รูปเกมเข้าทางคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695565

 

เกมโอเวอร์ตามคาดไปอีกราย

ถึงคราว “ประชา ประสพดี” อดีต รมช.มหาดไทย ขุนพลตัวจี๊ดค่ายเพื่อไทย ถูกดีดออกจากสนามการเมือง 5 ปี ภายหลังถูกที่ประชุม สนช.ลงมติถอดถอนด้วยคะแนนท่วมท้น 182 ต่อ 7

เซ่นข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) สมัยดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ปี 2555

ถูกจับตรึงไปนั่งแช่ยาวเป็นกองเชียร์ข้างสนาม

ไปอยู่เป็นเพื่อน “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ถูก สนช.จับแช่แข็งทางการเมืองไปก่อนหน้านี้

ไล่เลี่ยกับจังหวะที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต ส.ส.เพื่อไทย 40 ราย

ดำเนินการเอาผิดทางคดีอาญา จากกรณีการเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำผิด

จากการชุมนุมทางการเมือง ปี 2556

เนื่องจากเป็นการตรากฎหมาย โดยมีเจตนาเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทุจริตให้ได้รับการฟอกผิดแบบเหมารวม

ได้ต่อคิวระทึกลุ้นคดีรอบใหม่ ไม่มีหยุดหย่อน

เครือข่ายนายใหญ่ยังเผชิญวิบากกรรม เสี่ยงต่อการถูกล้างบางทางการเมือง

ตามรูปการณ์ที่ท็อปบูตยังถือดุลอำนาจได้เปรียบเหนือฝ่ายการเมืองทุกมิติ

ซีกการเมืองต้องคอยระทึก ลุ้นฝ่าของแข็งในการคัมแบ็กสู่สนามเลือกตั้งในอนาคต ไล่ตั้งแต่ด่านเซ็ตซีโร่ จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ส่อแววซ่อนไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

รวมทั้งออปชั่นพิเศษ “คำถามพ่วงประชามติ” ให้ ส.ว.250 คน มีส่วนร่วมเฟ้นหาผู้นำประเทศคนต่อไปเคียงข้างกับ ส.ส.

เปิดทางเครือข่ายคอนเน็กชั่นสีเขียวตีตั๋วจองเก้าอี้ ส.ว.ลากตั้งยกเข่ง แปรสภาพวุฒิสภาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานเสียงมากที่สุดในรัฐสภา

ร่วมกุมอำนาจชี้ขาดอนาคตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

อำนาจพิเศษยังขอร่วมแชร์อำนาจ คุมทิศทางบริหารประเทศอีกพักใหญ่ ภายหลังลงจากหลังเสือ

โดยเฉพาะคิวออกลูกพลิ้วการตีความคำถามพ่วงประชามติ ตามจังหวะที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ชงเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติยื่นต่อ กรธ. นำไปปรับปรุงให้สอดรับกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ในทำนองตั้งแท่นเรียกแขกให้ ส.ว.ลากตั้ง มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ นอกเหนือจากร่วมโหวตเลือกนายกฯ

ยัดไส้ปมใหม่แทรกขึ้นมากลางทาง โดยไม่เคยชี้แจงให้ชาวบ้านรับรู้ระหว่างลงพื้นที่ทำความเข้าใจคำถามพ่วงประชามติ

เร่งปฏิกิริยาหัวเชื้อ “นายกฯคนนอก” ให้ปะทุแรงขึ้นตามลำดับ

บิ๊วต์อารมณ์นักเลือกตั้งอาชีพให้ระแวง “นายกฯคนนอก” มากขึ้น จนต้องรีบประสานเสียงดักคอ สนช. อย่าตีความล้ำเส้นเนื้อหาคำถามพ่วง

แต่ไม่ว่าการเขี่ยลูก เพิ่มอำนาจ ส.ว.ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะสำเร็จหรือไม่ ดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญ ในภาวะที่เรตติ้งทหารยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กำลังติดลมจากแต้มต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติที่ได้รับฉันทานุมัติจากมหาชนอย่างท่วมท้น

เพราะถึงอย่างไรอำนาจพิเศษยังสามารถใช้คอนเน็กชั่นพิเศษยืมมือพรรคการเมืองในสังกัด เป็นผู้เสนอชื่อนายกฯคนนอกได้โดยไม่ผิดกติกา ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงใช้ ส.ว.เป็นผู้เสนอชื่อให้ถูกต่อว่าต่อขาน

แต่สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากการกุมขุมกำลัง ส.ว.ในมือแล้ว การคอนโทรลเสียง ส.ส. ภายหลังการเลือกตั้งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ลำพังเพียงแค่พลังเสียงจากฝ่ามือ ส.ว.อย่างเดียวในช่วงทอดยาวอำนาจคงไม่เพียงพอ

จำเป็นจะต้องมีฐานเสียง ส.ส.แน่นปึ้กควบคู่ไปด้วย เพื่อควบคุมการ บริหารประเทศ และเกมในสภาฯ ในส่วนที่อำนาจ ส.ว.ล้วงเข้าไปไม่ถึง

ทั้งการพิจารณากฎหมายสำคัญ การผ่านร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งไม่ต้องเสี่ยงตกม้าตายคาเวทีซักฟอก หากถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หากคอนโทรลเสียง ส.ส.ไม่อยู่หมัด ท็อปบูตก็กระอักเช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไหลตาม ‘เกมเปลี่ยน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694658

 

เดินไปทีละสเต็ป

จะว่ากั๊กก็คงไม่ถูกนัก เพราะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ตอบคำถามล่าสุด กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ประกาศตั้งพรรคการเมืองรองรับให้เป็นนายกฯ

“ยังไม่ถึงเวลา”

ไม่จำเป็นต้องด่วนทิ้งไพ่ เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอนกระบวนการก่อนการเลือกตั้ง

บันไดอีกหลายขั้นสู่ดวงดาว “ผู้นำในระบบ”

แต่ถึงเวลานี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อ่านท่าที “บิ๊กตู่” ถึงเส้นทาง “ไปต่อ” ไม่ตอบรับ ก็ไม่ปฏิเสธเต็มปากเต็มคำ “ใครก็ได้ คิดว่ามีคนดีมากกว่าผมอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน”

“ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม”

แง้มๆประตูเหมือนกัน

นั่นก็เช่นกัน “พี่ใหญ่แห่ง คสช.” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว. กลาโหม ที่ว่าเป็นอีกหนึ่งในผู้ถือดุลอำนาจพิเศษ ถึงเวลานี้ยืนยันกันอีกครั้ง ไม่ขอเป็น “ผู้นำคนนอก”

“ไม่เอา ไม่เป็นหรอก ก็ช่วยชาติมา 50 ปีแล้ว”

นั่นก็ไม่แปลกใจ ในห้วงหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะมีเสียงบึม แสงเพลิงเผา 7 จังหวัดภาคใต้มาคั่นจังหวะให้สะดุด แต่ภาพรวม 15 ล้านเสียงโหวตเยส เหมือนจะเป็นการเติมเต็ม “อำนาจพิกัด” ในมือผู้นำ

ชนิดวลี “เกมเปลี่ยน-สถานการณ์เปลี่ยน” ลอยฟุ้งในวงการ

“ดุลอำนาจ” เทมาที่ “บิ๊กตู่” เต็มๆ

กระทั่งโผการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ไม่ว่าออกมาที่ชื่อใดในแคนดิเดต แน่นอนผู้นำต้องหารือกับพี่ใหญ่ และต้องมีส่วนร่วมกับการเปิดไฟเขียว ตามสเปก “สัญญาณระดับสูง”

