น้ำหนักประชามติ ตัดสินทหาร-การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677031

 

จับกระแส “จุดยืน” รอประชาชนกาบัตร 7 สิงหา

นับถอยหลังอีกแค่ 7 วัน ก็จะถึงดีเดย์วันประชามติ 7 สิงหาคม

ภายใต้บรรยากาศที่เร้าสถานการณ์ กระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นไปกับคิวเดิมพันสำคัญ

ตามฉากดุดันแบบที่นายทหารพระธรรมนูญได้เข้าควบคุมตัว น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่

พรรคเพื่อไทย คาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในจังหวะที่เจ้าตัวเดินทางไปรอเข้าพบ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

เพื่อขอเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจกรณีถูกโยงกับการแจกเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

โดยล็อกตัวไปสอบปากคำที่ค่ายทหาร มทบ.11 เป็นเวลา 7 วัน ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ก่อนส่งให้พนักงาน สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ไล่เลี่ยๆกันกับสถานการณ์อีกด้านที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผบ.มทบ.33 ได้เชิญตัวเครือญาติในตระกูล “บูรณุปกรณ์” และบุคคลในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกรณีจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญนับสิบคน เข้ารายงานตัวในค่ายทหาร

ไล่เบี้ยตามล็อกกันทั้งเครือข่าย

ในจังหวะต่อเนื่องกันเลยกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 44/2559 ลงดาบให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ชั่วคราว ข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายเผยแพร่บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายความมั่นคงของ คสช.ไม่ยอมลดละ ภายหลังจากรายการโอละพ่อเด็ก 8 ขวบฉีกบัญชีรายชื่อที่จังหวัดกำแพงเพชร และคิวฮากลิ้งลิงแสมฉีกทำลายบัญชีรายชื่อที่จังหวัดพิจิตร

จัดคิวทุบโชว์ ปฏิบัติการเชือดไก่เซ่นเกมป่วนประชามติ

แน่นอน ตามปรากฏการณ์เหตุเกิดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฐานใหญ่ภาคเหนือของพรรค เพื่อไทย ประกอบกับตระกูล “บูรณุปกรณ์” ก็ใกล้ชิดกับคนตระกูลชินวัตร

มันจึงเชื่อมโยงไปถึง “นายใหญ่” อย่างมีนัยสำคัญ

แต่นั่นก็ยังได้แค่มโนสงสัย ไม่มีหลักฐานเอาผิดแบบคาหนังคาเขา

ต่างกันกับการเปิดหน้าเปิดตัวแถลงออกอากาศกันชัดๆ กับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โชว์จุดยืน แสดงความชัดเจนในนามส่วนตัว

ประกาศ “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ให้เหตุผล เพราะไม่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและมีจุดอ่อนหลายเรื่อง พร้อมแนะนำข้ามช็อตให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบ ในการยกร่างรัฐ-ธรรมนูญขึ้นมาเองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านประชามติ

ยี่ห้อ “อภิสิทธิ์” ชูธงโหวตคว่ำ

โดยรูปการณ์ก้ำกึ่ง ไม่ชัวร์ว่าเข้าข่ายการชี้นำหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ โดยสถานภาพของนักการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่มีแฟนคลับ กองเชียร์จำนวนมาก

เป็นไอดอลของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่

มันย่อมส่งผลสะเทือนต่อการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติอย่างปฏิเสธไม่ได้

เรื่องของเรื่อง ทั้งคิวแสดงจุดยืน “โหวตโน” ของนายอภิสิทธิ์ ที่มาในจังหวะไล่เลี่ยกับปฏิบัติการไล่ล็อกตระกูลนักการเมืองดังเชียงใหม่เบื้องหลังขบวนการเผยแพร่จดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

คนละเรื่อง คนละสถานการณ์

แต่ที่ตรงกันก็คือเป็นเรื่องฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” นั่นก็เลยทำให้สถานการณ์ประชามติอยู่ในโซนอันตราย

โอกาสพลิกคว่ำมากกว่าพลิกหงาย

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามแบบที่ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถ้าผ่านสถานการณ์จะเดินไปทางไหน หรือในมุมที่ผ่านแค่ร่างรัฐธรรมนูญแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน ตามรูปการณ์จะเป็นอย่างไร

แน่นอนทุกสถานการณ์ล้วนแต่แฝงไปด้วยเงื่อนไข

ถ้าประชามติผ่าน ประชาชนส่วนใหญ่เทเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็เป็นอะไรที่ฉลุย ทุกอย่างเดินหน้าต่อตามโปรแกรมโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้งในปลายปี 2560

ตามดีลที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศพันธสัญญาไว้กับนานาชาติ

แต่ถ้าหากผลออกมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” โดนคว่ำ ไม่ผ่านด่านประชามติ ตามกระบวนการก็เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช.จะทำการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้ง

ซึ่งนั่นก็ยังกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ และทำให้กรอบโรดแม็ปต้องยืดออกไป

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนไขทางกฎหมายที่ไม่ได้ผูกมัดไว้ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ไม่มีผลต่อการอยู่หรือไปของรัฐบาล คสช.ในห้วงโปรแกรมตามโรดแม็ปที่วางไว้

เพียงแต่เกมชิงกระแสอาจจะถูกกระแทกเรื่องของระดับความชอบธรรม

โยงไปถึงสถานการณ์การยอมรับจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะวางเกมข้ามช็อตไปแล้ว ตั้งแต่ยังไม่รู้ผลประชามติ

แบบที่จับทางได้ ในมุมของนักเลือกตั้งอาชีพ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มอบหมายงานการเมืองให้ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม. คุมจังหวะในการเดินหมากคุมเชิงทีมงาน คสช.

และข่าวเชิงลึกยังว่ากันถึงขั้นส่งซิกให้น้องๆในตระกูลชินหยุดพฤติการณ์ล่อเป้าทหาร

เผื่อสำหรับรองรับดีลอำนาจรอบต่อไป

ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ก็เห็นได้ชัดๆตรงที่นายอภิสิทธิ์ แนะนำข้ามช็อตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านประชามติ

ลุ้นให้ คสช.รวบรัดในการออกแบบกติกาใหม่

ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และเพื่อไทย นักการเมืองอาชีพมุ่งไปที่สนามเลือกตั้ง

เช่นเดียวกันในมุมของทหาร โดยเงื่อนไขไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงาน คสช.ยังถอยไม่ได้ ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบกับ “สภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ”

ปฏิเสธไม่ออก กระโดดลงหลังเสือไม่ได้

ตามสถานการณ์ล้อไปกับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีหลังคิวประชามติ ในสภาพที่รัฐมนตรีท็อปบูตต่างคนต่างเกิดอาการเหนื่อยล้า หลังแบกอำนาจพิเศษหลังแอ่นมา 2 ปีกว่า

ทหารวางแผนล่วงหน้า เผื่อเกมที่ต้องลากยาวต่อไป

ในจังหวะเหมือน “ประชามติคั่นเวลา” ท็อปบูตและนักการเมืองเดินหมากข้ามช็อตไปแล้ว

ซึ่งนั่นก็ว่ากันไปในมุมของเกมอำนาจที่ต้องช่วงชิงกัน

แต่สิ่งสำคัญสุดก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะให้คำตอบอย่างไรมากกว่า

โดยเฉพาะเมื่อผลของการประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม มันแปลความหมายลึกๆได้ว่า ถ้าโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็คือเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปของ คสช.

