ใครบอก ‘อภิสิทธิ์’ เสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686238

 

กระหึ่มโลก ข่าวดีรายวัน ทีมนักกีฬายกน้ำหนัก จอมพลังสาวและหนุ่มของไทยเดินหน้าโกยเหรียญโอลิมปิกจาก “ริโอเกมส์” ได้เป็นกอบเป็นกำ

ล่าสุด “น้องฝ้าย” สุกัญญา ศรีสุราช คว้าเหรียญทอง ในรุ่น 58 กิโลกรัม โดยมี “น้องแต้ว” พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงิน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ นักกีฬาไทยคว้าเหรียญเงินและทองในรุ่นเดียวกัน บวกกับก่อนหน้านั้น “น้องแนน” โสภิตา ธนสาร คว้าเหรียญทองในรุ่น 48 กิโลกรัม และ “เจ้าดุ่ย” สินธุ์เพชร กรวยทอง ได้เหรียญทองแดง ในรุ่น 56 กิโลกรัมชาย

รวม 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง

ประเทศไทยอยู่ในลำดับต้นๆในกระดานสรุปเหรียญเทียบกับชาติมหาอำนาจโลก นี่ยังไม่รวมอีกหลายประเภทกีฬาที่นักกีฬาไทยเป็นตัวเต็งมีโอกาสลุ้นเหรียญ ทั้ง มวยสากลสมัครเล่น กอล์ฟ แบดมินตัน ยิงปืนเป้าบิน ฯลฯ

ดัชนีความสุขของคนไทยพุ่งพรวดเพราะผลงานนักกีฬา

ในจังหวะที่บรรยากาศทางการเมืองก็ผ่อนคลายความตึงเครียดลงไป ภายหลังการทำประชามติที่ผลออกมาผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ส่งผลด้านบวกในเชิงจิตวิทยาในทันทีกับภาวะทางเศรษฐกิจ

ตามสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นดีดขึ้นทันทีกว่า 20 จุด สอดคล้องกับสัญญาณตอบรับจากสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ

เป็นเพราะอานิสงส์จากความชัดเจนทางการเมือง

ในจังหวะการเดินหน้าโรดแม็ปต่อเนื่องตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้เรียกประชุมทีมงาน คสช.เพื่อประมวลสถานการณ์ภายหลังการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

แสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันฝ่าด่านไปได้อย่างเรียบร้อย

โดยเฉพาะกรณีของ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนจะได้รับการแสดงความขอบคุณจากนายกฯและหัวหน้า คสช.มากเป็นพิเศษ

มีการขอให้ทุกคนในที่ประชุม คสช.ปรบมือเป็นกำลังใจ หลังจากก่อนหน้านั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้นางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนนำช่อดอกไม้ไปมอบให้ถึงรัฐสภา

เรื่องของเรื่อง “บิ๊กตู่” เป็นคนต่อสายเชิญ “ซือแป๋มีชัย” มารับงานเสี่ยงๆด้วยตัวเอง

และยี่ห้อ “มีชัย” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ที่แน่ๆนี่เป็นครั้งสุดท้าย นายมีชัยยืนยันแล้วว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของตัวเองแล้ว ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว เพราะแก่แล้ว

มันก็ไม่แปลกที่มือระดับ “มีชัย” จะได้รับการขอบคุณด้วยใจจริงจากขุนทหาร คสช. ในฐานะกระบี่มือหนึ่งทางกฎหมายที่

รู้ทางและเล่นเข้าขากับสถานการณ์ “อำนาจพิเศษ” มากที่สุด

แล้วก็ย้ำสัญญาณชัดๆในการประชุม คสช.ล่าสุด จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ในฐานะ คสช. บอกที่ประชุมคสช.มีการยืนยันการเลือกตั้งในปี 2560

นี่ก็น่าจะเป็นจุดที่นักเลือกตั้งต้องขยับจัดกระบวนทัพนับแต่นี้ไป

ยิ่งเป็นอะไรที่ได้ข่าวแว่วๆพิมพ์เขียวในบทเฉพาะกาลที่ต้องออกแบบรับคำถามพ่วง

จ่อ “เซตซีโร่” ล้างไพ่เริ่มต้นกันใหม่

เบื้องต้นเลยเป้าโฟกัสก็คือพรรคประชาธิปัตย์ที่เกิดอาการขัดขากันอย่างเห็นได้ชัดกับทีมงาน กปปส. ตามรูปการณ์ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เสียรังวัด ไม่ว่ากรุงเทพฯหรือปักษ์ใต้ฐานใหญ่ประชาธิปัตย์แห่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญหักหน้าเจ้าตัวที่ประกาศ “โหวตโน”

ว่ากันถึงขั้นสูญเสียสถานะการนำในตำแหน่งหัวหน้าพรรค

แต่หากมองมุมกลับกัน ถ้าเทียบอาการ “หน้าแตก” กันกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้คืนมา

กับการสลัดตัวเองออกมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ คสช. ถือโอกาสล้างภาพของนายกรัฐมนตรีที่ตั้งกันในค่ายทหาร ลบเสียงเย้ยหยันการอยู่ใต้อุ้งท็อปบูต

กลับมายืนอยู่บนจุดที่โชว์ให้เห็นมาตรฐานของ “มหาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ด” ที่ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย

ใครบอก “อภิสิทธิ์” เสีย ลองกลับไปคิดกันใหม่.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

คำเดียวคือ ‘เลือกตั้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685226

 

อำกันขำๆ ถ้าไม่ใช่เพราะ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ขู่เอาผิดบรรดาสาวกเกมออนไลน์สุดฮิต “โปเกมอน โก” ไม่ให้ตามล่า “พิกะจู” ในคูหาลงประชามติ

ตัวเลขคนออกมาใช้สิทธิอาจสูงกว่านี้

ไม่พลาดเป้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดหวังไว้สวยหรูถึงร้อยละ 80

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 58 จากผู้มีสิทธิทั่วประเทศ 50 ล้านกว่าคน หรือกว่า 27 ล้านคน โดยให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 61 ไม่เห็นชอบร้อยละ 31 ส่วนประเด็นคำถามพ่วง ให้ความเห็นชอบร้อยละ 58 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41

นั่นก็เป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้กับมติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ แนวร่วมเสื้อแดง นปช. พรรคเพื่อไทย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยท่าทีของฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลทหาร คสช. แนวร่วมฝั่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และไม่เอาด้วยกับคำถามพ่วง

ต้องยอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษฎี

ตามเงื่อนไขที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะให้สังคมสงบสุข มาก่อนเงื่อนไขประชาธิปไตย

ยอมให้ทหาร คสช.คุมหางเสือของประเทศไทยต่อไป เพราะเบื่อ เอียน ผวากับบรรยากาศม็อบครองเมือง ยึดถนน ปิดสถานที่ราชการ สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายมาตั้งแต่ปี 2548 กว่า 10 ปีที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำให้ความเชื่อมั่นหายไป

ณ ห้วงเวลานี้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ทำมาหากิน ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ชัดกว่าคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ยังลอยๆ

และอีกปัจจัยสำคัญ สังเกตได้จากกระแสการตอบรับในเชิงบวกของภาคธุรกิจ สภา หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ ที่คึกคักรับสถานการณ์หลังประชามติที่มีความชัดเจนทางการเมือง

กระตุ้นความหวังที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

เสียงโหวตผ่านประชามติ น่าจะมอง “สัญญาเลือกตั้ง” เป็นสิ่งที่จับต้องได้และไม่เลื่อนลอย

แบบที่แต่ละฝ่ายต่างแสดงความเห็นในเชิงบวกกับผลประชามติที่ออกมา พร้อมๆ

กับมีการทวงคำมั่นสัญญาของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่บอกพร้อมจะเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ป

ที่แน่ๆว่ากันตามปฏิทินเวลาที่กางออกมาให้เห็นกระบวนการขั้นต่อไป ในการดำเนินการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญภายใน 75 วัน ก่อนนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญ

จากนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับภายใน 240 วัน ก่อนส่งให้สภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาภายใน 60 วัน