ที่น่าสนใจเมื่อผู้นำได้ถืออำนาจ “เต็มพิกัด” เกมเปลี่ยน คนการเมืองก็เสียงเบาลง

ไม่หมอบต่ำก็ตัวลีบ ในอาการเจี๋ยมเจี้ยม

ประเมินแล้วอำนาจพิเศษ “ทางสะดวก” เข้าสูตรเข้าแผนได้หมด หลายป้อมค่ายต้องปรับตัว รับสัญญาณลงสนาม

โดยที่ต้องจัดการหนักหน่อย พรรคเพื่อไทย เมื่อบรรดา “ซือเจ๊” คุมบอร์ดตระกูลชินฯ เดินหมากในคิวประชามติ หวังโชว์สเต็ปเจ๋งให้เข้าตาพี่ชาย เมื่อผลลัพธ์หลุดเป้า ถูกกินตัวไปหลายจุด เลยเสียงอ่อนไปเยอะ

หนำซ้ำต้องรอตั้งรับเกมรุกของ “เจ๊เจ้าเก่า” ที่คัมแบ็กกันอย่างร้อนแรง

ศึกนารีชิงดุลค่ายเพื่อไทย มีให้ชมอีกหลายยก

นั่นก็ไม่ต่างจากอีกค่ายใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ “อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค จะออกตัวว่า ที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็น “ความเห็นส่วนตัว”

แต่ก็ถูกมอง โชเฟอร์รูปหล่อขับรถ “แหกโค้ง” เทกระจาด รอประกันตีค่าความเสียหาย

สั่นสะเทือน “ดุลอำนาจ” ของ “อภิสิทธิ์” ในค่ายเก่าแก่

ต้องเจรจาแชร์แบ่งกับขั้ว กปปส.ที่ได้ทีเปิดเกมบุกหนัก

กระทั่งป้อมค่ายเอสเอ็มอี พรรคขนาดกลางมีกระแสข่าวปรับตัวกันยกใหญ่ ทั้งพรรคสีน้ำเงินภูมิใจไทย อะไรที่ว่าแน่ก็ชักไม่แน่ ที่ว่าปึ้กทั้งเสบียงกรัง คอนเน็กชั่นกว้างขวางโดยเฉพาะพลังสีเขียว

แต่ในยามที่หุ้นส่วนระดับ “เจ้ามือใหญ่” กำลังรุ่งสุดขีด เลยเล็ง “เปลี่ยนแผน”

อาจส่งตัวแทนอดีต “บิ๊กสีกากี” เข้าบริหารกิจการเอง

ขณะที่ค่ายชาติพัฒนาเริ่มถกวงใน เพื่อยกเครื่องแต่งตัวให้เข้ายุคเข้าตา

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ในยาม “ไร้หัว” แต่ “เนื้อหอม” สุดๆ มือทำเกมทั้งระดับ “เจ้าแม่ขาใหญ่” เตรียมแผนสำรอง หรือแม้แต่ “ดีลเมกเกอร์ลายพราง” วางโปรแกรมเดินงานล่วงหน้า

จับจ้องจองคิว “เซ้งพรรค”

เรียกได้ว่าป้อมค่ายน้อยใหญ่เริ่มขยับแต่งตัว เริ่มนับถอยหลังคืนเวทีภายใต้กฎกติกาใหม่

ในช่วงที่เห็นทิศทางชัด “ดุล” เต็มมือ “ผู้นำอำนาจพิเศษ”.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมยาวแก้เกียร์ว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693578

 

แอ็กชั่นแรงๆกลบรอยหน้าแตก

ตามอาการของ “เดอะปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เล่นบทเฮี้ยวระหว่างลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าเหตุวางเพลิงห้างโลตัสกลางเมืองนครศรีธรรมราช

ด่าเละทีมตำรวจชุดสอบสวนทำคดีผิดพลาดมีช่องโหว่

เล่นเอาหน้าเจื่อนกันเป็นแถว ทั้ง พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.วันชัย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช

ผลจากก่อนหน้านั้น ตามฉากบู๊ดุดันที่ตำรวจ ทหาร ถืออำนาจมาตรา 44 ใช้เฮลิคอปเตอร์บุกไปหิ้วตัวหนุ่มสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย โดยอาศัยหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เป็นผู้ต้องสงสัยเผาห้างโลตัสนครศรีธรรมราช

สุดท้ายโอละพ่อ จับผิดตัว เพราะเป็นแค่ลูกค้าที่ไปซื้อถั่วเท่านั้น

ต้องถอนหมายจับกันแทบไม่ทัน

เป็นอะไรที่หักมุมกับ “ตำรวจการเมือง” ที่เดินตามขาใหญ่ในพื้นที่พยายามต่อจิ๊กซอว์โยงเป็นปมการเมือง ตามท้องเรื่องที่ขั้วตรงข้ามพยายามกระพือกระแสให้กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.กับ “นายใหญ่” คนแดนไกลตกเป็นจำเลยสังคมตามฟอร์ม

และสังเกตว่าท่าทีของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ก็สอดรับในทิศทางเดียวกับอารมณ์ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ออกมาเบรกกระแส ปรามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อวงกว้าง

เมื่อยังไม่เกิดความชัดเจน จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง

ตามรูปการณ์ที่แม้แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยังต้องกัดฟันชม “บิ๊กตู่” และถึงตรงนี้ก็คงจะแอบปรบมือให้ “เดอะปู” ด้วยเหมือนกัน

นั่นก็เพราะไม่เล่นแต้มง่าย เอะอะก็โบ้ยให้การเมืองฝ่ายต้านจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

สุดท้ายก็พลาด จนสังคมส่วนใหญ่ชักจะเริ่มไม่เคลิ้มตาม

เรื่องของเรื่องเลย ตามจังหวะสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมรัฐบาล คสช.ไม่จำเป็นต้องกระตุกชนวน ก่อแรงกระเพื่อมใดๆ โดยไม่จำเป็น

ภายหลังจากผลประชามติทำให้เครือข่ายฝ่ายต้านทั้งกลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่นักการเมืองอาชีพต้องพากันเดินตัวลีบ

เจียมเนื้อเจียมตัวกับกระแสที่เทไปทางฝั่งทหาร

กระแสกำลังเข้าทาง คสช.ถือไพ่แต้มเหนือกว่า ตามระดับความชอบธรรมในการใช้อำนาจพิเศษที่เพิ่มขึ้น โดยคำสั่งของประชาชนเสียงส่วนใหญ่

เป็นอะไรที่เรียกได้ว่า ถือ “อำนาจเต็มพิกัด”

ตัดแรงเสียดทานทางการเมืองออกไปได้ชั่วคราว

ที่แน่ๆ โดยสถานการณ์ที่เอื้อต่อการจัดระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เดินหน้าปั่นเนื้องานแก้จุดบอดที่เป็นปมด้อยตามฟอร์มของรัฐบาลทหาร

ตามจังหวะพอดีที่กำลังเข้าสู่ฤดูโยกย้ายใหญ่ ข้าราชการเกษียณอายุ

มีคิวขยับกันทั้งกองทัพและข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งสำคัญๆ

โดยความหมายมันอยู่ตรงที่ 1 ปีครึ่งนับจากนี้ไปถึงการเลือกตั้งตามเงื่อนเวลาโรดแม็ป บวกอีก 5 ปีหลังเลือกตั้งตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาลช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน

รู้กันแล้วว่าท็อปบูต คสช.จะครองอำนาจลากยาวไปอีก อย่างน้อย 6-7 ปี

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน ข้าราชการประจำที่เคยเกิดปัญหาใส่ “เกียร์ว่าง” ไม่สนองงานรัฐบาลทหาร เพราะคิดว่าอยู่แค่ชั่วคราวสั้นๆ เดี๋ยวก็ไป

รอลุ้นรัฐบาลฝ่ายการเมืองหลังเลือกตั้ง ค่อยวิ่งเต้นแย่งกันเป็นใหญ่

มาถึงตอนนี้คงต้องคิดกันใหม่ ถ้าไม่สนองงานรัฐบาล คสช.ก็ต้องโดนดองเค็มยาว 6–7 ปี

นั่นอาจถึงขั้นหมดอนาคตชีวิตข้าราชการ.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ขึ้นหม้อ’ตามเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692443

 

ไหนๆก็ไหนๆไม่ต้องเหนียมกันอีกแล้ว

ตามจังหวะแผ้วถางทางพร้อมปูพรมให้ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในการออกแบบบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับ “คำถามพ่วง” ที่ผ่านด่านประชามติ

ล่าสุดนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาประสานเสียงนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.

