุจริตเพิ่มมากขึ้น

แม้รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ขอชมว่าเป็นกฎหมายที่ดี

ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ประชาชนยืนขออนุญาต แต่สุดท้ายประชาชนยังต้องเสียเงินให้หน่วยงานรัฐบางแห่งอยู่ดี

ฉะนั้น ปัญหาคอร์รัปชันต้องแก้ให้ตรงจุดและครอบคลุม คือ

1.เริ่มต้นที่ผู้มีอำนาจที่เข้าไปจัดการ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งเข้ามาเพื่อปัดกวาดการทุจริต คอร์รัปชันและปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ บุกรุกที่ดิน

แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มั่นใจว่านโยบายนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะดูเหมือนมีการเลือกปฏิบัติ ชัดเจนที่สุดกรณีโครงการจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช

มีผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) 22 คน มีระดับนายอำเภออีก 300 คน และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกนับพันคน เข้าข่ายกระทำความผิดถึงขั้นต้องโดนไล่ออกจากราชการฐานร่วมทุจริตจัดซื้อราคาแพงเกินจริงและเกินความจำเป็น

แต่กลับมีสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเฉพาะ ผวจ.บึงกาฬนายอำเภอ และข้าราชการ 47 คน รวมถึง ผวจ.ร้อยเอ็ด ในขณะนั้น

และในบรรดา ผวจ. 22 คน ในจำนวนนี้มี ผวจ.มุกดาหาร และ ผวจ.เลย ในขณะนั้น ซื้อยาปราบศัตรูพืชจากบริษัทเดียวกันราคาแพงกว่า 10 เท่าเหมือนกัน ส่วนเกินตกหล่นอยู่ในกระเป๋าใคร แต่ไม่มีการลงโทษใดๆ

ปมนี้เคยทวงถามไปถึงนายกรัฐมนตรี 6 ครั้ง และทวงถามผ่านสื่อมวลชนไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ครั้งแรกนายกรัฐมนตรีบอกว่า ขอตรวจสอบก่อน แต่สุดท้ายก็เงียบหาย

เรื่องนี้ตรวจสอบง่ายมาก แค่นายกรัฐมนตรีถามไปที่กรมบัญชีกลางว่ามีการใช้งบประมาณจริงหรือไม่ และไปถามกระทรวงมหาดไทยว่ามีการซื้อยาปราบศัตรูพืชจริงหรือไม่ แค่นี้ก็พบความจริงแล้ว

ฉะนั้น วันนี้ขอให้นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความกล้าหาญและทำเป็นตัวอย่าง อย่าเห็นว่าเป็นพวกพ้องที่ยังเป็น สนช.อยู่ โดยปลด สนช.ทั้ง 2 คนออกจาก ผวจ. ถ้าไม่ไล่ออก ก็ต้องกลับไปคืนความเป็นธรรมให้กับ 2 ผวจ.ที่ถูกไล่ออกด้วย อย่าทำเพียงครึ่งๆกลางๆ เพราะทราบมาว่ากระทรวงมหาดไทยกั้นห้องเตรียมไว้รับ 22 ผวจ.นี้แล้ว
แต่วันนี้ยังเงียบฉี่ ในเมื่อผู้มีอำนาจไม่ปราบโกงจริง ปราบแต่ปากแล้วจะปราบโกงกันได้อย่างไร

2.ได้เสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ว่า ปัญหาการทุจริตส่วนหนึ่งมาจากองค์กรอิสระ ไม่มีความชัดเจนในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะองค์กรอิสระไม่ออกระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงาน คดีฟ้องร้อง หรือเรื่องร้องเรียนต่างๆ ไม่มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานให้ชัดเจนว่าตั้งแต่เริ่มรับเรื่องจนเสร็จใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้พิจารณานานกันข้ามปีข้ามชาติ

แตกต่างกับองค์กรอิสระในต่างประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง ระบุชัดเจนทุกเรื่อง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องตรวจสอบให้เสร็จภายใน 6 เดือน บางคดียื่นเรื่องเช้า ตกเย็นองค์กรอิสระพิจารณาเสร็จแล้ว

ฉะนั้น ถ้า กรธ.จริงใจปราบปรามการทุจริต ต้องเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ เรื่องระเบียบวิธีหรือกรอบการปฏิรูปขององค์กรอิสระ เอาให้ชัดเจนว่าต้องสอบสวนนักการเมืองและข้าราชการที่ทำผิดให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายปราบปรามการทุจริต

3.ได้เสนอ กรธ.ต้องเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ เรื่องข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ ถ้าละเว้น ไม่ดำเนินการจะมีความผิด ปรากฏว่าไม่เขียนสักตัว แบบนี้จะปราบโกงได้อย่างไร

4.ต้องแก้ไขการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการให้ได้ หน่วยงานไหนที่ออกมาโม้ว่าไม่มี หรือที่ขู่จะแจ้งเอาผิดกับคนที่พูดถึงเรื่องนี้ นั่นแหละตัวดีที่สุด เป็นหน่วยงานที่มีการซื้อขายตำแหน่งมากที่สุด

นายกรัฐมนตรีไม่ทราบหรือในเรื่องเหล่านี้ เมื่อทราบแล้วควรเร่งปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ตำรวจและการบริหารราชการแผ่นดินโดยเร็วที่สุด

ถึงจะปราบการทุจริตได้อยู่หมัด.