แต่ตรงกันข้าม ถ้าโหวตคว่ำก็หมายถึงรับไม่ได้กับกติกาประเทศที่ออกแบบโดยฝ่ายถืออำนาจพิเศษ

หรือแม้จำนวนคนไปใช้สิทธิก็มีความหมาย ถ้าจำนวนมากก็แปลความได้ว่า ประชาชนตื่นตัวกับการกำหนดทิศทางในอนาคตของประเทศ แต่ถ้าคนออกไปใช้สิทธิน้อยก็สะท้อนอาการเซ็ง

ไม่มีอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศการเปลี่ยนผ่าน ไม่เอาทั้งนักการเมืองและทหาร

เป็นสัญญาณที่ส่งถึงนักอำนาจนิยมทุกฝ่าย

เหนืออื่นใด จากสถานการณ์ที่แฝงในคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ มันได้เห็นกันชัดๆแล้ว

กับยุทธศาสตร์ที่ซ่อนไว้ของแต่ละกลุ่ม

ในส่วนของทหารนั้น แกะรอยตามพิมพ์เขียวอำนาจที่ซ่อนอยู่ในคำถามพ่วงประชามติ เบื้องต้นเลยในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี คสช.ต้องการคุมเกมอำนาจเหนือนักเลือกตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีอยู่ในกำมือสมาชิกวุฒิสภาสรรหาหรือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ผนวกกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เข็นไปรอไว้

ทหารวางหมากคุมเกมอำนาจประเทศไทยอีกยาว 5 ปีถึง 20 ปี

และแน่นอน นักการเมืองไม่มีทางยอมอยู่ใต้อุ้งบาทาท็อปบูต

จากปรากฏการณ์ “ปรองดองอัตโนมัติ” พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่เป็นคู่กัดฟัดกันมา ถึงขั้นเปิดเกมหักดิบ ระดมม็อบมาโค่นล้ม แย่งชิงอำนาจกันจนบ้านเมืองเกิดวิกฤติติดล็อก

แทบไม่มีวันเผาผีกันได้

แต่ถึงวันนี้ อย่างที่เห็นคนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์สะท้อนเสียงตรงกัน แสดงท่าทีไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่มัดแขนมัดขานักการเมือง

เวนคืนอำนาจ “นักเลือกตั้ง” ไปใส่พานให้ “นักลากตั้ง”

ตามรูปการณ์เดินมาถึง “ทางแยก” นักการเมืองกับทหารไปกันคนละเส้นทาง

ไม่มีการสลับฉาก ลับ ลวง พราง แอบถือหางเลือกข้างกันอย่างที่ผ่านๆมา

มันจึงถึงเวลาที่ประชาชนจะเทน้ำหนักไปฝั่งไหน เลือกให้ใครเป็นผู้นำพาประเทศไปสู่ปลายทาง

นักการเมือง หรือทหาร

การประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมมีความหมายกับคนไทยในระดับที่พูดได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 84 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยใน พ.ศ.2475

คำตอบจากการออกเสียงประชามติจึงมีน้ำหนักมากที่จะสื่อให้รู้ว่า คนไทยฟันธงเลือกแล้ว

“เลือกตั้ง” หรือ “รัฐประหาร”

หมดยุค “สลับฉาก” ทหารกับการเมือง.

“ทีมการเมือง”

 

ลุ้นกันที่ฐานกำลังจัดตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676773

 

แนวร่วมทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกขณะ

จากปรากฏการณ์กระโดดเกาะขบวนรถไฟประชาธิปไตยเที่ยวสุดท้ายของ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ได้เวลากระโดดออกจากหลังฉาก ประกาศเซย์โนร่างรัฐธรรมนูญของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

และไม่รับคำถามพ่วงประชามติที่ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ทีมนักเลือกตั้งอาชีพเทแต้มไปทางเดียวกัน ขอเหยียบเบรกร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งอดีตแม่ทัพหญิงพรรคเพื่อไทย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จับมือ “แม่ทัพประชาธิปัตย์” ลงเรือลำเดียวกัน

ตรงตามคอนเซปต์ธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ แม้ต่างพรรค ต่างจุดยืน และต่างอุดมการณ์ แต่ถ้าถึงคราวผลประโยชน์ลงตัวเมื่อไร ก็สามารถจับมือเป็นพันธมิตรชั่วคราวได้

แต้มประชามติช่วงเข้าทางตรง ก่อนถึงจุดหมายสำคัญ วันที่ 7 ส.ค.นี้ เริ่มไหลไปทางเดียวกัน ฐานเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเริ่มดีวันดีคืน ฉีกห่างจากเสียงรับร่าง

“คนหน้าหล่อ” ความหวังที่เหลืออยู่ของซีกอำนาจพิเศษ ที่จะใช้เป็นตัวจูงใจเหล่าสาวกประชาธิปัตย์ให้มาถ่วงดุลคะแนนฝ่ายตรงข้าม ดันตีตัวออกห่างในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

เหลือพึ่งได้แค่กองเชียร์ชาว กปปส. ที่ยังไม่รู้ว่า พลังเสียงยังแน่นปึ้กเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะถูกแชร์แต้มไปจากแฟนคลับของประชาธิปัตย์

บนรูปการณ์ที่ คสช.ก็พอตีโจทย์แตก ประเมินเกมออกว่า สถานการณ์ประชามติระยะหลังชักไม่เป็นใจกับฝ่ายอำนาจพิเศษอีกต่อไป

ไม้แข็งมาตรา 44 ที่งัดออกมาใช้ล่าสุด พักงาน “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และการจับกุม “หนูกุ้ง” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ ฐานต้องสงสัยอยู่เบื้องหลังแจกเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

ทำได้แค่สยบแรงกระเพื่อมเป็นพักๆ แต่ไม่มีผลต่อการปั่นแต้มรับร่างรัฐธรรมนูญให้เพิ่มขึ้น

ไปๆมาๆยังสุ่มเสี่ยงเจอแรงกระเพื่อมจากเครือข่าย อปท.ที่แสดงความไม่พอใจการพักงานขาใหญ่เมืองเชียงใหม่ ที่สวมหมวกอีกใบเป็นนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย

หมิ่นเหม่เพิ่มแรงเสียดทาน ชวนทะเลาะกับบรรดาหัวคะแนนที่มีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน ดูยังไงก็ไม่เป็นผลดีต่อ คสช.ในช่วงการทำประชามติแน่ๆ

สบจังหวะทีมงานนายใหญ่ใช้เป็นหัวเชื้อเรียกแขก กระหน่ำการใช้อำนาจคุกคามฝ่ายตรงข้าม

ยกเคส “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เปรียบเทียบให้เห็นความต่าง ทั้งที่มีเรื่องถูกกล่าวหามากมาย แต่ยังเกาะเก้าอี้ได้เหนียวหนึบ ไม่ถูกกระบองยักษ์ตีให้ระคายผิว

โหมกระแสเรื่องสองมาตรฐานมาดิสเครดิต คสช. พร้อมขอคะแนน เพิ่มยอดไลค์ให้ฝ่ายตัวเอง

แต้มประชามติชักแกว่ง ไม่ก้ำกึ่งสูสีเหมือนเก่า นักเลือกตั้งอาชีพ นักวิชาการ กลุ่มนักศึกษา ร่วมชักธงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รุมกินโต๊ะ คสช. และ กรธ.

แม้เสียงไม่รับร่างเริ่มพลิกกลับมาเป็นต่อ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่า จะสามารถรักษาระยะห่างไปถึงวันที่ 7 ส.ค.

ตราบใดยังไม่ถึงเวลาปิดหีบ ก็ยังมีเวลาให้ฝ่ายอำนาจพิเศษปล่อยของ เสกคะแนนกลับมา

ยิ่งตามรูปการณ์บรรยากาศประชามติโค้งสุดท้ายที่ยังไม่คึกคัก สวนทางปรากฏการณ์ลงคะแนนโหวตครั้งสำคัญของประเทศ จนคาดการณ์กันว่า จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิไม่มาก

อาจต้องไปลุ้นวัดดวงถึงฐานคะแนนจัดตั้งของแต่ละฝ่ายว่า ใครจะแน่นกว่ากัน

กลายเป็นไฟต์บังคับที่มีความสง่างามของ คสช.เป็นเดิมพันสำคัญ

หากฝ่ายอำนาจพิเศษพลาดท่าพ่ายเสียงโหวตขึ้นมา ซ้ำรอยที่เคยเสียหน้าตอนลงมติโหวตร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก ในชั้น สปช.ก่อนหน้านี้

ก็ต้องถูกทวงถามหาความชอบธรรมถึงการนั่งแท่นทำงานต่อไป

สุ่มเสี่ยงตกเป็นเป้าล่อ เปิดช่องให้เกิดแรงกระเพื่อม ไล่เขย่าศรัทธารัฐบาลท็อปบูต

ถึงเวลานั้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะยังคอนโทรลสถานการณ์ไหวหรือไม่.