และขั้นตอนต่อจากนั้นภายใน 150 วันนับจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ก็ถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร

515 วันหรือ 17 เดือน โรดแม็ปก็จะถึงปลายทาง

สถานการณ์มาถึงจุดนี้ก็คงไม่มีเหตุที่จะออกอาการ “แชเชือน” กันแล้ว

ในเมื่อทีมอำนาจ คสช.ก็ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะกับ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่แฝงอยู่ในคำถามพ่วง ทำให้เดินแต้มได้ตามยุทธศาสตร์ สามารถคุม “ส.ว.สรรหา” 250 คน ในการกำหนดเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านระยะสั้น 5 ปี ต่อเนื่องกับเกมยาวตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อยู่ที่จะสลับฉาก พรางหน้า ล็อก “นอมินี” กันอย่างไร

ยกนี้ทหารเป็นฝ่ายชนะใสๆ แต่ในส่วนของนักการเมืองอาชีพเองก็ไม่ได้เสียหายมากมาย

แค่ “พ่ายกระแส” แต่สถานการณ์เดินไปได้ตามเป้าประสงค์

เพราะส่วนใหญ่ไม่ว่าคนของพรรคเพื่อไทยหรือยี่ห้อประชาธิปัตย์ต่างอยู่ในเงื่อนไขอารมณ์เดียวกันคือ อยากเลือกตั้ง หลังทนอดอยากปากแห้งมา 2–3 ปีเข้าไปแล้ว

สังเกตได้จากจังหวัดใหญ่ๆ ที่นักเลือกตั้งอาชีพระดับ “บิ๊กเนม” คุมฐานเสียง ตัวเลขออกมาจะไฟเขียวรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าโหวตคว่ำ

ฉากหน้าก็แสดงท่าทีต้านรัฐธรรมนูญทหาร โชว์จุดยืนหรูๆ เลี้ยงเรตติ้งกันไป

แต่ฉากหลังเชื่อเถอะ ลุ้นให้ประชามติผ่านกันตัวโก่ง.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

ตั้งโจทย์ประเทศเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส : ก้าวข้ามประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683786

 

พลันผลรายงานผลการออกเสียงประชามติออกมา จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของประเทศไทย

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเป็นผู้มีบทบาทเชื่อมองค์กรภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ร่วมเป็นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงโจทย์ของประเทศสำหรับเตรียมรองรับสถานการณ์และปฏิรูปประเทศโดยพยายามสื่อไปถึงทุกๆฝ่าย เพื่อให้เห็นร่วมกัน ไม่ว่าผลจะออกมาคว่ำหรือหงาย รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถแบกโจทย์การปฏิรูปประเทศที่มีปมปัญหาอยู่มากมายได้

อย่าไปเอาทุกอย่างผูกมัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะโจทย์ของสังคมไทยมีมากกว่านั้นเยอะ

ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถเป็นเครื่องมือวิเศษแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ประเด็นนี้เป็นจุดที่ควรจะสื่อถึงกันและกัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นชนวนเอาเป็นเอาตาย ถึงขั้นรัฐธรรมนูญต้องผ่านหรือไม่ผ่าน

ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกับดักความขัดแย้งของสังคม

ฉะนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่าน รัฐบาลประกาศย้ำเดินตามโรดแม็ป มีการเลือกตั้งตามเดิมปลายปี 2560

ผ่านหรือไม่ผ่าน สังคมไทยต้องมีโจทย์ร่วม ซึ่งเป็นผลที่หลายฝ่ายในสังคมเห็นสอดคล้องกัน เริ่มตั้งแต่การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมและสะสางที่เห็นชัดเจน คือการปฏิรูปบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะวันนี้ กกต.ถูกสังคมตั้งคำถามถึงกรณีเตรียมความพร้อมการทำประชามติที่ถูกวิพากษ์ในทางลบ ถ้าจะไปจัดการเลือกตั้ง นับจากวันนี้ไป กกต.ต้องปรับเปลี่ยน ปฏิรูปวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง

รวมถึงการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง การทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยว่า จะทำอย่างไรให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิด้วยความเข้าใจ ทำอย่างไรจะให้มีกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม

ก่อนไปถึงการเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังนึกถึงโจทย์นี้ด้วยว่าจะมีพรรคการเมืองให้เลือกมากกว่าสองพรรคหรือไม่ เพราะสังคมไทยจะฝากอนาคตเอาไว้กับแค่สองพรรคการเมือง บางทีก็อึดอัด

ทั้งคู่ จะมีพรรคการเมืองที่มีบทบาทเป็นทางเลือกใหม่ และตอบโจทย์หลายเรื่องที่สองพรรคเดิมไม่ได้ตอบ

ขณะนี้นึกถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูป เช่น มีพรรคการเมืองเสนอตัวแก้ปัญหาพลังงาน สิ่งแวดล้อม ชูนโยบายเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค

การจัดทำ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง จะต้องนำไปสู่การปฏิรูปพรรคการเมืองต่อไปได้

กลไกของรัฐ รัฐบาล คสช. และ กกต.จะมีส่วนทำให้เกิดพรรคการเมืองทางเลือกอย่างไร นายบัณฑูร บอกว่า สมมติรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะต้องมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับตามกลไกและกรอบเวลาที่กำหนดไว้

โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.-พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.-พ.ร.บ.พรรคการเมืองและ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องมีเนื้อหาสาระตอบโจทย์ของสังคม

ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองบริหารด้วยความโปร่งใส ทั้งในด้านการบริหารการใช้เงินทางการเมือง การบริหารภายในพรรคที่เป็นประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของผลประโยชน์สาธารณะ เป็นสาระที่สังคมอยากจะให้เกิดขึ้น

ขอย้ำอีกครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน การปฏิรูปประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปด้วย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็เดินหน้าต่อตามกติการัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกลไกและแผนกำหนดขั้นตอนไว้แล้ว

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน โจทย์ก็ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จก่อนการเลือกตั้ง การกำหนดจัดตั้งกลไกการปฏิรูปที่มีความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน การจัดทำกฎหมายอื่นๆ ถ้ากรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ ก็ต้องจัดทำกฎหมายสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามกรอบเวลา นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ

เช่น พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูป พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบรุนแรง หรือรัฐมอบให้เอกชน ที่จะมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ในการบังคับใช้ ซึ่งต้องออกภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด ขอยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการดำเนินการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนัดไว้ชัดเจนว่าหากทำกฎหมายไม่เสร็จภายในกรอบเวลาหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่รับผิดชอบต้องพ้นจากตำแหน่ง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า พลังทางสังคมจะกดดันผู้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ได้อย่างไร ให้นำไปสู่การปฏิรูประบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองและปฏิรูปด้านอื่นๆ นายบัณฑูร บอกว่า ขณะนี้พลังของสังคม ภาคประชาคม นักวิชาการ องค์กรเอกชน ภาคธุรกิจ ไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเข้าสู่จุดอับ จุดติดขัด

ฉะนั้นพลังสังคมจะออกมาเห็นร่วมกันเรียกร้องผลักดันและเฝ้าจับตามอง เพื่อผลักดันกฎหมายที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างแบบนี้

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องกลับไปสู่โจทย์การปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ยังค้างอยู่ จะเดินต่อไปอย่างไรก่อนการเลือกตั้ง และจะออกแบบกลไกการปฏิรูปที่ทำให้เกิดการต่อเนื่องอย่างไรในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไป เพราะการปฏิรูปต้องทำเป็นกระบวนการ และการปฏิรูปวันนี้พอผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็จะมีโจทย์ใหม่ๆตามมา

สิ่งเหล่านี้ถ้าจะเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไปหน้าตาเป็นอย่างไร โจทย์อย่างนี้จะตามมาอีก

โจทย์ที่สำคัญของสังคมไทยอีกข้อ คือกระบวนการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน เรามีโจทย์ร่วมการคลี่โจทย์การบ้านประเทศ