ทีมการเมือง

 

ควบแน่นอำนาจ ข้ามด่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665311

 

ภารกิจ คสช.“ฝ่าปัญหา”ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน

กระตุกขวัญ เขย่าโลกกันอีกรอบ

กับเหตุก่อการร้ายที่ยกระดับความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ คนร้ายขับรถบรรทุกอาวุธปืนและวัตถุระเบิดด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าใส่ประชาชนจำนวนมาก ขณะกำลังชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟฉลองวันชาติ “บาสติล เดย์” ที่เมืองนีซ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

ลากบดขยี้ฝูงชนบนท้องถนน

เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อย

ที่น่าเศร้าสลดก็คือเหยื่อส่วนหนึ่งเป็นเด็กไม่รู้ประสีประสา

นับเป็นเหตุก่อการร้ายซ้ำต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มไอซิสเปิดปฏิบัติการณ์สังหารหมู่ผู้คนกลางกรุงปารีส เมื่อช่วงสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา

ฝรั่งเศสกลายเป็นดินแดนอันตราย

ยุโรปเจอภาวะสั่นสะเทือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและภัยก่อการร้าย

ตัดฉากกลับมาที่ประเทศไทยเมืองพุทธ ที่กำลังอยู่ในห้วงเทศกาลหยุดยาววันเข้าพรรษา ประชาชนบางส่วนเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อทำบุญตักบาตรร่วมกับพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย

ตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่อนุมัติวันหยุดเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

ถือโอกาสพักชาร์จแบตได้หลายวัน

ในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองโดยทั่วไปก็ยังอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องตามโรดแม็ป คสช. ภายใต้เงื่อนเวลาที่เหลืออีก 3 สัปดาห์จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 7 สิงหาคม

และดูเหมือนจะเริ่มเปิดปมสำคัญข้ามช็อตกันแล้ว

ตามอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เล่นบท “พระเทศน์คาบลูกคาบดอก” เป็นนัยแบไต๋ล่วงหน้า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีปัญหาไม่ผ่านประชามติ

“เดี๋ยวผมจะร่างให้เอง”

ก่อนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมารับลูกชี้แจงต่อว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบที่รู้ผลประชามติปุ๊บก็ต้องรีบทำปั๊บเลย

แต่รอบนี้ไม่น่าจะมีการทำประชามติให้เสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณ

นัยว่า รวบรัดขั้นตอนประกาศใช้ไปเลย

แน่นอน นี่คือคำตอบที่นักการเมืองอยากรู้และพยายามเค้นคอ พล.อ.ประยุทธ์ให้แสดงความชัดเจน ตามความจำเป็นของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเตรียมตัวลงสนาม

เอาเป็นว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

เส้นทางโรดแม็ปก็หนีไม่พ้นเหลี่ยมนี้

อาจจะมีแตกต่างกันบ้างก็แค่เงื่อนไขระยะเวลา คือในกรณีถ้าประชามติผ่าน การเดินหน้าตามโรดแม็ป คสช.ก็ทำได้ต่อเนื่องตามโปรแกรมที่วางไว้

การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ประมาณปลายปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเสียเวลากับขั้นตอนยกร่างใหม่เพื่อปรับใช้ตามอำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งนั่นก็น่าจะไม่ทันกับการประกาศ เลือกตั้งในปลายปีหน้า

ตามกระบวนการอาจล่าช้าออกไปถึงต้นปี 2561

นี่ว่ากันตามทฤษฎี ยึดเอาตามโรดแม็ปที่คสช.ประกาศเป็นพันธสัญญากับนานาชาติได้ยินกัน ทั่วโลก

และแน่นอน เป็นที่รู้กันนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่เป็นตัวช่วยรัฐบาลทหารของไทยในการชะลอแรงกดดัน จากซีกโลกประชาธิปไตย

ประคองแรงเสียดทานจากมาตรการแซงก์ชั่น

ซึ่งก็อย่างที่เห็นรัฐบาล คสช.ได้แสดงความตั้งใจในการประคองสถานการณ์ประชามติ ยกระดับการ คุมเข้มให้พ้นจากเกมป่วนของฝ่ายต่อต้าน

ทหารออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เต็มที่

โดยท่าทีมุ่งเดินหน้าตามโรดแม็ปที่ล็อกปฏิทินไว้ นั่นก็ทำให้ต่างชาติไม่มีเหตุผลที่จะเพิ่มมาตรการกดดัน เร่งเกมคืนประชาธิปไตยเหมือนช่วงแรกของการรัฐประหาร

สถานการณ์อยู่ในวิสัยที่พอทำความเข้าใจกับฝรั่งได้

บนพื้นฐานตามวิถีประชาธิปไตยที่อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นการเลือกตั้งไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม มันก็มีสถานการณ์แบบที่นานาชาติอาจจะไม่เข้าใจกับสภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ตามเงื่อนไขนอกเหนือจากทฤษฎี มันยังคงสภาพ ปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

เรื่องของเรื่องแกะรอยตามสัญญาณล่าสุดที่เริ่มถูกส่งออกมา กับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่า

และไม่ใช่อารมณ์ประชดประชันหรืออำกันเล่นขำๆ เพราะถึงขั้นที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำมาแถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ

ขยายความกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เหมือนต้องการให้สังคมร่วมรับรู้ไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร

แน่นอนมันวิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว

ตามเค้าลาง คสช.มีโอกาสต่อเวลาพิเศษออกไป

นั่นก็เพราะสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศที่ไม่ได้มีแค่ปมป่วนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งของขั้วอำนาจหลากสี แต่มันยังมีปัจจัยที่อยู่นอกเหนือสถานการณ์ทางการเมือง

เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินกว่าต่างชาติจะเข้าใจ

ถือเป็นไฟต์บังคับ ความจำเป็นของกองทัพในการลากยาวอำนาจ รับมือกับสภาพปัญหาปัจจุบัน

ซึ่งอันที่จริงมันก็มีร่องรอยให้เห็นกันแล้วตามแนวโน้มของ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ถูกออกแบบผ่านคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ (สนช.)

นำเข้ากระบวนการให้ประชาชนประทับความชอบธรรม

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

แปลความตามนี้ก็หมายถึงการให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภาอีก 250 คน ลงมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 269 กำหนดว่า ในวาระเริ่มแรกให้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการตัดสินใจเลือกสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน

ตามเงื่อนไขตัวเลขก็ชัดเจน ตัวแปรในการเลือกนายกรัฐมนตรีคือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ต่อให้ค่ายเพื่อไทย ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ว่ากระแสได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง พรรคการเมืองเสียงข้างมากได้เสียง ส.ส.เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ก็ยากที่จะฝ่าด่าน ไม่มีทางทลายกำแพงหิน คสช.ได้

ทหารล็อกโพย กำหนดสเปกรัฐบาลใหม่ไว้แล้วยังไม่นับเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการตาม

คสช.ล็อกเส้นทางช่วงเปลี่ยนผ่าน นักการเมืองออกนอกลู่ไม่ได้

แน่นอน ประเมินกันตามเงื่อนไขที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเดินหมาก “ข้ามช็อต” ไว้แล้ว

ฉะนั้นไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านด่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลต่อ คสช.สักเท่าไหร่

อย่างมากก็แค่ให้ความรู้สึกกับอารมณ์ของสังคม

ผ่านก็เพิ่มความชอบธรรม ไม่ผ่านก็ลดความ ชอบธรรมลงไป

แต่ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน คำตอบสุดท้าย คสช.ก็ต้องลากยาวเกมอำนาจพิเศษต่อเนื่อง

และก็เป็นอะไรที่ล้อไปกับปรากฏการณ์ พล.อ.ประยุทธ์งัดดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 กระชับอำนาจพิเศษในการคุมเกมบริหาร ลุยล้างปมปัญหาสะสมที่หมักหมมมานาน

ไม่ว่าจะเป็นการลุยปราบทุจริตคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การทวงคืนพื้นที่ป่า หรือแม้แต่การงดสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ส่อเค้าล็อกสเปก “เด็กเส้น”

“รัฏฐาธิปัตย์” ควบแน่นอำนาจทุกเหลี่ยม

โดยจังหวะวางเกมข้ามด่านประชามติ

รอรับมือกับสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศไทย.