ว่าที่ “ส.ว.สรรหา” ในอนาคตอันใกล้

ชงข้อเสนอในการเปิดทาง “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีได้เลยตั้งแต่การประชุมรัฐสภานัดแรก และสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้

โดยไม่จำเป็นต้องใช้ 2 ขยักให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมีมติก่อน จึงค่อยขอเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา

ในเมื่อล็อก “พิมพ์เขียว” กันมาแล้ว ก็ไม่ต้องวกวนให้เสียเวลา

แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ยังไม่ยอมปล่อยไหลตามน้ำกันง่ายๆ มีเสียงคัดค้านสวนทางมาทันควันจากนักเลือกตั้งอาชีพยี่ห้อประชาธิปัตย์

ทั้งนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กับนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายออกมาขัดคอเกมเปิดทาง ส.ว.รวบรัดตีกิน

ยืนยันการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องให้สิทธิ ส.ส.เป็นผู้เสนอชื่อตามบัญชีก่อน

เว้นแต่ถ้าเลือกกันไม่ได้ ต้องให้เสียงกึ่งหนึ่งของ ส.ส.หรือเกิน 250 คน เสนอต่อประธาน รัฐสภา ให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ จากนั้นจึงใช้เสียงของรัฐสภา คือ ส.ส.และ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ

ถือเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่เสนอให้ประชาชนลงคะแนนผ่านประชามติ ดังนั้น เรื่องนี้จะต้องเป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติแล้ว ใครจะไปตัดตอน เพิ่มเติม ให้ขาด หรือเกินไปจากนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าไม่เคารพเสียงของพี่น้องประชาชน

ถ้ามีคนกล้าทำอาจจะต้องถูกส่งตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์ก็ชิงเล่นบทเป็นหัวหอกในการรักษาอำนาจ ส.ส.อย่างสุดกำลัง ตามสถานะของพรรคการเมืองเก่าแก่สุดของประเทศไทย

ยึดหลักการอำนาจประชาธิปไตยโดยแท้จริงต้องมาจากตัวแทนของราษฎร

ในขณะที่อีกทางหนึ่งคนของประชาธิปัตย์ก็ต้องสู้กับเกม “เซ็ตซีโร่” ล้างไพ่ ล้มกระดานพรรคการเมืองนับหนึ่งกันใหม่

พรรคเก่า ค่ายเก่าแก่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

ยากจะฝืนทานต้านกระแสประชามติที่สะท้อนอารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายนักการเมืองรุ่นเก่า วังวนการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

สั่งให้ “ถ่ายเลือด” กันครั้งใหญ่

ตรงกันข้ามกับอาการกระดี๊กระด๊าของพวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษ

ประเมินได้จากปรากฏการณ์ที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช.ที่ประกาศตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่หัววัน ยังไม่ทันที่จะมีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญล้อตามคำถามพ่วง

เล่นเอากองเชียร์เป็นห่วงจะเรียกแขกให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้า คสช.

แต่สังเกตได้ว่า “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไรมากมาย แค่ไม่ตอบรับและก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เหมือนจะสบช่อง ลองหยั่งกระแสกันในที

ที่แน่ๆสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนทางการเมืองให้เสีย วันนี้ชื่อของนายไพบูลย์และข่าวการตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปกลายเป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้ว

จากที่ไร้ราคาก็มีมูลค่าขึ้นมาในฐานะพรรคของ“คนดี” ที่ “จับจอง” พื้นที่รัฐบาลใหม่ไว้ล่วงหน้า

และจากนี้ไปกรณีของนายไพบูลย์ก็จะเป็นสัญญาณนำร่องให้พวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษได้เคลื่อนไหวตั้งป้อมค่ายใหม่แสดงตัวแสดงตน

พร้อมเป็นเครือข่ายการเมืองใต้ปีก คสช.

ตามเทรนด์ของพวก “ขึ้นหม้อ” ในช่วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ระเบิดกระตุก ‘อยู่ยาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691458

 

ถ้าไม่มีระเบิดตูมตามที่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี พังงา มาคั่นเป็นสถานการณ์ด่วน

โดยทิศทางข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็คงจะโฟกัสไปที่ความคืบหน้าทีมงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่กำลังเริ่มกระบวนการแปร “คำถามพ่วง” เข้าไว้ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ

ตามแบบ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ช่วงเปลี่ยนผ่าน

เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้

ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่เซียนการเมืองฟันธงเลยว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้

เพราะทหารมั่นใจแล้วว่าเกมอำนาจอยู่ในมือ

คสช.ถือดุลความได้เปรียบจากผลประชามติไว้เต็มๆ

ตามอารมณ์แบบที่พวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษเริ่มออกปฏิบัติการจองพื้นที่กันตั้งแต่หัววัน คนกันเองในทีมงานแม่น้ำ 5 สาย อย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช.ประกาศตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ชูธงหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ตีปี๊บ “นำร่อง” เกมเซ็ตซีโร่

โมเดลรัฐบาลหลังเลือกตั้ง พรรคเล็ก พรรคเกิดใหม่ ผนึกกับ 250 “ส.ว.สรรหา” ที่ทำคลอดโดย คสช.ในการแบกเสลี่ยงหามนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก

เอาเป็นว่า ตามยุทธศาสตร์ที่ “ล็อก” ได้ตามเป้าหมาย

1 ปีครึ่งนับจากนี้ไปถึงการเลือกตั้งตามเงื่อนเวลาโรดแม็ป บวกอีก 5 ปีหลังเลือกตั้งตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน

ท็อปบูต คสช.จะคุมเกมอำนาจลากยาวไปอีกอย่างน้อยก็ 6–7 ปี

ตรงนี้แหละที่อาจจะเป็นปัจจัยเหตุนำมาซึ่งเสียงระเบิดตูมตาม

ในมุมที่มีคนเสียประโยชน์จากการอยู่ยาวของทหาร ต้องเปิดปฏิบัติการเขย่าดุลอำนาจไม่ให้ คสช.ล็อกเกมไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เปิดโอกาสให้ตัวเองแทรกตัวเข้ามาประคองดุลต่อรองได้

เบื้องต้นเลยมันก็หนีไม่พ้นกลุ่มที่อยู่ใกล้สายตาสุดก็คือขั้วการเมืองฝ่ายต้านทหาร คสช. อย่างที่ได้ยินชื่อดังมาทันทีพร้อมระเบิดทุกครั้งก็คือ “ทักษิณ” กับคนเสื้อแดง

ตามแรงกระพือของเครือข่ายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามชี้เป้าประจานให้เป็นจำเลยสังคม