ทั้งการเลือกตั้งปี 2560 การปฏิรูปเพื่อหลุดพ้นปัญหาความเหลื่อมล้ำ การสร้างความปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ จากที่พูดคุยกับพรรคการเมืองในหลายเวทีพบว่า พรรคการเมืองไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ

ไม่เช่นนั้นพอเราเปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่อเนื่อง แม้แต่รัฐบาลชุดเดียวกันพอเปลี่ยนรัฐมนตรีก็เปลี่ยนนโยบาย แต่ยุทธศาสตร์ชาติถ้ามีเหตุผลจำเป็นจริงก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

การทำยุทธศาสตร์ชาติในขณะที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ อาจจะหยิบร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อเดินต่อได้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง เพราะยุทธศาสตร์หลักพื้นฐานคือยุทธศาสตร์ของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ฉะนั้นกระบวนการให้คนในชาติร่วมเป็นเจ้าของจะต้องทำต่อ โดยยึดปรัชญาตรงนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน

ขอย้ำว่าก่อนการเลือกตั้งสิ่งที่ควรทำเพื่อให้การปฏิรูปเกิดความก้าวหน้า ซึ่งอาจจะทำได้ยากถ้าเป็นยุคหลังการเลือกตั้ง มีทั้งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ระบบศาล ปฏิรูปการแก้คอร์รัปชัน ปฏิรูประบบราชการ

สิ่งเหล่านี้ควรทำหรือไม่ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนของประเทศไทยจ่ายไปจำนวนมาก ทั้งเลือดเนื้อ ชีวิต เวลาและโอกาสที่เราตกอยู่ในวังวนความขัดแย้ง

ถ้าเริ่มต้นปฏิรูป 3 เรื่องนี้มันอาจจะไม่สำเร็จทั้งหมด แต่จะเป็นฐานสำคัญทำให้การปฏิรูปในโจทย์อื่นๆตามมา จะเกิดการปฏิรูประยะกลาง 5 ปี และระยะยาวที่วางยุทธศาสตร์ชาติจะส่งแรงต่อไปได้

ต้องยอมรับว่า 3 เรื่องนี้เป็นปัญหาร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม พรรคการเมืองไหนเข้ามาก็ต้องจัดการกับปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ เป็นความหวังที่จะทำให้อนาคตของประเทศไทยเดินต่อไปได้ จะเป็นผลงานสำคัญที่คุ้มกับต้นทุนที่เราจ่ายไปในช่วงความขัดแย้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คุ้มกับประชาธิปไตยที่ชะงักไปใน 2 ปีกว่า

ขณะนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล คสช.ที่จะจัดลำดับความสำคัญ พุ่งเป้าไปที่ 3 เรื่องนี้ แม้ยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ

ทั้งหมดนี้อยากสื่อไปถึง คสช. รัฐบาลว่า สิ่งที่เสนอไปล้วนเป็นความเห็นของคนจำนวนมากในสังคมที่เห็นโจทย์เหล่านี้ร่วมกัน เป็นโจทย์ข้ามสี ข้ามฝ่าย ไม่ว่าสีการเมืองไหนก็เป็นโจทย์ร่วมกัน

ซึ่งจะเป็นทางออกจากกับดักความขัดแย้งที่สะสมเรื้อรัง และเป็นการสร้างสภาวะความปรองดองเกิดขึ้น ทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

เพราะเป็นการมองข้ามผลของการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน และโจทย์แบบนี้ตั้งต้นมาจากความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม

ซึ่งมันตอบโจทย์ปากท้องของประชาชน.

“ทีมการเมือง”

วันลงมติกติกาสูงสุด “ชี้ขาด”อนาคตประเทศไทย : คำสั่งประชาชน เหนืออำนาจใด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683242

 

ปฏิทินเวลาเดินมาถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559

นับเป็นอีกวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนชาวไทย

กับวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการฯ อีก 20 คน ทำการยกร่างฯ โดยใช้เวลา 180 วัน มีด้วยกันทั้งหมด 16 หมวด 279 มาตรา

ลุ้นกติกาสูงสุดของประเทศฉบับใหม่จะผ่านหรือโดนคว่ำ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อม สารพัดปมเสียดทาน สัมผัสได้กับบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรงก่อนถึงวันลงประชามติ

มีประเด็นปั่นป่วนวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นปมเหตุที่สถานทูตต่างชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น พม่า ได้เตือนพลเรือนของตนเองในการหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมในวันทำประชามติ

ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยทั้งทหาร ตำรวจ ก็ระดมกำลังดูแลป้องกันเหตุเต็มอัตรา

หลังจากก่อนหน้านี้ ว่ากันตามสถิติที่ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยยอดผู้ขัดขวางการลงประชามติทั่วประเทศรวมแล้วปาเข้าไป 58 คดี

และที่แรงๆเลยก็คือกรณีการไล่ล็อกเครือข่ายนัก

การเมืองตระกูลดังในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกกล่าวหาเป็นขบวนการเผยแพร่เอกสารบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย โดนทหารบุกรวบตัวคาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ โดน 2 เด้ง ทั้งคำสั่งตามมาตรา 44 พักงานไม่มีกำหนดพร้อมดำเนินคดี และทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร

โดยปรากฏการณ์ “เชือดไก่” ขู่พวกท้าทาย

แต่นั่นก็ยังมีคนกล้าเปิดหน้าแสดงตัว “โหวตโน” โชว์จุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญชัดๆ

โดยเฉพาะพวกที่มีโมเมนตัมสูงๆ กระตุกแรงสั่นสะเทือนในวงกว้าง อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำให้กระแสของฝ่าย “ไม่รับ” ดูแรงขึ้นทันที

ในขณะที่ “ฝ่ายรับ” ก็สำแดงอาการเต็มที่ แบบที่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ออกตัว “ล้อฟรี” ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ สื่อโซเชียลฯตีปี๊บเชียร์กันทุกวัน

ถึงขั้นงัดมุก “แขวนนกหวีด” ตั้งท่าจะระดมพลออกมา ดีว่าโดนฝ่ายความมั่นคง คสช.เบรกซะก่อน

ต่างฝ่ายต่างเดินแต้มตามธง ส่งสัญญาณถึงกองหนุน

“ฝ่ายรับ” กับ “พวกคว่ำ” ทำให้ท็อปบูตทั้งเหนื่อยและเครียดในการคุมสถานการณ์

แต่ก็ยังมีจังหวะคั่นด้วยบรรยากาศขำๆ แบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดฉากแถลงโชว์สื่อมวลชน แสดงความพร้อมของอุปกรณ์ในการทำประชามติ

มีการโยนหีบบัตรกล่องพลาสติกที่คุยว่าแข็งแรง แตกโพละต่อหน้าต่อตานักข่าว

เล่นเอาฮาครืนทั้งประเทศ แม้แต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เองยังอดขำไม่ได้ กับช็อตหน้าแตกของทีมงาน กกต.

พอเป็นสีสันคั่นฉากซีเรียสได้

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์มาอยู่ตรงช็อตท้ายๆ ช่วงปลายสัปดาห์ ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เขียนข้อความด้วยลายมือใส่กระดาษ ฝากผ่าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสื่อสารผ่านไปถึงประชาชนคนไทย

โดยใจความว่า อย่าเพิ่งกลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผีในอนาคตให้ได้ คาถาป้องกันผีนี้ คือการมีความเข้าใจ ร่วมมือ และก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป

กระตุ้นฝ่ายรับร่างฯ เป็นนัย

และถึงที่สุดเลย พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันในนามส่วนตัว จะไปลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

โดยจะลงเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

เปิดไพ่ แบไต๋กันแบบไม่สงวนท่าที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปัจจัยแวดล้อมประกอบ ไม่ว่าจะเป็นกระแสขั้วนั้นขั้วนี้ หรือท่าทีของบุคคลที่มีอิทธิพลชี้นำ มาถึงวันนี้ 7 สิงหาคมวันประชามติ

ทุกอย่างก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน

เริ่มต้นเปิดหีบตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึงเวลา 16.00 น. ปิดหีบ

ก่อนอื่นเลย นายประวิตร รัตนเพียร กกต.ได้ฝากเตือนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ระมัดระวังการเซลฟี่ ถ่ายรูปภายในหน่วยออกเสียงเพราะถือว่าผิดกฎหมาย

เสี่ยงโดนดำเนินคดีได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โดยที่ กกต.คาดจะรู้ผลได้อย่างไม่เป็นทางการในเวลาไม่เกิน 21.00 น.