“ทีมการเมือง”

 

โหมศึกนอก-หย่าศึกใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664899

 

ได้จังหวะสลับคิวเดินทางเยือนแดนเจงกิสข่าน เลี่ยงแรงปะทะชั่วขณะ

ตามตารางออนทัวร์เที่ยวล่าสุดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ไปปรากฏตัวอยู่ที่เมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

ร่วมเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 กระทบไหล่ผู้นำหลายประเทศ โชว์กึ๋นแสดงวิสัยทัศน์ท่าทีความเชื่อมั่นและส่งเสริมบทบาทประเทศไทยในเวทีพหุภาคี

ท่ามกลางดีกรีตึงเครียดทางการเมืองในประเทศที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับเข้าใกล้เดดไลน์ประชามติ

ถึงเวลาท็อปบูตเล่นบทเฮี้ยบ ตรึงกฎเหล็ก รอรับแรงปะทะและแรงต้านเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่จะทวีความเข้มขึ้นทุกขณะ

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ลงนามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

เบิกทางให้ กสทช.มีอำนาจถอดปลั๊กสื่อทีวีที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกระทบความมั่นคงของรัฐ โดยที่เจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา และวินัย หากดำเนินการด้วยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ส่งสัญญาณแกมขู่ จอดำสถานีโทรทัศน์พีซทีวี กระบอกเสียงคนเสื้อแดง ที่เสนอข่าวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา

อำนาจพิเศษยกระดับความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น บล็อกช่องทางสื่อสารฝ่ายตรงข้าม

เตรียมพร้อมรับมือนักเลือกตั้งอาชีพที่เหยียบคันเร่งปลุกกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างหนักในช่วงนี้

และที่ขาดไม่ได้ในการร่วมปลุกเร้าอารมณ์กองเชียร์ ก็ฟาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปรยออกมาดังๆระหว่างอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย บินไปพบที่เกาะฮ่องกง

ชำแหละเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นตามหลักสากล ทำให้อยู่ในเวทีโลกยาก ส่งผลให้ประเทศไทยตกยุค

ร่วมวงติติงการทำประชามติไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่

นายใหญ่ตีปี๊บส่งสัญญาณต้านร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มความระแวงให้ คสช.ช่วงใกล้ไคลแมกซ์

สารพัดสารพันปัญหาประดังเข้ามาติดๆ คอยยั่ว คอยแหย่ท็อปบูตให้ทำงานไม่ไหลลื่น ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา การระบาดของร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ยังไม่นับรวมปัญหาวัดพระธรรมกาย และการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่รอการสะกิดหัวเชื้อให้ลุกโชนได้ตลอด
อำนาจพิเศษเจอศึกปะทะรอบด้าน ต้องไล่ตามแก้ปัญหาไม่มีหยุดหย่อน

รวมถึงคิวแทรกล่าสุด ที่ฉายภาพศึกภายในล่อกันเอง จากปมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.

เดือดร้อนถึงเบอร์หนึ่ง คสช. ต้องงัดอำนาจมาตรา 44 สั่งระงับกระบวนการสรรหาทันที

เบรกความแตกแยกใน สนช.ที่แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย มีทั้งสนับสนุนและต่อต้าน นายเรวัต วิศรุตเวช ที่ได้รับแบ็กอัพจากผู้ยิ่งใหญ่ใน สนช. จับใส่ตะกร้าล้างน้ำ ส่งกลับมาให้ สนช.คัดเลือกอีกครั้ง

ไม่สนมติที่ประชุม สนช.ก่อนหน้านี้ที่เคยลงมติไม่เห็นชอบให้นายเรวัตมานั่งแท่นผู้ตรวจการแผ่นดิน

เรื่องของเรื่องก็หนีไม่พ้นแรงขับเคลื่อนของระดับบิ๊ก คสช.ที่ต้องการดันคนของตัวเองตีตั๋วยึดเก้าอี้องค์กรอิสระ แต่เที่ยวนี้ไม่ราบรื่นเหมือนเคย เจอแรงต้านหนักจากคนใน สนช. ไม่ปั๊มวีซ่าให้ผ่านง่ายๆ

ท้าทายถึงขั้นขอโหวตลงมติรับรองนายเรวัตแบบขานชื่อโดยเปิดเผย แทนการลงคะแนนลับเหมือนที่ผ่านมา

ขอเปิดหน้าลุย แยกขั้วให้เห็นชัดๆว่า ใครเป็นคนของฝ่ายใด กลุ่มไหน

บรรยากาศส่อเค้าคุกรุ่นหนัก ตามข้อวิตกที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุการยุติการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อระงับความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น

“ถ้าไปที่สภาจะรู้ มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรให้เกิด”

ตรงตามสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” ได้ยินมาตรงกัน เลยต้องใช้มาตรา 44 ล้มกระดานกระบวนการสรรหา

รีบตัดตอนสยบศึกภายใน ไม่ให้ขยายความรุนแรงไปกว่านี้ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ คสช. และอาจกระทบชิ่งมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถึงคราว “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจเด็ดขาด ยอมหักกับระดับบิ๊ก คสช.ด้วยกัน

แม้ห้ามเลือด กลบแผลภายในได้สำเร็จ แต่เสี่ยงเพิ่มแผลในใจให้คนกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ตบเกมให้กลับ ‘เข้าลู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664109

 