ทีมข่าวการเมือง

 

พลิกเกมกันหลายตลบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675730

 

ถึงแม้จะคาดการณ์ก่อนหน้านี้กันมาแล้ว คิวแถลงจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศมาก่อนหน้า

ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดี และรับไม่ได้กับคำถามพ่วง

แล้วบทสรุปที่แถลง “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ-ไม่เอาคำถามพ่วง” ด้วยเหตุผล ร่างกฎกติกาที่ออกมา “ไม่ตอบโจทย์” ปัญหาประเทศ

แต่ตำรับ “อภิสิทธิ์” คิดมุกเล่นในมุมไม่ซ้ำ นอกจากชี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนหมวดสิทธิเสรีภาพถดถอย การเพิ่มบทบาทอำนาจราชการ ส.ว.แต่งตั้งเพิ่มคู่ขัดแย้งในระบบการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญยาก ขณะที่กลไกปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันขาดความเป็นอิสระและอ่อนแอลง

“การให้อำนาจประธานสภาฯ สังกัดพรรครัฐบาลใช้ดุลพินิจยื่นเรื่องร้องเรียนทุจริตต่อ ป.ป.ช. และการลดเงื่อนไขให้มีการอุทธรณ์ในคดีทุจริตของนักการเมืองได้ง่ายขึ้น โดยองค์คณะชุดใหม่แทน”

สวนทางที่ “ซือแป๋” แห่ง กรธ.เอ่ยอ้าง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง”

กระแทกเข้าจุดขายสำคัญกันเลย

แต่แน่นอน เพราะเป็นคิวใหญ่ของ “อภิสิทธิ์” ล่าสุดเลยถูกจับตา ทั้งลูกค่าย ปชป. ไปจนกระทั่ง สาวก กองเชียร์ ฐานเสียง จะเทตามหรือไม่ ถ้าเทตามกันเป็นกอบเป็นกำ ไปบวกรวมกับท่าทีฝ่ายต้านอย่างพรรคเพื่อไทย ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงตั้งแต่แรก

ขั้วอำนาจพิเศษต้องระดมทีมแก้เกม ไม่ให้แผนสะดุด

ท่าทีของฝ่ายต่างๆ จึงน่าสนใจ ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ถึงแม้จะทำทีเมิน “ไม่รับก็ไม่รับ” แต่อีกทางก็เบรกแรงๆ

“ต้องถามประชาชน ประชาชนเขาคิดเป็น”

สอดรับกับท่าทีของ “พี่ใหญ่ คสช.” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ตอบสั้นๆเป็นเรื่อง “ตัวใครตัวมัน”

“เท่าที่ทราบเป็นเรื่องส่วนตัว จะเหมารวมเป็นเรื่องของกลุ่มและพรรคพวกไม่ได้”

สองพยัคฆ์ คสช.มั่นอกมั่นใจ แต้มไม่ไหลตาม “อภิสิทธิ์”

แล้วก็ล้อไปตามสถานการณ์จริง กับเดิมพันใหญ่คิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ไม่ใช่แค่ “ออกทางไหนก็มีแต่ได้” เพราะผู้ถือดุลอำนาจก็ประเมินออก ถ้าผลประชามติ “พลิกหงาย” ก็เดินโรดแม็ปไหลลื่น

“อำนาจพิเศษ” จะเพิ่มความขลังหนักหน่วงกว่านี้

แต่ถ้าออกมาตรงกันข้าม “พลิกคว่ำ” ขึ้นมา ถึงอยู่ต่อแต่อะไรๆก็จะไม่เหมือนเดิม นอกจากร่างรัฐธรรมนูญในยุคอำนาจพิเศษต้องสะดุดซ้ำสองให้เสียแผน-เสียหน้าแล้ว

คิวนี้ยังมีเดิมพันใหญ่ ในการชิง “ความชอบธรรม”

และแน่นอนตามรูปการณ์ฉากที่เห็น โค้งสุดท้ายก่อน

จะถึงดีเดย์ประชามติ 7 ส.ค.นี้ ถึงจะปล่อยให้เกมไหลไปตามธรรมชาติ แต่อีกทาง ทั้งฝ่ายหนุน-ฝ่ายต้านก็ต้องออกแรงกระตุ้นกระแส

จับตาจะมีคิว “เสกแต้ม” ด้วยยุทธวิธีไหน

ในรูปการณ์ที่กลับตาลปัตร ในขณะที่ฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญระดมคนออกไปใช้สิทธิให้มาก แต่อีกทางการประชาสัมพันธ์ ปลุกกระแสประชามติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่คึกคักอย่างที่คาด

กับผลลัพธ์ที่สวนทางกัน ถ้ามีผู้ใช้สิทธิมาก ปั้น “แต้มคอนโทรล” ยาก

กระทั่งในคิว “ไม่รับร่าง” ของ “อภิสิทธิ์” ก็ยังมีคนมองไปอีกมุมชนิดวิเคราะห์ลึกไปสามสี่ชั้น

ถูกมองเป็นคิวเซตบทเล่นแบบ “วิน-วิน”

ทางหนึ่งได้โดดขึ้นรถไฟสายประชาธิปไตยทันเวลา ไม่เสีย หลักการและภาพลักษณ์ความเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ในระบอบประชาธิปไตย

อีกทางก็เอื้อต่อแผนสำรอง เข้าสูตรอำนาจพิเศษ “อยู่ยาว”

นอกจากถูกมองในปมกั๊ก ถึงแม้จะแถลงกันชัดๆแล้ว ก็ยังไม่วายสลัด “ภาพแฝง” ไม่ออก.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

ผ่านไม่ผ่านก็ปรับ ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674878

 

ไม่โอละพ่อเหมือนเด็ก 8 ขวบ ไม่ฮาเหมือนลิงแสมฉีกบัญชีรายชื่อ

ตามฉากดุดัน ล่าสุดนายทหารพระธรรมนูญได้เข้าล็อกตัว “น้องกุ้ง” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย คาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในจังหวะ ที่เจ้าตัวเดินทางมารอเข้าพบ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

เพื่อขอเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจในกรณีถูกโยงกับการแจกเอกสารรัฐธรรมนูญปลอม

ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2556 ฐานยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยนำตัวไปสอบปากคำที่ มทบ.11 เป็นเวลา 7 วัน ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในจังหวะไล่เลี่ยๆกับ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผบ.มทบ.33 ได้เชิญตัวบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับกรณีจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เข้ารายงานตัวในค่ายที่จังหวัดเชียงใหม่ อาทิ นายคเชน เจียกขจร นายกเทศบาลตำบลช้างเผือก น.ส.ธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ และพวกรวม 7 คน

โดนกันเป็นลูกระนาด ต่อเนื่องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 44/2559 ให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ชั่วคราว ข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ตระกูล “บูรณุปกรณ์” โดน “ของแข็ง” เซ่นเกมป่วนประชามติ

จัดเป็นคิวของคนยี่ห้อเพื่อไทย เครือข่ายใกล้ชิดตระกูลชินวัตร เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหลวงกลุ่มเสื้อแดง นปช.

แต่นั่นก็ยังแค่ส่อโยง ไม่ชัดว่ามี “บอสใหญ่” สั่งอยู่ข้างหลัง

ต่างกับคิวโจ่งแจ้งซึ่งๆหน้าที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนในนามส่วนตัว ประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แถมโดยสถานะยี่ห้อ “อภิสิทธิ์” กระตุกแรงสะเทือนมากกว่าหลายเท่า

ถือว่าเข้าเหลี่ยมตรงเงื่อนไขการชี้นำประชามติ ต้องจับตางานนี้ คสช.จะจัด “ของแข็ง” ให้หัวหน้าค่ายประชาธิปัตย์หรือไม่ รุนแรงในระดับใด

ในขณะที่แนวโน้มก็เหมือนจะรู้คำตอบล่วงหน้า

จับอาการเครือข่าย “พี่ใหญ่” ที่นัดถกกันเมื่อค่ำคืนก่อน ประกอบกับทีมงานรัฐมนตรีท็อปบูตเบอร์ใหญ่ๆ ที่สะท้อนข่าวกรองกันวงใน ประเมินสถานการณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” อยู่ในภาวะก้ำกึ่ง

ณ ห้วงนี้แนวโน้มออกไปในทางโดนคว่ำมากกว่าผ่าน

นั่นก็กระตุกอาการเครียดของทีมงาน คสช. ในการเคลียร์โจทย์ปัญหาจะเดินหน้าต่อกันยังไง

ตามจังหวะเดินหมากข้ามช็อตไปถึงการประคองเกมรัฐบาลทหารที่ต้องลากยาวต่อไป ในสภาพที่รัฐมนตรีท็อปบูตต่างคนต่างเกิดอาการเหนื่อยล้า หลังแบกอำนาจพิเศษหลังแอ่นมา 2 ปีกว่า

ถึงเวลาเริ่มหมดสนุก อารมณ์เซ็งกับสถานะ ครม.จำเป็น ไม่ได้ใช้ชีวิตตามวิถีปกติของคนเกษียณที่ต้องหาความสุขในบั้นปลาย ตีกอล์ฟ เดินเที่ยวห้าง นั่งเล่นกับหลาน

นั่นไม่เท่ากับอันตราย เส้นทางวิบากที่เห็นกันข้างหน้า สารพัดปัญหาที่ดักรออยู่ไม่ว่าจะเป็นปมเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ไหนจะการบริหารการเมืองอยู่บนวิกฤติความแตกแยก ที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังกรุ่นระอุได้ตลอดเวลา สถานการณ์วนกลับมาที่เก่าไม่ได้ก้าวผ่านหลุมดำไปไหน

และถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่อต้าน แม้แต่ฝ่ายเดียวกันที่เคยร่วมกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ก็แตกคอกันไป เพราะไม่สมประโยชน์ ไม่พอใจในผลตอบแทนในเกมอำนาจและผลประโยชน์ที่ทหารแชร์มาให้ เลยหันปลายหอกปลายดาบมาล่อ คสช.