เรื่องของเรื่อง มันมีปมให้ขบกันตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคว่ำหรือหงาย กับประเด็นที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วิเคราะห์ล่วงหน้าเป็นเชิงแสดงความกังวล

เรื่องการไม่ยอมรับผลประชามติ

เพราะไม่ว่าผลโหวตจะออกมารับหรือไม่รับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีแนวโน้มถูกขยายความ แปลความหมายผลคะแนนในทางที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ตามชนวน “หัวเชื้อ” ขัดแย้งสะสมที่ไม่ได้ซาลงไป

และนั่นก็ล้อกันพอดีกับปรากฏการณ์ที่นายสุเทพเปิดปฏิบัติการแฉดักคอ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เตรียมป่วนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ

โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป

ในขณะที่อดีตนายกฯทักษิณ ก็ส่งอีเมลคำแถลงถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะให้ประชาชนชาวไทยลงประชามติ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “งี่เง่าไร้ประโยชน์” จะทำให้คณะทหารสามารถ

กุมอำนาจต่อไปอย่างถาวร และทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตไม่สามารถที่จะปกครองประเทศได้

โดยร่องรอยมันก็เป็นอะไรที่พอเห็นเค้าลางเหมือนกัน

เอาเป็นว่า ประเมินกันตามเงื่อนไขของผลการประชามติที่จะออกมาชี้ขาดอนาคตประเทศไทย

ในมุมแรกเลย หากร่างรัฐธรรมนูญพร้อมคำถามพ่วงผ่านด่านทั้งคู่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ คสช.จะเบาเนื้อเบาตัวมากที่สุด เพราะทุกอย่างจะเดินหน้าตามโปรแกรมโรดแม็ป

ไม่ต้องสะดุดกับแรงเสียดทาน

เพราะมันคือการประทับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร คสช.ในการลากเกมอำนาจพิเศษออกไปได้แบบสบายๆ ไร้กังวล

ตรงกันข้ามมันคือการลงโทษนักการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพต้องพึงสังวร

พฤติกรรมแบบเก่าประชาชนไม่เอาแล้ว

หรือถ้าออกมามุม ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน โดยสถานการณ์ที่ คสช.ก็อาจจะเบาตัว แต่หายใจได้ไม่ทั่วท้อง เพราะทางหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ แต่ก็ต้องเคลียร์กระแสประชาชนไม่เอาด้วยกับพิมพ์เขียวลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านของทหาร

แต่หากออกในมุม ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงผ่าน ตามเงื่อนไขก็จะเข้าทาง คสช.ต้องการให้ออกมุกนี้มากที่สุด เพราะมันคือจุดที่จะเปิดทางให้ทหารสามารถใช้พิมพ์เขียวลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ในร่างรัฐธรรมนูญที่หัวหน้า คสช.มีอำนาจในการยกร่างขึ้นมาเองเลย

ทั้งหมดทั้งปวง ในกรณีที่จะเลวร้ายสุดของ คสช.ก็คือหวยออกมาในมุมที่ผลประชามติไม่ผ่านทั้งร่างรัฐ-ธรรมนูญและคำถามพ่วง

โดนโหวตคว่ำหัวทิ่มหัวคะมำ

มันก็หนีไม่พ้นโดนตีปี๊บขยายผล ตอกย้ำประชาชนไม่เอาผลิตผลจากการรัฐประหาร

ไม่ต้องการให้ทหารนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

ยิ่งตามรูปการณ์ ถ้าจำนวนประชาชนออกมาใช้สิทธิแบบถล่มทลาย คะแนนโหวตไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญท่วมท้น ตัวเลขไม่เอาคำถามพ่วงล้นทะลัก

พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานก็ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์เหมือน “กล้วยทับ” ถูกบีบหนัก

แรงกดดันจะยกระดับเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

อ้างเหตุยึดเอาผลประชามติค้ำคอรัฐบาลทหาร

ตามเงื่อนไขที่มากับสถิติประชามติ คสช.ก็ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง

เบื้องต้นเลยกับร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจหัวหน้า คสช.ก็หนีไม่ออก ต้องใช้กระแสประชาชนเป็นแนวทางหลักในการยกร่าง นำไปใช้เลือกตั้งตามโรดแม็ป คสช.ลากต่อออกไปได้อีกไม่นาน

ขืนดื้อดึงก็ยิ่งเสี่ยงกับแรงบีบมหาศาล

อำนาจพิเศษ มาตรา 44 ก็ยากจะทัดทานได้

ในเมื่อคำสั่งของประชาชน เหนือกว่าทุกอำนาจ.

“ทีมการเมือง”

 

ลุ้นทิศทางอำนาจทุกขั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682963

 

บิ๊กเนมต้นขั้วแต่ละฝ่ายเปิดหน้า “เรียกแขก” ก่อนเข้าเส้นชัย

นอกจาก “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โผล่ตอนท้าย ออกแถลงการณ์ส่วนตัวส่งทางอีเมลให้สำนักข่าวรอยเตอร์ ประสานเสียงวิพากษ์วิจารณ์สอดคล้อง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาว

โดยทำนาย แม้รัฐบาลใหม่จะได้รับการรับรองจากระบอบทหารในปัจจุบัน แต่ก็จะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบริหารเศรษฐกิจไทย หรือบริหารประเทศภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

มองร่างรัฐธรรมนูญ “ต่อท่ออำนาจพิเศษ”

เข้าทาง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่นอกจากร้องกันคนละคีย์กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคนในสังกัดเก่าแล้ว ยังโยนไพ่เด็ด ปลุกสาวก

ระบุ “ทักษิณบงการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” และเตรียมเดินแผนรุกไล่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ในช็อตต่อไป

ปลุกผี กระตุกฝ่าย “ตรงข้ามทักษิณ” ออกมาต้าน “โจทก์เก่า”

แต่นั่นไม่เท่ากับ พระเอกตามท้องเรื่อง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ โผล่ประกาศ “ท่าทีส่วนตัว” ในช่วงไคลแม็กซ์ ยืนยันว่าจะไปลงประชามติ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

“จะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงประชามติ”

เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพอย่างน้อย 5 ปี สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

โดยไม่ลืมบอกปัดข้อครหา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ

เอาเป็นว่า ต่างออกมาตีเกราะเคาะไม้ เปิดไต๋ปั่นแต้มกันถ้วนหน้าในช่วงสำคัญ

แต่จะอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด เสียงประชาชนก็คือเสียงสวรรค์

คิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง 7 ส.ค.นี้ ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนราวๆ 50.5 ล้านคน จะเป็นผู้กำหนดอนาคตชี้ทิศทางประเทศอย่างแท้จริงด้วยการใช้สิทธิ “ทางตรง”

จุดชี้วัดสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อ “อำนาจพิเศษ”

เพราะทั้ง คสช.–รัฐบาล คือ “แม่น้ำสายหลัก” ของกระบวนการร่างกฎกติกาประเทศ นั่นจึงไม่พ้นที่จะต้องถูกจับตา หลังประชามติจะเดินต่อไปในทิศทางไหน

ฉันทามติประชาชนจะส่งผลต่อ “ความชอบธรรม” ของ “อำนาจพิเศษ” อย่างไร

ไม่เท่านั้นยังมีผลต่อขั้วฝ่ายต่างๆ ทั้งพวกที่เคยเป็นแนวร่วมอย่าง “ขั้วอำนาจเก่าแก่” ที่มีการขยับหมากเกมเป็นระยะๆ ชนิดกระตุกแรงขอแชร์อำนาจ