มีเม้ม ไม่มีกั๊ก ไม่มีคาบลูกคาบดอก

เรียกว่า ถ้าคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 “กระบองยักษ์” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สำแดงเดช ฟาดลงมาเมื่อไหร่ก็ชัดเจนว่าเข้าเป้าทุกครั้ง

ออกอาวุธหนักถี่ยิบ ไล่ตั้งแต่ใช้แก้ปมบุกรุกที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ หวดกระบองยักษ์เปิดทางไล่บี้ยึดที่ดินคืนจากนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือใช้มาตรา 44 แก้ปมสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ

ล่าสุดใช้มาตรา 44 มอบอำนาจให้ กสทช.คุมสื่อที่ละเมิดสถาบันและความมั่นคง

แต่ที่ต้องรีบจับโฟกัสกันเลย กับการใช้อำนาจครอบจักรวาล ม.44 ยกเลิกประกาศคสช.

เพื่องดเว้นการสรรหาและเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน

กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้วยเหตุผล กำลังถึงคิวประชามติ รอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นั่นก็แปลความได้ว่า กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ชุดปัจจุบันยังอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถึงแม้จะครบวาระ หรือมีกรรมการครบกำหนดอายุในการดำรงตำแหน่งก็ให้มีกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

เพื่อรอกฎกติกาใหม่ ค่อยเริ่มกระบวนการสรรหา

ที่ว่าน่าสนใจ คือกรณีการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติในชั้น สนช. ผู้ได้รับการเสนอชื่อคือ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์

ชื่อเดิมที่ไม่ผ่านมติ สนช.มาแล้ว แต่ได้รับการเสนออีกครั้ง

ท่ามกลางการจับตา อาจมีสัญญาณ “ใบสั่ง” แรงหนุนพิเศษดันให้เข้าวินให้ได้

แล้วเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เริ่มดังกระหึ่ม กระทั่งมี สนช.ในคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบประวัติฯ ของผู้ได้รับการเสนอชื่อทยอยลาออก

รวมทั้งสาวถึงสายสัมพันธ์ของนายเรวัต ในฐานะเคยเป็นที่ปรึกษานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. สมัยนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน

แถมข่าวลุกลามไปถึงขั้นได้สปอนเซอร์ยักษ์ใหญ่หนุน ดึงระดับบิ๊กอำนาจพิเศษมาแบ็กอัพ

ยังไม่รวมการขุดคอนเนกชั่นสมัย “หมอเรวัต” รับราชการในกระทรวงสาธารณสุข กับ “บิ๊กเนมการเมืองหญิง” ที่กำลังสร้างเครดิตบนกระดานการเมืองในเวลานี้ กระแสข่าวเล่าข่าวลือชักลาม “เข้าหู”

ก็เป็นจังหวะที่ “บิ๊กตู่” ออกมาติดเบรก ชะลอคิวตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน

ส่วนเบื้องลึกกว่านั้น คิวนี้จะแค่เบรกกระแส หยุดเรื่องวุ่นๆ หรือถึงขั้น “หักกัน” ในเครือข่าย หรือน้องเบรกพี่ รูปใดแนวไหนก็ตาม ที่ชัดเจนคือ “บิ๊กตู่” ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม

ชัดเจนกับ “อำนาจพิเศษในมือ” ถือกระบองยักษ์แน่น

กระทั่งปมร้อนๆก่อนหน้านี้ที่แทรกเข้ามา ทั้งกรณีข้อเสนอ “เปิดฟลอร์นักการเมือง” สปท.ชงปลดล็อกคำสั่ง คสช.ให้ค่ายการเมืองทำกิจกรรมได้ “ผู้นำอำนาจพิเศษ” ปัดทิ้งทุกไอเดีย

แต่จะมีที่ไม่ถึงขั้นปิดประตูใส่ กับไอเดีย “นิรโทษ–ล้างผิด–เซ็ตซีโร่” เพื่อปรองดอง

เพียงแค่โยนลูก “เงื่อนเวลา” ไม่เหมาะ

เอาเป็นว่า น่าจะถึงจังหวะที่ผู้นำกระชับอำนาจในมือให้เห็นอีกครั้ง ในห้วงที่เริ่มมีกระแสข่าวออกมาแทรกคิวประชามติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “บิ๊กอำนาจพิเศษ” เปิดดีลนักการเมือง

เตรียมสูตรลับ ทางออกประเทศไทย

“บิ๊กตู่” เลยต้องเล่น “บทชัด” แต่ละช็อตแทบไม่ต้องตีความเบรกสารพัด “สูตร” หยุดรายการ “ดีลนอกเกม”

แต่กับการออกมาแพลมไต๋ “เตรียมร่างรัฐธรรมนูญเอง” กรณีไม่ผ่านประชามติ ที่ “บิ๊กตู่” ออกตัว