แต่ถึงจะล่อแหลม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยังไง โดยเงื่อนไขไฟต์บังคับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และทีมงาน คสช.ก็ถอยไม่ได้ ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบกับ “สภาพปัญหาที่แท้จริงของประเทศ”

ปฏิเสธไม่ออก กระโดดลงหลังเสือไม่ได้

เมื่อเป็นเรื่องที่ต้องหาทางลากฝืนไปให้ได้ ก่อนอื่นใดก็ไม่พ้นต้องเดินตามแบบฟอร์มเดียวกับรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง ที่ถึงจังหวะต้องกระตุกชีพจร ต่อลมหายใจรัฐบาล

จับสัญญาณหลังประชามติ ต้องมีคิวปรับ ครม.แน่.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปล่อยตามธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673803

 

แก่ขึ้นอีกปี และก็เป็นอีกปีที่ต้องฉลองวันเกิดเงียบๆอยู่ต่างประเทศ

26 กรกฎาคม วันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ครบรอบ 67 ปี

แต่รอบนี้ไม่มีอะไรหวือหวา แบบที่ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เซอร์ไพรส์พี่ชายด้วยการร้องเพลงอวยพรและเปิดช่องทางให้แฟนคลับในเฟซบุ๊กร่วมกันเบิร์ธเดย์อดีตนายกฯทักษิณ

ขณะที่ “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ก็โพสต์เฟซบุ๊กกระตุกอารมณ์ดราม่าเป็นนัย เป็นอีกปีที่พ่อต้องฉลองวันเกิดไกลบ้าน ครอบครัวทำได้แค่ส่ง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวคนเล็กไปอยู่เป็นกำลังใจข้างกายพ่อในวันเกิดที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ก็แค่รักษาเรตติ้ง ประคองกระแสกันตามเหลี่ยมของโคตรเซียนการตลาด

เรื่องของเรื่อง ไฮไลต์มันก็อยู่ที่คิวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ฝากสารถึงอดีตนายกฯทักษิณ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด

“อยากให้ท่านอยู่เฉยๆ ต้องปล่อยให้ คสช.ทำงานก่อน ทุกอย่าง คสช.เขาก็ทำให้มันเดินไป ถ้าไปไม่ได้ค่อยมาว่ากัน วันนี้ก็ยังทำอยู่ในโรดแม็ปอยู่แล้วก็ว่ากันไป”

จับใจความในสารน่าจะเป็นอะไรที่ตรงกันทั้งฉากหน้าและฉากหลัง

เพราะอย่างน้อยมันก็ล้อไปกับปรากฏการณ์ที่ “นายใหญ่” งดจัดงานใหญ่ฉลองวันเกิดที่ฮ่องกง ไม่เคลื่อนไหวยั่วอารมณ์หมั่นไส้ คสช.

ขณะเดียวกัน ก็วางหมากข้ามช็อตในการฉลองเบิร์ธเดย์ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน ตามข่าวที่อดีตนายกฯทักษิณ มอบธงให้ “ldquo;เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าเมืองกรุง ดูแลยุทธศาสตร์ด้านการเมืองของพรรคเพื่อไทย และ “เสี่ยแดง” นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ

ระหว่าง “ทักษิณ” กับฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.น่าจะรู้ทางกัน

สถานการณ์อยู่ในจังหวะ “คุมเชิง” รอเปิดเจรจาดีลอำนาจใหม่

มองไปถึงการเลือกตั้งรอบหน้าแล้ว

นั่นก็ทำให้แนวโน้มการประจันหน้าแบบรุนแรงลดโทนลงไปตามเงื่อนไข ส่วนเกมประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังชุลมุนวุ่นวาย

เอาเข้าจริงต่างฝ่ายต่างก็ปล่อยให้ว่ากันไปตามธรรมชาติ

เพราะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่มีผลต่อความเป็นอยู่ของรัฐบาลทหาร คสช.

ในอารมณ์ที่นักการเมืองทั้งค่ายเพื่อไทยและยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ขอแค่โหนกระแส แสดงจุดยืนเพื่อประคองเรตติ้งเผื่อไว้ในการเลือกตั้งรอบต่อไป

ตามวิสัยนักเลือกตั้งอาชีพไม่เสี่ยงท้าเป็นท้าตายแน่

จะมีก็แค่พวก “บ้องตื้น” ที่อยาก “ลองของ” อย่างที่ตำรวจไล่ตามจับเครือข่ายนักการเมืองในภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน โทษฐานเผยแพร่เอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอม

แต่เอาเข้าจริงก็มีการแก้ต่างว่า เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตตามสิทธิ์

ยืนกรานไม่ใช่รัฐธรรมนูญปลอม ไม่ผิดกฎหมาย

ซึ่งสุดท้ายเลยก็คงสู้คดีกันไปตามกระบวนการอีกนาน จนประชามติผ่านไปแล้ว

และถึงตรงนี้ ในมุมของทหารเองก็คงไม่กล้าปฏิเสธ

จุดที่เป็นชนวนอันตราย เป้าโฟกัสของ คสช.มันอยู่ที่การเคลื่อนไหวของชนชั้นปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ที่แสดงพลังในนาม 43 องค์กร

ประกาศ “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ก็ถึงขั้นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล คสช.ต้องส่งสัญญาณเตือนนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวขบวน 43 องค์กร มีพฤติการณ์สุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย

กับการแนะนำให้กาช่องขวามือในบัตรลงคะแนน

เข้าข่ายขัดมาตรา 61 พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ

ขู่ “ล็อกคอ” ด้วยกฎหมาย หยุดปฏิบัติการตีปี๊บกันทันทีทันควัน

เพราะมันคือการจุดชนวนแรงเสียดทานประชามติของจริง.

ทีมข่าวการเมือง

 

คิวจริงที่ธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/672725

 

เจอฤทธิ์ไอ้โม่งตัวร้าย ไล่ตั้งแต่เด็ก 8 ขวบเล่นซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่กำแพงเพชร คนป่วยดาวน์ซินโดรมที่สมุทรสาคร วัยรุ่นมือบอนที่ขอนแก่น สตูล จนมาถึงฝูงลิงเมืองพิจิตร

หลักฐานคาหนังคาเขาว่าฉีกบัญชีรายชื่อ เผาทำลายเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทำให้ทหาร ตำรวจ หน่วยความมั่นคงของ คสช.ต้องไล่ตามจับกันเหงื่อตก

ไล่ยึดดะไม่เว้นแม้แต่ธงโฆษณากาแฟยี่ห้อบาดใจ “กาโน”

ส่วนที่เป็นข่าวใหญ่โต “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กระโดดรับลูกทีมงานตำรวจภูธรภาค 5 ที่ไล่ล่าขบวนการเผยแพร่เอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญที่จังหวัดเชียงใหม่ ฟันธงเป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง

โอละพ่อ อลหม่านไปหมด

นี่คือบรรยากาศโค้งสุดท้าย เหลืออีก 10 กว่าวันก่อนถึงดีเดย์วันหย่อนบัตรประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” 7 สิงหาคม

ในอารมณ์ตึงเครียด คสช.เฝ้าระแวงเกมป่วนเต็มอัตรา

จนดูเหมือนออกอาการผวา ท็อปบูตตั้งป้อมโซ้ยกับฝ่ายต่อต้านทุกกระบวนท่า

ตรงกันข้าม ตามจังหวะหักมุม กับลีลา “น้องปูคนสวย” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ลงโซเชียลฯชักชวนให้ประชาชนคนไทยออกมาใช้สิทธิลงประชามติให้มากๆเพื่อกำหนดอนาคตของชาติด้วยวิถีทางประชาธิปไตย