แต่มันก็ยังมีเครื่องหมายคำถามถึง “ศักยภาพ” ทำได้ระดับนี้เชียวหรือ

ยิ่งมองในอารมณ์นักการเมืองมุ่งไปที่การแต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้งไม่มีประโยชน์อะไรที่จะป่วนสถานการณ์ เปิดทางให้ทหารอ้างเป็นเหตุลากยาวอำนาจต่อ

แบบที่ “บิ๊กตู่” ตั้งแง่ไว้ ไม่สงบไม่ปล่อยเลือกตั้ง

โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง น้ำหนักมันยังเบาเกินไป

ไม่อย่างนั้นแกนนำเสื้อแดงคงไม่กล้าท้าสาบานให้พิกลพิการกันไปข้าง

เอาเป็นว่า เทียบกันอีกปมยังมีน้ำหนักความน่าจะเป็นมากกว่า ในมุมของปัจจัยเหตุจากภายนอก แบบที่รู้กันดีว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทหาร คสช.ที่อิงไปทางจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศรัสเซียเพื่อถ่วงน้ำหนักกับสหรัฐอเมริกา

ท่ามกลางบรรยากาศกรุ่นๆว่าด้วยข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ จีน ฟิลิปปินส์ นับวันจะยกระดับความตึงเครียด

ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายไอเอสประกาศเบนเป้าใหม่มาก่อการในอาเซียน ถึงขั้นที่ประเทศสิงคโปร์กับมาเลเซียยกระดับการเตรียมรับมือขบวนการก่อการร้าย

ประกอบกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยก็มี “หัวเชื้อ” สารพัดขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นที่กำลังอยู่ในขั้นเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลให้รับเงื่อนไข แต่จากผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญใน 3 จังหวัด นราธิวาส ปัตตานี ยะลา พากันโหวตคว่ำ

สะท้อนอารมณ์ไม่พอใจเงื่อนไขอำนาจการปกครองภายใต้ คสช.

และเมื่อรัฐบาลทหารได้ผลประชามติยกระดับความชอบธรรมในการลากยาวอยู่ต่อ

ก็เป็นไปได้ ระดับความไม่พอใจมันเลยถึงจุดระเบิด.

ทีมข่าวการเมือง

 

การเมืองต้องปรับตัว : อนาคตประเทศไทยภายใต้กติกาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690231

 

“อย่าไปตีความว่าเป็นชัยชนะเด็ดขาด”

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างที่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์เหตุระเบิดป่วนเมืองหลายจุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบน

โดยให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) และคำถามพ่วง ที่ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว

แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผลที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ เพื่อเรียนรู้วิถีทางประชาธิปไตย ไม่ว่าผลออกมาหน้าไหนล้วนเป็นห้องเรียนประชาธิปไตย

ไปดูตัวเลขการรับร่างรัฐธรรมนูญ รับร่าง รธน. 61 เปอร์เซ็นต์ ไม่รับร่าง รธน. 38 เปอร์เซ็นต์

คำถามพ่วง เห็นด้วย 58 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย 41 เปอร์เซ็นต์

มีหลายปัจจัยที่ประชามติ 2 คำถามผ่าน ปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะเป็น “ประชาชนตรงกลาง” ที่ส่วนใหญ่เทข้างเห็นชอบซึ่งอาจจะเกิดจากเบื่อการเมืองที่ขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 49

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประกาศว่าจะรับร่าง รธน. และคำถามพ่วง ตรงนี้มีผลมาก

ต่างจากนักการเมืองเมื่อประกาศจุดยืนมีผลน้อยกว่า อย่างกรณีพรรคประชาธิปัตย์อาจจะยังงงไม่หายว่า ฐานเสียงพื้นที่ภาคใต้และ กทม.ทำไมจึงเป็นภาคที่รับมากที่สุด

การแสดงออกของคนภาคใต้ไม่ใช่การไม่รับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นการไม่รับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มากกว่า เพราะนายทักษิณเคยประกาศล่วงหน้ามาก่อนว่า ไม่รับ ดังนั้น ปัจจัยผ่าน ไม่ผ่าน ไม่มีประเด็นตรงนี้

ปัจจัยเหล่านี้เมื่อคนยืนอยู่ตรงกลางนำมาเทียบเคียงในยุค คสช.ที่เข้ามา 2 ปี รู้สึกว่าประเทศชาติสงบขึ้น จึงออกมาเทคะแนนให้ แม้ความเป็นประชาธิปไตยเมื่อเทียบกับปี 50 จะลดลงก็ตาม

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องวิเคราะห์ “คนที่ชี้ขาดประชามติ” ซึ่งเป็นคนกลางๆประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจในช่วงวันท้ายๆ

ซึ่งคนกลางๆเป็นสวิงโหวตเตอร์ เทไปข้างไหน ข้างนั้นย่อมชนะ คนกลางๆ “เปลี่ยนข้าง” ได้ตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามที่เล่นการเมืองกันอยู่ การเมืองทุกประเทศเป็นแบบนี้

อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเสียงที่ไม่รับร่าง รธน.และคำถามพ่วง ซึ่งมีจำนวนเสียงไม่น้อยเมื่อนำมารวมกัน

ชนะกันแค่ “เฉือน” ไม่ใช่ “ชนะขาด”

ฉะนั้นอย่าไปตีความว่าคนที่เห็นชอบคำถามพ่วงต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ

ถ้าตีความแบบนี้อันตราย

และขอให้ คสช.คำนึงถึงการตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ที่มีวาระ 5 ปี จะตั้งตามอำเภอใจไม่ได้

ตลอดการให้สัมภาษณ์ นายปริญญา ได้ตอกย้ำเน้นพิเศษเป็นระยะๆให้รัฐบาลคำนึงถึงและไม่ควรมองข้ามเสียงที่ไม่เห็นชอบ วันนี้บ้านเมืองจำเป็นต้องอนุญาตให้มีเสียงทักท้วงได้

เพราะมีเสียงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ “เป็นคะแนนเสียงที่มีความหมาย” เมื่อรวมกับคนที่ไม่ไปใช้สิทธิอีก 22 ล้านคน ส่วนนี้อาจจะนอนหลับทับสิทธิ แต่อย่าลืมว่าคนส่วนหนึ่งไม่ไปใช้สิทธิ เพราะไม่ยอมรับการลงประชามติ

ทั้งหมดผมไม่ได้เป็นการสรุปว่าใช่หรือไม่ แต่การไปตีความว่าใช่ จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้

เพราะความขัดแย้งได้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมเป็นความขัดแย้งระหว่างคนสองสี แต่พอผลประชามติออกมา รัฐบาลหรือ คสช.จากเดิมเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยและพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย ก็กลายเป็นขั้วหนึ่งของความขัดแย้ง

โดยเฉพาะยิ่ง คสช.มีอำนาจตั้ง ส.ว.เข้าไปเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส. ในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คน ต้องการ ส.ส. อีกแค่ 126 คนรวมเป็น 376 คน มีเสียงเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดึงพรรคขนาดกลางเข้ามาร่วมด้วยไม่น่าจะยาก

แต่วิธีนี้นายกฯจะอยู่ไม่ได้ เพราะมี ส.ส.อยู่ในมือไม่ถึง 250 เสียง ย่อมถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถูกล้มได้ และการเสนอร่างกฎหมายต่างๆ จะไม่ผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎร

ตัวเลข ส.ส.250 คน มีความหมายและจำเป็น เพราะเป็นตัวเลขที่ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯและใช้เสียง 2 ใน 3 โหวตนายกฯ จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน

วิธีการเลือกนายกฯแบบนี้ควรระมัด ระวังให้ดี

ไม่เช่นนั้นจะพัฒนาการในทางที่รัฐบาลชุดต่อไปกลายเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายไม่รับร่าง รธน.เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง

ทหารควรมีบทบาทรักษาความสงบเรียบร้อยนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย

ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรระมัดระวังที่สุด

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ขอฟันธงจะได้รัฐบาลผสม เพราะการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคใหญ่จะได้คะแนนน้อยลง ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด พรรคขนาดกลางจะได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น

ก็ควรปล่อยให้พรรคการเมืองรวม ส.ส.ได้ 376 คนขึ้นไปเลือกนายกฯ

ตามบทเฉพาะกาล คนที่จะเป็นนายกฯได้ต้องอยู่ในสามชื่อในบัญชีของแต่ละพรรคการเมือง ตามกติกาและข้อมูลของการเลือกตั้งปี 54 นำมาเปรียบเทียบกับกติกาในปัจจุบัน มีเพียง 4 พรรคการเมือง ถ้าไม่มีการเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือมีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาตัดคะแนนพรรคใหญ่

ถ้าประชาชนเลือกตั้งแบบเดิมจะมีแค่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา รายชื่อนายกฯจะอยู่ใน 12 คน

ข้อย้ำว่าควรปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ตามที่ประชาชนเห็นชอบ ควรให้โหวตรายชื่อนายกฯจากพรรคการเมืองเหล่านี้ และถ้าไม่มีปัจจัยตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เราอาจจะได้เห็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะเป็นเรื่องยากมากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะไปร่วมกับ ส.ว.ตั้งรัฐบาล เปิดให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ

แต่ถ้า คสช.ตั้งใจจะเป็นรัฐบาล ต้องรวม ส.ส.ในมือให้ได้ 250 คน ถ้าสองพรรคใหญ่รวม ส.ส.ได้เกิน 250 คนจะทำอย่างไร ก็ต้องหาทางทำให้สองพรรคนี้ได้ ส.ส.น้อยกว่า 250 คน

เช่น ตั้งพรรคขึ้นมาแข่งขันเพื่อตัดคะแนน หรือเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองใหม่หมด ซึ่งการเซ็ตซีโร่น่าสนใจ และเป็นเรื่องใหญ่มาก มีผลกระทบต่อทุกพรรคการเมือง

ซึ่งการเมืองเหมือนการเล่นไพ่ ต้องถือไพ่หลายหน้าบนมือ ถ้าไม่ถึงเวลาทิ้งเขาก็ไม่ทิ้ง เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามถึงประเด็นการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อให้ท่านเป็นนายกฯ ท่านก็ไม่ตอบคำถาม เพราะยังไม่ถึงเวลาทิ้งไพ่จะแบให้ดูทำไม เมื่อถึงเวลาเล่น ไม่เล่นก็ได้

ตัวแปรสำคัญตอนนี้คือมีการโยนหินถามทางตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปขึ้นมา และปัจจัยสำคัญตอนนี้ต้องติดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะเอาอย่างไร กำหนดให้เซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือไม่ พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมาจะเป็นพรรคอะไร มีศักยภาพแค่ไหน จะเกี่ยวโยง คสช.หรือไม่

ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่จะกระตุ้นอย่างไร เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิรูปเพื่อเดินหน้าประเทศไทย นายปริญญา บอกว่า ผลของการออกเสียงประชามติอย่าวิจารณ์เฉพาะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะพาประเทศถอยหลัง ทำให้ประชาธิปไตยพัง

เพราะประชาธิปไตยที่พัง บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากนักการเมืองบางส่วนด้วย

ฉะนั้น วันนี้พรรคการเมืองจะต้องพัฒนาสร้างศรัทธาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับประชาชนให้กลับมาอีกครั้ง

พรรคการเมืองแบบใหม่ต้องมีประชาธิปไตยภายในพรรคให้มากขึ้น

เมื่อพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเอง คสช.ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ บ้านเมืองจะเดินต่อไปได้

ในอนาคตประเทศจะไม่เกิดวิกฤติอย่างที่เรากลัวกัน.

ทีมการเมือง

 

ผลประชามติสะท้อนประชาชน“เลือก”ความสงบ : การเมืองปรับตัว ทหารอย่าเหลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689208

 

เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 16,820,402 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 10,598,037 คะแนน เห็นชอบคำถามพ่วง 15,132,050 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบคำถามพ่วง 10,926,648 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.93

จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน คิดเป็นร้อยละ 59.40

สรุปผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งรายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ถือเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์กันพอสมควร

เพราะตามรูปการณ์ของกระแสก่อนวันเปิดคูหากาบัตร 7 สิงหาคมที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน วัดระดับเสียงของฝ่ายไม่รับดังกลบเสียงของฝ่ายรับ

แม้แต่หน่วยข่าวความมั่นคงยังให้น้ำหนักไปในทางไม่ผ่าน

แต่ผลออกมาตรงกันข้าม ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเทคะแนนโหวตผ่านคำถามพ่วงไปในทิศทางเดียวกัน

นั่นหมายถึงการยอมรับเงื่อนไขกติกาใหม่ ภายใต้การกำกับสถานการณ์โดยรัฐบาลทหาร

ไม่สนใจว่ารูปแบบจะอิงไปทางฝั่งรัฐประหารมากกว่าประชาธิปไตย

มันจึงแปลความได้ว่าอำนาจพิเศษของ คสช.ได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอีกขีดระดับหนึ่ง

ซึ่งก็เล่นกระแสตามน้ำต่อเนื่องเลย หลังได้รับการรายงานผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. พล.อ.ประยุทธ์จัดคิวแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การประชามติผ่านไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย

โดยขอให้ทุกฝ่ายยอมรับในผลการประชามติ

และขอบคุณในความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.และรัฐบาล พลังประชามติครั้งนี้มีความหมายมากต่ออนาคตของประเทศ อย่างน้อยก็แสดงให้โลกรู้ว่าชาวไทยคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร

ย้ำถ้าบ้านเมืองสงบจะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป ปลายปี 2560

ตามจังหวะกระตุ้นความหวัง สร้างบรรยากาศดีๆ ล้อไปตามสัญญาณตอบรับเชิงบวกทางเศรษฐกิจ ภายหลังประชามติผ่านทำให้ตลาดหุ้นดีดขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯพากันคึกคัก

ตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.ก็ประเมินออก งานนี้ทุกฝ่ายหวังไปที่การเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ป ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชนทั่วไป

มันคือเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินโหวตผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด ประชาชนเลือกความสงบมาก่อนเงื่อนไขประชาธิปไตย

ในอารมณ์ผู้คนยังหวาดผวาไม่หาย ทั้งกลัวทั้งเบื่อหน่ายกับบรรยากาศ “ม็อบครองเมือง” สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายจากวิกฤติการเมือง

กลัวสถานการณ์ย้อนกลับไปสู่จุดที่นักการเมืองเอาไม่อยู่

ทหารจึงยังได้รับความไว้วางใจในการคุ้มครองสวัสดิภาพ กำราบขาป่วน มวลชนทุกขั้วทุกสีให้อยู่อย่างสงบรอสถาน-การณ์เปลี่ยนผ่าน

ประชามติ 7 สิงหาคม คือคำสั่งประชาชนต้องการให้บ้านเมืองสงบไว้ก่อน

แน่นอน ในส่วนของนักการเมือง ผลออกมาแบบนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนตบหน้าอย่างจัง