พูดสไตล์ “คาบลูกคาบดอก” เพราะยังมีเวลากั๊กแผน

แต่ทั้งหมดก็เห็นชัดว่า “บิ๊กตู่” กลับมากระชับอำนาจในมือ นอกจากเร่งการบริหารงาน ยังดับทุกชนวนเหตุป่วน เบรกทุกกระแสข่าวเสี่ยงลุกลาม หยุดทุกข่าวแว่ว–ข่าวลือ

ในโหมดมุ่งงานใหญ่ มีคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญรออยู่

โชว์อำนาจ ตบกระแส “ข่าวนอกลู่” ให้ตรงทิศทาง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ลุ้นจะรอดสันดอนมั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663271

 

อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดีกว่า

ไม่ใช่อารมณ์ประชดประชันหรืออำกันเล่นๆ แต่เป็นข้อมูลที่คนระดับเบอร์หนึ่งอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะนำมาขยายความ แถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ

ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.ต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ แพลมไพ่ในมือเป็นเชิงพูดทีเล่นแต่เอาจริง

ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร มันก็วิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว
เอาเป็นว่า ตามเค้าลาง คสช.มีโอกาสต่อเวลาพิเศษออกไป

แต่ที่ส่อแววว่าจะต้องม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนใคร ก็คือรายของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ตอนนี้เข้าขั้น “โคม่า” อาการไม่น่าไว้วางใจ

จากสถานการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รับลูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ตรวจพบการทุจริตโครงการค่าใช้จ่ายประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม.หรือ “อุโมงค์ไฟ” มูลค่า 39.5 ล้านบาท

ถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และสอบวินัยข้าราชการ กทม.

นับเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องที่ “คุณชายหมู” ต้องตกอยู่ท่ามกลางกระแสความแคลงใจของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปมความไม่โปร่งใสในการบริหารและประสิทธิ-ภาพในการทำงาน

ตั้งแต่รายการที่โดนคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ด้วยกัน “สาวไส้”

โดยเฉพาะรายของนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.ที่ตามกัดติดไม่ปล่อยมาตั้งแต่ต้น แฉสารพัดโครงการฉาวของ กทม. การใช้งบประมาณปรับปรุง ตกแต่งห้องทำงานหรูหรา จนมาถึงโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงขนาดเล็ก และเรือดับเพลิงผิวน้ำหรือแอร์โบ๊ต

เรียกว่า แตะไปตรงไหนก็เจอตรงนั้น

เหมาหมด ไม้จิ้มฟันยันเรือดับเพลิง

แล้วก็มา “ติดบ่วง” ที่โครงการทุจริตอุโมงค์ไฟ ที่ สตง.ชงลูกถึงต้นสังกัดคือกระทรวงมหาดไทย และมีการพูดถึงการปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

ล็อกคอขึ้นเขียง จ่อจวนเจียนเต็มที

เป็นอะไรที่ตอกย้ำซ้ำสถานการณ์ “คุณชายหมู” ที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว จากอาการหมดความอดทนของคนเมืองกรุงที่ต้องผจญ
กับภาวะฝนตกน้ำท่วม ถนนกลายเป็นคลอง รถติดวินาศสันตะโร

นั่นไม่เท่ากับกระแสหมั่นไส้ อารมณ์โมโหที่ต้องเจอมุกแสบๆ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ประเภทไล่คน กทม. ไปอยู่บนดอยถ้าไม่อยากเจอน้ำท่วม หรือวาทกรรม “น้ำรอการระบาย” ไม่ใช่น้ำท่วมขัง

มันยิ่งกระตุกคำถามถึงระดับกึ๋น กังขาฝีมือบริหารของพ่อเมือง กทม.

และตั้งแต่นาทีแรกๆ ก็มีเสียงยุให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ออกจากตำแหน่ง

แต่แรงยุก็ตกไป เพราะผู้นำ คสช.ยังไม่รับมุก

ซึ่งมันก็น่าสนใจกับสถานการณ์ล่าสุดที่มาถึงจุดที่กระทรวงมหาดไทยรับลูก สตง.ลุยเช็กบิล ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ภายใต้เงื่อนไขที่มีการพูดถึงการปลดผู้ว่าฯ กทม.ออกจากตำแหน่ง

ฐานความผิดว่าด้วยปมทุจริตมันยกระดับความชัดเจนขึ้น

ที่แน่ๆว่ากันตามมาตรฐานการใช้ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ที่ผ่านมาก็เห็น พล.อ.ประยุทธ์ไล่ฟันดะ ทั้งบิ๊กข้าราชการ ผู้นำการเมืองระดับท้องถิ่น นายก อบจ. นายก อบต. ไปยันผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีหลายรายที่โดนเชือดเพราะอยู่ในข่ายต้องสงสัย

พฤติกรรมส่อทุจริตต่อหน้าที่หรือแค่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

รอบนี้จึงถึงจังหวะวัดใจ “คุณชายหมู” จะรอดสันดอนอีกหรือไม่

ถ้าไม่โดนก็คงต้องขอดู “ของขลัง” พกอะไรถึงได้เหนียวนัก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ตรงเหลี่ยมลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662324

 

สลับฉาก เปลี่ยนอารมณ์กันวันต่อวัน

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เล่นบท “ลุงตู่ใจดี” ร่วมช็อตถ่ายรูปกับหนุ่มสาวนิสิตแพทย์จุฬาฯ โดยใช้โปรแกรมแอพพลิเคชั่นบูมเมอแรงที่ต้องส่ายหัวไปมาขณะถ่ายรูป กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่น

พร้อมทั้งได้ทำมือสัญลักษณ์รูปหัวใจมินิฮาร์ทเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์วันอานันทมหิดล

มีอารมณ์ร่วมกับงานอีเวนต์เต็มที่ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี

เป็นอะไรที่หักมุมกับอาการก่อนหน้าที่ “บิ๊กตู่”ระเบิดอารมณ์เก็บกดจากช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ หงุดหงิดกับกระแสวิจารณ์รัฐบาลทหาร เครียดกับสถานการณ์เคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จนต้องแหกสคริปต์พูดบนเวทีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559

ฟาดงวงฟาดงา ด่าไปหมดอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ

ในอารมณ์แบบที่เจ้าตัวต้องรีบ “ออกตัว” เคลียร์หลังลงจากเวที บอกว่าแค่พูดเอามัน กระตุกอารมณ์กันเฉยๆ เปรียบเทียบเหมือนพระ “เทศน์คาบลูกคาบดอก” ยังไงยังงั้น

แต่เรื่องของเรื่องมันดันมีจุดที่จับไต๋ได้ ในสถานการณ์ต่อเนื่องจากประโยคร้อนๆที่พล.อ.ประยุทธ์ออกลีลาทีเล่นแต่เอาจริงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีปัญหาไม่เรียบร้อย

“เดี๋ยวผมจะร่างให้เอง”

แล้วก็เป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ออกมารับลูกเล่นต่อ เป็นเชิงพูดยาวๆให้นักข่าวงงเล่นๆ ก่อนตบท้ายสรุปประเด็นสั้นๆ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านด่านประชามติ ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แบบที่รู้ผลปุ๊บรีบทำปั๊บเลย

อย่างที่รู้ๆกัน วงในฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช. “วางหมาก” รองรับไว้ทุกสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ คสช.ก็ยังกุมอำนาจชี้ขาดจะให้ไปในทิศทางใด

แถมล่าสุดยังได้ “ข้อมูลดิบ” เสริมน้ำหนักในการวางเกมยาว

กับมุมที่คณะกรรมการหรือบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สั่งปรับเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวตลาดในประเทศปีหน้า 2560 เหลือร้อยละ 9.5 จากที่นายยุทธศักดิ์ ศุภสร ผู้ว่าการ ททท. เสนอเป้ารายได้ 1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 16

เนื่องจากความกังวลต่อความไม่แน่นอนสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ป คสช.ในปี 2560 จะกลับมาวุ่นวาย บวกความไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศจะฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

ข้อมูลดิบอ้างอิงได้ ภาคธุรกิจไม่มั่นใจ ถ้า คสช.ปล่อยมือให้เลือกตั้ง

และหนังตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า กับปม “สังฆราช” องค์ใหม่

ที่ชนวนร้อนขึ้นทันทีทันควันที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามติของมหาเถรสมาคมที่ชงให้นายกฯเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ไม่ขัดกับมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2505

ดังนั้นมติมหาเถรสมาคมดังกล่าวยังมีผลอยู่

นั่นก็ทำให้ฝ่ายหนุน “สมเด็จช่วง” กดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำตามขั้นตอนต่อไป

แต่ในทางตรงกันข้าม นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ นพ.มโน เลาหวนิช อดีตศิษย์
วัดพระธรรมกาย ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อคัดค้านการนำนามชื่อ “สมเด็จช่วง” ขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

อ้างยังมีปัญหาเกี่ยวข้องกับคดีความเรื่องการครอบครองรถเบนซ์โบราณ และการให้ความช่วยเหลือปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีการยืนยันจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่า นายกฯมีอำนาจในการพิจารณาก่อนฟันธงคำตอบสุดท้าย โดยที่เจ้าตัวยืนยันชัดถ้อยชัดคำ ถ้ายังมีปัญหาขัดแย้งไม่จบก็จะยังไม่ตั้งสังฆราชองค์ใหม่