ไม่แสดงอาการต่อต้าน แถมยังช่วยรณรงค์ให้ คสช.อีกต่างหาก

แน่นอนแต้มนี้ของ “ยิ่งลักษณ์” ตีกินได้หลายเด้ง

เบื้องต้นเลยเป็นการเบรกกระแส หักล้างภาพของลูกข่าย “ทักษิณ” ที่กำลังตกเป็นเป้าจับตาป่วนเกมประชามติ

แทนที่จะด่า ท็อปบูตต้องกัดฟันแสดงความขอบคุณอดีตนายกฯหญิง

อีกมุมหนึ่งก็เป็นการชิงเหลี่ยมตัดหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคิวนัดแถลงจุดยืน “ในนามส่วนตัว” รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ภายหลังเดินทางกลับจากนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 27 กรกฎาคม

“ยิ่งลักษณ์” เปิดไพ่ก่อนเลย ไม่ต้อง “กั๊ก” เหมือนใคร

และมุมสุดท้าย การรณรงค์ของ “ยิ่งลักษณ์” ยังแฝงเหลี่ยมลึกในการสู้กับคะแนน “จัดตั้ง” บี้กับพลัง “หัวเกรียน” ที่มีกระแสข่าวทางลึกว่าระดมกันเต็มที่

ปลุกพลังเงียบโหวตคว่ำประชามติ นี่เป็นโอกาสที่จะหักหน้า คสช.ได้

ซึ่งยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็คงทำได้แค่นี้ อาศัยเกมชิงกระแส เร้าอารมณ์กองเชียร์เท่าที่จะทำได้ เพราะงานนี้ไม่มีการเปิดหัวจ่าย ควักเนื้อลงทุนกับเกมลุ้นประชามติแน่

เรื่องของเรื่องในมุมของเกมป่วนจากทีมงาน “ทักษิณ” มันก็คงจำกัดวงแค่นี้

แหย่กันพอให้ทหารออกแรงพอได้เหงื่อ

แต่สุดท้ายเลย ตามสภาพเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกัน ด้านหนึ่งไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับล้างบางขุนศึกตระกูลชิน สกัดพรรคเพื่อไทย

แต่อีกด้านก็ต้องปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้าตามโรดแม็ป เพื่อไปสู่สนามเลือกตั้ง หลังตกงานมานาน อดอยากปากแห้งไปตามๆกัน

อย่างดีก็แค่เลี้ยงกระแสเผื่อไว้สำหรับการลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า

เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์และทีมงานประชาธิปัตย์ที่อึดอัดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่เปิดทางให้ “มือที่สาม” มาชุบมือเปิบ แต่ก็คงปล่อย “ฟรีโหวต” ไปตามเกมธรรมชาติ

เพราะบวกลบคูณหารแล้ว เสียหายน้อยกว่าฝ่าย “ทักษิณ” เยอะ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยภาพรวมของนักเลือกตั้งอาชีพก็ไม่ได้ถึงกับจะเขย่ากันรุนแรงอะไร เผลอๆจะมองข้ามช็อตไปถึงดีลอำนาจภายใต้เงื่อนไขที่ คสช.ต้องลากยาวอำนาจพิเศษแล้ว

ที่ส่อแววงานหนักจริงๆ น่าจะอยู่ตรงฉากล่าสุดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการ นิสิตนักศึกษาและประชาชน 43 องค์กร แถลงจุดยืน “โหวตโน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และคำถามพ่วง

โชว์กันซึ่งๆหน้า ไม่โอละพ่อเหมือนเด็กกับลิงซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง

 

เสนอโมเดลสุนทรียสนทนาสร้างสันติ : แก้รัฐธรรมนูญผ่าทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671329

 

เติบโตบนเส้นทางนักวิชาการด้านสาธารณสุข การศึกษา สนับสนุนงานค้นคว้าและวิจัยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสังคม

เข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะในจังหวะที่เข้ามาเป็นประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ได้รับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ นำไปสู่นโยบายการปฏิรูปประเทศไทย

แต่ผู้มีอำนาจรัฐไม่สนองตอบ ทำให้บ้านเมืองยังคงมีวิกฤติติดอยู่ในหลุมดำ และตามสถานการณ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ภาพของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ขณะนี้ภาพประเทศไทยเหมือนมีสองโลก

คือ โลกข้างบน ซึ่งเป็นชนชั้นนำ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน จะเห็นความขัดแย้ง ทะเลาะกันอยู่ ขณะที่โลกข้างล่างล้วนมีเรื่องดีๆเกิดขึ้น ทำกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ ชุมชนทำเรื่องดีๆ ดูแลผู้สูงอายุ ธนาคารความดี ใช้ความดีเป็นเครดิตกู้เงินได้

โลกข้างบนมักไม่เข้าใจโลกข้างล้าง เพราะระบบการศึกษาสอนให้ท่องจำ ไม่ศึกษาจากความจริง ทำให้เราไม่เข้าใจโลกข้างล่าง ประเทศไทยเกิดปัญหา เนื่องจากเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง ต่างทำจากข้างบนลงมา ย่อมไม่สำเร็จและพังครืนลงมา

ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำมาตลอดว่า ประเทศไทยต้องสร้างจากฐานที่แข็งแรงเพื่อรองรับข้างบน เหมือนการสร้างเจดีย์

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน วันนี้เท่าที่ฟังก็มีการทะเลาะกัน พวกหนึ่งรณรงค์ให้รับ อีกพวกหนึ่งรณรงค์ไม่รับ ฉะนั้นจะต้องถามว่าเมื่อรับหรือไม่รับแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ประชาชนกังวล

ขอให้มองไปข้างหน้าจะทำอย่างไรให้ประเทศหลุดพ้นออกจากวิกฤติและนำไปสู่การพัฒนาที่ดีได้ แต่ที่เรายังออกจากปัญหาตรงนี้ไม่ได้ เพราะเอาอดีตและปัญหาเป็นตัวตั้ง อดีตและปัญหามันมีเรื่องราวยาวไกล มีผู้คนเกี่ยวข้องเยอะ

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา มีทั้งคนบอกว่าดีและไม่ดี อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีคนบอกว่าดีและไม่ดี ทั้งๆที่มันมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ทุกเรื่อง หากมัวทะเลาะกันไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ก็จะมีพวกที่พยายามแยกเป็นขั้วเป็นข้าง ทะเลาะกันไม่มีที่สิ้นสุด ออกจากปัญหาวิกฤติไม่ได้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แต่มันมีวิธีการอยู่ ตามหลักพระพุทธศาสนามองทุกอย่างล้วนอนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น รัฐธรรมนูญควรเปลี่ยนแปลงได้ หากเปลี่ยนแปลงไม่ได้จะขัดหลักของความเป็นจริง กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลาะตีกัน

แม้แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นก็เป็นสาเหตุของสงครามกลางเมือง มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 6 แสนคน

ขอให้เราเข้าใจตรงนี้ อย่าเอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือให้คนฆ่าหรือทะเลาะกัน ต้องใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

หากเรายึดหลักทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง จะผ่านหรือไม่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อทุกคนรู้อย่างนั้นสถานการณ์ทุกอย่างจะเบาลง หากคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องถาวร เป็นกติกาที่มาบังคับ เมื่อเราทนไม่ไหวก็จะเกิดการต่อสู้ นำไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้นถ้าประชามติผ่านหรือไม่ผ่านย่อมมีการเลือกตั้ง ก็ร่วมกันปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีอะไรที่วิเศษตายตัว ต้องปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพสังคมที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

ขณะที่การเรียนรู้ร่วมกันปฏิบัติการในสถานการณ์จริง จะเป็นทางออกให้ประเทศ แต่อย่านำเอาความรู้สำเร็จรูปมาใช้ จะเกิดความขัดแย้งตามมา เพราะสถานการณ์จริงมีความซับซ้อนและยาก ไม่มีความรู้สำเร็จรูปอะไรจะใช้ได้ทั้งหมด

เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง อะไรที่ซับซ้อนเราต้องพยายามเข้าใจมัน จะเก่งคนเดียวไม่ได้ เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ในที่สุดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน

อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข นำกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองสามารถสวมกอดกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก สามารถบอกต่อให้คนทำตามได้ทั้งประเทศ