ต้องมานั่งทบทวนพฤติกรรมกันอย่างแรง

กับปรากฏการณ์ “แห่ไม่ขึ้น” ผู้นำกระแส มวยแม่เหล็กระดับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนชัดๆ ออกอากาศ ประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยมี “ปรมาจารย์” ระดับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ถือหาง แสดงท่าทีสนับสนุนจุดยืนของลูกศิษย์รัก

ขณะที่อีกฟาก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ปิดกั้นการแสดงความเห็นของฝ่ายคัดค้าน

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็โจมตีข้ามประเทศ ซัดรัฐธรรมนูญงี่เง่าไร้ประโยชน์

พรรคเพื่อไทยชูธง “โหวตคว่ำ” ค่ายประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ชูธงตาม “อภิสิทธิ์”

แต่ผลก็คือคะแนนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเขียวเต็มพรึบในพื้นที่ปักษ์ใต้ฐานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ไม่เว้นแม้แต่จังหวัดตรัง ฐานที่มั่นของคนชื่อ “ชวน หลีกภัย”

ภาคเหนือ ภาคอีสาน ฐานใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็เสียงแตก เสียงโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญแทรกเข้าไปในหลายจังหวัดที่อยู่ในโซนพื้นที่สีแดง

“อภิสิทธิ์–ชวน–ยิ่งลักษณ์–ทักษิณ” โดนหักหน้า

ประชาชนส่วนใหญ่โหวตสวน ไม่สนสัญญาณชี้นำจากนักการเมือง

ไม่นำพากับกระแสต้านรัฐธรรมนูญเผด็จการ

นั่นก็เพราะคนไทยได้รับบทเรียนจากการเมืองระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆมานานจนนับช่วงอายุคนได้ ในห้วง 84 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475

ประชาธิปไตยก็แค่วาทกรรมเลื่อนลอย ข้ออ้างในการเข้าสู่อำนาจและกอบโกยผลประโยชน์

หมดยุคนักการเมืองพันธุ์เก่าต้องปฏิรูปใหญ่ คนไม่อยากเห็นการเมืองกลับไปสู่ระบบเดิมๆอีกต่อไป

ถึงเวลาที่ประชาชนบังคับให้ “ถ่ายเลือด”

ท่ามกลางกระแส “เซตซีโร่” ล้างไพ่ล้มกระดานพรรค การเมือง เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

นักการเมืองพ่ายกระแส ทำได้แค่ก้มหลบต่ำ

ต้อง “สำเหนียก” กับคำสั่งของประชาชน

แต่กระนั้นก็ดี แม้จะอยู่ในสถานะของผู้ชนะ กำชัยเหนือกว่าในเกมชิงกระแส ทหารเองก็อย่าเผลอ “ย่ามใจ” กับมติมหาชนที่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้จากประชามติ

โดยเฉพาะอาการส่อพฤติกรรมของการต่อท่ออำนาจชัดๆ

แบบที่ไม่ทันข้ามวันหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติพร้อมคำถามพ่วงที่เป็นพิมพ์เขียวอำนาจของ คสช.ในการลากยาวอำนาจพิเศษคุมเกมช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี

ก็มีขบวนการเปิดค่ายการเมืองรองรับทันที

ตามคิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เครือข่ายฝ่ายต้านระบอบทักษิณคนดังแถลงตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปรอลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป

พร้อมประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สะท้อนจากผลประชามติที่ชนะท่วมท้น

ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่กระโดดรับมุกในทันทีทันใด

เพราะนั่นคือการแบไต๋ให้สังคมเห็น “ลิ้นไก่โผล่” กระตุกกระแสหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ในอารมณ์ที่สังคมอยากเห็นทหารเป็นแค่ “รปภ.คุ้มกันสถานการณ์”

เรื่องของเรื่องต้องไม่ลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญอยู่ในจำนวนผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติร้อยละ 41 ที่ไม่รู้ว่าคิดเห็นอย่างไรกับการให้รัฐบาลทหาร คสช.คุมเกมลากยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังซ่อนอยู่ใต้พรม “อำนาจพิเศษ” ไม่ได้หายไปไหน

ไม่ใช่แค่ปมการเมืองเรื่องระหว่างขั้วอำนาจขัดแย้งที่ยังสะกดคำว่าปรองดองไม่ได้ มันยังมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคงอื่นๆ ที่แฝงอยู่ทุกอณู

โดยเฉพาะกับเหตุระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หลังผ่านประชามติไปไม่กี่วัน ล็อกเป้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี

ไล่มาจนถึงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ตั้งใจก่อเหตุวันสำคัญ ทำลายบรรยากาศของประเทศ

เบื้องต้นฝ่ายความมั่นคงฟันธงเป็นการก่อวินาศกรรม ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ก่อการร้าย ไม่โยงกับผลประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ที่ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

รีบคุมวงให้จำกัดอยู่แค่การป่วนเมืองธรรมดาไว้ก่อน

แต่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มไหน กลุ่มการเมือง กลุ่มก่อการร้าย หรือแม้แต่กลุ่มไอ้โม่งที่โยงกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกองทัพช่วงฤดูโยกย้ายใหญ่ประจำปี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันคือการท้าทายอำนาจทหาร คสช.

เป็นแรงเสียดทานที่ก่อแรงกระเพื่อมให้พลิกคว่ำพลิกหงายได้

โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลอยู่ในภาวะย่ามใจในอำนาจ เหลิงประมาทฝ่ายต่อต้าน

สรุปก็คือ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้อำนาจของ คสช.เอง จะประคองภูมิคุ้มกันที่ได้เพิ่มมาจากผลการประชามติในการรักษาระดับ “ความชอบธรรม” ไว้ได้นานแค่ไหน

ไม่ต้องมองไปไกล แค่เฉพาะหน้าในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ปีครึ่งก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้

โดยเงื่อนไขอำนาจพิเศษที่เอื้อให้รัฐบาลทหารจะใช้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารเศรษฐกิจ ประคองปัญหาปากท้องประชาชนได้แค่ไหน

ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อสางปัญหาหมักหมมในสังคมไทยอย่างจริงจังระดับใด

เหนืออื่นใดกับปมอันตราย รายการทุจริต คอร์รัปชัน พฤติกรรมใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องในหมู่น้องๆพี่ๆ วงท็อปบูต ยังจะมีออกมาเป็นระยะๆแบบที่ผ่านมาหรือเปล่า

ถ้าโดนจับได้ไล่ทัน ประจานคาหนังคาเขา

ประชาชนเรียกร้องเอาอำนาจคืน ทหารก็จ๋อยเหมือนกัน.

“ทีมการเมือง”

 

อาฟเตอร์ช็อกประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689047

 

บึม! เขย่าขวัญป่วนเมืองกันหลายจุด

เหตุการณ์ลอบวางระเบิดย่านใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ไล่เลี่ยตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 11 ส.ค. ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค.