หลังประชามติก็คงต้องมีการ “ปรับแผน” เช่นกัน

นั่นก็ไม่ต่างจาก ค่ายประชาธิปัตย์ และคีย์แมน กปปส.ในค่าย แยกเป็น 2 สายชัดเจน

ภาวะ “เสียงแตก” จะกลายเป็นพรรคแตก แยกค่ายตามมาหรือไม่

กระทั่งอีกขั้วที่ก็เห็นชัด ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดสำหรับเครือข่ายนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” ในพรรคเพื่อไทยที่ยังไร้แม่ทัพคอนโทรลเกมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

บิ๊กเนมที่มีบทบาทสูง อยู่ที่บรรดา “ซุปเปอร์นารี”

ไม่ว่าจะเป็นสายเจ๊ๆ “น้องสาวนายใหญ่” ใช้สิทธิ “บอร์ดตระกูลชินฯ” ก่อนหน้านี้เห็นสัญญาณขยับจัดแบ่งโซนคุมเสียงในพื้นที่ลูกข่ายก๊วน “น้องสาวนายใหญ่” ระดับ “เจ้าแม่” คนดัง

พลาดโดนไล่บล็อก ล็อกตัวจนครึกโครมมาแล้ว

ยังมีอีกขั้ว “เจ้าแม่” คนใกล้ชิดนายใหญ่ คัมแบ็กพร้อมกับการเอ่ยอ้างถึง “ตั๋ว” บ้านจันทร์ส่องหล้า รับสัญญาณ “นายหญิง” มาเบรกเกมเคลื่อนไหว

หวั่นเกมร้อนแรง จะทำให้ “ดีลสะดุด”

อาสาเป็นตัวทำเกม ในโหมดเจรจาเพื่อความปรองดองและแฝงสูตร “รัฐบาลแห่งชาติ”

เดินหมากสวนทางกันเต็มๆ กลายเป็น “ศึกเจ๊ๆ” ให้ “นายใหญ่” ต้องมึนยาว

หลัง 7 ส.ค.นี้คงรู้กัน ซือเจ๊ขั้วไหนจะเข้มขลังกว่า

เรียกว่าทุกขั้วฝ่ายรอคิวประชามติชี้วัด จึงจะรู้ทิศทางขับเคลื่อนที่ชัดเจน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จากเสือเป็นเห็บก็รู้กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681076

 

จากเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย กลายเป็น “เห็บหมา” แห่งสยาม

ตามสภาพการณ์แบบที่คนระดับนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทย ณ ห้วงปัจจุบัน

ต้องอาศัยสูบเลือดจากยักษ์ใหญ่เอเชีย

เกาะจีนหรืออินเดียเพื่อประคองตัวให้รอดเฉพาะหน้าไปได้เท่านั้น

นั่นก็ตอกย้ำโจทย์ยากๆของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศแล้วจะอยู่ต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านหรือไม่ผ่านด่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

แต่ที่เครียดกว่าก็น่าจะเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

สถานการณ์กดดัน เกมบีบกัปตันทีมวิ่งสู้ฟัด

ยิ่งเป็นอะไรที่แว่วๆ อาการอึดอัดแบบที่เจ้าตัวไม่รู้จะเหยียบเรือแคมไหน

เพราะโดยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นอยู่กับสายบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องอาศัยแรงหนุนจาก “พี่ใหญ่” เพื่อการันตีสถานะความมั่นคงในรัฐบาล

งานนี้เลยทำใจลำบาก และกดดันการทำงานยิ่งยากลำบากเข้าไปอีก

แน่นอน โดยเงื่อนสถานการณ์มันก็ล้อไปกับความเคลื่อนไหวของฝ่าย เสธ.เบอร์ต้นๆของรัฐบาลทหาร คสช.ที่เริ่มมีการเดินสายเช็กกระแส และมีการโยนทุ่นเกี่ยวกับคิวปรับคณะรัฐมนตรีหลังประชามติ

แม้ล่าสุด “บิ๊กตู่” จะบอกปัดกระแสดังกล่าว ปฏิเสธเรื่องการปรับ ครม.

แต่เรื่องของเรื่อง โดยเงื่อนไขความจำเป็นในเชิงบริหาร การขับเคลื่อนงานของรัฐบาลที่จำเป็นต้องลากยาวอำนาจพิเศษต่อไป ประกอบกับสถานการณ์รองรับบิ๊กท็อปบูตเกษียณอายุ ต้องสลับฉากเข้ามานั่งใน ครม.ตอบแทนที่ช่วยกันประคองเกมอำนาจ คสช.

ตามไฟต์บังคับยังไงก็ต้องปรับ ครม.

ถ้าไม่บังเอิญติดตรงสถานการณ์พิเศษไม่เอื้ออำนวยให้

โดยสภาพที่เต็มไปด้วยโจทย์ปัญหา รัฐบาลท็อปบูตมีแต่เหนื่อยกับเหนื่อยหนัก

แต่ที่ “หักดิบ” แล้วเบาเนื้อเบาตัวลงไปเยอะ

ตามอารมณ์ล่าสุด “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 52 ปี ที่วัดวรจรรยาวาส เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยแรกครั้งเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2535

ถือโอกาสทบทวนความรู้สึกเมื่อครั้งตัดสินใจเข้าสู่การเมือง

พร้อมประกาศเลยว่า บ้านเมืองยังไม่ไปถึงจุดที่ฝันไว้ ยังมี กำลังพร้อมร่วมกับประชาชนคนไทยทุกสี ทุกจังหวัด ทุกภาค เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ประเทศไทยต้องดีกว่านี้

“อภิสิทธิ์” เริ่มเดินหมากการเมืองกระดานใหม่

เป็นการออกตัวแบบเต็มสูบ พูดได้แบบเต็มเสียงชัดถ้อยชัดคำ หลังปฏิบัติการกระชับพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์คืนจากม็อบ กปปส.

โดยผลต่อเนื่องจากการประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่าง

รัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” สวนทางกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ

โดยไม่สนอีกฝ่ายจะส่งคนมาล็อบบี้ ขอร้องให้ช่วยรักษาหน้า

ที่แน่ๆจุดยืนของนายอภิสิทธิ์มี “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ถือหางคัดท้ายให้ชัดเจน

มันก็เป็นอะไรที่การันตีสถานะ “แม่ทัพเต็มตัว” สังเกตได้จากอดีต ส.ส.ปักษ์ใต้ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญตามจุดยืนของ “หัวหน้าอภิสิทธิ์”

ไม่กลัวอิทธิฤทธิ์ของ “ลุงกำนัน” อีกต่อไป

และก็อย่างที่เห็นๆ พอ “อภิสิทธิ์” กล้าหักดิบ ประชาธิปัตย์ “ตัดหาง” ทีมงาน กปปส. ตามสถานการณ์ก็เหมือนต้นทุนหน้าตักหาย “ลุงกำนัน” เลยต้องงัดไม้ตาย

เปิดมุกเป่า “นกหวีด” เรียกแขกออกมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ “มีชัย”

รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดังเหมือนเดิม.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

กระตุกเกมแชร์อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680096

 

ได้ฤกษ์ตรงกับวัน “หวยออก” พอดี

“2.86 แสนล้านบาท” ตัวเลขกลมๆมูลค่าความเสียหายคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่รับหน้าที่ประกาศโดย “หม่อมเหลน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

จ่อเช็กบิลกับ “น้องปูคนสวย” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

งานนี้ได้วัดใจจะหนีหรือยอมติดคุก เพราะคลังสมบัติ “ตระกูลชิน” ไม่รู้จะพอหรือเปล่า

แต่ก่อนอื่นเลย ตามจังหวะปล่อยตัวเลขความเสียหายคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมหาศาล มันก็ช่างบังเอิญรับกันเหมาะเจาะพอดีกับคิวที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋ “มีชัย”

อ้างเหตุผลหลัก จะเปิดทางให้จำเลยคดีจำนำข้าวหลุดบ่วงในท้ายที่สุด

สถานการณ์มันเลยเข้าเหลี่ยมจุดกระแสเต็มๆ

ในมุมแบบที่ว่าฉากจวนตัวของ “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ “อภิสิทธิ์”

และก็ต่อจิ๊กซอว์กันได้เห็นเป็นภาพต่อเนื่อง ว่าตามท้องเรื่องที่ทีมงานม็อบพันธมิตรวิเคราะห์ดักทางเกม “ช็อก” แนวร่วมสลิ่ม

แฉสูตร “หุ้นส่วนอำนาจใหม่” หากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านด่านประชามติ

คสช.จะหันไปจับมือพรรคเพื่อไทย

หลังเลือกตั้งรอบต่อไป “ส.ว.สรรหา” จะแท็กทีมกับผู้แทนราษฎรลูกข่ายของ “นายใหญ่” ประคองนายกรัฐมนตรีที่ท็อปบูตล็อกสเปกเข้ามา

และสถานการณ์บีบพรรคประชาธิปัตย์ถ้าอยากจะมีส่วนร่วมในดีลอำนาจ ก็ต้องเปลี่ยนหัวจากนายอภิสิทธิ์ที่แสดงจุดยืนไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและสูตรอำนาจของ คสช.