ที่สำคัญการเรียนรู้ร่วมกันต้องเคารพความเป็นคนของคนอื่นอย่างเท่าเทียม เคารพความรู้ในตัวคนทุกคน ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ไม่ใช่เคารพความรู้แค่จากใบปริญญา หากเคารพความรู้เฉพาะในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีเกียรติ

หากเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนมีเกียรติหมด จะก่อให้เกิดความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน เกิดปัญญาของส่วนรวม มีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้น มีความจริงใจต่อกันอย่างเปิดเผย ที่สำคัญทุกคนเกิดความสุขหมด

ตรงนี้สังคมไทยยังไม่มี เพราะเป็นสังคมอำนาจที่เก็บซ้อนข้อมูล ไม่ได้รักกันจริง แทงข้างหลัง นินทาว่าร้าย

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ขอให้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะต้องช่วยกันปรับปรุง นี่คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้ 8 หมื่นหมู่บ้านกำลังเกิดสภาผู้นำชุมชน พวกผู้นำ กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสำรวจข้อมูลชุมชนทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการในด้านต่างๆ นำเสนอต่อสภาประชาชนที่เป็นที่ประชุมของทุกคนในหมู่บ้าน

หากทำได้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงมีคุณภาพมาก ไม่มีการซื้อเสียงขายเสียง และจะได้ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ เป็นคนที่มีคุณภาพสูง เห็นแก่ส่วนรวม ฉลาด เป็นที่ยอมรับของคน ซึ่งคนเหล่านี้มีอยู่ในทุกชุมชน

ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำที่ฐาน ทำแต่ข้างบนลงมาทำให้มีปัญหาร้อยแปด ทั้งการซื้อเสียงขายเสียง การทุจริตต่างๆ และถ้ายังไปมุ่งที่รัฐธรรมนูญ มันย่อมตกลงกันไม่ได้ เพราะกลัวกันเรื่องอำนาจ ไปมองว่าใครเป็นผู้ได้อำนาจ ใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ไม่ควรใช้ตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ขอให้เอาการพัฒนาเป็นตัวตั้ง จะไม่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร นักวิชาการ หรือใครก็ได้ มาร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนให้ทั้ง 8 หมื่นหมู่บ้าน

ต่อไปจะได้ส่งประชาธิปไตยที่มีคุณภาพขึ้นข้างบน และจะมีความเห็นร่วมกันว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะมาช่วยชุมชนให้ดีขึ้น เช่นหลักการการกระจายอำนาจ

เมื่อเห็นสิ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน ต่อไปก็จะไม่ทะเลาะกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือดำเนินการตรงนี้ ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งตายตัวแล้วทะเลาะกัน

เมื่อทำตรงนี้เสร็จต่อไปจำเป็นต้องใช้สื่อทุกชนิดให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอด “เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย” ไปทั่วประเทศ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านสถานการณ์จริง มีการพัฒนาไปพร้อมๆกัน

เวทีนี้ไม่ใช่การดีเบต แต่เป็นเวทีที่เน้นการฟังอย่างลึก ไม่พูดสวนกัน เมื่อฟังอย่างลึกซึ้งเท่ากับเราเคารพกัน ตั้งใจฟัง ผู้พูดจะรู้สึกดี ได้รู้มุมคิดของคนพูด เกิดสติปัญญาตามมา

การเรียนรู้ร่วมกันทำให้เกิดความเห็นใจซึ่งกันและกัน มันลึกซึ้งเกินกว่าการปรองดอง เพราะการปรองดองเหมือนถูกเรียกมาให้ปรองดองกันหน่อย เกี้ยเซี้ยกันหน่อย ยิ่งพูดว่าปรองดองจะยิ่งไม่ปรองดองกัน ทะเลาะกันกว่าจะปรองดองได้คุณต้องอย่างนั้นคุณต้องอย่างนี้ก่อน

แต่เวทีสุนทรียสนทนาพัฒนาประเทศไทย เป็นการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำได้แต่พวกที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ค่อยฟัง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้ถืออำนาจอยู่อาจจะไม่ได้มอง เพราะไปมองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากคน 2 กลุ่ม และประชาชนถูกจับเป็นตัวประกัน คนที่เข้ามาเป็นตัวกลางก็ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งอีก นพ.ประเวศ บอกว่า ทั้งหมดเหมือนการเล่นฟุตบอล มีกรอบ มีกติกา

ฟุตบอลโกงไม่ได้เพราะมีคนดูกำกับอยู่ หากไม่มีคนดูกรรมการก็ถูกซื้อ กีฬาฟุตบอลจึงนิยมเล่นกันทั่วโลก

แต่เราไม่ได้ดูเรื่องคนดู พอเกิดอะไรที่ไม่ดีก็ไปเน้นที่กติกาและกลไก ซึ่งโกงได้เสมอ

ฉะนั้นอย่าไปเน้นที่กลไกเกินไป ควรเน้นที่คนดูให้เป็นมากำกับ ซึ่งกระบวนการที่บอกมาทั้งหมดเป็นการสร้างคนดู เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าร่วมแล้วเข้ามากำกับ

กระบวนนี้หากเข้าใจตรงกันจะมีคนพร้อมที่จะเข้ามาทำอีกเยอะ เพราะมีการเรียนรู้มาพักใหญ่แล้ว และกระบวนการนี้จะเป็นทางลงให้กับรัฐบาล

เพราะรัฐบาลไม่รู้จะลงอย่างไร และขณะนี้มีความลำบากในการบริหารประเทศ การยึดอำนาจอาจจะไม่ลำบาก การบริหารประเทศมีความยากลำบากกว่า

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ผู้มีอำนาจพยายามควบคุมอำนาจการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ นพ.ประเวศ บอกว่า เมื่อคนข้างบนไม่เข้าใจคนข้างล่าง พยายามทำรัฐธรรมนูญที่อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ถึงบอกให้เรียนรู้ร่วมกันจะเห็นว่าควรปรับรัฐธรรมนูญให้เป็นแบบไหนแล้วปรับตามนั้น ไม่ใช่โลกข้างบนปรับรัฐธรรมนูญแบบคิดเอาเอง.

กำหนดอะไรให้ตายตัวจะทำให้เกิดความรุนแรง.

ทีมการเมือง

 

สำรวจ“แรงจูงใจ”กาบัตรโหวตร่างรัฐธรรมนูญ : ประชามติคั่นเวลา วัดใจประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670506

 

โค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรง

เหลือแค่อีก 2 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7 สิงหาคม

ในอารมณ์ที่ใกล้วันดีเดย์เข้าคูหากาบัตร แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะไม่เร้าความสนใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนกับการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ที่เป็นการแข่งขันเพื่อเป้าหมายผลประโยชน์ปลายทาง

สถานการณ์ทำให้ต้องลุ้นทั้งผู้แข่งขันและประชาชนผู้กาบัตร

มีบรรยากาศตื่นเต้นไปกับคืนวันหมาหอน การเร่งเครื่องเข้าโค้งสุดท้าย

นักเลือกตั้งอาชีพ “ปล่อยของ” ใส่กันทุกรูปแบบ

แต่อย่างที่เห็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ก็มีแค่คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ บ่งบอกความสำคัญในการลงประชามติที่มีผลต่อการปฏิรูป ตัดสินอนาคตของประเทศ

ที่ยังดูเป็นนามธรรมเกินไป

ประชาชนยังไม่รู้สึกสัมผัสได้กับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง

ตรงนี้ทำให้น่าหนักใจแทนไม่น้อย กับการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ตั้งเป้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไว้ที่ร้อยละ 80

โดยหวังจะเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศพม่าที่คนออกมาใช้สิทธิถล่มทลาย

ทั้งๆที่โดยแรงจูงใจมันต่างกัน ปรากฏการณ์ในพม่านั้นมาจากอารมณ์ร่วมโดยธรรมชาติของคนพม่าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้ระบอบทหารมาเป็นการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง

เป็นพลังร่วมที่ก่อตัวโดยอัตโนมัติ

แต่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย สำรวจแรงจูงใจในการชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกาบัตร ส่วนใหญ่มาจากการออกแรงของรัฐบาล คสช.กับทีมงานแม่น้ำ 5 สายเป็นหลัก

ในสภาพที่ต้องช่วยกันออกแรงผลักออกแรงดัน

ขอร้องให้ประชาชนคนไทยออกมาช่วยกันโหวตรับกติกาใหม่

โดยเจ้าภาพหลักก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะฝ่ายจัดกระบวนการประชามติ ถ่ายทอดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ชาวบ้าน