พุ่งเป้าแหล่งท่องเที่ยวดัง ทั้งที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เจอเหตุระเบิด 3 ครั้งต่อเนื่องที่บริเวณหอนาฬิกา 1 จุด และบริเวณโรงเรียนเทศบาลหัวหิน 2 จุด

ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี เกิดเหตุระเบิดกลางเมืองที่หน้าสถานีตำรวจน้ำ ในจังหวะสิ้นเสียงเพลงชาติเวลา 08.00 น. ส่วนที่ จ.พังงา เกิดเหตุ 2 จุดที่บริเวณทางเข้าตลาดนัดบ้านบางเนียง

และ จ.ภูเก็ต ระเบิด 2 จุด บริเวณลานโลมา หาดป่าตอง และป้อมยามบางลา หน้าหาดป่าตอง รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ จ.ตรัง จุดตลาดนัดเซ็นเตอร์พอยท์

ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รวมถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้หลายจุดที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ตามตลาด ร้านค้าขนาดใหญ่ และห้างสรรพสินค้าใน จ.กระบี่ พังงา ตรัง สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

คร่าความสุขของคนไทยในช่วงกำลังเฉลิมฉลองวันสำคัญ และเจาะจงทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้อันดับต้นๆของประเทศไทย

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักเกาะติดเหตุการณ์ระเบิดป่วนประเทศไทย รายงานข่าวกันอย่างเอิกเกริก เป็นข่าวดังไปทั่วโลก

หลายประเทศต้องประกาศเตือนคนของตัวเองให้เลี่ยงการเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดภาคใต้

คสช.ถูกกระตุกหนวดเสือ อาศัยช่วงที่กำลังการ์ดตก ผ่อนคลายโทนดุดัน หลังเพิ่งผ่านการหย่อนบัตรประชามติร่างรัฐธรรมนูญไปหมาดๆ ลอบก่อเหตุร้ายพร้อมกันหลายจุด

ร้อนถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่เพิ่งเบิร์ธเดย์ครบรอบ 71 ปี ไปหมาดๆ ต้องเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงโดยด่วน

ระดม ผบ.ทุกเหล่าทัพ หน่วยข่าว และกระทรวงมหาดไทย ประเมินสถานการณ์และสรุปหาสาเหตุความเชื่อมโยงในเหตุการณ์โจมตีเมืองท่องเที่ยวทางภาคใต้

โดยเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการเดียวกัน ที่ไม่ต้องการให้เกิดความสงบขึ้นในประเทศ แต่ไม่ใช่สาเหตุที่ลุกลามจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สอดรับไปทางเดียวกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ระบุว่า เป็นเรื่องการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายของผู้ไม่หวังดี เพื่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในช่วงที่บ้านเมือง เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกำลังดีขึ้น

ตรงตามประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การก่อการร้าย และไม่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่หวาดผวากัน

เป็นแค่การก่อวินาศกรรมเฉพาะพื้นที่ หรือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศเท่านั้น

รีบกระตุกขวัญประชาชนให้กลับคืนมา ไม่ให้ตื่นตระหนกมากกว่านี้

อย่างไรก็ตามแม้จะตั้งสมมติฐาน ประเมินแรงจูงใจการก่อเหตุไปต่างๆนานา ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดถึงเหตุวินาศกรรมป่วนเมืองรอบนี้มาจากสาเหตุใด

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดเจนว่า หัวเชื้อความรุนแรงยังคงสะสมอยู่ สถานการณ์ยังคุกรุ่น ความขัดแย้งรุนแรงมีสิทธิปะทุได้ตลอดเวลา

แน่นอนที่สุด แรงจูงใจอันดับแรกตามสคริปต์ ที่ถูกลากโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุป่วนเมืองรอบนี้ หนีไม่พ้นประเด็นการเมือง

จากข้อสันนิษฐานที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่รับร่างรัฐธรรมนูญ

สะท้อนรูปการณ์ไม่ยอมรับผลการทำประชามติตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก่อนหน้านี้

ได้เวลาขั้วอำนาจพิเศษกระชับกระบองยักษ์แน่น ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองหายใจได้คล่องขึ้น ภายหลังร่างกติกาประเทศฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

อาฟเตอร์ช็อกประชามติออกฤทธิ์ เขย่าโปรแกรมเลือกตั้งปลายปี 2560 หรือไม่

เพราะ “บิ๊กตู่” ย้ำอยู่เสมอ ถ้าประเทศไม่สงบ ก็อดเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ล้างไพ่’ สูตรที่เข้าล็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688267

 

มากันเนืองแน่น ในวันเกิดครบ 71 ย่าง 72 ปีของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ทั้ง ครม. แม่ทัพนายกอง บิ๊กตำรวจ ข้าราชการ แห่ตบเท้าเข้าอวยพร ทำเอาเจ้าของวันเกิดยิ้มปลื้ม

สุขภาพแข็งแรง ฟิตเปรี๊ยะ แน่นปึ้กในเรื่องบารมี

แล้วที่ไม่พลาดงานมงคลของพี่ใหญ่ สำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่แนบแน่นกับ พล.อ.ประวิตร ชนิดกินอยู่บ้านเดียวกันมาตั้งแต่อยู่ในรั้วทหาร คบหามากว่า 40 ปี

คิวนี้น้องรักแวะมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์พี่เลิฟแต่เช้าตรู่ ดับข่าวที่คนคู่แห่ง คสช.เองก็ประสานเสียงปฏิเสธมาตลอด ถึงคิวพี่น้องขบเหลี่ยม

ยกสัมพันธ์ล้ำลึกจนเกินกว่าที่จะทะเลาะเบาะแว้ง แย่งเป็นใหญ่

จากที่มีกระแส “2 พยัคฆ์ คสช.” ร้าวมาตลอด โดยเฉพาะช่วงการแต่งตั้ง

โยกย้ายในกองทัพ มีข่าวจัดโผแบ่งเป็น “สายพี่–เครือข่ายน้อง” งัดข้อประลองกำลัง

แต่ก็ดูเหมือนทั้งคู่จะรู้ และเลี่ยงเข้าแผน เพราะแตกกันเองเมื่อไหร่ก็พังทั้งคู่

สุดท้ายคลิกลงตัว เคลียร์กันได้ในหมู่พี่น้อง

เช่นเดียวกับโผทหารรอบนี้ ก็น่าจะจัดดุลกำลังในกองทัพรอบใหม่ได้ลงตัว ชนิดคาดว่าวางไปถึงแถวสอง แถวสาม แถวสี่

คุมป้อมค่ายกองทัพ ตรึงกำลัง ขึงลวดหนาม ในห้วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

เช่นเดียวกับ “พิมพ์เขียวหลัก” อำนาจพิเศษ หลังประชามติ “ทางสะดวก” ให้ขยับแผน

โดยมีช็อตแทรกสำคัญ กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน แกนนำเครือข่าย 40 ส.ว. เปิดตัวแต่หัววัน ประกาศตั้งพรรคการเมือง “ประชาชนปฏิรูป” รองรับนายกฯ ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” คนเดียวที่เหมาะสม

ถึง “บิ๊กตู่” จะบอกปัด “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน อยากพูดก็พูดไป” แต่ก็ไม่ปฏิเสธเต็มคำ

ต้องติดตามต่อไปจะมี “ผู้นำคนนอก” คิวเบิ้ลเก้าอี้นายกฯมาจริงหรือไม่

เช่นเดียวกับปม “เซตซีโร่” ล้างไพ่ยุบพรรคการเมือง เพื่อจดทะเบียนจัดตั้งพรรคกันใหม่ โดยมีกระแสข่าวว่าจะถูกนำบทบัญญัติไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก ร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมือง

แล้วก็บังเอิญเป็นอีกคิวที่คนที่เกี่ยวข้องไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ตอบคำถามหลังรู้ผลประชามติ ถึงกรณีที่มีการจับตาเรื่องนี้ โดยปฏิเสธ ยังนึกไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างนั้นทำไม โดยเรื่องนี้ต้องฟังพรรคการเมืองบางพรรคอยากให้เซตซีโร่

แจกแจงยาว ที่มองว่าเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ ก็คงไม่เท่ากันอยู่ดี พรรคเก่ามีฐานอยู่แล้ว