โดยรูปการณ์ของการ “ดักคอ” ฝ่ายคุมเกมอำนาจ

“อภิสิทธิ์” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เพราะกลัวเปิดทางรอดให้ “ยิ่งลักษณ์” ที่กำลังโดนล็อกด้วยตัวเลขความเสียหายมหาศาล ในสถานการณ์ที่ม็อบพันธมิตรฯ ก็ตีปี๊บเกมฮั้วของทีมงาน คสช.กับเครือข่าย “ทักษิณ” หลังการเลือก
ตั้งรอบต่อไป

ในฉากที่กำลังจะเดินไปสู่ตอนจบแบบ “หักมุม”

เป็นมุมที่ท็อปบูต คสช. “ถูกผลัก” ออกไปอยู่กับฝ่าย “ทักษิณ”

ขณะที่โฟกัสจาก “ตัวเดินเกม” เขย่าหัวเชื้อหวาดระแวง ไล่ตั้ง “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐ-ธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เปิดฉากซัด “ร่างรัฐธรรมนูญอำพราง” หรือปรมาจารย์อย่างนายชวน หลีกภัย จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาถือหางนายอภิสิทธิ์ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และมาตบท้ายที่ม็อบพันธมิตรฯ ตีปี๊บประจานคิวฮั้ว

ตัวละครทั้งหมดล้วนแต่จัดอยู่ในระดับ “สายตรง”

ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยถ้าจะโยงเป็นสัญญาณ “ธง” จากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์

มโนได้ว่า ทีมงาน “อำมาตย์” ไม่ไหลตามพิมพ์เขียวอำนาจของทีมท็อปบูต คสช.

ตามกระแสต่อเนื่อง เรื่องที่ปิดไว้ไม่มิด อาการขบเกลียวอำนาจระหว่างเครือข่าย “ลูกป๋า” กับสายตรงอำนาจในปีก “พี่ใหญ่”

แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงล็อก แชร์อำนาจกันไม่ลงตัว

และก็ถึงจังหวะแตกหักเหมือนกัน สถานการณ์ระหว่าง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.กับพรรคประชาธิปัตย์ในปีกของนายอภิสิทธิ์

ว่ากันตามฉากเบื้องหลังวันที่ “เดอะมาร์ค” นัดแถลงข่าว “โหวตโน” แว่วๆมีแกนนำระดับ “คีย์แมน” ของ กปปส.วิ่งเข้าล็อบบี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ให้ขัดลำกับ “ลุงกำนัน” ที่ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญสุดตัว

นั่นไม่เท่ากับกลัวจะพังกันหมด กับดีลที่มีคนรับปากไว้กับทหารว่าคุมเสียงปักษ์ใต้ได้ เพราะน้ำเลี้ยงอดีต ส.ส.ในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่อท่อตรงไปจาก กปปส.

และตามเงื่อนไขก็ยังโยงไปถึงสถานการณ์บนเส้นด้ายของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่โดนชนักปักหลัง อาการงอมพระราม

ท่ามกลางเสียงยุให้ใช้ดาบ “มาตรา 44” ฟันออกจากเก้าอี้

ถ้าประชามติโดนคว่ำ เงื่อนไขที่ดีลกันไว้ก็ล้มหมด.

ทีมข่าวการเมือง

 

ศูนย์รวมยังล็อกที่ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679066

 

นับถอยหลังอีก 5 วัน ถึงจังหวะหงายไพ่เล่นกันหมดแล้ว

และแนวโน้มที่กระตุกเกมพลิกคว่ำพลิกหงาย ไม่ใช่ฝั่งตรงกันข้ามแบบที่เป็นข่าวว่าหน่วยความมั่นคง คสช.ล็อกเป้าเกมป่วนจากนักการเมืองขาใหญ่ฝ่ายต่อต้านอำนาจทหาร

แต่เป็นแนวร่วม “คนกันเอง” ที่เขย่ากันแรงๆ

ตามจังหวะล่าสุดเป็นรายของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ที่สะท้อนความเห็นลงบทความบนหน้าหนังสือพิมพ์

วิจารณ์ยับเป็นนัย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ปิดกั้นการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอำพราง ซ่อนนั่นซุกนี่ไว้ไม่ให้ใครเห็นหรือล่วงรู้เพราะไม่ได้อ่านหรือไม่ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิดแต่ต้น

จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่งไป แทนที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน

“ร่างรัฐธรรมนูญอำพราง” ตอกย้ำซ้ำ “โจรปราบโจร”

แรงในระดับเดียวกันกับวาทกรรมที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เหตุผลประกอบการประกาศ “โหวตโน” ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ในเครื่องหมายคำถาม “นัดกันมาหรือเปล่า”

เอาเป็นว่าไล่กันตามปรากฏการณ์ความเชื่อมโยง กับจังหวะการออกมาของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ ที่ต่อเนื่องกับคิวของ “อภิสิทธิ์” ซึ่งได้รับการถือหางจาก “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ยืนยันเลยว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อ่านร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคนร่าง จึงทำให้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งว่ามาตราไหนเป็นอย่างไร มีการออกกฎหมายเพื่อเอื้อกับคนทำผิดอย่างไร และมีการทำให้การบังคับใช้ระบบรัฐสภาไม่มีประสิทธิภาพอย่างไร

“ประสงค์ สุ่นศิริ-ชวน หลีกภัย-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไปในโทนเดียวกัน

และที่ลึกล้ำไปกว่านั้น โดยสายสัมพันธ์ฉากหลังอย่างที่รู้กันมาในอดีตว่าใครแนบแน่นอยู่กับใคร มันก็หนีไม่พ้นการโยงไปถึงบ้านใหญ่ย่าน “เทเวศร์”

เช็กสัญญาณไฟเขียวไฟแดงได้ระดับหนึ่ง

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่ตรงกันข้าม หากเทียบระดับความแนบแน่นของบุรุษคาบไปป์ ปรมาจารย์ชวนและนายอภิสิทธิ์กับทีมท็อปบูต คสช.ในปีกของ “พี่ใหญ่” บูรพาพยัคฆ์

หากจะมโนเป็นเกม “หักดิบ” ในสงครามตัวแทนก็ใช่จะไร้น้ำหนักซะเลย

ยิ่งเป็นอะไรที่มาถูกจังหวะตรงตามท้องเรื่องพอดี กับมุก “ตอกลิ่ม” ของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่โยนทุ่นเสนอให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. รับผิดชอบหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ด้วยการเปิดทางให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ขึ้นนั่งแท่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน

แต่ในอารมณ์ที่ “บิ๊กป้อม” รู้ทันแผน ไม่หลงเหลี่ยมรับมุกตอกลิ่ม

ยืนยันว่าตนเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก คุยกันทุกวัน

พล.อ.ประวิตรพูดชัด พล.อ.ประยุทธ์มีความเหมาะสมเป็นนายกฯมากกว่า ตนเองจะไม่เป็นนายกฯ แต่มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ตนเองก็ไม่อยู่เหมือนกัน

ซึ่งนั่นก็ได้ยินตรงกันทั้งวงนอกวงใน ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง

พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” จะย้ำประโยคเดิม ไม่ว่าจะอย่างไร ระหว่างตัวเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

3 พี่น้องไม่มีทาง “หัก” กันแน่นอน

เรื่องของเรื่องกับ “ประโยคทอง” ของ “บิ๊กป้อม” ที่บอกว่ามีหน้าที่คอยช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ตนเองก็ไม่อยู่

เท่าที่รู้มามันก็ตรงกันเลยกับ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มืองานเบอร์ต้นๆของรัฐบาลที่มีเค้าตามข่าวลือว่ามีโอกาสเสียบแทนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เจ้าตัวก็ยืนยันชัด ถ้านายกฯไม่ใช่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พร้อมเปิดหมวกลารัฐบาล

โดยรูปการณ์ “บิ๊กตู่” คือศูนย์รวมพลังที่อยู่นานยิ่งแน่น.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

เปิดใจทำไมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ : เดิมพันด้วยอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677716

 

“ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ถ้อยคำคำนี้ตอกย้ำจุดยืนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเปิดหัวใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยให้เหตุผลถึงสาเหตุที่ไม่รับ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ แถมมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากยิ่งขึ้น เพราะการทำประชามติครั้งนี้มีข้อโต้แย้งมาก ไม่เป็นไปตามธรรมชาติในแง่ของการเปิดพื้นที่ให้มีการรณรงค์ ถกแถลง

ฉะนั้น แม้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ มั่นใจว่าคนที่ไม่เห็นด้วยจะหยิบยกรณีนี้ขึ้นมาอ้างตลอดเวลาว่า ไม่มีการถกแถลงของทุกฝ่ายอย่างที่ควรจะเป็น การแก้ไขหรือรื้อแงะรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมากในอนาคต

การออกแบบวุฒิสภาไม่ใช้เพื่อการถ่วงดุล หรือตรวจสอบจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งในระบบการเมือง

ประเด็นเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ

แม้แต่การปราบปรามการทุจริต ก็เคยชี้ให้เห็นแล้วว่ามีบางบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่ดี มีโทษเข้มงวด แต่กระบวนการที่จะเอาผิดหรือลงโทษกลับอ่อนแอ

เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยต่อประเทศ จึงหยิบมาเป็นตัวตั้งและในการวิเคราะห์ความห่วงใยนี้ก็อยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์

ในเมื่อผมเป็นหัวหน้าพรรคก็ต้องแสดงจุดยืน แต่ก็เข้าใจคนที่อยากรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีเหตุผลหลากหลาย เช่น มันเห็นชัดเจนดีที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งแต่ถ้าไม่ผ่านก็มีการเลือกตั้งภายใต้กรอบเวลาใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก

ขณะที่มีคนกังวลกับระบอบทักษิณ โดยกลัวว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเข้ามา แล้วจะต้องหากลไกอะไรบางอย่างมาหยุดหรือยันเอาไว้

ขอถามว่าแบบนี้เป็นวิธีการต่อสู้ หรือถ้าประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้ใครมาบริหารประเทศ หากไม่ยอมตรงนั้นจะทำให้สังคมไม่สงบ

วิธีแก้ไขคือ เมื่อประชาชนเลือกใครมาบริหารประเทศ เราต้องดูว่ารัฐบาลนั้นๆไม่บิดเบือนการใช้อำนาจต่างหาก และต้องออกแบบระบบการเมืองต้องแก้ไขให้ตรงจุด เพราะเราไม่สามารถไปคิดว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 5 ปีนี้ปล่อยให้ผ่านไปก่อน ไม่เป็นอะไร และอีก 5 ปีหลังถึงมาคิดว่าจะเกิดอะไร

ฉะนั้น ประเด็นที่ห่วงใยตามที่เคยบอกไป ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องมาโจมตี หรือตำหนิกัน เพราะในที่สุดสังคมจะค่อยๆตกผลึกในเรื่องนี้ว่า อะไรเป็นอะไร ผมอาจจะผิด หรือเขาอาจจะถูกก็ได้ ให้การทำประชามติเป็นตัวตัดสิน

และตอนนี้สิ่งที่ผมได้ทำอีกเรื่องหนึ่ง คือ เริ่มดึงประเด็นการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมาที่ “ตัวสาระ” มากขึ้น ขณะนี้หลายคนที่รับหรือไม่รับ เพราะคิดถึงพวกหรือรู้สึกว่าเป็นฝ่าย ซึ่งผมเข้าใจ แต่จะเป็นพวกหรือเป็นฝ่ายก็ไม่ควรมองข้าม “สาระ” สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่างในการชุมนุมต่อสู้ครั้งที่ผ่านมา เรียกร้องการกระจายอำนาจให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่เขียนถึง แถมยังเขียนปิดทางให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งได้อีก

จึงต้องดู “สาระ” การเห็นแย้งในเชิง “สาระ” ถามว่าเราจะต้องมาห้ำหั่นว่าเป็นคนละพวกกันอีกหรือ ขอถามว่าถ้าเรายังคิดอยู่ในกรอบนี้ ก็ยังคิดไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินออกจากวังวนความขัดแย้งได้อย่างไร หรือจะปล่อยให้มีต่อไปเช่นนี้

วันนี้จึงพยายามเปิดทางให้ประเทศเดินไปข้างหน้า สุดท้ายยังคิดว่าสังคมจะคิดทบทวนถึงในสิ่งที่เรียกร้องอยากได้การเมืองที่ดี อยากได้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์หรืออยากได้พรรคการเมืองที่เลือกเล่นพรรคเล่นพวก

แล้วถามว่าจุดยืนของผมเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขอย้ำว่าใครที่เคยโกงชาติหรือคิดจะโกงชาติ ผมต่อสู้จนตายอยู่แล้ว แต่จะต่อสู่ด้วยวิธีใด บนหลักการอะไรและต้องคิดถึงผลกระทบต่ออนาคตของบ้านเมือง

และผมก็รู้ตั้งแต่ก่อนแถลงจุดยืนแล้วว่าจะมีผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สนับสนุนผมหลายคนที่เห็นไม่ตรงกับผม แต่ต้องถามกลับว่าถ้าในที่สุดเราไม่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นความเชื่อตามอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็นความจริง แล้วการเมืองจะหลุดพ้นจากความขัดแย้งหรือไม่

อีกอย่างหนึ่งจุดยืนที่ได้ประกาศไป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หวังว่าจะไม่มีข้ออ้างใดๆกับฝ่ายใดที่จะมาสร้างความวุ่นวายขึ้นได้

เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องเป็นผู้นำทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ใช่ท่านไปเขียนคนเดียว แต่ให้ท่านเป็นผู้นำเดินตามโรดแม็ป

เราจะได้เลิกตกเป็นเหยื่อของคนที่ปลุกระดมว่า การลงประชามติครั้งนี้ถ้าผ่านแปลว่า “คสช.ชนะ” ถ้าไม่ผ่านแปลว่า“เสื้อแดงชนะ” ซึ่งไม่รู้ว่าการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 59 จะออกมาอย่างไร แต่ขอถามว่าถ้าเราไม่คิดในกรอบนั้นผมไม่รู้ว่าประเทศไทยจะชนะได้อย่างไรจากปัญหาต่างๆ

เท่ากับว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะก่อให้เกิดวิกฤติมากกว่า นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ถึงได้บอกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหากระบวนการใหม่มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ดีกว่าหรือ จะมีโอกาสปฏิรูปประเทศได้จริง

แต่จุดยืนการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก่อให้ให้เกิดปัญหาขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ต้องมองปัญหาของประเทศก่อนปัญหาภายในพรรค จุดยืนที่ยืนยันไปล้วนเป็นความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 70 ปีได้ด้วยอุดมการณ์ หลายยุคสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายมั่นใจในตัวระบบพรรคว่า มันแก้ไขได้

ขณะที่อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องมาทบทวนดูว่าจะเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างไร วันนี้ต้องรักษาหลักการและรักษาแนวทางการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง โดยฟังเสียงจากทุกฝ่าย

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีตรงไหนที่ไปกระทบกระเทือนกับการต่อสู้ หรือศัตรูของบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น

ฉะนั้น ใครจะมาพูดในแต่ละจุดว่า ความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์หรือในที่ต่างๆ ขอถามว่าถ้าไม่อยากแตะเรื่องพวกนี้เราก็อยู่แบบเดิมๆ แม้แต่คนที่คิดจะรับร่างรัฐธรรมนูญมีกี่คนที่เชื่อว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ยินใครพูด

ส่วนคนที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นใจว่าคงต้องเอาอย่างนี้ไปก่อน และเคารพความคิดเห็นของทุกคน ไม่เคยตำหนิหรือต่อว่าแม้แต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อผมเห็นต่างก็แสดงความคิดเห็นออกมา ในเมื่อวันนี้เราอยากมีประชาธิปไตยก็หนีไม่พ้นที่จะมีความเห็นต่าง

แต่ถ้าความเห็นต่างก็ยังไม่สามารถพูดกันด้วยเหตุด้วยผล กลับเริ่มต้นด้วยการก่นด่ากันอย่างนี้ ประเทศ ไทยคงย่ำอยู่ที่เดิม

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าจะเคลียร์กับกลุ่ม กปปส.เดิม หรือกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาสนับสนุนรับร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า คุณสุเทพลั่นวาจาว่าจะไม่กลับมาสู่วงการเมืองแบบพรรคการการเมือง

ท่านก็รักษาคำพูด ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เคยได้ยินว่ามีปัญหาอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคก็ไม่มีปัญหาอะไรกับท่าน เพียงแต่บางเรื่องเห็นต่างกัน และผมก็คุยกับ กปปส.เกือบทุกคนไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในที่สุดบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์จะฉวยโอกาสนี้มีการกดดันให้รับผิดชอบโดยเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคจะคิดอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงมีกระบวนการตามระเบียบข้อบังคับพรรค ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาบอกว่าต้องเปลี่ยน ถ้ามีความเหมาะสมที่จะเปลี่ยนถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน ผมไม่มีปัญหาอะไร

ผมมีหน้าที่เดินตามอุดมการณ์พรรค ที่ผู้ก่อตั้งประกาศมาตั้งแต่ปี 2498 มั่นใจว่าต้องเดินตามแนวทางนี้ มองไม่เห็นว่าจะมีทางอื่นถ้าจะดำรงอยู่ในฐานะพรรคประชาธิปัตย์

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคต้องคิดถึงอนาคตของพรรค แต่ผมต้องเลือกหยิบเรื่องแรกก่อน คือ…

…อนาคตของประเทศไทย.

ทีมการเมือง

 

เค้าลางที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681918

 

ใกล้ได้เวลาวัดพลังประชาชน

ตามท้องเรื่องโค้งสุดท้ายที่ กกต.ตีปี๊บจัดกิจกรรม “บิ๊กเดย์” ทั่วประเทศ ปล่อยขบวนรถและขบวนเดินรณรงค์ จากลานพระบรมรูปทรงม้าไปตามพื้นที่ต่างๆ เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.ให้มากที่สุด

นับถอยหลัง เหลืออีกไม่กี่อึดใจ ได้เวลาวัดใจประชาชน จะชี้ชะตาอนาคตประเทศไปในทิศทางใด

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใช้โอกาสเยี่ยมชมงานอีเวนต์ก่อนการประชุม ครม. ตั้งคำถามถึงประชาชน

จะเลือกอนาคตที่ยังเห็นไม่ชัดมากนัก หรือจะเลือกอดีตที่ล้มเหลว

เช่นเดียวกับ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้แง่คิดก่อนเข้าคูหา ขอให้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ว่าเกิดอะไรขึ้นแก่ประเทศบ้าง

คีย์แมน คสช.ยกภาพหลอนในอดีต เบรกอารมณ์ผู้มีสิทธิออกเสียง ให้นึกถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีตเป็นสำคัญ มากกว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ความชอบหรือไม่ชอบฝ่ายใด มาเป็นพื้นฐานตัดสินใจลงคะแนน

เตือนสติก่อนกาบัตร เดิมพันอนาคตบ้านเมือง

ภายใต้สถานการณ์เข้าด้ายเข้าเข็มที่ฝ่ายอำนาจรัฐยังต้องสแกนละเอียดยิบ เฝ้าระวังตลอดเวลา จากสัญญาณที่กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ให้ติดตามการลงประชามติอย่างใกล้ชิด หลังการข่าวพบวี่แวว ความพยายามสร้างข่าวบิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความไม่สงบ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขระดมประชาชนออกมาสร้างความรุนแรง

แม้แต่ต่างชาติก็ยังมองออก ไม่ไว้วางใจภาวะทางการเมืองในประเทศไทยที่มีความตึงเครียดมากขึ้น

ถึงขั้นที่ 4 ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ และพม่า ออกแถลงการณ์เตือนคนของตัวเอง ให้เพิ่มความระมัดระวังการเดินทางในประเทศไทย และหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองในช่วงวันที่ 7 ส.ค.

แนวโน้มยังมีภาวะคุกรุ่น ต้องตั้งการ์ดสูง จับตาเฝ้าระวังตลอด

ล้อไปกับจังหวะการโกยเรตติ้งของทีมงาน 21 อรหันต์ กรธ.ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่รวมพลังก๊อกสุดท้าย โหมกระแสโปรโมตข้อดีกันเต็มที่

ทั้งการยกคณะ กรธ.ฟูลทีมไปออกอากาศชี้แจงร่างกติกาประเทศฉบับใหม่ ผ่านหน้าจอทีวี ถ่ายทอดสดกันเต็มๆ 2 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยกหูโทรศัพท์สายตรงมาสอบถาม กรธ.

การเปิดเวทีให้สื่อมวลชนซักถามข้อข้องใจร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดยิบในทุกประเด็นที่คาใจ

ไล่เคลียร์ทุกข้อครหาให้หมดจด ก่อนปิดจ๊อบภารกิจยักษ์

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไล่ยำใหญ่ ตอกย้ำจุดอ่อนร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับซือแป๋มีชัย” ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผลโหวตประชามติจะได้คำตอบสุดท้ายอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ กระแสยังก้ำกึ่งพลิกไปพลิกมา

แต่ที่แน่ๆผลประชามติที่ออกมาจะเป็นเงื่อนไขให้ คสช.ต้อง เดินตามเสียงโหวตของผู้ไปใช้สิทธิ

ตามโปรแกรมที่ คสช.และ ครม.เตรียมนัดหารือวันที่ 9 ส.ค.นี้ เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนประเทศ หลังรู้ผลการทำประชามติ

ในรูปการณ์ที่ยังไม่สามารถเดาใจได้ว่า ฝ่ายอำนาจพิเศษจะหงายหน้าไพ่อะไรมารับมือต่อไป เพราะต้องรอดูผลโหวตจะออกมาในทิศทางใด

แต่ที่ต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าได้เลย นั่นคือสถานการณ์บ้านเมืองหลังประชามติว่าทุกฝ่ายจะยอมรับกติกากันหรือไม่

วัดได้จากสัญญาณเตือนของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แสดงความกังวลเรื่องการไม่ยอมรับผลประชามติ เพราะไม่ว่าผลโหวตจะออกมารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีแนวโน้มถูกขยายความ แปลความหมายผลคะแนนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เป็นอาการสะสมหัวเชื้อของกองเชียร์สองฝ่ายมาตั้งแต่เริ่มต้นบรรยากาศการทำประชามติ

สุ่มเสี่ยงเกิดแรงกระเพื่อม ปลุกปั่นประลองอำนาจ คสช.ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับที่ไม่ใช่แค่การชี้ขาดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่มีเดิมพันเรื่องความชอบธรรมในการบริหารประเทศของ คสช.พ่วงไปด้วย

แม้ประชามติจะปิดหีบ แต่เค้าลางก็ยังน่าเป็นห่วง.

“ทีมข่าวการเมือง”