ผ่านเครื่องมือคือวิทยาครู ก ครู ข ครู ค ลงพื้นที่ไปอธิบายขายตรง

ขณะที่ตัวช่วยสำคัญของรัฐบาลคือกระทรวงมหาดไทย ก็มีการระดมเครือข่ายสนับสนุนเต็มที่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในสังกัด

เครือข่ายกระจายทั่วประเทศ

แต่ที่พิเศษจริงๆก็คือกองทัพในฐานะเครื่องมือหลักของ คสช. ซึ่งงานนี้ถูกสั่งให้ออกแรงเต็มที่ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ผ่านด่านประชามติ

เรียกว่าระดมกันเต็มอัตรา ตั้งแต่เริ่มแรกเลยที่มีการใช้ “รด.จิตอาสา” ในการช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อเนื่องกับการรณรงค์ผ่านกำลังพลและครอบครัวให้ช่วยกันโปรโมตอีกทาง

ตามท่าทีของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่ออกตัวเชียร์แบบไม่กั๊กเลยว่า ชอบใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เน้นการปราบคอร์รัปชัน

สถานการณ์เบื้องหน้า กองทัพออกแรงเข็นเต็มกำลัง

ยังไม่นับสถานการณ์เบื้องหลัง อย่างที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า มีการเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าค่ายทหารไปทำความเข้าใจ

เพื่อให้ผลโหวตประชามติได้คะแนนตามเป้า

มิเช่นนั้นอาจต้องมีคิวเคลียร์กันยาว

นี่ว่ากันด้วยแรงจูงใจของฝ่ายลุ้นให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ

ในขณะที่อีกด้านก็เป็นแรงจูงใจของฝ่ายต่อต้านที่ต้องการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยการเคลื่อนไหวเด่นชัดสุดก็คือแนวร่วมกลุ่มปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ในนามกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่เดินสายจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แสดงอาการคัดค้านแบบหัวชนฝา

ถึงขั้นยอมติดคุก ไม่สนถูกดำเนินคดีข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติฯ

และตามจังหวะของคนรุ่นใหม่ที่ล้อกระแสไปกับปฏิกิริยานานาชาติที่กดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้จัดประชามติอย่างโปร่งใส เปิดให้แสดงความเห็นกันตามกติกาประชาธิปไตย เลิกจับ เลิกขังฝ่ายต่อต้าน

ขู่กันด้วยมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่เกาะติดสถานการณ์มาทุกระยะ ตามท่าทีของนักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่ประกาศชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แต่ยังรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงอาการอึดอัด ไม่กล้าประกาศตรงๆว่ารับหรือไม่รับ ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียมากกว่าข้อดี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ ภายใต้เงื่อนไขที่ย้อนแย้งของนักเลือกตั้งอาชีพ อย่างไรเสียก็อยากให้โรดแม็ปเดินหน้าไปสู่สนามเลือกตั้ง

เพราะตกงาน อดอยากปากแห้งมาหลายปีแล้ว

อ่านไต๋พรรคการเมืองก็คงปล่อยเกมประชามติไปตามธรรมชาติ อย่างมากก็ได้แค่แสดงจุดยืน รักษาภาพของนักประชาธิปไตย ประคองกระแสเผื่อไว้สำหรับการเลือกตั้ง

ที่แน่ๆไม่มีใครยอมลงทุนกับเกมคว่ำหรือผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่

แต่ที่หักมุมมาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย สังเกตได้ว่าเริ่มเปิดหน้าแสดงตัวกันชัดเจน ก็คือแนวร่วมฝั่งเดียวกันที่ช่วยกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ด้วยกันมา

ตามสถานการณ์ที่เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ผู้ประสานงานพร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สกัดร่างธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 178 ที่อ้างว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนและทรัพยากรของแผ่นดิน อีกทั้งเสี่ยงต่อการโยกสมบัติชาติให้กลุ่มทุนหรือต่างชาติได้สะดวกขึ้น

หรือในอารมณ์ที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส.และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2540 แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

พาประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบบขุนนาง ก่อนยุคมีรัฐธรรมนูญ 2540

ในขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็เตือนเป็นทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ยากหรือไม่ได้เลยก็เสี่ยงเกิดวิกฤติแตกแยกรุนแรง

โดยแรงจูงใจของฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนาแน่นไม่ธรรมดา

ปัจจัยรับหรือไม่รับอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ายังเดาลำบาก

นั่นก็ทำให้ถึงตรงนี้ยังยากที่จะฟันธง แบบที่โพลสำรวจความคิดเห็นออกมาก้ำกึ่ง สถานการณ์โดนโหวตคว่ำหรือโหวตผ่านออกมาเท่าๆกัน

ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มยกระดับความปั่นป่วนวุ่นวายในห้วงโค้งสุดท้าย

จากเหตุโอละพ่อ เด็ก 8 ขวบฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งที่จังหวัดกำแพงเพชรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทีมกระบอกเสียง คสช.หน้าแตก เขินไปตามๆกัน

เพราะฟันธงว่าเป็นฝีมือกลุ่มป่วนฝ่ายต้าน

แต่ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ลุกลามไปที่จังหวัดขอนแก่น พื้นที่สีแดงในภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่ฐานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ก็มีเหตุที่จังหวัดสตูล

ตอกย้ำว่า ฝ่ายป่วนประชามติจ้องปฏิบัติการท้าทาย คสช.จริง

โดยสภาพการณ์แรงเสียดทานจากภายนอกละสายตาไม่ได้ทั้งจากฝ่ายต้านและอดีตแนวร่วมฝั่งเดียวกัน

แถมในจังหวะที่ คสช.เองก็ป่วนจากอาการขบเหลี่ยมกันเองภายใน

จากปรากฏการณ์ที่สะท้อนมุมมองไปกันคนละทาง

ด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมเปิดไฟเขียวให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญได้ทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อทำให้เห็นภาพของความโปร่งใสในการทำประชามติ

ผ่องแรงเสียดทานจากฝ่ายกดดันให้เปิดกว้างในการแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ

แต่อีกด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็แสดงอาการขวางลำเต็มที่ ประกาศไม่ร่วมดีเบตในทุกเวที อ้างเลยขั้นตอนของการแก้ไขไปแล้ว

การเปิดเวทีดีเบต รังแต่จะตอกลิ่มความแตกแยกเพิ่ม

สถานการณ์โค้งสุดท้ายประชามติ คสช.ส่ออาการจะแหกโค้งไปกันคนละทาง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แบไต๋ตามตรง พูดกันชัดๆแล้ว ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่

ตนเองก็จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน คสช.วางหมากข้ามช็อตไปแล้ว แนวโน้มทหารจำเป็นต้องต่อเวลาลากยาวอำนาจพิเศษตามเงื่อนสถานการณ์บังคับรองรับปัญหาแท้จริง
ของประเทศ

มีทั้งวิกฤติการเมืองและเรื่องปมนอกเหนือการเมือง

เรื่องของเรื่อง โดยรูปการณ์ก็แค่ “ประชามติคั่นเวลา”

วัดใจประชาชนจะออกมารับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน.