แต่อาจจะมีตรงคุณสมบัติสมาชิกพรรค อาจจะต้องกำหนดให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญ

ยังไม่ปิดช่อง “ล้างไพ่” กันทีเดียว

นั่นก็อ่านทางล่วงหน้ากันมา ตั้งแต่มีกระแสข่าวล้างไพ่

ป้อมค่าย ล้างกระดานนักการเมือง ปม “เซตซีโร่” ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยเป็น “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เปิดไต๋มาก่อนหน้านี้เอง

จนมีคำถามในช่วงร่างรัฐธรรมนูญ กับปมที่อาจซ่อนไว้ในกฎกติกาประเทศ

ชนิด “ซือแป๋มีชัย” ต้องปฏิเสธมาตลอด กระทั่งถึงคิวปั๊มกฎหมายลูกครั้งนี้

แล้วก็ดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า หลายขั้วหลายพรรคเริ่มขยับรับคิวล้างไพ่ กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ เอ่ยปากถ้า กรธ.เอาจริงก็ต้องยอมรับ

เพียงแต่ดักทางวาระแฝง ปมเซตซีโร่ต้องมีเหตุผล ทำเพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน

ถ้าตั้ง “พรรคเฉพาะกิจ” พรรคของบุคคลที่มีเจ้าของ ก็ทำง่าย

ทั้งหมดทั้งปวง ถ้าคิวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “พิมพ์เขียว” ของอำนาจพิเศษ ก็คงจะเห็นทิศทางกันในไม่ช้า

ในจังหวะตีเหล็กเมื่อร้อน ปม “เซตซีโร่” ถึงจังหวะเร่งเครื่อง

กับห้วงที่เริ่มมีเสียงเชียร์ หนุน “จัดระเบียบการเมือง”

โดยเฉพาะการ “ปลดล็อก” ล้างไพ่ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองวิ่งจับขั้วกันใหม่ โดยไม่มีนายทุนผูกขาด ล้างเงื่อนไขพันธนาการในการลาออกจากสังกัดเดิม

สูตรที่ผู้ถือดุลอำนาจรัฏฐาธิปัตย์น่าจะได้หลายเด้ง ทั้งล้างปมขั้วฝ่าย แก้โจทย์สีเสื้อ

และยังเข้าแผน เข้าทาง “พิมพ์เขียว” อำนาจพิเศษ.

ทีมข่าวการเมือง

 

วางหมากล้อพิมพ์เขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687313

 

ข่าวลือไม่สู้ดีดันมาตอนใกล้วันเกิดพอดี

ตามจังหวะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องปฏิเสธกระเเสข่าวที่เกิดอาการเป็นลมหน้ามืดและถูกหามส่งโรงพยาบาลกลางดึกคืนวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยเจ้าตัวยังมาทำงานปกติ และยืนยันเสียงแข็งเลยว่า ชีวิตเกิดมาไม่เคยเป็นโรคที่เป็นลม ตอนนี้ปกติดีไม่ได้เป็นไปตามข่าวลือที่ว่าเครียดเพราะทำงานหนักจนหน้ามืด

พร้อมกับท้าให้ไปดูได้เลยว่ายังแข็งแรงอยู่หรือไม่ ในวันที่ 11 สิงหาคม ที่ พล.อ.ประวิตรจะเปิดอาณาจักรมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในค่าย ร.1 รอ.ให้คณะบุคคล

เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 71 แน่นอน

ฉากสะท้อนบารมี “พี่ใหญ่” บูรพาพยัคฆ์วนมาอีกรอบปี

ท่ามกลางเงื่อนสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่จุดการจัดทัพปรับอำนาจ ในฤดูเกษียณอายุราชการจังหวะการปรับโยกย้ายขุนทหารประจำปี

สปอตไลต์ก็พุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กป้อม” จุดศูนย์รวมอำนาจตามฟอร์ม

จะวางกำลังคุ้มกันหลัง คสช.อย่างไรให้ชัวร์ว่าปลอดภัย

ยิ่งเป็นอะไรที่ต้องล้อตามโจทย์เงื่อนไขในการต่อเวลาคุมเกมอำนาจพิเศษออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปีในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอย่างยาวตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี

ตาม “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ได้รับฉันทานุมัติจากเสียงประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบกับ “คำถามพ่วง” เปิดทางให้ “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมกำหนดตัวนายกรัฐมนตรี

ได้เหลี่ยมคุมเกมรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ทหารแทรกตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการแชร์อำนาจกับฝ่ายการเมืองอย่างชอบด้วยกติกา

มันก็ยิ่งต้องล็อกคิวในกองทัพรองรับออปชั่นที่ได้มา

แน่นอนถ้ามองกันในมุมเฉพาะของ “พี่ใหญ่” มันก็อ่านกันง่ายๆ ยังไงก็ต้องจัดแถว น้องๆในทีมบูรพาพยัคฆ์ที่มองไปถึงท้ายแถวคนที่ 4 ที่ 5 แล้ว

แนวโน้ม “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.จ่อคิวจ่าฝูงกองทัพบกคนต่อไป ต่อด้วย “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่จะขยับเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. รอให้ “บิ๊กณัฐ” พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ รอง เสธ.ทบ. หรือ “บิ๊กตู่น้อย” พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาค 1 น้องเล็ก ไต่เส้นทางเข้าคุมตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1

หมากบนกระดานของ “บิ๊กป้อม” ไม่มีทางหลุดจากโพยนี้

เว้นเสียแต่มันมีปัจจัยของบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ที่ยังกั๊กเกมกับบ้านใหญ่ย่านโชคชัย 4

แบบที่เห็นเกมป่วนแทรกคิวมาแบบจับทิศจับทาง จับต้นชนปลายไม่ทัน

มาแต่หัววัน ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งผ่านด่านประชามติไม่ทันข้ามคืน กับฉากที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) “คีย์แมนกลุ่ม 40 ส.ว.” คนดัง ตั้งวงแถลงข่าวพร้อมกับ นพ.มโน เลาหวณิช แท็กทีมขบวนการไล่ล้างเครือข่ายธรรมกาย ประกาศตั้งพรรคการเมืองภายใต้ชื่อ “พรรคประชาชนปฏิรูป”

พร้อมชูธงหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ลากยาวต่อไป

ชิงจังหวะเล่นเร็ว โดยที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ยังไม่ทันปรับร่างรัฐธรรมนูญตามพิมพ์เขียว “คำถามพ่วง” ที่ผ่านด่านประชามติ เปิดทางให้ท็อปบูต คสช.คุมเกมอำนาจทางการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีกอย่างน้อย 5 ปีถึง 20 ปี

ไม่ต้องมีลีลา แบไต๋เล่นกันแบบไม่เคอะเขินเลย

แต่ที่เขินก็คือ “บิ๊กตู่” ยังไม่รีบรับมุก เจ้าตัวเลี่ยงตอบคำถามนักข่าวกรณีหากถูกเชิญเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ออกตัวเป็นเชิงไม่ต้องการจุดชนวนประเด็นใหม่

ตามสไตล์ทหาร “ขี้ระแวง” ไม่ชัวร์ว่า เครือข่ายแฝง

ฝ่ายเดียวกันจะมามุกไหน นายไพบูลย์เดินตามรอยบ้านใหญ่เทเวศร์หรือบ้านใหญ่โชคชัย 4

หวังดีหรือผลักไปล่อบาทา

อาการแบบที่ “บิ๊กตู่” ต้องเจอปมนายกฯคนนอกดักคอแต่หัววัน.

ทีมข่าวการเมือง