แน่นอน เกมนี้ถ้าจะลากยาวจนตายกันไปข้างหนึ่ง ก็ไม่แปลกแต่อย่างใด

แต่นั่นหมายถึง “รัฏฐาธิปัตย์” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่ทำได้.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘มืองาน’ ต่อคิวใช้ดาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661277

 

“ถ้าทำกันแล้วมีปัญหากันมากๆ เดี๋ยวผมจะทำเองให้ทั้งหมด”

“ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้”

มาเป็นชุดๆ ตามฟอร์มขู่ทีเล่นแต่เหมือนเอาจริง กับอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยอมรับเลยว่า ต้องพูดแหกสคริปต์บนเวทีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559

เพราะอารมณ์เก็บกดจากช่วงเสาร์-อาทิตย์

อาการประจำของนายกฯ และหัวหน้า คสช.ที่หงุดหงิดกับสถานการณ์ไม่ได้ดั่งใจ ทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่เข้าใจความเสียสละของ คสช.

อุตส่าห์เสี่ยงยึดอำนาจมาวางรากฐานให้ประเทศไทยในอนาคต

ที่แน่ๆ ตามฟอร์มของ พล.อ.ประยุทธ์สะท้อนออกมา มันก็ค่อนข้างตรงกับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงล่วงหน้า ผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาผ่านหรือไม่ผ่าน

สุดท้าย คสช.ก็ยังเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดอยู่ดีว่าจะให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนสถานการณ์ตามยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่แก่ใจ และต่างฝ่ายต่างก็เหมือนจะยอมรับสภาพกันกรายๆ ว่ารัฐบาลทหาร คสช.ต้องลากยาวต่อไป

“รัฏฐาธิปัตย์” ไม่ปล่อยมือจากอำนาจง่ายๆ

แต่ในเครื่องหมายคำถามมันอยู่ตรงที่ ลากยาวแล้วจะเอาอะไรมาต่อตั๋วโปรโมชั่น

เพราะอย่างเดียวที่จะเอาอยู่นั่นก็คือผลงานรัฐบาล แต่อย่างที่เห็นจุดด้อยของรัฐบาลท็อปบูตชุดนี้ รัฐมนตรีเต็มไปด้วยทหารเกินครึ่งค่อน ครม.

เชิงบริหารอ่อนกว่ามืออาชีพของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

และนั่นก็สะท้อนได้จากล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ต้องสั่งออกอากาศดังๆอีกรอบ อะไรที่ติดกฎหมายให้มาบอก แล้วจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายอย่างไร หรือต้องใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า มันมีอยู่แค่นั้น ไม่อย่างนั้นไม่มี ประโยชน์
มาตรา 44 คือ “ดาบสารพัดนึก” ของรัฐบาลอำนาจพิเศษ

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็เหมือนเล่นกับดาบสองคม โดยเฉพาะกับธรรมชาติผู้นำรัฐบาลทหารต้องระแวงโดนเช็กบิลย้อนหลังเมื่อตอนพ้นจากวิถีอำนาจ

สังเกตจาก “บิ๊กตู่” ที่มักจะออกตัวมาตลอดว่า อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้

สะท้อนอาการ “เกร็ง” ในการใช้ดาบมาตรา 44

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามันก็ยังมีการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่เกิดผลใน “เชิงบวก” เพิ่มความขลังให้คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

นั่นคือการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้ไทยหลุดบัญชี

“เทียร์ 3”

และอีกตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือรายของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่เป็นคนแรกๆที่ตัดสินใจขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44

ในการลุยรื้อระบบการบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การทำงานในส่วนภูมิภาคและส่วนกลางมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

หรือคิวของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ขอใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการไล่บี้ข้าราชการและนัก การเมืองท้องถิ่นที่ถูกขึ้นบัญชีโกง

สั่งพักงาน ไล่ออกกราวรูด ยกระดับผลงานโบแดงรัฐบาลทหารในการลุยล้างคอร์รัปชัน

ส่วนอีกด้านก็มีข่าวแว่วๆว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ จ่อขอใช้อำนาจมาตรา 44 ในการเดินหน้าแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร ยกเครื่องหน่วยงานในสังกัดอย่าง

การเคหะแห่งชาติที่หมักหมมปมเน่าๆของเครือข่ายอำนาจเก่ามานาน

น่าสังเกตทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ พล.อ.ไพบูลย์ รวมถึง พล.ต.อ.อดุลย์ ล้วนจัดอยู่ในทีม “มืองาน” สายตรง “บิ๊กตู่” ที่ต่อคิวกัน ขอใช้ “ดาบสารพัดนึก” ฟันฝ่าอุปสรรค ปั่นเนื้องาน

มาตรา 44 “ตัวช่วย” อุดปมด้อยรัฐบาลท็อปบูตอย่างแท้จริง.

ทีมข่าวการเมือง