“ทีมการเมือง”

 

ตั้งรับคิวขั้วฝ่าย ‘พักรบ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670347

 

สารพัดเหตุป่วนๆ ในช่วงใกล้เข้าโค้งสุดท้ายคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้

กับข่าวล่าสุด เหตุลอบฉีก เผาทำลาย ฉกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ กำแพงเพชร กาญจนบุรี สตูล สุพรรณบุรี

“ตาสับปะรด” ของ กกต.ทำงานกันเหนื่อย

แล้วก็ตามมาด้วยคำถาม เหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะฝีมือขบวนการต้านเครือข่ายกลุ่มป่วนฝั่งตรงข้ามอำนาจรัฐ แรงกระเพื่อมเริ่มปรากฏถี่ จริงหรือไม่

เพราะตัวอย่างเพิ่งมีให้เห็น กับการประโคมข่าวฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงที่ จ.กำแพงเพชร ทีมงานอำนาจพิเศษขึงขังชี้เป้ากลุ่มต้านก่อเหตุไม่สงบในช่วงประชามติ

สุดท้ายเป็นเด็กผู้หญิงมือซน ฉีกบัญชีออกไปเล่นเพิ่งหน้าเหวอเป็นแถวไปเมื่อไม่นานนี้

กับสารพัดเหตุไม่ปกติ ฝ่ายต่างๆเลยต้องเช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนฟันธง

ไม่อยากหน้าแหกซ้ำ

แต่อีกทางก็มีสัญญาณสแกนลงลึกละเอียด เพราะชักมีทั้งจริงทั้งมั่ว ปนๆกันแล้ว

เรียกว่าเวลานี้ ผู้คุมเกมอำนาจพิเศษ ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องนิ่ง ไม่เต้นตามแรงป่วน

ปักหลักดับทุกกระแส เบรกทุกประเด็นเม้าท์ข่าวลือ

ทั้งที่ว่าถึงแม้จะเข้าโค้งสำคัญแล้ว คสช.ยังอาจหวั่นไหวเสียงหนุนร่างรัฐธรรมนูญ และอาจเตรียมแผนสองดึงเกม เลื่อนวันลงประชามติ

ทำเอา 2 พยัคฆ์ คสช.ต้องประสานเสียงย้ำกันหลายรอบ

ยันเดินหน้าตามโปรแกรม ทั้งวันที่ 7 ส.ค. และเลือกตั้งปี 2560

โดยเฉพาะกรณีที่อาจารย์ดัง โหรเมืองเหนือ ทำนายคิวประชามติผ่านฉลุย แต่จะมีเหตุทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป 2 ศิษย์เอก ทั้ง “บิ๊กตู่—บิ๊กป้อม” ต้องติดเบรกอาจารย์กันแรงๆ

ตามภาษาทหารก็ทำนอง ไม่ให้แผนแตก “เสียลับ”

รวมทั้งที่ย้ำเสียงดัง กรณีที่กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ที่มีทั้งนักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน นักการเมืองทุกขั้ว กลุ่มเคลื่อนไหวทุกสี รวมตัวมีข้อเรียกร้อง “อำนาจพิเศษ” เกี่ยวกับโปรแกรมประชามติ

ต้องเปิดกว้าง เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม และเปิดทางเลือก หากรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ

เป็นหน้าที่ “บิ๊กตู่” แจง ยืนยันให้ กกต.เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสม ในเงื่อนไขที่ต้องไม่บิดเบือน ยุยง ก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งบอกปัดข้อเสนอให้เปิดเผยทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

เพราะไม่ต้องการให้คำพูดผู้นำไปเป็นเงื่อนไขในคิวประชามติ

“อย่ามาบังคับผม”

ถอดรหัสคำพูดแล้ว “ผู้นำ” ยืนยันถึง “อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในมือ” รวมทั้งรีบตัดเกม “ขายพ่วง” ที่เริ่มมีการขยายวงกระแส “ล้ม” ร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับ “คว่ำ” อำนาจพิเศษ

เน้นย้ำออกรูปไหนก็ “อยู่ต่อ” ตามโรดแม็ป

แต่ที่น่าสนใจ น่าจะโฟกัสไปที่กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ที่เปิดตัวมาหลายเดือน และเริ่มขยายวง นอกจากเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ

ยังมีแกนนำระดับบิ๊กเนมทุกค่ายการเมือง ทุกขั้วมวลชนขัดแย้งเริ่มมีสัญญาณ “ไหลรวม”

ไปยืนรวมตัวกันอยู่ “ฝั่งตรงข้าม” อำนาจพิเศษ

นอกจากคิวนี้ ยังมีกระแสข่าวก่อนหน้าถึงการเปิดดีลกัน ตั้งแต่ระดับบิ๊กเนม เซเลบป้อมค่ายขั้วฝ่ายต่างๆ ไปจนกระทั่งขุนทัพขุนศึกในแต่ละระดับของแต่ละฝ่าย

เปิดเวทีลับคึกคัก ในห้วงที่ประเมินแล้ว มีโอกาสถูกท็อปบูตเตะออก “นอกวง” ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

โบกธงส่งสัญญาณ “พักรบ” ก่อนถูก “กรรมการ” ยึดยาว.

ทีมข่าวการเมือง

 

เค้นคอทวง “คำตอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669469

 

ปล่อยช็อตดราม่าเลี้ยงเรตติ้งแฟนคลับ

ซีนซึ้งๆผ่านจดหมาย “สารจากใบไม้พลัดถิ่น” ที่เรียบเรียงจากผู้ที่เดินทางไปพบ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วนำถ้อยคำที่อดีตนายกฯพูดมาเผยแพร่

ในบริบทร่ายความในใจจากพี่ชายถึงน้องสาว แสดงความภาคภูมิใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยืนตระหง่านสู้คดีรับจำนำข้าว จนขยับมานั่งอยู่ในหัวใจของคนรักประชาธิปไตย และผู้เชื่อในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พี่ใหญ่เติมกำลังใจให้น้องนุชคนสุดท้อง ในช่วงผจญวิบากกรรมต้องเตรียมขึ้นศาลเบิกความคดีจำนำข้าว ในฐานะพยานฝ่ายจำเลยนัดแรกด้วยตัวเองในวันที่ 5 ส.ค.นี้

มีไฟต์สำคัญให้โหมโรงกระแส วัดพลังมวลชนคนรัก “อดีตนายกฯปู”

ยังไม่นับรวมความเคลื่อนไหวของนายใหญ่ที่เตรียมปล่อยของแหย่ คสช. ฉลองแฮปปี้เบิร์ธเดย์ครบ 67 ปี ในวันที่ 26 ก.ค.

กระตุกความหวาดระแวงใส่ฝ่ายอำนาจพิเศษเพิ่มขึ้น ในช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ก่อนถึงเดดไลน์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.

ตามรูปการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีของฝ่าย คสช. ที่ระยะหลังออกอาการเป๋ พลาดท่าเปิดคางให้สอยอยู่บ่อยครั้ง

ไล่เรียงกันตั้งแต่การเปิดประเด็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม จดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ที่อุตส่าห์ประโคมข่าวใหญ่โต

แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมาดำเนินคดีอีกฝ่ายได้ ส่อแววเป็นการออกข่าวตีกินฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว

หรือกระทั่งการฉีกเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ที่โรงเรียนวชิรสารศึกษา อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ที่ทีมโฆษก คสช.ตีปี๊บทันทีว่า เป็นฝีมือ ของผู้เห็นต่างจากรัฐ

ก่อนที่ความจริงปรากฏภายหลังจากกล้องวงจรปิดว่า เป็นฝีมือเด็ก 8 ขวบ 2 คน ที่วิ่งเล่นไปฉีกเอกสารด้วยความซุกซน รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ กลับตาลปัตรการฉีกรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติเป็นฝีมือขบวนการฟันน้ำนม

คสช.เสียศูนย์ ถูกเย้ยหยัน เที่ยวโยนบาปให้ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน

ซ้ำเติมภาวะคลุมเครือในการทำประชามติที่ คสช.ยังอุบไต๋ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการอย่างไร

ท็อปบูตถูกยิงคำถามกระหน่ำ ให้เฉลยตอนจบ หากนำร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านไม่สำเร็จ

ตามปรากฏการณ์ที่ เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ประกอบด้วยนักวิชาการ นักกฎหมาย และนักการเมือง 117 คน ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องขอคำตอบจากฝ่ายอำนาจพิเศษ

ให้ระบุทางเลือกที่ชัดเจนให้ประชาชน กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติว่า จะมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

และกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการออกแบบกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ

โดยมีรายชื่อระดับบิ๊กเนม 3 พรรคการเมืองใหญ่ “ประชาธิปัตย์–เพื่อไทย–ชาติไทยพัฒนา” แท็กทีมร่วมลงชื่อสนับสนุนเต็มที่

อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

นักเลือกตั้งผนึกกำลังล็อกคอกองทัพล่วงหน้า ห้ามเขียนรัฐธรรมนูญเอง

ระแวงซีนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เคยเทศน์คาบลูกคาบดอก จะเขียนรัฐธรรมนูญเอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ยังไม่รวมคิวคนกันเองอย่างกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ ก็มีทีท่าย้ายขั้ว ไม่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนเดิม เริ่มเปิดหน้าออกมาท้วงติงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

ปลุกแรงกระเพื่อม เพิ่มราคาให้เสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดูมีพลังมากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ

เสียงต้านจากกลุ่มขาประจำและขาจรชักรุมเร้า ตั้งคำถามเค้นคอคสช.ถี่ขึ้นเรื่อยๆ

กระทุ้ง คสช.ไม่ให้ต่อวีซ่ายืดอายุได้ง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง